มหาวิทยาลัยสงฆ์ของคนมีกิเลส
วันที่ 27 กรกฎาคม. 2545 เวลา 7:45 น. ความยาว 22.56 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมคณะครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน ณ วัดป่าบ้านตาด
วันที่ ๒๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ [บ่าย]

มหาวิทยาลัยสงฆ์ของคนมีกิเลส

วันนี้เป็นวันมหามงคลของพี่น้องชาวจังหวัดอุดรฯ และแถวใกล้เคียงตลอดถึงทั่ว ๆ ไปที่ได้พร้อมใจกันมาสถานที่นี่ มีพระสงฆ์จำนวนมากดังพี่น้องทั้งหลายได้เห็นนั้นแล พระสงฆ์จำนวนมากอย่างนี้มีน้อยมาก และวันนี้เป็นโอกาสที่จะได้พูดอรรถพูดธรรมให้ฝ่ายพระเจ้าพระสงฆ์ซึ่งเป็นแนวหน้าของประชาชนทั่วไปได้ยินได้ฟัง ได้ข้อวัตรปฏิบัติจากครูจากอาจารย์ซึ่งนาน ๆ จะได้ฟังทีหนึ่ง แล้วนำไปเป็นข้อคิดข้อปฏิบัติ กำจัดสิ่งชั่วช้าลามกทั้งหลายออกจากกายวาจาใจของตน

บรรดาพระสงฆ์ที่จะได้รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ อย่างนี้มีน้อยมาก ทั้งนี้ก็เนื่องจากหลักใหญ่คือครูอาจารย์ที่จะให้โอวาทแนะนำสั่งสอนนั้น รู้สึกว่าร่อยหรอลงไปทุกวัน ๆ เฉพาะอย่างยิ่งกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นเรานี้ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ใหญ่ ถ่ายทอดอรรถธรรมมาจากท่าน มาแนะนำสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายดังที่เราเคยเห็นมานั้น เวลานี้ร่อยหรอลงมากทีเดียวแทบจะไม่มีเหลือเลย หากจะพูดให้ชัดเจนก็คือเวลานี้เท่าที่ทราบก็ยังเหลืออยู่เพียงสององค์เท่านั้น ที่มีอายุพรรษามากก็คือหลวงตาบัวหนึ่ง และอาจารย์เจี๊ยะหนึ่ง นอกจากนั้นก็จะมีบ้างเล็กน้อย

นี้แหละที่เคยอยู่กับท่าน (หลวงปู่มั่น) มา อาจารย์เจี๊ยะท่านเคยอยู่กับท่านมาก่อนเราอีกด้วย แล้วเราเป็นองค์ที่สองจากท่าน เวลานี้ก็ยังเหลืออยู่เพียงเท่านี้ ผู้จะแนะนำสั่งสอนอรรถธรรมให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย ดังที่เคยปฏิบัติมาแต่ก่อนจากครูอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นได้พาแนะนำสั่งสอน เวลานี้ก็ล่วงลับดับไปเสียมากต่อมากแล้ว การประพฤติปฏิบัติก็ต้องร่อยหรอลงไป เมื่อไม่มีผู้แนะนำสั่งสอนให้ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอธรรมะย่อมจืดจางไปได้ กิเลสก็นับวันจะเข้มข้นขึ้นมาในศาสนาในพระในเณร เฉพาะอย่างยิ่งในวงปฏิบัติของเรา

จึงขอให้พระลูกพระหลานทั้งหลายตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ เมื่อได้ยินได้ฟังอรรถธรรมจากครูอาจารย์ไปแล้ว ขอให้ฟังให้ชัดเจนในถ้อยคำที่พระพุทธเจ้าประทานแก่พระอานนท์ว่า "อานนท์ พระธรรมและพระวินัยนั้นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว" นี่เป็นพระวาจารับสั่งแก่พระอานนท์ จึงขอให้เราทุก ๆ ท่าน อย่ามองข้ามธรรมวินัยคือองค์ศาสดาแทนพระพุทธเจ้า ผู้ใดก็ตามเมื่อมีสติแล้วจะมีความระมัดระวังตัวจากการได้เห็นได้ยินได้ฟัง สัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งใด สติมีอยู่กับตัวจะเข้าใจในสิ่งนั้น ๆ ได้ดี จะไม่ลืมเนื้อลืมตัวไปอย่างง่ายดาย

สติระลึกถึงองค์ศาสดาคือธรรมวินัย เป็นเครื่องเทิดทูนอยู่ภายในจิตใจอยู่สม่ำเสมอ นี่เรียกว่าเป็นผู้มีครูมีอาจารย์ เรียกว่าลูกมีพ่อมีแม่ ไม่ใช่ลูกกำพร้า ศาสดาของเรายังคงอยู่คือพระธรรมพระวินัย นี้แลเป็นทางก้าวเดินเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อมรรคผลนิพพาน จะไม่นอกเหนือไปจากสายทางคือธรรมและวินัยนี้เลย เราอย่าคิดอุตริคุ้ยเขี่ยกิเลสขึ้นมาเป็นความรู้สด ๆ ร้อน ๆ มาแข่งธรรมของพระพุทธเจ้า ประหนึ่งว่าเป็นความรู้จรวดดาวเทียม ความรู้เหล่านี้เป็นความรู้ของกิเลสทั้งมวลที่กำลังแทรกขึ้นมาในศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งในวงพระวงเณรของเรา จนแทบมองไม่ทัน ไม่รู้ว่ากิเลสแทรกมาแบบใดบ้าง

นี่ละความห่างเหินจากสติที่ระลึกถึงองค์ศาสดาได้แก่พระธรรมวินัย เราจะพลาดท่าเสียทีให้มันจนได้ จึงขอให้พระลูกพระหลานทุก ๆ ท่านอยู่ในป่าในเขาลำเนาไพรที่ไหน ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติกำจัดกิเลส ซึ่งเคยเป็นภัยต่อโลกมาเป็นเวลานานตั้งกัปตั้งกัลป์นับไม่ได้แล้ว ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตัวว่ามาเป็นบุญเป็นคุณเป็นมิตรเป็นสหาย ฝากเป็นฝากตายกันได้กับสัตว์โลก นอกจากเป็นข้าศึกศัตรูต่อสัตว์โลกและธรรมตลอดไปเท่านั้น จึงขอให้ทุก ๆ ท่านรำลึกถึงตัวเสมอ เรื่องมรรคผลนิพพานนั้นให้เอาการปฏิบัติของเราซึ่งได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากธรรม อันเป็นแบบแปลนแผนผังตายตัวแล้วเพื่อมรรคผลนิพพาน มากางเข้าที่หัวใจของเรา มีสติมีปัญญาพิจารณาไตร่ตรองก้าวเดินด้วยสังวรธรรม ความสำรวมระวังตนอยู่โดยสม่ำเสมอ อย่าลืมเนื้อลืมตัว การปฏิบัติของเราจะเป็นไปด้วยความราบรื่นดีงาม ตามสายทางแห่งธรรมและวินัย ที่เรียกว่าสายทางแห่งศาสนาเพื่อมรรคผลนิพพานตลอดไป

ผู้ปฏิบัติอยู่ในสถานที่ใดก็ตาม ขอให้ยึดหลักธรรมหลักวินัยนี้ไว้ให้ดีอย่าให้จืดจาง ศีลรักษาให้ดี ศีลเป็นรั้วกั้นทางที่จะผิดพลาดออกไปหาความผิดให้เกิดโทษขึ้นมา นี่คือรั้วกั้น ห้ามพระสงฆ์ไม่ให้ข้ามออกไป ถ้าข้ามหรือดื้อด้านหาญทำ ฝืนธรรมฝืนวินัย ก้าวข้ามธรรมข้ามวินัยออกไป ก็เท่ากับก้าวข้ามหัวพระพุทธเจ้าไป แล้วก็ลงเหวลงบ่อได้แก่โทษแก่กรรม ศีลก็หาความบริสุทธิ์ไม่ได้ อย่างน้อยด่างพร้อย ความด่างพร้อยไม่ใช่ของดี เป็นความเสียหายเป็นลำดับลำดา ศีลด่างพร้อยก็คือเราเป็นคนด่างพร้อย พระด่างพร้อย พระไม่สมบูรณ์แบบ เป็นพระขาดบาทขาดตาเต็งไป

นี่ละโทษแห่งการข้ามพระวินัยของพระพุทธเจ้า เป็นความเสียหายเป็นลำดับลำดาจนกระทั่งถึงขั้นคอขาดบาดตาย ไม่มีชิ้นดีเลย มีแต่ความล่มจมโดยถ่ายเดียวเท่านั้น จึงขอให้พากันตั้งอกตั้งใจรักษาพระวินัยให้เข้มงวดกวดขัน ซึ่งเท่ากันกับเรารักษาทำนบใหญ่ที่จะบรรจุน้ำไว้อย่างดี น้ำคืออรรถคือธรรมที่เราบำเพ็ญด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ศรัทธา ความเพียรแบบใด ก็จะรวมลงในศีลเป็นรั้วกั้น ศีลเป็นขอบเขต เป็นสระใหญ่ไว้ด้วยดี ศีลเราไม่มีด่างพร้อยแล้ว เราเป็นที่อบอุ่น อยู่ที่ไหนก็อบอุ่น

ผู้มีศีล ๕ ก็อบอุ่นด้วยศีล ๕ ของตัวเอง มีศีลข้อใดด้วยความแน่นหนามั่นคง มีสัจจะความจริงต่อศีลของตนข้อนั้น ๆ เราก็มีความอบอุ่นภายในใจของเรา เฉพาะพระเณรเราให้สมบูรณ์แบบทุกสิกขาบทในศีลของเรา ท่านบัญญัติไว้ว่าศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ นี้ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นรั้วกั้น ไม่ให้เราข้ามเกินออกไปหาอันตรายซึ่งอยู่นอกจากรั้วนั้นไป ให้อยู่ภายในรั้วได้แก่ศีลของเราด้วยความสำรวมระวัง เมื่อเรามีศีลสำรวมระวังอยู่ เราจะมีความอบอุ่นด้วยศีลของเรา อยู่ที่ไหนไปที่ใดอบอุ่นตลอดเวลา เฉพาะนักภาวนาแล้ว สมัยก่อนมีสัตว์เสือเนื้อร้ายอยู่ในป่าในเขาจำนวนมาก ไม่เหมือนสมัยปัจจุบันนี้

เพียงสมัยหลวงตาเที่ยวกรรมฐานอยู่ สมัยนี้ก็สมบูรณ์ไปด้วยสัตว์เสือเนื้อร้าย ป่าเขาลำเนาไพร ไปอยู่ที่ไหนจะไม่พ้นจากการเจอสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้จนได้ แล้วสัตว์เหล่านี้ที่น่ากลัวก็คือเสือ หมี มีจำนวนมากอยู่ในป่า เรามีศีลเป็นที่อบอุ่นใจเราแล้ว ไปอยู่ในที่เช่นนั้นเราก็ไม่กลัว ศีลนี้บรรเทาความกลัวความว้าเหว่เสียได้ไม่สงสัย หากว่าเราตายในเวลานี้เราจะไปสวรรค์ได้ทันที นั่นอำนาจแห่งศีลเท่านี้เป็นความอบอุ่นหนุนจิตใจให้เอิบอิ่มภายในความเป็นความตายของตัวเอง ไม่สะทกสะท้าน นี่เพียงมีศีลสมบูรณ์เท่านั้นเราอบอุ่นแล้ว

ทีนี้เวลาเราบำเพ็ญสมาธิภาวนา คือสำรวมเข้า นี้เป็นฝ่ายธรรม ศีลเป็นรั้วกั้นไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ธรรมเป็นเครื่องบำเพ็ญตามสายทางดำเนินไปเพื่อสมถธรรม เพื่อสมาธิธรรม เพื่อวิปัสสนาธรรม จนกระทั่งวิมุตติหลุดพ้น นี้คือสายแห่งธรรมที่เราจะก้าวดำเนินต่อไปนั้นก็ไม่มีความระแวงแคลงใจ เพราะศีลของเราบริสุทธิ์แล้ว ไม่สร้างความระแวงแคลงใจเดือดร้อนแก่ตัวเอง จิตก็รวมสงบลงได้ง่าย นี่เป็นพื้นฐานแห่งความเป็นพระของเรา พระเราจะเป็นพระสมบูรณ์แบบในเบื้องต้น ต้องเป็นพระเป็นเณรที่มีศีลสมบูรณ์ อันนี้เป็นพื้นฐานของพระของเณร ถ้าศีลไม่สมบูรณ์แล้วไม่เรียกว่าพระเณรที่สมบูรณ์แบบ เราเองก็ไว้ใจตัวเองไม่ได้ ต้องระแคะระคาย สุดท้ายก็ว้าเหว่ นี่เป็นความเสียหายสำหรับผู้ไม่สำรวมในศีลของตน

จึงขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งอกตั้งใจปฏิบัติเข้มงวดกวดขันต่อศีลของเรา ให้มีศีลบริสุทธิ์เต็มที่แล้วอยู่ที่ไหนก็อบอุ่น นอกจากนั้นก็ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติประกอบความพากเพียร ตามทางของศาสดาที่ทรงสั่งสอนมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แบบแผนตำรับตำราเป็นอันเดียวกัน ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปไหนเลย แบบแผนเหล่านั้นก็เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานล้วน ๆ เราปฏิบัติตามแบบแปลนแผนผังคือธรรมที่ท่านแสดงไว้โดยถูกต้องแล้วนั้น ก็เรียกว่าเราก้าวเดินเข้าสู่มรรคผลนิพพานใกล้เข้าไปทุกที จนกระทั่งถึงจุดสุดยอดแห่งธรรม ไม่นอกเหนือจากแปลนคือพระธรรมวินัยนี้ไปได้เลย จึงขอให้พากันตั้งอกตั้งใจ

เวลานี้ศาสนาของเราถูกกิเลสเหยียบย่ำทำลายคุกคามเข้ามาโดยลำดับๆ เฉพาะพระของเราก็หดย่นเข้ามา ถูกกิเลสตีต้อนเข้ามา ๆ จนจะไม่มีพระเหลืออยู่ ที่เหลืออยู่ก็มีตั้งแต่หัวโล้น ๆ ศีรษะโล้น ๆ แล้วเอาผ้าคลุมหัว ศีลธรรมภายในใจและความประพฤติถูกกิเลสกลืนไปกินหมด เป็นความชั่วช้าลามกเลวทรามไปตามกิเลสเสียทั้งนั้น มองดูแล้วไม่น่าดู ฟังไม่น่าฟัง ความคิดภายในใจต่อภิกษุหรือสามเณรองค์ใด ก็คิดด้วยความเคลือบแคลงสงสัย คิดด้วยความอิดหนาระอาใจ เพราะความไม่ละอายบาปของพระเณรรูปนั้น ๆ นี่คือกิเลสกลืนเข้าไป

หิริโอตตัปปะไม่มีภายในจิตใจเลย แล้วการดูดดื่มกับกิเลสนั้นไม่มีวันมีคืน ดูดดื่มได้ทุกวัน ๆ เพศเป็นพระ ผ้าเหลืองคลุมศีรษะแต่จิตใจเป็นฆราวาส จิตใจเป็นโลกเป็นสงสาร จิตใจเป็นกิเลส เสาะแสวงหาตั้งแต่เรื่องกิเลสตัณหา ตั้งแต่ตื่นนอนมาแทนที่จะเสาะแสวงหาอรรถหาธรรม กลับกลายเป็นการเสาะแสวงหากิเลสตัณหาที่จะมาเผาหัวใจตนเอง และทำความกระทบกระเทือนให้แก่ผู้เกี่ยวข้องมากน้อยไปเป็นลำดับลำดา นี่เรียกว่าโทษของกิเลสที่เผาพระเผาเณรเรา จนจะไม่มีพระเณรเหลืออยู่แล้วด้วยความเป็นพระเณรที่มีศีลมีธรรม จะมีแต่พระเณรหัวโล้น ๆ รูปร่างของพระของเณร แต่ภายในนั้นบรรจุไว้ด้วยส้วมด้วยถาน คือความไม่มีหิริโอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป มารยาทการแสดงออกมีแต่ฟืนแต่ไฟ ด้วยอำนาจของกิเลสเผาผลาญไปหมด ตัวเองก็เดือดร้อน คนอื่นมองดูแล้วแสลงตาแสลงใจ

เราไปที่ไหนเราปฏิบัติไม่ดี เราอย่าไปตำหนิใคร ให้ตำหนิตัวเองผู้ปฏิบัติไม่ดี ตัวเองก็ไม่ไว้ใจตัวเอง คนอื่นเขาจะพอใจเห็นพอใจได้ยินได้ฟังสนใจกับเราได้ยังไง ตั้งแต่ตัวของเราก็หมดสาระไปแล้ว นี่ละศาสนาเสื่อม เสื่อมที่ต้นใหญ่ หลักใหญ่คือพระเณรเราซึ่งเป็นผู้นำของชาวพุทธทั่วประเทศไทย อยู่ที่ใดไปที่ใดสร้างบ้านสร้างเรือนที่ใด ต้องสร้างวัดสร้างวาเคียงข้างกันไปทุกบ้านทุกเรือน เป็นความอบอุ่นแก่จิตใจของเขา แต่แล้วพระเณรก็ทำความเหลวแหลกแหวกแนว ทำให้เสียน้ำใจแก่ประชาชนที่เขาพยายามก้าวเดินตามและกราบไหว้บูชา อย่างนี้เสียหายมาก

เราเป็นหัวหน้าไปที่ไหน เช่นอย่างท่านทั้งหลายมาที่นี่ ก็มาจากบ้านนั้นบ้านนี้ บ้านไหนเราก็เป็นสมภารเจ้าวัด เป็นพระเป็นเณรในวัดในบ้านนั้น ๆ เราตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตัวให้เป็นพระที่ดีเณรที่ดีเราก็ชุ่มเย็นเป็นสุข ประชาชนชาวบ้านเขามองเห็นก็เกิดความเชื่อความเลื่อมใส ปัจจัยไทยทานมีมากน้อยออกมาจากจิตใจที่มีความเคารพเลื่อมใส ถวายทานพระเณรไม่อดอยากขาดแคลน เขาก็ชุ่มเย็นด้วยการให้ทานของเขา พระก็อยู่ผาสุกเย็นใจด้วยมีปัจจัยไทยทานเป็นเครื่องอุดหนุน นี่ก็สนับสนุนกันไปอย่างนี้ เรียกว่าด้วยความเป็นธรรม

พระเณรเราอยู่ที่ไหน ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตัวเองเป็นที่ร่มเย็นแก่ตัวเองและเพื่อนฝูงในวงวัด อย่าทะเลาะเบาะแว้งกัน แล้วประชาชนทั้งหลายเขาก็จะมีความอบอุ่นไว้วางใจ บ้านมีมากเท่าไรวัดมีมากเท่าไร พระเณรมีมากเท่าไรยิ่งสร้างความอบอุ่นเย็นใจให้แก่ชาวบ้านมากเพียงนั้นๆ นี่เรียกว่าศาสนาเจริญ เจริญในพระในเณรแล้วก็เจริญกระจายออกไปหาประชาชน เมื่อครูบาอาจารย์เป็นผู้ดีเป็นผู้รักศีลรักธรรม เป็นที่น่าเคารพเลื่อมใส แต่เราจะไปเป็นคนอันธพาลหน้าด้านไปทำความชั่วช้าลามก ไม่ละอายครูบาอาจารย์นี้เป็นไปได้ยากคนเรา

ครูบาอาจารย์ดีอยู่แล้วพอระลึกถึงท่านก็เกิดความละอายใจ ไม่อาจทำบาปได้มีอยู่เยอะ นี่ละเพราะครูบาอาจารย์เป็นแม่เหล็กอันสำคัญ พอระลึกถึงท่านเท่านั้นก็เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา ในครั้งนี้ก็มีอันหนึ่งที่จะมาเล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง มีลูกศิษย์เขามาเล่าให้ฟังเป็นความจริง มีคนๆ หนึ่งที่เขาเกิดความเคียดแค้นต่อเพื่อนของเขา เคียดแค้นถึงขนาดที่ว่าถือปืนไปเลยทีเดียว จะไปฆ่าคนนี้โดยถ่ายเดียวเท่านั้น เป็นอื่นไปไม่ได้ เพราะเคียดแค้นสุดกำลัง แล้วก้าวเดินไปมุ่งที่จะฆ่าโดยถ่ายเดียว นี่ก็รู้สึกว่าเขามีอุปนิสัยนะ ตั้งหน้าตั้งตาจะไปลงนรกทั้งเป็น คือจะไปยิงเพื่อนตายแล้วเราจะตายที่ไหนไม่สำคัญ ขอให้ได้ฆ่าคนที่เราเคียดแค้นถึงใจมาก ๆ นี้ ให้ได้ฆ่าอย่างถึงใจเราเป็นที่พอใจ

ก้าวเดินตามทางไปๆ อยู่ ๆ หลวงปู่มั่นเรานี่แหละ ไม่ทราบมาจากไหน ผุดขึ้นต่อหน้านั้นเลยทีเดียว ยืนจังก้าอยู่ที่หน้านั่น พอมองเห็นก็เกิดความเคารพอยู่แล้ว พอมองเห็นท่านก็ทักกระตุกอย่างแรงเลย "นี่จะไปตกนรกหลุมไหนนี่น่ะ" ท่านว่าอย่างนั้นนะ ว่าจะไปตกนรกหลุมไหนนี่น่ะ พอว่าอย่างนั้นก็ก้มลงกราบทิ้งปืนในเวลานั้น กราบเสร็จแล้วกลับมาทันที ถือคนที่ว่าเป็นที่เคียดแค้นนั้นกลับมาเป็นมิตรเป็นสหายพึ่งเป็นพึ่งตาย ตั้งแต่บัดนั้นมาเขาทิ้งปืนเลย เขาไม่ทำอะไรอีก อย่าว่าแต่ไปฆ่าผู้ฆ่าคน แม้แต่สัตว์เขาก็ไม่ทำ นี่ก็เพราะอำนาจแห่งความดีของหลวงปู่มั่น เห็นไหมล่ะท่านมรณภาพจากไปแล้ว ยังมาแสดงปาฏิหาริย์ให้คนพอมีนิสัยอยู่บ้างได้รู้เนื้อรู้ตัว

ไม่เช่นนั้นคนนี้เขาก็จะไปฆ่าคนแล้วเขาก็จะไม่ได้อะไรแหละ เขาให้สมใจที่ว่าฆ่าคน ในขณะเดียวกันเขาก็ลงนรก จะสมใจไม่สมใจเขาก็ต้องลงแน่ ๆ ท่านจึงมาทักเอาเดี๋ยวนั้นเลย มายืนจังก้าอยู่ต่อหน้าเขา ว่า "นี่จะไปตกนรกหลุมไหนนี่น่ะ" ท่านว่าอย่างนั้น เพียงเท่านั้นสลดสังเวช ทิ้งปืนตูมแล้วกราบแล้วเดินกลับบ้านเลย นี่เห็นไหมอำนาจแห่งความดีของครูบาอาจารย์แสดงให้เห็น แม้ท่านล่วงไปแล้วก็ยังมาแสดงปาฏิหาริย์ให้คนพอมีอุปนิสัยได้รู้เนื้อรู้ตัว แล้วแกก็เลยไม่สร้างบาปมาตั้งแต่บัดนั้น อย่าว่าแต่จะฆ่าคน แม้แต่สัตว์แกก็ปล่อยเลย ไม่เอาตั้งแต่บัดนั้นมา แกเป็นคนดีด้วยอำนาจแห่งความดีของหลวงปู่มั่น

นี่จึงได้ยกมาให้เป็นคติตัวอย่างแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลาย ได้ยึดเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ในการที่มีวัดมีวาแต่ละแห่งละหน พระเณรที่อยู่ในสถานที่ใด ขอให้ทำตัวเป็นผู้มีศีลมีธรรมสมบูรณ์แบบตามเรื่องของพระ อย่าให้มีเรื่องของโลกของสงสารของกิเลสตัณหาเข้ามาเจือปนในเรื่องของพระ กิริยาท่าทางการพูดการจา การประพฤติปฏิบัติของพระ ให้เป็นเรื่องของพระผู้มีศีลมีธรรมล้วน ๆ ผู้นั้นจะมีความสงบร่มเย็น บ้านใดมีพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ประชาชนรู้สึกว่ามีความอบอุ่น ถึงเขาจะมีความทุกข์ความจนขนาดไหนก็เป็นธรรมดาของโลกอนิจจัง ไปที่ไหนย่อมมีความมั่งมีศรีสุขมีความเสียหายล่มจมคับแคบไปตาม ๆ กันนั่นแหละ มันมีอยู่ทั่วโลก แต่ขอให้จิตใจมีความสงบร่มเย็นเป็นที่พอใจ นี่เป็นสำคัญมากที่สุด

เราเป็นพระเป็นเณรปฏิบัติตัวให้สมภูมิของเรา ว่าเป็นพระเป็นเณรเต็มสัดเต็มส่วนแล้ว เราอยู่ก็เย็นใจในตัวของเรา วัดวาของเราต่างองค์ต่างปฏิบัติศีลธรรม ด้วยความมุ่งมั่นต่ออรรถต่อธรรม ต่อแดนพ้นทุกข์ด้วยกันแล้ว สถานที่นั่นพระเณรที่นั่น วัดนั้นย่อมเป็นที่สงบร่มเย็น แล้วกระจายออกไปที่ไหนเกี่ยวข้องกับประชาชนญาติโยมเขาก็เป็นสิริมงคล เรียกว่า สมณานญฺจ ทสฺสนํ การเห็นสมณะผู้มีความสงบกายวาจาใจจากบาปจากกรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นมงคลอันสูงสุด ท่านว่า เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เขาได้เห็นเราด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส ถึงเราไม่ได้เป็นสมณะดังที่ว่า สมณะที่หนึ่งที่สองที่สามที่สี่นั้นก็ตาม เป็นสมณะผู้สงบกายวาจาใจ เป็นผู้สำรวมระวังตนด้วยศีลด้วยธรรม เพียงเท่านี้ก็เป็นมงคลแก่เขามากมาย และเขาก็ได้บุญได้กุศลเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราก็เป็นผู้ทรงอรรถทรงธรรมไว้ ไปที่ไหนก็เป็นมงคลแก่เราตลอดไป

วัดมีมากเพียงไร บ้านใดเมืองใดมีวัดมีวามีพระมีเณร ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามศีลธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้เรียบร้อยแล้ว ความสวยงามความอบอุ่นจะมีอยู่ในสถานที่นั่น ๆ ตลอดประชาชนญาติโยมจะรู้สึกมีหิริโอตตัปปะ ละอายต่อบาปต่อกรรมได้ เพราะอำนาจแห่งครูบาอาจารย์ และวัดนั้นเป็นวัดที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คนไม่ค่อยจุ้นจ้านต่อบาปต่อกรรมจนเกินเหตุเกินผล ย่อมมีหิริโอตตัปปะประจำใจ มีกลัวบาปกลัวกรรมเพราะถือครูบาอาจารย์เป็นหลักใจ เป็นแม่เหล็กเครื่องดึงดูดจิตใจให้สะดุ้งกลัว รู้บาปรู้กรรม นี่ละการปฏิบัติศีลธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญอยู่มากสำหรับพระเรา อยู่ที่ไหนขอให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่าลุ่ม ๆ ดอน ๆ สุ่มสี่สุ่มห้า ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามหน้าที่และเพศของตน

เพศของเราเป็นเพศของพระ โลกจะเจริญหรือเสื่อมอะไรเป็นเรื่องของโลก เรื่องของพระจะเจริญหรือเสื่อม เสื่อมที่การปฏิบัติธรรมวินัยหรือไม่ปฏิบัติธรรมวินัย โลกเสื่อมหรือศาสนาเสื่อม เสื่อมที่ตัวของพระของเณร ศาสนาเจริญเจริญที่พระที่เณรมีความรักใคร่ใฝ่ใจกับศีลกับธรรม ศาสนาเสื่อมเสื่อมที่พระเณรไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่สะดุ้งกลัวต่อบาป เรียกว่ามองดูตัวไม่เห็น ทั้ง ๆ ที่เป็นพระเป็นเณรทั้งองค์ มองเห็นแต่เรื่องกิเลสให้มันไสเข้าไปไฟนรกเผาทั้งเป็นๆ อย่างนี้มีมากต่อมาก ให้เราระมัดระวัง ต่างคนต่างปฏิบัติ แล้วเราจะมีความสงบร่มเย็น

การปฏิบัติอยู่ในป่าที่ต่าง ๆ กันดังที่ท่านทั้งหลายได้มาที่นี่ ผมก็เคยได้ไปเห็นแล้วตามสถานที่ต่าง ๆ นั้นเป็นที่เหมาะสมในการบำเพ็ญสมณธรรม สมกับเพศของพระ บวชมาแล้วเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม งานของพระคืออะไร พูดตามงานที่ถูกต้องตาม ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว งานของพระก็คือว่า พอบวชออกมาแล้วก็รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย. นี่คืองานของพระ พอบวชไปแล้วให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ตามร่มไม้ในป่าในเขา ตามถ้ำเงื้อมผาหรือป่าช้าป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟางอะไรเป็นที่สงบ ก็ขอให้อยู่บำเพ็ญเพียรในสถานที่นั้นตลอดชีวิตเถิด นี่คือสถานที่อยู่ของพระ

การอยู่ในบ้านท่านก็ไม่ปฏิเสธ เพราะวัดก็มี คามวาสี อรัญวาสี ให้ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีการกระทบกระเทือน ใครอยู่ในบ้านก็ปฏิบัติศีลธรรม ผู้อยู่ในป่าก็ปฏิบัติศีลธรรม ไม่มีอะไรผิด ถูกด้วยกันทั้งนั้นแหละ มันผิดที่คนผิด อยู่ในป่าก็ผิดอยู่ในบ้านก็ผิดถ้าผิดจากศีลจากธรรม แล้วเกิดความกระทบกระเทือนแก่เพื่อนแก่ฝูง ทั้งเขาทั้งเราทั้งใกล้ทั้งไกล ไม่ว่าวัดป่าวัดบ้านกระทบกระเทือนกัน เกิดเรื่องขึ้นมาอันนี้ไม่ดี ทั้งวัดป่าทั้งวัดบ้านนั้นแหละ ถ้าต่างคนต่างปฏิบัติดีวัดป่าก็พระ วัดบ้านก็พระ ต่างคนต่างปฏิบัติศีลธรรมก็เป็นธรรมด้วยกันทั้งบ้านทั้งป่านั่นแหละ ในครั้งพุทธกาลท่านก็มีไว้อย่างนั้น

ทีนี้ผู้ที่อยู่ในป่า นี่เราสอนสำหรับผู้ที่อยู่ในป่าตามที่พระองค์ทรงแสดงไว้แล้วว่า อรัญวาสี ให้อยู่ตามสถานที่เช่นนั้น นี่คือสถานที่บำเพ็ญ เรียกว่าสำนักงานของพระ พระมีที่ทำงานที่ไหน ฆราวาสเขาก็มีตึกรามบ้านช่องที่เขาทำงาน เป็นไร่เป็นนาเป็นสวน เป็นบริษัทห้างร้านต่าง ๆ เป็นที่ทำงานของคนทั่ว ๆ ไป ฆราวาสเขามีงานทำ สำหรับทางพระเรามีงานอะไรทำ งานของพระ สถานที่ทำงานของพระ ท่านก็สอนไว้แล้วว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ ในป่าในเขาซึ่งเป็นที่หลบหลีกปลีกตัวจากภัยทั้งหลาย มีรูปเสียงกลิ่นรสเครื่องสัมผัสต่าง ๆ ไม่มาคลุกเคล้าวุ่นวายได้ สถานที่นั่นเป็นที่บำเพ็ญได้เป็นอย่างดี เพราะสงบสงัด กำจัดสิ่งชั่วช้าลามกที่จะมาจุ้นจ้านได้เป็นอย่างดี

แล้วทีนี้งานของพระคืออะไร ท่านก็สอนเข้ามาหางาน งานจริงๆ ที่จะทำในสถานที่ดังกล่าวนี้คืออะไร ท่านสอนว่าเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง งานทั้งห้าประเภทนี้เป็นงานที่สำคัญมาก สำหรับผู้ที่จะรื้อถอนตนออกจากทุกข์โดยถ่ายเดียวเท่านั้น จึงถืองานนี้เป็นสำคัญ เกสาก็คือผม โลมาคือขน นขาคือเล็บ ทันตาคือฟัน ตโจคือหนัง ทั้งห้าประการนี้แลเป็นสิ่งที่ปิดบังจิตของผู้บวชให้มืดมิดปิดตา มองหาศีลหาธรรมไม่เจอ ให้แยกแยะสิ่งเหล่านี้ออก นี้เป็นงานของพระ เราจะอธิบายเพียงแยกแยะเท่านี้ให้เข้าใจเท่านั้น ให้คลี่คลายสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นประจำ นี่เรียกว่างานของพระ

เดินจงกรมก็เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เมื่อยังไม่มีความสว่างทางด้านปัญญา นำกรรมฐานทั้งห้านี้บทใดก็ได้เข้ามาเป็นบริกรรม สำหรับสมถธรรมเพื่อความสงบแก่ใจ เมื่อจิตมีความสงบเยือกเย็นแล้ว ก็นำธรรมเหล่านี้แหละคลี่คลายขยายออกไปด้วยทางปัญญา ก็กลายเป็นงานทางปัญญาไป เวลาอยู่ในความสงบสิ่งเหล่านี้ก็เป็นงานเพื่อความสงบของใจให้มีความสงบเย็นใจ เพราะอาศัยสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องบริกรรม เมื่อจิตมีความสงบเย็นมากขึ้นไปแล้ว ก็พอควรแก่วิปัสสนาคือเรื่องปัญญา จะคลี่คลายผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกตับไตไส้พุง ขยายเข้าไปทั่วสรรพางค์ร่างกายทั้งเขาทั้งเรา ตลอดแดนโลกธาตุเป็นแบบเดียวกันนี้หมด ให้แจ้งขาวดาวกระจ่างขึ้นภายในปัญญา แล้วจะค่อยปล่อยวางๆ สิ่งที่เป็นภาระอันกดถ่วงที่เรียกว่าอุปาทานนี้ออกจากใจได้เป็นลำดับลำดา เพราะอำนาจแห่งปัญญาสามารถ นี่เรียกว่างานของพระ

ท่านทำงานครั้งพุทธกาลท่านทำอย่างนี้ ท่านทำอยู่ในป่าดังที่กล่าวนี้ งานของท่านคืองานเหล่านี้เอง เมื่อได้สดับธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วมาปฏิบัติเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรมคือเดินกลับไปกลับมานั้นแหละ ดังที่เคยเห็นอยู่แล้วทุกวันนี้ ไม่จำเป็นต้องสอนกันให้มาก นั่งสมาธิคือนั่งสงบใจ เดินจงกรมก็เพื่อความสงบใจ เมื่อใจควรจะอยู่ในขั้นสงบ นั่งสมาธิก็สงบใจเมื่อใจอยู่ในขั้นที่ควรสงบ ถ้าใจออกทางด้านปัญญา เดินก็เป็นปัญญา นั่งอยู่ก็เป็นปัญญา ใจจะไม่สงบอยู่ในฐานที่ว่าเป็นความสงบในสมาธิ จะออกก้าวเดินทางด้านปัญญา พิจารณาคลี่คลายตั้งแต่ผมขนเล็บฟันทั่วแดนโลกธาตุเป็นปัญญา เพื่อปล่อยวางโดยสิ้นเชิง นี่เรียกว่าปัญญา

เดินอยู่ก็ให้พิจารณาตามขั้นภูมิของใจตัวได้ขั้นใดภูมิใด ผู้ที่ควรจะเป็นในขั้นสงบก็ให้ทำคำบริกรรม ความสงบมัดจิตใจที่มันเคยดีดดิ้นอยู่ตลอดเวลานั้น ให้เข้ามาสู่ธรรมคือคำบริกรรม มีสติสตังติดไว้กับใจของตนเสมอ นี่เรียกว่าทำงาน นั่งภาวนาก็บริกรรมทำงานอย่างนี้ เดินจงกรมก็ทำงานบริกรรมอย่างนี้เรื่อย ๆ ไป นี่เรียกว่างานของพระ งานอันนี้เป็นงานเพื่อถอดเพื่อถอนกิเลสตัณหา ซึ่งนำกองทุกข์มาเผาเราตลอดเวลา ให้ค่อยจางไป ๆ เมื่องานอันนี้หนักเข้า ๆ เครื่องมือทำงานของเราก็มีหลายประเภท เช่น สติ สติเป็นภาคพื้นสำคัญมากนะ ใครจะทำความเพียรประเภทใดก็ตาม สตินี้เว้นไม่ได้เลย

สติเป็นภาคพื้นสำคัญ เช่นบริกรรม ก็ให้สติติดแนบกับคำบริกรรม จะบริกรรมคำใดให้มีสติติดแนบอยู่กับนั้นไม่ให้เผลอไปไหนเลย นี้เรียกว่าการภาวนาด้วยความมีสติ แล้วจะเกิดผลขึ้นมาแก่งานของตน ถ้าพูดถึงเรื่องการเดินจงกรมก็แบบเดียวกัน ไม่ว่าจะนั่งไม่ว่าจะเดิน เดินจงกรมทำความเพียรท่าใด ต้องมีพื้นฐานคือมีสติเป็นพื้นฐานของใจตลอดเวลา นี่สติเป็นสำคัญมากทีเดียว ในความเพียรทั้งหลายอยู่ที่สติ ตั้งแต่ภาคพื้นก็คือสติเป็นสำคัญ ก้าวออกไปจิตเป็นสมาธิ สติก็ติดแนบอยู่กับสมาธิ ก้าวออกปัญญาสติก็ยังมีความละเอียดลออติดแนบไปกับปัญญา สติปัญญาจนกลายเป็นอันเดียวกัน นี่เรียกว่าสติเป็นพื้นฐานตลอด สตินี้ปล่อยไม่ได้เลย ตั้งแต่พื้น ๆ จนถึงขั้นปัญญา

ปัญญามีความเฉลียวฉลาดสามารถขนาดไหน สติยิ่งติดแนบๆ จนกลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติคือทำงานไปด้วยกัน ไม่แยกจากกัน คือสติปัญญาอัตโนมัติของท่านผู้ภาวนาเข้าถึงขั้นภาวนามยปัญญา นี่ละภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ ได้แก่สติปัญญาอัตโนมัติของผู้บำเพ็ญทั้งหลาย เมื่อถึงขั้นนี้แล้วก็รู้ตัวเอง แก้กิเลสเป็นลำดับลำดาไป ไม่มีลดราวาศอกกันเลย ทั้งวันทั้งคืนยืนเดินนั่งนอนเว้นแต่หลับเท่านั้น ผู้ก้าวเข้าถึงขั้นปัญญาอัตโนมัตินี้กลมกลืนเป็นอันเดียวกันไป ตลอดถึงมหาสติมหาปัญญาไปจากสติปัญญาอัตโนมัตินี้แล เชื่อมโยงกันไปๆ จนกระทั่งก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญา มหาสติมหาปัญญานั้นซึมซาบไปเลย สติปัญญาอัตโนมัตินี้ถ้าว่าฟันก็เรียกว่าเราฟันเป็นปั๊ก ๆ ๆ เป็นถ้อยเป็นคำไป แต่มหาสติมหาปัญญานี้ซึมซาบเลย ไม่มีคำว่ายำว่าสับปั๊ก ๆ แป็ก ๆ นะ นั่นเรียกว่ามหาสติมหาปัญญา ออกจากหัวใจผู้ปฏิบัติ พระพุทธเจ้าสอนไว้ทุกอย่างแล้ว ขอให้พากันนำมาปฏิบัติให้ได้มรรคได้ผล

วันนี้พูดเพียงย่อ ๆ ทุกอย่าง ๆ ให้บรรดาพระลูกพระหลานทั้งหลายพากันเข้าอกเข้าใจ บวชมาแล้วไม่ได้ชมมรรคชมผล ไม่ได้ชมมรรคผลนิพพานนี้ แหมมันเสียเกียรติจริง ๆ นะพระเรา บวชเข้ามาไม่ได้ทำอะไร การอยู่การกินการใช้การสอย ปัจจัยทั้งสี่พวกประชาชนญาติโยมเขาอุ้มไว้หมดเลยชีวิตของพระ ในความเป็นอยู่ปูวายนี้เขาอุ้มไว้ทั้งประเทศไทยของเรา ไปที่ไหนขึ้นชื่อว่าชาวพุทธๆ แล้วเขาไม่อัดอั้นตันใจการทำบุญให้ทาน อยากทำอยู่เสมอนั่นแหละ

แต่ผู้ที่รับประทานเขานั้นเป็นคนประเภทไหน นี่ซิมันน่าอิดหนาระอาใจ เราต้องทำตัวของเราให้ดี ไม่ต้องกลัวเรื่องจะอดตาย เอ้า ภาวนาลงไปพิจารณาลงไป ท่านทั้งหลายจะเห็นแดนอัศจรรย์ขึ้นที่หัวใจ พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนานสักเท่าไรก็ตาม ว่าสองพันสี่ร้อยห้าร้อยปี อันนั้นเป็นกาลสถานที่เวล่ำเวลา พระสรีระที่ว่านิพพานนั้นก็เป็นเรือนร่างของพระพุทธเจ้า เรือนร่างของศาสดาได้แก่พระจิตที่บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้ว นั้นคือศาสดาองค์แท้จริง อันนี้เป็นเรือนร่างของศาสดา ท่านนิพพานไปเมื่อไรก็เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ นี้แล ใครอยู่ที่ไหนก็ตายได้ด้วยกันทั้งนั้นแหละ พระพุทธเจ้าก็ต้องตายได้เหมือนเรา แต่ธรรมภายในใจของพระพุทธเจ้านั้นเรียกว่าเป็นศาสดาเอกแท้ ๆ นั้นคือธรรมแท้ ได้แก่พระจิต ได้แก่ใจ นี่ไม่ตาย นี่แหละศาสดาองค์เอกแท้

เราปฏิบัตินี้จะเห็นศาสดาองค์เอกที่ใจของเรา บรรลุธรรมเป็นขั้น ๆ ตามแนวทางของท่านที่สอนไว้เรียบร้อย ตั้งแต่ภูมิการบำเพ็ญสมณธรรมไป ตั้งแต่ฝึกหัดดัดแปลงจิตใจของเราด้วยคำบริกรรมภาวนา มีสติตั้งมั่นอยู่เสมอ จนกระทั่งใจมีความสงบเยือกเย็น จากสงบเยือกเย็น ใจก็เข้าสู่ความเป็นสมาธิแน่นหนามั่นคง ความสงบกับสมาธิต่างกันในภาคปฏิบัติ ความสงบสงบหลายครั้งหลายหนที่ท่านเรียกว่าจิตรวม จิตรวมแล้วสงบ ๆ ลงไป รวมหลายครั้งหลายหนก็สร้างฐานขึ้นมาเป็นสมาธิได้ กลายเป็นความมั่นคงขึ้นภายในใจ นี่เรียกจิตเป็นสมาธิ

แยกออกจากสมาธิแล้วก็ออกไปทางด้านปัญญา พินิจพิจารณามี เกสา โลมา เป็นต้น คลี่คลายขยายออกไป จนกระทั่งกระจ่างแจ้งถึงมหาสติมหาปัญญาวิมุตติหลุดพ้น ไปจากธรรมของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้แล้วนี้ทั้งนั้น สด ๆ ร้อน ๆ เราทำที่ตัวของเรา มรรคผลนิพพานจะมีที่ไหน มีอยู่กับตัวของเรา สมถธรรมก็อยู่ที่ใจของเรา สมาธิธรรมก็อยู่ที่ใจของเราที่สร้างขึ้นมา ๆ ปัญญาทุกขั้นก็มีอยู่ที่ใจของเราที่สร้างขึ้นมา จนกระทั่งวิมุตติหลุดพ้น พระพุทธเจ้าไม่ได้เรียกเอาค่าจ้างรางวัลกับพวกเรา มุ่งมาให้พวกเราทั้งนั้น เป็นสมบัติของเราล้วน ๆ พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอกพอทุกอย่างแล้ว ให้เราปฏิบัติ

พุทธศาสนาเป็นศาสนาตลาดแห่งมรรคผลนิพพานสด ๆ ร้อน ๆ สำหรับรอผู้ปฏิบัติธรรม ธรรมเหล่านี้จะแสดงแก่ผู้ปฏิบัติ แต่ผู้ไม่ปฏิบัติแม้จับชายจีวรพระพุทธเจ้าอยู่ก็ไม่เห็นเกิดผลเกิดประโยชน์อะไรเลย ตายทิ้งเปล่า ๆ นั้นแหละ ถ้าผู้ตั้งใจปฏิบัติ ธรรมเป็น อกาลิโก ไม่มีใกล้มีไกล ไม่มีในมีนอก เป็นธรรมล้วน ๆ ตลอดเวลา พระพุทธเจ้านิพพานไปกี่ปีก็ตาม ธรรมคือธรรม เราปฏิบัติธรรมอยู่กับตัวของเรา ธรรมก็เกิดขึ้นที่เรา เรามีความสุขความเจริญ พระพุทธเจ้านิพพานแล้วในครั้งนั้น เอ้า เราบริสุทธิ์เราก็เป็นความบริสุทธิ์ขึ้นภายในใจของเรา นิพพานได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้านั้นแหละ ธรรมนี้ให้ความเสมอภาคเสมอกันหมดนั้นแหละ ให้พากันตั้งอกตั้งใจพระลูกพระหลานเรา

เวลานี้กำลังจะเลวขึ้นไปโดยลำดับนะพระกรรมฐานเรา ค่อยหดค่อยย่นเข้ามา ลืมเนื้อลืมตัว เลยกลายเป็นเรื่องพระตื่นโลกตื่นสงสารกันไปทุกแง่ทุกมุมแล้วนะเวลานี้ โลกเขามีเป็นโลกอย่างนั้นมาดั้งเดิมตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใด ก็เป็นโลก เป็นกิเลสทั้งมวล มาตลอดเวลา ธรรมเรามาปฏิบัติตัวของเราให้เป็นธรรมตลอดเวลาเช่นเดียวกัน จึงสมกับว่าธรรมชำระกิเลส ให้ชำระที่ตัวของเรานี้ รักษากายวาจาใจของเราให้บริสุทธิ์โดยลำดับด้วยความพากเพียร ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติ

อย่าเลินเล่อเผลอสติ อย่าตื่นโลกตื่นสงสาร มันจะกลายเป็นกรรมฐานแหวกแนวนะ จะไม่มีกรรมฐานที่แท้จริงติดเนื้อติดตัวเราเลย สลดสังเวชนะ ขอให้พี่น้องลูกหลานทั้งหลาย พระเณรทั้งหลายที่เป็นลูกเป็นหลานตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ กำจัดกิเลสออกด้วยความพากเพียรของเรา อย่าอยู่เฉย ๆ กินเฉย ๆ เห็นโลกเขาทำยังไงก็เป็นไปตามโลกเขาเสียๆ ให้กิเลสฉุดลากคอไปตลอดเวลาศีลธรรมไม่มอง จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยนะ จะหดย่นเข้ามาๆ ครั้นต่อไปๆ ก็ไม่สนใจกับมรรคผลนิพพาน จากนั้นไปแล้วมรรคผลนิพพานก็ไม่มี ก็มีแต่ฟืนแต่ไฟคือกิเลสตัณหาเผาหัวพระหัวเณรเต็มบ้านเต็มเมืองแข่งฆราวาสเขา

ยิ่งเผาร้อนยิ่งกว่าฆราวาสเขาเสียอีก คือพระเณรที่หาหิริโอตตัปปะความสะดุ้งกลัวต่อบาปไม่ได้ บวชมาหัวโล้น ๆ กินข้าวกินน้ำเขามาแล้วทำหน้าที่การงานไปกับกิเลสเสียทั้งหมด ไม่ได้สนใจในอรรถในธรรมซึ่งเป็นงานของพระนี้เลย นั้นใช้ไม่ได้นะ ขอให้พากันตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติ

เวลานี้กิเลสมันคืบคลานเข้ามาในวัดในวาเรามากขนาดไหน ตั้งแต่ก่อนเราไม่เคยมี หลวงตาบัวบวชมานี้ก็เห็นได้ชัด ๆ แต่ก่อนไม่เคยมีวิชาทางโลกวิชาทางกิเลสที่แทรกเข้ามาในวัดในวาในพระในเณร วิชาธรรมเป็นวิชาธรรมล้วน ๆ วิชาทางโลกทางสงสารเขา เขาก็เรียนวิชาทางโลก โรงร่ำโรงเรียนมี แม้แต่มีอยู่ในวัดก็มีแต่เด็ก เขาไปเรียนหนังแส่หนังสือ หลักวิชาที่เขาเรียนอยู่นั้นไม่ได้เข้ามาแทรกในวัดในวา วิชาพระเป็นวิชาพระ วิชาธรรมเป็นวิชาธรรม วิชาทางโลกวิชาทางกิเลสเป็นเรื่องโลกเป็นเรื่องกิเลสไปไม่มาคละเคล้ากัน แต่เวลานี้เป็นยังไง มันคละเคล้ากันมาได้หมด เห็นไหมกิเลสมันคืบคลานเข้ามาเหยียบหัวพระหัวเณร หัวพระหัวเณรเราก็หัวต่ำเสียด้วย ก้มให้มันเหยียบเอาๆ

เรียนอรรถเรียนธรรมไม่ได้สนใจกับอรรถกับธรรม ยิ่งกว่าสนใจกับกิเลสที่เรียนเป็นคู่เคียงกันไป เรียนธรรมะนั้นเรียกว่าเป็นฐานเหยียบขึ้นของกิเลส เรียนธรรมะก็จริงแต่จิตใจไม่ได้สนใจกับธรรมยิ่งกว่าสนใจกับกิเลสคือวิชาทางโลกทางสงสาร เรียนเพื่อสอบชั้นนั้นชั้นนี้ แล้วสึกออกไปก็ไปหากินเป็นข้าราชการงานเมือง เป็นบ๋อยเป็นอะไรของกิเลสอะไรก็แล้วแต่เถอะ มันเป็นอย่างนั้นเสียเวลานี้ วัดกับบ้านเลยคละเคล้ากันอย่างนี้ วิชาทางโลกกับวิชาทางธรรมซึ่งแต่ก่อนก็ไม่เคยมี เวลานี้มีแล้ว ถ้าพูดตามหลักความจริง อะไรมีสมบูรณ์ด้วยกันทุกอย่างแล้ว วิชาทางธรรมก็สมบูรณ์แบบ ซึ่งองค์ศาสดาสอนแล้วอย่างสมบูรณ์ ไม่มีอะไรบกพร่อง วิชาทางโลกเขาก็สอนกันมาไม่บกพร่องเช่นเดียวกัน เหตุใดจึงต้องเอาวิชาทางกิเลสตัณหาทางโลกสงสารเข้ามาเหยียบย่ำทำลายศาสนา

ศาสนาบกพร่องที่ตรงไหน ถ้าไม่ใช่คนที่ถือศาสนานี้ ดีดดิ้นเป็นบ้าหน้าด้านไปหาวิชาทางโลกเข้ามาเหยียบย่ำทำลายตัวเองและศาสนาให้แหลกเหลวไปเท่านั้น ก็ไม่เห็นมีอย่างไรที่จะพูดนะ เวลานี้เป็นอย่างนั้นแล้ว แหลกเหลวกันไปหมด มิหนำซ้ำยังตั้งวิทยาลัยขึ้นมา ดูซิ วิทยาลัยป่าพระพุทธเจ้าก็ทรงตั้งมาแล้วตั้งแต่ก่อน ท่านว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ ปฏิบัติตนอยู่ในป่าในเขา นี้เรียกว่ามหาวิทยาลัยป่า ถ้าเราจะตั้งชื่อเป็นมหาวิทยาลัยนะ

พระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระศาสดาขึ้นมาสอนโลกนี้ ออกมาจากมหาวิทยาลัยป่า บรรดาพระสงฆ์สาวกทั้งหลายที่เข้าไปศึกษาอบรมกับพระพุทธเจ้าสำเร็จออกมา องค์นี้สำเร็จเป็นโสดาฯ องค์นี้สำเร็จเป็นสกิทาคาฯ องค์นี้สำเร็จเป็นอนาคาฯ องค์นี้สำเร็จเป็นอรหันต์ ออกมาจากมหาวิทยาลัยป่ามาสั่งสอนสัตว์โลก จนพวกเราทั้งหลายได้ประกาศอย่างโจ่งแจ้งมาเป็นเวลานานแล้วว่าสงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ พระสงฆ์เป็นสรณะที่พึ่งของเรา คือพระสงฆ์ที่อยู่ในป่า สำเร็จมาจากป่า เป็นพระโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์มาทั้งนั้นๆ มาเป็นสรณะของพวกเรา นี่มหาวิทยาลัยป่า

แต่เวลานี้ก็ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยบ้านขึ้นมาแล้ว มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยสงฆ์ตั้งขึ้นมา มีแต่วิชาทางโลกทางสงสารเต็มมหาวิทยาลัยนั้น เรียนก็เรียนแต่พอเป็นพื้นเป็นฐานที่เหยียบขึ้นของวิชาทางโลกทางกิเลสตัณหาทั้งนั้นแหละ พระก็ไปเรียนวิชาทางโลกกันทั้งนั้น ไม่สนใจกับวิชาทางธรรม นี่มหาวิทยาลัยบ้านเป็นอย่างนั้น เราจึงเรียกว่ามหาวิทยาลัยป่าคือมหาวิทยาลัยของพระพุทธเจ้า นั้นเป็นมหาวิทยาลัยพระสังหารกิเลสให้ขาดสะบั้นลงไป นำอมตะมหานิพพานเป็นความบริสุทธิ์เต็มภูมิเข้ามาครองใจ แล้วกลับมาเป็นมหาวิทยาลัยบ้าน มหาวิทยาลัยบ้านนี้เป็นมหาวิทยาลัยกิเลสสังหารพระ มีเท่าไรแหลกหมดๆ ไม่มีอะไรเหลือเลย แล้วเราก็ยังจะพากันแข่งขันตั้งกันอยู่เหรอ มันน่าคิดไหมเรื่องเหล่านี้

เราตั้งปัญหาขึ้นให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายได้คิดบ้างนะ เป็นยังไงศาสนาของเราแต่ก่อนบกพร่องมายังไงบ้าง ไม่ได้เคยบกพร่อง ทำไมจึงต้องมาทำกันอย่างนี้ สิ่งใดก็ดีอยู่ด้วยกัน ศาสนาเต็มอรรถเต็มภูมิของศาสนาที่องค์ศาสดาสอนมาตั้งแต่ดั้งเดิม แล้วโลกเขาก็มีโลกอยู่อย่างนั้น ต่างอันต่างมีสมบูรณ์พูนผลไปด้วยกัน ไม่เห็นอะไรที่จะมาคละเคล้า พอมาบีบบี้สีไฟเอาไฟเผากัน กลายเป็นเรื่องไฟของกิเลส ไฟของโลกสงสารมาเผาศาสนา เผาอรรถเผาธรรม เผาพระเผาเณรในวัดให้แหลกกันไปหมดอย่างนี้ ถ้าคิดตามอรรถตามธรรมมันไม่สมควรอย่างยิ่ง

นี้เราพูดเป็นกลาง ๆ เราพูดนี้ไม่ผิดเพราะเรียนมาแบบเดียวกัน เรื่องธรรมเป็นธรรม เรื่องโลกเป็นโลก ถ้าใครอยากจะไปศึกษาทางโลก ก็เอ้ากลับไป อย่าให้มันเสียเกียรติของศาสนา ประหนึ่งว่าศาสนานี้บกพร่องต้องไปหาวิชาทางโลกเข้ามาส่งเสริม แต่นี้ศาสนาสมบูรณ์พูนผลทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว แล้วหามาเหยียบย่ำทำลายยังไง เราไม่อยากพูดว่าหามาส่งเสริม มันส่งเสริมที่ไหนมีแต่มาเหยียบย่ำทำลาย ปัดออกอย่าให้เข้ามายุ่ง ผู้ที่มาเรียนศาสนา เอ้าเรียนไป ปฏิบัติลงไปให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามศาสดาองค์เอกที่สอนไว้แล้วตั้งแต่พื้น ๆ ตั้งแต่ศีลสมาธิปัญญาอบรมภาวนาลงไป ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามศาสดาที่สอนไว้เรียบร้อยแล้วนี้ ศาสนธรรมพระพุทธเจ้าจะเป็นโมฆะจริงๆ เหรอ

เวลานี้มันเป็นโมฆะแต่พวกเรานี้เป็นตัวโมฆะเสียเอง ศาสนาเต็มอรรถเต็มธรรมเลิศเลอมาแต่กาลไหน ๆ แต่พวกเรามันเป็นโมฆะทั้งนั้น เอาศาสนาเข้ามาก็เหมือนเอามาประดับคนตาย พระเณรที่ตายอยู่ในวัดในวานั้นแหละ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เพราะมันไม่สนใจในอรรถในธรรม ดิ้นตายไปกับกิเลสตัณหาไปเสียหมด แล้วหาตำหนิว่าศาสนาไม่มีคุณมีค่า มันจะมีคุณอะไรก็คนหมดคุณค่าแล้ว คนตายมีคุณค่าที่ไหน มันมีคุณค่าแต่คนเป็น สำหรับผู้ที่ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติแก้ไขตัวเองจากสิ่งชั่วช้าลามกทั้งหลายให้เป็นคนดีมันก็ดีได้ เป็นอย่างนั้นนะ

ศาสนาสมบูรณ์แบบมาดั้งเดิมแล้ว มาเปลี่ยนมาพลิกมาแพลงอะไร หาอะไรพิจารณาดูแล้วมันก็ไม่เห็นเหตุเห็นผล ว่าจะเป็นผลประโยชน์อะไรขึ้นมาจากการที่มาตั้งขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยบ้าน แล้วเอาวิชาทางโลกทางสงสารกิเลสตัณหาเข้ามาเป็นมหาวิทยาลัย ทั้ง ๆ ที่พระนั้นแหละเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัย แล้วพระนั่นแหละเข้าไปศึกษานั้น แล้วพระเหล่านี้บกพร่องที่ตรงไหนจึงต้องไปศึกษาวิชากิเลส ถ้าต้องการวิชาของโลกของสงสารก็ออกไปซิ สึกออกไป ถ้าต้องการที่จะศึกษาอรรถธรรมเพื่อมรรคเพื่อผลเพื่อความดีงามสำหรับตนแล้วให้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่เคยบกพร่องแต่ไหนแต่ไรมา มันบกพร่องแต่ตัวของเรา มันเสือกไปหาอย่างนั้นซิ เพราะฉะนั้นมันถึงเลวลงทุกวัน ๆ

ศาสนาเดี๋ยวนี้มีแต่กิเลส ไปที่ไหนมีแต่เรื่องของกิเลส ดูพระทั้งองค์จนดูไม่ออกแล้วนะเวลานี้ ศีลสมาธิปัญญาไม่ทราบที่ไหน กิริยาท่าทางการประพฤติปฏิบัติหน้าที่การงาน กลายเป็นเรื่องของโลกของกิเลสไปหมด มันจะไม่มีเรื่องของอรรถของธรรมติดหัวพระหัวเณรนะเวลานี้ จะมีแต่เรื่องของกิเลสเหยียบเอา ๆ ทางโลกเขาก็เป็นอันหนึ่งไม่ต้องพูด โลกเขาเป็นโลกของกิเลสอยู่แล้ว ไปพูดหาอะไร

สำหรับพระเราที่จะมาซักฟอกชำระล้างตัวเอง ให้เป็นคนดิบคนดีพระดิบพระดี กลับกลายเป็นพระส้วมพระถาน เอาหัวชนเข้าไปในส้วมในถาน เต็มไปหมดตั้งแต่ขี้นี้เป็นของดีแล้วหรือ คือจิตใจสนใจกับทางโลกทางสงสารทางกิเลสตัณหา ไม่สนใจกับอรรถกับธรรม แล้วก็มุ่งหน้ามุ่งตาจนเป็นกิริยามารยาทความขวนขวายเต็มไปทางโลกทางสงสารกิเลสตัณหาไปเสียทั้งมวล แล้วมันจะไม่สกปรกได้ยังไง ไปหาอะไร เรามาหาอรรถหาธรรมต้องหาธรรมซิ ถ้าหากิเลสต้องออกไป อย่ามาบวชให้หนักศาสนา บวชมาให้หนักศาสนาเปล่า ๆ

บวชมาแล้วเอาวิชาทางโลกมาศึกษา อาศัยข้าวชาวบ้านเขากิน บวชที่ไหนก็กินที่นั่นซิ เรามันทำไร่ทำนาไม่เป็น ไปบิณฑบาตเขาก็ให้ทานมา ครั้นกินแล้วก็เรียนวิชาทางโลกทางสงสารทางกิเลสไปเสียทั้งหมด ไม่สนใจกับศีลกับธรรมเลย มันเข้ากันได้เหรอกับนักบวชตามศาสนธรรมที่ท่านทรงสอนไว้นักบวชเป็นประเภทใด มันก็เห็นอยู่ด้วยกัน นักบวชประเภทใดที่ท่านเป็นคนดิบคนดี เป็นสรณะของพวกเรา ท่านไม่ใช่นักบวชแบบนี้อย่างพวกเรา อาศัยข้าวชาวบ้านเขาไปกินแล้วไปสร้างตัวด้วยความลามกจกเปรต มันดูกันได้เมื่อไร

พระครั้งพุทธกาลท่านตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามศีลตามธรรมจริง ๆ แล้วทรงมรรคทรงผลขึ้นมาให้เราทั้งหลายได้ประกาศก้องมาจนกระทั่งทุกวันนี้ว่า สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ท่านผู้ที่ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามเพศของพระหน้าที่ของพระเจตนาของพระจริง ๆ ก็กลายเป็นธรรมขึ้นทั้งองค์ท่านๆ ศาสดาสอนไว้แล้วด้วยความถูกต้อง อรรถธรรมบกพร่องที่ตรงไหน เราเสือกไปหาอะไร ถ้าต้องการโลกก็ให้เป็นไปตามโลกเขาซี อย่ามาทำศาสนาให้มัวหมองจนกระทั่งศาสนาจะไม่มีเหลือนะเวลานี้ กิเลสเหยียบแหลกๆ มันเป็นยังไงเป็นอย่างนั้น แล้วผู้ที่มาตั้งเหล่านี้ไม่ใช่คนโง่นะ เป็นหัวหน้า ๆ ทั้งนั้นมาตั้งเหล่านี้นะ มาตั้งหาอะไร เด็กอมมือเขาก็ไม่ตั้งเพื่อทำลายศาสนาตั้งแบบนี้น่ะ ผู้ใหญ่มาทำอย่างนี้มันสมควรแล้วเหรอ

อันไหนที่ดีส่งเสริมศาสนาก็ตั้งขึ้นมาซี อันนี้มันไม่ใช่การส่งเสริมศาสนา มันเป็นการเหยียบย่ำศาสนา ทำจิตใจของเราให้ต่ำลงโดยลำดับลำดา ไม่ได้สูงขึ้นนะ จิตใจถ้าใฝ่ไปทางโลกทางสงสารต้องต่ำลงๆ ถ้าใฝ่ในอรรถในธรรมปัดเรื่องโลกเรื่องสงสารออก สนใจในศีลในธรรมของพระของเณร หน้าที่ของตัวเองตลอดเวลา นี้คือพระเณรที่ถูกต้องสมบูรณ์ พระพุทธเจ้าก็สอนไว้แล้วโดยสมบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง ให้พากันตั้งใจนะ พระเณรเราเหล่านี้ก็เหมือนกัน ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ให้ฟังเสียงนะ เราจะเอาตั้งแต่กิเลสมาเป็นศาสดาแทนพระพุทธเจ้าจะจมกันทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งวัดทั้งวา พระเณรเราก็จะไม่มีเหลือนะเวลานี้

มันสร้างตั้งแต่นรกจกเปรตเต็มบ้านเต็มเมืองเต็มวัดเต็มวา ไปที่ไหนมองเห็นพระเห็นเณรมีแต่ส้วมแต่ถาน ด้วยกิริยามารยาทการประพฤติตัวเป็นส้วมเป็นถาน เพราะเลอะเทอะหาศีลหาธรรมติดตัวไม่ได้เลย จะว่าสะอาดได้ยังไง ถ้าตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตัวเป็นความสะอาดด้วยศีลด้วยธรรมแล้วอยู่ที่ไหนสบายหมด อยู่ที่ไหนสะอาดหมด ยิ่งอยู่ในป่าในเขาด้วยแล้วนั่นแหละยิ่งสะอาด พระที่สะอาด พระที่มีความสงบเย็นใจ คือพระผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติตัวอยู่ในป่าในเขาลำเนาไพร อดอยากขาดแคลนอะไรไม่สนใจ ขอให้ได้ปฏิบัติตัวเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามศีลตามธรรมเท่านั้นเป็นที่พอใจของพระผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรม แล้วก็ตักตวงขึ้นมาเรื่อยซิธรรมทั้งหลาย

ก็คุ้ยเขี่ยขุดค้นหาธรรม ธรรมมีอยู่ทำไมจะไม่เจอ เมื่อเราหาธรรม ต้องเจอ หากิเลสต้องเจอกิเลส หาธรรมต้องเจอ เพราะกิเลสกับธรรมเกิดในใจดวงเดียวกัน เราเอื้อมไปทางไหน นี้เรามาบวชเป็นพระมุ่งหาอรรถหาธรรม คุ้ยเขี่ยขุดค้นมาซิ หิริโอตตัปปะตั้งเป็นพื้นฐานเอาไว้ มีความละอายต่อบาปต่อกรรม นี่ก็เรียกว่าแสวงหาธรรมแล้ว แล้วอุตส่าห์พยายามรักษาศีลของตนให้ดี อย่าให้ด่างพร้อยขาดทะลุ มันจะใช้ไม่ได้นะ เลวไปหมด เขาไม่มีศีลก็ไม่เลวนะ พระเณรเรามีศีลแต่ศีลขาด เลวกว่าฆราวาสเขา อย่าให้มีในพระในเณรของเรา ขายขี้หน้าทำลายศาสนาไปโดยตรง ไม่ต้องว่าโดยอ้อมละ ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ

การปฏิบัติศีลธรรมเป็นความดีงามมาตลอด ตั้งแต่พระพุทธเจ้ามาจนกระทั่งบัดนี้ ทำไมเราปฏิบัติไม่ได้ กลายเป็นภัยต่อเรา แล้วถือกิเลสเป็นคุณอย่างนั้นเหรอ นี่แหละพวกมันจมทั้งเป็นพวกหน้าด้าน พระเณรเราหน้าด้านขึ้นทุกวัน ๆ เวลานี้นะ ไม่ได้สนใจกับอรรถกับธรรม ไปที่ไหนนี่โก้เก๋ ดีไม่ดีกล้องติดคอไปเลย ห้อยคอไปเลย โก้เก๋เป็นพระเจ้าชู้พระขุนนาง อยากให้เขานับถือลือหน้า นับถือขี้หมาอะไร ประสากล้องอยู่ไหนมันก็มี อดอยากอะไร ศีลธรรมต่างหากเป็นของเลิศเลอ กล้องเอามาอวดทำไม ประสากล้อง ศีลสมาธิปัญญาวิชชาวิมุตติหลุดพ้นนี้คือธรรมชาติอันประเสริฐ

อันประเสริฐแท้คือกล้องวิมุตติหลุดพ้น ส่องได้หมดทั่วแดนโลกธาตุ พระพุทธเจ้าท่านทรงมาส่องโลกธาตุ โลกวิทูคืออะไร ทรงรู้แจ้งโลก แจ้งตลอดทั่วถึงทั้งโลกนอกโลกใน ตลอดทั้งนรกเปรตอสุรกายสัตว์เดรัจฉาน ถึงนิพพานเห็นหมด นี่กล้องพระพุทธเจ้า กล้องเรานี่มันกล้องอะไร กล้องนรกจกเปรต กล้องพระขุนนาง พระจรวดพระดาวเทียม อยากโอ้อยากอวด ใช้ไม่ได้นะ แล้วจากนี้ไปให้ระวังให้ดีนะพวกเรา นี่เราจะบอกอย่างชัดเจนหลวงตาจวนจะตายแล้วนะ สิ่งที่เป็นภัยต่อพระกรรมฐานของเราคืออะไร

๑.หนังสือพิมพ์ นี้เป็นสื่อเป็นสารข่าวคราวของโลกโลกีย์เขา เขาปฏิบัติตามเรื่องของเขา ไม่ผิดไม่ถูกเป็นเรื่องของโลก แต่เราจะมายุ่งเหยิงวุ่นวายนี้ขัดกันกับผู้เข้ามาบวชในพุทธศาสนา เสาะแสวงหาอรรถหาธรรม ปัดอารมณ์ของโลกให้หมด เช่น หนังสือพิมพ์เป็นข่าวของโลกเป็นข้าศึกต่อธรรม ปัดออก

วิทยุก็เหมือนกัน นี้ก็เป็นข่าวคราวของโลก เรื่องราวใกล้ไกลที่ไหน เขาประกาศกันลั่นอยู่นั้นเป็นเรื่องของโลก เรื่องของธรรมประกาศอยู่ในตัวของเรา ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา มรณมฺปิ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ นี้ธรรมประกาศอยู่ในตัวของเรา ดูข่าวอันนี้ซิ ความเกิดแก่เจ็บตาย และกิเลสความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหาประกาศกังวานอยู่ภายในจิตใจของเรา มันทำให้เราดีดเราดิ้นเป็นบ้าอยู่นี้เพราะความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ดูข่าวอันนี้ซิ ข่าวมันเป็นยังไง ข่าวนี้ข่าวพินาศฉิบหาย แก้มันลงให้ได้ ต้องดูข่าวอันนี้นะ อย่าไปหาดูข่าวภายนอก อย่างนั้นเสีย ขัดกันมากทีเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์กับเรื่องเพศของพระเรา

จากนั้นก็เทวทัต โทรทัศน์ วิดีโอ นี้คือข้าศึกต่อพระต่อเณรของเราเต็มตัว เพราะเป็นเรื่องของโลกล้วน ๆ เรื่องนรกจกเปรตอยู่ในนั้นด้วยนะ พระเณรเราผู้มุ่งหวังอรรถธรรมไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะไปเกี่ยวเกาะกับสิ่งเหล่านี้

แล้วอันที่สี่ซึ่งมหาเพชฌฆาตนะ มหาเพชฌฆาตนี้คืบคลานเข้ามาไม่รู้นะ มหาเพชฌฆาตคืออะไร โทรศัพท์มือถือ ตั้งแต่ฆราวาสเขาใช้กัน เขาก็ใช้ตามแบบฆราวาสของเขา แต่เวลาดูแล้วมันก็ขวางตา ไปที่ไหนโทรศัพท์มือถือกับหูนี้จ่อกัน ประหนึ่งว่ามันจะไม่ได้สะแตกข้าวนะพวกนี้ มันยุ่งมาก มันจะไม่ได้กินข้าว มันมีแต่จ่อ หือว่าไงๆ อยู่อย่างนั้นนะ นี่โทรศัพท์มือถือ โลกเขาก็เป็นโลกไม่มีอะไรที่จะน่าตำหนิเขา แต่มันขวางหูขวางตาเกินไปก็ว่าเอาเสียบ้างล่ะซิใช่ไหม

ทีนี้พระเรา โทรศัพท์มือถือนี้บอกว่าเพชฌฆาตคอขาด นี่สำคัญมาก คืบคลานเข้ามา ข่าวคราวอย่างนั้นอย่างนี้ ติดต่อกันสื่อสารกันเรื่องราวอะไรสะดวกสบาย โคตรพ่อโคตรแม่มึงมาจากไหนจึงมาสะดวกสบายเอาจากโทรศัพท์มือถือ ข่าวพระพุทธเจ้าประกาศมา ๒๕๐๐ ปีนี้ไม่มีชิ้นดีอะไรบ้างเหรอจึงไม่เอานี่มาพิจารณาของเรา ฟังซิโทรศัพท์ นี่หัวใจถืออยู่นี่กับรูปเสียงกลิ่นรสเครื่องสัมผัสอารมณ์ต่าง ๆ แล้วตาหูจมูกลิ้นกายมันสัมผัสสัมพันธ์กันตลอดเวลา จิตมันมุ่งหาข่าวหาคราวอยู่นี้ ดูหัวใจดวงนี้ซี นี่โทรศัพท์ใจถือ สติถือ เอาตรงนี้จ่อตรงนี้ให้มันเห็นตรงนี้ แก้ออกได้หมดนะ นี่ละให้จำเอาไว้นะ

อันที่ ๔ โทรศัพท์มือถือนี้นัดได้หมด ไม่มีอะไรเหลือเลยนะ ทีแรกมันไม่ได้คิดว่าผิดว่าพลาดอะไร เพราะได้โทรศัพท์มือถือเป็นความสะดวกสบายติดต่อสื่อสารกับใคร ๆ ได้ทั้งนั้นสบาย ๆ มันก็บวชมาติดต่อสื่อสารกับโลกกับสงสารกับของสกปรกโสมมล่ะซิ นั่นอันหนึ่ง อันที่สอง จากนั้นแล้วมันจะเอาโทรศัพท์มือถือ ยิ่งพระด้วยแล้วโทรศัพท์มือถือจ่อเข้ามาก็อีสาวล่ะซิ เข้าใจไหม อยู่ไหนรักกันที่ไหนๆ นัดกันที่ตรงไหนก็ได้ ไม่ว่าที่แจ้งที่ลับนัดกันได้ตลอดเวลาจากโทรศัพท์มือถือ นี้คือมหาเพชฌฆาต จำไว้ทุกคนนะ

พระกรรมฐานไม่ควร เรียกว่าเด็ดขาดเลย อย่างนี้ถึงจะถูกต้องตามเพศของพระ ถ้ายังเอามาเรียกว่าเขียนใบตายไว้เลย คนนี้อย่าเอามาหนักศาสนา อันนี้ร้ายแรงมากโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่ร้ายแรงมากกับเพศของพระของกรรมฐานเรา เป็นขั้น ๆ มา ตั้งแต่เป็นพระมาไม่ควรอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นภัยอย่างร้ายแรงโทรศัพท์มือถือ ให้พากันจำเอานะ นี้ละภัยของศาสนาแล้วก็ภัยของเรา ถ้าเรานำมาด้วยความคึกความคะนองไม่ได้พินิจพิจารณา อันนี้จะเป็นภัยของเราอย่างมากทีเดียว ให้พากันพินิจพิจารณาทุกคน ไม่อย่างนั้นจมได้นะศาสนา

ใครเป็นรักษาศาสนาเวลานี้ ก็เราทุกคนพระเณรทุกองค์เป็นผู้รักษาศาสนา เอามาทำลายอะไร ใครก็รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัย เอามายุ่งทำไม ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติศีลธรรมให้ได้คุณงามความดีเข้าภายในใจ ชมหัวใจตัวเองด้วยศีลสมาธิปัญญาวิชชาวิมุตติหลุดพ้นจากกิเลสตัณหา อยู่ไหนสว่างจ้าไปหมดนะใจ นี้ละธรรม อะไรเลิศยิ่งกว่าธรรม ในสามแดนโลกธาตุมีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรม ไม่มี ธรรมมีเท่านั้นจ้าไปหมด ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย กิเลสมันจะปลิ้นปล้อนหลอกลวงแบบไหนก็คือถังขยะของกิเลส ธรรมไม่ใช่ถังขยะไม่ตื่นเต้น มีแต่สลดสังเวชไปกับผู้ที่ชั่วช้าลามกมืดหนาสาโหดเกินเหตุเกินผลไปเท่านั้น ปลงธรรมสังเวชไปเสียเท่านั้น เรื่องธรรมนี้เลิศเลอตลอดเวลา

จึงขอให้ท่านทั้งหลายบรรดาพระเณรพระลูกพระหลาน ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติกำจัดกิเลสออกด้วยความเพียรของตน ให้ถือความเพียรคือการเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา นี้เป็นหน้าที่ของพระเป็นงานของพระร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกนั้นไม่มี การก่อการสร้างอะไรนี้มันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ถ้าผู้ภาวนาแล้วการก่อสร้างเป็นข้าศึกกัน เข้ากันไม่ได้ การภาวนาต้องตัดอารมณ์เข้ามา การก่อการสร้างขยายอารมณ์ออกไป แม้แต่เราสร้างกุฏิ สร้างกระต๊อบหลังเล็ก ๆ วันนี้สร้างยังไม่เสร็จเป็นอารมณ์ทั้งวันแล้วนะ ตื่นขึ้นมาจิตใจก็ไปจ่ออยู่กับกระต๊อบที่เราสร้างยังไม่เสร็จ นั่นเห็นไหม เพียงกระต๊อบเท่านั้นก็เป็นสัญญาอารมณ์ ตัดทางความพากเพียรไปมากขนาดไหน ยิ่งจะสนใจก่อสร้างนั้นสร้างนี้ ยุ่งนั้นยุ่งนี้ไปแล้ว จิตเป็นโลกเป็นสงสารเป็นกิเลสไปหมด ไม่มีคำว่าเป็นธรรมติดหัวใจเลย

นี่ละพระพุทธเจ้าท่านจึงไม่ได้สนใจกับการก่อการสร้าง เช่นอย่างท่านสอนพระ เวลาไปเที่ยวกรรมฐาน ให้ไปหาสถานที่เหมาะสมนะ ที่มีทางสามแยกสี่แยกอย่าไป ถ้าคนเดินผ่านไปผ่านมาอย่าไปพักอย่าไปอยู่ที่นั่น ทางท่าน้ำขึ้นลง สถานที่คนขึ้นลงทั้งชายและหญิงเอิกเกริกเฮฮาไม่สมควรให้ไปอยู่ แล้ววัดใดที่มีการก่อสร้างอย่าไป มีการก่อสร้างจะสร้างแบบไหนเราก็ไม่ทราบ แต่ตำราท่านบอกว่าอย่างนั้น อย่าไป แม้ที่สุดต้นไม้ใหญ่ที่ทรงดอกทรงผล พวกนกพวกกามากินอยู่บนต้นไม้นั้นก็เป็นความกังวล อย่าไปพักอยู่ในที่เช่นนั้น ให้หาพักในที่สงัด ฟังซิพระพุทธเจ้าหาที่สงัดให้เหมาะสมขนาดไหน พวกเรายังจะหาที่จุ้นจ้านวุ่นวายอยู่เหรอ มันขัดกับศาสนาของพระพุทธเจ้าขนาดไหน

เรื่องการก่อสร้างใหญ่โตมากสำหรับกรรมฐานนี้เหลวหมด ถ้าใครเป็นนักก่อสร้างคนนั้นเขียนใบเหลวให้เลย ผู้ที่ท่านตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติท่านจะไม่สนใจกับการก่อการสร้างอะไร มีตั้งแต่เดินจงกรมนั่งสมาธิ สร้างก็สร้างพออยู่พอกินพอเป็นพอไป ไม่ให้เหลือเฟือวุ่นวายเป็นเหมือนแบบโลก ๆ เขาไป ให้พากันจำเอานะลูกหลาน ไปที่ไหนวัดไหนก็มีแต่หรูหราฟู่ฟ่าด้วยการก่อการสร้างเต็มไปหมด ไม่ได้คำนึงถึงอรรถถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้เพื่อตัดหัวใจที่มันเป็นนักเรื่องนักราว มันหาแต่เรื่องแต่ราว ยิ่งเอางานมาให้ ได้งานแล้วว่างั้นเลย งานบ้า งานไม่รู้จักจบจักสิ้น

พากันตั้งใจนะ นี้นาน ๆ ที่จะได้มาสอนทีหนึ่ง ก็เพิ่งมามีวันนี้ละได้มาสอนบรรดาพระลูกพระหลานทั้งหลาย ให้พากันไปตั้งใจประพฤติปฏิบัติกำจัดกิเลสตามแนวแถวแนวทางที่สอนมาแล้วนี้ไม่ผิด เพราะเอาธรรมของพระพุทธเจ้าสอนด้วย ไม่ใช่เอาอย่างอื่นอันใดมาสอนพอที่จะลูบ ๆ คลำ ๆ แล้วการสอนบรรดาพระลูกพระหลานผมก็ไม่สงสัยด้วยในการสอนพระลูกพระหลานเหล่านี้ ผมก็ปฏิบัติเต็มกำลังความสามารถตลอดมาเป็นเวลาเท่าไรแล้ว บวชมานี้ก็ได้ ๖๘ ปีเต็มนี้แล้ว พวกนี้มันเกิดหรือยังก็ไม่รู้

มันเป็นหมูเป็นหมาเป็นเป็ดเป็นไก่หรือเป็นนักสุรายาเมา ไปหาสูบฝิ่นกินกัญชาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ มันยังไม่ได้เกิดพวกนี้ เราบวชมาตั้ง ๖๘ ปีนี้แล้ว การเรียนก็เรียนมาดังที่ลูกหลานทั้งหลายทราบ จากนั้นก็ออกปฏิบัติก้าวขึ้นสู่เวทีฟัดกับกิเลสตลอดเวลาเป็นเวลา ๙ ปีเต็ม นี่ที่ปฏิบัติมา เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้สงสัยในเรื่องอรรถเรื่องธรรมพระพุทธเจ้า ดังที่เทศน์มานี้ ทางปริยัติก็ได้ผ่านมาแล้ว ทางภาคปฏิบัติก็ผ่านมาแล้ว ภาคปฏิบัติที่ผ่านมันตรงกับปริยัติที่ท่านสอนไว้ เรื่องยุ่งเหยิงวุ่นวายเกี่ยวกับการก่อการสร้างกับเราไปภาวนา ภาวนาที่ไหนที่มีเรื่องยุ่งเหยิงวุ่นวายใจไม่สงบ แน่ะเห็นไหมล่ะ ที่ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายนั้นแหละสงบใจดี นี่เป็นมาอย่างนั้นนะ ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ

นี่ดูเหมือนมีตั้งแต่เรื่องของโลกของเต็มวัดเต็มวาเวลานี้ เรื่องของพระจะไม่มี งานของพระจะไม่มี มีแต่งานของโลกของสงสารเหยียบอยู่ในวัดในวา ตัวเองก็ไม่ทราบนะ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย เพราะใครต่อใครก็พาทำมา ครูบาอาจารย์พาทำมา เลยตามร่องรอยกันมา แล้วไม่ทราบร่องรอยผิดหรือถูกชั่วดีประการใดก็ไม่รู้ ได้เตือนเสียบ้างวันนี้ ให้ตั้งใจ มรรคผลนิพพานประกาศก้องอยู่ในหัวใจเราทุกคน เช่นเดียวกับกิเลสมันประกาศก้องอยู่ในหัวใจนั้นแหละ กิเลสมันประกาศอยู่ด้วยความโลภความโกรธราคะตัณหา ไม่มีวันสงบได้เลย ให้คุ้ยเขี่ยขุดค้นธรรมขึ้นมาปราบกิเลสทั้งหลายนี้ ธรรมก็จะกระจ่างขึ้นภายในจิตใจของเรา จะเป็นผู้ครองอรรถครองธรรม แล้วไม่มีอะไรที่จะมีความสุขยิ่งกว่าผู้ครองธรรมโดยสมบูรณ์

เอาละการเทศนาว่าการวันนี้ ก็เห็นว่าสมควรแก่กาลเวลาธาตุขันธ์ ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลาย ทั้งฆราวาสประชาชนญาติโยมโดยทั่วกันนะ แล้วเทศน์วันนี้ก็ควรจะมีอะไรเป็นสิริมงคลมาเพื่อชาติบ้านเมืองของเรา เวลานี้หลวงตาก็กำลังช่วยชาติบ้านเมืองของเราด้วยการอุดหนุนชาติไทยของเรา ซึ่งจะล่มจมไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เวลานี้เราก็รู้สึกตัวแล้วอุตส่าห์พยายามวิ่งเต้นขวนขวาย ทองคำเราก็ได้ตั้ง ๕ ตันกว่าแล้ว ดอลลาร์ก็กำลังร่วม ๗ ล้านแล้ว สำหรับเงินสดนั้นเราก็ได้นำออกไปซื้อทองคำ รวมทั้งหมด ๙๔๑ ล้าน นี่ซื้อทองคำเข้าไปเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ช่วยโลกช่วยสงสาร เช่นสร้างโรงร่ำโรงเรียน โรงพยาบาลต่าง ๆ ดังพี่น้องทั้งหลายเห็นแล้วนั้นแหละ ทีนี้มันก็หมดไปแล้วเงิน หาใหม่หามาช่วยกันอีกนะ ใครมีเท่าไรเอามาๆ ทองคำก็อยากได้ ดอลลาร์ก็อยากได้ เงินสดก็อยากได้ ให้ได้มาทั้งสามนี้พอใจหลวงตานะ เอาละพอ ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก