ถามใจตัวเองซิ
วันที่ 12 กันยายน 2534 เวลา 19:00 น. ความยาว 81.19 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่  ๑๒  กันยายน  พุทธศักราช  ๒๕๓๔

ถามใจตัวเองซิ

 

พูดถึงการปฏิบัติปฏิปทาการดำเนิน เท่าที่เราได้เที่ยวเสาะแสวงหาครูหาอาจารย์มามากต่อมาก  ที่มาถึงใจเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ก็คือพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นของเรา  นี่เป็นเครื่องยืนยันได้เลยว่า ผู้ทรงมรรคทรงผลท่านดำเนินอย่างนั้น  อย่างพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นของเรา ไม่ว่าการจะอยู่ไปที่ไหนบำเพ็ญที่ใด มีแต่ที่สงบสงัด มีแต่ที่บำเพ็ญที่เหมาะสมกับการจะยังธรรมให้เกิดเพื่อมรรคเพื่อผลโดยถ่ายเดียวเท่านั้น  ไม่มีสิ่งใดมาเคลือบมาแฝงเลย  ตั้งแต่สมัยท่านยังหนุ่มอยู่ก็เป็นเช่นนั้นเรื่อยมา  จนกระทั่งเฒ่าแก่แล้วก็ไม่เคยลดละปฏิปทาที่ราบรื่นดีงามเรื่อยมาจนกระทั่งวาระสุดท้ายของท่าน

ท่านถือหลักสัลเลขธรรมเป็นเครื่องดำเนิน  เป็นเครื่องสนทนาพูดจาปราศรัยกับพระกับเณรไปเสียทั้งนั้น  คือไม่ห่างจากสัลเลขธรรม ๑๐ ประการนี้เลย  เพราะฉะนั้น สัลเลขธรรม ๑๐ ประการนี้จึงเป็นเครื่องดำเนินเพื่อมรรคเพื่อผลโดยตรง  ไม่มีคำว่าอ้อมค้อม  ดังพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นของเรา  พูดขึ้นคำใดมีแต่เรื่องธรรม ๑๐ ประเภทนี้ทั้งนั้น  คือ  สัลเลขธรรม  เครื่องขัดเกลา  เครื่องซักฟอกกิเลส

อัปปิจฉตา  ใครจะไปมักน้อยยิ่งกว่าพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นของเรา  คิดดูตั้งแต่หนุ่มน้อยจนกระทั่งเฒ่าแก่ ท่านมีสมบัติอะไรติดเนื้อติดองค์ของท่านไม่ปรากฏ ไปที่ไหนท่านไปอย่างง่ายดาย  มีเฉพาะบริขาร ๘  เท่านั้น  ออกจากนี้ก็ไปที่นั่น  ออกจากนั้นก็ไปที่นั่น  เตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วในบรรดาเครื่องบริขารที่มีอยู่ ก็พอดีกับสะพายออกก้าวเดินกรรมฐาน  ไม่มีคำว่าพะรุงพะรัง มีสมบัตินั้นมีสมบัตินี้ไม่ปรากฏ   อะไรเกิดมามากน้อยท่านไม่สนใจ  เกิดมาเท่าไรก็แจกจ่ายไปหมดๆ  ทั้งใกล้ทั้งไกล  มีเท่าไรกระจายไปหมด  ท่านไม่เคยเก็บ  แล้วก็มีเพียงบริขารของท่านเท่านั้น  อยู่ที่ใดจึงเป็นที่สงบสงัด

อัปปิจฉตา  จะได้แก่ใครในสมัยปัจจุบันนี้  ใครจะยิ่งกว่าพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นของเราขึ้นชื่อว่าความมักน้อยแล้ว  ที่อยู่ก็เป็นกระต๊อบกระแต๊บอยู่อย่างนั้น  ไปหรูหราที่ไหน อย่างกุฏิที่ท่านพักอยู่บ้านหนองผือนาในนี้  ก็ว่ากุฏิพอประมาณ  นี้ก็ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์ของท่านกราบวิงวอนขอท่าน  เพราะญาติโยมในบ้านหนองผือนั้นเขาอยากสร้างกุฏิถวายท่าน  แล้วมากราบเรียนครูบาอาจารย์ทั้งหลาย  เช่นอย่างท่านอาจารย์ฝั้นเป็นต้น  อยากจะขอสร้างกุฏิถวายท่านสักหลังหนึ่งพอให้ท่านอยู่สะดวกสบาย  เพราะท่านกั้นห้องศาลาอยู่เท่านั้น  โรงฉันก็ฉันอยู่กับที่นั่น แล้วด้านหนึ่งก็เป็นมุมศาลา ท่านก็กั้นห้องอยู่ของท่านอย่างนั้น  อยู่นามนท่านก็ทำอย่างนั้น  อยู่ที่ไหนท่านก็ทำของท่านอย่างสบายๆ  อยู่บ้านโคกก็อยู่อย่างนั้น  คือกั้นห้องติดกับศาลา  กั้นห้องในศาลานั้นแหละมุมหนึ่งๆ  เป็นที่อยู่อาศัย

ทีนี้เมื่อมาอยู่หนองผือท่านก็ทำอย่างนั้น  ญาติโยมเขามีศรัทธาอยากจะสร้างกุฏิถวายท่าน  แล้วไปกราบเรียนครูบาอาจารย์มีท่านอาจารย์ฝั้นเป็นต้น  ให้กราบเรียนขอท่านตามความมุ่งหมายของประชาชนญาติโยมเขา  ท่านยังไม่เห็น  เอ้อ  สร้างเสียทีเดียว  ยุ่งอะไร  นั่น  อยู่นี้ก็สะดวกสบายแล้ว  ไปอยู่ที่ไหนก็เพื่อความสะดวกสบายในการบำเพ็ญและธาตุขันธ์เพียงเท่านั้น  ไม่เห็นจะยุ่งอะไรกับสิ่งเหล่านั้น  ท่านว่าอย่างนั้น  แล้วครูบาอาจารย์ท่านก็กราบเรียนขอร้องกับท่าน ต่อมาเห็นว่าอาการท่านนิ่งจึงได้สร้างขึ้นมากุฏิหลังนั้นเพราะผมอยู่ที่นั่น  ท่านจึงได้มีกุฏิหลังนั้นอยู่  เวลาประชุมก็ประชุมรอบเฉลียงนั่นแหละ  พระเณรอยู่ตามนั้นท่านก็อยู่พักบน  แล้วห้องหนึ่งก็เป็นที่พักหลับนอนของท่าน นี่คือความอยู่สบาย  ความมักน้อย ความไม่วุ่นวาย

การก่อการสร้างท่านไม่ปรากฏว่ามีที่ไหนเลย  กุฏิก็เป็นกระต๊อบ  ไปอยู่ที่ไหนท่านเป็นอย่างนั้นทั้งนั้นๆ นี่แหละท่านผู้ทรงมรรคทรงผลท่านเป็นอย่างนั้น  ให้เราทั้งหลายระลึกไว้อย่างฝังใจอย่าได้ลืม นี่คือรากแก้วของปัจจัย ๔ ข้อเสนาสนะหรือปัจจัยเครื่องอาศัยทั้งหลาย  มีแต่ความมักน้อยๆ  ไม่ว่าอาหารการบิณฑบาตไม่หรูหราไม่เหลือเฟือ  ได้อะไรมาพอฉันเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นพอแล้วๆ จีวรก็เหมือนกัน  ท่านก็ใช้ของท่านเท่านั้นเองท่านมีหรูหราที่ไหน  จีวร ๔ ผืน ๕ ผืนที่ไหน ก็เห็นมีจีวรอยู่ผืนเดียวเท่านั้นท่านใช้  ถ้าหน้าหนาวก็มีผ้าห่มห่มบ้างเท่านั้น นี่เป็นความมักน้อยทั้งนั้น  เรื่องหยูกเรื่องยานั้นท่านไม่ยุ่งเลย จะว่ามักน้อยหรือไม่มักน้อยก็เลยพูดไม่ถูก  เพราะท่านไม่ยุ่งกับหยูกกับยาอะไรเลย  นี่ท่านผู้ทรงมรรคทรงผลได้เป็นที่กราบไหว้บูชาอย่างถึงใจของบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ท่านดำเนินในหลักสัลเลขธรรม  นี่คือความมักน้อยที่กล่าวมาเหล่านี้ ในปัจจัยทั้งหลายมักน้อยทั้งนั้น  จีวรก็มักน้อย  บิณฑบาตก็มักน้อย  ไม่มีอะไรที่ท่านจะเหลือเฟือให้ปรากฏเลย

เรื่องที่ว่าอยู่ในที่วิเวกหรือ  วิเวกกตา  อสังสัคคณิกา  นี้ก็ไม่เคยปรากฏว่าใครไปยุ่งท่านได้  แม้แต่ประชาชนญาติโยมไปหาชั่วกาลชั่วเวลานี้ ท่านยังไม่อยากจะต้อนรับด้วยซ้ำ  กับพระกับเณรเหล่านี้เหมือนกัน  ให้ไปหาภาวนา  มีแต่ไล่ไปภาวนา  อย่ามายุ่งกันในเวลาไม่ควรยุ่ง เพราะฉะนั้นเวลาพระเณรขึ้นไปหาท่าน จึงไปเพียงไม่กี่องค์ในเวลาหนึ่งๆ  ซึ่งควรจะขึ้นไปหาท่าน  นี่ก็เรียกว่า  อสังสัคคณิกา

วิเวกกตา   มีแต่ความสงัดทั้งวันทั้งคืนยืนเดินนั่งนอน  ไม่มีอะไรมายุ่งมาเกี่ยว

วิริยารัมภา  การแนะนำสั่งสอนเพื่อความพากความเพียรนี้ท่านเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว  ไม่ได้พูดเรื่องอื่นนอกจากความเพียร  องค์ท่านเองถึงเวลาท่านก็ลงเดินจงกรม  นั่งสมาธิภาวนาตามกำหนดกฎเกณฑ์ ตามเวล่ำเวลาไม่เคลื่อนคลาดเลย

ศีล  สมาธิ  ปัญญา  วิมุตติหลุดพ้น  ใครเป็นผู้ทรงไว้  ก็ท่านทั้งนั้นเป็นผู้ทรงไว้

นี่รวมแล้วก็เป็นสัลเลขธรรม ๑๐ ประการ  แล้วนำมาสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหา ก็นำธรรมเหล่านี้มาแสดงเป็นพื้นฐานสำคัญของผู้ปฏิบัติ หรือบำเพ็ญเพื่อมรรคผลนิพพานอย่างไม่มีอะไรบกพร่องเลย  เพราะธรรม ๑๐ ประการนี้เป็นแนวทางที่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว  การสอนก็เมื่อสอนตามแนวธรรม ๑๐  ประการนี้แล้ว ก็เรียกว่าสอนไม่บกพร่อง  ผู้ปฏิบัติดำเนินตามแนวทางแห่งธรรม ๑๐ ประการนี้ ก็หาความบกพร่องไม่ได้  มีแต่วันจะสมบูรณ์พูนผลขึ้นไปเป็นลำดับลำดา จนเป็นผู้ทรงมรรคทรงผลได้ ดังที่ท่านกล่าวว่า  สมาธิ  ปัญญา  ก็เป็นแต่ละข้อๆ ของสัลเลขธรรม  แล้วก็วิมุตติ  วิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เป็น ๑๐ สุดยอดแห่งธรรมแล้ว

ธรรมที่กล่าวมาเหล่านี้ เวลานี้กำลังจะกุดจะด้วนเข้ามา จะไม่มีปรากฏในกิริยามารยาทของผู้ศึกษาเล่าเรียนและผู้ปฏิบัติทั้งหลายแล้วนะ  จะมีแต่อยู่ในคัมภีร์ซึ่งเป็นตัวหนังสือเพียงเท่านั้น  ก็ไม่ปรากฏเป็นของดิบของดีอะไรสำหรับชาวพุทธเราที่หมดคุณค่าไปโดยลำดับแล้ว  ธรรมเหล่านั้นก็เลยกลายเป็นของหมดคุณค่าไปตามคนหาคุณค่าไม่ได้  พวกเราผู้ปฏิบัติถ้าไม่ยึดหลักธรรมที่กล่าวมาเหล่านี้ไว้ในหัวใจและดำเนินตามแล้ว ก็ไม่พ้นที่จะเป็นผู้หนึ่งๆ  ในจำนวนของพระที่หมดคุณค่า  เณรที่หมดคุณค่าหาราคาไม่ได้ในตัวของเรา  ก็จะเหลือแต่เพศคือผ้าเหลืองห่มคลุมหัวตออยู่เท่านั้น

ตอมันไม่โยกไม่หวั่นไหวโยกคลอน  แต่คนนี่ซิหวั่นไปไหนผิดที่ตรงนั้น  โยกเยกคลอนแคลน ไปที่ไหนมีแต่โยกเยกคลอนแคลน ไปเพื่อหกเพื่อล้มระเนระนาดสาดกระจายไปด้วยความไม่ดีทั้งหลาย  พระมีมากเท่าไรเณรมีมากเท่าไรในวงศาสนาของพระพุทธเจ้า  เลยกลายเป็นความระเนระนาดไปด้วยความเลว ความสกปรกรกรุงรังไปหมด  ขวางหูขวางตาชาวบ้านชาวเมือง  ทั้งพาหิรชนผู้ไม่เกี่ยวกับศาสนาก็พลอยขวางตาไปด้วย เมื่อได้เห็นกิริยามารยาทของลูกศิษย์ตถาคตคือพระเณรแสดงออก เพราะความหมดคุณค่านั่นเอง

ขอให้เราทุกๆ ท่านจงสำนึกไว้เสมอ  แล้วสำนึกอย่างฝังใจด้วย  ถ้าเราไม่ได้ทรงนับตั้งแต่ศีลขึ้นไป  ถึงสมาธิ  ปัญญา  วิมุตติหลุดพ้นแล้วก็หมดท่าจริงๆ  คือนักบวชนี้เป็นแนวหน้า  เป็นผู้ที่ใกล้ชิดติดพันกับธรรมเหล่านี้มาก  ไม่มีใครใกล้ชิดไปกว่านักบวชนักปฏิบัติของเรา นี่เราก็เป็นนักปฏิบัติด้วย  นอกจากเป็นนักบวชแล้วยังเป็นนักปฏิบัติด้วย  เป็นยังไงดูจิตของเราศีลของเราอันนี้เป็นส่วนหยาบๆ พอที่จะรู้จะเห็นความผิดพลาดของตนได้ง่ายดาย สมาธิเป็นยังไงสงบไหมในหัวใจของเรา เราบำเพ็ญสมาธิมาตั้งแต่วันเริ่มออกปฏิบัติจนกระทั่งบัดนี้

เป็นยังไงสมาธิของพระพุทธเจ้า  สมาธิของพระสาวกท่าน  สมาธิของครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่าน จึงเป็นสมาธิที่ครองหัวใจคนได้ ครองหัวใจผู้ปฏิบัติได้ สมาธิของเรายังพอที่จะเข้ามาใกล้ชิดติดพันกับเราได้บ้างไหม หรือมีแต่ความขี้เกียจขี้คร้านความท้อแท้อ่อนแอ ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเป็นบ้าไปตามโลกตามสงสารตลอดเวลานั้นเหรอ  ให้ตั้งปัญหาถามเจ้าของ  เวลานี้เราบวชมาเพื่อสิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้  หรือเราบวชมาเพื่อมรรคเพื่อผล  เพื่อสมาธิเพื่อปัญญา  เพื่อวิมุตติหลุดพ้น  ชีวิตจิตใจของเราทุ่มลงไปเพื่ออะไรเวลานี้  เราทุ่มลงไปเพื่อโลกเพื่อสงสาร เพื่อกิเลสตัณหาซึ่งอยู่ภายในหัวใจของเรานี้ก็เต็มอยู่แล้ว  เราทุ่มหาสิ่งเหล่านั้นมาเพิ่มอีกเหรอหรืออย่างไร  ให้ถามเจ้าของ

ตามธรรมดาชีวิตจิตใจของเราที่ครองตัวมาทุกวันนี้  ก็คือครองตัวมาด้วยความเป็นนักบวช  เพื่อการประพฤติปฏิบัติศีลธรรมทั้งหลายให้ปรากฏขึ้นภายในจิตใจของเรา  มีสมาธิความสงบเย็นใจเป็นสำคัญ  แล้วเป็นยังไงหัวใจของเราเวลานี้  พอมีความสงบบ้างไหม  ถ้ายังไม่มีความสงบเลยตั้งแต่วันปฏิบัติมาจนกระทั่งป่านนี้เวลานานเท่าไร  บางองค์ก็บวชมานานปฏิบัติมานานแล้ว เพียงสมาธิเท่านั้นยังทำไม่ได้เอาไม่อยู่ เพราะความผาดโผนของจิต  ด้วยอำนาจของกิเลสมันรุนแรง  อย่างนั้นแล้วก็หมดหวัง

เราอย่าไปตีราค่ำราคาเอากับวันคืนปีเดือนเอากับเพศของเรา กาลเวลาที่บวชมานานไม่นานไม่มีอะไรสำคัญในสิ่งเหล่านี้  เพราะกิเลสนั้นไม่ได้มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา  เป็นอกาลิโกเหมือนกันกับธรรมทั้งหลาย  ใครสั่งสมใครยินดีใครพอใจ  กิเลสก็ต้องพอกพูนขึ้นในหัวใจคนนั้นเป็นลำดับลำดา พระองค์นั้นโดยไม่ต้องสงสัย ให้ถามเจ้าของลงไป  ตั้งปัญหาถามลงไปซอกแซกซิกแซ็ก  ผู้จะปฏิบัติต้องใช้สติปัญญาหลายขั้นหลายตอน  อย่ามาเพียงอยู่เฉยๆ  กินเฉยๆ  นอนเฉยๆ  แบบเฉื่อยๆ ชาๆ  เคลิบๆ  เคลิ้มๆ  ดูไม่ได้นะ

นี่เป็นครูเป็นอาจารย์ของหมู่ของเพื่อน เป็นผู้น้อยแล้วค่อยได้มาเป็นผู้ใหญ่ของเพื่อนฝูง   ตามความเสกสรรปั้นยอถือว่าเป็นครูเป็นอาจารย์  ตั้งแต่เป็นผู้น้อยตั้งแต่ได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติมาก็ไม่ได้ลืมเลย  เรียกว่าฝังลึกมาก  ในภาคปฏิบัติวิธีต่อสู้กับกิเลสได้มีความนอนใจอยู่ที่จุดไหน ๆ  แบบที่อยู่ไปกินไปอย่างนี้  เคยมีที่หัวใจตรงไหน  เวลาไหน  ในสถานที่ใดบ้าง  พูดได้อย่างเต็มปากว่าไม่มี อย่างเด็ดเลย  มีแต่ต่อสู้ตลอด  แพ้ก็ต่อสู้  ชนะต่อสู้  ต่อสู้อยู่อย่างนั้นไม่หยุดไม่ถอย

เพราะฉะนั้นจึงว่าทุกข์มากในการแก้กิเลสนี้ ไม่มีอะไรทุกข์ในชีวิตของเรายิ่งกว่าการแก้กิเลส การต่อสู้กับกิเลส ฟาดฟันหั่นแหลกกับกิเลสนี้ทุกข์แสนสาหัสเดนตาย บางครั้งบางคราวถึงวิตกวิจารณ์ขึ้นมาในเจ้าของเป็นเชิงกิเลสได้ใจก็มี เรานี้เป็นยังไง หมดคุณค่าหมดราคาแล้วหรือ ถึงได้มาอยู่ในป่าในเขาในที่แร้นแค้นกันดาร อดอยากขาดแคลน  บ้านเมืองเขาอยู่เขากิน โลกสงสารเขาอยู่เขากิน เราไม่ได้อยู่ได้กิน ต้องหายใจแขม่วๆ  เหมือนจะหมดจะสิ้นลมหายใจไปอยู่นี้  เราไม่มีคุณค่าอะไรเลยนี้เป็นยังไง  นี่มันขึ้นบางที  มันกล่อมเจ้าของให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลไปตามมันนั่นแหละ  กิเลสอย่างนี้ก็มี  แต่มีไม่นาน  พออันนี้ขึ้นแล้วทางธรรมะก็ขึ้นพร้อมกันเลย  แก้กันไปในตัว  นั่นจึงเรียกว่าต่อสู้กัน  สวนหมัดกันต้องอย่างนั้น  ไม่อย่างนั้นไม่ทันกับกิเลส

เราจะอยู่เฉยๆ  เฉื่อยๆ  ชาๆ  ไปวันหนึ่งคืนหนึ่ง  กินไปนอนไป  โอ๊ย  ผมทุเรศนะผมพูดจริงๆ  มาอยู่กับหมู่กับเพื่อนผมทนเอามากทีเดียว  ถ้าตามธรรมดาตามจริตนิสัยของเรานี้ ไม่อยู่  ตั้งแต่ต้นมาเลย  ไม่อยู่ที่ไหนสะดวกสบาย  นี่ตามอัธยาศัยวาสนาเราแล้วจะไปอยู่ที่นั่น ถึงเวลาที่ควรจะไปก็ไป  ไม่ห่วงใยเสียดายอะไรในโลกธาตุนี้  เพียงธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ  มันเกลื่อนแผ่นดินอยู่แล้วเสียดายอะไร  นี่จะเป็นอย่างนั้น  นี่ก็เพราะเห็นหัวใจของพระของเณร  ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ทนเอา  แต่เวลามาสอนแล้ว  คุณธรรมซึ่งอยู่ในชั่วเอื้อมมือควรจะได้ถึงกันแต่ไม่ได้เลย  เช่นสมาธิอย่างนี้  นี่ซิมันน่าทุเรศมากนะ

ถ้าผู้ใดองค์ใดรายใดยังไม่ปรากฏเลย ให้ปลงธรรมสังเวชเจ้าของเสียตั้งแต่บัดนี้ เป็นยังไงถึงได้ต้องปลงธรรมสังเวช  คนสิ้นหวังหมดหวังเพราะไม่หวังอยู่ไปเหมือนสัตว์  ไม่ได้มีความพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหลายสันหลายคม เพื่ออรรถเพื่อธรรมในแง่นั้นแง่นี้บ้างเลยนี้มันพิลึกนะ  โง่มหาโง่  เซ่อมหาเซ่อ  หรือว่าหยาบมหาหยาบก็ไม่ผิด ถ้าเราไม่ได้เคยคิดบ้างเลยนี้ นี่ที่สลดสังเวชนะ เพราะเคยดำเนินมาแล้วถึงได้นำสิ่งเหล่านี้มาพูดกับหมู่กับเพื่อน  หากไม่เคยดำเนินมาจะเอาอะไรมาพูด

วิธีการต่อสู้กับกิเลส การบำเพ็ญนี้ทุกข์ยากลำบากขนาดไหน  แสนสาหัส  เคยพูดให้ฟังหมดแล้วไม่มีอะไรเหลือในหัวใจนี้  เรียกว่าพูดหมดเปลือกเลยกับวงพระสงฆ์ของเรา  แต่ผลที่มองเห็นมันปรากฏแต่ความเซ่อๆ  ซ่าๆ  เงอะๆ  งะๆ  เก้ๆ  กังๆ  ไปอย่างนั้นไม่ให้สะดุดมันก็สะดุดเพราะสิ่งที่แสลงกันมันมี  เรามองด้วยความเป็นธรรม  สิ่งใดขัดมันต้องรู้ทันทีๆ  จึงควรจะทราบไว้ว่ากิเลสมันละเอียดขนาดไหน  เราเองยังเคลิบเคลิ้มอยู่ตลอดเวลา  คนอื่นมองไปเห็น  แต่เราเองที่พันกันอยู่กับกิเลสไม่เห็นนี่ซิมันเป็นยังไง  มันน่าคิดน่าอ่านอยู่มากนะ

จิตใจของนักบวชเราถ้าไม่มีความสงบแล้ว  ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟหาที่ปลงที่วางไม่ได้  แล้วไม่สมเพศของเราที่ว่าเป็นนักบวชเพื่อทรงมรรคทรงผลเลย  เพราะมีแต่ทรงความกินความนอนเท่านั้น  ใครก็ทรงได้ในโลกนี้ไม่เห็นยากอะไรในการทรงสิ่งเหล่านั้น  ส่วนมรรคส่วนผลอันเป็นจุดมุ่งหมายของเราไม่ปรากฏเลยนี้ทำยังไง  สมาธิถ้ามีย่อมมีความเย็นใจสบาย  ถึงจะไม่มีความแยบคายทางด้านปัญญา  แต่ก็มีอาหารพื้นของใจให้ได้อาศัยสงบร่มเย็น  เสวยกันอยู่ในความสุขคือความสงบนี้  ก็ยังพอเป็นพอไปในวันหนึ่งๆ  เพื่อก้าวออกทางด้านปัญญา

ปัญญานี้สำคัญมาก ต้องนำออกใช้พินิจพิจารณาให้มากอย่าอยู่เฉยๆ การพิจารณานี้เป็นของสำคัญ  ยังละเอียดกว่าขั้นสมาธิเป็นชั้นๆ  ขึ้นไปอีก  ก่อนที่จะให้เป็นปัญญาต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณาบังคับบัญชาจิตใจ หากเป็นความสงบแล้วก็ต้องออกทางด้านปัญญาเพื่อพิจารณา  ถ้าไม่สงบเลยนี้จะไปพิจารณา  โอ๊ย  อย่าหวังนะ  พอออกพับนี้ก็เป็นสัญญาอารมณ์ไปเลย  เป็นสมุทัยล้วนๆ  ว่างั้นเลย  ไม่ได้เป็นปัญญาซึ่งเป็นองค์มรรคแหละพอพิจารณาว่า  อนิจฺจํ ก็ดี  ทุกฺขํ ก็ดี  อนตฺตา ก็ดี  อสุภะอสุภังก็ดี มันจะข้ามปุ๊บๆๆ ไปเลย ไปในธรรมตรงกันข้าม โดยที่ไม่เสกสรรปั้นยอขึ้นก็ตาม มันก็ไปหาสิ่งตรงกันข้าม ทุกข์มันก็ถือว่าเป็นสุขเสีย อนิจฺจํ แปรเท่าไรมันก็ว่าไม่แปร พอให้เห็นครู่หนึ่งยามหนึ่งก็เอา จิตมันไปอย่างนั้นเสีย นี่ละเรื่องกิเลสมันแบ่งสันปันส่วนแทรกกินอยู่ตลอดเวลาทั้งๆ ที่เราพิจารณาธรรมเหล่านี้ ว่าอสุภะอสุภัง  อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา มันแทรกอยู่ในนั้นๆ ได้งามครู่หนึ่งก็เอา ได้สวยครู่หนึ่งก็เอา นั่นฟังซิ ได้ครู่เดียวๆ ก็เอา  สุดท้ายมันกลืนเอาหมดไม่มีอะไรเหลือเลยภายในจิตใจ  นี่ซิมันทุเรศนะ

แล้วเวลานี้วงปฏิบัติของเราครูบาอาจารย์ก็ยิ่งหมดไปๆ ทุกวี่ทุกวัน  จนหาผู้จะทรงอรรถทรงธรรม แสดงอรรถธรรมให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์แก่เพื่อนแก่ฝูงแก่ลูกศิษย์ลูกหานี้  แทบจะพูดได้ว่าไม่มีแล้วนะเวลานี้ ถ้าใครจะตั้งเนื้อตั้งตัวก็ตั้งเสีย  ถ้าพูดถึงเรื่องความห่วงใย  แต่ก่อนผมก็ไม่ห่วงใยหมู่คณะเหมือนทุกวันนี้ที่ทำงานไม่ได้ ทุกวันนี้รู้สึกเป็นห่วงเป็นใยอยู่มาก เพราะฉะนั้นจึงต้องไปวัดนั้นไปวัดนี้  ที่เราไปเองเรามีความหมายของเรา ไม่ใช่ไปเฉยๆ ไปมีความหมาย  เพื่อแนะนำสั่งสอนเพื่อเป็นกำลังใจของผู้ปฏิบัติ  ตรงไหนที่ควรจะส่งเสริมก็ส่งเสริมให้  ตรงไหนที่ควรจะตำหนิติเตียนว่าไม่เหมาะไม่สมเพื่อแก้ไขดัดแปลง ก็ให้ได้แก้ไขดัดแปลงในเวลาที่เราไป เพราะฉะนั้นเราจึงไปเสมอ ทุกข์ยากลำบากถ้าพอไปได้เราก็ไป  ไปเพื่อหมู่เพื่อเพื่อน  นี่เราก็อยู่ด้วยกันเสียด้วยซ้ำในวัดนี้  มันก็น่าจะมีแก่ใจปฏิบัติให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

เราอย่าไปยุ่งไอ้เรื่องโลกเรื่องสงสาร  มันเคยมีมานี้ตั้งกี่กัปกี่กัลป์  ฟังแต่ว่ากัปกัลป์นี้ยังจะนับไม่ได้อีกด้วย  จะว่าอะไรเพียงกัปครึ่งกัป  นับไม่ได้ไม่รู้ว่ากี่กัปกี่กัลป์  โลกมันเคยเป็นมาอย่างนี้หมุนมาอย่างนี้  ทั้งดีทั้งชั่ว  ทั้งสุขทั้งทุกข์  ทั้งรักทั้งชัง  หมุนเวียนกันไปด้วยสิ่งเหล่านี้แหละ  เพราะไม่มีที่อื่น  โลกก็คือโลก ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา  โลกหมุนเวียน  โลกของกิเลสเป็นโลกประเภทนี้ให้จำเอา  ที่กิเลสติดพันนักชอบนักก็คือโลกประเภทนี้แหละ  ว่ารักแล้วความชังก็มาด้วยกัน  ความทุกข์ก็มาด้วยกัน  มันไม่ได้แยกกันได้นี่นะ  ว่ารักแล้วชังก็มาด้วยกัน  แล้วความทุกข์ก็มาด้วยกัน  สุขชั่วขณะเดียวความทุกข์ก็ทับเข้าไปๆ ในเวลาเดียวกันไม่เห็นเนิ่นนานอะไรเลย อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ท่านประกาศกังวานอยู่ภายในหัวใจ  ก็ประกาศกังวานอยู่ในอรรถในธรรมทั้งหลาย  ทั้งคัมภีร์ใบลานทั้งครูบาอาจารย์  ท่านก็ประกาศสิ่งที่มันมีมันเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดมานั่นเอง แล้วเราจะไปตื่นอะไรที่ไหน  มันไม่มีอะไรที่จะน่าตื่นแหละ

ให้ดูหัวใจเจ้าของผู้มันดีดมันดิ้นไปตื่นนั้นตื่นนี้  นี้ละสำคัญมาก  หัวใจนี้แลเป็นโรงงานอันใหญ่โตที่สุด วันหนึ่งๆ  มันไม่หยุดไม่อยู่  เราตื่นอารมณ์เจ้าของแหละ  วันหนึ่งๆ ไม่ได้ตื่นอะไรนะ  ต้นไม้ก็เป็นต้นไม้  ภูเขาเป็นภูเขา  ดินฟ้าอากาศเป็นสภาพของเขาอยู่ดั้งเดิมๆ มีอยู่อย่างนั้น  ไปที่ไหนก็มี  อยู่ที่ไหนก็มีสิ่งเหล่านี้  แต่เมื่อไม่มีจิตออกไปวาดภาพออกไปปรุงไปแต่งไปสำคัญมั่นหมาย ว่าเขาเป็นอย่างนั้นเขาเป็นอย่างนี้  แล้วขนทุกข์มาให้ตัวเอง  ก็ไม่มีอะไรแสดง  มีแต่จิตเท่านั้นเป็นผู้แสดงและหลอกลวงตัวเอง  ขนทุกข์เข้ามาใส่ตัวเองก็มีเท่านี้

ให้ดูจิตของเรา นี่แหละตัวมหาเหตุอยู่ตรงนี้เอง  ไม่อยู่ที่ไหน  มันวาดเรื่องนั้นวาดเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ขณะที่จิตสงบเท่านั้นที่มันไม่วาด  เช่นจิตผู้เป็นสมาธิแนบแน่นไม่วาดภาพ  เหลือแต่ความรู้อันเดียวที่ละเอียดสุด  สักแต่ว่ารู้เท่านั้น  ถ้าว่ามากกว่านั้นก็พูดไม่ถูก  ถ้าลงสมาธิเป็นขั้นละเอียดแล้วเราจะพูดได้เพียงแต่ว่าสัก แต่คำว่าสักไม่ใช่สักแบบไม่มีราค่ำราคานะ คืออากัปกิริยาที่เราจะนำออกมาจากธรรมชาตินั้น จะได้เพียงสักแต่ว่ารู้  เพราะความรู้นั้นละเอียด  ที่จะพูดให้ชื่อให้นามอะไรๆ พูดไม่ถูก  จิตประเภทนี้

เพราะฉะนั้นผู้บำเพ็ญทั้งหลายจึงติดสมาธิ  เมื่อถึงขั้นละเอียดแล้วติดได้  เราก็ติดมาพอแล้วจึงได้พูดอย่างไม่สะทกสะท้านไม่กระดากอาย  มันติดจริงๆ ให้อยู่สักเท่าไรก็อยู่ได้ไม่มีอะไรกวน พอจิตปรุงแย็บออกมานี้กวนใจแล้ว  แต่ก่อนเพลิน  เรื่องสังขารความคิดความปรุง  สัญญาจำนั้นหมายนี้  มันคิดสักเท่าไรมันกวนใจเท่าไร  ใจยิ่งเพลินไปกับมันไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย แต่เวลาถึงขั้นที่ละเอียดเข้าไปกว่าขันธ์ประเภทนี้แล้ว ขันธ์ประเภทนี้กระเพื่อมขึ้นมาเท่านั้นเป็นเรื่องกวนใจแล้ว จึงไม่คิดไม่ปรุงอะไร  ตาเห็นก็ปรุงขึ้นแล้ว  หูได้ยินก็ปรุงขึ้นแล้ว  ไม่มีอะไรก็ตาม ความแย็บขึ้นภายในจิตเป็นสังขารมันก็ปรุงแล้ว  มันกวนทั้งนั้น

เมื่อถึงขั้นจิตที่ละเอียดกว่านี้แล้ว  ความคิดปรุงก็เป็นความรำคาญ  มากกว่านั้นก็เป็นความทุกข์  เพราะสิ่งเหล่านี้กวน  อยู่ในนั้นไม่กวน  อยู่ได้อย่างสะดวกสบาย  กี่ชั่วโมงก็อยู่ได้  เพราะฉะนั้นจึงติดซิเพราะเป็นอารมณ์ที่จะทำให้ติดได้  แต่มันก็ได้เท่านั้น  ให้เลยนั้นไม่เลยถ้าไม่ใช่ปัญญาเป็นผู้บุกเบิก  ดังนั้นท่านจึงสอนให้ออกทางด้านปัญญา  ถ้าจิตมีอย่างนี้มันก็พออยู่พอกินพอเป็นพอไปคนเราพระเราน่ะ  ให้มีความสงบเย็น  ไม่มากขนาดนั้นก็ตาม เพียงสงบไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายกับโลกกับสงสารดังที่โลกๆ เขาวุ่นกันนั้นก็ยังดี  ไม่ได้ถึงขนาดนั้นก็ให้ได้ในขนาดนี้ พออยู่พอเป็นพอไปนี่ก็ยังดี

ทีนี้มันไม่ได้จะทำไง  เมื่อไม่ได้จิตก็ต้องหมุนไปเหมือนกันกับโลกเขาละซิ  ถ้าเหมือนกันกับโลกแล้วเราก็เลวกว่าโลก  หาความเป็นสาระอะไรในตัวเองไม่มีเลย  ทั้งๆ ที่ธรรมพระพุทธเจ้าประกาศกังวานมาตั้ง ๒๕๐๐ กว่าปีแล้ว  ว่ามรรคเป็นมรรค  ผลเป็นผล  ทุกสิ่งทุกอย่างคงเส้นคงวาหนาแน่นไม่มีอะไรบกพร่องเลย  แต่ตัวของเราสร้างความบกพร่องจากอรรถจากธรรมแก่ตัวเองอยู่ตลอดเวลา  และเข้าใกล้ชิดติดพันกับฟืนกับไฟตลอดเวลา  เป็นยังไงมันเข้ากันได้เหรอ  ให้ถามตัวเองซิ

วันหนึ่งคืนหนึ่งนี่มันจะมีแต่อย่างนั้นนะ จิตถึงสงบไม่ได้  ถ้าลงเอากันให้ถึงเหตุถึงผลถึงพริกถึงขิงแล้วไปไม่รอด ยังไงก็ไปไม่รอดกิเลส  พระพุทธเจ้าปราบมันจนได้เป็นศาสดาองค์เอก  พระสาวกทั้งหลายปราบมันจนได้เป็น สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรามาแล้ว  ทำไมเรานำเครื่องมือของท่าน คือธรรมของท่านมาปราบ  กิเลสก็เป็นกิเลสประเภทเดียวกัน  ไม่มีกิเลสแหวกแนวผิดแปลกจากกิเลสครั้งพุทธกาลมาในแง่ใดเลย  ก็กิเลสประเภทเดียวกัน  แล้วทำไมเรานำมาใช้มันถึง ถ้าเป็นมีดก็มีแต่สันไปเสียไม่มีคม  มันกลายเป็นอาวุธของกิเลสไปเสีย  นอกจากนั้นก็ยื่นด้ามให้เขาฟันหัวเจ้าของเข้าไปเสีย  คิดออกไปว่าจะคิดเป็นธรรม ก็เหมือนกับว่ายื่นด้ามดาบให้กิเลสฟันเอาๆ  พอคิดไปว่าจะเป็นปัญญา กลับเป็นสัญญาเข้ามาฟันเจ้าของเสีย  มันเป็นอย่างนั้นเพราะเราไม่ทันมัน

ทีนี้จะทำยังไงผู้ปฏิบัติ มันไม่มีอะไรติดจิตติดใจเลย ขึ้นชื่อว่าธรรมของพระพุทธเจ้าที่ว่าดวงประเสริฐหรือแดนประเสริฐ ไม่ปรากฏเลยนี้เป็นยังไงพวกเรา เลยเป็นเพียงคำบอกเล่ากันมาเฉยๆ  สุดท้ายก็เป็นลมๆ แล้งๆ ไป  เชื่ออรรถเชื่อธรรมก็พอลมๆ แล้งๆ  ไม่ได้เชื่อเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนเชื่อกิเลส การขวนขวายถ้าลงกับกิเลสแล้วทุ่มหมดๆ ถ้าเรื่องอรรถเรื่องธรรมแล้วทำเหยาะๆ แหยะๆ  เหมือนกับของไม่จำเป็น  ธรรมไม่เป็นของจำเป็น  ธรรมไม่มีคุณค่า  ธรรมไม่มีราคาจึงไม่อยากคิด  ไม่ได้ทุ่มลงไปหมดตัวเหมือนทุ่มให้กิเลสว่าเป็นของมีราค่ำราคามากกว่าธรรมนั่นซี ผลของมันจึงแสดงเป็นฟืนเป็นไฟในหัวใจของเราเราตลอดมา  และยิ่งนับวันพันกันไปร้อนกันไปตลอดเวลา  เราจะหาที่ยุติตรงไหน  ให้กิเลสยุติในหัวใจเรา  อย่าไปฝัน  อย่าไปเพ้อเหลวไหลนะ  ให้กิเลสพายุติในเรื่องความทุกข์ความทรมาน ความเป็นฟืนเป็นไฟทั้งหลายนี้ไม่มีทาง  ถ้าไม่ใช่ธรรมเป็นน้ำดับไฟแล้วยังไงก็ไม่มีทางสงบได้  เรื่องของกิเลสกับหัวใจสัตว์โลกมีหัวใจเราเป็นสำคัญ  จึงต้องนำธรรมเข้ามาแก้กันจึงจะมีหวัง

ทุกข์ขนาดไหน  เอ้า  เป็นตายดับลงไป  มันเป็นยังไงกิเลสไม่ตายก็ให้เราตายเท่านั้น  ธรรมแท้ๆ  เป็นเครื่องดับกิเลสทำไมจะดับไม่ได้ถ้าตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติเพื่อดับกิเลสจริงๆ  เพียงสมาธินี้เป็นไปไม่ได้แล้ว  โห อย่าอยู่ให้หนักโลกเลยว่างั้น  ให้ว่าเจ้าของ  อย่าให้หนักศาสนาเลย  เพราะธรรมนี้สดๆ ร้อนๆ แท้ๆ  ที่ควรจะดัดเจ้าของ  ความทุกข์ก็อยู่กับเจ้าของ  ความวุ่นวายทุกสิ่งทุกอย่างของจิตไม่มีสมาธินี้มันยุ่งจริงๆ นะ  ใครก็เคยเป็นมาด้วยกันทุกคน ทำไมจะต้องได้บอกกันในเรื่องวุ่น  เพราะความไม่มีจิตสงบนี้มันเป็นด้วยกันทั้งนั้น

พอมีจิตสงบพับก็เห็นโทษแห่งความวุ่นวายทันที และเห็นคุณค่าแห่งความสงบของใจทันที  และมีแก่ใจคนเรามันถึงบำเพ็ญได้  ถ้าไม่มีอะไรเลยนี้  หมดเท่านั้นนะ  บวชเข้ามาในศาสนาก็เป็นโมฆะๆ  อะไรก็เป็นโมฆะ  ขึ้นชื่อว่าธรรมแล้ว  ไม่ว่าสมาธิธรรม  ปัญญาธรรม  วิมุตติธรรม  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นโมฆะๆ  ในตัวของเราไปหมดไม่มีอะไรเหลือเลย   ขึ้นชื่อว่ากิเลสตัณหาอาสวะอันเป็นฟืนเป็นไฟแล้วอัดแน่นอยู่ในหัวใจๆ มันก็ไม่ผิดอะไรกับโลกเขา  ยิ่งกว่าโลกเขาอีกที่ความเลวของเราซึ่งเป็นนักบวชไปสั่งสมกิเลสถึงขนาดนั้นแล้ว  ให้ตั้งปัญหาถามเจ้าของซิ  เราเป็นแต่เพียงผู้ให้แง่ให้อุบายต่างๆ  เท่านั้นเอง  ส่วนที่จะตั้งปัญหาถามเจ้าของเป็นเรื่องของเจ้าของเอง  อุบายแยบคายมี  เราพิจารณาให้มีทำไมมีไม่ได้  ต้องมีได้ ปัญญาไม่สิ้นสุดอยู่กับผู้ใด  ขึ้นอยู่กับผู้ชอบคิดอ่านไตร่ตรองในวงของธรรม อย่าไปคิดแบบโลกเขา  ถ้าคิดแบบโลกก็เป็นโลกไปเลย  กลายเป็นสมุทัยเผาเจ้าของอีกแล้ว  ถ้าคิดเป็นแง่อรรถแง่ธรรม คิดเท่าไรก็ค่อยเป็นอรรถเป็นธรรมไปเรื่อยๆ  จนกระจ่างแจ้งขึ้นมาในหัวใจ

ไม่ต้องถามใครก็รู้เองว่าปัญญาธรรมเป็นเช่นไร ปัญญาทางโลกเป็นอย่างไร ต่างกันอย่างไร คำว่าปัญญาๆ มี ๒ ประเภท ท่านจึงเรียกว่า โลกิยปัญญา โลกุตรปัญญา  ปัญญาทางธรรมหมุนไปจนกระทั่งถึงปัญญาขั้นสูง ท่านเรียกว่าโลกุตรปัญญา โลกิยปัญญา  ปัญญาในธรรมก็ตามมันยังแฝงอยู่ด้วยโลก  ยังฟัดยังเหวี่ยงกันอยู่ก็ยังเรียกว่าโลกิยปัญญาได้  แต่ปัญญานี้มีธรรมแทรกอยู่  ถ้าพูดถึงเรื่องเสียก็ไม่เสียมากเพราะต่อสู้กันอยู่  แต่ปัญญาแบบโลกล้วนๆ  นี้ไปหมดเลยไม่มีอะไรเหลือ

มันอดคิดไม่ได้นะ อยู่กับหมู่กับเพื่อนมาก็นานแล้ว  นี่ก็ยิ่งลำบากลำบนไม่อยากจะพูดอะไร วันหนึ่งคืนหนึ่งอยู่เพียงลำพังเจ้าของเท่านั้นก็พอแล้ว  มันหดมันย่นเข้ามาทุกอย่าง  โลกกว้างแสนกว้างก็ไม่เห็นอะไรกว้าง ก็มีแต่ขันธ์ของเราที่อยู่กับเราซึ่งฟัดเหวี่ยงกันอยู่นี้  กระทบกระเทือนกันอยู่นี้  พอสิ้นกำลังแล้วมันก็มุดมอดลงไปตามธรรมชาติของมันคือธาตุเดิม  ได้แก่ ดิน  น้ำ ลม ไฟ  อยู่ในตัวของเรานี้ก็เป็นธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ  เราหากไปเสกเอาแบบหน้าด้านเฉยๆ  ว่าเป็นเราเป็นเขาเป็นของเขาของเรา  จากนั้นก็ลุกลามไปว่าของน่ารักน่าชอบใจไปอย่างนั้น  กิเลสตัวนี้มันหน้าด้าน ลงได้ติดกิเลสตัวนี้แล้วไม่มองดูหน้าใครแหละ  มันจะเอาให้ได้อย่างใจมันอย่างเดียว  ทั้งๆ ที่เหล่านี้ก็คือธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟนั่นแล หากพิจารณาลงไปแล้วก็เป็นดังที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ไม่เห็นผิดอะไรเลย มันก็มีเท่านี้ ออกข้างนอกไปก็ธาตุอันเดียวกันนี้ สภาพอันนี้ไม่นอกเหนือไปจากกฎ  อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แล้วจะไปตื่นหาอะไร  เข้ามาภายในนี้ก็หาที่ยึดที่เกาะพอจะเป็นสาระไม่มี

พิจารณาให้รอบอย่างนั้นซิ  เมื่อรอบแล้วก็ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ  รู้เห็นตามเป็นจริงที่มีอยู่แล้วแสนสบาย ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ มันมีมันเป็นอยู่ยังไง ก็รู้เห็นตามธรรมชาติแห่งความมีความเป็นของมันแล้วก็ไม่ตื่นเต้น ปล่อยวางไว้ตามความจริงของมัน  นั่นผู้ท่านปลงท่านปลงอย่างนั้น  นี่ละปัญญาพาให้ปลง  เราจะไปปลงเฉยๆ ปลงไม่ลง  ปลงไม่ได้  ต้องเอาปัญญาเป็นผู้ปลง  เมื่อรู้แจ้งเห็นชัดแล้วไม่ต้องบอกให้ปล่อยก็ปล่อยเอง  นี่คือขั้นปัญญา  หาอุบายพิจารณาซิ

ภาวนาหาความสงบไม่ได้นี้ แหม  ว่างั้นเลยนะ  ภาวนาทุกวันๆ  ไม่สงบเลยก็ยังอยู่ไปได้อย่างไม่ลืมหูลืมตานี้มันพิลึกนะ ไม่ตื่นเนื้อตื่นตัวบ้างเลย  ทั้งๆ ที่วันนี้กับเมื่อวานนี้ไม่เห็นอะไรผิดกัน ตั้งแต่บวชใหม่มาจนกระทั่งถึงบัดนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกกันเลย  ภูมิอรรถภูมิธรรมพอจะปรากฏในหัวใจว่า ตั้งแต่บวชมา ระยะบวชทีแรกเป็นอย่างนั้นๆ ปฏิบัติทีแรกเป็นอย่างนั้น มาบัดนี้จิตของเราเป็นอย่างนี้ๆ ถ้าลงไม่เห็นความเด่นแห่งความสุขความเจริญของใจแตกต่างกันเลย ตั้งแต่เริ่มแรกมาจนกระทั่งบัดนี้แล้วก็หมดค่านะ  แล้วยิ่งนับวันจะจมไปด้านไปทุกวัน  ต่อไปก็ว่ามีอายุพรรษามากแล้วก็แก่ขึ้นในสิ่งที่ไม่ควรจะแก่นั้นแหละ

ความขี้เกียจขี้คร้าน ความสำคัญตนว่าเป็นผู้ใหญ่ก็เอาละที่นี่ มันก็ไปแบบโลกๆ  ไปเสียเลยไม่รู้เนื้อรู้ตัว นี่เสียได้  อันนี้ทำให้คนเสียได้อีก เวลานี้เป็นยังไงในหัวใจเรา  มันจะเป็นแบบนั้นหรือเป็นแบบไหนถามเจ้าของเข้าไปซิ  ถ้าไม่ตั้งหน้าตั้งตาเอาจริงๆ จะไม่ได้นะ  เวลานี้ก็ยิ่งท่วมทับเข้ามาๆ  ไม่ว่าแง่ไหนมุมใด  อำนาจของกิเลสกำลังมากเวลานี้  แผ่อำนาจเอามากทีเดียว  ไม่ว่าชาวบ้านชาววัด  ไม่ว่าชาวพุทธไม่ชาวพุทธ  มันหากแบกฟืนแบกไฟเผาไหม้ตัวเองอยู่ด้วยกันทั้งนั้น  เลยไม่เห็นแปลกว่าใครที่มีความสงบสุขสบายต่างกันบ้าง ไม่ปรากฏ เพราะหัวใจเป็นไฟอยู่นั้น นั่นละรากฐานอันใหญ่โตก็คือหัวใจ  อะไรจะขาดตกบกพร่อง  อะไรจะมีหรือไม่มีก็ตาม  ขอให้หัวใจทรงอรรถทรงธรรมแล้วเย็น อันนี้สำคัญ  เด่น  นี่ไม่มีนั่นซิจะทำยังไง  เราผู้ปฏิบัติเพื่อความมีในธรรมทั้งหลายเหล่านี้อยู่แล้วทำไมจะไม่มี วันหนึ่งๆ  เลยจืดไปจางไป  หาความเข้มแข็ง  หาความเข้มข้นในหัวใจไม่มีเลยนี้ทำไง

เพียงพูดแค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว  เอาแค่นี้ละ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก