เป็นศาสดาด้วยการภาวนา
วันที่ 5 ตุลาคม 2546 เวลา 8:30 น. ความยาว 53.09 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

เป็นศาสดาด้วยการภาวนา

 

         ระวัง ๆ นะคนตาบอด ใครไม่หลีกตายได้นะ นู่นกำลังมา (นักเรียนตาบอดครับ) นั่นแล้วจึงได้บอกให้คนหลีก อะไรจะน่ากลัวยิ่งกว่าคนตาบอด คนใจบอดมันก็เหมือนกัน ชนดะคนใจบอด ไม่ได้กลัวจนกระทั่งนรก ตูมเลย ๆ พวกใจบอดมันเป็นอย่างงั้น พวกตาดีนี้หลบ ๆ ขึ้นนิพพาน แน่ะมันต่างกันนะใจดวงเดียว เพราะฉะนั้นจึงต้องมีครูสอน มีธรรมสอนน่ะซิ ไม่งั้นตูมเลย ๆ ก็ไปแบบตาบอด (ครูและนักเรียนโรงเรียนคนตาบอดมากราบนมัสการและถวายกฐิน จำนวน ๓,๖๗๙ บาท) ดีแล้ว เราบอดในชาตินี้ ตาเราบอด ใจเราไม่บอดไม่เป็นไร

         คิดดูซิตั้งแต่พระจักขุบาลท่านยังเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิของพวกเราได้ ทั้ง ๆ ที่ท่านตาบอด คือใจไม่บอด เป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของโลกได้เลย พระจักขุบาล จกฺขุ ก็คือตา ปาล แปลว่ารักษา ออกจากภาษาบาลี  ส่วนมากพวกมหาพอแย็บมันขึ้นเลย พอแย็บขึ้นมันเข้าใจทันที เรียนแต่พวกนี้ทั้งนั้น เรียนศัพท์เรียนแปล ธาตุ วิภัติ ปัจจัย ภูมิมหาจึงเป็นภูมิที่ค้นคว้าเอามาก คือประโยคสามนี่ประโยคที่พื้น พื้นใหญ่โตอยู่นี่ หนัก ทีนี้พอสี่ห้าไปแล้วก็เอากิ่งก้านนี้ออกไปเท่านั้น ส่วนต้นลำทั้งหมดรากแก้วรากฝอยอยู่ในนี้หมด อยู่ในประโยคสาม

         เพราะฉะนั้นเรียนประโยคสามจึงตั้งหลายปีกว่าจะเสร็จ ประโยคสี่ห้าไป ปีเดียว ๆ ผ่านได้ ๆ ส่วนประโยคสาม นาน เราสอบอยู่ตั้งเท่าไร สามปี สอบตกอยู่สองปี ปีสามถึงได้ เรียนมาเท่าไรถึงได้มาสอบ นั่นก็อย่างงั้นแหละ ก็รู้เฉย ๆ มาพิจารณาหมด ย้อนหลังหมดนะที่เราเรียน มานั้นเรียนมายังไง เช่นเรียนอย่างนี้ก็ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร แน่ะ ถ้าเรียนแถวแนวของความผิด ความถูก ความแก้ความไข นั้นถูกต้องๆ เป็นแปลนไปโดยลำดับ เรียนค้นคว้าใน ธาตุ วิภัติ ปัจจัย อะไรเหล่านี้ มันก็ไปค้นศัพท์ของบาลีเฉย ๆ พวกเราไม่เห็นมี ธาตุ วิภัติ ปัจจัย ปุ๊กกี้แหงนหน้ามาเลย นั่นเห็นไหม มีธาตุ วิภัติ ปัจจัยอะไรกว่าจะเป็นปุ๊กกี้มา

         นี่ภาษาบาลีต้องมาจากศัพท์นั้น ธาตุนั้น วิภัตินั้น ปัจจัยนี้หนุนเข้าไป จึงเป็นภาษาอย่างนี้ขึ้นมา กว่าจะได้แปลออกมานี้ได้มาตั้งแต่ต้นขึ้นมา ทีนี้เวลามาดูแล้วมันก็ไม่เห็นมีอะไร เอามาเทียบ เอามาพิจารณาค้นคว้าถึงการเรียนมามีแง่หนักเบายังไง การเรียนเรื่องราวของความดีความชั่ว การแก้ไขดัดแปลง อันนี้เป็นทางที่จะแก้ไขดัดแปลง แต่ส่วนอันนี้ก็ไม่เห็นมีอะไร จึงว่าปุ๊กกี้เท่านั้นภาษาบาลีก็แปลออกมาเท่านั้น ก็ไปแล้วเข้าใจแล้วเท่านั้น จำเป็นอะไรจะต้องไปหาค้น ธาตุ วิภัติ ปัจจัย นี่อันนี้เราว่าไม่จำเป็น แต่ว่าเพื่อวางรากฐานเอาไว้ก็ต้องเรียนใช่ไหม

         รากฐานมันมี ทุกอย่างมันมีรากฐานมาจากนั้น ๆ ก็ต้องเรียนเอาไว้ แต่เรียนนี้มันเพียงว่าเพื่อจะได้รู้แนวทาง ออกภาษามาแล้วเป็นยังไง บาป บุญ วิธีแก้ยังไงๆ เป็นภาษาบาลีออกมา ก็เหมือนภาษาเราออกมา ทีนี้ใช้ได้แล้ว ส่วนอันนั้นค้นเข้ามา อย่างคนทั้งคนนี้มันออกมาจากธาตุอะไรบ้าง นี่ผสมผเสกันมาแล้วถึงมาเป็นคน นั่น มันก็อย่างนี้เอง เรื่องภาษาบาลีเป็นแบบเดียวกัน อย่างที่เขาแปลอะไร อันนั้นเราก็ฟัง แสดงว่าอ่อนภาษาบาลีมาก แปลมาไม่ถูก ผิดธาตุ วิภัติ ปัจจัย ผิดยาจก เอกพจน์-พหูพจน์ผิดตรงไหน ๆ รู้ทันที ที่เขาว่า นั่งหลับตาแต่มันรู้อยู่ ก็มันเรียนมาแล้วเข้าใจไหม หากไม่สนใจ เพราะเอาภาษากันว่าถวายทานแล้วพอ เอาตรงนั้น

         ยกภาษาบาลีขึ้นมามันไม่ถูกศัพท์ถูกแสง ถูกวิภัติ ปัจจัย หรือถูกเอกพจน์-พหูพจน์ เมื่อมันผิดแล้วมันก็เข้ากันไม่ได้ ถ้าเป็นภาษาบาลีสอบตก เข้าใจไหมนี่ มันแปลไม่ถูก ตั้งอันนี้มาไม่ถูก ผู้นี้สอบตก นอกจากกรรมการตาบอด จะให้เท่านั้นเอง ถ้าตาดีแล้วไม่ได้ รู้ อย่างถวายทาน ปํสุกูลจีวรานิ หรืออะไรเล่าให้ฟังไม่ใช่เหรอ เพราะฟังลงถึงธาตุนี่นะไม่ใช่ธรรมดา ขึ้นไป สีลวนฺตสฺส บทเวลาจะเอาสุดท้ายละ สีลวนฺโต มันเข้ากันไม่ได้ สีลวนฺตสฺส เป็นเอกพจน์ สีลวนฺโต ประโยคครอบธาตุของอันนี้ ต้องเป็นเอกพจน์เหมือนกัน สีลวนฺโต เป็นพหูพจน์มันเข้ากันไม่ได้ อย่างนี้ละปั๊บรู้ทันที แสดงว่าอ่อนบาลี หรือตกคำบาลี

         นี่ละที่เราไปแปล เราตีหน้าผากมหาด้วยกัน เป็นเจ้าคุณเสียด้วยนะ เราเทศน์อยู่นี้ แล้วมาคุยธรรมะธัมโมกัน คือเวลาเราเทศน์เราไม่ไปตามธาตุ วิภัติ ปัจจัย เราเอาเนื้อความ เรียกว่าแปลโดยอรรถ แปลโดยพยัญชนะ แปลโดยพยัญชนะนี้เก็บอะไรไป แปลโดยอรรถนี้ตรงแน่วเลย เหมือนอย่างเรารับประทานนี่ ทำแกงนี้มีอะไรผสมเป็นกงเป็นแกงมานี้เรียกว่า แปลเป็นพยัญชนะ มีพริกมีผักมีปลาผสมกัน อันนั้นอันนี้ผสมกัน ถ้าว่าแปลหนังสือ แปลพยัญชนะ หาเก็บมาหมด ทีนี้แปลโดยอรรถแปลยังไง อันนี้เสร็จแล้วซัดเลย เข้าใจไหม นี่แปลโดยอรรถ ซัดเลย นี่เราแปลโดยอรรถ ซัดเลย เราแปลแบบซัดเลยนะ ทางนั้นว่าหลวงตาแปลเพี้ยนๆ ศัพท์ เขาไม่กล้าพูดว่าผิดศัพท์ ว่าเพี้ยนๆ ศัพท์ บาลีผมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะท่านเจ้าคุณ เงียบเลย นั่น ถ้าลงว่าบาลีมันไขหมดแก้หมด หลักทั้งหมดขึ้นมาจากรากแก้วรากฝอย คนไม่แปลหนังสือเก่งจะได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เหรอ จึงว่าสอบบาลีนี่เป็นกุญแจไขพระไตรปิฎก

         ท่านว่าเราแปลเพี้ยนๆ ถ้าจะว่าแปลผิดก็ไม่กล้าพูด จึงบอกว่าแปลเพี้ยนๆ  บาลีผมสอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะท่านเจ้าคุณ เงียบเลย นั่นเห็นไหม พอว่าร้อยเปอร์เซ็นต์นี่ครอบหมดแล้ว ทำไมจะแปลไม่ได้แค่นี้ ความหมายก็ว่างั้น ก็จะไปหาคลำอะไร นั้นผัก นี้ปลา ก็มันเป็นแกงมาแล้วฟัดเลยซิ เข้าใจไหม นี่แปลแบบฟัดเลย ยกสำรับให้ เอาเลย ผู้ทำแกงก็ทำไปๆ พอเสร็จแล้ว เอาฟัดเลย แปลอันนี้แปลแบบฟัดเลย กิเลสอยู่ตรงไหนตีเข้าไปเลย ความหมายว่างั้น พวกปริยัติมันติดปริยัติ ว่าเราแปลผิดศัพท์ พวกมหาเปรียญพวกเจ้าคุณเคยพูดเหมือนกัน แทนที่เราจะมาคิดถึงว่าเราแปลผิด เราไม่ได้คิดนะ แหม ติดปริยัตินี่เหมือนหนอนติดกระดาษเทียวนะ ว่าอย่างนั้นนะ เราวิตกวิจารณ์ เราคืนไปสอนอีกนะ ยอมรับเรานะ รู้สึกว่าทางปฏิบัตินี้แทบจะไม่มีในใจนะ ว่าจริงๆ นะเรา ทำไมจึงไปแทะกระดาษอยู่อย่างนั้น เรียนมาเพื่อปฏิบัติ ทำไมไม่ปฏิบัติให้เห็นตัวจริงมัน ยอมนะ เจ้าคุณ ๙ ประโยค ไม่ใช่ของเล่นนะ ฟัดกับ ๓ ประโยค ยอมเรานะ ซัดเอาหนัก

         มันผิดกันนะ เราแปลเฉยๆ เรียนปริยัติเฉยๆ ไม่มีภาคปฏิบัติ ถ้ามีภาคปฏิบัติมันเก็บลึกเข้าไปกว่านั้นๆ นะ ไม่ได้ไปผิวเผินอย่างปริยัตินะ ปริยัตินั้นแหละพาให้เปิดให้ได้หลักได้เกณฑ์ขึ้นมา เป็นลึกๆ ลับๆ ออกมาจากปริยัติเปิดทางให้ เข้าซัดกันเลยที่นี่ มันก็ได้เหตุได้ผลขึ้นมา มีอะไรเอาอ่านมาเลย ถามมาเลย วันนี้ขี้เกียจเทศน์ เทศน์ทุกวันมันเหนื่อยแล้ว

โยม เป็นปัญหาจากอินเตอร์เน็ตครับ กราบเท้าหลวงตาด้วยความเคารพอย่างสูง หลานได้ฝึกหัดปฏิบัติภาวนามาตลอด ๕-๖ ปี นานเท่ากับที่องค์หลวงตาช่วยชาติเจ้าค่ะ จิตมีความเปลี่ยนแปลงอย่างที่องค์หลวงตาได้เทศน์ไว้ในตอนเช้า คือ โล่ง เบาสบาย รู้จักวางในสิ่งที่ใกล้ตัวเจ้าค่ะ พยายามให้อยู่กับปัจจุบันตลอดเจ้าค่ะ จิตก็แนบติดกับพุทโธ จนบางครั้งพุทโธไม่มี มีแต่ลมหายใจเข้าออก แต่ถ้ารู้ตัวก็พุทโธได้ทันที ไม่ลืม ก็รู้สึกว่าพุทโธแน่นหนามาก นึกได้เมื่อไรพุทโธจะมาเมื่อนั้นเจ้าค่ะ กราบขอเรียนถามดังต่อไปนี้

         ข้อที่ ๑ ที่หลานปฏิบัติมานี้ถูกต้องหรือเปล่าเจ้าคะ ถ้าไม่ถูกต้อง กราบเมตตาหลวงตาโปรดแนะนำด้วยเจ้าค่ะ

หลวงตา ถูกต้องแล้ว เอ้า ว่าไป

โยม ข้อ ๒ หลานต้องการใช้ธรรมโอสถรักษาความเจ็บป่วยของธาตุขันธ์เจ้าค่ะ กราบเมตตาหลวงตาบอกวิธีปฏิบัติด้วยเจ้าค่ะ

หลวงตา เรื่องภาคปฏิบัติเรื่องธรรมโอสถนี้ ส่วนมากผู้ปฏิบัติจะรักษาโรคภัยในบางส่วนได้ด้วยภาคปฏิบัติ ส่วนอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องของหมอโดยตรง ถ้ามีเชื้อโรคมีอะไรๆ เป็นเรื่องของหมอ ถ้ามีเป็นธรรมดาของมันนี้เป็นเรื่องของธรรมแก้ได้ล้วนๆ แม้จะเป็นเรื่องของหมอก็ตามถ้าจิตไม่ติดเสียอย่างเดียว จิตก็ผ่านได้เลย ถึงอันนี้จะตายก็ไม่มีเสียหาย มีแยกแยะกันอย่างนั้น ที่ว่ามีสติๆ นั้นถูกต้องแล้ว สติจำเป็นมากทีเดียว ยิ่งการภาวนาด้วยแล้ว สติติดแนบเท่าไรยิ่งดี ดังที่เคยพูดให้ฟังแล้ว บีบบังคับกันไม่ให้คิดเรื่องอื่นใด คือคิดเหล่านั้นเป็นเรื่องของกิเลสทั้งหมด ที่มันชำนิชำนาญคล่องตัว คิดปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้ทั่วโลกสงสาร มีแต่เรื่องของกิเลสมันคิดนะ ทีนี้เมื่อมันคิดพอตัวของมันแล้วมันจะออกของมันเหมือนกับน้ำพุๆ ๆ ขึ้นเรื่อยๆ

         ทีนี้เวลาเราเอาคำบริกรรม สติบังคับคำบริกรรมปิดท่อน้ำที่มันพุ่ง เข้าใจไหม เอาคำบริกรรมเช่นพุทโธเป็นต้นปิดกึ๊ก ทีนี้เอาสติจับไว้บัดกรีเอาไว้ไม่ให้มันดิ้นออกมาได้เลย นี่ตรงนี้ที่ตรงทุกข์มากนะ เราทำมาแล้วทั้งนั้นนี่ ทุกข์มากที่สุดที่จิตมันพุ่งๆ ด้วยกิเลสตัณหา ทีนี้เราก็ปิดมันด้วยอำนาจของธรรม เช่น คำบริกรรมพุทโธ แล้วบัดกรีด้วยสติ เข้าใจไหม ให้ติดแนบไม่ให้มันออก มันอยากออกเท่าไรเหมือนว่าอกนี้จะระเบิด จำนะท่านทั้งหลาย นี่กิเลสมันรุนแรง นี่เรียกว่ากิเลส ที่มันคิดมันปรุงต่างๆ ตัวกิเลสจริงๆ มันอยู่ข้างใน ความคิดนี้ออกไปจากตัวดันให้ปรุง เข้าใจไหม ตัวกิเลสแท้ๆ ตัวดันนั่นแหละ คิดไปโน้นไปนี้กิเลสใช้ให้ไป หนุนไป

         ทีนี้เราเอาพุทโธ พุทโธนี้เป็นเรื่องของธรรม ความคิดถึงเรื่องต่างๆ จะไม่บริกรรมก็ตาม เป็นเรื่องของกิเลสทั้งหมด คิดเรื่องรูปเรื่องเสียง เรื่องได้เรื่องเสีย เรื่องรักเรื่องชัง เป็นเรื่องของกิเลสทั้งหมด ทีนี้เราปิดเลยไม่ให้มันออก คิดแบบไหนก็ไม่ให้ออก เราจะให้ออกแต่คำว่าพุทโธๆ อย่างเดียว เปิดช่องให้พุทโธ แล้วสติติดไว้ บังคับ นี้ทุกข์มากทีเดียวนะ โถ เหมือนอกจะแตก แต่มันไม่ถอยเท่านั้น เอา แตกก็แตก อย่างไรจะไม่ยอมเผลอจากคำว่าพุทโธ ถ้าเผลอเมื่อไรอันนี้จะออกนะ นี่ที่ทุกข์มากที่สุด

แต่ไม่นานนะ วันแรกนี้หนักมากที่สุด พอวันที่สองค่อยอ่อนลง วันที่สามอ่อนลง อ่อนลงเท่าไรจิตนี้ยิ่งโล่งขึ้นๆ นี่ธรรมมีกำลัง ปล่อยให้ธรรมเปิดทำหน้าที่ก็คือว่า พุทโธก็เป็นธรรม สติก็เป็นธรรม ความพยายามให้ติดแนบกันก็เป็นธรรม บีบบังคับไว้ กิเลสไม่มีทางออก ทีนี้จิตใจก็ค่อยโล่งขึ้นๆ ความผลักดันทั้งหลายก็ค่อยเบาลงๆ จนกระทั่งประหนึ่งว่าบางครั้งถึงกับไม่มีความผลักดันอยากคิดอยากปรุงเลย เพราะอันนี้ตีเข้าๆ ให้จำไว้นะ เวลาหนักหนักมากนะ กิเลสตัวเป็นภัยต่อเรามันเคยเดินวัฏจักรมาสักกี่กัปกี่กัลป์ในหัวใจดวงเดียวนี้ มันจะไม่ชำนาญยังไง ทีนี้เวลาเราจะมาปิดกั้นไม่ให้มันเดินนี้ มันก็ดันเราเหมือนอกจะแตก ให้จำเอาไว้ เอา แตกก็แตก ไม่แตกอกน่ะ กิเลสนั้นละตัวจะแตก สู้กันนี้กิเลสจะแตก เราไม่แตกว่างั้นเลย หมุนติ้วเข้าไป บังคับเข้าไป

วันแรกนี้ อู๋ย พูดไม่ถูกเลยนะเพราะความบังคับ ไม่ให้เผลอเลยตั้งแต่ตื่นนอน พอแย็บก็เอาเลยรู้กันเลย จับปั๊บเลย ก็ดังที่พูดว่าระฆังดังเป๋งนั่น คือลงใจแล้วว่าจิตของเราที่เจริญแล้วเสื่อมๆ นี้ อาจจะเป็นเพราะเราไม่มีคำบริกรรม มีแต่การกำหนดจิตเอาไว้ด้วยสติเฉยๆ มันอาจเผลอไปทางใดก็ได้ เพราะฉะนั้นมันถึงเจริญแล้วเสื่อมๆ คราวนี้เราจะบริกรรม คือจะให้คำบริกรรมติดไว้กับจิต มีสติบังคับอยู่นั้น เอา มันจะเสื่อมจะเจริญให้รู้กันคราวนี้ มาแน่ใจจุดนี้ แล้วพ่อแม่ครูจารย์ท่านก็สอนอยู่แล้ว แต่เรายังไม่ได้ปักจิตอะไรนักแต่ก่อน พอกิเลสมันทำให้ล้มเหลวอยู่เรื่อยๆ ทีนี้พอมาปักจิตลงไป เอาแน่ละที่นี่ จะเอาคำบริกรรมพุทโธกับสติติดกันเลย จะเอาอันนี้ให้ได้ จะไม่ให้เผลอ มันจะเป็นยังไง จะเสื่อมจะเจริญไปไหนให้รู้กันจุดนี้

พอลงใจปั๊บ เอาละนะที่นี่ นี่หมายความว่าจะตั้งสตินะ ตั้งสตินี่หมายถึงว่าจะไม่ให้เผลอเลย เพราะฉะนั้นจึงว่าเหมือนระฆังดังเป๋งนี้นักมวยต่อยกันเลย ความเผลอกับความไม่เผลอต่อยกัน ทางนี้ก็มีแต่ความไม่เผลอซัดกันไป กิเลสที่มันเคยคิดพลุ่งๆ ตลอดเวลานี้ตีมันลง วันแรกหนักมากทีเดียว พอวันที่สองค่อยเบาไป วันที่สามเบาไปมากเข้านะ เบามากเข้าๆ ทางธรรมนี้เดินออกโล่งๆ  สติจึงเป็นของสำคัญ ถ้าสติควบคุมอยู่แล้วกิเลสจะไม่เกิดแหละ ความคิดความปรุง เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าสติตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น ตั้งสติใช้ประเภทนี้ ถ้าขึ้นไปอีกสติก็ต้องมีติดแนบตามประเภทของกิเลสของธรรม ละเอียดเข้าไปเท่าไรสติก็ยิ่งละเอียดเข้าไป นี่พูดถึงว่าสติเป็นของสำคัญ เอ้าที่นี่ถามต่อไปอีก

โยม กราบขอเมตตาองค์หลวงตาบอกแนะนำวิธีให้คนแก่ลดมานะ ๙

หลวงตา มานะ ๙ มันคืออะไร เราเรียนจนเป็นมหาก็ไม่ทราบว่ามานะ ๙ มันคืออะไร อย่าถามมาเลยมานะเก้าแก้วนั่น รู้เท่าไรก็ไม่ตอบ มันยังไม่ถึงขั้นจะตอบ เอ้า ถามอย่างอื่น

โยม ท้ายนี้ขออนุโมทนาสาธุการที่องค์หลวงตาได้เมตตาแก่หลานผู้น้อย และกราบอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามแดนโลกธาตุ จงดลบันดาลให้หลวงตาอยู่เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทั้งหลายในสามแดนโลกธาตุ ตลอดนานเท่านานเจ้าค่ะ

หลวงตา เอ้าว่าไป เราก็อยู่ของเรามาอย่างนี้ ใครอาราธนาไม่อาราธนาเราก็อยู่ของเราอย่างนี้

โยม คนที่สองครับ กราบนมัสการหลวงตาด้วยความเคารพอย่างสูง ลูกได้นั่งสมาธิมาเป็นระยะๆ แต่ไม่ต่อเนื่อง ระยะแรกๆ มีอาการน้ำตาไหลและร้องไห้ กลั้นอาการไว้ไม่ได้ ซึ่งภายหลังได้ทราบว่า เป็นอาการปีติ แต่ก็ไม่ได้ทำเป็นประจำ ทำบ้างขาดบ้าง และมาระยะนี้ลูกได้ชมการถ่ายทอดสดจากที่หลวงตาเทศน์ จึงได้มีกำลังใจ จึงอยากปฏิบัติให้มีความต่อเนื่อง และได้สวดมนต์ทำสมาธิก่อนนอน มีอาการขนลุกซู่ซ่า บางวันก็สงบได้ บางวันก็ยังไม่สามารถจะควบคุมจิตได้ ลูกใช้วิธีกำหนดลมหายใจ ภาวนาพุทโธ และกำหนดจิตให้กับที่พระพุทธรูป ซึ่งได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ที่ได้ผลคือจิตจะสงบนิ่ง บางครั้งตัวก็โยกเยกเหมือนคนนั่งหลับ ลูกอยากกราบเรียนถามหลวงตาว่า ที่ลูกทำอยู่นี้ถูกต้องหรือไม่เจ้าคะ เมตตาลูกด้วยเจ้าค่ะ

หลวงตา ถูกต้อง การโยกเยกของร่างกาย อย่าไปสนใจกับมันนะ เวลาเราตั้งภาวนาทีแรกเราก็ตั้งด้วยดีทุกคนนั่นแหละ เรียกว่านั่งเป็นปรกติเรียบร้อยดีงาม แต่พอจิตเข้าทำหน้าที่อันนี้แล้ว ร่างกายจะโอนเอนจะโยกจะไปทางไหน เราไม่ต้องไปสนใจกับอาการเหล่านี้ เพราะเราไม่ได้ภาวนาเพื่อเอาอาการเหล่านี้ ภาวนาเอาจิตให้เที่ยงตรงให้สงบเย็น ร่างกายจะโยกเยกคลอนแคลนไปไหน บางทีมันเอนมันโอนไปอะไรบางคนก็มาสงสัยตัวเอง เราก็บอกว่าอย่าไปสงสัย กิริยาท่าทางอันนี้เป็นกิริยาท่าทางของธรรมทำงาน เหมือนเขาทำงาน เดี๋ยวขุดดินแล้วก็ถากไม้ มันกิริยาต่างกันไหมล่ะ พิจารณาซิ กิริยาของคนขุดดินกับคนถากไม้ หรือขนหามเสามันต่างกันไหม อันนี้กิริยาของอาการต่างๆ มันก็เป็นไปตามอาการของมันแปลกๆ อย่าไปสนใจ แต่งานของจิตไม่ปล่อย

         สติเป็นสำคัญมากนะ มันจะไปยังไงก็ตาม คนเราถ้าตั้งสติไว้ให้อยู่กับจิตแล้ว อย่างน้อยจะรั้งตัวได้นะ ที่โมโหโทโสมากๆ พอสติจับปั๊บนี่มันเหมือนกับเหยียบเบรกห้ามล้อ ถ้าเป็นธรรมว่าถูกต้องแล้วเหยียบคันเร่งนี้พุ่ง สติตามเลย เข้าใจเหรอ แล้วมีอะไรอีกล่ะ

โยม เนื่องจากหนูได้พยายามหัดตัดความคิดความกังวลต่างๆ โดยการภาวนาพุทโธ ซึ่งความคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ บางครั้งก็ผุดขึ้นมาในขณะสวดมนต์และขณะทำสมาธิ ขอกราบเรียนถามหลวงตาว่า จะทำอย่างไรให้จิตไม่ฟุ้งซ่านง่ายเจ้าคะ

หลวงตา ตั้งสติให้ดี เหล่านี้มันต่อยเราเวลาเผลอ พอสติจางๆ ไปเมื่อไร ความคิดความปรุงจะออกทันที ถ้าสติดีอยู่แล้วจะไม่ออก เมื่อไม่ออกแล้วก็เรียกว่าทำงานติดต่อสืบเนื่องกันเป็นลำดับ เป็นความเพียรโดยแท้ ถ้ามีสติอยู่กับจิตแล้ว จะเป็นอาการเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตาม เป็นความเพียรอยู่ในตัวของมันเอง คือจากสติที่เราตั้ง สตินี่หมายถึงว่าจ่อในจุด สัมปชัญญะคือรู้ตามอาการของตนที่เคลื่อนไหวไปมาที่ไหน มันก็รู้ตัวของมันอยู่ตลอดเวลา นี่เรียกว่าสัมปชัญญะ คือกระจายออกมาเป็นสัมปชัญญะ ถ้าจ่อนี้เป็นสติ เข้าใจเหรอ เอ้าว่าไป ก็เคยพูดแล้วว่าสติเป็นของสำคัญ

โยม เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๔๖ หนูไปสวดมนต์ที่วัดสังฆทาน นั่งสวดมนต์ที่กุฏิของหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก ขณะสวดมนต์จิตก็คิดไม่ค่อยดี และหนูก็ได้กราบขอขมาหลวงพ่อสังวาลย์ทางจิต หนูจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ จะทำให้จิตไม่วอกแวก เนื่องจากหลวงพ่อใหญ่ท่านก็เป็นพระที่ดีมาก ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หนูกลัวบาป จึงได้กราบเรียนถามหลวงตามาด้วยเจ้าค่ะ หนูได้ทำสมาธิในท่านอน และพอจิตสงบรู้สึกว่าตัวใหญ่และตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ แต่หนูไม่ได้ตกใจอะไร ภาวนาต่อไปเรื่อยๆ สักพักหนูจึงออกจากสมาธิ ที่ทำอยู่นี้หนูทำถูกต้องแล้วหรือไม่เจ้าคะ

หลวงตา ถูกต้อง แต่เรื่องไปคิดยกโทษยกกรณ์ครูบาอาจารย์นั้น ท่านเป็นผู้ดีมากว่างั้นนะ เราไปยกโทษยกกรณ์ท่าน เรียกว่า เรานี้เลวมากเข้าใจหรือเปล่า มันรับกันอย่างนี้ ทีนี้เราแก้ด้วยสมาธิจนตัวหนานั้นถูกต้องแล้ว ตัวหนาตัวบางเป็น เรื่องสมาธินี้บางทีตัวเท่าภูเขาเราคนเดียวนี่ มันเป็นอยู่ในจิตนะ ร่างกายก็เท่าเดิมนั่นแหละ แต่เราอย่าไปตื่นเต้นตกใจกับมัน ให้อยู่กับจิตนั้น มันจะใหญ่โตขนาดไหนก็ตาม ความรู้คือสติกับจิตให้อยู่ด้วยกัน เช่น เราภาวนาบริกรรมก็ให้บริกรรมอยู่ตามนั้น แล้วเรื่องเหล่านี้มันก็จะค่อยลงของมัน เมื่อเราไม่เอนไปตามมัน ถ้าเอนไปตามมันมันเป็นอีกแบบหนึ่งนะ คือกระแสของจิตนี้ไม่มีสิ้นสุด ไปเรื่อย ๆ เมื่อเราให้อยู่กับความรู้แล้วเรื่องทั้งหลายจะสงบลงมาสู่จุดเดียวคือความรู้แล้วจะเป็นปรกติ ถ้าสงบ ๆ ปรกติ สว่างไสวก็เป็นปรกติไม่แสดงอาการแพรวพราวหรือผาดโผน เข้าใจแล้วเหรอ เออ เอ้า มีอะไรอีก

โยม คนต่อไปครับ กราบเรียนถามหลวงตาที่เคารพอย่างสูงยิ่ง ครอบครัวของหลานเคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาทั้งครอบครัวเจ้าค่ะ และได้มีโอกาสไปกราบหลวงตาในหลายๆ ครั้งเจ้าค่ะ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ พี่ๆ และหลาน น้องๆ ในระยะหลังนี้ เพื่อนของคุณพ่อมักจะขายพระเครื่องให้คุณพ่อในราคาที่ว่าจะดีมากในอนาคต หลานได้มีโอกาสทราบว่าคุณพ่อมีการซื้อพระเครื่องเข้ามาที่บ้านเป็นระยะๆ ด้วยราคาที่ถือว่าสูงพอสมควร สำหรับตัวหลานเองมีความคิดว่า การซื้อขายพระเครื่องเพื่อหวังผลที่นอกไปจากเพื่อการปกป้องคุ้มครอง หรือผลประโยชน์ทางด้านจิตใจของเจ้าของนั้น เป็นเรื่องที่ให้โทษเจ้าค่ะ เพราะเป็นเรื่องรูปธรรม และเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่ง ซึ่งบางคนก็เก็บสะสมพระเครื่องไว้มากๆ  หลานอยากกราบเรียนถามหลวงตาให้ช่วยให้โอวาทเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายพระเครื่อง ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าการกระทำเช่นนี้จะมีโทษมากน้อยเพียงใดเจ้าค่ะ

หลวงตา โทษไม่โทษก็ตามเถอะ อย่าไปหาขายพระเครื่อง พระเครื่องธรรมดาก็เป็นพระพุทธเจ้า เอาพระพุทธเจ้ามาเป็นสินค้าขายเกลื่อนเวลานี้เต็มไปหมด พวกชาวพุทธขายพ่อตัวเอง พระพุทธเจ้ามีเยอะ แล้วมีหลายรายนะที่มาถวายพระพุทธรูปให้เรา มาถวายแล้วเราก็ เอ้า รับให้แล้วเอาคืนไปกราบเสียไปเท่านั้นละ เราไม่เอา เพียงแค่นี้ก่อนลึกกว่านั้นยังไม่พูด มันไม่สมควรจะรับได้เอาแค่นี้ก่อน เอ้า รับให้แล้วนะเรียบร้อยแล้วหลวงตารับให้แล้ว เอ้า เอาคืนไปกราบนะ ความจริงก็คือเราไม่เอา จะส่งเสริมคนให้เป็นบ้าขายพระพุทธรูป เอาพระพุทธรูปเป็นปลาเน่าไปขายเกลื่อน คนนั้นก็ว่าดิบว่าดี มันก็ดีแหละดีแบบนี้น่ะ ดีแบบเลิศกว่านี้เป็นยังไงมันไม่มีมันไม่รู้เข้าใจไหม จำเป็นอะไรจะต้องเอาพระพุทธเจ้ามาขาย

ทีนี้เวลาทำขึ้นไปเมื่อขายได้มีราคาดีอย่างนี้ มันก็มีกำไรใช่ไหม ก็มีกำลังใจสร้างพระพุทธรูปขึ้นขายเกลื่อน เดินไปตามถนนหนทางให้ระวังนะ เดี๋ยวไปโดนพระพุทธรูปเข้านะ เขามาขายเกลื่อนอยู่นั้น สินค้าใหญ่เข้าใจไหม พวกนี้เป็นอย่างนั้นนะ หากิน อาศัยธรรมนี้เป็นเครื่องหากิน เวลานี้เกลื่อนพระพุทธเจ้าเป็นสินค้าอันใหญ่หลวง ศาสนานี้เป็นสินค้าอันใหญ่หลวง ขายเกลื่อนกันไปหมด อะไรที่จะพอเอาไปขายได้เป็นประโยชน์ว่าอย่างนั้นเลยตามความรู้สึกของเขา เกลื่อนไปหมดด้วยสิ่งเหล่านี้ แต่ที่จะเนรเทศกิเลส ขายกิเลสออกจากใจให้มีความเบาบางภายในตัวเองมีความสุขบ้าง มันไม่สนใจกันนะ พระพุทธเจ้าสอนให้ชำระสิ่งเหล่านี้ที่มันหนัก

แม้ที่สุดไปเอาพระพุทธเจ้ามาขายกินอย่างนี้มันก็ยิ่งไปใหญ่แล้วนะ ถ้าพูดไปมันก็กระเทือน มันมีส่วนได้นิดหนึ่งส่วนเสียมาก นั่น ไม่พูดเสียดีกว่า อย่างที่เขาเอาพระพุทธรูปมาให้เราไม่ทราบว่ากี่ราย เราทำอย่างนี้เรื่อย ๆ ไป มารับให้แล้ว เอ้า เอากลับคืนรับให้เรียบร้อยแล้วนะ คือเราไม่เอา มันจะเป็นการส่งเสริมพวกนี้ บางรายถ้าเราจะแย็บออกบ้างก็ นี่สินค้าใหญ่คือพระพุทธรูปนี่เห็นไหม พากันไปซื้อให้หมดบ้านหมดเมืองนะ เอามาขายเกลื่อน อย่าสนใจกราบพระพุทธเจ้า ให้หาพระพุทธเจ้ามาขายกันกินอย่างนี้ แล้วกราบลมกราบแล้งไปอย่างนั้นนะ ว่าอย่างนี้ละเรา มันไม่รู้ภายใน เอ้า มีอะไรอีกว่ามา

โยม ครับ อันนี้ค่อยข้างยาวครับผม

หลวงตา มันยาวขนาดไหนลองว่าซิ เราจะไปขยายหูใหม่น่ะ

โยม อันนี้เขาบอกว่า เขาปฏิบัติเมื่อปีที่แล้วนี้เอง แล้วก็เป็นคนชอบค้นคว้า ไม่มีครูบาอาจารย์แล้วเป็นคนขี้สงสัยด้วย

หลวงตา ค้นคว้าหรือมันเป็นบ้าคิดก็ไม่ทราบละ อันนี้มันสงสัยเราอยากถาม

โยม ซื้อหนังสือมาอ่าน แล้วก็มาปฏิบัติด้วยตัวเองทำอยู่ที่บ้าน เขาบอกว่าสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น แล้วก็บทอื่น ๆ อีกตามใจ หนูสวดไปพยายามแปลความหมายไปว่า บทสวดมนต์สอนว่าอะไร เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิ ตอนเช้าสวด ๑๐ นาที นั่งสมาธิประมาณ ๒๐-๔๐ นาที ตอนเย็นสวด ๓๐ นาที นั่งสมาธิประมาณ ๑๕ นาทีค่ะ ทำทุกวันประมาณ ๑ ปีเจ้าค่ะ ถือศีล ๕ ด้วย แต่บางทีก็ทุศีล วิธีที่หนูนั่งสมาธิใช้คำว่า อนัตตา ค่ะ หนูคิดว่าน่าจะเร็วที่สุด เมื่อไม่มีเราก็ไม่มีอย่างอื่นเหลือค่ะ นั่งสมาธิตอนหลับตาหนูก็คิดกราบขอบพระคุณพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ อาจารย์ผู้มีพระคุณก่อน และขอบุญบารมีท่านคุ้มครองให้เจริญในธรรมที่ถูกต้องเจ้าค่ะ หนูกลัวหลงทางเพราะหนูหัดเอง แล้วหนูก็ขอบุญกุศลทุกอย่างที่ในตัวหนูมี ความสงบดีๆ ใดๆ ที่มีให้ โยนิ ๔ ขอให้ทุกคนมีความสุข มีดวงตาเห็นธรรมที่ถูกต้อง สามารถเข้าใจว่าทุกภพทุกชาติไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ควรยึดถือเป็นตัวเป็นตน ขอให้ทุกท่านละวางอวิชชา กิเลสตัณหา โลภะ โทสะ โมหะ ให้ได้พ้นทุกข์พ้นภพพ้นชาติได้ด้วยกัน ระหว่างที่แผ่ไปก็สอนตัวเองไปด้วยเจ้าค่ะ ว่าเราต้องคิดแบบนี้ วิธีช่วยให้นั่งสมาธิได้ดี เข้าสมาธิได้เร็วและสติดี คิดอะไรๆ ที่โผล่มาวอกแวกได้ดีเจ้าค่ะ

ขอเรียนถามนะครับ ข้อ ๑ ระหว่างนั่งสมาธิ ถ้านั่งตั้งแต่ ๑๕ นาทีขึ้นไป วันนั้นเป็นวันที่สบายโล่งๆ พอนั่งก็จะมีแสงจ้าๆ มาสักแป๊บหนึ่ง หนูก็จะดูว่าแสงอะไร สักพักก็หายไป แสงสีสว่างเหมือนไฟฉายส่องเข้าตาน่ะค่ะ หนูก็ดูต่อ บางทีก็เป็นสีเงิน สีฟ้า หนูก็ดูไปเรื่อย ใช้สติข่มตัวเองไปอย่างเดียวว่าอย่าวิ่งไปดูบ่อย ให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ความรู้สึกหนูเหมือนเป็นพลังงานอะไรอย่างหนึ่ง เป็นอณูๆ ค่ะ เป็นความรู้สึกนะคะ ตัวหนู สิ่งรอบข้าง ห้องพระ บ้าน ตึก เป็นเหมือนกันหมด คือเป็นอณูๆ เหมือนกัน เหมือนเป็นอากาศเป็นลมน่ะค่ะแต่ไม่ใช่ เป็นเหมือนคลื่นที่แผ่ไปได้เรื่อยๆ เท่าที่สติเรามีนะเจ้าคะ เป็นเหมือนคลื่นทีวีที่เป็นจุดๆ แต่ละเอียดจนบอกไม่ถูก...รู้สึกว่ามีพลังงานที่วิ่งออกไปจริงๆ วันไหนลืมตาจากสมาธิขึ้นมา ยังเห็นเป็นคลื่นๆ อยู่ในอากาศ (หนูเปล่าบ้านะคะ)

หลวงตา เขาไม่ว่าเราวงเล็บใหม่ก็ได้ บอกนี้คือตัวบ้า วงเล็บไว้เข้าใจไหม เขาวงเล็บกลัวบ้าหรืออะไร นี่คือตัวบ้าว่างั้นเลย วงเล็บติดกันไว้ มันไม่ค่อยได้หลักได้เกณฑ์นะพูดอย่างนี้ คิดไปอย่างโน้นอย่างนี้มันกลายลม ๆ แล้ง ๆ ไปมันไม่มีหลักมีเกณฑ์อะไร เลยลืมสติอันนั้นละคิดไป สติจ่อลงตรงไหนเป็นผลขึ้นมา นี้ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไร ให้สรุปความลงมาให้จิตสงบด้วยสติกับคำบริกรรมนี้เป็นที่เหมาะในอันดับแรกเข้าใจไหม ให้ว่าอย่างนั้น อย่างนั้นมันเร่ ๆ ร่อน ๆ ไปแล้วเลยโลเลไป ครั้นสุดท้ายก็ว่าตัวไม่บ้าเหรอ นั่นละ มันเป็นบ้าแล้วมันก็ไม่รู้ตัว ถ้าบ้ากว่านี้มันก็วงเล็บไม่เป็นละ เข้าใจไหม ไอ้เราก็ไม่เขียนวงเล็บเพราะมันเลยเถิดแล้ว ไม่เขียนแก้กันละเข้าใจไหม คนตายจะแก้ยังไง เอ้า ว่าไป

โยม ข้ามไปข้อ ๒ เลยนะครับ ข้อ ๑ มันก็อย่างที่ว่าละครับ อย่างที่หลวงตาว่า บ้าไปแล้วละครับ

ข้อ ๒ นะครับ เวลาที่นั่งว่างมาก ๆ แล้วตัวเองก็เป็นมวล ๆ แผ่ได้เจ้าค่ะ ตอนนี้หนูยังรู้สึกตัวตลอดเวลา เป็นความรู้สึกว่าหนูเป็นมวลธรรมชาติอะไรสักอย่างหนึ่ง

หลวงตา แน่ะ มันแยกออกแล้วนะ อย่างนั้นละมันไม่อยู่ในหลักธรรมชาติที่ว่ารู้หลักธรรมชาตินะ เอ้า ว่าไป

โยม  เขาก็บอกว่า เขายังรู้สึกตัวอยู่ว่าจะวางตัวแล้วก็เป็นอณู ๆ แผ่รอบได้เหมือนเดิมอีกครับ เขียนอธิบายลำบากเจ้าค่ะยากที่จะเขียน หนูขอกราบถามว่าหนูควรจะทำอย่างไรต่อไปเจ้าค่ะ ขอคำแนะนำ

หลวงตา ให้ชำระอณู ๆ บ้านี้ ไปโดยลำดับ เอ้า ก็อย่างนั้นซิ ให้ชำระอณู ๆ บ้านี้ไปโดยลำดับ แล้วเรื่องบ้าก็จะค่อยหายไป เพราะอณูหายไป เอ้า ว่าไป

โยม ข้อ ๓ หนูมีชีวิตประจำวันที่มีความคิดไม่เหมือนใครเจ้าค่ะ ดูอะไรค่อนข้างสลดหดหู่และขี้สงสารเกินเหตุ อารมณ์หนูบางมากเจ้าค่ะ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรค่ะ การดำเนินชีวิตประจำวันที่ดีควรทำอย่างไรเจ้าคะ

หลวงตา ควรไปนั่งอยู่บนภูเขาที่หนา ๆ นั่นน่ะ จะตายให้ตายอยู่บนภูเขานั้นเข้าใจไหม อารมณ์บ้าอย่างนี้ไปอยู่บนภูเขาก็จะเป็นบ้าอยู่บนภูเขาเข้าใจเหรอ อยู่ที่ไหนก็จะเป็นบ้าอยู่ที่นั่น ไม่มีแน่นอนละ ว่าสวดอนัตตามากเร็วมาก คือตัวมันเลวมากมันไม่ว่าเข้าใจไหม เออ เอ้า ไป

โยม ข้อสุดท้ายครับ ชีวิตประจำวันนี้ยากมากค่ะ หนูพยายามจะหาความสงบในสมาธิ และการตัดอะไรต่ออะไรในสมาธิมาใช้ในชีวิตประจำวันที่วอกแวก ยากจังค่ะ ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง พยายามอยู่เจ้าค่ะ หนูขอรบกวนแค่นี้นะคะ เขียนมายาวมากไม่รู้จะเริ่มต้นและจบอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยเจ้าค่ะ

หลวงตา อ๋อ ที่มันตั้งแต่เริ่มเป็นบ้านี้ได้สุดขีดก็เป็นบ้าไปสุดขีด มันจะไม่มีลดแหละ ให้ว่าอย่างนี้นะ พามันไปเท่าไรมันก็ไปบ้าของมันเรื่อย ๆ แหละ จบแล้วอันนี้ก็ดี

โยม อีกคนครับ คนนี้สุดท้ายครับ

หลวงตา เอ้า ว่ามา

โยม คนนี้เขาบอก ตอนที่เขาอยู่ ม.๓ เรียนหนังสือ ม.๓ นะครับ หนูฝันเห็นศพตัวเองนอนอยู่ในโลงศพ ตอนนี้อายุ ๒๓ ปีแล้วก็ยังคงฝันอยู่เหมือนเดิม บางครั้งในฝันยังมีคนชวนไปดูศพก็มีค่ะ ตื่นมามันก็กลัวผี ทำยังไงเจ้าคะจะไม่ต้องฝันแบบนี้อีก หรือนานๆ ฝันทีหนึ่งก็ยังดีเจ้าค่ะ

หลวงตา ให้เอาศพมาติดไว้กับตัว เอ้า จริง ๆ นี่เป็นธรรมนะ คือน้อมศพเหล่านั้นเข้ามาหาตัว ตัวเราเป็นศพทั้งคนทำไมไม่ดู ไปดูแต่ภายนอก ให้น้อมศพภายนอกให้เข้ามา โอปนยิโก น้อมเข้ามาหาตัวเองนี้ก็คือศพ แล้วก็พิจารณาอยู่กับศพตัวเองนี้ แล้วเรื่องเหล่านั้นจะจางไป ๆ ศพทั้งหลายจะเข้ามาอยู่ตัวเองแล้วก็เด่นขึ้นที่นี่ เข้าใจ เออ นั่น ถูกต้องอย่างนี้

โยม ครับ ต่อไปนะครับ ตัวหนูมักจะรู้สึกเบื่อ ๆ อยู่ ๆ ไม่รู้มันเบื่ออะไร พอโตขึ้นก็รู้สึกเบื่อมากขึ้น เวลาเบื่อมากๆ ก็อยากนั่งสมาธิอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่ครูบาอาจารย์ท่านก็กำชับไม่ให้นั่งเด็ดขาด

หลวงตา ใครกำชับ

โยม ครูบาอาจารย์

หลวงตา อาจารย์บ้า เป็นบ้าไปถึงอาจารย์แล้วตัวของมันจะไม่เป็นบ้ายังไง แต่อาจารย์มันก็เป็นบ้าเหมือนกันแล้วจะหาของดีที่ไหน ไปหากับอาจารย์ อาจารย์บ้าใหญ่เท่าไรยิ่งบ้าใหญ่เข้าไป จะไปหาอะไรอย่างนั้น

โยม แต่อาจารย์ก็กำชับไม่ให้นั่งเด็ดขาด มีแต่พูดว่าจะเป็นบ้าเป็นประจำ

หลวงตา นั่นละมันเป็นบ้าแล้ว โอ้ อะไรก็ไม่รู้ พระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นศาสดาขึ้นมา เป็นบ้าด้วยภาวนาเหรอมันทำไมไม่คิด  พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาขึ้นมาด้วยการภาวนา สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของเราได้เป็นสรณะของโลกด้วยการภาวนา ทำไมเราเห็นภาวนาเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่ใช่เราวนเป็นบ้าไปต่างหาก ภาวนาไม่ได้ทำคนให้เป็นบ้า เรื่องที่ว่า ความบ้ามันติดอยู่ในใจนี้ออกไปมันไม่มีทางเดินมันก็เดินระเหเร่ร่อนไม่มีหลักยึด นี่แหละทำคนให้เป็นบ้าได้เข้าใจเหรอ รู้นั้นรู้นี้ก็เพลินรู้ไปก็เป็นบ้าได้ เรื่องภาวนาท่านไม่ให้ไปโน้นให้ดึงเข้ามานี้ต่างหาก มันผิดนี้มันก็ไปบ้าของมันเข้าใจเหรอ

โยม เดี๋ยวขออีกนิดท้าย ๆ ครับ แต่ตอนหนูอยู่กับท่าน หนูก็เคยนั่งสมาธิค่ะ กลับมากรุงเทพฯมันก็อยากนั่ง ได้แต่คิดถึงครูบาอาจารย์ ที่ห้องก็มีหนังสือหลวงตาเพียงเล่มเดียว ก็ได้แต่อ่านกลับไปกลับมาอยู่บ่อย ๆ ถ้ากลัวผีมากก็ได้อ่าน เอาหนังสือมากอดแล้วก็นอน เบื่อ ๆ ก็หยิบมาอ่าน

หลวงตา เอ้า ถูกขั้นนี้ยังไม่ถูกขั้นลึก ถูกขั้นนี้ก็ถูกเพื่อจะเข้าไปหาส่วนลึก เอ้า ว่าไป

โยม พระธรรมมาแสดงคืออะไรเจ้าคะ กายกับจิตคืออะไรเจ้าคะ ทำไมเด็กคนอื่น ๆ เขานั่งสมาธิกันได้ แต่หนูจะนั่งได้ก็ต่อเมื่ออยู่กับครูบาอาจารย์เท่านั้นค่ะ แล้วอีกนานไหมเจ้าคะจะได้นั่งสมาธิเหมือนคนอื่น ๆ เขา

หลวงตา เอ้า จากครูบาอาจารย์ไปก็ได้แต่อย่าจากพุทโธอยู่ในจิตนะ ให้มีสติอยู่กับพุทโธ จากครูบาอาจารย์ก็ได้ แต่อย่าจากพุทโธ เรียกว่าเราอยู่กับพระพุทธเจ้าแล้วนั่น เอ้า ว่าไป

โยม อาจารย์เขาสอนไม่ให้นั่งอยู่คนเดียวครับ

หลวงตา สอนก็ช่างหัวมันซิ บ้าสอนเราจะไปเชื่อมันเหรอ อาจารย์ ๆ ใครตั้งชื่อก็ได้นี่วะ อาจารย์พาเป็นบ้ามันเป็นได้คนเรา ควรยึดยังไงถึงเรียกอาจารย์คนเรา นั่น

โยม เขาบอก ทำไมเด็กคนอื่น ๆ เขานั่งสมาธิกันได้ แต่หนูจะนั่งได้ก็ต่อเมื่ออยู่กับครูบาอาจารย์เท่านั้นค่ะ

หลวงตา เออ ต่อไปให้นั่งได้เดินได้ไปได้อยู่กับพุทโธเท่านั้นพอนะ เข้าใจแล้วเหรอ ไม่จำเป็นกับเรื่องครูบาอาจารย์ในขั้นนี้ เอ้า อยู่กับพุทโธเสียก่อน

โยม แล้วอีกนานไหมเจ้าคะ จะได้นั่งสมาธิเหมือนคนอื่น ๆ เขา กลัวแต่ครูอาจารย์จะจากไปก่อนเดี๋ยวจะไม่มีใครสอน ครับ

หลวงตา เอาละ ขี้เกียจตอบ อุ๊ย.มันอะไรก็ไม่รู้ พูดว่าไปทุกแห่งทุกหน ให้ตอบทุกแง่ไม่ได้นะ

โยม จบแล้วครับ

หลวงตา จบแล้วเหรอ เราอยากจบตั้งแต่ยังไม่ถามปัญหาเหล่านี้นะจะมาว่าอะไร เอาปัญหาเท่านั้นละวันนี้ไม่พูดอะไร นั่น ๓ โมงครึ่งแล้ว โอ๊ย.เล่นกับบ้าน้อยบ้าใหญ่ ๆ ลูกศิษย์เป็นบ้า อาจารย์พาเป็นบ้าไปเรื่อยไปเลยจะให้ว่าไง

เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๓ บาท ๕๓ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๓๖ ดอลล์ เท่านั้นละนะ เรื่องทองคำนี้เราไม่ได้หมายถึงว่าเมื่อเราหยุดการออกช่วยชาติบ้านเมือง คือเราหยุดการไปโน้นไปนี้เข้าใจไหม แต่เรื่องทองคำได้มากได้น้อยเราก็บืนไปตามเรื่องของเราเข้าใจไหม ไม่ได้อยู่ในกรอบอันนี้เข้าใจเหรอ กรอบอันนี้คือว่าเราเคยไปที่ไหน ๆ ตามที่เคยเป็นมาแล้วนะ ทีนี้เราจะหยุด สังขารร่างกายเราไม่อำนวยแล้ว แต่การรับบริจาคและผู้บริจาคให้บริจาคกันไปเรื่อย ๆ ของเราไม่มีความหมายอย่างอื่นเข้าใจไหม มีความหมายเฉพาะเราหยุดเข้าใจเหรอ อย่างอื่นเป็นไปตามเดิมไม่มีความหมายมาเกี่ยวข้องกัน เข้าใจแล้วนะ ให้บริจาคตามกำลังของผู้บริจาคไปเรื่อย ๆ เอาจนกระทั่งมันถึงกาลหยุดแล้วเราจะประกาศเองนะ เข้าใจแล้วนะ เอาละทีนี้จะให้พร

 

ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกทุกวัน  ได้ที่

www luangta.com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก