พุทธศาสนาเลิศเลอที่จุดภาวนา
วันที่ 31 กรกฎาคม. 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  ข้อมูลเสียงแบบ(Real)

พุทธศาสนาเลิศเลอที่จุดภาวนา

อินเตอร์เน็ตนี่ออกทั่วโลกเลย พระมหาสมานท่านมาเล่าให้ฟัง ท่านอยู่ที่เทกซัส มีหลายประเทศไปอยู่ที่นั่น ลาว เขมร เวียดนาม คนไทยเราก็มีอยู่บ้างที่นั่น เขาดูอินเตอร์เน็ตตลอด ดูว่ามหาสมานเป็นผู้ควบคุมแนะนำทุกอย่างอยู่ในจุดนั้น เป็นอาจารย์พระไป ผู้ปฏิบัติก็อยู่แถวนั้น มหาสมานเป็นหัวหน้ามาเล่าให้ฟัง ได้ทราบชัดเจนว่า เทกซัสนี้มากที่สุดธรรมะของเราที่ออกทางอินเตอร์เน็ต นอกจากนั้นยังมีเทปมีอะไรเป็นประจำมานานแล้ว

เมืองไทยเราทั้งประเทศนี้ รัฐเทกซัสรัฐเดียวไม่กว้างกว่าแล้วหรือ (กว้างกว่าครับ) นั่นไม่ใช่ของเล่นนะ เทกซัสรัฐเดียวก็มากกว่าแล้ว มหาสมานไปอยู่โน้นนานแล้วนะ โอ๊ย หลายปี บอกว่าที่นั่นสงบสงัดมาก อากาศไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป คล้ายคลึงกับเมืองไทยเราว่างั้น เพราะฉะนั้นคนจึงไปอยู่มาก ท่านมาทีไรท่านมานี้ทุกที มาจากสหรัฐต้องมาที่นี่ทุกที ๆ นี่ท่านกลับไปแล้วมั้งเพราะท่านจำพรรษาอยู่ที่โน่น แล้ววัดอะไรหนองคาย จากนี้ท่านก็ไปอยู่นั้น ท่านมาทีไรท่านต้องมาที่นี่ทุกที ๆ ก่อนหน้าท่านกลับท่านก็มาที่นี่ก่อน

เมื่อวานเราก็ไปผาแดง พระ ๓๕ เณร ๒ เป็น ๓๗ ก็มากอยู่นะ ส่วนวัดภูสังโฆน่าจะพอ ๆ กันหรืออาจจะมากกว่านี้ก็ได้ ใครทราบไหมว่ามีพระเณรเท่าไร (พระ ๔๒ เณร ๑ เจ้าค่ะ) เป็น ๔๓ นั่น เราคิดว่าทางนี้จะมากกว่า ทางนี้เราเตือนเสมอจึงมีเท่านั้น เราเตือนไว้ว่า บ้านแถวนั้น เช่น หนองอ้อ มีวัดกี่วัด แล้วเข้ามาบิณฑบาตที่นั่นทั้งนั้น เราบอกอย่างนี้ ผาแดงนี้ก็ยังไปบิณฑบาตทางหนองอ้ออยู่ด้วย มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรจึงต้องเตือนพระ เตือนสมภารท่านลี ให้พิจารณาให้ดีนะ พระไม่รอบคอบไม่มีใครรอบคอบ พระต้องเป็นนักใคร่ครวญพินิจพิจารณาในแง่หนักเบาต่าง ๆ บ้านเขาอยู่นี้อย่างน้อย ๖ วัดนะ แล้ววัดเรามีจำนวนเท่าไรต้องคิดซี พระองค์ไหนไปเอาบาตรเปล่าเข้าไปนะ ให้เขาเอาข้าวใส่ให้ ว่าอย่างนี้เลยเรา ต้องพิจารณาซิทุกสิ่งทุกอย่าง ทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เราบอก ถึงอย่างนั้นก็ยังมากอยู่ตลอด พระก็รุมเข้ามาเรื่อย

อย่างวัดป่าบ้านตาดขนาบกันเรื่อย มันก็มาเรื่อย ปีนี้ฟาดเสีย ๕๓ เห็นไหมล่ะ ทุกปีเรากำหนดไว้ ๕๐ ปีนี้ฟาดถึง ๕๓ เลยดุพระละซิ มันยังไงก็สั่งไว้แล้ว เป็นยังไงนี่ ถึงขนาดนั้นมันก็ยังขึ้นได้เห็นไหม ที่อื่นจะไม่ขึ้นได้ยังไง วันนี้มาฉันเท่าไร (๓๘ ครับผม) เออ ๓๘ นอกนั้นไม่ฉัน พระ ๕๒ มา ๓๘ เหรอ นอกนั้นก็คือไม่ฉัน ไม่มา ๆ

หนองอ้อนี้มีมากวัดนะ กรรมฐานเราก็ท่านบุญมี วัดถ้ำเต่า นั่นก็มาหนองอ้อ แล้ววัดไหนอีก กรรมฐานอยู่ทางนั้นดูมี ๒ วัดหรือไง มาที่นี่ แล้วผาแดงก็ยังไปอยู่ แต่คงไม่ไปมาก หากไปนั่นซี คำว่าไปนี่ซีเราเลยดุอยู่เรื่อย ผาแดงนี่ก็ไปทางหนองแวง แล้วก็แยกไปทางหนองอ้อบ้าง หนองอ้อจริง ๆ พระอย่างน้อย ๖ วัด รวมแล้วนะ วัดบ้านก็มี วัดป่าก็มี ไปเท่าไรก็ไม่อดตายนี่พระ ชาวพุทธของเราพูดถึงเรื่องการให้ทานนี้เป็นพื้นฐาน สมชื่อสมนามว่าเป็นลูกชาวพุทธ อันนี้เราหาที่ต้องติไม่ได้เราพูดตรง ๆ เป็นพื้นฐานมาตั้งแต่เรายังไม่เกิดว่างั้นเถอะน่ะ

ที่ได้เตือนอยู่เสมอก็คือเรื่องศีล เรื่องภาวนา เฉพาะภาวนานี่รู้สึกจะไม่รู้เรื่องกันเลย นี่มาเสียจุดสำคัญจุดภาวนา จุดตั้งรากฐานของศาสนา แก่นศาสนาอยู่ที่ภาวนา รากแก้วศาสนาอยู่ที่ภาวนา แต่ไม่สนใจกับรากแก้วก็เรียกว่าเสียส่วนใหญ่ไป จึงต้องเตือน เทศน์สอนพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศกำลังก้าวเข้ามา ๕ ปีนี้แล้ว จึงได้เน้นหนักทางด้านจิตตภาวนา เพราะไม่มีใครสอนนี่นะ เรื่องทานเขาก็รู้กันอยู่แล้ว สอนไม่สอนเขาก็ทำกันอยู่แล้ว มันฝังใจเป็นนิสัยของชาวพุทธทั่วประเทศไทยเรานี้ อย่างนี้เหมือนกันหมด เพราะเราเที่ยวทั่วประเทศไทย ไปที่ไหนเป็นอย่างเดียวกัน แต่เรื่องศีลมีน้อยมาก จะมีอยู่เป็นจุดที่ใกล้ชิดติดพันกับวัดป่า ๆ มีวันพระวันศีลวันอะไรบ้าง นอกจากนั้นไม่มี ไม่อยากจะว่าไม่ค่อยมี บอกว่าไม่มีว่างี้เหมาะดี เรื่องภาวนาอย่าถามถึงว่างั้นเลย

ตั้งแต่เกิดมาโคตรพ่อโคตรแม่ของเขาของเรา ก็ไม่เคยภาวนาด้วยกันนั่นแหละ ทั้งโคตรของหลวงตาบัวก็ไม่เคยภาวนาว่าไง ห่างมาก จุดสำคัญของพุทธศาสนาที่จะวางรากฐานเข้าสู่จิตใจให้ทุกสิ่งทุกอย่าง กิ่งก้านสาขาแน่นหนามั่นคง งอกงามขึ้นไป อยู่ที่จิตตภาวนานะ ยิ่งไปรู้อะไรขึ้นทางด้านจิตตภาวนานี้ ส่วนใด ๆ ก็หนุนกันขึ้นเลย อันนี้เป็นสำคัญมาก ที่เราทำเหล่านี้เป็นพื้นเพของเราที่มีความเชื่อนับถือพุทธศาสนามา การให้ทานจึงเป็นพื้นฐานมาดั้งเดิมแล้ว ศีลก็มีบ้างเล็กน้อย แต่ภาวนานี้ไม่ได้พูดถึงกันเลย ไปที่ไหนเงียบนะ ถ้าตรงไหนที่มีวัดป่าละมีบ้างการภาวนา อย่างนี้เห็นชัดไปที่ไหนมี

มีวัดป่าที่ไหนจะมีภาวนา เพราะพระท่านภาวนา ท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องภาวนา วันพระวันเจ้า ศีลก็มี ในวัดป่า ๆ ผู้ที่รักษาศีลก็มีแทรก ๆ กันไป ถ้าเป็นนอกจากนี้แล้วไม่เห็นมี วัดเท่าเกาะสมุยก็ตาม มันใหญ่ไหมเกาะสมุย เกิดมาแต่โคตรพ่อโคตรแม่หลวงตาบัวก็ไม่เคยเห็นเกาะสมุย แต่อยากพูดเรื่องเกาะสมุย มันใหญ่ขนาดไหน วัดเหล่านี้ยังใหญ่กว่าเกาะสมุยอีกก็ไม่เห็นภาวนากัน นั่นเห็นไหม เอาตรงนี้นะ ทีนี้จะให้เขาภาวนาได้ยังไง เขาก็ไม่รู้ละซี แต่ที่พระท่านสนใจภาวนาไปอยู่ที่ไหน ประชาชนญาติโยมมีแทรกอยู่ตามจุด ๆ นอกจากแถววัดป่าบ้านตาดนี้เท่านั้นมีแต่คนขี้เกียจขี้คร้าน แม้แต่อยู่ในวัดภาวนามันก็ล้มลงใส่หมอนเสียก่อน พวกนี้ไม่เป็นท่าเลย อ้าว ติคนนั้นติคนนี้ไม่ติของเจ้าของได้เหรอ ยกยอเจ้าของได้เหรอ ยกยอก็ยกยอมันใส่หมอนเท่านั้นจะว่าอะไร

เรื่องภาวนาเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าลงได้เข้าถึงใจมันเป็นนะทุกอย่าง อันนี้เป็นเครื่องหนุนหรือจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นชื่อว่าความดี เข้ามาเสริมกำลังขึ้นนะการภาวนา จึงเป็นของสำคัญมาก แต่ไม่มีใครสอนกัน ต้นมันก็คือไม่มีใครทำนั่นเอง ครูบาอาจารย์ พระ ก็ไม่ทำก็ไม่สอน ถ้าที่ไหนท่านทำท่านก็สอน เรื่องภาวนาเป็นของเล่นเมื่อไร ใครไม่ได้ทำก็ไม่รู้น่ะซิ เวลามันรู้ขึ้นมาทีเดียว โอ๊ย ไม่ต้องไปหาพยานที่ไหน มันหากเป็นความมั่นคงขึ้นที่ใจตัวเอง กับธรรมนั่นละเป็นเครื่องยืนยันในตัว เป็นที่แน่ใจตายใจทุกสิ่งทุกอย่าง ฝากเป็นฝากตายไว้กับธรรมที่ปรากฏขึ้นในใจ ความเชื่อ ความเคารพเลื่อมใสฝังลงในนั้นหมดเลย ใครรู้ไม่รู้ก็ตามมันจะเป็นของมันเอง นี่อำนาจของการภาวนา เป็นของเล่นเมื่อไร เรียกว่าฝังรากฐานแห่งความเชื่อบุญเชื่อกรรมตามหลักพุทธศาสนาลงที่จุดภาวนา อันนี้ใหญ่โตมากทีเดียวเมื่อมันเป็นขึ้น

ภาวนาธรรมดาก็ไม่เสียผล ก็เกิดประโยชน์เป็นบุญเป็นกุศลมากยิ่งกว่าอย่างอื่น การทำบุญทุกอย่าง ๆ นี้การภาวนาเป็นที่หนึ่งอยู่ตลอดเวลา ยิ่งไปเจอขึ้นที่ใจด้วยแล้ว โถ เราก็เคยพูดให้ฟังแล้วนี่ บวชใหม่ ๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว แน่ะฟังซิ นี่ละมันฝังเห็นไหมล่ะ เอาตัวนี้ออกยันเลยเทียว บวชใหม่ ๆ แต่สนใจเรื่องธรรมเรื่องภาวนา บวชก็ฝึกภาวนา ไปถามท่านพระครูนั่นแหละ เพราะตอนเราไปเป็นนาคฝึกหัดบวช ตอนเช้านี้ เพราะเรานอนอยู่ในโบสถ์กับท่าน ฝึกเป็นนาคนอนอยู่ในโบสถ์ ท่านนอนอยู่ที่ข้างหลังพระประธาน เตียงท่านนอนอยู่โน้น ตื่นเช้าประมาณตี ๔ ท่านออกไปเดินจงกรมอยู่โน้น เรียกว่าทุกเช้านั่นแหละไม่เห็นท่านเว้น ท่านภาวนาของท่าน พอสว่างท่านก็เข้ามาไหว้พระ ไหว้พระจบก็ออกบิณฑบาต วัดโยธาฯ ไหว้พระก่อนบิณฑบาต เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนใหม่ละมั้ง ฉันเสร็จแล้วค่อยทำวัตรก็ได้ แต่ก่อนทำวัตรก่อนบิณฑบาต เราก็ดูท่านอยู่

พอบวชแล้วก็ไปเรียนการภาวนากับท่าน ท่านก็บอกสั้น ๆ ว่า เอ้า ภาวนาพุทโธนะ เราก็ภาวนาพุทโธแหละ ท่านว่างั้น เพียงเท่านั้นแหละเอาไปทำสะเปะสะปะอยู่ธรรมดานะ ตั้งสติภาวนาแล้วก็เผลอไผลไปเรื่อยของมันนั่นแหละ ครั้นภาวนาไป ๆ มันไปเจอเอาจนได้ ภาวนาไป ๆ บทเวลามันจะเป็น ภาวนาพุทโธกับจิตติดกันไป สติก็พันกันเข้าไป ๆ แล้วจิตเลยเหมือนกับเราตากแหไว้อย่างนี้นะ เวลามันสงบเข้ามาเหมือนเราดึงจอมแหเข้ามา ตีนแหหดเข้ามา ๆ เราว่าพุทโธ ๆ กระแสของจิตที่มันซ่านอยู่นั้นมันหดเข้ามา ๆ เลยเป็นจุดสนใจ พุทโธถี่ยิบเข้าไปแล้วหดเข้า ๆ ลงมาถึงจุดกลาง ก็เหมือนกับเราดึงจอมแหเข้ามาแล้ว มันก็มาเป็นกองแหใช่ไหมล่ะ ตีนมันเข้ามาหมดแล้วมาเป็นกองแหอยู่นี้ ทีนี้จิตเวลามันรวมกระแสเข้ามามันก็มาสู่จุดของความรู้ ซึ่งเป็นเหมือนกับกองแห มาสู่จุดนี้แล้ว โถ มันขาดหมดจริง ๆ นี่นะ

ก็เราไม่เคยทำ จนอัศจรรย์ ตื่นเต้นเป็นบ้าไปเลย โถ ทำไมอัศจรรย์ขนาดนี้ รวมเข้ามา ๆ ถึงนั้นกึ๊กขาดหมดเลย อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้ อัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย ความอัศจรรย์ความตื่นเต้นมันเลยไปกระตุกเอา ความอัศจรรย์จิตที่รวมเสีย จิตเลยถอนออกมา อู๊ย เสียดาย ตั้งแต่วันนั้นมา เช่น วันหลังจะคิดถึงภาวนาอันนี้อยู่ตลอดเวลาไม่ได้ห่างไกลนะ วันหลังเอาอีก วันนี้จะเอาใหญ่ ฟาดวันหลังไม่ได้เรื่อง ไม่ได้เรื่อง ๆ เรื่อยไป คือพอเราได้อย่างนี้ในเวลาภาวนา จิตมันไปแส่ไปอยู่จุดที่เคยเป็น มันไม่อยู่ที่พุทโธกับสติล่ะซี ปัจจุบันที่จะให้เกิดนั้นขึ้นมา มันไม่อยู่จุดนี้ มันอยู่สัญญาอดีตเสีย เลยไปหมายที่จะได้อัศจรรย์อย่างนั้น มันไม่ได้ ทีนี้พอนาน ๆ เข้ามันก็จาง ความสำคัญมั่นหมายอย่างนั้นมันก็ไม่มี มันก็เลยมาเป็นปัจจุบัน ทำไปแบบเก่านั่นแหละ ขึ้นอีกเป็นอีก

เรียนหนังสืออยู่ ๗ ปีเป็น ๓ หน เราจำไม่ลืมนะ เป็นได้ ๓ หน นี้ละเป็นรากฐานสำคัญมาก เรียนหนังสืออยู่ก็มีความพัวพันกับภาวนานี้ตลอด หากไม่ทำอย่างเปิดเผยออกหน้าออกตา ทำอยู่คนเดียวเงียบ ๆ เพราะอันนี้ฝังใจ จนกระทั่งออกแล้วทีนี้จะเอาอันนี้ให้ได้ ๆ นั่นเห็นไหมล่ะ นี่ละมันฝังอย่างนี้นะ ไม่ใช่ว่าพอทำไปแล้วจะแล้ว ไม่แล้วนะ เวลามันรู้แล้ว โถ มันฝังลึกนะ จะเอาอย่างนั้นให้ได้ ๆ อยู่อย่างนั้น มันฝังลึก นี่ละการภาวนาจึงสำคัญ แม้จะไม่เป็นอย่างนั้นก็ตาม การภาวนานี้เป็นมหากุศลอย่างยิ่งใหญ่นะ กุศลเกิดขึ้นจากการภาวนา สำคัญมากทีเดียว พอได้หลักนี้แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันจะรู้ตัวของมัน มันจะประมวลมาเข้าสู่ความหิริโอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรม รู้เนื้อรู้ตัวเข้าเรื่อย ๆ จากจิตตภาวนา มันสำคัญ

นี่เราก็ได้มาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เราไม่เคยเป็นมันมาเป็นเสียทีเดียวซึ่งเราไม่เคยมีเลยนะ มันเป็นขึ้นอย่างอัศจรรย์ โหย ตื่นเต้นเจ้าของ ทำไมเป็นอย่างนี้จิต มันขาดหมด เหมือนกับเกาะอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร เกาะนั้นคือจิตรวมจิตสงบ นอกนั้นมันก็เป็นของมันเป็นโลกสงสารไป จิตมารวมอยู่จุดนั้นเป็นเกาะ ขาดจากภายนอกไปหมดเวลานั้น เหลือแต่จิตดวงรู้ ๆ ดวงรู้ ๆ มันไม่รู้เฉย ๆ มันอัศจรรย์ด้วย ไม่เคยมีตั้งแต่เกิดมา นั่นแหละมันฝังใจ เลยทำไปเรื่อย ๆ เป็น ๓ หน พอออกจากนั้นจึงก้าว จะเอาอันนี้ให้ได้ ฟัดใหญ่เลย นั่น มันก็ได้ละซี นี่ละรากฐานมาจากโน้นนะที่มันฝังลึกในการภาวนา รากฐานมาตั้งแต่ภาวนาเป็นอยู่ที่วัดโยธานิมิตร หนองขอนกว้าง ทีแรก จากนั้นไปที่ไหน ๆ มันก็ไม่ลืม จนภาวนานี้เลยเป็นเนื้อเป็นหนังของจิตใจเสียแล้วไปที่ไหนเอาละที่นี่เวลาออกภาวนาก็เอาใหญ่เลย

การภาวนาจึงสำคัญมากนะไม่ใช่เล่น ๆ ใครไม่เคยภาวนาไม่เคยเห็นความแปลกประหลาดของจิตจากการภาวนามันก็ธรรมดาไปเหมือนกัน ทีเรามันก็ธรรมดาแต่ก่อน แต่อยากภาวนาเฉย ๆ มันก็ธรรมดาเหมือนโลกทั่ว ๆ ไป แต่พอได้อันนี้แล้วมันจะเพิ่มความรู้สึกนึกคิดทุกอย่างฝังลงไปตรงนั้นหมดเลย

สอนโลกเวลานี้เราก็สอนอย่างนี้ อยากให้โลกได้เข้าใจเรื่องพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ถ้าลงได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับภาวนา ใช่แหละ สมชื่อสมนามว่าเป็นชาวพุทธโดยแท้ มีภาวนาเป็นรากฐาน นี้คือรากแก้วหรือคือแก่นของพุทธศาสนาอยู่ที่นี่ เมื่อได้อบรมทางจิตใจนี้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ขยายออกจากการภาวนาให้รู้เนื้อรู้ตัว รู้ความผิดถูกชั่วดีรู้บาปรู้บุญเกี่ยวกับเรื่องอดีตอนาคตความเกิดความตายของเจ้าของ ภพนั้นภพนี้ ภพข้างหน้าข้างหลัง มันจะประมวลเข้ามาสู่จิตดวงเดียวนี้

การภาวนาจึงทำความรู้ให้แก่เจ้าของอย่างกว้างขวางนะ อยู่ธรรมดาจิตไม่รวมก็ตามมันคิดของมันจนได้ ออก ๆ ๆ จากที่เราได้หลักได้เกณฑ์ในการภาวนาในเบื้องต้นได้หลักเกณฑ์มาเป็นสักขีพยาน นี้ละเป็นตัวสำคัญ ธรรมดาจิตมันก็รู้แต่มันระลึกอะไรต่ออะไรก็ระลึกไปตามกิเลสเสียทั้งหมด มันไม่ระลึกถึงธรรมแทรกเข้ามา พอจิตได้เกิดความแปลกประหลาดอัศจรรย์แล้ว ทีนี้ความคิดคิดออกไปนี้มันเป็นเรื่องแง่ของธรรมทั้งนั้น ออก ๆ ๆ คนเราจึงรู้ในเรื่องบุญเรื่องบาปขึ้นจากนี่แหละสำคัญมากนะ หิริโอตตัปปะมันเป็นของมันเอง คือความสะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรมทั้งหลายที่ไม่ดี แปลออกว่าอย่างนั้น จิตเรามันด้านมันไม่รู้จักบาปจักกรรมอะไรแหละ เหมือนบุ้งคืบคลานไปอย่างนั้น

นี่แหละที่มันได้เป็นรากฐานของเรา ให้หนักแน่นทางด้านภาวนาเข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงออกปฏิบัติ ความเชื่อมรรคผลนิพพานเชื่อ แต่ถึงจุดเอาจริง ๆ นั้นมันทำให้สงสัย จุดจริง ๆ คือมรรคผลนิพพาน ยังสงสัย ทั้ง ๆ ที่อยาก ๆ จึงทำให้เกิดความสงสัยว่ามรรคผลนิพพานจะมีอยู่จริง ๆ เหมือนครั้งพุทธกาลหรือไม่นา ถ้ามีผู้มาแนะนะสั่งสอนเราว่ามีอยู่จริงเหมือนครั้งพุทธกาล นี้เราจะทุ่มลงไปเลยชีวิตจิตใจ แล้วกราบครูบาอาจารย์องค์นั้นจะเป็นใครก็ตามอย่างถึงใจ แล้วทีนี้สละชีวิตใส่เลย จึงได้เข้าไปเจอกับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ใส่เปรี้ยง ๆ ลงถึงที่เลย หมดเรื่องความสงสัยมรรคผลนิพพาน หมดโดยสิ้นเชิง ทั้ง ๆ ที่มีกิเลสนะ ความเชื่อเชื่อสุดขีดของคนมีกิเลส จากนั้นก็ออกแล้วก็ฟัดกันเลย เพราะฉะนั้นความเพียรจึงไม่มีคำว่าย่อหย่อนอ่อนข้อ เพราะมันเชื่อถึงแล้วตามความมุ่งหมายของเราที่จะมุ่งต่อมรรคผลนิพพาน มีผู้มาบอกว่าเอา ๆ เลย ว่างั้น ก็ใส่ตูมเลย กำลังมันถึงไม่ได้ย่อหย่อนนะ พุ่ง ๆ เลยเทียว แล้วก็เป็นอย่างที่ว่า ๆ เรื่อย เห็นผลไปเรื่อย ๆ เห็นไปเรื่อย ๆ

นี่ละเรื่องมรรคผลนิพพานคงเส้นคงวาหนาแน่น สด ๆ ร้อน ๆ เหมือนกิเลส กิเลสก็อยู่ในใจ มรรคผลนิพพานคือธรรมรวมแล้วเรียกว่าธรรมก็อยู่ที่ใจ แต่ธรรมไม่มีอำนาจเพราะกิเลสหนาแน่นมันกลบธรรมไว้ ๆ มันก็ออกตัวของมันแสดงต่อโลกต่อสงสารว่าเป็นของดิบของดีเสียทั้งนั้น แต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมนี้ พูดถึงบาปถึงบุญ มรรคผลนิพพาน จิตมันจืด ๆ ชืด ๆ ไป เพราะกิเลสทำให้จืด พอเราได้ฟื้นทางนี้ขึ้นมา ทางนี้ก็ปรากฏขึ้นมา กลับไปเป็นข้าศึกต่อกิเลส เรื่องของกิเลสก็เบาลงๆ เรื่องของธรรมก็หนักขึ้น เป็นอย่างนั้นนะ มันอยู่ในใจดวงเดียวกัน พอทางนี้หนักขึ้นมากเท่าไรเรื่องกิเลสซึ่งเคยมีอำนาจมาแต่ก่อนก็เบาลงๆ ถึงขนาดที่ว่าแย็บมาไม่ได้บอกแล้วนี่นะ แย็บขาดสะบั้นไปเลย

นู่น อำนาจของธรรมของเล่นเมื่อไรเมื่อมีอำนาจแล้ว กิเลสตัวไหนที่จะกล้าหาญชาญชัยโผล่มา มาคอขาดเลย เพราะสติปัญญานี้เป็นสติปัญญาอัตโนมัติแล้วยังไม่แล้วยังเป็นมหาสติมหาปัญญาอีก มันแกล้วกล้าขนาดไหน อะไรผ่านไม่ได้ขาดสะบั้นเลย นี่ธรรมถึงเวลามีอำนาจ จากนั้นก็รอตั้งแต่จะกุสลามาติกาให้กิเลสเท่านั้นเอง แต่ก่อนมีกิเลสกุสลามาติกาให้เราวันยังค่ำคืนยังรุ่ง กิเลสเลยจะตายกุสลาให้พวกขี้เกียจขี้คร้านวิ่งตามมันไม่หยุดไม่ถอย ไปที่ไหนมีแต่กุสลา กิเลสมากุสลาให้ตายทั้งเป็น ตายอยู่ที่ไหนบ้าง ตามเสื่อตามหมอนที่ไหน ๆ ตายเกลื่อน กุสลาวันยังค่ำกิเลสน่ะเลยไม่มีเวลา กิเลสก็เหนื่อย เลยจะเป็นจะตาย ทีนี้เวลา กุสลา ธมมา ของกิเลส เอาไปเอามาธรรมก็คงจะตื่นได้เหมือนกัน พอธรรมตื่นขึ้นมาก็กุสลากิเลส ซัดกันไปซัดกันมา สุดท้ายโผล่มาไม่ได้ เห็นไหมล่ะ นี่ละถึงขั้นมันเป็นอย่างนั้น

ถอดออกมาจากหัวใจนะสอนพี่น้องทั้งหลาย เราสอนเล่น ๆ เมื่อไร ถึงขั้นมันเป็นอย่างนั้นไม่มีถามใครนะ ถึงขั้นมันเป็นอย่างนั้นแล้วกิเลสโผล่ขึ้นมาไม่ได้ แย็บหนึ่งขาดสะบั้นไปเลย คือมันฆ่ากันสังหารกันโดยหลักธรรมชาติด้วยสติปัญญาเหล่านี้ก็เป็นอัตโนมัติ กิเลสมันเคยเป็นอัตโนมัติของมันหมุนในหัวใจของสัตว์ ทีนี้เวลาธรรมมีอำนาจแล้วธรรมก็เป็นอัตโนมัติหมุนกิเลสอยู่ในหัวใจของสัตว์ให้ขาดสะบั้นไป ๆ จนกระทั่งขาดไปหมดโดยสิ้นเชิง ท่านว่าสำเร็จอรหันต์ กิเลสหมดแล้วไม่มีอะไรเหลือ มันแก้กันได้ทั้งนั้นถ้านำมาแก้ นอกจากไม่แก้และไม่รู้จักวิธีแก้และขี้เกียจแก้เท่านั้น มันก็ไม่ได้เรื่องแหละ

ถ้ามีความสนใจวันหนึ่งจนได้ นักมวยที่ต่อยกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมันจะมีฝ่ายเผลอจนได้ในขณะหนึ่งๆ พอจะต่อยกันนะ กิเลสกับธรรมก็เหมือนกัน เคยพูดแล้ว ครั้นต่อยไปต่อยมา ทีแรกมีแต่เราหงายๆ ๆ หงายทีแรกหงายหมา แน่ะพูดให้ฟังหมดแล้ว คือหงายไม่เป็นท่าสู้กิเลสไม่ได้เลย เรียกหงายหมา กลับไปฝึกซ้อม กลับมาอีกซัดอีกหงายอีก กลับไปอีกกลับมาอีกหงายอีก ครั้นต่อไปสู้กันไม่หยุดไม่ถอย ทีนี้หงายทั้งเขาทั้งเรา กิเลสก็หงายเราก็หงาย คือกิเลสมีทางเผลอให้เราฟัดมันหงายได้ ทีนี้กูได้วิชาแล้ว จับวิชาที่ทำกิเลสหงายเพราะเหตุใดจับอันนี้หมุนเข้าไปอีกซัดกันอีก ทั้งเราทั้งกิเลส เราหมายถึงธรรม กิเลสหงายบ้างเราหงายบ้าง

แต่ก่อนมีแต่เราหงายคนเดียว หงายตลอดเลย หงายจนน้ำตาร่วง ซัดกันไม่หยุดไม่ถอย ถึงหงายมันก็ไม่น้ำตาร่วง ครั้นหลายครั้งหลายหนเข้าไปกิเลสก็หงายให้เห็น ต่อยไปต่อยมา มันจะเผลอยังไงไม่รู้นะกิเลส ต่อยไปต่อยมากิเลสมันก็หงายให้เราดู พอเห็นกิเลสหงายได้ท่าแล้วจับจุดนี้ไว้ใส่กันเรื่อย ต่อไปกิเลสก็หงายมากเข้าๆ ทีนี้ก็ซัดเรื่อย จนกระทั่งถึงขั้นแย็บออกมาไม่ได้เลย นี่ละการฝึกฝนอบรม นักมวยเขาต่อยกันบนเวทีถึงขั้นแชมเปี้ยน เขาต่อยกระสอบเสียก่อน ต่อยกระสอบต่อยอะไรเสียก่อน เขายังไม่ได้ต่อยคน ต่อยไปต่อยมาก็ขึ้นหาคนเป็นมวยวัดมวยอะไรไปเสียก่อน ต่อจากนั้นก็ขึ้นถึงมวยแชมเปี้ยน นี่คือการฝึก ฝึกไม่ถอยมันก็คล่องแคล่วไปเอง อันนี้เราก็ฝึกอย่างนั้นเหมือนกัน การฝึกภาวนา

เรื่องภาวนาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย พุทธศาสนาเราเลิศเลออยู่ที่จุดภาวนานะ ศาสนาที่ไหนก็มี แต่กิริยาของชาวพุทธเราไม่มีอะไรแปลกประหลาดพอจะเป็นที่น่าเคารพเลื่อมใส ก็เพราะมีแต่กิเลสเข้าไปครอบ ชื่อศาสนาพุทธมี แต่กิเลสเข้าไปทำงานแทนที่ศาสนาพุทธ จึงมีแต่ความเหลวแหลกแหวกแนวไป ถ้าธรรมเข้าไปแทรกปุ๊บแล้วสมชื่อสมนามว่าเป็นพุทธศาสนาแล้ว กิเลสจะหมอบไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยกิริยาท่าทางของคนถือพุทธศาสนาประจำใจแล้วจะมีความสวยงาม น่าดูน่าชมสงบร่มเย็น ไม่เตลิดเปิดเปิงด้วยความดีดดิ้นกับกิเลสตัณหาไปเสียอย่างเดียว

ทุกวันนี้เป็นยังไงกิเลสตัณหามันกำลังแผ่อำนาจ ก็เคยพูดแล้ว มาทุกทิศทุกทาง มาแง่ไหนมีแต่แง่ที่จะทำให้เราหลง ให้เราดิ้นตายไปตามมัน ดิ้นตายไปเท่าไรทุกข์ก็ยิ่งเพิ่ม ๆ อันนั้นมาก็ดี อันนี้มาก็ดี อันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดี ดิ้นซิ ดิ้นเท่าไรก็ทุกข์ นั่น ถ้าเมื่อมีธรรมแล้วปั๊บ อะไรมา ๆ มันจะพิจารณาเสียก่อน ไม่สมควรเกี่ยวข้องไม่เกี่ยวข้อง เช่นไม่สมควรซื้อไม่ซื้อ นั่นอย่างนั้นนะ สมควรซื้อก็ซื้อ มีเหตุมีผลนั้นเรียกว่าธรรม ไม่วิ่งเตลิดเปิดเปิง ให้พากันฝึกบ้างซิ

ไม่มีอะไรที่จะรู้จักประมาณยิ่งกว่าธรรม ดูฆราวาสญาติโยมก็สวยงามตามกิริยามารยาทของญาติโยม ความทุกข์ก็ไม่หนักมากสำหรับคนมีธรรม ที่สมชื่อสมนามว่าเป็นชาวพุทธ ความทุกข์ก็ไม่มากนะ ไอ้คนที่ไม่มีศาสนานี้แหละ มันจะเป็นเศรษฐีอยู่บนภูเขาทั้งกองเงินทั้งกอง ไปเป็นเศรษฐีอยู่โน้นก็ตาม ความทุกข์จะเผาที่หัวใจ ทุกข์ทั้งหลายไม่ได้อยู่กองเงินกองทองนะ มันอยู่ที่หัวใจสัตว์โลกต่างหาก ความสุขก็เหมือนกันไม่ได้อยู่ที่ไหน ความมีความจนอะไร ความทุกข์ไม่อยู่ ทุกข์อยู่ที่หัวใจ สุขอยู่ที่หัวใจ เพราะตัวนี้เป็นผู้รับเคราะห์รับกรรม ทั้งดีและชั่ว สุขและทุกข์ พอแก้ตัวนี้โดยธรรมที่ถูกต้องแล้ว ความสุขจะมีที่หัวใจ อดอยากขาดแคลนบ้างไม่เป็นทุกข์ อันนี้มันเป็นสุข มันต่างกันอย่างนี้นะ

เราก็สอนโลกมาได้ร่วม ๕ ปี แล้ว ทางด้านภาวนาก็สอนมากพอสมควร เวลานี้ ไปที่ไหนไม่เว้นละการภาวนา อธิบายเรื่องการภาวนาให้ฟัง ไม่งั้นจะไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรนะ มันก็สะเปะสะปะอยู่อย่างนี้ตลอดไป สอนรายหนึ่งเป็นเท่านั้นละมันจะกระเทือนถึงกัน คนนี้เป็นก็ต้องเล่าให้กันฟังว่าภาวนาเป็นอย่างนั้น ๆ นะ คนนั้นก็พอมีแก่ใจคนนี้มีแก่ใจ ทำไปเดี๋ยวคนนั้นก็เป็นคนนี้ก็เป็น ทีนี้กระจายออกไป มันก็เป็นแดนแห่งความสงบขึ้นที่ชาวพุทธ ๆ จนได้นั่นแหละ อันนี้อยู่เฉย ๆ ไม่ได้เรื่องนะ

การภาวนาเป็นสำคัญมาก เราพูดอย่างยันตลอดนะ ใครเชื่อไม่เชื่อก็ตาม มันไม่เคยสนใจกับใครจะเชื่อไม่เชื่อ เอาความจริงเป็นประมาณ ความจริงอยู่กับใคร อยู่กับเรา นั่น รู้เห็นอยู่กับเราเป็นยังไงอยู่กับเรา ดึงออกจากความจริงใจแล้วมันก็ออกได้อย่างผาง ๆ ไม่มีสะทกสะท้าน ใครเชื่อไม่เชื่อไม่ได้ถือคนทั้งโลกเป็นประมาณนะ ถือเอาความจริงอยู่ในหัวใจเจ้าของเป็นประมาณ คนทั้งโลกเขาได้ภาวนาไหม มันก็เหมือนคนตาบอด มีกี่คนมันก็ตาบอดด้วยกัน คนตาดีเพียงคนเดียวเชื่อตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องไปเชื่อคนตาบอดทั้งโลกละนะ นี่ธรรมจ้าขึ้นที่หัวใจคนตาดีได้เกิดแล้ว นั่น ดูที่ไหนมันก็รู้ไหหมด แล้วจะไปหวั่นไปไหวอะไรกับใคร ๆ

ขอให้ท่านทั้งหลายทำเอง สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าสอนไว้ด้วย สวากขาตธรรมนะตรัสไว้ชอบแล้ว ฟังซิน่ะ ทุกแง่ทุกมุมที่สอนไปนี้เป็นแบบแปลนแผนผังแห่งมรรคผลนิพพานอย่างสมบูรณ์ ขอให้ก้าวเดินตามนี้จะไม่เป็นอื่นว่างั้นเถอะ เป็นแต่เพียงว่าผู้ปฏิบัติมันปลีกมันแวะออกนอกลู่นอกทางไปจึงไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ทางนี้ทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพานร้อยเปอร์เซ็นต์ สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วเพื่อมรรคผลนิพพาน พุ่ง ผู้ปฏิบัติมันก็ออกนอกลู่นอกทางเป็นธรรมดา ได้มากได้น้อยมันก็ต้องเป็นต้องมีแหละ ใครจะไปตรงแน่วเสียทีเดียว มันก็ต้องผิด ๆ พลาด ๆ นอกจากพวกอุคฆฏิตัญญู จ่ออยู่แล้วที่จะพุ่งถึง พอแนะปั๊บเปิดประตูปั๊บพุ่งเลยถึง นั่น อันนี้มันก็เป็นประเภทหนึ่ง มันหลายประเภท ไม่ใช่ประเภทเดียวกัน

พวกอุคฆฏิตัญญู ยกตัวอย่างที่ว่าเบญจวัคคีย์ทั้งห้า ดูเอาซิ เบญจวัคคีย์ทั้งห้า นั่นละพวกอุคฆฏิตัญญู คอยที่จะออก บวชรออยู่แล้ว สิทธัตถราชกุมารนี้ต้องได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน พวกเราไปบวชรอท่าน พอท่านออกบวชก็ถวายตัวเป็นลูกศิษย์เลย ปฏิบัติ เอ้า ทีนี้สรุปเลย พอท่านได้ตรัสรู้มาสอนปั๊บ เปิดประตูคอกแล้ว ทางนี้รออยู่แล้ว พอเปิดคอกก็ผึงเลย ท่านออกของท่านอย่างนั้น พวกนี้เรียกว่า สวากขาตธรรม เปิดประตูเท่านั้นเป็นเรียบร้อยแล้ว พวกเราเปิดประตูแล้วยังไปตบตีเสียก่อน ประเภทที่สองตามกันไป ประเภทที่หนึ่งจ้อที่จะออก

ประเภทที่สอง ก็รอตามหลังกันไป พอประเภทที่หนึ่งออกผึง ทางนี้ก็โดดตามกัน

ประเภทที่สาม หันรีหันขวางอยู่นี้ จะไปทางไหนดีนะๆ สุดท้ายมันก็ไปยกให้หมอนดีกว่ามรรคผลนิพพาน ให้เสื่อให้หมอนดีกว่ามรรคผลนิพพาน โดดใส่หมอนครอกเลย นั่นเป็นอย่างนั้นนะ พวกเรามันดีไปทางนั้นเข้าใจเหรอ นี่ออกนอกลู่นอกทางหรือไม่ออก ท่านสอนอย่างนั้นเราไปเป็นอย่างนี้ นี่ละที่มันทำให้อย่างน้อยล่าช้า มากกว่านั้นผิดพลาดไปเลย เอาเสื่อมัดติดหมอนนี้ถูกต้องดี เข้าใจไหม มันเป็นอย่างนั้นนะ พวกเรามีแต่ถูกต้องดีทั้งนั้นแหละ นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าสด ๆ ร้อน ๆ อย่างนี้แหละ มันเป็นในหัวใจแล้วมันไม่มีนะอดีตอนาคต อันนี้นะธรรมชาตินี้ มันดึงเข้ามารวมหาความจริงนี้ได้หมดนะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาสอนโลกทันที ๆ ไม่ต้องไปหาใครมาเป็นสักขีพยาน ความรู้อันนี้ผางขึ้นแล้วสอนโลกเลย อันนี้ผู้ปฏิบัติตามรู้อย่างนั้นก็แบบเดียวกันอีก ๆ พากันปฏิบัติบ้างนะคนเรา

เมืองไทยเรานี้เป็นเมืองพุทธ ขอให้มีสมบัติแห่งพุทธคือจิตตภาวนาติดหัวใจเราไปบ้างนะ อย่างอื่นก็มีแล้วเราไม่วิตกวิจารณ์ละ การให้ทานของเราให้ทานจนไม่มีเจ้าของ อยากได้เงินได้ทองมาทำบุญให้ทานเวลานี้มันจน มีมากหัวใจของชาวพุทธเรา อันนี้เรายกให้เลย เวลานี้มันเสียใจมันไม่มี อันนี้เรายกให้ แต่เรื่องอยากภาวนานี้ โอ๊ย. มองหมอนก่อนนะ ถ้าเรื่องภาวนาอยากมองหมอน นี่ละมันต่างกันอย่างนี้ จึงให้อบรมทางด้านจิตใจ ถ้าลงเห็นนี้แล้วมันเป็นเอง ก็ธรรมเลิศขนาดไหนฟังซิน่ะ ไม่มีอะไรที่จะเสมอเหมือนแล้ว ในแดนสมมุตินี้เป็นแดนแห่งวัฏจักร วัฏจักรก็คือเรือนจำของสัตว์โลก ขังสัตว์โลกไว้ในเรือนจำคือวัฏจักรนี้ หมุนไปหมุนมาอยู่ในนี้ เกิดตายอยู่ในนี้ ความสุขความทุกข์ ในขอบเขตของวัฏจักรมันก็หมุนเหมือนกันไปหมด โลกมีแต่อย่างนี้

ผู้ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านผึงออกตรงนี้แล้วมองลงมา อย่างน้อยก็ว่ามีแต่มูตรแต่คูถ มากกว่านั้นเป็นยังไง มีแต่ฟืนแต่ไฟว่าอย่างนั้นเลย ท่านก็มาสอนละซิ แต่ก่อนท่านก็ไม่เห็นอย่างนี้ เวลาท่านตรัสรู้ปึ๋งขึ้นไปท่านมาเห็นเรื่องของท่านด้วย เห็นเรื่องของสัตว์ทั้งหลายด้วยแบบเดียวกัน มันจะไม่สยดสยองยังไง แล้วถ้าควรจะท้อใจจะไม่ท้อยังไง มันเห็นประจักษ์กับใจ ควรที่จะสั่งสอนสัตว์ผู้ที่มีอุปนิสัย ก็มีแก่ใจที่จะสอน ดึงออก ๆ นั่น เหมือนฟืนไฟเผาอยู่ ลากขึ้นมา ๆ หนักเบาในการลากไม่สนใจ ขอให้คนพ้นจากกองไฟก็พอ นั่น ลากขึ้น ๆ แต่กิเลสมันไม่ยอมขึ้นนะ

พอลากขึ้นมา แหม.หลวงตาองค์นี้ดุนะว่าอีก คือมันอยากไปจมอยู่นั้นที่ไม่ดุ เข้าใจไหม ที่ลากขึ้นมาให้พ้นภัยนี้หาว่าดุ เอาลงตรงนั้นจึงจะไม่ดุ ลงหมดถึงโคตรพ่อโคตรแม่มันมากี่กัปกี่กัลป์แล้วมึงยังไม่รู้อยู่เหรอ อยากว่าอย่างนั้นอีกนะ ธรรมขู่เข้าใจไหม โอ๊ย.ทุเรศ มันขนาดนั้นนะ เราจึงยอมรับเลย เรื่องกิเลสไม่มีอะไรแหลมคมเกินกิเลสไปในสามแดนโลกธาตุนี้ ไม่มีอะไรมาข้ามมันได้ มีแต่ธรรมเท่านั้นข้ามได้ รายใดปรากฏขึ้นมาปั๊บก็เห็นด้วยกันแล้วลากออก ๆ นอกจากนั้นกล่อมกันลงทั้งนั้นไม่มีที่จะให้ขึ้น มีแต่ให้ลง นี่ละมันทุเรศจริง ๆ โถ เรื่องทุกข์ของสัตว์

กิเลสมันกล่อมมันตีนิ่ม ๆ นวล ๆ กิเลสตีคน ทำให้เคลิ้บเคลิ้มหลงใหลไป ๆ ที่จะมองเห็นว่ากิเลสตั้งหน้าตั้งตามาทรมาน จับไปเข้าคุกเข้าตะรางนี้ไม่มีแหละ ไม่เห็นง่าย ๆแหละเห็นกิเลส มันเอาอย่างนิ่มนวล เข้าคุกก็เข้าจนถึงถึงก้นคุก ยังไม่รู้ว่าเจ้าของเข้าคุกติดคุก เห็นไหมกิเลสหลอก มันเก่งขนาดนั้นนะ นี่หมายความว่ากิเลสตัวละเอียดสุดยอด ธรรมจับปุ๊บนี่ขาดสะบั้นเลย สุดยอดนั่นละตัวหลอกเก่ง ๆ เอ้า ยกตัวอย่างก็อย่างที่เคยเล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เราไปอัศจรรย์ตัวเองอยู่เราลืมเมื่อไร ที่ว่า โห จิตของเรานี้ทำไมถึงอัศจรรย์เอานักหนานะ ยืนรำพึงเจ้าของอยู่นี้นะ มันทำไมถึงได้สว่างไสวเอานักหนานะ มองดูจิตนี้สว่างจ้า เวลานั้นสว่างไสวยังไม่แล้ว มันโล่งไปหมดเหมือนหนึ่งว่าเป็นพระอรหันต์น้อย ๆ

แต่ยังไม่สำคัญตนนะว่าเป็นพระอรหันต์ เข้าใจอยู่ว่ามีกิเลส แต่ว่าความอัศจรรย์นี้มันเป็นยังไง ร่างกายของเรานี้เหมือนกับแก้วครอบของตะเกียงเจ้าพายุนะ ดวงใจนี่เหมือนไส้ตะเกียง ใจดวงนี้มันสว่างออก แก้วครอบออกไปหมด เหมือนดูตะเกียงเจ้าพายุ แก้วครอบไส้ตะเกียง ดวงไฟอยู่ในนั้นมันสว่างออกไปหมด นี่ก็เหมือนกัน จิตนี้มันส่องหมด ร่างกายนี้เป็นเหมือนแก้วครอบ มันไม่ได้อยู่นะ มันทะลุไปหมดเลย นั่นละที่เกิดอัศจรรย์ โถ ทำไมจิตเราถึงได้อัศจรรย์ขนาดนี้ มองดูที่ไหนมันเวิ้งว้าง ๆ เวิ้งว้างไปไหนมันเป็นเรื่องอัศจรรย์ทั้งนั้น มายืนรำพึงอยู่ แน่ะ

แล้วพระธรรมท่านกลัวติด อันนี้ก็มาพูดให้ฟังนะ พระธรรมท่านกลัวติดอันนี้ นี่ละเครื่องหลอกของกิเลส นี้คือตัวอวิชชาแท้ ฟังซิน่ะ ตัวที่หลอกให้เราตื่นเต้น ให้เราเพลิดเพลิน ให้เราอัศจรรย์ จนกระทั่งตัวเองออกอุทานว่า โถ จิตของเราทำไมถึงได้สว่างไสวถึงอัศจรรย์เอานักหนานา นี่พระธรรมท่านเตือน พอเป็นอย่างนั้นแล้วพระธรรมท่านขึ้นมาจากใจ นี่ละธรรมเตือน มันจะติดอันนี้นะ ความหมายว่างั้น ขึ้นมาเหมือนคนมาพูดแต่ไม่เป็นเสียงดังนะ หากดังอยู่ภายในจิต รู้เป็นคำ ๆ ขึ้นมาเหมือนเราสอนกันนี้แหละ เรายังไม่ลืมนะ ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ขึ้นอย่างนี้เลย จุดก็คือจุดแห่งความรู้ที่ใสแจ๋ว นี่จุด จุดต่อมเป็นไวพจน์ใช้แทนกันได้ ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ คือตัวนี้แหละตัวภพตัวชาติ ตัวเกิด แก่ เจ็บ ตาย คือตัวนี้ อย่าหลงมัน ความหมายก็ว่าอย่างนั้น แต่เรากลับหลงไปได้เห็นไหมล่ะ เอ๊ จุดที่ไหนต่อมที่ไหนอีก นั่นเห็นไหมล่ะ

นี่ถ้าพ่อแม่ครูอาจารย์ยังอยู่เวลานั้นนะ เราไปกราบเรียนท่าน ท่านก็ใส่ผางเดียว ก็นั่นแหละ จุด มันจะบรรลุขึ้นต่อหน้าท่านก็ได้ว่างั้นเถอะน่ะ พอมันรู้นี้ปัดปุ๊บเดียวเท่านั้นขาดสะบั้นเลย มันก็ผางขึ้นเลย แต่นี้ท่านมรณภาพจากไปเสียแล้ว เราไม่ลืม นั่น เดือน ๓ นะ เราไปเป็นอยู่บนภูเขา เผาศพท่านแล้วก็ขึ้นไปบนหลังวัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านมรณภาพตั้งแต่เดือนพฤศจิกา อันนี้เป็นกุมภาแล้วนี่ ห่างกันมา ๒-๓ เดือนแล้ว เรื่องอุบายนี้จึงขึ้น ถ้าหากว่าท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นไปเล่าถวายท่าน ท่านจะใส่ผางเดียว ก็นั่นแหละ ๆ ขึ้นเลย ทางนี้พอมันรู้ปั๊บมันปัดปุ๊บเดียวขาดสะบั้นไปเลย มันก็ไม่รู้แบกไป

นี่ละที่ว่ายอดของอวิชชา เรื่องความแหลมคมของกิเลสนี้ ทำให้หลงได้ขนาดนี้ สติตอนนั้นไม่ใช่สติธรรมดานะ เรียกว่าหมุนตัวเป็นเกลียวเป็นสติอัตโนมัติ กับมหาสติมหาปัญญาเกี่ยวโยงกันตลอดเวลาแล้ว มันยังหลงได้เห็นไหมล่ะ อวิชชาเก่งขนาดไหน ติดไป แบกจากนี้ไปอีก ๓ เดือนละมั้ง แบกความสว่างไสวที่อัศจรรย์นี่ไป ลงจากวัดดอยฯ แล้วมาอุดรฯ ฟาดเข้าอำเภอผือ อำเภอท่าบ่อก็อยู่ในป่าในเขาโน้น กลับมา ๓ เดือนถึงคืนไปวัดดอยธรรมเจดีย์ จึงไปรู้จุดต่อมอันนั้น

เห็นไหมล่ะ ๓ เดือนเต็ม แบกไปโน้นแล้วกลับมา ขึ้นไปวัดดอยธรรมเจดีย์ พออันนี้ขาดสะบั้นลงไป นี่แหละถึงว่ากิเลสมันแหลมคม พออันนี้ขาดสะบั้นลงไป ความสว่างไสวเหล่านี้มันก็ขาดไปพร้อมกันหมด ความสว่างไสวเป็นหลักธรรมชาติที่เลิศเลอนั้น มันอยู่ใต้ความสว่างไสวอันนี้ อันนี้ปกคลุมเอาไว้ พออันนี้ตกพับอันนี้สว่างไสวยังไง มันก็เลยได้กลับเข้ามาตำหนิกันอย่างถึงใจ โอ้โห ความสว่างไสวนี้มันเหมือนกองขี้ควายเห็นไหมล่ะ แต่ก่อนเราว่ามันอัศจรรย์ขนาดไหน พอความสว่างอันหลังนี้ปรากฏขึ้นหลังจากอันนี้พังลงไปแล้ว ความสว่างธรรมชาตินี้เหนือโลกแล้วนี่ ได้ขึ้นมาแทนที่เท่านั้น แล้วมองดูความสว่างไสว ที่เคยเป็นแต่ก่อนซึ่งทำให้เราได้อัศจรรย์นั้น มันเป็นเหมือนกับกองขี้ควาย

กองขี้ควายมันเลิศไหม แต่ก่อนบอกว่ามันเลิศ ทีนี้กลับมาเป็นกองขี้ควายได้ อันนั้นเลิศขนาดไหน ฟังซิ เป็นอย่างนั้นแหละ จึงว่ากิเลสนี้แหลมคมมากนะ ๆ ขนาดถึงขั้นมหาสติมหาปัญญามันยังหลอกได้ แต่ก็ไม่นาน มันหลอกได้ตรงไหนก็ต้องบอกใช่ไหมล่ะ เวลามันหลอกได้ก็ต้องยอมรับว่าหลอกได้ เวลารู้ก็มหาสติมหาปัญญาตัวหลงนั้นแหละมารู้มัน จึงว่าไม่มีอะไรที่จะเหนือธรรม กิเลสสามแดนโลกธาตุนี้กลัวแต่ธรรม ถ้ามีธรรมมากน้อยเพียงไรจะกำจัดกันได้โดยลำดับลำดา ให้พากันจำเอาลูกหลานทุกคน ๆ ให้ปฏิบัติ วันนี้พูดเรื่องภาวนา ไม่พูดเรื่องอื่น พูดแต่เรื่องภาวนาล้วน ๆ

อ่านธรรมะหลวงตา วันต่อวัน ได้ทางอินเตอร์เน็ต www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก