ที่ตั้งแห่งงานของผู้ต้องการหลุดพ้น
วันที่ 1 สิงหาคม 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมคณะวัดโพธิสมภรณ์และวัดต่าง ๆในเขตจังหวัดอุดรธานี
ณ วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

วันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ [บ่าย]

ที่ตั้งแห่งงานของผู้ต้องการหลุดพ้น

[รวมเวลาแสดงธรรม ๑ ชั่วโมง]

วันนี้เรียกว่าเป็นวันมหามงคลวันหนึ่งในบรรดาพี่น้องชาวจังหวัดอุดรฯเราเรียกว่าทุกอำเภอทั้งพระทั้งฆราวาส ได้ตั้งหน้าตั้งตามากราบคาราวะครูอาจารย์ที่เป็นที่เคารพนับถือมีจำนวนมากวันนี้ มีท่านเจ้าคุณอุดมญาณโมลี ท่านมาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร อันดับต่อไปท่านเจ้าคุณสมาน เปรียญ ๙ ประโยคนั่งถัดกันมานี่ ส่วนสมณศักดิ์ท่านชื่ออะไรเราจำไม่ได้ จำได้แต่มหาสมานนี่องค์นี้ ท่านเป็นเปรียญ ๙ ประโยค นี่ก็ลูกศิษย์กรรมฐานทั้งนั้นแหละ หลังไปนี้ก็ท่านเจ้าคุณอุดรฯ องค์นี้ไม่ทราบตั้งแต่วันเกิดมาท่านเคยดุใครหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ เรายังไม่เคยเห็นท่านดุใครเลยตั้งแต่บวชมาพบกันทีไรมีแต่ยิ้มแย้มแจ่มใส ความดุของท่านรู้สึกไม่มี อย่างอื่นกิเลสอาจจะมีเราก็ไม่ทราบ แต่เรื่องดุนี่ไม่มี ใจดีมากสุภาพอ่อนโยน กิริยามารยาทนิ่มนวลมากท่านเจ้าคุณอุดรฯนั่งอยู่ข้างหลังหลวงตาบัวนี่

วันนี้ท่านก็มาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้พี่น้องทั้งหลายซึ่งถูกต้องกันกับเราเป็นลูกชาวพุทธ ลูกชาวพุทธมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นองค์ศาสดาอันเลิศเลอ หลังจากนั้นมาแล้วก็มีครูมีอาจารย์ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลส่วนมากมักจะเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ นั่นแหละ สอนธรรมด้วยความรู้จริงเห็นจริงเป็นอรหัตบุคคลมาสั่งสอนสัตว์โลกเรื่อยมา ก็ต่อทอดมาเป็นครูเป็นอาจารย์สอนพวกเราทั้งหลายมาจนกระทั่งทุกวันนี้ จึงมีครูมีอาจารย์มีพระเจ้าพระสงฆ์อยู่ทุกทิศทุกทางทั่วประเทศไทยซึ่งเป็นแดนแห่งชาวพุทธของเรา มาจากที่ต่าง ๆ บรรดาพระเจ้าพระสงฆ์เรานี้มาก็มาจากบ้านนั้นบ้านนี้ซึ่งเป็นบ้านที่ให้ความร่มเย็นกับประชาชนญาติโยมผู้นับถือพระพุทธศาสนา

ท่านพาพี่น้องญาติโยมทั้งหลายมา นี่แหละเรื่องพระสงฆ์จึงเป็นเรื่องอย่างใหญ่โตในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ ตลอดทั่วประเทศไทย ไปที่ไหนจึงมีแต่วัดแต่วาเต็มสถานที่ทั่ว ๆ ไปในแดนแห่งเมืองไทยของเรา ก็เพราะถือพระเจ้าพระสงฆ์เป็นหลักใจ เป็นความอบอุ่น เป็นที่ตายใจ จึงต้องมีพระสงฆ์นำหน้า ๆ เป็นขวัญตาขวัญใจในบ้านในเรือนหนึ่ง ๆ ทั่วไปหมด นี่ล่ะเป็นเครื่องหมายแห่งชาวพุทธของเรา วันนี้เช่นนี้ก็เชื้อเชิญหรือบอกกล่าวบรรดาพี่น้องทั้งหลายตลอดพระเจ้าพระสงฆ์ก็มีพระครูบาอาจารย์ท่านประกาศให้ทราบว่าวันนี้จะพากันมาที่วัดป่าบ้านตาดมานมัสการหลวงตาบัว พอได้ฟังอรรถฟังธรรมก็จะถือโอกาสในเวลานั้นได้กราบไหว้บูชาครูบาอาจารย์หลายท่านหลายองค์ที่มาที่นี่ โดยมีท่านเจ้าคุณอุดมเป็นหัวหน้าเป็นประธาน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่พี่น้องทั้งหลาย

วันนี้ก็เป็นโอกาสอันดีทั้งจะได้ทำบุญให้ทานบริจาคเพื่อการช่วยชาติของเราซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความรักชาติของพี่น้องชาวไทยเราจึงมีการบริจาคด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีและมีการสดับตรับฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาองค์เอกชี้แนวทางให้ตรงแน่วต่อบุญต่อกุศลต่อมรรคผลนิพพานอย่างโล่งตลอดมาด้วยสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว แผ้วถางออกหมดอันใดที่จะมากีดมาขวางทางดำเนินเพื่อมรรคผลนิพพานมากีดมาขวางสวากขาตธรรมของพระพุทธเจ้าตัดออกให้หมด ให้เหลือแต่ทางที่โล่งโดยถ่ายเดียวเท่านั้น

นี่เป็นทางเพื่อบุญ เพื่อกุศล เพื่อมรรคผลนิพพานแก่พี่น้องทั้งหลายคือทางแห่ง สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรที่จะให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย เป็นความถูกต้องแม่นยำตลอดมา จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายซึ่งเป็นชาวพุทธตลอดพระเณรเถรหนุ่มประชาชนทั่ว ๆ ไปให้มีจิตใจระลึกรู้ตัวเสมอ ว่าเราเกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นเครื่องหมายของผู้สร้างความดีตามธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วมาได้ยินได้ฟังอรรถธรรมจากครูจากอาจารย์แล้วก็นำไปตักเตือนตนเอง สอนตนเอง พระเราบวชมาอะไรไม่มีความสวยงามถ้าว่าศรีษะก็ปลงทิ้งไปหมด ทั้ง ๆ ที่โลกเขาตกแต่งกันเป็นบ้ากันทั้งโลกไม่ทราบว่าน้ำอบ น้ำหอม น้ำอะไร ๆ พอกลงที่หัว หัวหงอกแล้วก็ยังมาย้อมให้ดำและพอกพูนลงไปเพื่อความสวยความงาม แต่พระเณรเรานี้โกนออกหมด ไม่ยุ่งไม่เหยิงกับการตกแต่งให้สดสวยงดงามทางสังขารร่างกาย แต่ตกแต่งให้สดสวยงามทางด้านศีลด้านธรรม

เราบวชมานี้เรียกว่าตัดขาดกันกับเรื่องความรู้ความเห็นความคิดที่เป็นไปตามโลกตามสงสารตามกิเลสตัณหาเข้าสู่อรรถสู่ธรรมซึ่งเป็นเครื่องตัดกิเลสตัณหาซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อกวนยุ่งเหยิงวุ่นวายให้รับความทุกข์ความเดือดร้อนเข้าสู่วงกาสาวพัสต์ ดัดกายวาจา ใจของตนให้ถูกต้องตามศีลตามธรรม ตามเพศแห่งความเป็นพระของเรา มีความสำรวมระวังตัวอยู่เสมอ นี่เรียกว่าพระที่สวยงาม สวยงามที่สังวรธรรมคือความระมัดระวังมีสติจดจ่อต่อเนื่องกับความเคลื่อนไหวของตน จะเคลื่อนไปทางใดก็ให้มีสติพินิจพิจารณาคอยดัดคอยแปลงสิ่งที่เป็นภัยจะแสดงออกทางกาย วาจา ใจของเราแล้วส่งเสริมสติและความระมัดระวังให้มากขึ้น ศีลของเราจะได้บริสุทธิ์

เมื่อศีลบริสุทธิ์นั้นแหละพระเณรแต่ละองค์ ๆ จะงามที่ศีลบริสุทธิ์ ไม่ได้งามที่ผ้ากาสาวพัสต์และศรีษะ เพศของเราไม่ได้สวยงามยิ่งกว่าศีลกว่าธรรมที่เรารักษาไว้ด้วยดีแล้ว ศีลธรรมที่รักษาไว้ด้วยดีแล้วนี้จะทำความอบอุ่นแก่จิตใจของเรา จะขาดตกบกพร่อง การอยู่ การกิน การใช้ การสอย เพราะเราทำไร่ทำนาหาซื้อหาขายไม่เป็น อาศัยประชาชนญาติโยมเขาเลี้ยงดูตลอดในปัจจัยทั้งสี่ ถึงจะขาดเขินบ้างเราก็ไม่สนใจยิ่งกว่าการระมัดระวังรักษาศีลของเราให้บริสุทธิ์ประจำ เณรก็มีศีล ๑๐ พระอย่างน้อยก็เรียกว่า ๒๗๗ ให้ต่างคนต่างระมัดระวัง นี่คือสมบัติอันล้นค่าของพระของเณรคือศีลของเรา

ในเบื้องต้นเราได้บวชประกาศตนขึ้นแล้วว่าเป็นพระเป็นเณรเต็มตัวแล้ว การปฏิบัติตามหน้าที่ตามเพศของพระของเณรอย่าให้มีการบกพร่อง ขอให้มีความสำรวมระวังเสมอ เพราะความผิดพลาดมันเคยฝังอยู่ภายในใจเราแล้ว แสดงออกมาทางกิริยามารยาทนับแต่คำพูดคำจา กิริยาการกระทำทุกแง่ทุกมุม ส่วนมากจะเป็นเรื่องของกิเลสชักจูงไปให้เสียผู้เสียคนมากน้อยตลอดไป แต่เรามาบวชในพุทธศาสนาแล้วให้พากันสำรวมระวังศีลของเราให้ดี เมื่อศีลเป็นพื้นฐานแล้วก็เรียกว่าเรามีเนื้อนาอันดี ปลูกข้าวหว่านข้าวลงไปก็สดเขียวงดงาม ศีลเป็นปุ๋ยอันดีงามที่จะทำธรรมภายในใจซึ่งเป็นต้นลำแห่งสิ่งเพาะปลูกทั้งหลายให้งอกเงยขึ้นมาเพื่อเป็นผลเป็นประโยชน์แก่ตัวของเรา

จึงพากันบำรุงศีลของเราให้ดี เมื่อศีลดีแล้วไม่มีความระแคะระคายสงสัยตนว่าทำศีลด่างพร้อยขาดทะลุประการใด เราก็มีความอบอุ่น แม้แต่เพียงมีศีลเท่านี้ สวรรค์เปิดทางไว้แล้วสำหรับผู้มีศีลบริบูรณ์ไปโดยไม่ต้องสงสัย นี่ประการสำคัญคือศีลสำหรับพระของเรา จากนั้นเรื่องธรรมคือสิ่งเพาะปลูกภายในสวนของเราคืออวัยวะทุกสัดทุกส่วน เพศของเราเป็นพื้นอันใหญ่โตเต็มสังขารร่างกาย กิริยามารยาทให้ระมัดระวังให้ดี ธรรมของเรารักษาตัวอยู่ภายในจิต ศีลเป็นรั้วกันอันดีงามด้วย เป็นปุ๋ยอันดีงามที่จะสนับสนุนผู้บำเพ็ญธรรมให้มีความสงบร่มเย็นด้วย เมื่อศีลเราก็มีประจำเพศของพระของเราตั้งแต่วันบวชมา

จากนั้นก็บำเพ็ญสมาธิจิตตภาวนาเข้าสู่จิตใจ จะสมชื่อสมนามว่าเราบวชเป็นพระเป็นเณรขึ้นมาเพื่ออบรมจิตใจให้สงบร่มเย็น ต่างจากประชาชนญาติโยมเขาซึ่งไม่ได้เคยอบรมจิตใจให้สงบร่มเย็น นี่แหละเป็นสำคัญที่ตรงนี้ ให้เราอบรมจิตใจให้มีความสงบร่มเย็น การอบรมจิตใจนั้นท่านก็มีแบบมีฉบับไว้เป็นทางเดินเพื่อความสงบต่อจิตใจโดยมีสติเป็นเครื่องควบคุมงานของตน เช่นเราภาวนา การภาวนาต้องมีหลักยึดของใจ ถ้าไม่มีหลักยึดใจเร่ ๆ ร่อน ๆ เผลอสติไปได้แล้วก็แฉลบไปทางกิเลสตัณหาโดยไม่รู้ตัว ทั้ง ๆ ที่เราว่าเราภาวนาอยู่นั้นแหละ

เพราะฉะนั้น จึงต้องให้มีธรรมบทใดก็ได้ตามแต่จริตนิสัยของเราชอบ เช่นพุทโธ ธัมโม สังโฆ ดังกรรมฐาน ๔๐ ห้องนั้นล้วนแล้วแต่เป็นอารมณ์ของจิตใจเราที่จะนำเข้ามาสู่การภาวนาเพื่อความสงบใจได้ตามจริตนิสัยของผู้ชอบธรรมบทนั้น ๆ แล้วนำธรรมบทนั้น ๆ เข้ามาบริกรรมต่อจิตใจของเรา เช่นผู้บริกรรมพุทโธก็ให้พุทโธติดอยู่กับจิตใจแล้วมีสติกำกับใจ อย่าให้เผลอไผลไปไหน ให้อยู่กับคำบริกรรมนี้ เรียกว่าภาวนา ใจของเราที่มีแต่อารมณ์พุ่งอยู่ตลอดเวลาภายในใจ ออกข้างนอกด้วยการผลักดันของกิเลสภายในให้แสดงต่าง ๆ จนถึงกับเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายเพราะความคิดความปรุงย้อนเข้าทำลายตัวเองนั้นก็จะค่อยสงบลง ๆ เพราะเรานำคำบริกรรมซึ่งเป็นความคิดความปรุงเหมือนกิเลสนั้นแหละ แต่เป็นความคิดความปรุงของธรรมเพื่อชำระล้างกิเลสโดยถ่ายเดียวเท่านั้น

ส่วนความคิดความปรุงของกิเลสนั้นเพื่อความเศร้าหมองมืดตื้อเพื่อสร้างฟืนสร้างไฟมาเผาจิตใจของเราให้เกิดความเดือดร้อนมัวหมองตลอดเวลา ให้กำจัดสิ่งนั้น คือระงับความคิดที่เป็นกิเลสทั้งหมดนั้นออกเสีย ให้มีแต่คำบริกรรม มีพุทโธหรือธัมโม ตามแต่จริตนิสัยชอบกับสติควบคุมกันอยู่ในเวลานั้น เฉพาะพระเณรของเราถือเป็นหน้าที่การงานอันสำคัญมากประจำเพศของพระของเณรเรา ควรที่จะระลึกได้ตลอดไป ได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่เหมือนประชาชนญาติโยมเขาเพราะเรามีหน้าที่นี้โดยเฉพาะ แล้วใจของเราเมื่อได้รับการบำรุงรักษาแล้วจะแสดงความแปลกประหลาด ความสงบร่มเย็นเป็นพื้นฐานขึ้นมาในเบื้องต้น

ความคิดด้วยการภาวนานี้เป็นความคิดฝ่ายมรรคซักฟอกกิเลสออกเป็นลำดับลำดา ไม่เหมือนความคิดของกิเลสซึ่งเป็นความคิดที่เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้จิตใจให้เดือดร้อนวุ่นวายไปตลอดเวลาเช่นเดียวกัน เพราะงั้นเวลานั้นจึงต้องระงับดับความคิดของกิเลสเสียให้หมด ไม่ต้องเสียดาย เราคิดมาตั้งแต่ตื่นนอนแล้วจนกระทั่งค่ำ เอาความหลับเป็นการดับเครื่องความคิดของเรา นอนหลับเสียพักหนึ่งเราก็พอสบาย หากว่าไม่ได้นอนหลับมนุษย์เรานี้ตายง่ายมากทีเดียวเพราะความคิดความปรุงนั้นแหละมันเป็นไฟเผามนุษย์ให้ตายได้ เนื่องจากเปิดเครื่องแล้วดับไม่เป็น เปิดเครื่องคือว่าจิตมันคิดปรุงตั้งแต่ตื่นนอน มันก็ติดเครื่องของมันเองแต่เวลาดับเราก็ดับไม่เป็น เอาความหลับมาเป็นเครื่องระงับดับกันในวันหนึ่งคืนหนึ่ง

นี่ล่ะมนุษย์เราพออยู่ได้เพราะมีการหลับนอน ระงับสังขารความคิดยุ่งเหยิงวุ่นวายนั้นลงได้เป็นพัก ๆ ในเวลาหลับ แต่ทางด้านจิตใจนี้ให้ระงับดับความคิดความปรุง เหล่านั้นด้วยบทภาวนา เมื่อเวลาเราภาวนาอยู่โดยสม่ำเสมอด้วยความเอาจริงเอาจังต่อหน้าที่การงานของเรา ใจจะเป็นความสงบเย็นขึ้นมาภายในตัวเอง แล้วเราก็ภาวนาไปเรื่อย ๆ ใจนี้เวลาได้สงบลงไปแล้วจะมีแปลก ๆ ต่าง ๆ กัน บางรายสงบ ส่วนมากจะสงบลงไปด้วยความราบเรียบ ๆ ค่อยสงบลง ๆ จนลงแน่วเงียบหมด ความคิดความปรุงยุ่งเหยิงวุ่นวายตัดออกหมดไม่มีในเวลานั้น แม้ที่สุดคำบริกรรมที่กำลังบริกรรมนั้นก็ระงับตัวไป ทรงไว้แต่ความสงบเย็นอยู่ภายใน นี่ท่านเรียกว่าจิตรวม

ทีนี้เราทำอย่างนี้เรื่อย ๆ จิตของเราสงบรวมลงไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ก็เป็นการสร้างพลังให้ฐานของจิตมีฐานปรากฏขึ้นมาและมั่นคงต่อไปจนกลายเป็นสมาธิได้ จิตสงบหลายครั้งหลายหน สงบแล้วถอนขึ้นมา สงบแล้วถอนขึ้นมาหลายครั้งหลายหนก็เป็นการสร้างพลังหรือสร้างฐานของสมาธิคือความแน่นหนามั่นคงขึ้นมาได้ภายในใจของเรา จากนั้นจิตก็เชื่อมโยงเข้าไปถึงสมาธิคือความแน่นหนามั่นคงประจำใจ แม้เราจะคิดอ่านไตร่ตรองเรื่องหน้าที่การงานอะไรก็ตาม แต่ย้อนกลับมาดูใจที่ตัวผู้รู้นี้จะเป็นฐานที่มั่นคง แน่นหนาอยู่ภายในใจ อันนี้ท่านเรียกว่าจิตเป็นสมาธิในภาคปฏิบัติ

ทีแรกก็สมถะความสงบเป็นครั้งเป็นคราวด้วยจิตรวมลง ๆ ถอนขึ้นมาเสียก่อนนะ ครั้นหลายครั้งหลายหนก็กลายเป็นจิตเป็นสมาธิแน่นหนามั่นคงขึ้นมา พอจิตแน่นหนามั่นคงขึ้นมาแล้ว ทีนี้เรื่องอารมณ์ทั้งหลายภายนอกที่เคยยุ่งกวนจิตใจด้วยความสมัครรักชอบของตัวเองที่ชอบคิดชอบปรุงนั้นจะระงับตัวลงไป จนกระทั่งถึงว่าไม่อยากคิดอยากปรุงอะไรเลย นี่เรียกว่าสมาธิเต็มภูมิ ระงับดับอารมณ์ทั้งหลาย ทางตาก็ไม่อยากดู หูไม่อยากฟัง รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสที่เคยก่อกวนจิตใจด้วยความพอใจในการคิดของตัวเองนั้นก็ระงับลงไป

พอจิตเป็นสมาธิแล้วจิตจะมีแต่ความสงบแน่วอยู่ เป็นความรู้อันเดียว ท่านเรียกว่า เอกัคคตารมณ์ ก็ได้แต่ เอกัคคตารมณ์ เวลาจิตสงบแน่วก็เป็น เอกัคคตาจิต เอกัคคตารมณ์ เวลาถอนขึ้นมาจิตก็เป็นฐานอันมั่นคงอยู่นั่นแล นี่อันหนึ่ง นี่เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ ในบรรดาท่านนักปฏิบัติทั้งหลายขอให้ฟังให้ถึงใจทุก ๆ ท่าน การแสดงทั้งนี้หลวงตาได้แสดงกับพี่น้องทั้งหลายด้วยความแม่นยำในใจด้วยความไม่สงสัย ด้วยความแน่ใจทุกสัดทุกส่วน ตั้งแต่เริ่มสมถธรรม เป็นสมาธิธรรมขึ้นมาเรื่อย ๆ ดังที่ว่านี้แหละ พอจิตเป็นสมาธิเต็มภูมิแล้วเหมือนน้ำเต็มแก้ว จะทำอะไรให้มากยิ่งกว่านั้นไม่ได้ถึงขั้นสมาธิเต็มภูมิเหมือนน้ำเต็มแก้วเรียกว่าพอแล้ว นี่สมาธิถึงขั้นพอ พออย่างนี้แล้วก็อยู่กับความสงบ อยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่อิ่มพอ ไม่เบื่อหน่าย

เพราะฉะนั้น ผู้บำเพ็ญสมาธิจึงติดสมาธิได้ เพราะไม่มีใครมาชี้แจงแสดงออกทางด้านปัญญาเพื่อจะคลี่คลายจิตใจออกสู่ปัญญา พินิจพิจารณาสภาวะธรรมทั้งหลายด้วยปัญญาเพื่อถอดถอนกิเลสแล้วก็ติดอยู่ในนั้นเสีย เพราะเป็นจิตที่มีความสุขพอตัวเพียงขั้นสมาธินั้นก็เอิบอิ่มพอแล้ว สบาย ถ้าไม่มีผู้สอนทางปัญญาแล้วจะไม่สนใจทางด้านปัญญา สุดท้ายก็ตายกันอยู่กับสมาธิได้เพียงแค่นั้นแหละ ธรรมที่เลิศเลอกว่านั้นไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นจึงได้เตือนให้พระลูกพระหลานทราบ เมื่อจิตมีความสงบพอเป็นปากเป็นทางแล้วถึงกาลเวลาที่ควรใช้ปัญญาให้ใช้ปัญญา

ปัญญาใช้กับอะไร งานของเราได้รับมาแล้วตั้งแต่วันบวช อุปัชฌาย์มอบให้แล้วว่าเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจเป็นต้น นี่คืองานของเราผู้บวช งานอันนี้เป็นได้สองอย่าง งานบำเพ็ญในเบื้องต้นอาศัยเกสา โลมานี้มาเป็นคำบริกรรมเพื่อสมถธรรมก็ได้ เมื่อจิตมีความสงบแล้วจนกระทั่งเป็นสมาธิเป็นลำดับลำดา แล้วแยกเอาเกสา โลมานี้ไปเป็นงานเพื่อวิปัสสนาแยกธาตุแยกขันธ์เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ แยกแยะออกตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ดูให้ดีด้วยปัญญา มีสติจดจ่อต่อเนื่อง ส่วนมากผู้ที่ภาวนามีสมาธิเป็นพื้นฐานแล้วสติจะไปได้ดี ทำงานด้วยความราบรื่น

เพราะฉะนั้น เวลาก้าวออกทางด้านปัญญาจึงไปได้เร็ว แยกพิจารณาถึงผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกตามแต่จะถูกกับจริตนิสัยของเราในกรรมฐานใดก็ตาม ในสี่ห้ากรรมฐานไม่ใช่ว่าเราจะต้องพิจารณาอันนี้แล้วไปพิจารณาอันนั้นเป็นสองเป็นสาม อันนั้นเป็นการเรียงลำดับ มันเป็นปริยัติไปเสีย ให้เป็นภาคปฏิบัติต้องลงปัจจุบันถนัดในอาการใดของกรรมฐานห้าจนกระทั่งเข้าถึงสกลกายทั้งหมดภายนอกภายใน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ไต ไส้ พุง พิจารณาอาหารใหม่อาหารเก่า พิจารณาแยกแยะให้ตลอดทั่วถึง ให้จิตเดินกรรมฐานภายในนี้ นี่เรียกว่าก้าวเดินทางด้านปัญญา

พิจารณาถึงเรื่องอสุภะอสุภัง ก็มันเต็มตัวอยู่ทุกคน ไม่ได้มีใครมีมากมีน้อยต่างกัน ทั้งเขาทั้งเราทั้งฆราวาสและพระ มันเป็นกรรมฐานเต็มตัว กรรมฐานเราก็แปลได้แล้วไม่ใช่เหรอ ที่ตั้งแห่งงานของผู้ต้องการความหลุดพ้นจากทุกข์ ตั้งที่ตรงนี้เอง เรียกว่าที่ตั้งแห่งงาน งานคือการพิจารณาคลี่คลายออกไป เมื่อการพิจารณาสิ่งเหล่านี้ไปนาน ๆ จิตใจจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วให้ถอนจากการพิจารณานั้นเข้ามาสู่สมาธิเพื่อสงบอารมณ์ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องปัญญาในแง่ใดเลยให้สนใจต่อความสงบแล้วทำจิตให้สงบแน่วแน่พักอารมณ์ นี่เรียกว่าพักงาน

จิตเมื่อได้พักงานแล้วย่อมมีกำลังวังชาพอควรแก่กำลังวังชาแล้วถอยตัวออกไป พอถอยออกไปแล้วก็ประกอบหน้าที่การงานที่เราเคยประกอบนั้นแหละ เช่น เกสา โลมา ทันตา นขา ทันตา ตโจ ทั่วสรรพางค์ร่างกายแยกแยะดูธาตุดูขันธ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดพันกับสัตว์โลกมานาน เรียกว่าภูเขาภูเรา ภูเขานั่นเขาก็ถือของเขา ถือภูเราก็ถือของเรา ทั้งเขาทั้งเราคละเคล้า ต่างคนต่างยึดต่างถือ ภูเขาภูเราคือสกลกายอันนี้ว่าสดว่าสวยว่างดว่างามว่าจิรังถาวร แต่ป่าช้าติดอยู่ทุกอาการในนั้นมันไม่ได้ดู นี่เพราะไม่ได้พิจารณากรรมฐาน

เมื่อพิจารณากรรมฐานแล้วดูทั้งอสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ป่าช้าผีดิบ ป่าช้าผีตาย จะรอบอยู่ภายในร่างกายของเรานี้หมด เมื่อพิจารณาทางด้านปัญญาแยบคายเข้าเท่าไรมันจะคล่องแคล่วว่องไวขึ้นเห็นกระจ่างแจ้งขึ้นเป็นลำดับ อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นมันจะถอนตัวของมันไปด้วยการรู้แจ้งเห็นจริงเป็นลำดับลำดาไปนั้นแหละ นี่เรียกว่าปัญญา ถึงขั้นปัญญานี้แล้วจะออกกว้างขวางมากมาย ไม่ได้เหมือนสมาธิเหมือนน้ำเต็มแก้วอยู่เพียงแค่นั้น พอก้าวออกทางด้านปัญญานี้จะเบิกกว้างออกไปหมด ทั่วแดนโลกธาตุนี้ปัญญาจะวิ่งซึมซาบไปได้หมด ปลงอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ปล่อยวางได้หมด เพราะรู้ไปหมด เนื่องจากพิจารณาไปหมดด้วยความคล่องแคล่วของสติปัญญา

นี่ล่ะกิเลสทั้งหลายจะค่อยถอนตัวลง อารมณ์ต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของกิเลสผูกพันจิตใจนั้นจะจางลง ๆ เพราะความผูกพันของเรานี้ต่างหากที่สร้างความกังวลและขนทุกข์มาใส่ตัวของเรา เมื่อเราพิจารณาอย่างนี้เรื่อย ๆ สติปัญญาของเราจะแก่กล้าสามารถไปเป็นลำดับลำดาจนมีความคล่องตัว คำว่าคล่องตัวนี้ขอให้เป็นหน้าที่ของท่านผู้พิจารณาด้วยความคล่องตัวแล้วปฏิบัติตัวเองรู้ตัวเอง ไม่จำเป็นจะต้องอธิบายอย่างกว้างขวางมาก เพราะเรื่องปัญญานี้กว้างขวางมาก ใครคาดไม่ได้ทีเดียวเรื่องคาดปัญญา กิเลสจะมีความกว้างขวางขนาดไหนจะไม่พ้นวิสัยของปัญญาที่มีความแกล้วกล้าสามารถนี้ไปได้เลย

ดังที่ท่านแสดงไว้ในปริยัติ เราทั้งหลายที่เรียนมาด้วยกันก็รู้ ปัญญาเกิดได้สามทาง สุตตะมยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการได้ยินได้ฟัง เราได้ยินได้ฟังแล้วก็มาคิดอ่านเป็นปัญญา ปัญญาก็เกิดได้ จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการพิจารณาไตร่ตรองของคนทั่ว ๆ ไปหนึ่ง แล้วภาวนามยปัญญา อันนี้ตีบตันอั้นตู้สำหรับนักปฏิบัติทั้งหลายที่ยังไม่เคยปฏิบัติของจิตตภาวนาให้รู้ทางเดินของภาวนามยปัญญานี้จะงงงันอั้นตู้ไปได้เหมือนกันหมด พูดเข้าก็ไม่พ้นผู้เทศน์ไปได้ อย่างผมเองผมก็เคยติดในขั้นนี้ว่าภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ นี้งงหมด ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย ต่อเมื่อได้ก้าวเดินทางเดินปัญญาด้วยภาคปฏิบัติเข้าไปถึงปัญญาขั้นนี้

พอทีแรกก็ก้าวเดินทางปัญญาดังที่สอนเมื่อสักครู่นี้ไปก่อน พอปัญญาขั้นนี้มีความคล่องแคล่วตัวลงไปโดยลำดับลำดาแล้ว ปัญญาขั้นนี้จะก้าวเดินเอง เมื่อก้าวเดินเองแล้วก็เป็นภาวนามยปัญญา จะเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสสัมพันธ์อะไรก็ตาม ไม่เห็น ไม่รู้ ไม่สัมผัสสัมพันธ์ก็ตาม กิเลสอยู่ที่ใจ ปัญญาอยู่ที่ใจ ระหว่างกิเลสกับปัญญาจะฟัดกันอยู่ภายในใจเป็นสติปัญญาขึ้นมาภายใน ๆ นี่แลท่านเรียกว่าภาวนามยปัญญา มันจะฟัดกันกับกิเลสภายในใจโดยอัตโนมัติ นี่เรียกว่าภาวนามยปัญญา

ภาวนามยปัญญาเมื่อได้ก้าวออกแล้วนี้ความพากเพียรนี้จะเข้มแข็งมากทีเดียว ที่เราว่าเพียร ๆ อุตส่าห์พยายามถูไถถึงขั้นภาวนามยปัญญาแล้วจะไม่มีคำว่าถูไถ นอกจากจะได้รั้งเอาไว้เพราะมันจะเลยเถิด เมื่อถึงขั้นนี้แล้วเป็นปัญญาที่เห็นโทษเห็นภัย ของกิเลสตัณหาอย่างถึงใจเป็นลำดับลำดา และเห็นคุณค่าของปัญญาอย่างถึงใจเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ความเพียรประเภทนี้จึงไม่มีหยุดมียั้ง หมุนตัวเป็นเองไปเลย เรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ นี่ไปเอง เราไม่ต้องบังคับเรื่องความเพียร นอกจากรั้งเอาไว้ เหตุที่จะรั้งเพราะอะไร เพราะการพิจารณาทางด้านปัญญาเพลินไปกับการฆ่ากิเลสในระยะนั้น เหมือนนักมวยเขาต่อยวงในกันนั่นเอง ใครไม่ได้คำนึงถึงความเจ็บแสบปวดร้าวอะไรพวกนักมวย

อันนี้ระหว่างกิเลสกับสติปัญญาขั้นนี้เมื่อได้เข้าคลุกเคล้ากันแล้วก็ไม่มีวันมีคืนมีปีมีเดือน ไม่มีหนาวมีร้อน หมุนตัวอยู่ภายใน กิเลสอยู่ภายใน สติปัญญาก็เป็นอัตโนมัติ แล้วก็หมุนกิเลสอยู่ภายในใจตลอดเวลา นี่เรียกว่าทำงานโดยอัตโนมัติ ตามธรรมดากิเลสเป็นอัตโนมัติของมันมาดั้งเดิม ประจำโลกสงสาร ประจำหัวใจของโลกของสงสาร มีแต่กิเลสทำงานเป็นอัตโนมัติ คิดออกในแง่ใดมุมใดเป็นกิเลสทั้งนั้น ๆ เราก็ไม่ทราบได้ว่ากิเลสทำงานเป็นอัตโนมัติบนหัวใจสัตว์โลก แต่พอมาถึงขั้นเราพิจารณากิเลส แก้ไขถอดถอนกิเลสโดยอัตโนมัติในหัวใจของเราแล้วมันก็ซึมซาบออกไปถึงหัวใจของโลกว่ากิเลสทำงานอัตโนมัติ แต่ไม่มีปัญญาทำงานอัตโนมัติเหมือนเราพิจารณาอยู่เวลานี้เท่านั้นมันก็ทราบได้ชัด

ทีนี้เวลาสติทำงานขั้นนี้แล้วจะไม่มีวันมีคืน การหลับนอนต้องได้บังคับให้นอน ไม่นอนไม่ได้เพลินตัว นี่เรียกว่ามันผาดโผนเกินไป ต้องรั้งให้มีการพักจิตเสียก่อน เมื่อถึงกาลเวลาจิตใจที่พิจารณานั้นเรียกว่าทำงาน เมื่อทำงานก็ต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าให้ย้อนจิตเข้ามาสู่สมาธิเสีย เข้าสู่สมาธิแล้วอย่าไปกังวลกับสติปัญญาที่เคยทำงานมานั้น ให้อยู่เฉพาะความสงบ ความสงบนี้มันก็ไม่อยากอยู่ คือสมาธิที่เราว่าเก่งกล้าสามารถแต่ก่อนจนกระทั่งเราติดนี้ เมื่อก้าวถึงขั้นปัญญาแล้วนั้นจะมาตำหนิเรื่องสมาธิว่านอนตายไม่มีคุณค่าอะไร เมื่อปัญญาได้ก้าวออกเดินเห็นคุณค่าของปัญญาของตัวเองและเห็นโทษของกิเลสอย่างประจักษ์ใจด้วยปัญญาแล้ว จะมาตำหนิสมาธิที่มีความสงบเฉย ๆ ฆ่ากิเลสตัวเดียวก็ไม่ได้ ก็มาเห็นโทษกันตรงนี้

ถึงจะเห็นโทษก็ตามเมื่อถึงขั้นที่เราจะพักงานสมาธิของเรา ให้พักงานคือการพิจารณาทางปัญญานั้นเสีย แล้วย้อนเข้ามาสู่สมาธิ เข้ามาสู่สมาธิบังคับเฉย ๆ มันไม่อยู่นะ ถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี้แล้วจะไม่อยู่ จะผาดโผนโจนทะยานกับงานของตน คือการแก้กิเลสโดยถ่ายเดียว จึงต้องยับยั้ง บางครั้งถึงต้องได้ใช้คำบริกรรม เหมือนเราเรียนก.ไก่ ก.กา ไม่เคยมีสมาธิมาก่อนเลย อย่างนั้นนะ ต้องเอาคำบริกรรมบีบบังคับเอาไว้ คำใดเช่นพุทโธ เป็นต้น บีบไม่ให้มันออกไปหาทางด้านปัญญา ไม่ใช่มันออกไปฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเหมือนแต่ก่อนนะ

พอออกจากสมาธินี้มันจะโดดเข้าถึงการห้ำหั่นกับกิเลสโดยถ่ายเดียว ปัญญาขั้นนี้มันจะเป็นอย่างนั้น มันรุนแรงมาก มีกำลังมาก จึงต้องได้หักเข้ามาสู่สมาธิ ให้บังคับไว้ก่อน เอาคำบริกรรมกำกับเอาไว้ให้แน่นหนามั่นคงจนจิตนี้มีความสงบแน่ว ไม่คิดไม่ปรุงเรื่องปัญญา เรื่องอะไรก็ตาม ให้สงบนั้นจนมีกำลัง ประหนึ่งจะเป็นเหมือนกับถอดเสี้ยนถอดหนามออกจากใจของเรา มีความสะดวกสบายหายห่วงทุกอย่าง เย็นสบาย นี่คือใจได้กำลังจากสมาธิที่พักเรียบร้อยแล้ว พอได้โอกาสสมควรแล้วว่าจิตเรามีกำลังแล้ว ปล่อยเท่านั้นมันจะผึงออกทางด้านปัญญาทันทีเลย

ทีนี้ก็ทำหน้าที่ทางด้านปัญญาพิจารณาแก้ถอดถอนกิเลสเป็นลำดับลำดาไป จนกว่าว่าเกิดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เหมือนที่เคยเป็นมาแล้วเข้าพักสมาธิ เข้าพักสมาธิอย่าให้เลยเถิด นี่คือการปฏิบัติ เรียกว่า อัปปันะกปฏิปทา ในจิตขั้นนี้ปฏิบัติไม่ผิด ถึงขั้นที่ควรจะพักให้พัก ถึงจะไม่ได้การได้งานอะไรก็เหมือนกับเราทำการทำงาน ขุดดิน ฟันไม้ เลื่อยไม้ ไสกบ ต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เราต้องพักงาน พักงานแล้วเราจะรับประทานอาหาร จะสิ้นเปลืองไปเท่าไรก็ตาม แต่มันก็ย้อนมาเป็นกำลังหนุนเราให้ทำงานต่อไปได้อีกนั่นแหละ

อันนี้ก็เหมือนกันจิตหมุนเข้ามาสู่สมาธิ แล้วไม่ได้ถอดถอนกิเลสก็ตามแต่มาสั่งสมกำลังเพื่อเป็นกำลังอันสำคัญต่อปัญญาได้พิจารณาคล่องแคล่วแกล้วกล้าขึ้นอีก ให้พิจารณากันอย่างนี้ นี่อธิบายให้บรรดาพระลูกพระหลานทั้งหลายฟัง ในการปฏิบัติจิตตภาวนาอยากให้เห็นเหตุเห็นผล เห็นอรรถเห็นธรรมดังพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้วสด ๆ ร้อน ๆ นั้นให้มาสด ๆ ร้อน ๆ ที่หัวใจของเราผู้ปฏิบัตินี้สิ ที่เป็นของสำคัญมาก นี่การพิจารณาทางด้านปัญญาโดยสติปัญญาอัตโนมัตินี้กว้างขวางมากทีเดียว หมุนติ้ว ๆ ทั้งวันทั้งคืน ยืน เดิน นั่ง นอน จะไม่มีเวลาพรากจากกันเลย สติไม่ต้องถามว่าเผลอเมื่อไร ไม่มี เรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ

จากนี้แล้วก็ยิ่งมีความแกล้วกล้าสามารถละเอียดลออเข้าไปก็เชื่อมโยงถึงมหาสติมหาปัญญา พอถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาแล้วซึมซาบไปเลย ไม่ได้เป็นเหมือนสติปัญญาอัตโนมัติซึ่งเป็นเหมือนเขาฟักลาบยำลาบปัก ๆ ๆ เป็นบทเป็นบาท นี่คือสติปัญญาขั้นอัตโนมัติ พอก้าวจากนี้เชื่อมโยงกับมหาสติมหาปัญญาแล้วเป็นสติปัญญาซึมซาบไปเลย กิเลสมีมากมีน้อยเท่าไรขาดสะบั้น ๆ ไปภายในจิตใจ มันก็ขาดสะบั้นไปแล้วตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัติธรรมดาแต่ขาดหยาบละเอียดต่างกัน พอถึงขั้นกิเลสละเอียดสติปัญญาก็ก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญาแล้วเป็นการซึมซาบ เผากันแหลกเหลวไปเลย

สุดท้ายก็ฟาด อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ซึ่งตัวละเอียดแหลมคมผ่องใสสุดยอดอยู่ภายในใจของเราให้ขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจ จิตก็ดีดผึงขึ้นมา พ้นจากทุกข์แล้วโดยไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าปรินิพพานนานสักเท่าไร สนฺทิฏฺฐิโก พระองค์ประกาศไว้แล้วตั้งแต่ประทานพระโอวาท มาติดตรงหัวใจของเราแล้วไปทูลถามพระพุทธเจ้าหาอะไร พระพุทธเจ้าคือใครก็ไม่ต้องทูลถาม ก็คือจิตที่หลุดพ้นแล้วนี้แล จิตของท่านผู้ใดก็ตามที่หลุดพ้นไปแล้วเทียบกันได้เหมือนกับแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลลงสู่มหาสมุทร ไหลมาใกล้เข้ามา ไหลลงสู่มหาสมุทร

ตอนที่ยังไหลอยู่นั้นยังเรียกแม่น้ำสายนั้นสายนี้ได้อยู่ แต่พอก้าวไหลเข้าไปสู่มหาสมุทรเต็มตัวแล้วกลายเป็นน้ำมหาสมุทรเหมือนกันไปหมด ไม่เรียกว่าแม่น้ำสายนั้นสายนี้ ฉันใดก็เหมือนกัน จิตของผู้บำเพ็ญเริ่มต้นแต่จิตมีความสงบเป็นสมาธิ เป็นปัญญา เป็นวิปัสสนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสังหารกิเลสอวิชชาขาดสะบั้นลงจากใจแล้วนั้นแลเรียกว่าแม่น้ำสายนี้ได้ถึงจุดหมายปลายทาง แม่น้ำสายของเรานี้แหละ สายใจของเราที่กำลังดำเนินไปถึงวิมุตติหลุดพ้นผางขึ้นมาในเวลานั้นแล้ว ไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า เพราะเป็นมหาวิมุตติ มหานิพพาน เป็นธรรมธาตุด้วยกันเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับแม่น้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทร เป็นแม่น้ำมหาสมุทรอันเดียวกันหมดจึงไม่มีการถามกัน

บรรดาท่านผู้สิ้นกิเลสทั้งหลายจะไม่ทูลถามกัน ถามพระพุทธเจ้า และถามกันก็ไม่มี เพราะเป็นเครื่องประกาศยันตัวด้วย สนฺทิฏฺฐิโก วาระสุดท้ายประกาศป้างขึ้นมา โลกธาตุนี้ขาดสะบั้นไปหมด จิตนี้สว่างจ้าครอบโลกธาตุ ฟังสิพี่น้องทั้งหลายและบรรดาพระเณรเรานี้สำคัญมาก ผู้ที่อาจเอื้อมจะเอาได้ก็คือผู้นี้แล ผู้มีหน้าที่ทำงานการจิตตภาวนาโดยไม่มีภาระผูกพันใด ๆ เลย มีตั้งแต่หน้าที่การภาวนาโดยถ่ายเดียวเป็นผู้จะตักตวงเอามรรคผลนิพพานได ตั้งแต่ขั้นสมถวิปัสสนาขึ้นไปอยู่กับหน้าที่ของพระผู้ตั้งอกตั้งใจเพื่อมรรคผลนิพพานซึ่งเบิกกว้างไว้เรียบร้อยแล้วด้วยสวากขาตธรรม พิจารณาตามนี้จิตจะก้าวขึ้น ๆ จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้นแล้วไม่ต้องถามกัน

นี่ธรรมของพระพุทธเจ้าคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพานสด ๆ ร้อน ๆ ไม่มีกาลนั้นสถานนี้ มีตั้งแต่ความเบิกกว้างเอาไว้ด้วยสวากขาตธรรม นี่ล่ะให้พากันจำ ถ้าเราอยากชมมรรคผลนิพพาน เวลานี้มีแต่กิเลสมันโจมตีมรรคผลนิพพานนะ ไม่ได้ทำ ภาวนานั่งสักหนึ่งนาทีมันก็ไม่ได้ทำ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ สักหนึ่งนาทีสองนาทีมันก็ไม่ระลึกนะ แต่ครั้นแล้วมันก็อวดเก่งยิ่งกว่าจอมปราชญ์คือศาสดาองค์เอกด้วยกันทั้งนั้นแหละ ขึ้นชื่อว่ากิเลสนี้พองตัว ต่อสู้กับพระพุทธเจ้า ต่อสู้กับธรรม เรียกว่าเป็นข้าศึกของธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์คือกิเลส

มันไม่ได้สนใจกับการกุศลอะไรแหละแต่มันอวดดิบอวดดีมาให้คะแนน มาตัดคะแนนผู้บำเพ็ญคุณงามความดี มันหาว่าทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี พรหมโลกไม่มี นิพพานไม่มี ทั้ง ๆ ที่มันตาบอดอยู่นั้นแหละมันก็อวดได้ คนตาบอดชอบอวดดิบอวดดี ชอบโม้ชอบคุย ไม่มีใครเกินคนตาบอด หัวใจที่บอดมันก็เป็นแบบเดียวกัน มันอวดดีต่อศีลต่อธรรม อวดดีต่อพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ มันอวดดีทั้งนั้น มันอวดดีต่อบาปต่อบุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน มันลบหมด สิ่งเหล่านี้ไม่มีมันว่าอย่างนั้น

นี่กิเลสตัวนี้ตัวที่มันมัดหัวเราให้มาตายกองกันอยู่เวลานี้คือกิเลสตัวไหน ถ้าไม่ใช่ตัวที่มันลบล้างบาป บุญ นรก สวรรค์ นิพพานไม่มี ตัวนี้เองตัวมันลบ นี่แหละให้ทราบเสียว่านี้คือตัวกิเลส ตัวเป็นภัยแก่หัวใจของเราด้วย เป็นภัยแก่ผู้อื่นผู้ใดเมื่อได้ยินได้ฟัง จากเราด้วย เมื่อเชื่อกันไปมันก็เป็นมหาภัยเผาเราลงนรก นรกใครไปบันยะบันยังไว้ที่ไหน พระพุทธเจ้าตรัสรู้องค์ไหน นี่เป็นหลักธรรมชาติ นรกมีมากี่กัปกี่กัลป์ นรกกี่หลุม ท่านก็แสดงไว้ตามความรู้แจ้งของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ สวรรค์มีกี่ชั้นจนกระทั่งพรหมโลกและนิพพาน แยกไปหาพวกเปรต พวกผี สัตว์ประเภทต่าง ๆ เต็มท้องฟ้ามหาสมุทร ในน้ำ บนบกมีหมดจิตตวิญญาณของสัตว์ที่เสาะแสวงหาความเกิดและได้เสวยทุกข์อยู่ตามกำเนิดของตนในที่นั้น ๆ เต็มท้องฟ้ามหาสมุทร

นี้ล้วนแล้วตั้งแต่พวกที่ตาบอดอวดธรรม เหยียบธรรมพระพุทธเจ้า มันถึงได้ไปเป็นอย่างนี้ ตกนรกก็ไม่ใช่ใคร พวกตาบอดอวดดีนี้แหละไปตกนรก แล้วไปเป็นเปรตเป็นผี สัตว์ประเภทต่าง ๆ ก็พวกที่อวดดีตาบอด ๆ นี้แหละ มันก็อวดว่าทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป มันก็สร้างแต่บาปเผาแต่ตัวเอง เวลาตายไปเป็นเปรตเป็นผีแล้วบาปมีหรือไม่มีก็มันเสวยเอง ใครไม่ถามมันก็รู้ตัวของมันเอง แล้วลงนรกเผาไหม้ขนาดไหน นรกมีความเดือดร้อนขนาดไหน ตั้งกัปตั้งกัลป์เผามาตลอดจนกว่าจะสิ้นกรรม มีหรือไม่มีมันก็เสวยตัวของมันเอง โผล่ขึ้นมาอีกกิเลสก็หลอกอีก ปิดหมดที่เคยตกนรกหมกไหม้มากี่กัปกี่กัลป์ ปิดทางเดินไม่ให้เห็นร่องรอยมาเลย โผล่ขึ้นมานี้ก็ว่านรกไม่มี บาปไม่มี บุญไม่มี เอาอีกสร้างอีก ลงอีก นี่พวกตาบอดชอบอวดดีแล้วชอบเผาตัวเองตลอดเวลา

ส่วนพวกตาดีคือพวกเชื่อศีลเชื่อธรรม เชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นจะเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ คือมีความสะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรมต่อสิ่งไม่ดีทั้งหลาย มีความกระหยิ่มยิ้มย่องต่อการสร้างคุณงามความดี แล้วค่อยขยับตัวไปทางดีเรื่อย เพราะพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ไม่ได้สอนสัตว์โลกลากสัตว์โลกให้จมลงในนรก เหมือนกิเลส หลอกลวงลากสัตว์โลกจมลงในนรกนะ ท่านลากออกจากกองทุกข์ทั้งหลายขึ้นโดยลำดับลำดาจนกระทั่งถึงนิพพาน มีแต่พระพุทธเจ้าทั้งนั้นมาสอนสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ กิเลสตัวใดมันจะอวดดิบอวดดีมาจากไหน ไม่เคยเห็นมาฉุดลากสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์เลยไม่มี แม้ตัวเดียวก็ไม่มี ปู่ย่าตายายมันมีมากขนาดไหน มีตั้งแต่สกุลต้มตุ๋นหลอกลวงสัตว์โลกทั้งนั้น

เราก็เป็นลูกตถาคต เราก็มีปู่ย่าตายายมีโคตรมีแซ่ทำไมจึงปล่อยให้กิเลสมันยกโคตรยกแซ่มาเหยียบย่ำทำลายโคตรแซ่ของพุทธศาสนาของเราเอานักหนา โดยไม่ลืมหูลืมตา ยกมาเหยียบหัวเราด้วย ไม่ลืมหูลืมตา มีอย่างหรือพวกเราชาวพุทธ ให้พากันพิจารณาบ้างนะ กิเลสหลอกลวงมาขนาดไหนทำไมจึงไม่ตื่นกันบ้าง พระพุทธเจ้าโฆษณาสั่งสอนสัตว์โลกด้วยความเมตตาสงสาร ฉุดลากให้พ้นจากนรกมาประจำแล้วทำไมจึงไม่ฟังเสียงพระพุทธเจ้า ให้ไปสอนตัวเอง ให้ตั้งปัญหาถามตัวเอง ไม่อย่างนั้นมันจะจมนะ

เราที่เก่ง ๆ นั้นแหละ เวลามันจนตรอกจนมุมมันไม่เห็นเก่ง เห็นไหมนักโทษเขาติดอยู่ในเรือนจำตัวลือนาม ๆ อยู่ในนั้นหมดนั่นแหละ ว่ามันเก่ง ๆ ไม่มีใครจับได้ มันสนุกทำอะไรทำตามความชอบใจ อวดเบ่งเสียด้วยนะพวกโจรมารใหญ่ ๆ อวดเบ่งเสียด้วย เจ้าอำนาจเป็นอำนาจเหนือฟ้า ไปที่ไหนประชาชนหมอบ เวลามันแผลงฤทธิ์ได้อยู่พอเจ้าหน้าที่เขาจับยัดเข้าใส่คุกแล้วมันไปแผลงฤทธิ์กับใครล่ะ เห็นไหมล่ะ ความจนตรอกก็คือมันเอง ความแผลงฤทธิ์ก็คือมันเองนอกเรือนจำ พอเข้าเรือนจำมันแผลงฤทธิ์ได้ไหมล่ะ อันนี้เราก็แผลงฤทธิ์แต่เวลาที่ยังไม่ไปตกนรก

พอลงนรกแล้วใครจะไปแผลงฤทธิ์ในนรกได้ เราไม่เคยเห็นสัตว์นรกตัวใดออกมาแผลงฤทธิ์ต่อสู้กับพระพุทธเจ้า ต่อสู้กับธรรมทั้งหลาย ฟาดนรกทั้งหลายแตกกระจัดกระจายไม่มีอะไรเหลือเลยด้วยความแผลงฤทธิ์ของสัตว์นรกตัวนี้ไม่เคยมี มีตั้งแต่จมไปด้วยกัน เผาอยู่กี่กัปกี่กัลป์ก็เป็นสัตว์นรกประเภทที่แผลงฤทธิ์แต่ก่อนนั้นแหละ พอลงไปถึงนรกแล้วมันไม่เห็นมีฤทธิ์มีเดช จมไปเหมือนนักโทษในเรือนจำที่มันแผลงฤทธิ์อยู่นอกเรือนจำแต่ก่อน พอถูกเขาจับได้เท่านั้นแหละไปอยู่ในเรือนจำแล้วเป็นยังไง ท่านทั้งหลายเคยเห็นไหมนักโทษแผลงฤทธิ์

ยกตัวอย่างย่อ ๆ ว่าเช่นเมืองอุดรฯนี้แตกหมด เมืองอุดรฯที่อยู่นอกเรือนจำแตกหมด นักโทษตัวนั้นมาแผลงฤทธิ์ฟาดแตกหมด หมู หมา เป็ด ไก่มันไล่ยำขนาบไม่มีอะไรเหลือเลย อย่าว่าแต่คนในเมืองอุดรฯ พระ เณร เถร ชีนี้มันไล่แตกกระเจิดกระเจิงไปหมด หมดเลย หมู หมา เป็ด ไก่ ในวัดในวามีเท่าไรมันกวาดต้อนออกหมด ไล่แตกกระจัดกระจายไปหมด มีตัวไหนพิจารณาสิพิจารณาให้ดี มันมีอำนาจตรงนี้มีไหม เราไม่เคยเห็น เรือนจำในอุดรฯเราก็มีแล้วมีนักโทษคนไหน มันไปอาละวาดเมืองอุดรฯได้รับความเดือดร้อนจากนักโทษที่ไปโจมตี ทั้ง ๆ ที่มันติดคุกอยู่ มันไปอาละวาดคนนอกคุก เมืองอุดรฯเราเดือดร้อนวุ่นวายเคยมีที่ไหน ไม่เห็นมี เพราะอะไร เพราะมันหมดฤทธิ์

เจ้าของนั้นแหละเวลาแรกที่เขาจับไม่ได้ก็ว่ามีฤทธาศักดานุภาพมากไม่มีใครสู้ แต่พอเขาจับได้แล้วก็ไม่มีใครที่จะอาภัพที่สุดก็คือนักโทษเหล่านี้ ไม่มีใครนับถือ สังคมก็ไม่ยอมรับ หมาขี้เรื้อนเขายังสงสารนะ โยนข้าวให้กิน แต่นักโทษเขาไม่สงสารเขาไม่โยนให้กิน เราไปเห็นหมูเห็นหมาเป็ดไก่ตามถนนหนทางเราเมตตาสงสาร แต่เห็นนักโทษแล้วขยะแขยง นี่มันเห็นแต่มีอย่างนั้นนะ เวลามันติดคุกติดตะรางลงไปแล้ว เวลาเราลงในนรกแล้วใครจะไปเมตตาเรา เราเป็นผู้สังหารเราเอง ไปจมในนรก มีคนเอาข้าวไปส่งเราอย่างนี้ไม่มี นักโทษนี้ยังมีอยู่บ้างนะ ยังมีข้าวไปส่งไปอะไรบ้าง บางครั้งบางคราวยังมีอันนี้ไม่ปฏิเสธ แต่แดนนรกไม่เคยมี

สัตว์นรกได้รับอาหารเป็นพิเศษจากญาติจากวงศ์ของตัวเอง ไปตกนรกแล้วยังไปได้รับอาหารการกินเหลือเฟือมากยิ่งกว่าสัตว์นรกทั้งหลายอีก แล้วมากยิ่งกว่าแดนมนุษย์ที่ว่าอาหารสมบูรณ์พูนผลนี้ยังสู้สัตว์นรกคนนั้นที่เขาอาศัยญาติวงศ์ของเขาไปส่งไม่ได้นะ คนนี้อาหารเขายิ่งเหลือเฟือฟุ่มเฟือย อาหารแดนสวรรค์ยังสู้ไม่ได้นะ ยังสู้แดนนรกไม่ได้ พอที่จะชวนกันไปตกนรกอีกมีไหม ในเมืองไทยเรานี่แดนชาวพุทธ นี่ละเป็นยังไงพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้จริงขนาดไหน อย่างที่ว่าเราเคยเห็นมีไหม พวกสัตว์นรกตกลงไปแล้วมีพวกญาติพวกวงศ์ทั้งหลายเอาอาหารหวานคาวที่ละเอียดลออมีแต่ของดี ๆ ทั้งนั้นไปบำรุงบำเรอสัตว์นรกจนพองตัว กลับย้อนมาตีมนุษย์ที่ไม่ตกนรกให้แตกกระจัดกระจายไปหมด สู้เขาไม่ได้นี้มีไหม ไม่เคยเห็นมีเลย แล้วเรายังจะกล้าหาญทำความชั่วช้าลามกลงแดนนรกอีกเหมือนสัตว์ตัวนั้นอยู่เหรอ ถ้าให้เป็นเหมือนสัตว์ตัวนั้น ถ้ามีสองตัวแล้วหมดโลกอันนี้นะ แตกกระจัดกระจายไปหมดไม่มีใครเหลือ ให้จำนะ ฟังเสียงพระพุทธเจ้า เบิกกว้างไว้แล้วด้วยบาปด้วยบุญนรกสวรรค์ มีทุกสิ่งทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แล้ว ไม่มีอะไรเคลื่อนที่เรียกว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว

ถ้าผิดพลาดจะเรียกว่าตรัสไว้ชอบได้ยังไง ไม่มีผิดพลาดก็คือองค์ศาสดาทุกพระองค์เป็นแบบเดียวกัน ให้ผิดพลาดมีแต่กิเลสทั้งนั้น ไม่ว่าลูกเต้าหลานเหลนปู่ย่าตายายของกิเลส มีแต่สกุลแห่งความต้มตุ๋นหลอกลวงโลกให้ผิดพลาด เกิดมาชาตินี้ก็ผิดพลาดแล้วนะ ผิดพลาดยังไง เกิดมาแล้วเขาทำบุญให้ทานก็ไม่ทำกับเขา เขาไปรักษาศีลก็ไม่ทำ เจริญเมตตาภาวนาเพียงห้านาที เสียงร้องแอ้ ๆ เหมือนจูงหมาใส่ฝน มันไม่อยากภาวนามันขี้เกียจ มันเห็นแต่อย่างนั้น

อย่าประมาท เวลานี้เป็นเวลาที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นทางสามแพร่งสี่แพร่งไปแดนไหนก็ได้ ไปทางนรกสร้างกรรมมาก ๆ ไปแดนสวรรค์ทำบุญให้ทานมาก ๆ เป็นกัลยานุปุถุชนก็ให้ทำความสงบเย็นใจ อย่าก่อกวนบรรดาญาติมิตรทั้งหลายเพื่อนฝูงทั้งหลาย ไปทางไหนแยกไหนได้ทั้งนั้นมนุษย์เรา เปลี่ยนชั่วเป็นดีก็ได้ เปลี่ยนดีเป็นชั่วก็ได้อยู่กับมนุษย์ ทีนี้ใครได้เคยทำความชั่วช้าลามกมามากน้อยเพียงไร ถ้ารู้ตัวแล้วให้รีบแก้ไข ไม่แก้ไขแล้วจะผูกมัดตัวเราให้หนักยิ่งกว่านี้ แล้วใครไปตามส่งข้าวล่ะ ไปติดต่อญาติวงศ์ไว้เสียก่อนเหรอ ก่อนที่จะไปตกนรกนี้ไปบอกแม่อีหนูพ่ออีหนูส่งอาหารให้ฉันด้วยนะ ฉันจะไปตกนรกลูกนั้นลูกนี้ แล้วเอาอาหารไปมาก ๆ นะ ถ้ามีน้ำพริกแล้วก็มีอะไรจิ้มหวานเอาไปให้ฉันบ้างนะ มันเคยมีที่ไหน

จะมาอวดดีอยู่เหรอเวลามีชีวิตอยู่ ตั้งแต่อยู่มนุษย์นี้ก็บางทีไม่มีน้ำพริกกินแม่อีหนูกับพ่ออีหนูทะเลาะกันยังมี แล้วจะไปว่าในแดนนรกพิจารณาสิ แล้วยังจะไปหวังกินน้ำพริกแดนนรกหวาน ๆ อยู่เหรอ ตั้งแต่อยู่ในครัวเรือนพ่ออีหนูกับแม่อีหนูยังทะเลาะกัน มากินข้าวไม่เห็นมีน้ำพริกว่ะ ก็แกไม่ไปหา นี่คนหนึ่งเถียงกันแล้ว เพียงเท่านี้ก็ยังได้เถียงกัน แล้วเมืองนรกจะเป็นยังไง หลวงตานี่สงสารพี่น้องทั้งหลาย การเทศนาว่าการนี้สอนด้วยความเมตตาล้วน ๆ เราไม่ได้สงสัยในเรื่องธรรมทั้งหลายที่กล่าวมาแล้วนี้ เรียกว่าผิดไป พระพุทธเจ้าสอนผิดไป เราปฏิบัติรู้ผิดไปก็ไม่เคยปรากฏ มีแต่หมอบราบ ๆ พิจารณาตรงไหน ๆ พอรู้ตรงไหนเห็นตรงไหนมีพระพุทธเจ้าสอนไว้แล้วทั้งนั้นแล้วจะไปอวดดีได้ยังไง ก็ยอมรับ ๆ จนกระทั่งพุ่งถึงขีด

พุ่งถึงขีดคืออะไร หายสงสัยทุกอย่างในสามแดนโลกธาตุนี้ บอกชัด ๆ โดยไม่ต้องมีใครมาบอกก็ได้ สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศขึ้นมาเอง เราเกิดตายกองกันมานี้กับโลกกับสงสารมากี่กัปกี่กัลป์ แม้แต่ซากเราซากเดียวนี้เอาเมืองไทยมาวางไว้ เอาซากเราคนเดียวนี้มาวางนี้ก็ไม่มีที่จะวาง มันมากต่อมากเพราะมันเกิดมันตายมา เกิดในภพใดชาติใดไม่ให้เปื่อยให้เน่า เอามากองกันไว้ สุดท้ายเมืองไทยเราไม่มีที่วาง ศพของเราคนเดียวนี้แหละ ทีนี้สัตว์โลกทั้งหลายเป็นยังไง เขาก็มีแบบเดียวกันแล้วจนไม่มีที่วาง เอ้าเป็นยังไงก็ตาม ตายกองกันมานี้กี่กัลป์ บัดนี้ได้ประกาศกังวานมาแล้วภายในจิตใจของเราหลังจากกิเลสสิ้นซากลงไปแล้ว

นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว บัดนี้ความเกิดอีกของเราไม่มีแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา พระพุทธเจ้าสอนใคร ท่านประกาศกังวานกับเบญจวัคคีย์ทั้งห้า เบญจวัคคีย์ทั้งห้าก็คือใคร ก็คือพวกสดับตรับฟังเพื่อความพ้นทุกข์เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ นี่เอง เมื่อฟังแล้วธรรมก็เข้าหัวใจได้สนิท ปฏิบัติตามอรรถตามธรรมจะไปไหนถ้าไม่เป็นธรรม ต้องเป็นธรรม ศาสดาสอนใคร สอนโลกทั่วโลก เราก็เป็นลูกศิษย์ของศาสดาคนหนึ่งควรที่จะรับส่วนแบ่งจากพระพุทธเจ้าไม่มากก็ขอให้เป็นคนมีคุณงามความดีประจำตน ตายแล้วไปสวรรค์ชั้นใดก็ยังดีนะ ดีกว่าที่จะไปจมลงนรก

เราได้สอนพี่น้องทั้งหลายเราไม่ได้สงสัย ท่านประกาศบ้าง ๆ แล้วเราก็ยอมรับ แต่เวลามาปฏิบัติมันปรากฏขึ้นภายในจิตใจตามปฏิปทาที่ทรงสอนไว้แล้ว เจอตรงไหนก็เจอไปตามสายทางที่สอนไว้แล้วด้วยความชอบธรรมแล้วจะผิดไปไหน เมื่อเจออย่างจัง ๆ แล้วก็หมอบราบ ขึ้นเลยว่า นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว บัดนี้ความเกิดอีกของเราจะไม่มีแล้ว ใครจะว่าเราโอ้อวดก็เราพูดตามหลักความจริง พระพุทธเจ้าสอนเพื่อรู้เพื่อจริงอย่างนี้ไม่ได้สอนเพื่องมงาย สอนเพื่อให้รู้ให้เห็นอย่างนี้แล้ว เมื่อปฏิบัติตามธรรมพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าสวากขาตธรรมแล้วไปรู้ไปเห็นอย่างนี้แล้วจะไปค้านพระพุทธเจ้าที่ตรงไหน หาที่ค้านไม่ได้ เมื่อเจ้าของค้านตัวเองไม่ได้แล้วหาที่ค้านไม่ได้

สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศก้องขึ้นมาวาระสุดท้ายทุกพระองค์ของพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย เป็นอันว่าสิ้นเรื่องการเกิดการตายที่แบกหามกองทุกข์ทั้งหลายในภพชาติน้อยใหญ่มากี่กัลป์ฟาดขาดสะบั้นลงไปแล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่บรมสุข บรมสุขคืออะไร มันก็อยู่ที่หัวใจ ที่มันเป็นบรมสุขไม่ได้ก็คือกิเลสนั้นเหยียบย่ำทำลายตลอดเวลา พอกิเลสตัวสร้างทุกข์ให้สัตว์โลกพังลงไปเท่านั้นบรมสุขไม่ต้องถาม นั่นคือหลักธรรมชาติของธรรมที่บริสุทธิ์ จิตที่บริสุทธิ์แล้วเต็มเม็ดเต็มหน่วย อยู่ที่ไหนไม่ต้องคำนึงอดีตอนาคตไม่มี อดีตที่ผ่านมาแล้วเป็นชาตินั้นชาตินี้แล้วอนาคตเราจะไปเกิดเป็นอะไร แบกทุกข์อะไรอีกไม่มี ปัจจุบันก็ไม่มี ปัจจุบัน อดีต อนาคตเป็นสมมุติทั้งนั้น ธรรมชาตินั้นไม่ใช่สมมุติจะเข้ากันไม่ได้เลย

นี่ละให้พระลูกพระหลานทั้งหลายฟังนะการปฏิบัติธรรม อย่าทำเหลาะแหละ ๆ บวชมาแล้วตื่นบ้านตื่นเมือง ตื่นโลกตื่นสงสารไปนะ เวลานี้ศาสนาของเรากำลังเหลวไหลมากนะ ท่านทั้งหลายให้ฟัง นี่ละเสียมากนะพระเณรบวชเข้ามาแล้วแทนที่จะปฏิบัติหน้าที่การงานให้สมบูรณ์พูนผลตามเพศของตนกลับไปสร้างแต่ความชั่วช้าลามก หลงโลกหลงสงสารไป มันไม่เกิดประโยชน์อะไรนะ ให้พากันตั้งหน้าตั้งตา ธรรมประกาศอยู่กับโลกมานานเท่าไรแล้ว ประกาศในหัวใจให้มันกังวานขึ้นด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติหลุดพ้นบ้างมันจะไม่เป็นของดีเหรอ

กิเลสตัณหา ความโลภ ความโกรธ ความหลง โลกอันนี้เต็มไปด้วยกิเลสตัณหาเหล่านี้แหละ ใครเลิศใครเลอเอามาแข่งธรรมพระพุทธเจ้าบ้างสิ ไม่เห็นมีที่ไหน ผู้ที่บริสุทธิ์นั้นประกาศป้างขึ้นมาตั้งแต่วาระแรกพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว นั่นแหละผู้ที่บรมสุขแท้คือผู้นั้นเอง สาวกทั้งหลายก็คือผู้นั้นเองผู้บริสุทธิ์ ให้พากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัตินะ อยู่เฉย ๆ วันหนึ่ง ๆ ไม่ได้นะ ตื่นโลกตื่นสงสาร เวลานี้เรื่องของโลกของสงสารมันคืบคลานเข้ามา ก็เรื่องของกิเลสนั้นแหละ มันจะมาทุกแบบทุกฉบับนั่นแหละ ให้พากันระมัดระวังให้มากนะ

เห็นอะไรมาคว้ามับ ๆ เหมือนลิงไม่ได้นะ เราไม่ใช่ลิง เราเป็นพระเป็นเณรให้ดูเพศของตัวเอง อะไรควรแก่พระแก่เณร ควรแก่เราเราเป็นพระหรือไม่ควร ให้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าทำสับสนปนเป เห็นเขาทำอะไรก็อยากสะดวกสบายทำไปแบบเขา มันก็เลยเลวกว่าเขาเพราะเราเป็นพระไปทำแบบฆราวาสเลวกว่าฆราวาสล่ะสิ ให้พากันจำ

เทศน์ไปเทศน์มาก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า พวกประชาชนญาติโยมทั้งหลายก็ให้ฟังกันตามนี้นะ วันนี้ท่านเทศน์สอนพระอบรมพระ เราก็ยิ่งเป็นพ่อเป็นแม่ของพระไม่ฟังเอาไปฆ่าเสียหมด พวกอยู่ในศาลาวัดป่าบ้านตาดมีแต่พ่อแม่ของพระทั้งนั้น ลูกฟังพ่อแม่มันไม่ฟังเอาไปฆ่าทิ้งเสียให้หมด มันหนักศาลาหลังนี้ ถ้าไม่อยากให้หนักศาลาหลังนี้ให้พากันประพฤติปฏิบัตินะ เอาล่ะการแสดงธรรมก็เห็นสมควร ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาท่านทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก