ยังเป็นบ้ายศอยู่หรือเวลานี้
วันที่ 18 ตุลาคม 2546 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

ยังเป็นบ้ายศอยู่หรือเวลานี้

 

         วันนี้สายหน่อย เพราะหลวงตาหิวข้าวมาหลายวัน วันนี้ฟัดใหญ่เลย จนนาฬิกาจะบ่ายโมงยังไม่ยอมถอยเลย มันเคียดแค้น วันนี้เอาใหญ่เลย จะบ่ายโมงยังไม่ถอย (ลูกศิษย์เขาเห็นหลวงตาฉันอย่างนี้เขาก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนกันครับ) อันนี้เรื่องขันธ์ ดูเอาซิ เรื่องขันธ์อย่างนี้ละ เวลามันฉันได้มันก็เป็นของมัน เวลาฉันไม่ได้มันถอยๆ มองดูแล้วถอยใหญ่ มีเป็นขั้นๆ ของขันธ์ เรียกว่าขันธ์ ถ้าเป็นขันธ์ล้วนๆ เจ้าของก็ไม่มีปัญหาอะไร มีแต่ขันธ์เป็นของมัน ถ้าไม่ล้วนๆ แล้ว ฉันไม่ได้ก็เสียใจ ฉันได้ดีใจ นั่นมันเข้าถึงใจๆ ขันธ์ล้วนๆ มันก็แสดงของมันอย่างนั้นให้เห็นชัดเจน ฉันได้หรือไม่ได้ ธาตุขันธ์ดูดดื่มยังไงๆ มันจะรู้ภายใน เครื่องมือดีๆ จับติดๆ เครื่องมือไม่ดีก็หลุดลุ่ยๆ นี่ละขันธ์เวลามันดีเป็นอย่างนั้น

         วันนี้แปลกเราได้สังเกตตัวเอง ตอนค่ำๆ มันรู้สึกเพลีย แต่ไม่แน่ใจนักว่าเพลียนี่อาจจะขึ้นกับการนวดเส้น คือนวดเส้นนี่นวดอย่างหนักเลยนะ ทีนี้นวดอย่างหนักมันก็ทำให้เพลียๆ เพราะฉะนั้นตอนค่ำๆ นี่จึงรู้สึกว่าเพลีย เอ๊ ยังไงกัน มันก็ต่อเนื่องมาจากนวดเส้นนั่นแหละ คือตอนเช้ามันน่าจะเพลีย กลับแข็งแรงนะตอนเช้า เดินจงกรมนี้เป็นชั่วโมงกว่า สองชั่วโมงเดินได้ตอนเช้าๆ นะ เราเดินจงกรมทุกวันใครรู้เมื่อไร ตี ๓ ลงแล้วไปแล้ว ตี ๓ หรือ ๓ ครึ่งอยู่ในย่านนี้ นอกจากธาตุมันผิดปรกติ บางทีตี ๑ ก็มี ตี ๒ ก็มี แล้วแต่ธาตุขันธ์มันขัดข้องหรือไม่ขัดข้อง แต่ทราบได้ชัดว่าตอนเช้ามันแข็งแรงกว่ากัน เดินจงกรมไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เดินกึ๊กๆ เดินยืดเส้นยืดสายทุกอย่าง มีอยู่ในนั้นหมดพูดไม่ถูก

อย่างที่บิณฑบาตนี้ หลวงตาบิณฑบาตได้สะดวกสบาย เพราะตามปรกติหลวงตาไม่ใช่คนขี้เกียจตอนบิณฑบาต การบิณฑบาตนี้เป็นตลอดเลยไม่มีขี้เกียจ ทีนี้เวลาโรคนี้มันกำเริบรุนแรงจนกระทั่งถึงขนาดบิณฑบาตไม่ได้ นี่ก็เลยงด แล้วก็มาทบทวนดูที่งดบิณฑบาตแต่เข้าทางจงกรม ผลได้ต่างกันอย่างไรบ้าง เราเทียบตลอดนะ อย่างไม่บิณฑบาตไม่ใช่ขี้เกียจ เทียบผลมันต่างกัน เข้าทางจงกรมกับบิณฑบาต ผลทางนี้ได้มากกว่า ผลทางนั้นดีไม่ดีซวนเซล้มก็ได้ ใส่บาตรก็ถ่ายบาตร ก้มเงยๆ เพราะมันเคยเป็นแล้วนี่ ก้มเงยๆ สักเดี๋ยววิงเวียนๆ มันบอกอยู่แล้วตั้งแต่เพลียๆ ที่บิณฑบาตอยู่นู้น เราจึงไม่ไปเพราะเหตุนี้เอง ทีนี้เวลาหมู่เพื่อนบิณฑบาตทางโน้น เราก็เข้าทางนี้ บิณฑบาตธรรมในใจนี้ เป็นประจำๆ รู้สึกว่าได้ผลดี จะพิจารณาอะไรๆ เรื่องภายในภายนอกมันสะดวกตลอด ได้ผลดี อันนั้นมีแต่ชุลมุนกับคน แล้วคนนั้นก็ใส่คนนี้ก็รุม เลยยุ่งแต่กับคนไม่ได้เรื่องอะไร เข้าใจไหมล่ะ อันนั้นได้แต่เรื่องธรรมล้วนๆ เราจึงแยกไปทางนี้ เข้าใจนะ

ที่เราไม่บิณฑบาตไม่ใช่เราขี้เกียจ ไปได้ แต่อย่างว่านั่นแหละ ชุลมุนวุ่นวาย วิงเวียน ผลที่จะได้ทางด้านธรรมะธัมโมไม่มี มีแต่เรื่องผลเสียของธาตุ ดีไม่ดีล้มก็ได้ นั่น ไปบิณฑบาตมันไม่ดี พิจารณาอะไรนี้ละเอียดลออ บางทียืนคำนึงพินิจพิจารณานี้ละเอียด พูดเปิดฟังให้ชัดเจน มันโล่งไปหมดโลกธาตุนี้ ว่างั้นเลยนะ พิจารณาอะไร อะไรมันจะมาขัดข้อง ก็มีแต่กิเลสเท่านั้นมาขวางๆ มีน้อยขวางน้อย มีมากขวางมาก เปิดออกหมดแล้วไม่มี สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ พระพุทธเจ้าเป็นมาเต็มพระทัยแล้วจึงมาสอนโมฆราช มาณพ ดูก่อนโมฆราช เธอจงมีสติทุกเมื่อ ฟังซิน่ะ สทา สโต จงมีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เห็นเป็นของสูญเปล่า ว่างเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิ นี่ที่มันกีดขวาง ว่าเราว่าเขา เป็นต้นเสียได้ แล้วจะพึงข้ามพ้นพญามัจจุราชไปได้ พญามัจจุราชคือความตายจะมองไม่เห็น ผู้พิจารณาโลกเป็นของว่างเปล่า คือจิตว่างเปล่านี้พญามัจจุราชตามไม่ทัน ตามไม่เห็น

ยกตัวอย่างอย่างพระโคธิกะที่ท่านฆ่าตัวตายแล้วพิจารณาในนั้น เลยสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นในเวลานั้นเลย แล้วนิพพานไปพร้อมเลยในเวลานั้นแหละ พญามารมาคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะ หาที่ไหนก็ไม่เจอ พระพุทธเจ้าเลยตวาดเอาเสียบ้าง เธอ ถ้าพูดภาษาอย่างหลวงตาบัวนะ ว่าพญามัจจุราชนั้นน่ะ ให้หมดทั้งโคตรเธอมาค้นจิตวิญญาณของพระโคธิกะลูกของเราตถาคต เธอไม่มีวันเจอ เพราะลูกของเราตถาคตนี้นิพพานแล้ว พ้นจากสมมุติ พญามารอยู่ในวงสมมุติ ฟังเสียงว่า มันตลบอบอวลฟ้าดินมืดไปหมดเลย พญามารแสดงฤทธิ์ค้นหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะ ท่านนิพพานแล้ว ผ่านจากสมมุติไปหมดแล้ว มันก็ค้นอยู่ในสมมุติ เข้าใจไหม ก็เป็นอย่างนั้นแหละ

ทีนี้เวลาจิตผ่านไปหมด อะไรไม่มีแล้วเรื่องสมมุติแม้นิดหนึ่ง เม็ดหินเม็ดทรายมันไม่มี มันก็โล่งหมดละซี พูดให้มันตรงเป็นอย่างนี้ จะอะไรมาขัดข้อง ไม่ขัดข้องทั้งนั้นละ ธรรมกับจิตเป็นอันเดียวกันแล้วพิจารณาอะไรมันก็โล่งไปหมด เหมือนนกบินบนอากาศ ไม่มีอะไรมาติดมาข้อง โล่งไปหมด นี่ท่านว่าอวกาศของจิตของธรรม อวกาศของโลกอันหนึ่ง อวกาศของจิตของธรรมประการหนึ่ง อวกาศของโลก พ้นจากอากาศนี้แล้วก็เป็นอวกาศไป อวกาศของธรรมของจิตก็คือพ้นจากสมมุติโดยประการทั้งปวงแล้วผ่าน ทีนี้โล่งอันนั้นไม่เหมือนโล่งอันนี้ซิ ใครได้เจอแล้วไม่กราบพระพุทธเจ้าอย่างราบนี้ไม่มี บอกไม่มีเลย ความอัศจรรย์อันนี้มันเข้าถึงกันทันทีเลย กราบอย่างราบ เห็นองค์พระพุทธเจ้า ไม่เห็นองค์ก็ตาม ก็คือนี้เองเป็นศาสดา นั่น

อย่างที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ไม่เห็นธรรมนี้จับชายจีวรอยู่ก็ไม่เห็น มันต่างกันอย่างนี้นะ ตถาคตไม่ใช่รูปร่างกลางตัว ที่ปรินิพพานเช่นเมืองอินเดียนั้น เป็นพระสรีระรูปร่างที่เกิดตายเหมือนกันทั่วๆ ไปกับโลกสมมุติ แต่ตถาคตที่แท้จริง คือ อมตมหานิพพาน หรือธรรมธาตุ อันนั้นละศาสดาแท้ เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายอย่าห่างเหินจากธรรมจากวินัย ให้เธอติดแนบกับธรรมกับวินัย นี้คือก้าวเดินตามตถาคต ตามธรรมของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าทรงผ่านพ้นไปแล้วจากทางสายนี้ ให้จับนี้ให้ติด คำสอนที่สอนไว้แล้วนี้ นี้แลคือศาสดาของเธอทั้งหลาย ไม่ใช่ที่ปรินิพพานแล้วเป็นศาสดา ที่จะมารื้อท่านทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์

ศาสดาองค์นี้แล องค์ธรรมองค์วินัยนี้แลจะรื้อให้พ้นจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นจึงให้เป็นผู้เคารพในธรรมในวินัย สอนพระนะ ให้จิตติดแนบอยู่นี้ เท่ากับติดแนบอยู่กับศาสดาตลอดทางก้าวเดิน ติดแนบ ตามเสด็จไปเรื่อยๆ พุ่งถึงเลย ถ้าปลีกจากนี้แล้วไม่มีหวัง ใครจะเก่งขนาดไหนก็เก่งเถอะไม่มีหวังทั้งนั้นแหละ ถ้าลงข้ามคำสอนพระพุทธเจ้าไปแล้ว เพราะคำสอนนี้คำสอนเพื่อความพ้นทุกข์ คือเหินขึ้นๆ ถูกโดยลำดับๆ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เราจะไปบ้านตาด นี่ทางสายนี้ไปบ้านตาด เดินตามนี้ไปก้าวหนึ่งสองก้าว ใกล้เข้าไปๆ ถึงเลย ถ้าหลีกจากนี้แล้วไปจนฝ่าเท้าขาดก็ไม่มีทางที่จะพบหมู่บ้านที่มุ่งหมายจะไป

เพราะฉะนั้นท่านจึงสอน เรื่องหลักธรรมหลักวินัยสำคัญมาก อยู่ในนี้หมดเลย สอนเข้ามาๆ ก็มาถึงตรงนี้ไม่ไปที่ไหนแหละ ท่านจึงสอนให้เคารพธรรมเคารพวินัย ไม่ให้ข้ามเกิน ก็เรียกว่าตามเสด็จตลอดแล้วก็ถึง ธรรมนั้นแล กฎบังคับตัวเองนั้นแล ท่านเรียกว่าศาสดาอยู่ตรงนั้น ให้เคารพในนั้น ปฏิบัติตัวตามนั้น อย่าไปเห็นว่าใกล้ว่าไกล อันนั้นเป็นเรื่องสมมุติ จะหลอกเราออกนอกลู่นอกทาง เช่นว่าพระพุทธเจ้านิพพานนานแล้ว กิเลสมันสวมรอยเข้ามาแล้ว ว่าพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว นานแล้ว ธรรมะมรรคผลนิพพานเรียวแหลม นั่นเห็นไหมล่ะ เรียวแหลม ต่อไปก็ว่ามรรคผลนิพพานหมด เห็นไหมกิเลส ความจริงมรรคผลนิพพานไม่ใช่ความเรียวแหลม ไม่ใช่กาลสถานที่เวล่ำเวลา มรรคผลนิพพานคือมรรคผลนิพพาน บาปคือบาป บุญคือบุญ อยู่กับการกระทำของเรา ธรรมชาตินี้รองรับทั้งสองอย่าง ถ้าทำผิด ความผิดก็ขึ้นกับเรา ความถูก ถูกกับเรา ศาสดาสอนลงที่จุดนี้ เมื่อเดินตามนี้แล้วก็พ้น เข้าใจเหรอล่ะ

นั่นละจิตพระโมฆราช พระพุทธเจ้าสอนให้ทำจิตให้เห็นโลกเป็นของสูญเปล่า ว่างเปล่า เมื่อจิตว่างเมื่อไร โลกก็ว่าง ถ้าจิตยังไม่ว่างโลกก็ยังไม่ว่าง ไปอยู่บนอากาศก็ยังไม่ว่าง ถ้าจิตว่างเสียอย่างเดียวอยู่ที่ไหนว่างหมด ท่านจึงเรียกว่า สุญฺญโต โลกํ โลกเป็นของสูญเปล่าภายในจิต ไม่มีอะไรมาผ่านเลย ภูเขาทั้งลูกก็ทะลุไปเลย ไม่มี ไม่มีอะไรแหลมคมยิ่งกว่าธรรมกว่าจิต ท่านจึงสอน

เราจึงอยากให้ชาวพุทธเราเน้นหนักทางภาวนา มันจะมีรายใดรายหนึ่งที่แสดงขึ้นมา ถึงไม่มีก็ตาม ผลแห่งการภาวนานี้มีอานิสงส์มาก อันนี้เป็นพื้นฐานรับรองไว้เลยผลแห่งการภาวนา จะไม่รู้อะไรก็ตาม ขณะที่เราบังคับจิตเข้าสู่คำภาวนานั้นละ เริ่มมีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่แล้ว ถึงจะยังไม่รู้อะไร ก็รู้ระหว่างสติกับจิตจับกันอยู่นี้ นี่อานิสงส์จะเกิดขึ้นจุดนี้นะ ยิ่งรู้นั้นรู้นี้เป็นผลขึ้นมาให้เห็นชัดเจนๆ อย่างนี้ชัดมากทีเดียวเรื่องพุทธศาสนา มาชัดมากที่จิตนะ อย่างอื่นก็มาวนเวียนอยู่ในนั้นละ ไม่มีที่ลง เหมือนน้ำที่ไหลไม่มีแอ่งเก็บน้ำ มันก็ไหลป้วนเปี้ยนๆ พอมีแอ่งเก็บน้ำก็ไหลพุ่งลงนั้นเลย ทำนบใหญ่

อันนี้บรรดาคุณงามความดีของเราที่สร้างทั้งหลายมา ไม่สูญหายไปไหน ก็ป้วนเปี้ยนๆ อยู่นั้นละ พอจิตเป็นภาชนะใหญ่เหมือนกับทำนบ ตั้งภาวนาลงไปแล้วมันจะลงที่นี่ๆ เห็นเท่าไรก็ยิ่งไหลลงที่นี่มาก บุญกุศลทั้งหลายจะมารวมอยู่นั้นจุดนั้นหมดเลย เหมือนแม่น้ำที่ไหลมาจากสายต่างๆ ลงในทำนบใหญ่หมด เห็นชัดอยู่ที่นั่น บุญกุศลทั้งหลายก็มารวมลงที่จิตตภาวนา เพราะฉะนั้นจึงสอนให้รู้เรื่องบุญเจ้าของ ประจักษ์ๆ ในเจ้าของนั่นละ เรื่องภาวนาสำคัญมากนะ อัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย ใครคิดใครคาดไว้เมื่อไร แต่เวลารู้ขึ้นมาแล้ว รู้แบบเราไม่เคยคาดเคยคิด แต่ยอมรับ ไม่เคยคาดเคยคิดไม่เคยเห็นก็ตาม เวลาเห็นแล้วยอมรับทันทีๆ หมอบราบๆ นั่นต่างกันนะ ไม่สนใจว่าจะเอาใครมาเป็นสักขีพยาน ไม่มี แม่นยำๆ เลย นี่ละท่านว่า สนฺทิฏฺฐิโก คือผู้ปฏิบัติจะรู้จะเห็นจากการปฏิบัติของตน มากน้อยจะรู้ที่นั่นๆ โดยไม่หาสักขีพยานที่ไหนมายืนยันกันละ ไม่ต้อง

เวลานี้ทางเมืองนอกเขาก็กำลังสนใจภาวนากัน เพราะไม่มีใครสอนเขา เราก็เห็นใจเหมือนกัน พระเราก็สอนเขาไม่ได้ ไม่ว่าท่านว่าเราสอนเขาไม่ได้ ก็เพราะสอนตนไม่ได้นั่นเอง สอนตนได้มากน้อยมันก็มีที่จะหยิบยื่นให้กันได้ มีมากเท่าไรก็โกยให้เลยๆ ถ้าไม่มีจะเอาอะไรให้ การภาวนามันก็ไม่สนใจ แล้วจะเอาอะไรมาเป็นอรรถเป็นธรรม พอเป็นที่อบอุ่นตัวเองและสอนคนอื่นให้ได้รับความอบอุ่นไปตาม ไม่มี ถ้ามีการภาวนาแล้ว เพศของพระนี้เป็นเพศที่หนึ่งเลย เป็นเพศภาวนา ไม่ใช่เพศที่เพลิดเพลินรื่นเริงบันเทิงแบบโลกแบบสงสาร อันนี้เป็นเรื่องของโลกล้วนๆ ครอบหัวพระอยู่เวลานี้ ไม่มีใครสนใจ

พระก็พระเถอะน่ะ ทั้งพระเขาพระเรา พูดกลางๆ อย่างนี้แหละ เวลานี้ธรรมแทรกหัวใจพระไม่ได้ เพราะใจพระมีตั้งแต่กิเลสท่วมท้นด้วยความโลภ ด้วยความโกรธ ด้วยราคะตัณหา ด้วยความทะเยอทะยาน ด้วยความดีดความดิ้น หลงลาภหลงยศ เหล่านี้เป็นตั้งแต่เรื่องกิเลสทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องธรรม เมื่อเอาแต่กิเลสล้วนๆ เข้ามากลบธรรมแล้ว ธรรมจะแสดงขึ้นได้ที่ไหน ก็มีแต่กิเลสแสดง มองเห็นกันมีแต่เรื่องกิเลส พูดออกมาเป็นเรื่องกิเลส เพราะมันสั่งสมกิเลสไว้ในหัวใจตลอดเวลา ไม่เคยสนใจกับอรรถกับธรรมพอที่จะสั่งสมธรรม ได้มาแล้วมาพูดสู่กันฟังบ้าง อันนี้แยกกันออก

นักปฏิบัติผู้ท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ ไม่ได้เหมือนอย่างว่านี่นะ อย่างว่านี่เข้าเก้าอี้ไหนโต๊ะไหนนั่งชุมนุมกัน มีแต่เรื่องโลกเรื่องสงสารเต็มหัวโล้นพระนั่นแหละ ทุกวันนี้แหละ เอ้า พูดจริงๆ มันน่าอายไหมพระเรา ขนาดหัวโล้นๆ ผ้าเหลืองๆ อาศัยชาวบ้านเขากิน มายิ่งใหญ่ เอากิเลสเข้ามาเหยียบหัวพระพุทธเจ้าต่อหน้าต่อตา ผ้าเหลืองที่พระพุทธเจ้าประทานให้มีอย่างเหรอ ควรมาสนใจในอรรถในธรรม จึงสมชื่อว่าเป็นนักบวช นี้มีแต่มาสนใจกับโลกล้วนๆ นอกจากนั้นแล้วก่อกวน อำนาจของกิเลสทั้งนั้นแหละก่อกวน ธรรมท่านไม่ก่อกวน พระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลาย ท่านก่อกวนที่ไหน เคยเห็นไหม ในตำรับตำราไม่มีว่าพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย จะไปเที่ยวทะเลาะเบาะแว้ง ก่อกวนนั้นนี้ให้ยุ่งเหยิงวุ่นวายทั้งศาสนาและประชาชนอย่างนี้ไม่มี

แต่เวลานี้ทำไมมันถึงออกหน้าออกตาเรื่องก่อกวน ศาสนาก่อกวนพวกพระด้วยกันให้ยุ่งเหยิงวุ่นวาย แล้วก็ส่ายแส่ไปถึงศรัทธาญาติโยมให้เกิดความอิดหนาระอาใจ เดี๋ยวนี้มีแต่พระปัจจุบันนี้เต็มบ้านเต็มเมือง เต็มเขาเต็มเรา มีอยู่ทุกแห่งทุกหนนั่นแหละ มันน่าสลดสังเวชไหมพระหัวโล้นๆ นี่น่ะ ให้พิจารณาตนบ้างซิทุกคนๆ อายธรรมพระพุทธเจ้าบ้าง พระพุทธเจ้าทั้งองค์เลิศเลอ กิเลสเลิศเลออะไรเรื่องกิเลส ถึงไปดีดดิ้นกับมันเอานักหนา ใหญ่โตก็มีแต่ใหญ่โตไปตามกิเลสทั้งนั้น ไม่ได้ใหญ่โตด้วยอรรถด้วยธรรม ยศก็เป็นยศกิเลสเสีย ยศส้วมยศถานเข้ามาพอกพูนหัวไปเสีย ว่าดินเหนียวก็มีแต่ดินเหนียวพวกส้วมพวกถานไปโปะหัวอยู่เวลานี้ มีของดิบของดีที่ไหน คือธรรมไม่มี

ถ้ามีธรรมอยู่ หาอะไรหายศ อะไรจะใหญ่ยิ่งกว่ายศของธรรมไม่มีในโลกนี้ ถ้าว่ายศก็ดี อำนาจก็ดีอยู่ในจิต บังคับกิเลสไว้ ตัวไหนดีดขึ้นมาไม่ได้เลย พอจะมาก่อกวนให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายเพราะกิเลสตัวนั้นๆ เพราะฟาดหัวกันลงไปตลอดด้วยความพากเพียรของเราในนามของพระที่บวชมาแล้วมุ่งอรรถมุ่งธรรม ไม่ได้บวชมาเพื่อมุ่งโลกมุ่งสงสาร กอบโกยแต่ส้วมแต่ถานอันเป็นเรื่องกิเลสเข้าสู่ตัวเองและสังคมทั่วๆ ไป กลายเป็นสังคมส้วมถานไปหมดเวลานี้ พูดกันมีแต่เรื่องกิเลสตัณหา ไม่มีอรรถมีธรรมภายในจิตใจเลย ฟังไม่ได้นะพระเราทุกวันนี้ เลอะเทอะมากพระ ดูเขาดูเราดูให้เสมอกัน มันน่าอายประชาชนเขาไหม ไปกินข้าวกับเขาทุกวันๆ แล้วสร้างตั้งแต่ส้วมแต่ถานโปะหัวตัวเอง โปะหัวประชาชน มันน่าอายไหมพระนี่ ยังเป็นบ้ายศอยู่หรือเวลานี้

แต่งอันนั้นตั้งอันนี้ขึ้นมา ตั้งขึ้นมาข้อไหนเทียบกับหลักศาสนาที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว มันเข้ากันไม่ได้ มีแต่เรื่องกาฝากๆ จะทำลายตับปอดหัวใจประชาชนและพระเณร ตัวสำคัญๆ นั้นมันไม่มีอะไรดี ศาสนธรรมพระพุทธเจ้าบกพร่องที่ตรงไหน คำว่า สฺวากฺขาโต วินัยก็ละเอียดลออขนาดไหน มีแต่สิ่งที่จะกั้นกางหวงห้ามโทษกรรม ไม่ให้ไปทำ ไม่ให้ฝ่าฝืนทั้งนั้น แต่เราเป็นนักฝ่าฝืน เราเลวขนาดไหน ธรรมวินัยไม่มีติดตัว หัวโล้นๆ นี้เลย มันเป็นยังไงเวลานี้น่ะ ผ้าเหลืองก็อย่างนั้นละ ผ้าเหลืองไม่มีตั้งแต่นี้นะ ผ้าที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้ตามหลักพระวินัยก็มี  สีกรัก สีแก่นขนุน ก็มีอยู่ในธรรมในวินัย อ่านไปเห็นด้วยกันทุกคนนักอ่านน่ะ แล้วทำไมมันไม่ดีหรือนี่ ยังฟาดสั่งผ้าเหลืองเมืองนอกเมืองไหนเข้ามาประดับประดาตกแต่งให้สวยให้งาม

สวยงามอะไรคลังกิเลส เอาอะไรมาสวยงาม เอาอะไรมาตกแต่งมาประดับประดาส้วมถานที่จิตใจมันลามกพอแล้ว เอาอะไรมาตกแต่งมันก็เป็นส้วมเป็นถานด้วยกันหมดนั่นแหละไม่มีอะไรเกิดประโยชน์ อย่าหาอุตริพระหัวโล้นๆ เรา สั่งมาจากไหนผ้านั่น ผ้าพระพุทธเจ้าท่านให้สั่งที่ไหน มีไหมในคัมภีร์ในวินัย ให้ไปสั่งเมืองนั้นเมืองนี้มา ซื้อมาโก้ๆ เก๋ๆ เลื่อมแผล็บๆ ให้เขาดูข้างนอก อัฐิมันเลื่อมหรือไม่เลื่อม ลืมตาใส่มันดูซิ เป็นยังไงเขาเห็นว่ามันวิเศษไหมล่ะ นี่ก็เหมือนกัน ซื้อมา เอาโคตรมันไปซื้อมาอวดโลกอวดสงสาร ทั้งโคตรมันก็ไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีใครยินดีแหละพระประเภทนี้น่ะ

โหย หาอุตริไปทุกวันๆ นะ สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนหาอุตริเข้ามา กวนศาสนา กวนพระกวนเณรด้วยกัน กวนบ้านกวนเมืองไม่มีใครเกินพวกนี้ มันดื้อมันคึกมันคะนอง หาแต่ความคะนองเต็มหัวใจอยู่ตลอดเวลา กิริยาที่แสดงออกมาเป็นอรรถเป็นธรรม บาปบุญคุณโทษ ผิดถูกชั่วดี อาบัติอาจีอะไรไม่มีในหัวใจคนที่สกปรกเต็มที่แล้วเวลานี้ มีแต่ผ้าเหลืองห่อตัวเท่านั้นละ มันน่าอายไหม

ศาสนานี้ผู้ดีก็มีผู้ชั่วก็มี มันเห็นกันอยู่นี่ แล้วจะมาอวดกันทำไม เมืองไทยไม่ใช่เมืองคนตาบอดพระตาบอดด้วยกันหมดนี่ ตัวตาบอดคือตัวมันไม่ลืมหูลืมตา พูดอย่างไรมันไม่ฟังเสียง นั่นละตัวมันตาบอดที่สุดคือตัวนี้ นี่ละมันน่าทุเรศสงสาร ทุเรศเอาจริงๆ นะ ไม่ยอมฟังเสียงเอาเลย  มันดื้อดึงฝ่าฝืนธรรมพระพุทธเจ้าต่อหน้าต่อตาทั้ง ๆ ที่ธรรมวินัยมีอยู่ มันก็ไปหาตั้งข้อนั้นตั้งข้อนี้เข้ามาอวดพระพุทธเจ้า  อวดหาอะไร  ตั้งแต่ธรรมวินัยที่สอนไว้แล้ว มันไม่เห็นสนใจมาปฏิบัติ  มันจะไปอุตริเอาโลกวิเศษมาจากไหนจากส้วมจากถาน มาตั้งเป็นข้อบัญญัติกดขี่ข่มเหง บีบบังคับผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้เกิดความเดือดร้อนขุ่นมัวไปตามกัน  เกิดความกระทบกระเทือนไปตามกัน เป็นประโยชน์อะไรพิจารณาซิ มันน่าทุเรศนะ

เรียนมาด้วยกันรู้มาด้วยกันเห็นมาด้วยกัน มาหลอกกันทำไม ถ้าเป็นคนตาบอด เอาคนตาดีมาหลอกก็ได้ จูงลงเหวลงบ่อก็ได้ คนตาดีมีอยู่เต็มโลก เมืองไทยไม่ใช่เมืองคนตาบอดนะ เมืองพุทธไม่มีแต่คนตาบอดพระตาบอดนะ พระตาดียังมี อย่ามาอวดพระตาดีคนตาดีนะ มันน่าทุเรศเอาเหลือเกิน แหมพิลึกจริง ๆ เวลานี้ยิ่งร้ายแรงเข้าไปทุกวัน ๆ หาเรื่องนั้นมาหาเรื่องนี้มา มาก่อมากวนศาสนา ทั้งๆ ที่ศาสนธรรมพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้โดยถูกต้องแม่นยำ มันไม่สนใจปฏิบัตินั่นซิ ผู้ท่านสนใจปฏิบัติท่านมีเรื่องอะไร ท่านไม่ได้มี มีแต่ความสงบร่มเย็นทั้งนั้น ก้าวเข้าไปหากันพูดแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรม ไปภาวนาอยู่ในป่าในเขา ออกมาคุยกันมีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมภายในจิตใจ ที่บำเพ็ญตามทางของศาสดา ได้ธรรมมาพูดสู่กันฟังเพราะได้รู้ได้เห็นตามธรรมที่ท่านสอนไว้

         อันนี้มันไม่ได้สนใจ กอบโกยตั้งแต่กิเลส เอาแต่กิเลสมาโปะบ้านโปะเมือง อวดเขาว่าเป็นของดิบของดี ขี้ก็รู้ว่าขี้จะเอาไปไว้บนจรวดดาวเทียม มันก็กองขี้อยู่บนจรวดดาวเทียม คนหยาบลามกจกเปรตนี้มันจะยกตนขนาดไหน มันก็คือส้วมคือถานมันจะวิเศษวิโสมาจากไหน มีแต่คนผู้ดีทั้งหลายเขาอิดหนาระอาใจเท่านั้นแหละ จะให้เขาเห็นดีไปตามมันไม่มี อย่าพากันอุตริอย่าพากันอวด ให้ตั้งใจดูธรรมดูวินัยในหัวใจเจ้าของ เรียนมาแล้วเรียนมาเพื่อปฏิบัติ อย่าเรียนมาแล้วทิ้งไว้เข้าส้วมเข้าถาน เจ้าตัวก็ยกตนขึ้นจรวดดาวเทียม ก็คือมุดลงถานนั่นเองไม่รู้ตัว ให้รู้เสียบ้างนะ อย่ากำเริบเสิบสานจนเกินเหตุเกินผล

เวลานี้ศาสนา ชาวบ้านชาวเมืองผู้ดิบผู้ดีเกิดความเดือดร้อนมาก จากเปรตจากผีที่กำลังหาก่อกวนอยู่นี้ อวดดิบอวดดีอวดว่าชื่อว่าเสียงอะไรต่าง ๆ นานา อยากให้เขามองดูหน้าครู่หนึ่งก็เอา นี่ฟังซิน่ะ มันเลอะเทอะขนาดไหน หยาบอย่างพูดไม่รู้จักอายเลยนะ พวกนี้ไม่รู้อาย หน้าด้านที่สุด ไม่ยอมฟังเสียงใครคือพวกนี้แหละ พวกเปรตพวกผีผ้าเหลือง ๆ หัวโล้นๆ พวกเราๆ ท่านๆ นี่แหละ อย่างที่พูดอยู่นี้ หลวงตาบัวก็หัวโล้นผ้าเหลืองเหมือนกัน เอ้า ผิดที่ไหนเอาว่ามาเลย เราจะยอมรับทันทีเลย แต่ผิดไม่ยอมรับอย่าเอามาเข้าสังคมพระ มันเหม็นคลุ้งไปหมดนะสังคมพระ เวลานี้มีแต่ส้วมแต่ถานอยู่ในสังคมพระเรา แหลกไปหมดนะเวลานี้ โอ๊ย พูดแล้วน่าทุเรศนะ

         ธรรมวินัยมีอยู่ ถ้าว่าขาดตกบกพร่องพอที่จะคว้านั้นคว้านี้หยิบผิดบ้างถูกบ้างมาปฏิบัติก็เป็นอย่างหนึ่ง นี่ธรรมวินัยมีอยู่มันไม่ดู แต่เรื่องที่ไม่ดีทั้งหลายมันไปกว้านเอามา ๆ โปะบ้านโปะเมืองโปะชาติโปะศาสนาให้แหลกเหลวตาม ๆ กันหมด กลายเป็นถานขี้ไปหมดในเมืองไทย ทั้งพระทั้งเณรทั้งฆราวาส กลายเป็นส้วมเป็นถานไปตาม ๆ กันหมด เป็นยังไงดีไหม กับความรู้ความเห็นของพวกอุตริทุกวันนี้น่ะ พิจารณาซิ โอ๋ย น่าทุเรศจริง ๆ นะ

         ให้พากันปฏิบัตินะ หรือจะเป็นส้วมเป็นถานไปด้วยกันหมดนั่นเหรอ ไม่มองหน้าพระพุทธเจ้าบ้างเหรอ หน้าพระพุทธเจ้าเป็นหน้าเช่นไร ไอ้หน้าตัวเปรตตัวผีตัวหน้าด้าน ๆ มันเป็นหน้าประเภทใด เอาหน้าทั้งสองหน้ามาดูต่างกันอย่างไรหรือไม่ ควรจะเลือกเฟ้นเอาหน้าไหนมาปฏิบัติบูชาหน้านั้นๆ เช่นหน้าองค์ศาสดากับหน้าเปรตหน้าผีต่างกันอย่างไรบ้าง ได้ยินแต่ว่าเปรตเท่านั้นก็ไม่อยากดูกระทั่งหน้ามันแล้วแหละ เอาละพูดเท่านั้น เอ้า ถามมาปัญหา

         โยม ปัญหาจากอินเตอร์เนตครับ ข้อที่หนึ่ง ผมขอเรียนถามว่า ขณะที่ผมนั่งสมาธิ ผมกลั้นใจสัก ๕-๑๐ วินาทีก่อน เพื่อดูจิตว่าเป็นอย่างไร และจากนั้นดูลมหายใจไปเรื่อย ๆ หากวันไหนผมเหนื่อย กำลังสติผมจะอ่อน พอจิตตั้งมั่นมากและจิตเริ่มเปลี่ยนสภาวะ ตรงนี้แหละครับที่ผมจะหลุดออกมาเป็นลมหายใจบ่อย ๆ ผมเข้าใจครับว่าจุดนี้จะต้องเป็นผู้รู้ดูจิต แต่เวลามันถึงจุดเปลี่ยนสภาวะจากสงบ มีลมหายใจละเอียดให้จับยึดเกาะไปเป็นนิ่ง ตรงนี้ผมไม่มีอะไรเกาะ แต่ผมเองก็ยังไม่สามารถทำผู้รู้ดูจิตได้ ขอกราบเรียนถามหลวงตาด้วยความเคารพว่า ผมจะประคองสติขณะที่จิตกำลังเปลี่ยนจากฐานสงบเป็นความนิ่งอย่างไรไม่ให้หลุดออกมา หรือทำอย่างไรให้เป็นเพียงผู้รู้ดูจิต โดยไม่ให้หลุดออกมาเป็นลมหายใจ

         หลวงตา อย่าไปปรุงแต่งอย่างอื่นอย่างใด ตั้งสติดูจิตให้ดีก็แล้วกันนะ มันจะเคลื่อนไหวอะไร สติมีอยู่ดูความเคลื่อนไหวซึ่งเป็นอาการของจิตออกจากจิตนั่นแหละ ดูให้ดี แล้วเมื่อสติควบคุมอยู่ตลอดเวลา จิตจะเปลี่ยนแปลงไปยังไงๆ มันก็รู้ แล้วจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกที่ดีเรื่อย ๆ ไป เอาละพอ

         โยม คนที่สองครับ กราบนมัสการหลวงตาที่เคารพ นับแต่ผมได้ฟังเทศน์ของหลวงตา ผมก็มาสนใจในพระพุทธศาสนา และได้ฟังหลวงตาเทศน์ผ่านทางอินเตอร์เน็ตอยู่เป็นประจำครับ ผมท่องพุทโธให้ติดอยู่แนบจิต ทำสมาธิตามคำแนะนำของหลวงตา และหาอ่านธรรมะที่มีอยู่ทางเว็บไซต์หลวงตา เพื่อนแนะนำให้ผมไปอ่านพระอภิธรรม เพื่อความรู้อย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อผมอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจครับ ติดขัดในข้อบาลี ครั้นไปโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ก็ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่ เมื่อพระผู้สอนก็เอ่ยถึงคำบาลี ผมเองก็ไม่เข้าใจความหมาย เพราะไม่เคยเรียนทางนี้เลย ดังนั้นผมขอเรียนถามว่า การปฏิบัติภาวนาจำเป็นหรือไม่ที่ต้องศึกษาพระอภิธรรมควบคู่ไปด้วยครับ

         หลวงตา อภิธรรมก็คือพระพุทธเจ้าองค์เอก เข้าใจเหรอ นั่นแหละตู้อภิธรรมคือพระพุทธเจ้าองค์เอก อภิธรรมออกมา ออกมาจากพระพุทธเจ้า ครั้นออกมาแล้วก็มาเป็นความจดความจำของผู้ไม่เคยปฏิบัติ ไม่เคยรู้เคยเห็น มันจึงเหลวไหลไปทั้งเขาทั้งเรา เพราะฉะนั้นจึงเอาภายในจิตนี้ให้ดี อภิธรรมอยู่ในจิตนี้ เข้าใจหรือ บอกอะไรก็ไม่เหนือไปจากสติกับจิตให้ติดแนบกัน มันจะแยกขยายไปไหนอาการของจิต มันจะค่อยรู้ค่อยแตกแขนงออกไป แล้วปัญญาจะค่อยพิจารณาไปตามสิ่งที่รู้ที่เห็นนั่นแหละโดยไม่ต้องสงสัย กิเลสมันไม่เห็นมีบาลีวะ ตรงนี้ไม่เห็นใครพูดกัน เอะอะก็บาลี ๆ บาลีเป็นเรื่องธรรมของพระพุทธเจ้า กิเลสมันไม่เห็นเป็นบาลีอะไร เดี๋ยวนี้มีตั้งแต่เอากิเลสมาใช้กัน ครั้นเวลาจะพูดธรรมะก็ขึ้นเป็นบาลีแล้วก็แปลสุ่มสี่สุ่มห้า เจ้าของก็ไม่เคยปฏิบัติ บาลีว่างั้นบาลีว่างี้ไปเลย แล้วเต็มตั้งแต่บาลีแหละพวกปริยัติ

         หลวงตาบัวนี้ก็เป็นมหาบัว มันก็เป็นหนอนแทะกระดาษเข้าใจไหม ถ้าไม่ปฏิบัตินะ ถ้าปฏิบัติจะเป็นความจริงขึ้นมาทันที เพราะฉะนั้นจึงขอให้มีภาคปฏิบัติ จิตตภาวนาเป็นรากใหญ่สำคัญมากของการปฏิบัติ และผลทั้งหลายจะรู้ขึ้นจากภาคปฏิบัติ เพียงแต่เรียนจำมาเฉย ๆ ยกคัมภีร์มาแบกจนหลังหักมันก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเป็นความจำ เด็กเรียนก็ได้ผู้ใหญ่เรียนก็ได้ ผู้หญิงผู้ชายเรียนก็ได้จำได้ด้วยกัน แต่ไม่มีกิเลสถลอกปอกเปิก ถ้าไม่นำออกปฏิบัติ ถ้านำออกปฏิบัติไม่ว่าหญิงว่าชาย นักบวชหรือฆราวาส ปฏิบัติได้ด้วยกัน เพราะจิตนี้ไม่มีเพศ กิเลสก็ไม่มีเพศ มันอยู่ในจิต ธรรมไม่มีเพศ อยู่ในจิต แก้เข้าไปถูกจุดแล้วกิเลสก็กระจายออก บาลีไม่บาลีไม่สำคัญ เข้าใจหรือ เอาแค่นี้ก่อน

         โยม กราบเรียนถามหลวงตา การฆ่าคนตายเป็นบาป แต่ถ้าการฆ่าคนตายเพื่อให้เขาพ้นทุกข์ ทำได้และเป็นบาปหรือไม่

         หลวงตา ให้เขามาฆ่าคุณ เพราะคุณก็อยากพ้นทุกข์อยู่แล้ว ให้เขาฆ่าคุณ คุณจะยอมรับไหม เพื่อให้พ้นจากทุกข์ เอ้าต่อไป

         โยม เช่นผู้ป่วยไม่มีทางหาย ทรมานจากการเจ็บป่วย ผมเคยได้ยินหลวงตาเทศน์เรื่องท่านอาจารย์คำดี เมื่อครั้งป่วยที่โรงพยาบาลแพทย์ปัญญา แล้วหลวงตาบอกให้  ท่านสีธนนำท่านกลับไป จากคนชื่อประธาน

         หลวงตา ท่านกลับไปนำท่านไปฆ่าไหมล่ะ ก็ไม่เห็นนำท่านไปฆ่า นำท่านให้หายห่วงจากเรื่องวุ่นวายของธาตุของขันธ์ เพราะจิตท่านไม่อยู่ในประเภทนี้ ให้เอาท่านออกไป ก็ว่าเท่านั้นแหละ ท่านออกไปแล้วไม่นานท่านก็นิพพาน อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ นี่เห็นไหม นี่แหละจิตประเภทนี้ ไม่ใช่จิตประเภทที่จะมาคลุกเคล้ากับอันนี้ให้ร้องอือ ๆ อา ๆ เป็นเรื่องของธาตุของขันธ์ ไปเห็นแล้วมันดูไม่ได้ เอาท่านมาไว้ทำไม ว่างี้เลย ท่านอาจารย์ไม่ใช่พระประเภทนี้นะ ให้รีบเอาท่านกลับโดยด่วน นี่เราบอกเลย บอกกับท่านสีธน ก็รีบเอากลับ ท่านสีธนก็เคารพเรา ไปได้สองวันหรือสามวันเอาท่านกลับไป พอกลับไป ๒-๓ วันท่านก็นิพพานไปเลย ท่านไม่มาทรมานอย่างนี้ เพราะธาตุขันธ์เวลานั้นไม่มีคุณค่าแต่ประการใดแม้เม็ดหินเม็ดทราย นอกจากเป็นพิษเป็นภัยต่อท่านทั้งนั้น รบกวนความบริสุทธิ์ของท่านตลอดเวลา ปลดอันนี้ออกไปแล้ว การรบกวนนี้ไม่มี ผึงเลย นั่น ท่านเรียกว่านิพพาน เข้าใจเหรอ

         โยม คนที่สี่ครับ ลูกหลานหมั่นเจริญสติอยู่ในวงของกายอยู่เป็นประจำ รู้สึกอยู่ที่การเคลื่อนไหวกายและลมหายใจ ประมาณ ๒-๓ อาทิตย์ ลูกหลานอยู่ในศีลห้าได้มั่นคง ทำให้เห็นว่า กายและจิตนั่นเบาและโปร่งมาก ทำให้รู้สึกอิ่มเอิบในใจลึก ๆ รู้สึกเป็นสุข ซึ่งตัดกับชีวิตประจำวัน ที่ต้องประกอบอาชีพอย่างวุ่นวาย เหมือนเป็นมิติที่แยกกัน แต่ก็อยู่ด้วยกัน ลูกหลานได้ไปทอดผ้าป่า ยิ่งทำให้ปีติกับบุญกุศลที่ได้ทำ คืนนั้นกลับมานอน ก็นอนดูกายและลมหายใจ ซึ่งจิตตั้งมั่นเห็นสภาวธรรมได้อย่างชัดเจน พร้อมกับระลึกถึงศีลของตนเองที่บริสุทธิ์ และบุญที่ได้ทอดผ้าป่าในวันนี้ ในระหว่างนั้น ตรงหน้าอกลูกหลานก็เกิดเป็นแสงสว่างเรืองรองขึ้นมา ในใจลูกหลานก็อุทานว่า ทำไมมันเป็นแบบนี้ แสงสว่างนั้นก็หายไป และหลังจากคืนนั้นมา ก็รู้สึกเหมือนว่าจะทำอะไรก็กลัว ๆ จะล่วงไปจากศีล คือทำอะไรก็ไม่อยากจะผิดศีล เหมือนใจมันคิดว่า ถ้าจะทำอะไรแล้วผิดศีล สู้ไม่ทำดีกว่า เพราะผิดแล้วทำให้จิตใจร้อนรน ไม่มีความสุข

         หลวงตา ไม่ทำอะไรทำที่ไม่ผิดศีล ส่วนที่ไม่ผิดศีลทำไปเถอะ เข้าใจไหม ส่วนที่ผิดศีลอย่าทำ ให้บอกเหลนด้วย ตะกี้นี้มาทอดผ้าป่าเหลนไม่ได้มา ให้บอกไปหาเหลนด้วย ให้บอกว่าอย่าทำนะเหลนนะที่มันผิดศีล ทำแต่สิ่งที่ไม่ผิดศีลว่างั้นนะ บอกเราบอกลูกบอกหลานแล้วบอกเหลนด้วย

         โยม คนที่ห้าครับ ลูกพิจารณากาย จนเห็นร่างกายสลายลงเป็นธาตุดิน คือมันสลายจากเนื้อหนัง ค่อย ๆ ย่อยลงเป็นดิน จนปนกับดินธรรมชาติ น้ำตาก็ไหลด้วยความสลดอย่างไม่เคยเป็นแบบนี้ค่ะ จิตมันผุดคิดขึ้นว่า เราไม่เคยเข้าใจในกาย ในอริยสัจ ในไตรลักษณ์ แบบที่เคยพิจารณาเห็นลงเป็นดินชัด แยกไม่ออกว่าส่วนไหนเคยเป็นกายคน เป็นกายสัตว์ มันเป็นผงดินปนกันไปหมด จิตมันก็นิ่งของมัน แต่ระยะนี้จิตลูกก็นิ่ง ๆ สงบ เวลาจะพิจารณากายอีก มันก็ดิ่งเข้าหาจิต ขอเมตตาหลวงตาแนะนำสั่งสอนขั้นต่อไปที่ลูกควรพิจารณา จากคนรักธรรม

         หลวงตา เออ ให้พิจารณาที่เห็นว่ามันละลายๆ ลงไป ให้พิจารณาให้มันช่ำชอง เข้าใจไหม อย่าคาดอย่าหมายให้พิจารณาเป็นปัจจุบัน มันจะลงเป็นอย่างนั้นก็ตาม หรือมันจะแปรเป็นอย่างอื่นก็ตาม ให้รู้ในหลักปัจจุบันถูกต้องด้วยกัน เท่านั้นละ

โยม คนที่หกครับ กราบนมัสการหลวงตา กระผมภาวนาโดยการเดินจงกรม มีปัญหาธรรมขอน้อมเรียนถามดังนี้

๑) ผลจากการเดินจงกรมของผมตอนนี้ เวลาทำงานอย่างอื่น กำหนดปั๊บ เช่น หยิบปากกาหรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอื่นแล้วมีความสุขทันที และมีสติกำกับพร้อม หรือเดินธรรมดาก็ตาม อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ

หลวงตา ถูกต้องเข้าใจไหม จะว่าจับปากกาต้องมีสติ สติเป็นธรรมอยู่ประจำ ที่ว่าปีติยินดีนั้น ปีติยินดีกับธรรมภายในใจของตัวเอง ไม่ใช่ปีติยินดีเพราะจับปากกา เข้าใจไหม ถ้าจับปากกายินดี ๆ พวกนี้พวกบ้าปากกา มันคงดีไปหมดเข้าใจไหม มันดีด้วยธรรมต่างหากภายในใจ เข้าใจเหรอ ไม่ใช่ดีด้วยปากกา

โยม ข้อ ๒ หากเราชอบการภาวนาเดินจงกรม แล้วเราเร่งเฉพาะการเดินจงกรม การภาวนาอย่างอื่น เช่น นั่งสมาธิจะลดลง หรือไม่ทำเลยได้ไหมครับ

หลวงตา อันนี้เอาความพอดีของเจ้าของซิ มันควรเดินมากก็เดิน ควรเดินน้อยก็เดิน ควรนั่งมากนั่งน้อยก็ควรทำอย่างนั้นด้วยความมีสติ แล้วเคยเห็นผลทางไหนมากกว่ากันก็ให้หนักในทางนั้น เช่น เดินจงกรมมีผลมากกว่าการนั่ง ก็ให้เดินจงกรมมากกว่า เปลี่ยนให้มีหนักกว่ากันเข้าใจเหรอ อิริยาบถนี้เป็นความเคลื่อนไหวของกาย แล้วจิตมีส่วนด้วยในนั้น เอ้า ว่าไป

โยม คนที่เจ็ดครับ กราบนมัสการเรียนถามหลวงตา ๑.) เวลานั่งสมาธิ เมื่อจิตสงบนิ่งเป็นสมาธิแล้วจึงพิจารณากายก็ปรากฏผลดี แต่มักจะมีจิตหนึ่งมาบอกว่า นั่งนานแล้วให้ถอนออกจากสมาธิ แล้วโยมก็ถอนออกจากสมาธิตามที่มีเสียงร้องบอก ทั้ง ๆ ที่จะภาวนาต่อไปก็ได้ แต่ไม่ทราบว่าทำไมจึงทำตามเสียงบอกนั้นทุกครั้งไป ขณะที่ถอนออกจากสมาธิตามเสียงบอก ก็รู้สึกสดชื่นเพราะได้กำลังจากสมาธิ กราบขอเมตตาหลวงตาชี้อุบายแก้ไขจิตเพื่อให้สามารถภาวนาติดต่อกันไปได้เป็นเวลานาน เพราะขณะที่ถอนออกจากสมาธิก็รู้สึกว่าสามารถนั่งภาวนาต่อไปได้ แต่จิตหนึ่งก็คอยบอกว่า จะนั่งภาวนาต่อไปทำไม

หลวงตา อันนั้นมันเรื่องกระซิบของกิเลสนะ นั่งภาวนาไปทำไม เข้าใจเหรอ โคตรพ่อโคตรแม่ของกิเลสมันเคยนั่งภาวนาเหรอ แล้วมันมาสอนเรา เราทำไมเชื่อมันนักล่ะ มันต้องอย่างนั้นซิเข้าใจเหรอ ถ้าโคตรพ่อโคตรแม่ของกิเลสมันไม่เคยนั่งภาวนา อย่าไปเชื่อมันนัก เชื่อธรรมพระพุทธเจ้าเข้าใจไหม ให้ภาวนา เดินภาวนา นั่งภาวนา นอนภาวนาด้วยความมีสติเข้าใจเหรอ เออ เอาละพอ มีอะไรอีกว่าไป

โยม ข้อ ๒ เมื่อวานนี้ได้เห็นหญิงชราวัยกว่า ๘๐ ปี จิตก็นำเอามาพิจารณาเทียบกับตนเองว่า เมื่อเราถึงวัยชราสังขารร่างกายก็ย่อมเสื่อมโทรมลงไปดังเช่นที่เห็น ต่อมาในวันรุ่งขึ้นก็ได้นำธรรมะข้อนี้ไปพิจารณาต่อ และมีเสียงขึ้นมาในจิตว่าเรานี้หลงกาย หลงเขาหลงเรา และก็ภาวนาต่อไปได้ดี และช่วงเย็นรู้สึกโกรธเพื่อนคนหนึ่งไม่อยากจะโกรธ จึงตั้งสติและน้อมจิตเข้ามาเพื่อจะพิจารณากาย แต่ยังไม่ทันจะได้พิจารณากาย ก็ปรากฏภาพกระดูกสีเทา ๆ เป็นท่อนชัดเจนขึ้นมาในจิต โยมควรจะพิจารณาต่ออย่างไร เพราะไม่ได้ตั้งใจให้มีภาพกระดูกปรากฏขึ้นมา แต่ภาพกระดูกปรากฏขึ้นมาเอง

หลวงตา แล้วเราจะไปโกรธเขาทำไม ภาพกระดูกมาสอนแล้วมันก็กระดูกเหมือนกัน เขาก็ดีเราก็ดี กระดูกต่อกระดูกไปหาโกรธกันใช้ไม่ได้ ใจสอนให้มันรู้จักกระดูก อย่าไปโกรธไปเคืองกัน สพฺเพ สพฺตา อันว่าสัตว์ทั้งหลายมีความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น เป็นกระดูกด้วยกันทั้งสิ้น อย่าไปหาโกรธกระดูก เราไม่โง่จนบัดซบนี่นะไปหาโกรธกระดูกทำไม เอาละพอ

โยม คนที่แปดครับ กราบนมัสการถามหลวงตา ข้อ ๑ ขณะกำลังเดินจงกรมได้หยุดยืนเพ่งมาที่กาย ปรากฏว่าจิตมีความอัศจรรย์มองเห็นทะลุไปหมด ราวกับว่ามองเห็นทะลุทั้งโลกทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่ และเมื่อถอนออกจากสมาธิก็พบว่า จิตมีสภาวะที่เปลี่ยนไปดีขึ้น มีสติว่องไว ไม่เหมือนแต่ก่อน จะทำอะไรก็ไม่รู้สึกติดอยู่ในจิต แต่ต่อมาเมื่อมีเรื่องกระทบจิตอย่างรุนแรง ทำให้จิตตกอยู่เป็นเวลานาน สภาวะจิตที่ดีเช่นนั้นก็หายไป ลูกควรทำอย่างไรเพื่อจะให้สภาวะจิตเช่นนั้นกลับคืนมา

หลวงตา สภาวะปรกติที่จิตของเรามีความสงบไม่โกรธเป็นยังไง ก็ให้เอาอารมณ์ของธรรมประเภทนั้นมาภาวนาเข้าใจไหม อย่าไปยุ่งกับความโกรธ ความเคียดแค้น ความกระทบกระเทือนนั้นซึ่งเป็นความเสียหายเป็นความผิดไม่ถูก อย่ามาถือเป็นอารมณ์ เข้าใจเหรอ ให้พิจารณาจิตที่เป็นปรกติเพราะการภาวนาเป็นความสงบเย็นนั้นเป็นอารมณ์ต่อไปเข้าใจ

โยม ข้อ ๒ ลูกเห็นว่า การบรรลุถึงมรรคผลนิพพานเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด แต่จิตมักจะห่วงใยผู้อื่นอยากให้สรรพสัตว์ได้เข้าถึงพุทธศาสนา ทำให้ลูกอธิษฐานเป็นอื่น เช่น จะขอรักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่ครบถ้วน ๕,๐๐๐ พระวรรษา

หลวงตา จะรักษาด้วยแบบไหนล่ะ

โยม เขาบอก ๕,๐๐๐ พระวรรษาด้วยครับ

หลวงตา ก็นั่นแหละ มันจะเป็นบ้าแล้วนะให้ว่าอย่างนี้ เข้าใจไหม ใครๆ เขาก็รักษา

โยม เขากราบเรียนว่า ลูกควรจะหาอุบายในการแก้ไขจิตอย่างไรครับ

หลวงตา ก็รักษาเจ้าของอย่างนี้ ๕,๐๐๐ ปี ไม่ ๕,๐๐๐ ปีรักษาจนกระทั่งวันตายเจ้าของก็พอแล้วนี่ จะไปคำนึงคำนวณบ้าอะไร ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ปี รักษาเวลามีชีวิตอยู่นี้ยังไม่ตาย รักษาด้วยจิตตภาวนาให้ดีรอบคอบในเวลานี้ ตายเมื่อไรก็ได้เข้าใจไหม ไม่ต้องถึง ๕,๐๐๐ ปีก็ได้ ดีทั้งนั้นแหละ เอ้า ว่าไป

โยม ปัญหาสุดท้ายครับ ปัญหาพิเศษตามที่กราบเรียนไว้ข้างต้น จากคณะศิษย์วัดป่านานาชาติประเทศสหรัฐอเมริกา ขอเมตตาหลวงตาแสดงธรรมะเกี่ยวกับเรื่อง อันตรธาน ๕ ความเสื่อมสูญ ๕ อย่าง แก่พุทธบริษัท ๔ ที่มีความเข้าใจเรื่องนี้น้อยมากตามความเหมาะสม แก่กาลเวลาและธาตุขันธ์ของหลวงตาจะอำนวย เพื่อชาวบ้านตาดำ ๆ ในสหรัฐอเมริกาที่ดูการถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ต จะได้รื่นเริงในธรรมรสที่หลวงตาได้เมตตาแสดง

หลวงตา เออ ๕ อย่างนี้คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้นำขันธ์ทั้ง ๕ นี้ไปปฏิบัติศีลธรรม ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ก็จะเป็นเครื่องมือหนุนความดีเข้าสู่เรา นี่แหละการปฏิบัตินี้เป็นการส่งเสริมธรรมทั้ง ๕ ถ้าไม่สนใจกับอรรถกับธรรม นำขันธ์ทั้ง ๕ ไปทำแต่บาปแต่กรรมนี้ ขันธ์ทั้ง ๕ จะเป็นอันตรายแก่เราหรือเสื่อมลงเข้าใจไหม ที่เขาบอกว่าอันตรธาน ๕ หรือ ความเสื่อมสูญ ๕ เกิดมามีขันธ์ ๕ ด้วยกันหมด จะไปทำตั้งแต่บาปแต่กรรมอันตรธานตลอดเวลาพวกนี้ แต่พวกหนึ่งเอาไปทำทั้งทางโลกทางธรรม ทำมาหาเลี้ยงชีพ เอาไปสร้างบุญกุศลให้แก่ตัวเองนี้ ทั้งขันธ์ ๕ ก็เจริญ ทั้งธรรม ๕ ประการที่เกิดขึ้นจากขันธ์ ๕ นี้ก็เจริญรุ่งเรืองด้วยกัน ไม่อันตรธาน เข้าใจไหม ไปเปล่า ๆ เข้าใจไหม เพราะขันธ์ ๕ ยังไงมันต้องแตกต้องดับอันตรธานไปได้ แต่ความดีของเราไม่อันตรธาน กับความชั่วก็ระวังให้ดีไม่อันตรธานนะเข้าใจเหรอ มันจะตามราวีเราตลอดไป จำให้ดีนะ เอาละพอ

โยม ครับ เขาก็ได้แล้วครับ เขาก็รื่นเริงในธรรมะที่หลวงตาแสดงทางอินเตอร์เน็ตแล้วครับ เขาบอกมาครับ

หลวงตา เหอ เขาบอกมาเหรอ

โยม ครับ เขาบอกมาว่า นี่ขอเมตตาหลวงตาแสดงเพื่อทางในสหรัฐที่ดูการถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ตจะได้รื่นเริงในธรรมรสที่หลวงตาแสดง

หลวงตา เดี๋ยวนี้เขาได้แล้วนะ เออ ถ้าอย่างนั้นเราก็หยุดได้แล้วเราเหนื่อยมากแล้ว เอาละพอ ๆ ๆ จะให้พร

 

ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกทุกวัน  ได้ที่

www luangta.com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก