ความแตกร้าวสามัคคีไม่ใช่ของดี
วันที่ 20 ตุลาคม 2546 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Real)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

ความแตกร้าวสามัคคีไม่ใช่ของดี

 

          (ผู้อำนวยการโรงเรียนทับกุด จังหวัดพังงา ได้มาขอความอนุเคราะห์จากหลวงตา ซึ่งหลวงตามอบเรื่องให้พระไปไต่ถามเรื่องราวกับท่านคลาด ทางจังหวัดพังงา  เรียบร้อยแล้วค่อยให้หลวงตาท่านพิจารณาอีกทีหนึ่ง) โรงเรียนสองหลังทางพังงาแล้วตึกโรงพยาบาลเกาะยาว กับโรงพยาบาลกระบี่หนึ่งตึกก็มอบให้ท่านคลาดเป็นผู้ดูแล ทุกสิ่งทุกอย่างมอบให้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เราเป็นแต่เพียงคอยโอนเงินไปให้เท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นเรื่องของท่านคลาด เหมือนหนึ่งว่าท่านคลาดเป็นเจ้าของสร้างทั้งตึกและโรงเรียน ให้ท่านคลาดดูเองทุกสิ่งทุกอย่าง ควรตัดควรเพิ่มอะไรให้เป็นเรื่องของท่านคลาด ซึ่งเป็นเหมือนเจ้าของโรงเรียนและตึกหลังนั้น เราคอยปฏิบัติตามโอนเงินไปให้เท่านั้น ท่านคลาดเป็นพระวัดนี้ไปอยู่ที่พังงา สำนักท่านก็มีอยู่แต่เราไม่เข้าไปแวะนะ ไปพักพังงา ก็เลยไปภูเก็ตเสียเลย เวลาเราไม่พอ เราเลยไม่ได้เข้าไปเยี่ยมสำนักที่ท่านคลาดอยู่ แต่ก็ดี เรามองไปเห็นเป็นป่าเป็นเขา

          มันไม่ค่อยได้ไปตามอัธยาศัยนะ ไปได้มีกิจธุระจำเป็นเหมือนหนึ่งว่าถูกควบคุมไปตามวันตามเวลา เลยไม่ค่อยได้เรื่อง ไปทางภาคใต้ไม่รู้กี่ครั้งกี่หนนะ มักจะเป็นแต่อย่างงั้นละ เลยจะไปเที่ยวที่ไหนซอกแซกให้สะดวกสบายไม่ได้ ก็มีไปได้หลายวัน ที่ท่านเจ้าคุณวัดมหาธาตุ นครศรีธรรมราช ท่านนิมนต์ให้เราไป ท่านอยากสร้างวัดกรรมฐานสักวัด ท่านตั้งหน้าตั้งตานิมนต์เราจริง ๆ แต่เวลานี้ท่านเสียแล้ว ตอนนั้นท่านก็แก่แล้ว นิมนต์เราไป

          เราก็ไปพักที่วัดมหาธาตุ นครศรีธรรมราช ให้ท่านเจ้าคุณอะไรรองท่าน พาไปเที่ยวดูหมดหลายแห่ง พักอยู่หลายคืนนะ วันนี้ไปทางนู้น วันนู้นไปทางนู้น เที่ยวดู แต่มันก็ไม่เหมาะสักที ตกลงเลยไม่ได้ อันนี้สถานที่ไม่เหมาะ ถ้าว่าจะเหมาะบ้างทางรถก็เข้าหน้าวัด ฉากไปนั้น ไม่ได้เรื่องๆ เลยไม่ได้เรื่องตลอดไป ไปถึงปากพนังที่ไหนจำไม่ได้ หากไปหลายแห่งนะ คือท่านเจ้าคุณอะไรที่รองท่านเป็นผู้นำเลย ท่านเจ้าคุณนี้ท่านอัธยาศัยดี พาไปซอกแซกซิกแซ็กหมด จนเราหายสงสัยแล้วถึงได้มานะ

          ท่านพาไปทุกวัด ไปหลายวันนะ ไปทางนู้นทางนี้ ไปทางไหน ที่ไหนก็เลยไม่เหมาะ คือท่านต้องการอยากจะได้สำนักที่สงัด ท่านเจ้าคุณท่านพูดเอง อยากได้สำนักกรรมฐานที่สงัด สักสำนัก ท่านว่างั้นนะ ท่านนิมนต์เรา ท่านเองนะนิมนต์เราไป เราก็เลยไปตามคำที่ท่านเมตตามา เราจึงได้ไปพักวัดมหาธาตุนั่นหลายคืน อันนั้นมีตอนนั้นแหละ แต่มันก็ไม่ได้ไปตามอัธยาศัยของเจ้าของเสีย ไปเราก็เที่ยวดูแต่วัดเลยไม่ได้ไปที่ไหนนะ สุดท้ายก็เลยไม่ได้ ท่านเจ้าคุณที่เป็นรองท่านพาไป ท่านก็ยอมรับเช่นเดียวกับเรา คือที่เหมาะทางรถก็ผ่านมานี้เสียหาความสงัดไม่ได้ เหมาะที่ตรงไหนควรจะสร้างวัดได้ก็เป็นทางรถ ๆ เลยไม่ได้ มันหากมีขัดมีข้องอยู่นั้นละ

          ท่านเจ้าคุณท่านก็เห็นด้วยกับเรา ไม่เหมาะท่านก็บอกงั้น ตกลงเลยไม่ได้ นั้นละที่ว่าพักหลายคืน นอกนั้นไม่ได้พักหลายคืน แห่งละคืนสองคืนไปเรื่อย พังงาก็ไปพักคืนเดียว ก็อย่างงั้นแหละ ท่านคลาดซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งเป็นลูกศิษย์แทนที่จะไปเยี่ยมก็ไม่มีเวลาแล้ว ไปทางด้านนั้นไปพักแห่งละคืน ๆ ไปเรื่อยเลย เพราะเวลามันไม่พอ อันนี้มอบให้พระนะ (จดหมายขอความอนุเคราะห์จากโรงเรียนทับกุด จังหวัดพังงา) ปรึกษากันกับท่านคลาด ท่านคลาดกับพระวัดเราจะคุยกันนะ เรื่องของเราก็จะทราบชัดจากท่านคลาด ถามเรื่องราวเสียก่อน ก็มีเท่านั้นสำหรับจดหมายฉบับนี้ แล้วมีเรื่องอะไรอีก

          ผู้กำกับ                   :       คณะพุทธบริษัท ๔ เขาขอกราบเรียนปรึกษาท่านหลวงตาเนื่องจากที่เขาออกล่าลายเซ็น เพื่อขออำนาจคืนให้ในหลวงในการตั้งสมเด็จพระสังฆราช มีพระองค์หนึ่งมีความเห็นคัดค้านพุทธบริษัท ๔ เขากราบเรียนปรึกษาหลวงตาก่อน ก่อนจะอ่านรายงานการคัดค้านถวาย ว่าสมควรไม่สมควรประการใดครับผม

          หลวงตา         :       เอ้าอ่านขึ้นมาเลย เพราะศาสนาเป็นของส่วนรวม เป็นหัวใจของประเทศไทยเรา ค้านตรงไหน สะดวกตรงไหน เสนอเพราะเหตุใด แล้วค้านมาเพราะเหตุใดให้ทราบกันทั้งสองถูกต้องแล้ว เปิดเผย เพราะศาสนาเป็นหัวใจของคนไทยทั้งประเทศที่นับถือพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นการเสนอไปและการค้านมามีเหตุผลยังไงเราจะเป็นคนฟังด้วยความเป็นธรรม เอ้าอ่าน

          ผู้กำกับ                   :       อันนี้เป็นจดหมายจากพระชื่อพระสากล สีลสุทโธ อยู่วัดป่าหนองแก ตำบลหนองแก อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู หนังสืออันนี้ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๖ เรื่องความคิดเห็นต่อแถลงการณ์ กราบเรียนพ่อแม่ครูอาจารย์ อันนี้เขาผ่านมาทางหลวงปู่บุญมี เพราะสถานที่ที่พุทธบริษัท ๔ ไปประชุม อาศัยสถานที่ของหลวงปู่บุญมีครับผม พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่บุญมีที่เคารพยิ่ง ด้วยกระผมได้รับหนังสือแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม หน้าวัดป่าบ้านตาด ก่อนหน้าที่กระผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเห็นเขาลงข่าวท่านหลวงตาเทศนา เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา ๗ อย่างหนัก

          หลวงตา         :       มาตรา ๗ เราลืมไปแล้ว มันว่าไงบ้าง

          ผู้กำกับ                   :       คงขออำนาจคืนให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชตามอัธยาศัย เขาไม่ได้ลงเนื้อความมาครับ

          หลวงตา         :       เอ้าว่าไป

          ผู้กำกับ                   :       วันหลังต่อมาก็ได้เห็นแถลงการณ์ฉบับนี้ ออกมาจากวัดป่าบ้านตาด กระผมได้พิจารณาใคร่ครวญทบทวนดูตามแถลงการณ์นี้ ทำให้กระผมมีข้อคิดขึ้นมาว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ คือ หนึ่ง ในปัจจุบัน ค.ร.ม.ทักษิณ ไม่เหมือน ค.ร.ม.ชวน หลีกภัย มีปัญหาอะไรเราควรตั้งคณะทำงานพิจารณาปัญหานี้สักคณะ เพื่อศึกษาและสอบถามเพื่อป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นต่อพระศาสนาโดยด่วน ต่อผู้รับผิดชอบโดยตรง ข้อสอง ไม่ควรทำหนังสือแถลงการณ์เพื่อล่าลายเซ็น เพราะเหมือนเป็นการเล่นการเมือง หรือเหมือนไม่ได้ให้เกียรติกัน หรือเหมือนเราห่างไกลกัน ไม่มีความเคารพกัน หรือเหมือนมีอคติต่อกัน จึงปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ อันนี้เป็นความเห็นของพระสากลครับ

          หลวงตา         :       อันนั้นเป็นการเมืองเหรอ ถ้าเป็นการเมืองทางนี้ก็เป็นการศาสนาซัดกันทันที เอ้าว่าไป

          ผู้กำกับ                   :       สาม หากคำแถลงการณ์ออกไปใช้ จะทำความยุ่งยากแก่ผู้ปฏิบัติ ซึ่งส่วนมากเป็นพระออกไปจัดทำ ซึ่งอาจเป็นภาพลบในเวลาต่อมา เหมือนไม่มีผู้ใหญ่

          หลวงตา         :       ตอบกันตรงนี้ก่อน ถ้าสมมุติว่าอยู่ในวัดนี้เขามารบราวัด ท่านเป็นสมภารวัดเอง ท่านจะว่ายังไง จะปล่อยให้เขาฮุบวัดเอาหมด แล้วท่านออกไป จับเนรเทศไปด้วยท่านเห็นดีด้วยไหม เข้าใจหรือเปล่า ค้านมาที่หลวงตาพูดนี่ค้านมาว่าเป็นการอะไร

          ผู้กำกับ                   :       ผมไม่ใช่พระสากล ผมฟังหลวงตาอย่างเดียว

          หลวงตา         :       เอาในนามพระสากลมา เอ้าว่ามา

          ผู้กำกับ                   :       เหมือนไม่มีผู้ใหญ่องค์ใดรับผิดชอบต่อคำเทศนาของหลวงตา จึงปล่อยให้เป็นการเมืองออกไป

          หลวงตา         :       ตรงไหนเป็นการเมือง ตรงไหนเป็นการศาสนา ว่ามาซิ เราพูดพูดเรื่องศาสนาการเมืองเข้ามาตี ศาสนาก็ต้องต่อย ศาสนามีเจ้าของ การเมืองมีเจ้าของ ต่างฝ่ายต่างมีเจ้าของรับผิดชอบในสมบัติของตนต้องต่อยกันทันที เอ้าว่ามา จะตอบปัจจุบันเลยเชียว

          ผู้กำกับ                   :       ทีนี้พระสากลองค์นี้บอกว่า สิ่งที่ควรจะทำในทันทีคือ หนึ่ง ตั้งคณะสงฆ์ที่เป็นฝ่ายสานุศิษย์ของหลวงตาที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำลายพระธรรมวินัยในครั้งนี้

          หลวงตา         :       เอาละ พอ ๆ หยุด หนังสือเสนอข้อนี้ยังไม่มีความหมายเข้าใจไหม เท่านั้นแหละ ยังไม่มีความหมายที่ทางนี้จะปฏิบัติตามทุกอย่าง เป็นเรื่องของทางนี้โดยตรงที่จะพิจารณา เพราะเรื่องที่เขาผ่านเข้ามาเขาก็ไม่ได้มาผ่านพระองค์นี้ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่จำเป็นกับพระองค์นี้ เพราะไม่มีเหตุผลที่จำเป็นซึ่งควรจะนำมาพิจารณา ถ้าเหตุผลที่ควรจำเป็น พระองค์ไหนก็ตาม ใครก็ตาม เราจะพิจารณาทันที เอ้าว่าไป หมดแล้วเหรอ

          ผู้กำกับ                   :       ยังครับ อันนี้เป็นคำแนะนำของพระสากลนี้ครับ

          หลวงตา         :       ถ้าว่าแนะนำ เราก็แนะนำพระสากลอย่าด่วนมายุ่ง เข้าใจไหม เอาอย่างนั้นซิ ตอบกันแล้วไม่ใช่เหรอ

          ผู้กำกับ                   :       สรุปให้พุทธบริษัท ๔ เขาทำงานต่อไปนะครับ

          หลวงตา         :       เขาก้าวเดินตามเรื่องของเขา ศาสนาเป็นของทุกคน เข้าใจเหรอ เขานำออกเสนอนี้ถูกต้องแล้ว เหตุผลนั้นเกี่ยวกับเรื่องในหลวงมิใช่หรือ ในหลวงเป็นหัวใจของคนทั้งชาติไทย เพราะฉะนั้นคนทั้งชาติจะต้องวินิจฉัยกันได้ทุกคนทีเดียว ก็มีเท่านั้น

          ผู้กำกับ                   :       แว่ว ๆ มานะครับ เขาว่าพระองค์นี้ชอบค้านทุกเรื่องที่ออกจากพุทธบริษัท ๔ ที่จะทำเป็นความดีความชอบ

          หลวงตา         :       ถ้างั้นก็เอาก้างไปให้ท่านกินดูซี เวลาก้างไปขวางคอท่าน ท่านจะว่าไง ถ้าก้างไปคัดค้านท่านท่านจะว่าไง ท่านจะตำหนิก้างไหม ท่านตำหนิก้างท่านคัดค้านเขาที่ไม่มีเหตุมีผลก็ควรตำหนิตัวเองตรงนั้น ใช่ไหมล่ะ เอาตรงนั้นแหละ ไม่เอามาก หมดเท่านั้น เอาละเราเพียงรับทราบไว้เฉย ๆ เรื่องใหญ่ที่ก้าวไปแล้วให้ก้าวไปตามเดิม ไม่มีอะไรเป็นปัญหา อันนี้ไม่เป็นปัญหาที่จะมาคัดค้านคนทั้งชาติได้ เพราะอันนี้เป็นคนทั้งชาติไม่ใช่ตาสีตาสาที่ออกความคิดความเห็นกัน เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งเป็นหัวใจของชาติ เป็นความถูกต้องชอบธรรมแล้ว สำหรับประชาชน เราเห็นด้วย มีอะไรอีก

          ผู้กำกับ                   :       หมดแล้วครับ รอฟังเทศน์

          หลวงตา         :       ไม่ว่าสิ่งใดของในบ้านของเรา เราก็เป็นเจ้าของ ใครมารุกล้ำก็ต้องเกิดเรื่องกัน ถ้ายอมให้กันด้วยกันทั้งสองฝ่าย ยกหมดครอบครัวให้เลยก็เป็นที่พอใจทั้งสองฝ่ายใช่ไหม ถ้ามารุกล้ำกันโดยฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ เช่นมาปล้นมาจี้เอานี้มันก็ต้องมีการต้านทานกันเป็นธรรมดา นี่เป็นเรื่องสมบัติของคนทั้งชาติ ในหลวงที่คนทั้งชาติวินิจฉัยแล้ว จึงได้ใช้การคัดค้านออกมา ไม่ใช่เรื่องคัดค้านออกมาด้วยทิฐิมานะ ด้วยเหตุด้วยผลโดยแท้ เราก็ทราบแล้วเรื่องเขาอ่าน อ่านได้ความอย่างนี้ เราก็ไม่มีอะไรคัดค้านประชาชนทั้งหลายที่เขาเสนอกันมานี้ มีผู้ใหญ่ผู้น้อยเสนอกันมาด้วยเหตุด้วยผลทุกอย่าง มีจุดมุ่งหมายเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ใช่มีจุดมุ่งหมายจะทำลายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยความไม่ชอบธรรม เขาทำด้วยความชอบธรรมทุกอย่างแล้ว เป็นอรรถเป็นธรรมเรียบร้อยแล้ว โดยที่ได้ผ่านเราไปเรียบร้อยแล้ว เราเห็นด้วย ไม่ใช่ธรรมดานะ ให้เขาก้าวเดินต่อไปเลย

          ขอให้พี่น้องทั้งหลายมีความพร้อมเพรียงสามัคคีกันทุกคน อย่าได้ก้าวก่ายกันด้วยหาเหตุหาผลคัดค้านต้านทาน เรื่องอะไรที่หาเหตุหาผลไม่ได้นั้นคือภัยของชาติไทยเราซึ่งเป็นส่วนรวมอันใหญ่โต ให้พากันพินิจพิจารณาด้วยดีจะทำอะไร สมชื่อว่าชาติไทยเราเป็นชาวพุทธ ธรรมของพระพุทธเจ้าออกที่ตรงไหนไม่มีใครค้านได้ สามแดนโลกธาตุไม่มีใครค้านธรรมพระพุทธเจ้าได้ เราเป็นคนมีกิเลสยิ่งจะต้องพิจารณาตัวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยก่อนที่จะพูดอะไรออกมาต่อส่วนรวม ไม่งั้นมีความแตกร้าว ความร้าวรานกันไม่ใช่ของดี แม้ตั้งแต่หนามปักเรานี้ นั่นวิการแล้ว ต้องรีบถอดหัวหนามออก เอายาใส่เข้าไป ร่างกายจะค่อยดีขึ้นไปแล้วทำงานได้เป็นปรกติ สิ่งที่เป็นภัยให้รีบเอาออก

สิ่งใดก็ตามที่เป็นภัยต่อส่วนรวมนั้นถือว่าเป็นมหาภัย ไม่ใช่เป็นภัยธรรมดา พุทธศาสนาสอนคนให้รวมกันเป็นเนื้อเป็นหนังอันเดียวกัน ตำหนิความแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายเป็นพวกเป็นหมู่เป็นคณะไปอย่างนั้น นั้นคือแยกตัวออกไปเป็นภัย เข้ามาทำลายส่วนรวมซึ่งเป็นความชอบธรรมอยู่แล้ว จึงขอให้พากันพิจารณาทุกคน

ศาสนาของเรานี้ไม่มีอะไรที่จะเลิศเลอยิ่งกว่าพุทธศาสนา สอนให้แต่มีความพร้อมเพรียงสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เหมือนเส้นหญ้าเส้นหนึ่ง เอามาเด็ดขาดทันที สองเส้นเข้ามาเด็ดขาดยากเข้าไป สามเส้น สี่เส้น เด็ดยากมากเข้าไป มัดเข้ามาเป็นกำเด็ดไม่ขาด นี่ละความพร้อมเพรียงสามัคคี คนนั้นก็เห็นดีด้วยความเป็นธรรม คนนี้เห็นดีด้วยความเป็นธรรม เป็นความสามัคคีแน่นหนามั่นคงขึ้นเป็นลำดับ นี้ยิ่งเป็นความสามัคคีของคนทั้งชาติแล้วแน่นหนามั่นคงมาก อะไรจะมาแตะต้องทำลายไม่ได้อย่างง่ายดาย เราจึงขอให้พี่น้องทั้งหลายรักความสามัคคียิ่งกว่าความแตกแยก ความร้าวรานกัน อันนั้นจะเกิดกับผู้ใด เรียกว่าผู้นั้นก่อภัยขึ้นมาแล้ว ไม่ใช่ของดี ให้รีบปัดออกจากกลุ่มแห่งความสามัคคี อย่างนี้ถูกต้อง

เรื่องความสามัคคีนี้ไม่ว่าธรรมะที่ไหน รู้สึกว่าจะเด่นมากทีเดียวที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ก็คงจะเป็นห่วงบรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้นเอง เกี่ยวกับเรื่องความร้าวรานต่างๆ จึงต้องแสดงเรื่องความสามัคคี แม้แต่พระในวัดก็ยังจะต้องแสดงความสามัคคี ทุกสิ่งทุกอย่างให้พร้อมเพรียงกัน เช่นอย่างพร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจการงานทุกอย่างที่เป็นความชอบธรรมในพระสงฆ์นั้นๆ วงนั้นๆ  ประชุมก็ให้พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิก และพร้อมเพรียงกันทำหน้าที่กิจการงานต่างๆ  สำเร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมเพรียงกันเลิก มีแต่ความพร้อมเพรียงๆ ความแตกแยกนี้ไม่มี นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า แม้แต่ในพระสงฆ์ยังแสดงความพร้อมเพรียง ซึ่งพระสงฆ์ก็เป็นผู้รักธรรมรักวินัยอยู่แล้ว ยังเอาความพร้อมเพรียงเข้ามาครอบเข้าอีกทีหนึ่ง ความพร้อมเพรียงจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดที่จะรวมตัวสิ่งทั้งหลายให้มีความแน่นหนามั่นคง

เช่นอย่างศาลาเราหลังนี้ ไม้นี่มาจากที่ไหนบ้าง ที่ว่าเป็นต้นเป็นเสา เป็นขื่อเป็นแปเป็นอะไรเหล่านี้ มาจากที่ต่างๆ เวลารวมกันแล้ว จับนั้นมัดใส่นี้ จับนี้ตีใส่นั้น แน่นหนามั่นคงขึ้นแล้วเป็นศาลาได้ทั้งหลัง อยู่เย็นผาสุกสบาย นี่คือความพร้อมเพรียงแห่งทัพสัมภาระ ที่มารวมตัวแล้วมีความแน่นหนามั่นคงมาก ได้สำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่อาศัยได้ตลอดกาลของมัน อันนี้ความพร้อมเพรียงของมนุษย์เราก็เหมือนกัน เพียงแต่ร่างกายของเราเจ็บไข้ได้ป่วยส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น หาความสุขไม่ได้แล้ว ครอบครัวมีแตกร้าวกันดูไม่ได้ บ้านนี้แตกร้าวกันดูไม่ได้ เมืองนี้ ตำบลนี้ อำเภอนี้ แตกร้าวกันดูไม่ได้ ฟาดคนทั้งแผ่นดินแตกร้าวกัน จมเลยเมืองไทยเรา

อะไรที่จะยึดไว้ได้ คือความพร้อมเพรียงสามัคคี ตั้งแต่ส่วนย่อยถึงส่วนใหญ่ ถ้าต่างคนต่างมีความพร้อมเพรียงสามัคคี ไม่ถือทิฐิมานะ ถือเราถือท่านถือเขาถือพรรคถือพวกไปอย่างนั้นมาทำลายแล้ว บ้านเมืองก็จะมีความแน่นหนามั่นคงขึ้นไป ถ้าสิ่งเหล่านี้ทำลายตรงไหนแตก เช่น ศาลาหลังนี้เอาไฟจ่อเข้าไปซิ ไม้ขีดไฟก้านเดียวนี้แหลกหมดศาลา ภัยไม่ต้องมาก เหมือนกับไม้ขีดไฟก้านเดียว หรือระเบิดลูกเดียวแหลกหมด นี่สิ่งทำลายไม่ต้องหามาก มันเป็นความทำลายของมันอยู่แล้ว ไปไว้ที่ไหนใครก็กลัวใครก็ระวัง เพราะเป็นตัวทำลาย อย่างเสือนี่มันตายแล้วเขายังกลัว เพราะมันเป็นตัวทำลาย ตายแล้วมันไม่ทำลายอะไรได้เขาก็ยังกลัว อันนี้สิ่งเป็นภัยขอให้เราทั้งหลายกลัวไว้ทุกคน เหมือนกลัวเสือแม้มันตายแล้วก็ยังกลัวมันอยู่ สิ่งที่เป็นภัยไม่ใช่ของดี อยู่ที่ไหนเป็นภัยทั้งนั้น ๆ ความพร้อมเพรียงสามัคคีไปที่ไหนประสานกันไปหมด ไม่มีชาติชั้นวรรณะ ไม่มีบ้านนั้นเมืองนี้จังหวัดนั้นอำเภอนี้ ภาคนั้นพวกนี้ไม่มี

เช่นอย่างคนไทยเรานี้ คนไทยคำเดียวเท่านั้นครอบไปหมดแล้ว เป็นเหมือนอวัยวะเดียวกัน มีความพร้อมเพรียงสามัคคีที่จะขวนขวายหาสิ่งมั่นคงเข้ามาสู่ชาติของตน อันนี้เป็นความถูกต้องแม่นยำ จึงขอให้ทุกๆ ท่านรักความสามัคคีกลมกลืนกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราเกิดมาด้วยอำนาจแห่งกรรมทุกคน ทุกคนที่อยู่นี้ด้วยอำนาจแห่งกรรม กรรมดีกรรมชั่ว มีหนักมีเบามากน้อยต่างกันอยู่ในนี้ อันนั้นเป็นเรื่องของแต่ละคน ๆ ทีนี้เมื่อต่างคนต่างมีกรรมด้วยกันแล้ว อย่าดูถูกเหยียดหยามกัน ใครมีกรรมของใครก็เป็นเต็มตัวอยู่แล้วในตัวของเราเอง ไม่ควรจะเอาอันอื่นอันใดเข้าไปเพิ่มเข้าไปอีกให้เป็นความเสียหายแก่คนนั้น หรือเขามีกรรมดีจะเพิ่มให้เขา ชมเชยให้เขาดี มันก็ดีเท่าเดิม ความชมเชยยังดีกว่าความตำหนิติเตียน

ความชมเชยเป็นการส่งเสริมน้ำใจคนนั้นให้มีกำลัง ที่จะทำความดีให้ยิ่งขึ้นไป แต่การตำหนิติเตียนนี้มีมากก็เพื่อจะลด ๆ แล้วตำหนิมากเท่าไรยิ่งเหมือนไฟเผาเข้าไป แหลกไปเลยไม่มีอะไรดีเลย จึงพากันระมัดระวังนะ ความร้าวรานซึ่งกันและกันไม่ใช่ของดี เกิดที่ใดหาความสงบไม่ได้ เกิดกลุ่มน้อยก็หาความสงบไม่ได้ ยิ่งเกิดกลุ่มใหญ่ไปแล้วแหลกหมดทั้งประเทศเรา จึงให้พากันรักสงวนความพร้อมเพรียงสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราเกิดมา สพฺเพ สตฺตา อันว่าสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น มีกรรมเป็นของตนด้วยกัน เมื่อเราได้มาอาศัยกันนี้ ก็เรียกว่ากรรมเกี่ยวโยงกัน ให้ได้มาเป็นลูกคนไทยด้วยกัน ให้มีความรักกัน ต่างคนต่างรักซึ่งกันและกัน ทำสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่กันและกันแล้ว ก็แน่นหนามั่นคงทั่วประเทศไทยเรา นี่ให้พากันจำอันนี้เอาไว้นะ

ความร้าวรานไม่ใช่ของดี อยู่ในสถานที่ใดก็ตาม แม้แต่พระร้าวรานแตกกันก็ยังได้มีประวัติมาจนกระทั่งทุกวันนี้ พระธรรมกถึก กับพระวินัยธร ต่างฝ่ายต่างมีบริษัทบริวารด้วยกัน เวลาองค์หนึ่งไปทำขัดข้องธรรมวินัย แล้วองค์หนึ่งก็เตือน องค์เตือนแล้วไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง ไม่ยอมรับก็ยกพวกขึ้น ทางโน้นมาโจมตีทางที่เตือนนี้ ว่าทางนี้เตือนผิดเตือนพลาดเตือนอย่างนั้นอย่างนี้ ทางนี้ก็ยกเหตุผลขึ้นตามหลักธรรมหลักวินัย ทางนั้นไม่ยอมรับ เมื่อไม่ยอมรับความผิดของตัวเองที่ทำผิดลงไปแล้วก็เลยแตกร้าวกัน ถึงขนาดพระพุทธเจ้าเสด็จออกไปทรงจำพรรษาอยู่ที่ป่าเลไลยก์ นี่เรื่องความแตกร้าวสามัคคี ให้ท่านทั้งหลายจำไว้ ไม่ใช่ของดี

ศาสนาพระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นตัวอย่างมาแล้วแก่เราทั้งหลาย  ไปจำพรรษาอยู่ที่ป่าเลไลยก์ บรรดาพระทั้งหลายที่ว่าใครก็เก่งใครก็ดีที่นี่นะ ทุกฝ่าย ๆ ว่าตัวดีทั้งนั้น พอพระพุทธเจ้าเสด็จออกไป คือทรงเตือนทรงมาประนีประนอม ชี้เหตุชี้ผลให้ยอมรับ ไม่ยอมรับ ฝ่ายที่เคยถือรั้นดื้อด้านไม่ยอมรับ ส่วนทางนี้ก็พูดตามธรรมของพระพุทธเจ้าวินัยของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหา ผู้ที่เป็นความผิดไม่ยอมรับ พระพุทธเจ้าก็เสด็จหนีเลย ไปจำพรรษาที่ป่าเลไลยก์ พอพระพุทธเจ้าเสด็จไปแล้ว คนเก่งๆ เหล่านั้นไปบิณฑบาตที่ไหนเขาไม่ใส่บาตรให้เลย เขาชี้หน้าเลยไหนพวกธรรมกถึก ไหนพวกวินัยธร ถามว่าพวกไหนที่เป็นพวกที่ถูกเขาจะใส่บาตรให้ ทางไหนพวกที่ผิดเขาไม่ยอมใส่บาตรให้ สุดท้ายก็ท้องแห้งจะตายด้วยกัน เลยต้องมาขอพระอานนท์ ให้ไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด คราวนี้ยอมโทษกันหมดแล้ว ตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จมา

พระอานนท์ก็ไปทูลพระพุทธเจ้า ฟังซิที่นี่ช้างมันยังรักเจ้าของ ทำไมพวกพระเรานี้เป็นลูกศิษย์ตถาคตไม่รักตถาคต ทะเลาะเบาะแว้งต่อหน้าต่อตาพระพุทธเจ้าจนเสด็จหนี แล้วพระอานนท์ได้รับคำขอร้องจากพระทั้ง ๒ ฝ่าย ไปหาพระพุทธเจ้า ถูกช้างนั้นกันเอาไว้เลย นั่นเห็นไหม ช้างรักเจ้าของรักพระพุทธเจ้า คนลูกศิษย์ลูกหาไม่รักพระพุทธเจ้า ช้างตัวนั้นวิ่งเข้ามาสกัดกึ๊กเลย ไม่ยอมให้เข้าไป ช้างป่าเลไลยก์ พระพุทธเจ้าทรงทราบ เออ เข้ามานี่อานนท์ นี่เป็นอุปัฏฐากของเราตถาคต ไม่ใช่ผู้อื่นผู้ใดที่เป็นภัยต่อเราตถาคตละ ปล่อยให้พระอานนท์อุปัฏฐากตถาคตเข้ามา ช้างนี้เปิดทางให้ปึ๋งเข้าเลย นั่นเห็นไหม

นี่ละช้างยังรักเจ้าของ รักพระพุทธเจ้า บรรดาพระสงฆ์ถือทิฐิมานะไม่ยอมรักเจ้าของคือพระพุทธเจ้าเลย ถึงขนาดพระพุทธเจ้าเสด็จออกหนีไปอยู่ป่าเลไลยก์ นี่ช้างมาประกาศความรู้จักบุญจักคุณ ความรักเจ้าของให้พระพวกเหล่านี้เห็นเสียเอง พอพระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาถึงเท่านั้น ทีนี้ประชาชนบ้านเมืองเขารุมมา ไหนพวกธรรมกถึก ไหนพวกวินัยธร ชี้หน้าเข้ามาต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า ฟังซิ พระองค์ทรงรับสั่งน่าฟังไหม คนไหนเข้ามาก็มาฟ้องพระพุทธเจ้า ๆ ไหนพระธรรมกถึก พวกไหนพระวินัยธร พระพุทธเจ้ารับสั่ง ฟังซิคำนี้ หยุด นั่นเห็นไหม อย่ามายุ่ง นี่เป็นลูกของเราตถาคต เราจะชำระเองไม่ให้ยุ่ง ลูกของพวกเธอทั้งหลายเราก็ไม่ไปยุ่ง มีทะเลาะแว้งกันในครอบครัวเหย้าเรือน ลูกเต้าเหล่ากอมีทะเลาะแว้งกัน เราตถาคตไม่เข้าไปยุ่ง นี้เป็นลูกของเราตถาคต อย่ามายุ่ง เราจะชำระของเราเอง ไล่แตกเตลิดเปิดเปิง ป่านนี้มันตกไหนมันกลับมาแล้วยังพวกนั้นน่ะ เข้าใจไหม พระองค์ก็รับสั่ง ความไม่เห็นโทษนี่เป็นยังไง มันผิดถูกประการใดจึงกระเทือนทั่วแดนพุทธศาสนานี้

พระองค์ก็ทรงแสดงธรรมสอนแก่พระทั้ง ๒ คณะนั้นซึ่งลงแล้วนะ ลงแล้วจึงให้พระอานนท์ไป พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดจนสำเร็จมรรคผลนิพพานมากขนาดไหน นี่เห็นไหมผลแห่งความลงตัว เป็นผลความชั่วทางหนึ่ง แล้วก็เป็นเครื่องหนุนทางดีให้ปรากฏขึ้นมาว่า หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จแสดงธรรมจบลงแล้ว พระเหล่านั้นสำเร็จมรรคผลนิพพานไม่น้อยเลย

นี่ละที่นี่เราสรุปลงมา ความแตกแยกความร้าวรานกันถึงความแตกร้าวสามัคคีไม่ดีทั้งนั้นนะ คิดดูตั้งแต่พระสงฆ์ก็ยังโกลาหลอลหม่านไปหมด เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตเป็นลูกชาวพุทธ ก็ขอให้พินิจพิจารณากันทุกคน อย่าไปแยกโน้นแยกนี้ คนนั้นดีคนนี้ไม่ดี พรรคนั้นดีพวกนี้ไม่ดีอย่างนี้เอามาตีกันนะ ดีไม่ดีก็สอนกันได้มนุษย์เรา ไม่ใช่ไม่ดีแล้วปล่อยทิ้งไปเลย ตั้งแต่สิ่งของไม่ดีเขามาเยียวยารักษาเขายังใช้ได้อีก อันนี้คนทั้งคน ใครไม่ดีก็แก้ไขกันได้ เพื่อความเป็นคนดีทำไมจะแก้ไม่ได้ แต่ยังไงก็ให้ระมัดระวัง ถึงจะแก้ได้ก็ตาม ไม่ควรให้เกิดในสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งอยู่ในวิสัยของเราจะแก้ไขดัดแปลงตนเองตั้งแต่ก่อน อย่าให้มีการกระทบกระเทือนซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ของดีเลย ให้พากันจำเอานะ

อย่างที่เขาถามมาเรื่องนี้ ความเห็นของคนในพุทธศาสนานั่นแหละ มันแตกมันแยกกันอย่างนี้ เหมือนความเห็นในครั้งพุทธกาล นั้นพระสงฆ์พระพุทธเจ้าเป็นประธาน เวลามันรุนแรงมันก็ไม่ยอมฟังเสียงพระพุทธเจ้า แต่เวลามันจะตายแล้ว ก็ขอทูลอาราธนาพระพุทธเจ้ามาระงับดับเป่าฟูด ๆ คืน เข้าใจไหม จนกระทั่งสำเร็จเป็นอรหัตถ์อรหันต์

นี่พวกเราก็เหมือนกันควรจะเป่า แต่ละคนเป่ากันเองฟูดฟีด ๆ ใครไม่ดีตรงไหนเป่าฟูด ๆ ให้มันหายให้มันดีขึ้นไป บ้านเมืองก็สงบร่มเย็นเท่านั้นละ พากันจำเอานะ เอาเท่านั้นละวันนี้เป่าฟูด ๆ ไปนี้ไปเป่าตัวเองมันขัดข้องตรงไหนไปเป่านะ มีเท่านั้นแหละ

โยม หลวงตาครับ ขอโอกาสถามนิดหนึ่งครับ คือมีพระองค์หนึ่งที่ชื่อเสียงดังแล้วท่านสร้างวัดใหญ่โต แล้วก็ท่านไป

หลวงตา เอาละ อย่านำมาวินิจฉัย อย่านำมาฟ้องอย่านำมาพูด ไม่ใช่เรื่องของเราไม่เอาๆ จะยุโยงให้คนแตกกันอีกหรือนี่ เรื่องใครก็เป็นเรื่องมัน เรื่องอย่างนี้เขาไม่ได้มารบกวนให้เราแตกร้าวสามัคคี เขาสร้างวัดของเขา หลวงตาบัวมีอำนาจจะสร้างให้ใหญ่กว่าเขาอีกก็ได้นี่นะ แต่มันไม่มีอำนาจจึงยุติ เราก็ไม่มีอำนาจสร้าง เขามีอำนาจสร้าง เอ้า ให้เขาสร้างไป เขาไม่ได้ไปหารบราฆ่าฟันใคร เขาสร้างวัดต่างหาก ก็เท่านั้นเอง เข้าใจหรือเปล่า เอาละให้ยุติ คำพูดอย่างนี้เป็นคำพูดที่แตกร้าว แล้วยุ ท่านเหล่านั้นสร้างวัด ทางนี้ไม่ได้สร้าง จะเอาอันนี้ไปตีอันนั้นใช้ไม่ได้นะ เข้าใจไหม

โยม ไม่ได้คิดตรงนั้นครับ

หลวงตา ไม่เอาเลิก

 

ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกทุกวัน  ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก