บำเพ็ญธรรม ประกันชีวิต
วันที่ 2 สิงหาคม 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด

บำเพ็ญธรรม ประกันชีวิต

วันพรุ่งนี้เราก็ได้ไปกรุงเทพแล้ว วันที่ ๓ ถึงกรุงเทพ วันที่ ๔ เทศน์ วันที่ ๕ เทศน์ วันที่ ๖ พัก พอวันที่ ๗ ก็เทศน์ในงานกรมประชาสัมพันธ์ เขาถ่ายทอดสดทั่วประเทศเลยเวลาบ่าย ๒ โมง วันนั้นก็จะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ๆ มากันเยอะ นี่ละที่เรารับนะ ทีแรกนิมนต์เราไม่รับ นอกพรรษาก็ดิ้นจนจะตาย ในพรรษาแทนที่จะได้พักผ่อนจะมานิมนต์เราไปยังไงอีก เราก็บอกเราไม่รับ เขาอ้างเหตุผลมาเกี่ยวกับเรื่องงานนี้เป็นงานครบรอบกรมประชาสัมพันธ์ แล้วคนผู้ใหญ่ ๆ ในวงงานต่าง ๆ เช่น กรมบัญชีกลาง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน กรมธนารักษ์ กรมสรรพากร สำนักงบประมาณ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารออมสิน ฯ เหล่านี้เกี่ยวกับการเงินทั้งนั้น เขาอ้างเหตุผลมาเราก็เลยรับ นั่นเห็นไหมล่ะ ทั้ง ๆ ที่เราปัดแล้วเราไม่รับ เขาก็อ้างเหตุผลเหมือนว่าเขาหวังจริง ๆ ที่จะให้เราเทศนาว่าการ เพราะอันนี้เป็นจุดสำคัญด้วย เกี่ยวกับการเงินทั้งนั้นตั้ง ๒๐ หน่วยงาน นี่ละเมื่อเขาชี้แจงเรื่องราวอะไร ๆ ทั้ง ๆ ที่เราปัดแล้วเราไม่รับ เขาชี้แจงเรื่องราวอะไรมา เป็นความมุ่งหวังอย่างแรงกล้าด้วยจะให้เราเป็นผู้เทศน์ แล้วเหตุผลทั้งหลายก็พร้อม สมควรแล้ว เลยในพรรษาก็ต้องแหกพรรษาไป ถ้าไม่งั้นเราไม่ไป

เราอยากพบอยากเห็นวงราชการใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นหัวหน้าพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศ แต่ละหน่วยงาน ๆ ได้เข้าใกล้ชิดกับอรรถกับธรรม เพราะจะไปเป็นผู้นำอันราบรื่นดีงามนี้ เรื่องธรรมเป็นสำคัญมากทีเดียว เวลานี้เราอยากจะพูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย เอาธรรมจับ เราไม่มาพูดเฉย ๆ มองดูเห็นแต่กิเลสถลุงทั่วโลกดินแดน กำลังกำเริบเวลานี้คลื่นของกิเลส เอามนุษย์มนาเต็มแผ่นดินเรานี้ แผ่นดินหมดเลยทั่วโลกต้มยำ ทั้งสับทั้งยำทั้งลาบทั้งก้อยทั้งอะไร ๆ เต็มไปหมดเลย ยังเพลินอยู่ยังไม่รู้ตัว นี่ซิสลดสังเวชมาก ธรรมเป็นยังไงฟังซิถึงได้มาดูอย่างนี้ แต่ก่อนเราก็ไม่เคย เราก็เป็นลาบเป็นก้อยให้พวกหอมพวกกระเทียมเหมือนกันมาตลอด ทีนี้เวลามาอ่านธรรมะเข้าออกนี้มันรู้นี่จะว่าไง มันก็เคยเป็นมาอย่างนั้นเรื่องของกิเลส แต่ไม่รุนแรง

ในระยะที่มนุษย์เรามากขึ้น ๆ ความเคลื่อนไหวของมนุษย์นี้มากกว่าสัตว์นะ เป็นการกระทบกระเทือนซึ่งกันและกันด้วยนะไม่ใช่ธรรมดา ทีนี้มันก็เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าไปเลย ที่มันเดือดร้อนไม่ได้คิดนะ มีแต่ความหวังความชิงดีชิงเด่น ชิงหอมชิงกระเทียมชิงอะไรมันไม่ได้ว่านะ มีแต่ว่าชิงดีชิงเด่น จะเอาอย่างนั้นจะเอาอย่างนี้ แข่งขันกันอยู่ตั้งแต่ย่อย ๆ ถึงส่วนใหญ่ มีแต่อย่างนี้ทั้งนั้น กิเลสนี้หั่นหอมหั่นกระเทียมจนหั่นไม่ทัน ถ้ากิเลสตัวใดมันหั่นหอมกระเทียมไม่ทัน จำเป็นให้ลากคอมันเข้าโรงพยาบาล ทำไมมึงจึงหั่นเขาล่ะ เขาหั่นมึงค่อยยังชั่ว เราก็จะตอบอย่างนั้นเสียก่อน ก่อนที่จะเอาเข้าโรงพยาบาลเอากิเลสไปรักษา เข้าใจไหม กิเลสมันป่วยมันจะตายมันหั่นหอมหั่นกระเทียมจนมือนี้บวมหมดเลย หั่นหอมหั่นกระเทียมต้มมนุษย์สัตว์โลกทั่ว ๆ ไป โดยไม่รู้ตัวนะสัตว์โลกเหล่านี้ มันหั่นหอมกระเทียม จนกระทั่งกิเลสนี้มือบวมหมดเลย เมื่อมือบวมก็ต้องเข้าโรงซ่อม โรงซ่อมก็คือโรงพยาบาล

เข้าโรงซ่อมก็ต้องผ่านเข้ามาหาธรรม พอผ่านเข้ามาหาธรรม หลวงตาบัวก็ปฏิบัติธรรมอยู่ มันก็มาเกี่ยวโยงกับหลวงตาบัวว่า เวลานี้กิเลสกำลังเป็นไข้กันเยอะ มือบวมแหลกเหลวไปหมดทั่วบ้านทั่วเมือง หลวงตาบัวก็จะถาม เพราะอะไรจึงมือบวม โลกเขาก็มีมือเหมือนกันเขาไม่เห็นบวม แล้วมือเราทำไมบวม ก็มือนี้หั่นหอมกระเทียมทั้งวันทั้งคืนยืนเดินนั่งนอนไม่มีเวลาหยุดยั้ง เพื่อต้มยำสัตว์ที่เซ่อ ๆ ว่านั้นนะ มันวิ่งเข้ามาเลย หั่นหอมกระเทียมยังไม่หมด หัวสัตว์โลกมันหมุนเข้ามา ๆ ทั้งยำหัวสัตว์โลกด้วยทั้งยำกระเทียมด้วยประสมประเสกัน สุดท้ายมือบวมไปหมด อยากเข้าโรงพยาบาล ว่างั้นนะ ทีนี้ทางนี้ก็จะมีเครื่องดัดกันบ้าง ถ้าแกจะเข้าโรงพยาบาล แกต้องพักผ่อนงานมือบวมที่ทำให้โลกชอกช้ำนี้ลงโดยลำดับ ๆ นะ ไม่งั้นเราจะเอาทั้งโคตรแกยัดลงนรกเลย เราจะไม่เอาเข้าโรงพยาบาล เวลานี้เป็นฐานผ่อนผัน จะเอาเข้าสักรายสองรายประชดลองดูเสียก่อน ถ้ายังไม่ยอมรับความผิดของตัวเองคือกิเลส เราก็จะยกมันทั้งโคตรมาเข้าหอมกระเทียมแทนสัตว์โลก แล้วยำหัวกิเลสใส่กับกระเทียมผสมกันเลย เข้าใจไหมล่ะที่พูดนี้ ก็ต้องเอาอย่างนั้น

เวลานี้มันหนาแน่นมากนะ พระพุทธเจ้าไม่อ่อนใจได้ยังไง คือธรรมไม่มีความหมายเวลานี้สำหรับโลก ธรรมไม่มีความหมาย ความหมายเต็มตัวคือกิเลสทั้งนั้น เพราะฉะนั้นโลกถึงได้ร้อนกันมากทีเดียว และไม่เห็นโทษแห่งความดิ้นรนของตัวเองว่ามาจากอะไรนี่ซิ ครั้นพูดก็ว่าชิงดีชิงเด่น มันชิงเลวชิงร้ายต่างหาก ชิงความล่มจมฉิบหายต่างหาก มันไม่ได้ชิงดีชิงเด่นเพื่อความสุขความเจริญ หากว่ามันเป็นไปอย่างนั้นจริง ๆ แล้วโลกนี้เจริญมานานแล้ว เพราะพากันดีดกันดิ้นตามกิเลสมานาน รายไหนก็รายนั้น ไม่เห็นมีรายใดที่จะสมหวัง ๆ มีแต่ผิดหวังกันทั้งนั้น น่าทุเรศนะพูดถึงเรื่องกิเลส มันเป็นอย่างนั้นละ

ครั้นเวลามีธรรมเข้าบ้างก็พอสงบตัวได้ มีเครื่องยับยั้ง ส่วนย่อยก็มีความสงบอยู่ส่วยย่อย ส่วนใหญ่ก็มีความสงบอยู่ส่วนใหญ่ ถ้าธรรมแทรกเข้าไปตรงไหน เท่ากับมียามีหมอเข้าแทรก ไม่มีแต่คนไข้กินของแสลงด้วยความเพลินตัวลืมตัวโดยถ่ายเดียว ยังมียามีหมอเข้าเยียวยารักษาก็มีหายบ้าง ผู้ตายก็ตายไป ผู้หายก็หายไป เหมือนเราเข้าโรงพยาบาลแหละ ถ้าไม่มีเลยมีหวังตายทั้งนั้น เวลานี้มีแต่โรคหวังตายนะทุกวันนี้ ไม่เกี่ยวกับศีลกับธรรมอะไรเลย มีแต่คนต่างดีดต่างดิ้น ใหญ่เท่าไรเรื่องกิเลสเรื่องฟืนเรื่องไฟยิ่งใหญ่ไปตาม ๆ กันนะ กิเลสให้มองว่าเขาใหญ่ โอ๊ย.อัศจรรย์เขา นั่นเห็นไหมล่ะ กิเลสมันซ้อนเข้าไป ๆ อัศจรรย์คนที่เขาใหญ่โตรโหฐาน ความรู้สูง ๆ แล้วมีอำนาจมาก ๆ ด้วย สมบัติเงินทองข้าวของเต็มแผ่นดินด้วย ก็ยิ่งอัศจรรย์เขา ๆ เห็นไหมกิเลสมันให้เสริมนะ มันไม่มีที่จะไปตำหนิสักนิดหนึ่ง ไม่มี แต่เรื่องธรรมจับรู้หมดจะว่ายังไง มันต่างกันอย่างนี้นะ

เพราะฉะนั้น เราจึงได้สอนบรรดาพี่น้องชาวไทยเรา ในเวลาที่ได้ออกช่วยชาติบ้านเมือง การเทศนาว่าการก็ไม่ได้แน่นอนนะ แล้วแต่เหตุการณ์ที่จะผ่านเข้ามาหนักเบามากน้อย เรื่องธรรมนี้พูดตรง ๆ จะออกรับกันเอง ๆ ตามแง่หนักเบามากน้อยที่ผู้มาฟังจะได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงไร ธรรมจะออกตามนั้น นอกจากมันไม่มีเลย ก็ไม่มีความหมายอะไรแหละ โลกมันหมดความหมาย ธรรมก็หยุด ไม่ทราบจะเยียวยาหาอะไร ก็รักษาคนตายแล้วเกิดประโยชน์อะไร ให้พากันระวังนะ

ศาสนาพระพุทธเจ้ากระเทือนโลกมานาน ขอให้กระเทือนจิตใจเราบ้าง พอระลึกตัวได้บ้างวันหนึ่ง ๆ อย่าให้ลืมไปทั้งวันเลย ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ วิ่งตามกิเลสทั้งวันไม่ระลึกถึงธรรมแม้บทเดียวก็ไม่มี มีเยอะนะ แม้ชาวพุทธเรานี้แหละมันมีเยอะ เพราะความลืมตัวถูกกิเลสลากถูไปตลอด ไม่มีความรู้สึกที่จะมาแย็บคิดถึงอรรถถึงธรรมต่อต้านกิเลสบ้างเลย มันไม่คิดเห็นนะ เป็นบ้ากันทั้งนั้น โอ๊ย พูดแล้วสลดสังเวชนะ พูดก็พูดคนเดียวเขาก็จะหาว่าหลวงตานี้เป็นบ้าคนเดียว เขาว่าจริง ๆ นะไม่ได้พูดธรรมดา เพราะเขาไม่เคยรู้เคยเห็นไปตำหนิเขาได้ยังไง เขาก็เห็นแต่สิ่งที่มอมแมมอยู่นั้น ที่จะพาให้หลงให้ล่มให้จมตลอดไปนั้น เขาไม่เห็นสิ่งที่จะให้ทำให้ไม่รู้ตัว จับตัวเขาไม่เห็นน่ะซี

เมื่อเป็นเช่นนั้นโลกมันก็ยิ่งทวีรุนแรงไป หนักขึ้นทุกวัน ๆ นะมองดูไม่ว่ามองดูอะไร นับแต่เด็กขึ้นไปหาผู้ใหญ่ มันก็เรียนแบบเดียวกัน เด็กวิ่งตามผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็วิ่งตามกันไป เอ้า ผู้ใหญ่วิ่งตามอันนั้น ออกข้างนอกก็วิ่งตามเขาไปอีก มันหลายประเทศรอบโลกอยู่นี้ มันประสานกันทั้งนั้นที่จะให้วิ่งตามกันได้นะ ถ้าต่างคนได้ของดิบของดีมาประสิทธิ์ประสาท เอาของดีออกมาอวดกัน ก็พอที่จะยึดเอาของดีมาเป็นสารประโยชน์แก่ตนได้บ้างนะ แต่นี้มันไม่มี มีแต่เรื่องฟืนเรื่องไฟเผาไหม้ตลอดเวลา

นี่เราพูดถึงเรื่องโลกกว้าง ๆ การพูดธรรมะต้องมีพูดภายนอกมีพูดภายในซิ ท่านจึงว่า โอปนยิโก เรื่องภายนอกมันก็เป็นอย่างนั้น ทีนี้ย่นเข้ามาตัวของเรา วงแคบคือในตัวของเรา ตั้งแต่ตื่นนอนนี้จนกระทั่งถึงหลับทุกวัน ๆ ที่เป็นมานี้ มีอะไรบ้างเป็นเครื่องยับยั้งชั่งตัว ให้รู้ผิดถูก ดีชั่วประการใด ๆ บ้างหรือไม่ นี่เป็นการยับยั้งตัวเองด้วยสตินะ

คนเราถ้ามีสติแล้วมันก็ต้องรู้ตัว พอสติจับปั๊บนี่มันจะเริ่มรู้ตัว เพราะฉะนั้น สติจึงสำคัญมากทีเดียว พอสติจับปุ๊บเข้ามาถึงตัวของเรานี่มันจะซ่านออกรู้เรื่องต่าง ๆ ผิดถูก ดีชั่ว ก็จะรู้ บุญบาปก็จะเริ่มรู้ รู้เขารู้เรา รู้โลกรู้สงสาร รู้อรรถรู้ธรรม รู้กิเลสมันก็ไปเรื่อย ๆ ทีนี้มันก็มีทางหลบหลีกไปได้นะ ถ้าไม่รู้เลยก็มีแต่หัวชนไปเลย ๆ เขาก็หัวแตก เราก็หัวแตก มีแต่สัตว์หัวแตกเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะกิเลสจับชนต้นเสา จับชนภูเขาทั้งลูก มันไม่รู้ตัว ไม่มองเห็นเลยนะ

ถ้าธรรมแล้วหลีก อะไรก็หลีก แม้แต่หนามนิด ๆ นี้หลีก..ธรรม เพราะเป็นภัย หนามก็เป็นภัย เสี้ยนก็เป็นภัย อย่าว่าแต่ตันไม้ภูเขาจะเป็นภัยเลย ของเล็ก ๆ ก็เป็นภัยตามส่วนของมัน หลีก ๆ นั่น ธรรมไม่ประมาทนะ ขึ้นชื่อว่าภัยแล้ว มากน้อยหลีกทั้งนั้น ๆ แล้วก็รู้ตัวขึ้นเป็นลำดับ แล้วปลอดภัยไปเรื่อย ๆ เป็นอย่างนั้นนะ นี่เรียกว่า ธรรม โอปนยิโก น้อมเข้ามาเตือนเจ้าของสอนเจ้าของบ้าง ถ้าไม่สอนบ้างไม่ได้นะ เราจะเอาโลกมาเป็นประมาณไม่ได้ ต้องเอาเราเป็นประมาณ เราเป็นผู้รับผิดชอบเราทั้งวันทั้งคืน ยืน เดิน นั่ง นอน ตั้งแต่อ้อนแต่ออกมาจนกระทั่งถึงวันตาย เราเป็นผู้รับผิดชอบเราตลอดมา นี้เราจะพิจารณายังไงเพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัยสำหรับตัวของเรา ไม่บอบช้ำไปเหมือนโลกทั่ว ๆ ไปเลย เพราะมีเครื่องเยียวยา มีเครื่องรักษา มีเครื่องป้องกันอยู่คือธรรม

ถ้าเรานำธรรมเข้ามาพินิจพิจารณาก็มีทางออกคนเรา ไม่ใช่ปิดตันตลอดไปนะ คิดดู จิตดวงเดียวนี้ เวลามันมืดมันมืดจริง ๆ นะ มันไม่เห็นบุญเห็นบาปอะไร มีแต่ความอยาก คิดมาสภาพตั้งแต่เป็นเด็ก เราก็เคยเอาหัวใจดวงนี้ ร่างกายอันนี้แหละ ร่างกายเป็นเครื่องมือของหัวใจ ใจคิดยังไง กายจะไหวไปตามร่างกาย แล้วก็มีแต่ความอยากความดีดความดิ้น เรื่องความผิดถูก ชั่วดีไม่ได้คำนึงนะ นี่ละเวลามันอยาก สิ่งที่มันดิ้นอยู่นั้น มีแต่เรื่องของกิเลสทั้งนั้น มันพาให้ดีดให้ดิ้น เจ้าของไม่รู้ตัว เวลาเข้าเกี่ยวข้องกับศีลกับธรรมเข้าไป ค่อย ๆ รู้ตัว ว่าบาป ว่าบุญ ค่อยรู้ตัว นั่นเป็นอย่างนั้น

พอจากนั้นมาแล้วเข้าบวชเป็นพระ ทีนี้ตั้งหน้าสำรวมระวัง ชีวิตของพระกับชีวิตของฆราวาสผิดกันคนละโลก แน่ะ ไปแล้วนะ มันตัดสินของมันเองเลย เคยอยู่กับโลกกิริยามารยาท การประพฤติเนื้อประพฤติตัว อะไร ๆ ที่เป็นโลกมานั้น ทีนี้เวลานี้มาเป็นพระเต็มตัวแล้วตัดออกให้หมด เอาแต่เรื่องกิริยาของพระ ของอรรถของธรรม เข้าสู่ใจ เข้าสู่กิริยามารยาท ฝึกฝนอบรมตนตลอด โลกก็ให้เป็นโลก พระให้เป็นพระ คือธรรมให้เป็นธรรม รักษาตัวเข้มงวดกวดขันเรื่อยมา ทีนี้จิตใจที่เคยเถลไถลถูกกิเลสเตะเหมือนฟุตบอลนี้ก็ค่อยอยู่ตัว ๆ นิ่งได้ ๆ เพราะมีอรรถมีธรรมเป็นเครื่องหักห้ามเอาไว้มันก็ค่อยสงบเย็น จากนั้นมาก็ยิ่งเจริญในอรรถในธรรม ด้วยจิตตภาวนาด้วยแล้วก็ยิ่งเห็นเด่นเข้า ๆ เด่นเข้าเรื่อย นั่นเป็นอย่างนั้นนะ

การฝึกฝนอบรมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ คนเราต้องมีการฝึกฝนอบรม ไม่ฝึกฝนอบรมไม่ได้ จิตดวงนี้พร้อมที่จะรับ เหมือนผ้าขาว สีอะไรมาติดหมด ผ้าขาวเป็นอย่างนั้น จิตนี้พร้อมที่จะรับอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งดีทั้งชั่วไม่เลือก ถ้าเจ้าของไม่พาเลือก มันจะติดไปหมดนั้นแหละ ส่วนดีมันไม่ค่อยมีแหละ เพราะกิเลสมีอำนาจมากกว่า จะเป็นสีของฝ่ายกิเลสติด ๆ ๆ จนดำเป็นหลังหมีไปเลย สีของกิเลสติดดำเป็นหลังหมี อย่างน้อยก็เป็นด่าง ๆ ดาว ๆ เหมือนกับหมาไอ้จ้ำหลอดของเรานี่ จุดหนึ่งมันดำจุดหนึ่งมันขาว ไอ้หมีนี้ดำหมดทั้งตัวเลย หมา ๔ ตัว ก็ดำหมดทั้งตัวไอ้นี่ นี่ละหัวใจของเรามันดำอย่างนี้แหละ มันไม่มีบุญมีกุศล พอจะให้ด่าง ๆ ดาว ๆ ติดตัวมันบ้าง มันก็ดำหมดทั้งตัวเหมือนหมาในวัดนี้ หมาในวัดมี ๕ ตัว ดำ ๔ ตัว แล้วก็ดำอีกตัวหนึ่งคือ ไอ้หมี เรียกว่าไอ้หมี นี่มันดำมาแต่พ่อแต่แม่มันแล้วนี่ จะว่ายังไง

แต่เรามาเทียบเป็นอรรถเป็นธรรม จิตใจของเรามันจะดำมาตั้งกัปตั้งกัลป์ก็ดำเถอะ ธรรมก็มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ คว้าเอามาชะล้างเมื่อไรก็สะอาด ของสกปรกมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ สิ่งสะอาดคือน้ำที่จะชะล้างกันก็มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ คว้าเอามาชะล้างอะไร มันก็สะอาดไปได้ตามลำดับลำดาของมัน นอกจากไม่สนใจกับสิ่งที่จะนำมาชะล้าง มันก็ดำเป็นหลังหมีตลอดไป แต่ดำหลังหมีมันไม่ได้ตกนรกนะ ไอ้ดำหลังคนหัวใจคนนี้ตกนรกได้ ไม่เป็นท่าตรงนี้แหละ เสียตรงนี้นะ ให้พี่น้องทั้งหลายพินิจพิจารณา เราอย่าเอาแต่เรื่องของโลกมาเป็นประมาณ ให้เอาตัวของเราเป็นประมาณกับธรรมเข้าเทียบเคียงกัน นี้เป็นเครื่องแก้ไขดัดแปลงหรือต้านทานเพื่อความปลอดภัยแก่เรา ได้แก่ธรรมคือความถูกต้อง เข้ากันได้กับเรารับผิดชอบเรา

ความรับผิดชอบนี้เป็นสัญชาติญาณนะ ใครไปที่ไหนก็ตาม ความรับผิดชอบไม่เจตนามันก็มีของมันเอง เช่น อย่างเราเดินไปลื่นอย่างนี้มันไม่ยอมล้มนะ นี่ละความรับผิดชอบตัวเอง เดินพอลื่นมันจะพลิกปุ๊บ แก้ตัวเพื่อจะไม่ให้ล้ม จนกระทั่งสุดวิสัยมันถึงจะยอมล้ม นี่คือความรับผิดชอบในสัตว์แต่ละราย ๆ เป็นอย่างนี้ เราก็รับผิดชอบเรามาอย่างนี้แหละ เราก็ต้องพยายามแก้ไขดัดแปลงตัวของเรา อะไรจะมัวหมองมากน้อย ก็แสดงว่าความทุกข์จะเกิดขึ้นมากน้อย ความทุกข์มันถูกใครมันโดนใครเข้าไปมันไม่ดี แล้วจะมายอมให้โดนเราซึ่งรู้ ๆ อยู่ซึ่ง ๆ หน้าได้เหรอ ก็ต้องพยายามแก้ไขดัดแปลง แล้วก็ปลอดภัยไปเรื่อย ๆ คนมีความรับผิดชอบตัวเอง หนาแน่นเท่าไรยิ่งมีความอบอุ่นไปโดยลำดับ ถ้าธรรมแทรกเข้าตรงไหนความอบอุ่นจะมีนะ ถ้ากิเลสแทรกเข้าไปตรงไหนมีแต่ฟืนแต่ไฟทั้งนั้น

เวลานี้ธรรมแทบไม่มีในโลกอันนี้เลยนะ แม้แต่โลกชาวพุทธเรานี้ มันก็ยังเข้าไปกลืนจนได้แหละกิเลส จะว่าอะไรที่โลกไม่มีศาสนาพุทธเราเลย ตั้งแต่เรามีพุทธศาสนากิเลสมันยังเอาไปกินต่อหน้าต่อตาก็ยังมี ก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการรับผิดชอบตัวเองด้วยอรรถด้วยธรรม อย่าพากันประมาทนะ พระพุทธเจ้าท่านไม่หวังแบ่งสันปันส่วนอะไรจากพวกเราแหละ ท่านพ้นมาแล้วด้วยธรรมเหล่านี้ ท่านจึงนำธรรมเหล่านี้มามอบให้เราทั้งหลายนำมารักษาตัว เพื่อความแคล้วคลาดต่อไปทั้งชาตินี้และชาติหน้า เพราะชาตินี้กับชาติหน้ามันเกี่ยวโยงกันอยู่ตลอดเวลามาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้ว ปฏิเสธได้ยังไง ชาตินี้ชาติหน้าชาติก่อน ชาติก่อนชาตินี้ชาติหน้า ติดกันมาเป็นกัปเป็นกัลป์แยกกันไม่ออก เราจะรับผิดชอบอย่างนี้ไปตลอด จะทำยังไง

เวลานี้เป็นมนุษย์อยู่อย่างนี้ก็ยังพอเป็นพอไป ถึงจะทุกข์ก็ทุกข์แบบมนุษย์ มีกฎหมายบ้านเมืองบีบบังคับกันไว้ไม่ให้รังแกทำลายกัน ก็พออยู่ด้วยกันได้ ทั้งคนทุกข์คนจนก็อยู่ด้วยกันได้ เพราะมีกฎหมายบ้านเมืองบีบบังคับเอาไว้ ไม่ให้รังแกและทำลายกัน เพราะฉะนั้นมนุษย์เราทุกข์จึงมีที่ซ่อนหัวนอนได้ นอนหลับได้ แต่สัตว์นี่ซี เอาอำนาจบาตรหลวงไปเหยียบแหลก ๆ สัตว์ต้องวิ่งหนีตายกันตลอด จะเอากฎหมายบ้านเมืองมาบังคับ สิ่งเลวร้ายทั้งหลายคืออันตรายนั้นไม่ได้ อันตรายคืออะไร อันที่จะมาทำลายสัตว์ นั่น มนุษย์เรายังมีกฎหมายบ้านเมืองบังคับไว้ ยังพอเป็นพอไป

นี่ละมันมาอย่างนี้ แถวแห่งความเกิดความตาย เอาวันนี้เป็นประกัน เมื่อวานนี้มี วันนี้ก็มี วันพรุ่งนี้ก็มี มีไปตั้งกัปตั้งกัลป์อย่างนี้ ทีนี้เรื่องภพเรื่องชาติที่มีจิตเป็นตัวยืนโรงอยู่แล้ว จะต้องเกิดต้องตายอย่างนี้ตลอดไป ความสูงต่ำนั้นแล้วแต่กรรมดีกรรมชั่วของใครต่อใคร อันนี้ก็ติดแนบกับภพชาติไปตลอด เกิดสูง ๆ ต่ำ ๆ เพราะอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วซึ่งเจ้าของทำเอง แล้วก็ติดอยู่ในหัวใจมันจึงพาให้เกิด เพราะฉะนั้นเราจึงต้องพยายามแก้ไขดัดแปลงป้องกันตัวของเรา ด้วยการเอาธรรมไปเป็นเกราะกำบังเอาไว้เสมอแล้วจะดี ๆ

จิตใจของเรานี้เวลามันร้อนร้อนมากนะ ยิ่งไม่มีที่พึ่งอะไร ระลึกถึงความตายนี้เป็นไฟขึ้นเลย ไม่มีความดีอะไร คือไม่อยากตายท่าเดียวทั้ง ๆ ที่มันก็จะตายอยู่นั้นแหละ แต่ไม่อยากตาย เกิดความเดือดร้อนขึ้นทันทีทันใด ต้องไปหาสัญญาอารมณ์ที่เพลิดเพลินมาหลอกใจ ให้มันเพลินไปกับอันนั้น จะไม่ได้ระลึกถึงความตาย ทั้ง ๆ ที่ความตายมันก็มีอยู่นั้นแหละ ไม่ระลึกเท่านั้นก็เอา นี่คนไม่มีหลัก ไม่มีสาระภายในใจ พูดถึงเรื่องความตายไม่ได้ ดีดดิ้นมาก ทีนี้ผู้มีธรรมในใจต่างกันนะ มีธรรมในใจมากน้อย พอคิดถึงเรื่องความตายจิตจะวิ่งถึงธรรมเกาะปั๊บ ๆ อบอุ่นๆ ยิ่งได้สร้างความดีเข้าไปมากน้อยเท่าไร ยิ่งคิดถึงความตายเท่าไร ยิ่งทำให้อบอุ่นทางธรรมะที่เจ้าของสร้างมามากน้อย บุญกุศลเจ้าของสร้างมามากน้อยมากขึ้น ๆ เป็นอย่างนั้นนะ

นี่ละอำนาจของธรรมถ้ามีแล้วประกันตัวได้ อย่างน้อยทำให้เกิดความอบอุ่น มากกว่านั้นเป็นกำแพงกั้นเรื่องความทุกข์เดือดร้อนทั้งหลาย จะไม่เข้ามาถึงคนผู้มีธรรมนั้นเลย แล้วบำเพ็ญเข้าไปเท่าไร ระลึกถึงความตายกลายเป็นมิตรเป็นสหายกันไปเลยนะ ระลึกถึงความตายยิ่งให้ระลึกถึงคุณงามความดีหนักเข้า ๆ ต้านทานเข้า ทีนี้ความดีของเรามีมากเลยไม่กลัวตาย ตายเมื่อไรก็ดีดผึงเลย มันรู้อยู่ในใจนี่จะไปกลัวอะไร แน่ะ มันเป็นอย่างนั้น ฟาดจิตให้บริสุทธิ์แล้วหมด เรื่องอดีตที่เคยเกิดเคยตายมากี่ภพกี่ชาติ และอนาคตที่จะตายเกิด ๆ ไป แบกหามกองทุกข์ไปกี่ภพกี่ชาตินั้น ขาดสะบั้นไปหมดไม่มีเหลือ ปัจจุบันนี้ก็ปล่อยหมด ตกลงก็เรียกว่า จิตที่บริสุทธิ์ถึงนิพพานธรรมแล้วเที่ยง ไม่มีสมมุติเข้าไปเจือปนเลย อดีต-อนาคต ปัจจุบันเป็นสมมุติทั้งหมด ตัดออกทั้งหมดไม่มีเหลือ นี่ความตายหรือไม่ความตายท่านไม่มี

นั่นเรียกว่า หมดขีดแล้ว ไม่มีคำว่ากล้า ไม่มีคำว่ากลัว ต่อเรื่องความเป็นความตาย มันแยกไปเป็นคนละฝั่งแล้ว ความเป็นความตายเหล่านี้คือสมมุติ ความไม่ต้องเกิดอีกไม่ต้องตายอีกเป็นที่แน่ใจสุดยอดแล้ว เช่นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านเต็มหัวใจ ไม่มีคำว่ากล้าว่ากลัวกับอะไรเลย เป็นหลักธรรมชาติพอตัวตลอดเวลา ปัจจุบันพอตัวฉันใด อนาคตเป็นอนันตกาลจนกระทั่งถึงขั้นเที่ยงก็พอตัวตลอดไปอย่างนั้น นี่ละธรรม เมื่อเราได้บำเพ็ญให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้วประกันชีวิตเราได้เลย ทั้ง ๆ ที่เราหวาดเราหวั่นมาตั้งแต่ก่อนขนาดไหน จากความล้มความตาย จากความทุกข์ความลำบากทั้งหลาย ทีนี้เวลาธรรมเข้าถึงใจแล้ว ปิดป้องได้หมดเลย ไม่มีคำว่ากล้าไม่มีคำว่ากลัว เมื่อขั้นสุดยอดของธรรมแล้วกล้าก็ไม่มี กลัวก็ไม่มี ได้เสีย แพ้ชนะไม่มีทั้งนั้น มีแต่ความพอตัวที่เรียกว่านิพพานเที่ยง

นี่ละเป็นเครื่องยืนยันให้เห็นจริง ๆ ถ้าผู้ปฏิบัติก็เป็นอย่างนี้ นอกจากไม่สนใจแล้ววิ่งตามกิเลส ให้มันถลุงเอาทั้งวันทั้งคืน ดังพูดตะกี้นี้จนกระทั่งกิเลสมือบวมไปหมด หั่นหอมหั่นกระเทียมต้มยำสัตว์โลก พวกเรานี้พวกกิเลสมือบวมนะ จะว่ายังไง โอ๊ย.เอาละพูดมาก บวมไปเรื่อย หลวงตาบัวนี้ก็บวมหมดตัวเลย มันไม่บวมแต่มือแหละ บวมหมด ถูกกิเลสยำละซิ พูดเท่านั้นละ

อ่านธรรมะหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่ www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก