น้ำตาที่มีคุณค่า
วันที่ 25 ตุลาคม 2546 เวลา 8:30 น. ความยาว 33.09 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

น้ำตาที่มีคุณค่า

 

         (วันนี้ประมาณเที่ยงกว่าท่านอาจารย์ทุยนำคณะมา นิมนต์ข้างนอกครับ คนมาก) ข้างนอกก็ข้างนอกจะว่าอะไร วันนี้ก็ได้ข่าวคนคงจะมามากละ และตอนบ่ายที่จะมาวันนี้และรับกันก็คงเป็นศาลาใหญ่ อันนี้ไม่พอ รับกันที่ศาลาใหญ่เลย ได้ทราบว่าทางศรีชมภูจะมากันมาก จึงต้องเอาศาลาใหญ่เป็นที่รับรองกันตรงนั้น

         เราจะรวบรวมกำลังกันหนุนหัวใจของชาติเรา คือทองคำ เร่งกันละ ระยะนี้เร่ง จากนี้ถึงเขตกฐินก็พอดีเป็นเวลาเหมาะสมหลวงตาก็จะลงกรุงเทพฯ แหละ พอเดือนพฤศจิกาผ่านไปแล้ว ไปภาคเหนือนั่นก็ไม่ใช่ไปอะไร ก็ไปเรื่องชาติของเราทั้งนั้น ไปภาคเหนือคราวนี้ประมาณดูเหมือนวันที่ ๕ นี่เราก็ไปเพื่อชาติของเรา เราทนเอา  ทนที่สุดต่อพี่น้องชาวไทยเรา ไปคราวนี้ก็ตั้งร่วมสองอาทิตย์ละมั้ง (๑๓ วัน ๑๒ คืนครับ) นั่นไม่ใช่เล่นนะ ภาคเหนือเรียกว่าทั้งภาคเลย ตระเวนไปเรื่อยตั้งแต่พิจิตร เรื่อยๆ ไปจนถึงเชียงราย แล้ววกกลับมาพุ่งมาทางเพชรบูรณ์ นครสวรรค์ เขตแดนต่อกัน เสร็จนั้นแล้วออกเดินทางก็ถึงวัดพอดี ๑๒-๑๓ วันเราทนเอา เราเห็นแก่ชาติบ้านเมืองของเรา

ครอบครัวไม่มีหลักแหล่ง บ้านไม่มีหลักแหล่ง จุดใหญ่ๆ ไม่มีหลักแหล่งใช้ไม่ได้เลย อันนี้เมืองไทยเราเป็นประเทศ เรียกว่าหลักแหล่ง เราจึงต้องได้พยายามรักษาและบำรุง อะไรที่บกพร่องก็บำรุง แล้วก็รักษาไม่ให้ภัยเข้ามาเหยียบย่ำทำลายชาติของเรา ซึ่งบรรพบุรุษพารักษามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เราเป็นลูกเป็นหลาน เราจะทำใจจืดจางไร้ค่าราคานี้เป็นการทำลายปู่ย่าตายายของเรา ซึ่งเป็นพ่อเป็นแม่อันใหญ่หลวงของชาติไทยเรา นำชาติไทยเรามา ให้ท่านเสียใจ ตายไปแล้วใจท่านไม่ได้ตายนะ ยังเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องลูกหลานอยู่ เราเป็นพี่น้องลูกหลานมีหัวใจเหมือนกันก็ให้เป็นห่วงท่าน แล้วพยายามปฏิบัติตามที่ท่านมีอารมณ์ห่วงใยกับพวกเรา คือให้รักษาตัว รักษาชาติของตัว สมบัติสิ่งของเงินทองอันเป็นสมบัติของชาติของตัวเอง ให้พากันระมัดระวังรักษา อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมสุรุ่ยสุร่าย จับจ่ายไม่รู้จักประมาณจะเสียคน

เสียคนก็เสียคนทั้งประเทศ คนนั้นก็ทำแบบนี้ๆ แบบเดียวกันแบบทำลาย จมได้นะ นี่ละที่ปู่ย่าตายายเราเป็นห่วงเป็นใย ท่านไม่ได้พาเราสุรุ่ยสุร่ายนะ พวกเรานี่ตัวเก่งสุรุ่ยสุร่าย มันยังไม่พ้นท้องแม่เลย ให้สั่งรถเก๋งรถอะไรมาแล้ว เป็นขบวนๆ มารอไว้ พอตกแป๊ะออกมาจากหีแม่ เข้าใจไหม จับรถยนต์ยัดใส่มือเลย นี่ละภาษาธรรมให้ท่านทั้งหลายฟังเสียนะ คือความลืมตัวมันขนาดนั้น ความหมายว่าอย่างนั้นนะ ไม่รู้ตัวเลย เพราะฉะนั้นจึงรักษามรดกของพ่อของแม่เราไว้

เวลานี้เรากำลังสั่งสมกำลังทั้งหลายหนุนหัวใจ ซึ่งเป็นที่ห่วงใยของคนทั้งประเทศนั้นให้มีความแน่นหนามั่นคง คราวนี้ทองคำเราอย่างน้อยก็ต้องให้ได้มากกว่าทุกครั้งทีเดียว นี่กำลังเตือนบรรดาพี่น้องทั้งหลายให้รวมมาทุกทิศทุกทางรอบประเทศไทย รวมเข้ามา จุดนี้ให้ได้ทองคำมากทีเดียว ได้น้อยไม่สมเหตุสมผลกันเลยกับคนไทยทั้งชาติยกชาติตัวเอง ทองคำในงานช่วยชาติทั้งประเทศคราวนี้ได้เท่าไร ได้ ๕ บาท กับ ๓ สตางค์ ฟังซิน่ะมันฟังได้ไหม มันต้องเป็นพันกิโลขึ้นไป เข้าใจเหรอ ต้องเอาให้มันหนักอย่างงั้นซิ

         คนไทยทั้งชาติคราวนี้ กฐินนี่กฐินทั้งชาติต้องประกาศความดีเด่น ความรักชาติ ความเสียสละด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีเราให้โลกได้เห็นทั้งภายนอก และภายในอบอุ่นด้วยกัน ภายนอกเขาจะตำหนิติเตียนเรา จ้องมา เขาได้จับอาวุธขนกลับบ้านกลับเรือนเขา เขาจะมานินทาชี้หน้าด่าทอเราเป็นอาวุธอันหนึ่ง อันนี้เจ็บกว่าอาวุธทั้งหลายนะ อาวุธปืนผาหน้าไม้ไม่ได้เจ็บ อาวุธฝีปากนี้มันสำคัญนะ พูดออกมาคำเดียวนี้เจ็บแสบทั้งประเทศ ฟังซิ เราปิดปากเขาด้วยความรักชาติ ความเสียสละของเรา ด้วยพร้อมเพรียงสามัคคี ปิดปากมันให้หมด คำพูดเหล่านั้นอย่าให้มันออกมา แล้วเปิดไว้ช่องช่องหนึ่ง ถ้าจะสรรเสริญก็ออกมาช่องนี้ ช่องนี้เราปิดหมดแล้ว หรือเราไม่มีบกพร่องแล้ว นั่นความหมายว่างั้นนะ

         ต้องเอาให้จริงจัง เราเป็นลูกชาวพุทธให้จริงจัง ให้ถือพระพุทธเจ้าเป็นคติตัวอย่างอันล้ำเลิศ ถึงขนาดสลบไสลกว่าจะได้เป็นศาสดาสอนโลก ในพระประวัติสลบถึงสามหนพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ฟื้นต้องตายไม่ได้เป็นศาสดาของพวกเรา นี้สลบไสลก็สลบไสลความเพียรไม่ถอยผ่านได้เลย ถึงได้มาเป็นศาสดาของพวกเรา เต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่มีอะไรบกพร่อง บรรดาพระสาวกที่ได้เป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ตาบอดก็มี เพราะความทนทานของท่าน ตาท่านไม่ดี ท่านอธิษฐานไม่นอนในสามเดือน ไม่นอนทั้งวันทั้งคืนเลย ท่านอธิษฐานตั้งสัจจะลงแล้วว่าไม่นอน

         ทีนี้เมื่อไม่นอนตามันก็เสีย หมอเขามาตรวจให้ท่านนอนหยอดตา ไม่ยอมนอนท่านว่า นอกจากตายเท่านั้นจะนอนหรือสลบไสล มีสติอยู่นี้ไม่นอน คำสัตย์คำจริงเหนืออันนี้อีกท่านว่า นั่น สุดท้ายถ้าหากว่าท่านไม่ยอมนอนหยอดยา ตาท่านก็ต้องบอด เอ้าบอดก็บอด นั่นฟังซิน่ะ เรามุ่งต่อธรรมเราไม่ได้มุ่งต่อตา เรามุ่งต่อธรรมที่จะเกิดขึ้นภายในใจเพราะความอุตส่าห์พยายามด้วยความสัตย์ความจริงของเรา พอดีตาท่านก็แตกจริง ๆ กิเลสก็แตกภายในใจจ้าขึ้นมา เป็นพระจักขุบาล แปลว่าผู้สำเร็จด้วยการรักษาตาตัวเอง ด้วยความเข้มข้น เรียกว่าจักขุบาลเป็นผู้รักษาตา เป็นเครื่องหมายแห่งความเด่นชัดของท่านให้โลกได้เห็น

         นี่ละ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา พระพุทธเจ้าสลบสามหน สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราก็เป็นมาอย่างนี้ เห็นชัด ๆ ๆ มีตั้งแต่ท่านเด็ดเดี่ยวอาจหาญทั้งนั้น ได้ชัยชนะมาเทศนาว่าการโปรดเมตตาแก่พวกเราทั้งหลาย ให้ยึดท่านเป็นหลัก ให้พยายามยึดกันนะ นี่เมืองไทยเรานี้ก็เกือบไปแล้วนะ พูดตรงๆ อย่างนี้เลย หวุดหวิดทีเดียว เกือบจะลงทะเลกันไปหมดทั้งประเทศ ยังเหลือแต่หมาขี้เรื้อนเต็มเมืองไทยเรา คนลงทะเลไม่มีเหลือเลย หวุดหวิดไป นี้ก็เพราะอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภาร เพราะเราเป็นลูกชาวพุทธ ฟังเสียงอรรถเสียงธรรม ฟังเสียงหัวหน้าที่เป็นอรรถเป็นธรรม

         ทางฝ่ายบ้านเมืองท่านก็พยายาม เรียกว่าฟื้นกันขึ้นในเวลาเดียวกันนั้นแหละ ทางศาสนาก็เราเป็นผู้นำ เราไม่ได้สลบไสลเหมือนพระพุทธเจ้า แต่จวนเต็มที่ ๆ ไม่รู้กี่ครั้ง นี่ละพิจารณาอย่าว่าเรา หรือจะว่าเราเป็นคนโอ้อวด คนประเภทนี้หรือมาโอ้อวดต่อโลกให้ท่านดูหน้าให้ดีนะ ปฏิบัติตัวเองนี้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อมูตรห่อคูถ ในใจของเราก็มีแต่มูตรแต่คูถ ผ้าขี้ริ้วก็คือของสกปรกโสมมที่โลกเขาไม่ต้องการ ผ้าก็ผ้าแก่นขนุนสีกรัก หมกมอกตัวเองอยู่ในป่าในเขาฟาดกันกับกิเลส บางครั้งถึงขั้นจะสลบไสล เอาสลบ อย่าว่าแต่สลบ ตายก็ตาย นี่ก็คำสัตย์อันหนึ่งเหมือนกัน

         ลูกศิษย์ตถาคตว่าอย่างนี้เลย เพราะเราไม่ได้เป็นศาสดาของพระพุทธเจ้า เราว่าลูกศิษย์ตถาคตผิดไปไหนวะ ก็เราเป็นลูกศิษย์ของท่าน มันต้องอย่างงั้นซิ ซัดไม่มีถอยเลย เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว นี่เราตัวเท่าหนูเราก็ขอกราบไหว้เป็นลูกศิษย์ตถาคตด้วยภาคปฏิบัติเต็มกำลังความสามารถของเรา ก็ผ่านมาได้อย่างที่ว่า ผ่านมาได้ก็มาเจอกับบ้านเมืองของเราเป็นอย่างนี้ขึ้นมา ทีแรกก็ผ่านมาได้ด้วยความสงบงบเงียบ ถึงความท้อถอยน้อยใจจะไม่สั่งสอนผู้ใดเลย แต่แล้วมันก็ฟื้นกันขึ้นมาด้วยเหตุผลกลไกที่ควรจะฟื้น ในการแนะนำสั่งสอนก็สั่งสอนเรื่อยมา

         แล้วก็มาเจอเอามรสุมอันใหญ่หลวง ที่จะโค่นเมืองไทยเราทั้งประเทศให้จมลงทะเลหลวง เหลือแต่หมาขี้เรื้อน ๖๒ ล้านตัว เราไม่อยากได้ยิน เกิดมาแต่ปู่ ย่า ตา ยาย ท่านพาถ่อพาพายมา ไม่ได้เคยได้ยินหมาขี้เรื้อนขึ้นมาสืบมรดกท่าน แล้วพาเมืองไทยให้จม ลูกหลานจมไปหมดเลย ยังแต่หมาขี้เรื้อน ๖๒ ล้านตัว เราไม่อยากได้ยิน อ้าวเป็นยังไงก็เป็น นั่นละเมื่อร้องโก้กแล้วก็ออกช่วยพี่น้องทั้งหลาย ตัดเหมือนกัน ออก ออกอย่างเด็ดอย่างเดียว ไม่มีคำว่ากล้าว่ากลัวกับสิ่งใดเลย คำว่าแพ้ว่าชนะก็ไม่มี สิ่งใดที่จะพาให้ล่มจม คือความจน จะเอาชนะความจนให้ได้ มีเท่านั้น จึงได้บึกบึนขึ้นมาเต็มกำลังความสามารถ

         ทางชาติบ้านเมืองก็ประกอบกับพี่น้องชาวไทยเรามีนิสัยวาสนา ได้คนดีมานำชาติบ้านเมืองเรา รู้สึกฟื้นขึ้นมาโดยลำดับ ไปที่ไหนคนยกย่องสรรเสริญทั่วหน้ากันทั่วโลกเลยเวลานี้นายกฯ เรา พูดให้ตรงอย่างนี้ละ เราก็ไม่เคยเห็นแต่เกิดมา เราพบนี้เราก็บอกว่าพบ ท่านทั้งหลายมีหูมีตาดูเอา มีหัวใจ ดูเอา ฟังเอานะ เอาไปคิดทุกคนๆ คนชั่วที่จะพาให้เมืองไทยเราล่มจมเราก็เห็นชัด ๆ ที่กำลังฟื้นฟูเมืองไทยของเราขึ้นด้วยความอุตส่าห์พยายาม ไม่คำนึงคำนวณถึงชีวิตจิตใจ สมบัติของตนเลย มุ่งต่อชาติไทยทั้งชาติ เราก็เห็นแล้ว คือนายกฯ คนนี้เอง ท่านทั้งหลายให้ไปพิจารณาให้ดี

         หลวงตานี้ไม่ได้มาหลอกลวงโลกนะ พูดตามสัตย์ตามจริง ผิดตำหนิทันที อย่าว่าเราชม ดีเราต้องชม ถ้าไม่ดีเราจะตำหนิทันที ทุกสิ่งทุกอย่างเราจะทุ่มลงเหมือนกันหมด ทางดีเราก็ทุ่มได้ ทางชั่วไม่ดีทางไหนทุ่มได้เหมือนกัน เพราะคำว่าธรรมจะไม่ออกข้างนั้นข้างนี้ ไม่เอียง พูดอย่างตรงไปตรงมา นี่เราก็สมประกอบเวลานี้ รู้สึกว่าบ้านเมืองเราได้รับความชมเชยสรรเสริญ เมืองไทยได้เป็นเมืองสาวงาม ชายงาม นั่นแหละ ไปทางไหนระวังให้ดีนะเดี๋ยวไอ้ปุ๊กกี้มันจะมาดู มันงามจริงอย่างหลวงตาว่าไหม มันจะมาแหงนหน้าดูเข้าใจไหม ไอ้ปุ๊กกี้เรามันด้อมแด้ม ๆ อยู่ตามนี้ละ มันเป็นยังไงที่หลวงตาท่านชมว่าเมืองไทย เราเป็นเมืองสาวงามชายงาม มันจริงไหมน่า มันสู้ไอ้ปุ๊กกี้เราได้ไหม มันแหงนหน้ามา ให้ระวังไอ้ปุ๊กกี้ ตัวอื่นไม่ระวัง ไอ้ปุ๊กกี้มันแหงนได้ทุกคนแหละ

         นี่ชาติไทยของเราก็ดีขึ้นมา ทางศาสนาก็รู้สึกว่าฟื้นขึ้นมาเป็นลำดับลำดา นี้ก็พูดตามหลักความจริง การเทศนาว่าการ เทศน์จากนี้แล้วเวลานี้ก็ออกทั่วโลกแล้ว กระจายทั่วประเทศไทยยังออกทั่วโลก เต็มกำลังความสามารถของเราที่ปฏิบัติได้ผลมามากน้อย ทุ่มลงมาเพื่อพี่น้องทั้งหลายหมด ใครจะว่าโอ้ว่าอวดอะไร เราไม่สนใจกับกองขี้หมู ขี้หมา เราสนใจตั้งแต่เมตตาที่จะทำประโยชน์ให้โลกได้รับความสงบร่มเย็น และแน่นหนามั่นคงทั่วหน้ากันเท่านั้น เรามีความมุ่งหมายอย่างงั้น ไอ้เรื่องส้วมเรื่องถานมาคอยยุแหย่ก่อกวน มาเตะ มาถีบ มายัน ผู้ที่ตั้งหน้าตั้งตาทำความดี เราปัดลงทะเลหมดแล้วเราไม่มายุ่ง

         ถ้าเราจะถืออันนี้เป็นอารมณ์เราจะนำโลกไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็นำโลกไม่ได้ เพราะโลกนี้มันเป็น นินฺทา จ ปสํสา จ ลาภา จ อลาโภ จ ท่านบอกว่าการได้การเสียเป็นของคู่เคียงกัน การนินทาสรรเสริญ เหล่านี้เป็นของคู่เคียง ธรรมนี้เป็นธรรมเก่าแก่ ใครลบล้างไม่ได้ เอส ธมฺโม สนนฺตโน แปลว่าเป็นธรรมเก่าแก่ เป็นธรรมพื้นฐาน ไม่มีใครลบล้างมันได้ ผ่านมันไปด้วยกันทุกคน ทั้งคนดีคนชั่วต้องได้รับการนินทาสรรเสริญเช่นเดียวกันหมด เราก็อยู่ใต้ท้องแห่ง เอส ธมฺโม สนนฺตโน นี้เราจะหลีกเร้นไปไหน เอ้า นินทามา ความดีที่เราจะทำให้เป็นประโยชน์แก่โลกเราก็ทำเต็มความสามารถของเรา เราก็ทำอย่างที่ว่านี่แหละ ดังพี่น้องทั้งหลายเห็น

         นี่เราก็กำลังเร่งทองคำของเราจะให้เข้าจุดที่แน่นหนามั่นคง ซึ่งเป็นหัวใจของชาติ ทองคำให้ได้น้ำหนัก ๑๐ ตัน ดอลลาร์ให้ได้ ๑๐ ล้าน นี้เป็นจุดมุ่งหมายที่เราประกาศแล้วทั่วดินแดนของไทยเรา ให้ขาดไปไม่ได้นะ ถ้าอันนี้ขาดไปแล้วเอาคอหลวงตาบัวไปตัดขาดเสีย เรายังไม่เสียดายยิ่งกว่าทองคำที่ขาดตามความมุ่งหมายเป็นความสัตย์ความจริง แล้วได้ขาดสะบั้นลงจากเมืองไทย อันนี้เราเสียดายมาก คอหลวงตาเราไม่เสียดาย ตายไปเถอะเราไม่สนใจกับมัน ขอให้คอพี่น้องทั้งหลายยังอยู่คงเส้นคงวาหนาแน่นครองบ้านครองเมืองด้วยความสงบร่มเย็นและแน่นหนามั่นคง นี้เราเป็นที่พอใจ สมเจตนาของเราที่ได้ตั้งหน้าตั้งตาช่วยพี่น้องทั้งหลาย โดยไม่ห่วงใยเรื่องความเป็นความตาย

         ถึงประกาศก้องว่าข้าศึกศัตรูมันจะมาแง่ไหน เราบอกเราไม่มีกล้า เราไม่มีกลัว เราไม่มีแพ้ไม่มีชนะ ไม่มีเอาเปรียบ เสียเปรียบใครทั้งนั้น มีแต่ธรรมที่จะทำประโยชน์ให้โลกโดยถ่ายเดียวเท่านี้ นี่เราประกาศก้องรับข้าศึกศัตรูมาทางไหนมา ความเกิดความตายอยู่กับเรา เราเรียนจบมันเรียบร้อยแล้ว กล้าหาอะไร กลัวหาอะไร เราจึงประกาศด้วยความไม่กล้าไม่กลัวตามหลักความจริงนั้น ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้พินิจพิจารณา คราวนี้เป็นคราวยิ่งใหญ่ของชาติไทยเรา ประกาศออกมาเลยคราวนี้ว่า เอ้า ให้ได้ทองคำน้ำหนักอย่างน้อย ๑ ตัน แต่คราวที่แล้วนี้ก็เป็นธรรมดา ได้ทองคำตั้ง ๑ ตันกับ ๒๕ กิโล คราวนี้ให้ได้ ๑ ตัน อย่างน้อย ๑ ตันกับ ๓๐ กิโล นี่เป็นคราวที่ยิ่งใหญ่

ได้นี้เราก็พอหายใจนิดหน่อย จะให้เต็มปอดไม่เต็ม ถ้าได้มากกว่านั้นเราเต็ม เพราะเป็นงานของคนทั้งชาติทีเดียว ขอให้พากันอุตส่าห์พยายามทุกผู้ทุกคนนะ วันนี้ก็พูดให้ฟังเพียงเท่านี้ ให้ไปเป็นคติเครื่องเตือนใจ มีเท่าไรเอามา มี ๕ บาทเอามา ๑๐ บาท ยืมเขามา ๕ บาทเสียก่อน ได้มาไม่พอไปยืมเขามาก่อน ขอให้คลังหลวงเราเต็ม กระเป๋าเราจะแฟบช่างหัวมันเถอะ กระเป๋าใหญ่เราเต็มแล้วเราพอใจ

เมื่อวานนี้ได้ทองคำ ๕ บาท ๙๕ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑๒๗ ดอลล์ เวลานี้ทองคำที่ได้แล้วยังไม่ได้รวมนะ เราทราบเฉพาะที่ได้มาแล้วนี้ ทองคำได้ ๔๓๔ กิโล ๓๙ บาท ๘๔ สตางค์ นี่ไม่ได้แน่ะนะ เราพูดเฉพาะในวงที่พอทราบเท่านั้น แต่กำลังเข้ามา ๆ ก็มี ดอลลาร์ได้ ๑๖๔,๑๒๘ ดอลล์ เมื่อวานนี้ก็ได้บวกกันกับทางกรุงเทพกับทางนี้ ของทางนี้ก็ได้ ๙ หมื่นเท่าไร ทางโน้นก็ได้เท่าไรก็เป็นแสนกว่า

รวมทองคำที่ได้แล้วทั้งหมด ๘,๑๕๙ กิโลครึ่งนะ ยังขาดอยู่อีก ๑,๘๔๐ กิโลครึ่งจะครบจำนวน ๑๐ ตัน ส่วนดอลลาร์ได้แล้ว ๘,๔๖๔,๑๒๘ ดอลล์ ยังขาดอยู่อีก ๑,๕๓๕,๘๗๒ ดอลล์จะครบจำนวน ๑๐ ล้าน กรุณาทราบตามนี้ ยังไงต้องเอาให้ได้ละ คราวนี้เวลามอบทองคำนี้ดอลลาร์ก็จะติดตามเข้าไป มันจะได้เท่าไรดอลลาร์คอยดู ตั้งแต่มอบคราวที่แล้วได้ดอลลาร์ตั้ง ๔๓๒,๐๐๐ ใช่ไหม

อย่างไรต้องจำเอาคำสำคัญนี้ไว้เท่านั้นเอง คราวนี้คราวที่เราจะมอบทองคำยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งนะ คราวที่แล้วนี้ก็ยิ่งใหญ่อยู่ ทองคำตั้ง ๑,๐๒๕ กิโล แล้วดอลลาร์ตั้ง ๔๓๒,๐๐๐ คราวที่แล้วนะ คราวนี้ยิ่งเป็นคราวยิ่งใหญ่จะแพ้กว่าคราวที่แล้วไม่ได้นะ ต้องให้ชนะตั้งแต่ยังไม่แข่งเข้าใจไหมล่ะ

โยม ปัญหาทางเว็บไซต์อินเตอร์เน็ตนะครับ ข้อที่ ๑ กราบนมัสการหลวงตาที่เคารพ เนื่องด้วยกระผมมีข้อสงสัยในการปฏิบัติ ขออนุญาตกราบเรียนถามดังนี้ ในการกำหนดคำบริกรรม เพราะเหตุใดจึงให้เลือกเพียงบทเดียว ตอนนี้กระผมกำหนด พุทโธ ธัมโม สังโฆ พร้อมกันทั้ง ๓ บท ไม่ทราบว่าถูกต้องเหมาะสมประการใดครับ

หลวงตา ถูกต้องถ้าอยากจะได้ทั้ง ๓ บทก็ถูกต้อง หรืออยากจะได้ทั้งพระไตรปิฎกก็ให้ยกมาแบกถ้าไม่กลัวหลังหักเราไม่ว่า เอ้า ว่าไป ต้องอย่างนั้นซิตอบใช่ไหมล่ะ

โยม ข้อ ๒ ในขณะนั่งสมาธิจิตไม่คิดปรุงเรื่องใด แต่ยังได้กลิ่นได้ยินเสียงภายนอกอยู่ อาการเช่นนี้ถือว่าจิตสงบหรือไม่ครับ ต้องไม่รับรู้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสภายนอก หรือเปล่าครับจึงจะถือว่าจิตสงบ

หลวงตา อันนี้ก็เรียกว่าสงบ เรียกได้แล้วว่า สงบ ก็ไม่ใช่คนตายมันก็ต้องได้ยินอยู่เป็นธรรมดา ถ้าอยากให้สงบอย่างมิดชิดก็ให้ตายเสียว่างั้น เข้าใจเหรอ ฟื้นขึ้นมาแล้วค่อยมาถามหลวงตาบัวหลวงตาบัวจะตอกย้ำอีกมันลงทะเลหลวง นั่น เอ้า ว่าไป

โยม ข้อ ๓ ครับ การพิจารณาด้านปัญญาต้องให้มีความชำนาญในการเข้าขั้น อัปปนาหรือไม่ครับ

หลวงตา ไม่จำเป็น แค่ไหนก็ใช้ปัญญาแค่นั้นเข้าใจเหรอ อัปปนา หมายถึง สมาธิที่มีความแนบแน่น คนที่มีสมาธิมีความสงบเป็นพื้นฐานจะใช้ปัญญาตามขั้นแห่งความสงบนั้นเป็นลำดับลำดาไปนี้ไม่ผิด ถูกต้องแล้ว เข้าใจเหรอ ใช้ปัญญาตามฐานแห่งความสงบของตนเป็นลำดับลำดาไป เข้าใจแล้วนะ

โยม คนที่ ๒ ครับ กราบนมัสการเรียนถามหลวงตาเจ้าค่ะ ข้อ ๑ ขณะหนูภาวนาจนจิตดิ่งลงสู่ความสงบแน่วเป็นลักษณะนี้อยู่นาน แล้วเหมือนจิตสังขารปรุงเป็นภาพตัวเองตั้งแต่เล็กเป็นเรื่องดี เรื่องไปทำบุญต่าง ๆ สมัยเป็นเด็กเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นภาพฉาก ๆ แล้วปรุงเป็นเรื่องที่ทำไม่ดีต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยเด็กเรื่อยมาถึงปัจจุบัน คือมันปรุงทั้งบุญที่ทำ ความไม่ดีที่ทำตั้งแต่เล็กให้เห็นเป็นภาพฉาก ๆ ซึ่งเรื่องตั้งแต่เล็กลืมไปหมด แต่ปรากฏให้เห็น แล้วสติก็จับตรงจุดนั้นยังคงนิ่งแน่วอยู่ชั่วแวบเดียว เหมือนหดเข้ามาที่จิต ลูกคิดว่าเป็นธรรมในจิตแสดงให้รู้ว่า ทั้งบาปเรื่องไม่ดี ทั้งบุญที่ทำทั้งหมด ทั้งจำได้และจำไม่ได้มารวมอยู่ที่จิต แสดงให้รู้พอชั่วขณะจิตแวบเดียว ก็น้ำตาไหลเหมือนกับรู้อาการของจิต เหตุเกิดบุญเหตุเกิดบาปความไม่ดี จึงขอเมตตาหลวงตาสอนว่าที่สังขารปรุงแต่งแบบนี้เป็นลักษณะที่ลูกพิจารณาอย่างนี้ ถูกหรือไม่อย่างไรเจ้าคะ

หลวงตา เออ ที่ว่าน้ำตาร่วงลงมานั้นเป็นน้ำตาที่มีคุณค่ามีราคานะ น้ำตาที่โศกเศร้าโศกาอาลัยทั่วโลกดินแดน ไม่มีค่าทั้งนั้นอย่าพากันร้องห่มร้องไห้ น้ำตาแบบนั้นอย่าให้มันร่วง ให้มันร่วงกับเรื่องศีลเรื่องธรรม มีความปีติยินดีในสมบัติอันล้ำเลิศของตนเอง ดังที่น้ำตาของคุณร่วงจากการภาวนานี้เหมาะสมแล้ว พยายามทำให้ดีนะ แล้วการคิดปรุงดีชั่วต่าง ๆ มันคิดเป็นธรรมดาของสังขาร สติ ปัญญาเรามีปัดออก อันใดที่คิดไม่ดี อันใดที่คิดดีก็เปิดทางให้คิดไป เท่านั้นแหละ

โยม ข้อ ๒ ครับ ขณะกำลังน้ำตาไหลในข้อธรรมะที่ปรากฏนี้แล้ว จิตมันก็ยังรู้สึกหดแน่น ๆ นิ่ง ๆ อยู่กับอาการของจิตนี้ ลูกก็ยังคงบริกรรม พุทโธ ติดกับสติ ไม่เผลอไปตามสังขารที่ปรุงแต่ง อย่างนี้เป็นการถูกหรือไม่อย่างไรเจ้าคะ

หลวงตา ถูก ๆ ต้องแล้ว ให้ดำเนินไปอย่างนั้นเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรขัดข้องละ ถูกต้องแล้ว เอ้า ว่าไป

โยม เขาก็ถามมาแค่นี้ละครับ เขาก็กราบนมัสการรำลึกในพระคุณหลวงตาเป็นอย่างสูงสุดครับ

หลวงตา เออ ก็มีเท่านั้น หมดแล้วเหรอ เออ เอาละแค่นั้นละ เรื่องการตอบปัญหามันแล้วแต่คำถามมา เอาแน่ไม่ได้ละ ถามมาแง่ไหนก็ไปแง่นั้น ๆ เท่านั้นเองหมดแล้วนะทีนี่

ให้พร

ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกทุกวันที่  ได้ที่

www luangta.หรือ com www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก