จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วเลิศเลอ
วันที่ 30 ตุลาคม 2546 เวลา 8:30 น. ความยาว 30.52 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วเลิศเลอ

 

         (หลวงตาเจ้าคะ หนูเห็นโทษของใจที่ส่งออกข้างนอกค่ะ ใจที่ส่งออกข้างนอกนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าส่งออกไปแล้วมันจะไปทำปฏิสนธิวิญญาณกับโลก เพราะโลกนี้มีแรงพลังดึงดูดโดยธรรมชาติของโลก ถ้าเราส่งจิตออกไป พลังดึงดูดของโลกมันจะทำปฏิสนธิกับจิตวิญญาณของเรา แล้วทำให้เกิดรูป เมื่อมีรูปแล้วก็ทำให้เกิดเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หนูเริ่มพิจารณาจิตตรงนี้ หนูมองเห็นโลกค่ะ โลกของเรานี้มีธาตุทั้งสี่ คือ มีธาตุดิน น้ำ ลม ๆ ธรรมชาติของโลกมีแรงดึงดูดค่ะ แล้วพระอาทิตย์นี้ให้พลังความร้อนและความอบอุ่นแก่โลก เมื่อพระอาทิตย์ส่งพลังแสงลงมา)

นี่ไม่ใช่จะเริ่มเป็นบ้าแล้วเหรอ ฟังว่ามันไปอะไรๆ อีกนี่ อ้าว จริงๆ ฟังมันรู้แล้วนี่ หยุดอย่ามายุ่งอีก ทำยังไงที่จะให้จิตเข้าสู่ความสงบด้วยสติ ตั้งให้ดี ลงจุดนี้ เข้าใจเหรอ มันจะเริ่มบ้าแล้วนะนี่ สอนอย่างหนึ่งไปอย่างหนึ่ง อะไรดึงดูดดึงดีดอะไร เจ้าของเป็นบ้าไปหาดึงอันนั้นดูดอันนี้ สอนจุดไหนก็ให้จับจุดไว้ซี บอกไม่ให้ส่งไปหาเรื่องอะไร ให้กำหนดลงที่จิตซึ่งเป็นตัวมหาเหตุนั้นก่อน นั่นละมหาเหตุอยู่ที่จิต ไม่ว่ากิเลสตัวเป็นพิษเป็นภัย มหาภัย ไม่ว่าธรรมที่เป็นคุณ มหาคุณ อยู่ที่จิตเดียวกัน เมื่อสติจ่อลงไปแล้วจะเริ่มเจอทั้งสองนั่นละ ทั้งกิเลสทั้งธรรมเจออยู่ที่เดียวกัน ดึงดูดไม่ดึงดูดมันก็จะรู้เองตรงนั้น

นี่สอนเสมอนักปฏิบัติ อย่าส่งออกนะ เบื้องต้นนี้อย่าส่งออก อย่างไรจะให้จิตสงบได้ ให้ได้เห็นคุณค่าแห่งความสงบ แล้วก็จะเห็นโทษแห่งความฟุ้งซ่านในจุดแห่งความสงบนั้นแล เพราะฉะนั้นจึงต้องวางจุดนี้ แล้วมันจะเริ่มรู้ออกไป ตั้งรากฐานให้ดี อะไรขอให้จิตสงบจากความคิดความปรุงซึ่งเป็นตัวยุ่งเหยิงนั่นเถอะ ตัวนี้ยุ่งมากนะ กิเลสไม่เกิดจากตัวนี้จะเกิดจากไหน อวิชชา ทำให้เกิดสังขาร ความคิดความปรุง มันก็เกิดจากนี้ ก็ระงับลงไปด้วยสติ มันจะสงบระงับลงไป จึงต้องตั้งตรงนี้ก่อน ความรู้มันของเล็กน้อยเมื่อไร ไม่เช่นนั้นจะเรียกว่าเป็นธรรมมาสอนโลกเหรอ

ธรรมสอนโลกออกจากจิต แต่จิตมันกลืนยาพิษเข้าไปนั่นซิ มันจึงมีแต่พิษ ตัวจิตเมื่อซักฟอกออกแล้วเป็นมหาคุณล้วนๆ เลย อะไรจะเลิศเลอยิ่งกว่าจิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้ว จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วเลิศเลอ ถ้ายังมีแบ่งสัดแบ่งส่วนก็ยังไม่เลิศ ลงตูมเป็นอันเดียวกันแล้วเลิศเลอ นี้เคยพูดให้ฟังไม่ใช่เหรอ มาอวดท่านทั้งหลายที่ไหนล่ะ ว่าเกิดมาแต่โคตรพ่อโคตรแม่หลวงตาบัว ก็ยังไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นไม่เคยเป็น ก็ได้พูดขึ้นมาแล้วว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง นั่น เคยรู้เมื่อไร นึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาตั้งแต่วันรู้จักเรื่องราวของพุทธศาสนาเรื่อยมาจนกระทั่งละเอียดสุดขีดของจิต พุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็ละเอียดสุดขีด พอผางเข้าไปตรงนั้นแล้ว พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นอันเดียวกันแล้ว นั่นเห็นไหมล่ะ ไปถามใครที่ไหน เราเองก็ไม่เคยคาดเคยคิดเอาไว้ คิดดูซิ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ที่เป็นธรรมส่วนละเอียด ละเอียดก็ยังไม่ลืมกัน ติดกันจริงๆ พอผางเข้าไปตรงนั้นแล้ว พุทโธ ธัมโม สังโฆ หายไปไหนล่ะ หายเข้าไปเป็นอันเดียวกันนั่นเอง นั่น จะว่าไง

อะไรจะอัศจรรย์ยิ่งกว่าใจ เพราะฉะนั้นจึงให้พากันพยายามฝึก ไม่มีใครจะสอนธรรมได้เลิศเลอยิ่งกว่าศาสดาองค์เอก หาครอบจักรวาลโลกธาตุอันนี้ไม่มี ว่าอย่างนั้นเลย ไม่ต้องไปถามใครก็รู้เองธรรมชาตินี้ นี่ผู้สอนธรรมได้อย่างถูกต้องแม่นยำสุดยอดคือองค์ศาสดา ปัจจุบันนี้ก็พระสมณโคดมเรา หรือก่อนหน้าไปนู้นก็แบบเดียวกันหมด จึงบอกว่าธรรมท่านเครื่องรื้อถอนกิเลสและกองทุกข์ออกจากหัวใจนี้ ก็คือพระพุทธเจ้าเท่านั้น องค์อื่นไม่มี เริ่มต้นพุทธะขึ้นเลย พระพุทธเจ้าต้องเป็นศาสดาขึ้นมาก่อน จึงจะแตกแขนงออกไปให้เป็นสาวก พุทธบริษัท สัตว์โลกทั่วๆ ไป กระจายความดิบความดีตามขั้นตามภูมิไปเรื่อยๆ กิ่งก้านสาขาดอกใบ กระจายออกไปเรื่อยจากต้นลำใหญ่คือพระพุทธเจ้า กิ่งก้านใหญ่ก็พระสงฆ์สาวก แตกแขนงออกไปพุทธบริษัทชาวพุทธ อย่างนั้นแล้ว

         ได้เคยคิดไว้เมื่อไรที่เอามาพูดนี้ ทำไมถึงมาพูดได้ป้าง ๆ อย่างนี้ ไม่สะทกสะท้านใครบ้างเหรอ นั่น สะทกสะท้านอะไร ก็มันจริงเต็มส่วนเกินกว่าที่จะมาสะทกสะท้านกับอะไรทั้งนั้น ว่างั้นเถอะ แน่ะก็เท่านั้นเอง ธรรมพระพุทธเจ้าก็บอกว่าจะรู้ด้วย สนฺทิฏฺฐิโก รู้ด้วยตนเองจากภาคปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติไม่รู้ ถ้าปฏิบัติแล้วก็เริ่มละ ปฏิบัติด้วยความตั้งอกตั้งใจ สักแต่ว่าทำก็อย่างว่านั่นละ อะไรจะกว้างขวางยิ่งกว่าใจ สุดขีดสุดแดนไม่มีอะไรเกินใจ กับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วครอบโลกธาตุไปเลย นู่นฟังซิน่ะ

         เวลามันถูกกำเข้ามาอย่างนี้ ก็เหมือนกับหนูตัวหนึ่งถูกแมวกำเอาไว้อย่างนี้เท่านั้นเอง ไม่มีอำนาจอะไร กิเลสมีอำนาจมากมันกำเอา จิตเลยเศร้าหมองมืดตื้อจนกระทั่งระลึกไม่ได้ ไม่เชื่อเลยว่าบุญบาปมี ซึ่งเป็นความจริงมาแต่กาลไหน ๆ ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ตรงนี้เอง มันก็ไม่ยอมเชื่อ นี่เวลามันปิดมันปิดถึงขนาดนั้นนะ  ชวนไปวัดไปวานี่ โหย วิ่งใส่ผู้ใหญ่บ้านกำนันโฆษณาให้มาช่วยเหลือ นี่เขาจะเอาไปวัดแล้ววันนี้เหมือนจะไปตกนรก ช่วยด้วย ๆ ว่างั้น โฆษณาลั่นโลก เขาชวนไปวัดไปวาโฆษณาลั่นโลกให้มาช่วย เหมือนจะเอาไปลงนรกทั้งเป็นว่างั้นเถอะน่ะ นี่เวลามันหนา

         ก็อย่างที่เคยพูดให้ฟังโยมจันทบุรี โห นิสัยแกเด็ดมากนะเราดูรู้ นิสัยจริงจัง เด็ดมาก เพราะฉะนั้นแกพูดคำไหนขึ้นเราจึงเชื่อได้เลย เชื่อกิริยานิสัยของแกฝังลึก ไปทางไหนขาดสะบั้น ทีนี้เวลาแกมาภาวนามันรู้ขึ้นมาจริง ๆ ซิที่นี่ รู้ขึ้นมาแล้วเรื่องทั้งหมดมันก็เป็นโทษทั้งนั้น แต่เห็นว่าเป็นคุณ เวลามันได้รู้ขึ้นมาสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา มาดูตัวเองย้อนหลัง ว่างั้นนะแกว่า ไปถึงขั้นที่มันหยาบสุด แกก็พูดถึงเรื่องเขาชวนไปวัด เขาก็เดินผ่านมาหน้าบ้านเขาชวนไปวัดธรรมดา โอ๋ย โกรธแค้นให้เขา ว่างั้นแกพูดนะ พูดมีลักษณะเป็นโกรธเป็นแค้นจริง ๆ ลักษณะแก

         โกรธแค้นให้เขามากทีเดียว ถ้าเป็นเรื่องอื่นแล้วฆ่าทันทีเลย แต่นี่เขาชวนไปวัด แกว่างั้นนะ เขาชวนไปวัดเฉย ๆ เราจะไปก็ได้ ไม่ไปเขาก็ไม่ว่าอะไร เขาชวนไปวัด เพียงเท่านั้นทำไมไปโกรธไปแค้นให้เขานักหนา ถ้าเป็นเรื่องอื่น โอ๋ย ฆ่าเลย แกว่างั้นนะ เราก็เชื่อนิสัยของแก นี่เวลามันหยาบแกว่างั้นนะ เห็นดีเป็นชั่วไปหมด เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้หัวอกตัวเองนั้นแหละ ก็ไม่ได้ไปเผาไหม้เขาที่ชวนไปวัด มันเผาไหม้ตัวเองที่เคียดแค้นให้เขานี่ซิ ก็ยังไม่รู้ว่าตัวผิด มาพิจารณาดูแล้ว โอ๊ย น่าสลดสังเวชนะ กิเลสนี่มันปิดบังจิตใจของสัตว์ ทำถึงขนาดนั้นละ แกพูดเอาตัวของแกเป็นพยานเลยเชียว แหม ผมเลยไม่ลืมนะ

         เดี๋ยวนี้ยังคิดโกรธคิดแค้นให้ตัวเองที่ไปคิดอย่างนั้นแกก็ว่า คิดโกรธแค้นในทางธรรมะมันไม่เป็น นี่ละแกว่าเวลามันหยาบ แหม มันหยาบกันทั้งนั้นเทียวนา บทเวลามันรู้ขึ้นมาแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แล้วดูสภาพความเป็นของเจ้าของ ก็คือจิตดวงนี้เป็นอย่างงั้น ถูกปิดบังเอาไว้ ทีนี้เวลาแกรู้แกก็รู้จริง ๆ จนกระทั่งรู้จิตคนอื่นแกก็รู้ ก็ได้พูดให้ฟังแล้วท่านสิงห์ทองเป็นคนขี้ดื้อละ จิตยังไงมันก็ทนไม่ได้มันรู้ แกว่างั้นนะ นอกจากไม่พูด พูดไปอะไร พูดก็ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร นอกจากเป็นโทษเท่านั้น แกก็พูด จะพูดไปหาอะไรก็รู้กันอยู่ เหมือนตาเราเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เห็นไปก็ดูไปธรรมดานั้นแหละ อันไหนที่สะดุดควรจะเป็นประโยชน์มันก็จะค่อยพิจารณาอันนั้น แน่ะ

         ความคิดความรู้ก็เหมือนกัน อะไรที่จะเป็นประโยชน์ก็จดจ่อในจุดนั้นเท่านั้น ถ้าเป็นธรรมดาแล้วก็รู้ไปเห็นไปธรรมดา แกว่า ท่านสิงห์ทองก็บ๊งเบ๊งขึ้น มันเป็นยังไงล่ะ ดูจิตอาตมาไหม จิตของอาตมาเป็นยังไง นิสัยของแกเป็นอย่างนั้นนี่นะ จิตของท่านยังไม่พ้น ว่างั้นนะ ผ่องใส ยังไม่พ้น ปั๊บขึ้นมาอีก ไม่เหมือนจิตท่านอาจารย์ นั่นเห็นไหม เราถามแกเมื่อไร แกใส่เปรี้ยงมาถึงเราเลย ไม่เหมือนจิตท่านอาจารย์ ครอบไปหมด

นี่เราไม่ได้มาอวดนะ พูดเอาอย่างจังๆ อย่างที่แกพูด ไปถามแกละซี จิตท่านยังไม่พ้น ก็บอกตรงๆ อย่างนี้ นั่นเห็นไหมแกเกรงใครเมื่อไร เราก็ไม่ได้เกรงแก แกก็ไม่ได้เกรงเรา เราก็ฟังอยู่ธรรมดา นั่นละเวลามันเห็นแล้วมันจะไปสะทกสะท้านที่ไหน ก็มันเห็นจริงๆ เข้าใจไหมล่ะ ถามไม่ถามมันก็เห็นอยู่รู้อยู่อย่างนั้น เวลาจะพูดก็พูดออกไปเลย พูดออกจากสิ่งที่รู้ที่เห็นที่เป็น จึงว่าจิตนี้เลิศจริงๆ นะไม่ใช่ธรรมดา สิ่งที่ปกคลุมอยู่นี้มีแต่สิ่งที่เลว แต่เมื่อมันอยู่ในวิสัยอันนี้ยังผ่านพ้นไปไม่ได้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงให้เอาสิ่งที่เหนือกว่านี้เข้ามาซักมาฟอกมัน มันจะค่อยจางไปๆ สิ่งที่ดีจะค่อยปรากฏขึ้นมา คือธรรมนั่นละซักฟอกไป ไม่ซักฟอกไม่ได้นะ

เวลามันมืดมันมืดอย่างนั้น มันเป็นคู่กัน กิเลสเป็นข้าศึกของธรรม ธรรมก็เป็นข้าศึกของกิเลสก็ได้ ถ้าพูดเราก็พูดอย่างนี้ มันตายตัวของมันอย่างนั้นมาดั้งเดิม กิเลสเป็นฝ่ายสกปรกโสมม เป็นฝ่ายมืดฝ่ายดำ ธรรมะเป็นฝ่ายแจ้งฝ่ายขาว ฝ่ายสะอาดสะอ้าน เลิศเลอ ซักฟอกสิ่งที่สกปรก มันก็ค่อยสะอาดขึ้นมาๆ จิตก็ค่อยแสดงความผ่องใสขึ้นมาๆ เมื่อเวลาผ่องใสแล้วมันก็เห็นโทษของตัวเองนั่นแหละ ไม่เห็นโทษของใคร เห็นโทษของตัวเองที่เคยเป็นมาแต่ก่อน เพราะมันติดอยู่กับใจ เวลาธรรมเกิดที่ใจ มันอยู่ด้วยกันก็เห็นกัน ก็ค่อยรู้ค่อยเห็นไป ค่อยซักค่อยฟอกไปเรื่อยๆ  ต่อไปธรรมะมีมากเท่าไรก็ยิ่งดูดดื่มภายในใจเข้าทุกสิ่งทุกอย่าง

ถ้าจิตเป็นธรรมแล้วดูดดื่มไปทางดีทั้งนั้นแหละที่นี่นะ เวลาจิตชั่วแล้วมันดูดไปทางชั่วนั่นแหละ อย่างที่ว่านั่น เขาชวนไปวัด เรียกร้องให้คนช่วยเหลือจะตาย เหมือนเขาจะเอาไปฆ่าปรากฏว่า นั่นเวลามันหยาบเป็นอย่างนั้น เวลามันดีขึ้นมามันก็ดูดดื่มขึ้นมา ใจดวงนี้ละดูเอา เวลาไม่เคยชำระซักฟอกมันเป็นอย่างนั้น เวลาเราพยายามซักฟอกเข้าไปโดยลำดับ มันก็เป็นอย่างนี้ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ ต่อไปก็ราบรื่น เมื่อกิเลสจางไปๆ ธรรมก้าวออกได้สะดวก ก้าวออกได้สะดวกแล้วก็ราบรื่นไปเรื่อย ทีนี้เลยหมุนไปทางธรรมเลย อะไรๆ ไปทางธรรมทั้งนั้นที่นี่ ไม่ได้ไปทางกิเลสนะ จิตใจดูดดื่มทางธรรม หมุนเข้ามาเพื่อความพ้นทุกข์ๆ สุดท้ายอยู่ไม่ได้กินไม่ได้ นอนไม่หลับ มีแต่จะหมุนออก นี่โทษของกิเลสขนาดไหนมันถึงมีแต่จะออกท่าเดียว ถ้าจะให้อยู่กับกิเลสให้ตายเสียเดี๋ยวนี้ อย่าให้ยังเหลือเลย เพราะฉะนั้นจึงต้องออกโดยถ่ายเดียว นั่นเวลาเห็นโทษเต็มที่แล้ว มันอยู่ในใจดวงเดียวกัน

เหล่านี้เอามาพูดนี้น่ะ ผ่านมาแล้วทั้งนั้น ท่านทั้งหลายคิดอย่างไรเป็นอย่างไรฟังอรรถฟังธรรมอยู่ทุกวัน นี่สอนไม่ได้สอนเพื่อเอาอะไร เม็ดหินเม็ดทราย เราไม่ได้หวังอะไรกับท่านทั้งหลายนะ สอนด้วยความเมตตาล้วนๆ พอจะบึกบึนเอาบึกบึน บืนเพื่อเจ้าของ ทุกข์มากทุกข์น้อยทุกข์เพื่อความสุขความสมหวัง ทุกข์ด้วยการบำเพ็ญธรรมทุกเถิด ทุกข์เพื่อมหันตทุกข์ คือทุกข์ด้วยการสร้างความชั่วนี้อย่าไปสละใส่มัน ทุกข์เท่าไรเป็นมหันตทุกข์ขึ้นเรื่อย นั่น ทุกข์เพื่อเป็นความสุขนี้ เอ้า ทุกข์ก็ทุกข์

พูดถึงเรื่องจิตมันหมุนตัว เป็นอย่างนั้นละ เมื่อธรรมมีกำลังแล้วหมุนตัว ที่จะออกจากทุกข์นี้หมุนไม่มีวันมีคืนเลย หมุนตลอด เพราะเห็นโทษอย่างเต็มหัวใจๆ หมุนตลอดเลย จนกระทั่งพ้นไปได้แล้ว มันถึงชัดเจนมากทีเดียวเรื่องกิเลสกับธรรม เป็นข้าศึกสุดยอดก็คือกิเลส เป็นคุณสุดยอดก็คือธรรม แน่ะเป็นอย่างนั้น การฝึกทีแรกมันยากด้วยกันทุกคน พระพุทธเจ้าก็ฟังซิ สลบถึง ๓ หน ไม่ทุกข์สลบได้ยังไง ก็ถึงขนาดนั้นว่าไง แต่เวลาสู้ไม่ถอย ตรัสรู้ก็คือพระพุทธเจ้าองค์ที่เคยสลบนั่นแหละ ฟื้นขึ้นมาตรัสรู้เป็นศาสดาของโลก เป็นอย่างนั้น

ต้องได้ใช้ความพยายาม คืออันนี้มันจะติดแนบกับจิตนะ เวลาฟังมันก็ฟัง พอออกจากนั้นแล้วกิเลสจะ เหมือนอย่างกับพวกจอกพวกแหน พอเรายกมือขึ้นนี้จอกแหนจะปกคลุมเข้ามาในน้ำ มองน้ำไม่เห็นเลย เปิดออกๆ เรื่อยไป ต่อไปก็ค่อยกว้างออกๆ สุดท้ายฟาดออกหมดจอกแหนบนน้ำที่มันปิดน้ำอยู่นั้น เปิดออกหมด จ้าแล้วก็มีแต่น้ำเต็มสระเต็มบึง นั่น นี่ก็มีแต่ธรรมเต็มหัวใจ เมื่อเปิดจอกเปิดแหนออกหมดแล้วธรรมเต็มหัวใจ จ้าเลยทีเดียว ไม่ฝืนบ้างไม่ได้นะ จะจมไปตลอดเลย ต้องมีการฝืน เรื่องของกิเลสต้องกีดกันทั้งนั้นแหละ ธรรมจะก้าวเดินต้องถูกกิเลสกีดกันๆ จึงต้องได้ฝืนมันๆ เมื่อยังไม่ราบรื่นต้องฝืนมัน พอราบรื่นไปแล้วไม่ได้ฝืน ฝืนอะไรมีแต่ลื่นไปเรื่อย

ถ้าเป็นธรรมล้วนๆ แล้วกิเลสผ่านไม่ได้อีกแหละ ขาดสะบั้นไปเลย มันเป็นอย่างนั้น นี้ก็สมเหตุสมผล เวลาเราฝึกฝนอบรมได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยของเราแล้ว เต็มเหตุเต็มผลแล้วทีนี้ จนกระทั่งถึงกิเลสขาดสะบั้นไปหมดไม่มีอะไรเหลือแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นมา ไม่เคยมีกิเลสอันใดตัวใดมากวนใจเลย มีแต่บรมสุขท่วมท้นตลอดเวลา นี่ละสุขอันนี้ เพราะความทุกข์ที่เราฝ่าฝืนนั่นแหละเป็นเบื้องต้น หนักก็ยอมรับว่าหนัก ควรจะหนักก็หนัก ควรจะเบาก็เบา เวลาถึงผลอันสมบูรณ์แล้ว ทีนี้พิจารณาย้อนหลัง ได้ชมเชย เหตุคือการบำเพ็ญของตัวเอง พิจารณาย้อนหลังได้ชมเชย เหตุคือการบำเพ็ญของเราหนักเบามากน้อยเพียงไร บึกบึนมาจนถึงขนาดนี้เพราะเหตุนั้นๆ

เวลานี้มันมีแต่ขนโคนะเต็มโลกธาตุ พากันเข้าใจไหมล่ะขนโคเต็มโลกธาตุ เขาโคแทบไม่มีเหลืออยู่ในโลกธาตุเลย เขาโคเพียงสองเขาเท่านั้น แต่แทบจะไม่มีเหลือ ถูกขนโคมาฟัดมาฟันอยู่นั่นละ เขาโคเพียง ๒ เขาเลยจะไม่มีเหลือ กลายเป็นโคหัวโล้นไป ถูกขนโคมันฟันมันสับเอาแหลกหมด สับลงไปให้เป็นขนโคอันเดียวกัน สัตว์ทั้งตัวมีแต่ขน เขาไม่มี คนทั้งคนมีแต่ขน ผมไม่มี เป็นอย่างนั้นนะ นี่ละอำนาจของกิเลส ท่านทั้งหลายจำเอานะ คือขนโคทั้งนั้นครอบโลกธาตุอยู่เวลานี้ เขาโคที่จะโผล่ขึ้นมานี้มีน้อยมากๆ ถ้าเป็นเรื่องขนโคแล้วมันเร็ว เร็วที่สุด ถ้าเป็นเขาโคแล้ว อู๊ย ลำบากมากนะ

เวลานี้โลกมันมืดไปหมดทั่วทุกทิศทุกทาง จึงเรียกว่าขนโคทั้งหมดไปเลย มีเขาโคแทรกอยู่บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถูกบีบบี้สีไฟ เขาโคเขาเดียว ๒ เขานั้นถูกสับถูกฟันจากกิเลสอยู่นั้นแหละ ให้พิจารณา อันนี้เราทั้งวัน ความคิดความปรุงทั้งหลายความดีดความดิ้นมีแต่ขนโค เราจะคิดทางบุญทางกุศลนิดหนึ่งถูกขนโคสับเอายำเอา ขัดข้องอันนั้นขัดข้องอันนี้เข้าใจไหมล่ะ เอ้า พิจารณาให้มันชัด ลงมาหาตัวของเราซิ โอปนยิโก น้อมเข้ามาสอนเรา ขนโคทั่วโลกนั่นอันหนึ่ง ขนโคย่นเข้ามา ๆ จนกระทั่งมาหาตัวของเรา เรามันเป็นขนโคหรือเขาโค

เราคิดทางไม่ดีซึ่งเท่ากับขนโคนะนั่น คิดมากขนาดไหน เราคิดทางดีเพื่อเป็นเขาโค ได้คิดบ้างหรือเปล่าวันหนึ่ง ต้องเอามาเทียบซิ นี่ละเวลามันเป็นขนโคทั้งตัวเรา คิดทางดีทางคุณงามความดีอะไรนี้ไม่ค่อยได้แหละ ถูกสับถูกยำจากกิเลส แล้วตีเข้ามา ๆ ต่อไปมันก็เลยกลายเป็นส่งเสริมเขาโค เขาใหญ่ขึ้น ๆ ปราบขนโคแหลกหมด นั่น ให้ย่นเข้ามาอย่างนั้นซิ จึงว่า โอปนยิโก น้อมเข้ามาจากกว้าง ๆ ย่นเข้ามา ๆ จนถึงตัวของเรา ทีนี้เวลาจิตเป็นเขาโคแล้ว ไม่มีเลยขน ไปไหนไม่รู้นะ เวลาจิตได้เป็นเขาโคแล้วสง่าจ้าไปหมดครอบหมดเลย ขนโคแต่ก่อนที่หนา ๆ หายไปไหนก็ไม่รู้ นั่น เห็นไหมล่ะ มันแก้กันได้อย่างนั้น ท่านถึงสอนให้แก้ซิ เอาละวันนี้พูดเท่านั้นละนะ ไม่พูดมากเหนื่อยแล้ว พูดมากเหนื่อยต่อไปนี้ก็จะให้พร

 

ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกทุกวันที่  ได้ที่

www luangta. com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก