หยดน้ำบนใบบัวประวัติเอาเป็นเอาตาย
วันที่ 5 สิงหาคม 2545
สถานที่ : สวนแสงธรรม

หยดน้ำบนใบบัวประวัติเอาเป็นเอาตาย

เวลาขึ้นเวทีเข้าป่าเข้าเขาฟัดกับกิเลส เรียกว่าไม่มีอะไรโลกอันนี้ เรียกว่าไม่คิดอะไรว่าจะเป็นเรื่องเป็นราวอะไร บางทีเดินจงกรมนี้เดินกลับไปกลับมาไม่กี่ตลบมันเพลียก้าวไม่ออก กำลังไม่มี อดข้าวล่ะสิ อดข้าวร่างกายมันอ่อนลงไปแต่จิตใจมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น นี่มันเถียงกัน มันทะเลาะกัน ทางจิตก็บืนใส่ธรรม ทางธาตุขันธ์ก็บืนใส่อาหาร จนกระทั่งถึงถกเถียงกันขึ้นมาในภายในที่เคยพูดให้ฟัง นี่เห็นไหมท่านอดอาหารเพื่อจะฆ่ากิเลสให้ตายแต่เวลานี้กิเลสยังไม่ตาย เวลานี้ท่านกำลังจะตายรู้ไหม ขึ้นเป็นคำ ๆ เหมือนเราสอนกัน ไม่เป็นเสียง ให้รู้ภายในเป็นคำ ๆ

มันไม่ได้คิดถึงเรื่องอะไรเลยนะเวลานั้น ในป่าในเขา คนไม่มีที่จะได้พบกัน วันหนึ่ง ๆ ไม่พบใครเลย มีแต่เจ้าของคนเดียว ไม่ฉันกี่วันก็ไม่พบใคร เท่านั้นแหละ อยู่คนเดียวตลอด มีพวกสัตว์ป่าเยอะ ส่วนมากที่มันมีอยู่ตลอดเวลาพวกนก พวกไก่ป่า พวกหมู พวกเก้งไม่ค่อยพบมันตอนกลางวี่กลางวัน ตอนเย็น ๆ เวลาเราออก มันออกเที่ยวหากิน ตอนเช้าออกบิณฑบาตก็เจอพวกนกยูง พวกไก่ป่า นกประเภทต่าง ๆ มันเต็มป่ารกแต่ก่อน ไม่ได้เหมือนทุกวันนี้นะ ป่าก็เป็นธรรมชาติ ไม่คาดไม่ฝันเลยว่าจะถูกทำลาย พวกสัตว์ป่าทั้งหลายเหล่านี้เต็มอยู่ในป่าก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าจะถูกทำลายเช่นเดียวกัน

ไปที่ไหนมีแต่สัตว์เต็มหมด ประเภทต่าง ๆ พวกสัตว์ที่มีตลอดเวลาก็คือพวกนก นกชนิดต่างๆ เต็มไปหมด พวกหมูจะมากลางคืน ตอนเช้า ๆ หรือตอนเย็นหมูออก เก้งก็ออก เวลาอยู่อย่างนั้นเรียกว่าไม่มีอะไรมีราคาเลยในตัวของเราและโลกทั่ว ๆ ไปไม่มีราคา มีราคาแต่ธรรมเท่านั้น ธรรมกับใจจึงหมุนกันตลอด มีใครไปด้วยไม่ได้เลย อยู่แต่องค์เดียว ๆ ลำบากลำบนอะไรมันไม่ได้คำนึง นี่เราถึงว่ามันอาจจะมีวาสนา โลกทั้งหลายเขาอยู่กันอย่างนั้น แม้แต่พระพวกเดียวกันท่านก็ไม่เห็นเป็นอย่างเรา ท่านไปก็มีเพื่อนมีฝูงบ้างเป็นธรรมดา องค์สององค์บ้าง บางทีสามองค์ เรามีแต่องค์เดียว ๆ ตลอดเวลา อยู่กับใครไม่ได้ มันหากบังคับอยู่ในตัว อยู่กับใครไม่สนิท ถ้าอยู่คนเดียวแล้วสนิทตลอดเวลา เราก็ไม่เคยคิดมันจะออกมาเช่นอย่างหยดน้ำบนใบบัว ไม่คิดนะ มีแต่เรื่องของเจ้าของหมุนติ้ว ๆ

เวลามันทุกข์จริง ๆ นี่ในย่าน ๙ ปีนี่ทุกข์มากที่สุด ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ เรียกว่าหมุนจี๋ ทุกข์แสนสาหัส ไปที่ไหนไปองค์เดียว ๆ อยู่ในป่าในเขาในถ้ำในอะไรไปอย่างนั้นตลอด ข้าวนี่แล้วแต่จะกินวันไหน เอาเจ้าของเป็นกำหนดทีเดียว ถ้ามีเพื่อนอย่างนี้ สมมุติว่าเราอดอาหารเพื่อนอดตามก็เป็นอารมณ์ นี่เพื่อนจะอดตามเราหรือไงน่ะ มันก็เป็นอารมณ์ ถ้าเราไม่ฉันหมู่เพื่อนก็ต้องไม่ฉันด้วย หากเป็นอยู่ในใจของเรานั้นแหละ ถ้าเราไปองค์เดียวเราไม่ได้คิดอะไร ไม่มีอะไรคิด

ไม่ฉันกี่วันก็ตามเราไม่ได้คิดกับใครเลย เป็นอัธยาศัยของเราเอง อยากฉันก็ฉัน ไม่อยากฉันก็อยู่อย่างนี้ กี่วัน ๖ วัน ๗ วัน มันจะตายจริง ๆ เราก็ไปสักทีหนึ่ง ไปฉันพอได้อาหารให้หล่อเลี้ยงร่างกาย เพราะจิตมันมุ่งอยู่ธรรม เราไปคนเดียว ถ้าไปกับหมู่กับเพื่อนเราอด หมู่เพื่อนก็อดก็เป็นกังวลกับหมู่กับเพื่อน มันไม่สบายนะ อย่างเดินไปด้วยกันนี่ องค์หนึ่งเดินตามหลัง มันก็มีอะไรอยู่ในนั้นแหละ สมมุติว่าเราเดินหน้าองค์หนึ่งก็เดินตามหลัง มันก็มีอารมณ์อยู่นั้นลึก ๆ

ถ้าเราไปคนเดียวนี้แล้วเลย เดินออกจากที่นี่จะไปหมู่บ้านใดหรือจะไปเขาลูกใด ป่าใดไป เป็นเดินจงกรมตลอด ไม่ได้ยุ่งกับอะไร เดินจงกรมไปในตัว พิจารณาตลอด พอไปถึงที่จะเช้า สาย บ่าย เย็นอะไรมันก็ไม่สนใจ เพราะเป็นความเพียรตลอดเวลา มันผิดกัน เราก็ไม่เคยคิดว่าจะออกมาเป็นเช่นอย่างหยดน้ำบนใบบัวเราก็ไม่เคยคิด เวลาเขาออกแล้วเราจึงค่อยคิดตามหลังนะ แต่ก่อนไม่คิดเลย เราอยู่ในป่าในเขาองค์เดียวจะเป็นจะตายองค์เดียวก็ไม่คิดกับใคร ไม่คิดเรื่องใด คิดแต่เรื่องเจ้าของกับกิเลสเท่านั้น คิดอย่างเดียว

เวลามันออกมามันก็ออกมาหลายแง่หลายทาง เช่นอย่างการเทศนาว่าการนี้มันก็ออกทั่วประเทศไทยแล้ว เริ่มตั้งแต่เจ้าของเทศน์เองนี่ก็เทศน์ทั่วประเทศไทยมานานแล้วนะ ทุกภาคเลย เพราะเราไปทุกภาค เทศน์ทุกแห่ง นี่อันหนึ่ง จากนั้นก็เป็นเทป เมื่อมีเทปมาเทปก็ออกเลย แต่ก่อนไม่มีเทปนะ มันมามีเอา ๒๕๐๕-๒๕๐๖ จากนั้นก็มีเทปมาเรื่อย ไปเทศน์ที่ไหนมันก็ออกได้ทุกแบบนะ อย่างทุกวันไปเทศน์ที่ไหนออกได้ทุกแบบ เช่น เทศน์นี้ได้ยินเวลาเทศน์ก็ได้ยินนะ จากนั้นเขาก็อัดเทปเอาไว้ เขาก็ไปออกทุกแห่ง แล้วก็ออกทางวิทยุ ออกทางทีวี ออกไปได้หมดทุกวัน จนกระทั่งถึงอินเตอร์เน็ตมันกระจายทั่วไปหมด

ถ้าพูดถึงเรื่องความกระจายเรื่องของเราไม่คาดไม่คิดแต่มันกระจายออกอย่างนี้อย่างที่เห็น จนกระทั่งเป็นหยดน้ำบนใบบัวเราก็ไม่เคยคิด มันจะไปเป็นจุดสนใจของประชาชนเกี่ยวกับด้านธรรมะธัมโม ไม่คิด ทีนี้ก็เริ่มคิดแล้ว มันกว้างขวางมากนะ ไปเทศน์แต่ละวัน ๆ นี้มันก็ออกเทปแล้ว เขาอัดเทปเอาไว้ มันก็ออกได้ทั่วไปอีกตลอด รู้สึกว่ามาพิจารณาทีหลังนี้กว้างขวางมากนะ อาการของเราที่ออกนี่กว้างขวางมาก ยิ่งเวลากำลังช่วยบ้านช่วยเมืองก็ยิ่งกระจายออกมากมาย ออกไปหมดทุกแห่งทุกหน

เราจึงอยากให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายได้โชว์ในหัวใจเราบ้างนะ เอาธรรมมาโชว์ในหัวใจเรา มันมีแต่วัตถุภายนอกมาโชว์กัน โชว์แล้วก็คว้าน้ำเหลว ต่างคนต่างคว้าน้ำเหลวด้วยกัน มันไม่มีอะไรเป็นที่อบอุ่นใจเหมือนธรรมภายในใจ ผิดกันมากทีเดียว อย่างที่หลวงตาพูดตะกี้นี้ อย่างไปอยู่ในป่าในเขาคนเดียว กี่วันก็ตามถ้าไม่ฉันจังหันแล้วไม่เจอคนเลย เจอเราคนเดียว มันก็อยู่ของมันได้สบาย ๆ มันก็มีเครื่องโชว์อยู่ภายใน ไม่มีอะไรไปอยู่อดทนทรมานอยู่ในป่าในเขา ทั้งอดทั้งอิ่มอย่างนี้ อยู่เฉย ๆ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องโชว์ เครื่องดึงดูดใจ มันจะอยู่ได้ยังไงใจมนุษย์เรา มันก็เตลิดเปิดเปิงไปได้

เมื่อมันมีอะไรเป็นเครื่องโชว์หรืออบอุ่นอยู่ภายในมันอยู่ได้ อยู่ได้ทั้งนั้นทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้สนใจกับใครเลย นี่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ไม่โชว์กับใครก็โชว์กับเจ้าของ รื่นเริงบันเทิงอยู่ภายใน นี่ล่ะธรรมมีอยู่ที่ไหนอบอุ่นที่นั่น มันไม่ได้เหมือนกิเลสซึ่งเป็นข้าศึกต่อธรรมมาเป็นประจำ กิเลสแสดงออกมากน้อยมันจะเกิดความเดือดร้อนขุ่นเคือง อะไรต่ออะไร มันหากเป็นอยู่ในใจของคนแต่ละคน ภายนอกเราเอามาโชว์กัน ก็โชว์ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวจากนั้นก็แห้งผาก มันไม่มีอะไรเป็นเครื่องอบอุ่นภายในใจ ดูนั้นชมนี้ ชมไปชั่วประเดี๋ยวประด๋าวแล้วหายไป

สิ่งที่มันมากองรวมอยู่หัวใจก็คืออารมณ์ของจิต คิดเรื่องอดีตที่เราเคยผ่านเคยเห็นอะไร ๆ มาก็มาคิดเป็นความดีใจ เสียใจ อุ่นกินกันอยู่อย่างนั้นแหละในอารมณ์ของเจ้าของเอง หาความสงบเย็นใจไม่ได้ นี่ล่ะที่เราชมทางด้านวัตถุมันมีแต่ผิดหวัง ๆ หาความสงบเย็นใจและเป็นที่ตายใจไม่ได้ แต่ถ้าเป็นธรรมเข้าสู่ใจแล้วอยู่ที่ไหนมันก็สบาย อยู่กับเพื่อนกับฝูง เช่นอย่างในวงปฏิบัตินี่ก็เรียกว่าอยู่กับหมู่เพื่อน เพื่อนฝูง อยู่กับครูบาอาจารย์องค์เดียวกัน เช่นหลวงปู่มั่น พระเณรเต็มไปหมด เพราะต่างองค์ต่างอบอุ่น ไม่ว่าองค์ไหนถือครูบาอาจารย์เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เย็นไปหมด เพราะออกไปออกไปหาความเย็นคือธรรม เข้ามาเข้ามาหาธรรม มันมีแต่ความอบอุ่นเย็นใจสบาย

ด้วยเหตุนี้เราจึงได้กล้าพูดให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายที่เทศน์วัดปทุมธานี (วัดภูริทัตตปฏิปทาราม จังหวัดปทุมธานี) ถึงเรื่องตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน เรายกตัวอย่างขึ้นที่วัดป่าหนองผือ วัดป่าหนองผือเป็นสถานที่อยู่ของหลวงปู่มั่นเรา ท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอันใหญ่หลวงครอบแดนโลกธาตุ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ที่นั่นก็มี ที่ออกไปในที่ต่าง ๆ ไหลเข้าไหลออกอยู่นั้นก็มีเป็นประจำ อยู่สถานที่หรือบริเวณเหล่านั้นมันเหมือนกับตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน สง่างามอยู่ตลอดเวลา ต่างองค์ต่างอบอุ่น อยู่ที่ไหนอบอุ่น นี่ล่ะโชว์ธรรมภายในใจ แล้วเอาครูบาอาจารย์เป็นตลาดร้านค้าอันใหญ่โตได้มาอาศัยร่มเงาท่าน ออกไปก็เสาะแสวงหาธรรมเพื่อความร่มเย็นแก่ตนเองเฉพาะ ๆ อยู่ที่ไหนก็เย็น ๆ

ทีนี้เราสรุปลงว่า ถ้าเราทั้งหลายไปหาความสุข ใครได้รับความสุขในโลกนี้ เท่าที่เราได้ผ่านได้หามาแล้วจนมาประจักษ์หายสงสัยนี้ก็คือว่า ธรรมภายในใจและผู้ปฏิบัติธรรม เฉพาะผู้ที่มุ่งอรรถมุ่งธรรมต่อมรรคผลนิพพาน เช่นพระกรรมฐานท่านอยู่ในป่าในเขาจริง ๆ ท่านไม่ได้ไปหานะของขลัง ขลังอันนั้นขลังอันนี้ ใครมาเลยยื่นของขลังให้ รูปนั้นเหรียญนี้ มีแต่ของขลัง พระกรรมฐานท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรม ท่านไม่ยุ่งเลย ถือเป็นข้าศึกด้วยซ้ำไป ท่านจะหาแต่ขลังอยู่ภายใน อยู่ที่ไหนก็สบาย ๆ

รวมแล้วก็คือพระกรรมฐานนั้นแลคือผู้ที่มุ่งต่ออรรถต่อธรรมจริง ๆ ไปอยู่ในที่นั่น อดอิ่มอะไรท่านยอมรับว่าอดว่าอิ่ม แต่หัวใจท่านอิ่มตลอดเวลากับอรรถกับธรรม หาความสุขที่ไหนจะไม่เจอ จะเจอเฉพาะผู้ที่บำเพ็ญอรรถธรรมอยู่ในป่าในเขา เช่นพระกรรมฐาน นี่จะเจออย่างเด่นชัด แต่ท่านเหล่านี้ท่านไม่แสดงตัว โลกก็เลยเห็นเป็นผ้าขี้ริ้วห่อมูตรห่อคูถไปเสีย เห็นพระกรรมฐานที่มุ่งอรรถมุ่งธรรมเป็นของครึของล้าสมัย ของกีดขวางตลาดไปเสีย ไม่ได้เหมือนสินค้าที่เขากำลังวิ่งเต้นบ้ากันอยู่นั่น

ส่วนพระกรรมฐานเป็นของที่รกตลาดลาดเล รกตาผู้ตาคน ไม่ได้สะดวกสบายในสายตาของเขา เขาเห็นพระกรรมฐาน สีผ้าก็สีแก่นขนุน เดินไปก็อย่างว่าเห็นท่านอยู่ในป่าในเขา มองข้ามไปหมดเพราะกิเลสพาให้มองข้าม กิเลสยกตัวขึ้นสูงยิ่งกว่าธรรมแล้วก็จมลงไป ผู้ที่หาความสุขได้จริง ๆ ก็คือผู้เช่นนั้น ท่านอยู่ที่ไหนท่านอยู่เงียบ ๆ สบาย แต่ใจกับธรรมรื่นเริงตลอด เฉพาะเมืองไทยเรานี้ก็คือวงกรรมฐานที่ท่านหาอรรถหาธรรมตามทางของศาสดาจริงๆ เพื่อมรรคเพื่อผลจริง ๆ ท่านจะเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะมากยิ่งกว่าใคร ความระมัดระวังสำรวมตัวเองท่านมีตลอดเวลา ระวังก็คือระวังบาป อะไรที่จะผิดจะพลาดท่านปัดออก ๆ ทันที แล้วสั่งสมแต่คุณงามความดีเข้าสู่ใจ อยู่ที่ไหนท่านก็เย็น

มันติดหูติดตานะสมัยอยู่กับหลวงปู่มั่น พระกรรมฐานนี้มีรอบ ๆ ท่าน เต็มไปหมด สำนักละสามองค์บ้าง สี่องค์บ้าง ห้าองค์บ้าง ไปอยู่ตามหมู่บ้านเขา หมู่บ้านละเล็กละน้อย ถึงวันอุโบสถท่านก็มาลงอุโบสถ ตอนบ่ายโมงสวดปาฏิโมกข์ลงอุโบสถ หลวงปู่มั่นท่านประทานโอวาทให้ตอนนั้นแหละ พอลงอุโบสถเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านก็เทศน์อบรมพระที่มาลงอุโบสถและฟังธรรมเทศนากับท่านด้วย กลับไปด้วยความเอิบอิ่ม ดูมันประจักษ์ตา มันไม่ลืมนะ สิบโมงล่วงไปแล้วไปถึงเที่ยงพระจะหลั่งไหลเข้ามาจากสำนักต่าง ๆ คอยลงอุโบสถตอนบ่ายโมง

พอถึงเวลาแล้วพระเตรียมพร้อม ท่าน (หลวงปู่มั่น) ออกมาก็ลง จากนั้นก็สวดปาฏิโมกข์ พอจบลงแล้วก็ประทานโอวาทให้บรรดาพระสงฆ์ แต่ละองค์ ๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าชื่นตาบานเหมือนกันหมด นี่แหละจึงว่าเป็นเหมือนตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ท่านอยู่ที่นั่นสง่างามไปหมด ภายในสง่างามจิตใจที่ส่องแสงออกไปก็สง่างาม นี่คือผู้หาความสุขเจอความสุขเป็นลำดับลำดาคือผู้เสาะแสวงหาธรรมนั้นแลจะเป็นผู้ได้ครองสมบัติที่พึงภูมิใจเป็นลำดับจนกระทั่งถึงภูมิใจสุดขีดได้แก่อรหัตบุคคล นอกนั้นมันก็คว้าน้ำเหลวไม่ว่าท่านว่าเรา คือคว้าไปตามกิเลส คว้าไปนี้ผิดตรงนั้น คว้านั้นผิดตรงนี้ ผิดพลาดตลอดเวลา ความสุขมีแย็บหนึ่ง ความทุกข์ท่วมท้น จากอารมณ์ต่าง ๆ ที่เจ้าของดิ้นดีด เจ้าของไขว่คว้าได้มา ได้มาเพียงเล็กน้อย พอดีใจนิดหนึ่งจากนั้นความเสียใจท่วมท้นขึ้นมา

โลกของกิเลสเราจะไปตำหนิใครไม่ได้นะ มันหากเป็นอยู่ในหัวใจของทุกสัตว์ทุกบุคคล แล้วแสดงออกให้ดีดให้ดิ้นเหมือนกันหมด สำหรับผลที่ได้มาก็ผลของกิเลสมันจะมีความสุขที่ไหน มันก็มีแต่ความทุกข์ เอาเหยื่อล่อมาให้มีความรื่นเริงและความหวังเป็นเหยื่อล่อสำคัญ มีแต่ความหวังอย่างนั้นและหวังอย่างนี้ ดิ้นตามความหวัง ครั้นเวลาดิ้นมันไม่สมหวังมันผิดหวังก็เป็นทุกข์ เราจึงอยากให้ได้ธรรมโชว์ภายในใจบ้าง เรื่องโลกสงสารวัตถุต่าง ๆ เราก็ได้โชว์กันมามากต่อมากแล้ว ก็ไม่เห็นใครเกินใคร เขาเหมือนเราเราเหมือนเขา มีแต่เรื่องพังแบบเดียวกัน

ถ้าต่างคนต่างน้อมธรรมเข้าสู่จิต น้อมจิตเข้าสู่ธรรมวันหนึ่งเวลาหนึ่งควรได้รับความสะดวกสบายในการบำเพ็ญธรรมของเจ้าของบ้าง ผู้นั้นจะเริ่มมีความร่มเย็นภายในใจ หลักใจก็จะเริ่มมีขึ้นที่นี่ พอหลักใจเริ่มมีขึ้นสิ่งภายนอกทั้งหลายที่เราเคยเกาะเคยยึด เคยไขว่คว้าแล้วมันจะจางเข้ามา ความไขว่คว้าจางเข้ามาความทุกข์ก็จางเข้ามา มารวมอยู่ที่นี่ รวมอยู่ที่จิต จิตไขว่คว้าหาธรรมไม่ได้เป็นทุกข์เหมือนจิตไขว่คว้าไปตามกิเลส จิตที่ไขว่คว้าไปตามกิเลสทั้งทุกข์ ทั้งดีดทั้งดิ้น จิตไขว่คว้ากับธรรมนี่จะว่าทุกข์มันก็ทุกข์อยู่ที่กาย ถ้าว่าทุกข์อยู่ที่จิตก็คือจิตบังคับไม่ให้กิเลสเข้ามาทำลายตัวเองแล้วจากนั้นเป็นสุขขึ้นมา มันไม่ได้เป็นเหมือนโลก ทุกข์ทางบำเพ็ญธรรมทุกข์เพื่อสุข แต่ทางกิเลสทุกข์เพื่อมหันตทุกข์ มันต่างกันอย่างนี้

จึงอยากให้พากันได้มองดูหัวใจตนเองบ้าง วันหนึ่ง ๆ อย่าพากันลืมเนื้อลืมตัว การคิดไปตามกิเลสตัณหาไม่มีวันสุดสิ้น ทุกข์ก็ไม่มีวันสุดสิ้น คืบคลานไปตาม ๆ กัน ที่จะค่อยหดค่อยย่นเข้ามาคือผู้คิดเรียนอารมณ์ของจิตให้เป็นธรรม แฝงกันเข้าไปบ้าง แฝงธรรมแฝงมากแฝงน้อยความสงบเย็นใจจะค่อยเริ่มมีขึ้นภายในใจ สิ่งภายนอกทั้งหลายก็จะค่อยจางไป จะเห็นว่าอิ่มว่าพอไปเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ไม่อิ่ม กิเลสไม่เคยพาใครอิ่มพอ มีแต่พาดีดพาดิ้น พอธรรมแทรกเข้าไปเรื่องเกี่ยวข้องกับกิเลสจะค่อยอิ่มพอเข้ามา

เราพูดนี้ย่นมาถึงพระกรรมฐาน ผู้ที่ท่านมีความสุขจริง ๆ คือพระกรรมฐาน เฉพาะปัจจุบันเอาสายหลวงปู่มั่นยันเลย เพราะหลวงปู่มั่นเป็นเอกในเรื่องอรรถเรื่องธรรมและการบำเพ็ญธรรมก็เป็นเอก บรรดาลูกศิษย์ลูกหาก็รอง ๆ กันลงไปตามกำลังวาสนาของตน ดีดดิ้นเพื่ออรรถเพื่อธรรม ต่างองค์ก็ได้ครองธรรมเป็นลำดับลำดา เราจะเห็นได้จากครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมีน้อยเมื่อไร ตั้งแต่สมัยท่านอาจารย์สิงห์ ท่านอาจารย์มหาปิ่น เรื่อยมาหาอาจารย์ขาว อาจารย์แหวน อาจารย์ฝั้น อาจารย์คำดี มีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนะ ท่านเหล่านี้แลที่ท่านครองอรรถครองธรรมอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เรียกว่าเพชรน้ำหนึ่ง

นั้นแลคือความสุขเต็มหัวใจท่าน ท่านก็ได้มาแนะนำสั่งสอนพวกเรา นี่คือผลแห่งธรรมที่ท่านปฏิบัติมา และค่อยลดล่วงไป ผู้ปฏิบัติตามหลังท่านก็มีอยู่อย่างทุกวันนี้ ผู้ทรงอรรถทรงธรรมอยู่ในป่าในเขายังมีอยู่เยอะนะ ท่านไม่ได้แสดงตัว ท่านอยู่ในป่าในเขาลึก ๆ ลับ ๆ เป็นเหมือนผ้าขี้ริ้ว สายตาโลกไม่มอง อย่าว่ามองไม่เห็น มองบ้างนะ ไม่มองนั้นเหมาะแล้วจึงไม่เห็น ก็ดีดไปตามกิเลส เหมือนว่าความสุขความเลิศเลอจะอยู่กับความดิ้นดีดของเราโดยถ่ายเดียว ไม่ได้เห็นว่าจะอยู่ในอรรถในธรรมเช่นนั้นเลยนะ โลกมันถึงมองข้าม

จึงอยากให้ท่านทั้งหลายมองย้อนเข้ามาดูตัวบ้างนะ วันหนึ่งคืนหนึ่งควรจะมี พุทธ ธรรม สงฆ์หรือระลึกถึงความตายประจำจิตของเราบ้างเป็นระยะ ๆ มันจะค่อยขัดเกลากันไปกับความลืมตัว ความลืมตัวนี้ถ้าเมฆก็เมฆอย่างหนามืดทึบปิดหัวใจ ถ้าว่าสกปรกก็เหมือนมูตรเหมือนคูถ พอเราระลึกถึงธรรมก็เหมือนน้ำชะล้าง ค่อยชะล้างไปทุกวัน สิ่งเหล่านั้นค่อยจางไป ๆ จิตใจเราค่อยสว่างไสว แล้วพอระลึกถึงความเป็นความตายได้บ้าง จากนั้นเรื่องศีลเรื่องธรรมกับใจที่จะยึดจะเกาะกันนี้มันจะเหนียวแน่นเข้าไปโดยลำดับลำดา ผู้นี้แลผู้สร้างความหวังให้ตัวเอง เริ่มสมหวังไปเรื่อย ๆ ต่อไปก็สมหวังเต็มที่

ดังที่นำมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ครูบาอาจารย์เหล่านี้มีแต่เพชรน้ำหนึ่ง หลวงปู่มั่นเรานี้แหละเป็นต้นเหตุมีน้อยเมื่อไร ที่ท่านมรณภาพไปแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุซึ่งล้วนแล้วตั้งแต่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เวลานี้ตั้งสิบกว่าองค์แล้วนะที่ท่านล่วงไปแล้วอัฐิท่านกลายเป็นพระธาตุ อัฐิกลายเป็นพระธาตุต้องตีตราอย่างชัดเจนไม่ต้องถามใครเลยว่านี้คือพระอรหันต์ เพราะท่านบอกในตำรา บอกชัดเจนแล้วว่าอัฐิของพระอรหันต์เท่านั้นที่จะกลายเป็นพระธาตุได้ เมื่อประกาศออกมาเป็นพระธาตุแล้วก็ชัดเจน

นี่คือท่านปฏิบัติอยู่ในป่า ขวนขวายอรรถธรรมเข้าสู่ใจ ใจก็แสดงความสุข ความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมา ไปแนะนำสั่งสอนใคร ถ้าใจมีหลักมีเกณฑ์แล้ว ผู้ฟังมันก็เป็นเครื่องดึงดูดกันให้เกิดความสนใจ ผิดกันนะ ธรรมที่มีอยู่ในใจแสดงออกจากธรรมที่มีอยู่ในใจเจ้าของมีรสมีชาติ มีน้ำหนักมากนะ ผิดกันกับที่เราเรียนมาตามตำรับตำรา มาบอกมาเล่าเทศนาว่าการนี้มันก็เป็นลอย ๆ ไป เพราะผู้เทศน์ก็ลอย ๆ ไม่ได้หลักเกณฑ์ ธรรมที่ออกไปก็ลอย ๆ ผู้ฟังก็หาหลักเกณฑ์ยึดไม่ได้แล้วก็ลอย ๆ ไปตามกัน

ผู้ที่เทศนาว่าการด้วยความบรรจุธรรมไว้ในหัวใจแล้วนี้พูดคำไหนออกมามีน้ำหนัก มีรสมีชาติ แม้จะพูดเรื่องเก่านั้นก็ตาม คนเก่านั้นก็ตาม แต่น้ำหนักของใจเป็นธรรมล้วน ๆ สด ๆ ร้อน ๆ จะไม่มีเก่ามีใหม่นะ เหมือนอย่างอาหารเรารับประทานแล้วเป็นเดนมันบูดเป็นราไปแล้วไม่มี ออกสด ๆ ร้อน ๆ ก็เป็นธรรมที่สด ๆ ร้อน ๆ เป็นฤทธิ์เป็นเดชอยู่ตลอดเวลา นั่นคือธรรมของท่านอยู่ในใจ ออกมากจากใจพูดเทศนาว่าการอะไรมีน้ำหนักอยู่ตลอดเลา ผิดกันนะกับที่เราไปจำมาพูดเรื่องราวต่าง ๆ ต่างกันกับที่เราได้เห็นเองนำมาพูดมีน้ำหนักต่างกัน นี่ล่ะธรรมภายในหัวใจของผู้บำเพ็ญ

อยากให้พี่น้องทั้งหลายได้แบ่งเวล่ำเวลาระลึกถึงอรรถถึงธรรมเพื่อจะได้ความเป็นมหามงคลเข้าสู่ใจวันละเล็กละน้อยจิตจะค่อยขยายตัวออกมา จิตนี้ถึงเวลาถึงโอกาสเวลามีกำลังที่จะขยายตัวออกแล้ว ไม่มีอะไรมีกำลังมากกว่าใจ ความสง่าทั้งหลาย ความแปลกประหลาดอัศจรรย์จะออกจากใจที่แสดงฤทธิ์เดช จ้า ๆ ไปเลย พากันจำเอานะ ถ้าเราปล่อยตัวของเราวันนี้กับเมื่อวานก็ไม่ผิดกัน วันพรุ่งนี้ก็ไม่ผิดกัน ชาตินี้กับชาติก่อนก็ไม่ผิดกัน ชาติหน้าก็เหลวไหลไปตาม ๆ กัน สุดท้ายก็มีแต่ความเหลวไหลติดแนบกับการเกิดตายของเราที่เต็มไปด้วยทุกข์ ใช้ไม่ได้นะ

ไม่มีอะไรที่จะเลิศยิ่งกว่าธรรม ธรรมที่เรานับถืออยู่เวลานี้แม่นยำที่สุดแล้วนะ พุท โธ ธัมโม สังโฆ คือพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ เรารวมได้เลยว่า ศาสนาของคนมีกิเลสกับศาสนาของผู้สิ้นกิเลสความมัวหมองมืดตื้อคือกิเลส ผู้สิ้นกิเลสแล้วเป็นยังไง ต่างกันเอามากทีเดียว ศาสนาของผู้สิ้นกิเลสจะกระจ่างไปหมด มองไปเห็นหมด อย่างพระพุทธเจ้าได้ทรงนำมาสอนพวกเรา เห็นแล้วรู้แล้ว ใครไม่รู้ไม่เห็น ตาบอดก็ให้ท่านจูง เชื่อท่านท่านจูงเดินตามธรรมของท่าน เรียกว่าคนตาบอดเดินตามคนดีแคล้วคลาดปลอดภัย

บอดเท่าไรยิ่งอวดดีอวดเก่งโดนตั้งแต่ขวากแต่หนาม ลงเหวลงบ่อก็คือคนที่ตาบอดอวดดีนั้นแหละ เราตาบอดแต่เราเชื่อผู้ตาดีว่าจะนำเราไปสู่ที่ปลอดภัย เราเชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้ตาดี โลกวิทู นี่ล่ะศาสนาของพระพุทธเจ้าเราเป็นศาสนาที่แจ้งกระจ่างหมด กิเลสไม่มีอยู่ในพระทัยคือในใจนั้นเลย แต่ศาสนาเหล่านั้นเป็นศาสนาของคนมีกิเลส สอนออกมาจากความมีกิเลส ไม่ว่าจะสอนแง่ใดมุมใดเป็นของคนมีกิเลสสอน เป็นคนที่มัวหมองในใจ มืดดำในใจสอน จะหาความแจ้งความสว่างไสว หาความถูกต้องแม่นยำเหมือนผู้สิ้นกิเลสสอนไม่ได้เลย

นี่เราก็ได้มาพบพุทธศาสนาแล้ว เลิศเลอ ให้พากันยึดกันเกาะ ถ้าหากว่าไม่มีวาสนามาเจอแล้วมันก็ไม่สนใจ ดังที่ท่านพูดไว้ในนิทานอีสปสมัยเราเรียนหนังสือ นิทานอีสปออกไปจากคัมภีร์พุทธศาสนา เวลาเราเรียนหนังสืออยู่นั้นท่านนำมาแสดงเป็นคติใจว่า ไก่แจ้ตัวหนึ่งคุ้ยเขี่ยหาอาหารไปพบพลอยเม็ดหนึ่งงามดีมีค่ามาก จึงพูดเปรย ๆ ขึ้นว่า นี่ถ้าเจ้าของของเจ้ามาพบเจ้าเช่นนี้เขาคงเก็บเจ้าไปฝังไว้ในหัวแหวนตามเดิม แต่นี้เจ้าไม่มีประโยชน์อะไรกับเรา สู้ข้าวสุกข้าวสารเมล็ดเดียวก็ไม่ได้ ว่าแล้วคุ้ยเขี่ยเลยไปในแปลงอื่น ๆ

ทีนี้เขาก็สรุปความในนิทานนี้ว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ของที่ดีย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รู้จักใช้เท่านั้น เพชรพลอยเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รู้จักใช้คือมนุษย์เราซึ่งฉลาดกว่าสัตว์คือไก่ ข้าวสารมันอยู่ตามหม้อเราก็ไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร กินเพียงอิ่มไปวัน ๆ เท่านั้น แต่เพชรพลอยเม็ดหนึ่งเท่านี้ราคามันเท่าไร ซื้อกินจนกระทั่งวันตายมันก็ไม่หมด หากเราไม่มีวาสนาไปเจอกับพุทธศาสนาซึ่งเปรียบกับเพชรกับพลอยก็ไม่สนใจไม่นับถือ สู้ข้าวสุกข้าวสารคือความดีดดิ้นสิ่งต่าง ๆ มันเหมือนข้าวสุกข้าวสารของไก่ ไก่คือพวกเรานี้แหละ ไก่แจ้ ไก่อูอยู่นี้หมด ตัวเป็นบ้าข้าวสุกข้าวสาร มีแต่จะดิบจะดีจะร่ำจะรวยไปกับข้าวสุกข้าวสาร ครั้นสุดท้ายก็ไม่ได้เรื่องอะไร

พากันจำไว้นะ เรามาพบพลอยแล้วให้ยึดให้เกาะนะ อย่าโดดใส่แต่ข้าวสารมันจะเป็นไก่แจ้ตัวนั้นนะ เวลาเรามาเรียนหนังสือจึงมาอ่านนี้ โอ้โหออกไปจากนี้ ท่านเอาไปเป็นนิทานสอนเป็นอรรถเป็นธรรม อย่างธรรมจริยาอะไร ๆ ท่านสอนเป็นคติ เห็นไหมล่ะธรรมะมีมาตั้งแต่ยุคนู้น เราเป็นเด็ก ๆ เราเห็น ธรรมเหล่านี้เอาออกจากพระไตรปิฎกเวลาเรามาอ่านนี้เราถึงได้เห็น ออกไปสอนเป็นบทเป็นบาทเป็นคติเครื่องเตือนใจแก่นักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ มีมาตั้งแต่นู้นนะ แต่ครั้นมาทุกวัน ๆ นี้อรรถธรรมไม่มีเลยเป็นยังไง มันเก่งยิ่งกว่าครูหรือพวกเรา

โรงเรียนต่าง ๆ อย่างนี้วันสอนธรรมะ ครูน่ะสอนอรรถสอนธรรม เช่นวันศุกร์สอน แต่ก่อนมันมีวันเสาร์หยุดครึ่งวัน ครึ่งวันวันเสาร์วันนั้นสอนวิชาเรื่องศีลเรื่องธรรม ทุกวันนี้มีไหมหนังสือเหล่านี้ไม่เห็นมี นี่ที่เสียไปมาก ทางอรรถธรรมไม่เข้าแทรกสิงใจเด็กเลย แม้แต่ครูก็ไม่สนใจเลยเตลิดเปิดเปิงไปตาม ๆ กันทั้งเด็กทั้งครู ถ้าได้ธรรมะเข้ามาอย่างนี้แล้วเป็นคติเครื่องเตือนใจได้ดี ความชั่วเป็นชั่วเสมอ ความดีเป็นความดีเสมอ เอาไปแก้กันก็แก้ได้ตลอด เหมือนน้ำชะล้างสิ่งสกปรก

นี่ถูกต้องแล้ว เราก็ไม่ได้ยกยอตัวเรา ดังที่เคยพูดนี้แล้วว่าไม่ได้คิดว่าจะเป็นหยดน้ำบนใบบัวให้เป็นคติแก่ลูกแก่หลานอย่างนี้เลย เวลาเราทำเราก็ทำอยู่ในป่าของเราแทบเป็นแทบตายไม่สนใจแต่มันก็ออกมาเป็นอย่างนี้ นี่คือเขาก็หาของดี เมื่ออะไรเป็นคติเครื่องเตือนใจเขาก็ยึดแล้วก็มากลายเป็นหยดน้ำบนใบบัว หยดน้ำบนใบบัวประวัติของเรานี้เรียกว่าประวัติเอาเป็นเอาตายจริง ๆ ก็ควรเป็นคติตัวอย่างได้ เราอยู่ในป่าในเขาคนเดียวก็มีแต่สร้างความดีตลอด ๆ เรียกว่าความดีขั้นเด็ดขาด

เวลาออกมาอย่างนี้มันก็เป็นคติตัวอย่างแก่กุลบุตรสุดท้ายภายหลังได้เป็นอย่างดี เราจึงไม่มีข้อตำหนิที่บรรดาทางวงราชการเอาหนังสือหยดน้ำบนใบบัวไปสอนเด็ก สอนเด็กสอนผู้ใหญ่ไปด้วยกัน ไม่มีใครจะเหนือธรรม ใหญ่ขนาดไหนก็ไม่เหนือธรรม อย่างที่ว่าหยดน้ำบนใบบัวนี้คือเรื่องธรรม คติธรรมทั้งนั้นอยู่ในนั้น ฟังได้ทุกคน ยึดไปเป็นคติได้ทุกคน เราก็ทำอยู่นั้นจนกระทั่งบรรดาพี่น้องลูกหลานได้เอาไปเป็นคติ ก็ทำมาจากพระพุทธเจ้าเป็นคติมาจากพระพุทธเจ้า จึงว่าเราเห็นด้วย

เราไม่มีไอ้เรื่องที่จะยกยอตัวเอง ใครจะมาตำหนิก็แล้ว ใครจะมาชมก็แล้ว เราพูดตามหลักความจริง เราไม่มีอะไรในโลกอันนี้ ใครดีเราก็ชมว่าดี ใครชั่วเราก็ว่าชั่ว เพราะสิ่งเหล่านี้มีประจำโลก ควรติต้องติ ควรชมต้องชมกัน สิ่งที่พอแล้วเป็นอันหนึ่งต่างหาก ควรติควรชมสำหรับผู้ยังก้าวเดินเพื่อความเป็นคนดีอยู่ก็ต้องติต้องชมเป็นธรรมดา อย่างหยดน้ำบนใบบัวเป็นคติที่ควรจะยึดไปปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก