กิจประจำวันของใจที่มีกิเลส
วันที่ 8 กันยายน 2506 ความยาว 43.2 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๐๖

กิจประจำวันของใจที่มีกิเลส

 

พระพุทธเจ้าผู้นำของสัตว์โลกเริ่มเป็นศาสดา คือแบบพิมพ์อันดีเยี่ยมของโลกมาแต่เริ่มเสด็จออกทรงผนวช ไม่ทรงกังวลเกี่ยวข้องกับพระราชฐานบ้านเมืองที่เคยปกครอง ทรงมุ่งบำเพ็ญเพื่อความเป็นศาสดาโดยถ่ายเดียว ไม่มีผู้กล้าเป็นกล้าตายถวายตัวเป็นอุปัฏฐากตามเสด็จในเวลาที่ทรงบำเพ็ญ มีป่าอันรกชัฏซึ่งใคร ๆ ไม่ต้องการ เป็นที่อยู่ที่บำเพ็ญจนถึงวันตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา นับเป็นปฏิปทาที่ชอบยิ่งแต่ต้นมา แม้ได้ตรัสรู้แล้วก็ไม่เคยสาปแช่งสถานที่อยู่ และการบำเพ็ญว่าไม่ถูกต้องและเหมาะสม ยังทรงส่งเสริมสถานที่ และความเพียรตลอดมา กรประทานพระโอวาทแก่สาวกก็ประทานเพื่อความไม่เกาะเกี่ยวกังวลกับสิ่งใด ๆ มีแดนแห่งวิมุตติหลุดพ้นแก่สาวกเป็นที่พอพระทัยในการสั่งสอนพระโอวาทเพื่อสาวก และนักบวชซึ่งทรงนามว่าศากยบุตร โดยมากทรงแสดงสถานที่วิเวกอันเป็นแดนแห่งความสงัด เพื่อศากยบุตรของพระพุทธเจ้าจะได้อยู่อาศัยบำเพ็ญตนด้วยความสะดวก

สถานที่ดังกล่าวนี้ แม้ทุกวันนี้ก็คงไม่เป็นโมฆะสำหรับท่านที่มุ่งต่อแดนหลุดพ้นตามเสด็จ ยังจะให้ความปลอดภัยจากสิ่งรบกวนนานาชนิดอยู่อีกเช่นที่เคยเป็นมา ดังนั้น โปรดระลึกถึง พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมา และแสดงธรรมแก่สาวกด้วยวิเวกธรรม บรรดาสาวกผู้มีความสนใจอย่างเต็มที่ ซึ่งออกมาจากตระกูลต่าง ๆ พอได้สดับธรรมอันเต็มไปด้วยหลักเหตุผลจากโอษฐ์เท่านั้น จิตใจก็เต็มตื้นไปด้วยความยินดี เกิดศรัทธาปสาทะ ความเชื่อเลื่อมใสฝังลงในจิตใจทันที เพราะฉะนั้น ประโยคแห่งความเพียรของสาวกตามที่ทราบมา ปรากฏว่าไม่มีความท้อถอย และน้อมรับพระโอวาทด้วยความยินดียิ่ง ปฏิบัติตามทุกกรณีที่เป็นไปเพื่ออรรถธรรมที่ประทานไว้

การอยู่ก็สบาย การไปการมาก็สบาย การดื่มการฉันทุกอย่าง แม้จะอดอยากขาดแคลนในปัจจัยเครื่องอาศัยของพระ ซึ่งเป็นเพศที่เลี้ยงง่าย สาวกมีความพอใจในภาวะเช่นนั้น ไม่แสดงความกังวลกับสิ่งอาศัย จนเกิดเป็นอุปสรรคต่อความเพียรซึ่งเป็นที่จุดหมายสำคัญ และเพราะความมุ่งมั่นส่วนใหญ่อันเป็นต้นเหตุให้ออกมาจากตระกูลของตน ตนเป็นหลักสำคัญที่จะให้มุ่งหน้าต่อความเพียรเพื่อสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว แก่สาวกองค์นั้น ๆ การประกอบความเพียรทุก ๆ ประโยคก็เป็นไปเพื่ออรรถเพื่อธรรม และเพื่อวิมุตติหลุดพ้นจริง ๆ ไม่มีอะไรมาเคลือบแฝง ฉะนั้นการแนะนำสั่งสอนจึงเป็นการง่ายสำหรับผู้มุ่งต่อธรรมอยู่แล้ว

สถานที่พระพุทธเจ้าประทับก็ดี ที่สาวกอาศัยอยู่ก็ดี เมื่อสรุปแล้วคือสถานที่สงัดปราศจากสิ่งรบกวนนั่นเอง เช่นเดียวกับสถานที่ผู้ปฏิบัติทั้งหลายแสวงหา และอยู่กันทุกวันนี้ คือ ร่มไม้ ชายภูเขา ในป่า ในถ้ำ ซอกห้วย หลังเขา ซึ่งเป็นที่ไม่รบกวนวุ่นวายจากสิ่งทั้งหลาย มีใจมุ่งต่อหลักธรรมอย่างแน่วแน่ว่า ทำอย่างไรจึงจะเป็นไปเพื่อความสิ้นสุดแห่งทุกข์โดยถ่ายเดียว ไม่ยอมให้เข็มทิศ คือใจที่ตั้งไว้เฉพาะนิยยานิกธรรมเอนเอียงไปสู่ความเป็นอื่น มีความเข้มแข็งต่อการฝึกหัดดัดแปลงจิตใจให้หมุนไปเพื่อถูกทาง ทั้งนี้เป็นทางที่พระพุทธเจ้า และสาวกทรงดำเนินมาแล้ว จึงสมกับพระนามว่าเป็นศาสดาของโลกมาเป็นลำดับ ไม่เพียงเป็นศาสดาเฉพาะความเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น วิธีการทุกอย่างที่วางร่องรอยไว้ และสาวกดำเนินมาล้วนเป็นครูของพวกเรา จึงควรเรียกได้ว่าเป็นศาสดาทุกระยะที่พระพุทธเจ้าทรงเคลื่อนไหว และสาวกปฏิบัติ

ธุระหน้าที่ทุกอย่างที่จะพึงกระทำโปรดคำนึงถึงครูเสมอ อย่าให้เคลื่อนคลาดจากหลักของพระพุทธเจ้าที่ทรงดำเนินมา ใจ ตามธรรมดาจะต้องเสาะแสวงหาเรื่องเสมอ โดยมากก็เป็นเรื่องที่เคยชินมาแล้ว คือการเสาะเพื่อสั่งสมทุกข์ให้เกิดขึ้น แล้วทำความเดือดร้อนแก่ตนเอง นี่เป็นกิจประจำวันของใจที่มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน จะต้องเป็นเช่นนี้ การบำเพ็ญเพียรทุกประโยคจึงเป็นอุบายแก้ไข หรือถอดถอนสิ่งเหล่านี้ซึ่งทำหน้าที่รบกวนใจอยู่ทุกขณะให้ค่อยหมดไปเป็นลำดับ และพยายามกีดกันจิตใจที่เคยเดินทางสายนี้มาแล้วจนเคยตัว ไม่ให้เพ่นพ่านออกไปตามทางสายเดิมที่เคยสั่งสมทุกข์ขึ้นมาทับถมตัวเองเป็นประจำ การประกอบความเพียรจะยากหรือลำบากแค่ไหน อย่าถือเป็นความทุกข์รำคาญ ยิ่งกว่าเรื่องที่จะเกิดตายอยู่ในโลกนี้ไม่มีสิ้นสุด

การเกิดตายของทุกรูปทุกนาม ไม่ว่าสัตว์ บุคคล หญิง ชาย ไม่มีใครด้อยกว่าใคร รวมแล้วเรียกว่านับไม่ได้ด้วยกัน จึงไม่สามารถจะนำเรื่องภพเรื่องชาติของท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งมาเป็นหลักฐานยืนยันว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้ได้เกิดตายมากกว่าเพื่อนมนุษย์และสัตว์ในวงแห่งไตรโลกธาตุนี้ เพราะความเกิดตายซ้ำ ๆ ซากๆ  ไม่มีเวลาหยุดยั้ง ทั้งหมุนไป และเปลี่ยนมาอยู่เช่นนี้ จนไม่สามารถจะทราบว่า เงื่อนต้นและเงื่อนปลายของภพของชาติอยู่ที่ไหนนั้น มันเป็นความสลับซับซ้อนกันมาตลอดอนันตกาล แต่ก็เป็นเรื่องภพเรื่องชาติของเราแต่ละท่านแต่ละราย ทำกงจักรประเภทเปิดแล้วปิดไม่ได้ใส่ตัวเอง จึงเป็นกองทุกข์ประเภทดับไม่ลง เราจึงบ่นว่าเป็นทุกข์อยู่ทุกซอกทุกมุมทั่วทั้งไตรภพ จึงเป็นภพที่เต็มไปด้วยความบ่นของผู้มีภพชาติซึ่งยังแก้ไม่ตก และเป็นความกังวลเรื่องรำคาญยิ่งกว่าเรื่องใด ๆ ในโลก

ฉะนั้น การพยายามแก้ไขเรื่องใหญ่โตนี้ จงอย่าถือว่าเป็นภาระหนักเกินกำลังของผู้จะพยายามไปให้พ้นภัย จะทำให้เราเกิดความอิดหนาระอาใจต่อความเพียรของตน ความหลงร่องรอยของตนที่ผ่านมานี้ เป็นเรื่องสำคัญมากยิ่งกว่าเรื่องอื่นใด พระพุทธเจ้าจึงให้นามว่า อวิชชา คือความหลงเรื่องของตนเองเท่านั้น เรื่องเกิดกับเรื่องตายไม่ใช่เป็นเรื่องจะบกพร่องในสัตว์และสังขาร เป็นเรื่องมีอยู่ประจำไตรภพ คือมีอยู่ประจำสัตว์และสังขารทุกรูปทุกนามบรรดาที่มีวิญญาณครอง ย่อมเป็นไปอยู่เช่นนี้ทั้งท่านและเรา ดังนั้นเรื่องของภพของชาติของแต่ละรูปละนาม จึงไม่มีใครสามารถจะนับอ่านได้ว่ามีจำนวนเท่าไร เกิดมาแต่ละภพละชาติโปรดทราบว่า คือการหาบกองทุกข์ขึ้นมานั่นเอง

เริ่มทุกข์มาแต่เริ่มแรกเกิดจนถึงวันสลาย จะไม่มีบกพร่องในเรื่องของทุกข์ ติดต่อเป็นพืดตลอดสาย ล้วนแต่เรื่องทุกข์ซ้ำทุกข์อยู่ในคนๆ เดียว ถ้าเป็นตัวหนังสือก็อ่านไม่ออก เพราะเขียนย้ำลงในบรรทัดเดียวกัน ทุกข์ย้ำทุกข์ ทุกข์ซ้อนทุกข์ ซ้อนกันไปซ้อนกันมา จนหาที่แก้ไขไม่ได้ และอ่านตัวเองไม่ออก แม้จะเป็นผู้วางร่องรอยทุกข์ไว้ก็ไม่สามารถจะทราบได้ว่าตนเคยทุกข์มากี่มากน้อย เพราะแต่ละภพละชาติจะต้องมีทุกข์ซับซ้อนกันอยู่เช่นนี้ทุกภพทุกชาติไป ที่นี่ยังภพซ้อนภพ ชาติซ้อนชาติ วัฏฏะซ้อนวัฏฏะไหลมารวมอยู่ในบุคคล ๆ เดียว มีมากเหลือประมาณ ไม่สามารถจะทราบได้แม้แต่รายเดียวสำหรับเราทั้งหลาย แล้วเรายังจะสงสัยเรื่องเกิดตายนี้ ว่าจะกลายเป็นความวิเศษเลอเลิศอะไรต่อไปอีกเล่า จึงไม่ควรจะนอนใจในความเพียรเพื่อแก้ไขเรื่องเกิดตายของตน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่โตมากมายในไตรภพ

ความหลงร่องรอยความเป็นมาของตน มันเป็นเหตุทำตัวให้หมุนไปเวียนมาไม่มีเวลาจบสิ้นลงได้ เช่นเดียวกับกังหันถูกลมพัดให้หมุนติ้วอยู่ทั้งวันทั้งคืน ควรจะนำมาพิสูจน์กับเรื่องภพชาติของตน จะเป็นอุบายช่วยเสริมปัญญาเพื่อหาทางออกจากโลกันตะของความเกิดตายบ้าง

การตำหนิติโทษความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากสาเหตุที่กล่าวแล้ว จะไม่มีผลดีอะไรเกิดขึ้นเลย นอกจากจะเป็นการเสริมเรื่องให้ทุกข์เกิดเพิ่มปริมาณขึ้นเท่านั้น เรื่องเกิดตายก็ต้องหมุนไปตามเข็มทิศของวัฏจักรที่ชี้ไว้ จะไม่เป็นไปตามคำตำหนิติชมของผู้ใด เช่นเราเป็นผู้เกิดผู้ตาย ผู้ก่อความทุกข์ทรมานทับถมตนเอง แต่ไม่ทราบเรื่องของตนว่าเคยเป็นมาทำนองนี้กี่ครั้ง เพราะเหยียบแล้วเหยียบเล่าจนไม่ทราบร่องรอยที่เหยียบไว้ว่าเป็นรอยไหนแน่ มิหนำยังมีความเคลือบแคลงสงสัยหรือเชื่อดิ่งลงไปตามความชอบใจก็มีว่า ตายแล้วสูญ ไม่ได้เกิดเป็นอะไรต่อไปอีก ดังนี้ก็ตาม แต่กฎของความจริงแล้ว จะไม่เป็นตามความคาดคะเนหรือสุ่มเดาของใคร ต้องหมุนไปตามเหตุปัจจัยพาให้เป็นไป

เรื่องความเป็นมาทั้งนี้ ถ้าเป็นทำนองเรามาจากบ้านซึ่งเคยอยู่ จะเป็นจังหวัด มณฑล ตำบลอะไรก็ตาม แต่ก็พอจำแนวทางที่ตนมาได้เป็นระยะ ตลอดความสุขความทุกข์ในการเดินทาง หากการหวนระลึกภพชาติของตนได้บ้างดังคนเดินทาง ก็พอมีเงื่อนพิจารณาความสุขทุกข์ที่เป็นมากับภพชาตินั้น ๆ และพอมีทางแก้ไขตัดทอนวัฏฏะให้สั้นเข้า แต่นี่จำร่องรอยที่เหยียบผ่านมาไม่ได้เลย ทำนองเราเป็นคนเขียนเอง แต่เราอ่านตัวหนังสือเราไม่ออก และยังมีทางปฏิเสธว่าตนไม่ได้เขียนก็ได้ (เข้าในลักษณะว่า ตนไม่เคยเกิดและไม่เคยตายในวงของวัฏฏะ) ทั้งนี้ท่านเรียกว่าอวิชชา คือไม่รู้ทั้งอดีตของตนที่เป็นมา แล้วไม่รู้ทั้งอนาคตของตนซึ่งจะเป็นไปข้างหน้า และไม่รู้ปัจจุบันของตนที่กำลังเป็นอยู่ เพราะมาด้วยอวิชชา ไปด้วยอวิชชา และอยู่ก็อยู่ด้วยอวิชชา เพราะตัวเหตุคือใจมันเป็นอวิชชาทั้งดวง เรื่องจึงเป็นอย่างนั้น

ถ้าอวิชชากับใจยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ตราบใด เรื่องของภพของชาติ เรื่องความเกิด ความตาย เรื่องความสุข ความทุกข์ ซึ่งจะผสมคลุกเคล้ากันนี้ จะต้องมีอยู่ทุกสัตว์และทุกบุคคลตราบนั้น โดยที่ใคร ๆ จะปฏิเสธไม่ได้ผล ฉะนั้นโปรดทราบไว้ตามหลักความจริงซึ่งมีอยู่ในสัตว์และสังขารบรรดาที่มีวิญญาณครองทุกประเภท ต้องเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ทั้งนั้น

การไปการมาไม่มีร่องรอยจะมาได้ที่ไหน ไม่มีเหตุปัจจัยจะหมุนตัวไปได้อย่างไร เรื่องการเกิดการตายก็ต้องมีเหตุปัจจัยเป็นเครื่องหนุนให้เป็นไป ไม่มีเหตุผลจะปรากฏตัวขึ้นมาได้อย่างไร เช่น เรื่องตายต้องเป็นมาจากความเกิด ความเกิดต้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากความผลักดันภายใน คืออวิชชาตัณหานั่นเอง ก็อวิชชาตัณหาเราเคยได้เห็นและได้อ่านในคัมภีร์ แต่ตัวจริงของอวิชชาแท้นั้นอยู่ที่ไหน ที่ท่านจารึกไว้ในคัมภีร์นั้นเป็นชื่อของอวิชชา เป็นชื่อของกิเลสตัณหา แต่ไม่ใช่ตัวกิเลสตัณหาอวิชชาอันแท้จริง ธรรมชาติที่แท้จริงนั้น คือตัวของเราแต่ละท่านแต่ละราย ความไม่ทราบเรื่องของตนทั้งที่ตนเป็นอวิชชาอยู่ทุกขณะ และทุกภพทุกชาติ นี่ท่านเรียกว่า อวิชชาอันแท้จริง

โปรดอย่ามองข้าม อวิชชาความหมุนของใจที่มีอวิชชาผลักดันออกมา จึงกลายเป็นกิเลสตัณหาไปเรื่อย ๆ โดยให้นามว่า กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทั้งสามนี้เป็นกิ่งก้านสาขาของอวิชชาผู้วางร่องรอยของวัฏฏะไว้ เมื่ออวิชชายังเป็นเจ้าอำนาจครองใจอยู่ ใครจะปฏิเสธเรื่องภพเรื่องชาติ ว่าไม่มีไม่เป็นย่อมไม่ได้ เพราะไม่ใช่ฐานะที่ผู้นั้นจะทำได้ตามอำนาจความต้องการของตน เพราะฉะนั้นการประกอบความเพียรเพื่อรื้อถอนภพชาติอันเป็นร่องรอยของตนที่เที่ยวเหยียบย่ำไว้ทุกหนทุกแห่ง และทุกภพทุกชาติจนมาถึงบัดนี้ จึงไม่ควรถือเป็นความยากลำบากจนเห็นว่าเป็นของเหลือวิสัย สำหรับผู้มุ่งจะไปให้พ้นจากโลกันตะแห่งภพชาติอันนี้

บ่วงแห่งวัฏทุกข์อันนี้ เราอย่ามองไปกว้าง และไกลเกินตัวของวัฏฏะที่ซ่อนอยู่ และการปฏิบัติธรรมก็อย่ามองโลกว่า กว้างเกินไป แคบเกินไป สูงเกินไป และต่ำเกินไป ดีเกินไป ชั่วเกินไป โง่เกินไป ฉลาดเกินไป นอกจากจะมองดูโลกซึ่งมีอยู่กับตัวของเราอย่างสมบูรณ์ว่า กว้างก็กว้างอยู่กับผู้นี้ คือกว้างจนไม่สามารถจะอ่านความเป็นมาของตนได้ ลึกจนไม่สามารถจะหยั่งรู้เรื่องของตนได้ สูงจนไม่สามารถจะเอื้อมมือปลดเปลื้องออกมาได้ในความเป็นมาแห่งกิเลสตัณหาของตน แคบหรือละเอียดจนมองไม่เห็นเงื่อนไข ซึ่งควรจะแก้ไขโดยวิธีใด โลกมันรวมอยู่ที่นี่ทั้งหมด

บรรดาไตรภพอย่าเข้าใจว่า มีอยู่ในที่อื่นใด สิ่งบังคับจิตใจซึ่งควรจะรื้อถอนออกให้หมด มันมีอยู่ที่ดวงใจอวิชชานี้ดวงเดียวเท่านั้น โปรดทำความสนใจพิจารณาและแก้ไขกันลงที่นี่ จะเห็นร่องรอยของตนที่เคยเหยียบย่ำมาที่ไหนบ้าง เช่นเดียวกับเรามาจากสถานที่ต่าง ๆ จนถึงที่หมายแล้วคิดย้อนหลังกลับคืนตามเส้นทางที่มาก็ทราบได้ว่า มาที่นั้นมีความลำบากยากเย็น มาที่นั้นมีความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดที่อยู่อาศัย อาหารปัจจัย เป็นความสะดวกกายสบายใจจนมาถึงที่นี่ ก็การชำระแก้ไขสิ่งปกปิดกำบังตนเอง ได้แก่อวิชชาให้หมดไปเป็นลำดับ ย่อมมีทางมองเห็นร่องรอยที่เคยเหยียบย่ำไว้ในสงสาร ซึ่งซ้ำรอยกันตลอดมาได้โดยลำดับ ทั้งเป็นฝ่ายภพชาติ และความสุขความทุกข์ ซึ่งควรจะรู้ได้จากใจผู้เคยเป็นมา และจะเห็นร่องรอยที่เคยเหยียบไว้นั้นว่า เป็นไปจากไหนแน่  และใครเป็นตัวร่องรอยที่แท้จริงซึ่งเที่ยวเหยียบไว้ในที่และภพต่างๆ นั้น แล้วจิตจำต้องตามกระแสร่องรอยนั้นเข้ามาสู่ธรรมชาติคือ จิตอวิชชานี้ผู้เดียว

แต่การพิจารณาธรรมทั้งหลายซึ่งอธิบายมาแล้ว ไม่ใช่พิจารณาเพื่อยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด และเพื่อความแพ้ความชนะในสิ่งใดทั้งนั้น แต่เพื่อทำความเข้าใจกับตนให้ถูกต้อง แล้วจะได้เห็นเรื่องของตนอย่างแจ่มชัดจากสิ่งต่าง ๆ ซึ่งจิตเคยเกี่ยวข้อง เพราะความหลงเรื่องของตัวอันเป็นบ่อให้เกิดตายไม่จบสิ้น แล้วจะได้ย้อนความรู้สึกเข้ามาสู่จุดใหญ่อันเป็นป่าช้าแห่งภพชาติอันสำคัญ เพราะฉะนั้นการพิจารณาภายนอกก็เพื่อจิตภายใน การพิจารณาภายในก็เพื่อจิตโดยตรง เพราะเป็นเรื่องส่อถึงธรรมชาตินี้ทั้งนั้น ทั้งใกล้ ทั้งไกล ทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งอดีต อนาคต

ธรรมชาตินี้จะไม่มีความพอดีในเรื่องอุปาทาน ถือได้ทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งรัก ทั้งชัง ไม่ใช่สิ่งนั้นชั่วหรือคนนั้นไม่ชอบใจ จะหมดความกังวลในสิ่งนั้นคนนั้นหามิได้ ยิ่งคนไหนทำให้มีความเจ็บปวดแสบปวดร้อนภายในใจมาก อุปาทานยิ่งไปถือมั่นในคนนั้นมาก และมีความรักใคร่กับคนไหน ใจก็มีอุปาทานในคนนั้นมาก ไม่ว่าหญิง ไม่ว่าชาย วัตถุสิ่งใดที่เข้าใจว่าเป็นของดีและน่ารัก อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นต้องมีในสิ่งนั้นทันที ทั้งนี้มันเป็นเรื่องของใจดวงเดียวซึ่งเป็นเจ้าโกหกมารยาอยู่ภายใน จึงพาให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวงล้อมของวัฏฏะมาหลายกัปนับไม่ได้

ที่กล่าวมาทุกแง่ทุกมุมของเรื่อง มันเป็นเรื่องของแต่ละท่าน โปรดพิจารณาโทษของตนที่เป็นมาอย่างโชกโชน การเห็นโทษและตำหนิโทษของใครก็ไม่สำเร็จประโยชน์ และไม่สามารถทำกิเลสให้หมดไปจากใจดวงนี้ รักใครหรือเกลียดชังใครก็ไม่มีผลดีเกิดขึ้น นอกจากจะรักตน ตำหนิติชมตน และแก้ไขตนเอง ซึ่งเป็นผู้ผิดเท่านั้น จะเป็นทางออกจากความผิดเป็นชั้น ๆ ทั้งภายนอกภายใน นอกนั้นจะเป็นทางสั่งสมกิเลสขึ้นทุกระยะที่ความเคลื่อนไหวของใจแสดงตัวออกไป การทำสิ่งใดจงทำด้วยความจงใจ อย่าให้มีความเผอเรอในกิจการนั้น ๆ แม้ที่สุดปัดกวาดลานวัดก็ขอให้มีสติจดจ่ออยู่กับไม้กวาด และอาการเคลื่อนไหวของตน นี่คือผู้บำรุงสติประกอบความเพียร เรียกว่า เป็นผู้มีความเพียรอยู่ตลอดเวลา

สติและความเพียรเหล่านี้แล จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ สามารถแปรรูปเป็นมหาสติ มหาปัญญาได้ การฝึกหัดทำความรู้สึกตัว และนึกคิดไตร่ตรองดูเหตุผล หยาบ ละเอียด ข้างนอก ข้างใน ก็เพื่อแก้จิตดวงเดียวนี้ ความเคลื่อนไหวทุก ๆ อาการอย่าให้เป็นโมฆะทางความเพียร ให้มีสติกำกับความตั้งใจไว้อยู่เสมอ อย่าประมาทนอนใจ โดยเห็นภพชาติเป็นของเล็กน้อย เพราะผู้เห็นเช่นนั้น จะเป็นผู้แบกกองทุกข์ตลอดกาล ไม่มีวันและโอกาสจะปลงลงได้

โปรดทำความพยายามแก้ปมหลงทั้งรู้ ๆ นี้ให้ได้ เพราะปมนี้เป็นปมที่หนาแน่นมาก ในไตรโลกธาตุจะมีอยู่ปมเดียว คือจิตอวิชชานี้เท่านั้น ถ้าปมนี้ยังไม่แตกไปเสีย เรื่องภพชาติและกองทุกข์ทั้งมวลจะเป็นเรื่องของคนนั้นโดยตรง ขึ้นชื่อว่าทุกข์แล้วจะไม่เที่ยวอาศัยและอยู่ที่ไหน นอกจากบนร่างกายและจิตใจของคนและสัตว์เท่านั้น ถนนหนทางกว้าง แคบ สั้น ยาว และบ้านเรือน ตึก ห้างร้าน ตลาด ที่ทำไว้ เรื่องของทุกข์จะไม่ไปก้าวเดินและอาศัยอยู่ตามสถานที่เหล่านั้น แต่จะมาท่องเที่ยวและอาศัยอยู่บนร่างกายและจิตใจของคนและสัตว์ จนกว่าสภาพเหล่านี้จะถูกทำลายเสียด้วยอนิจธรรม แตกกระจายลงสู่อนัตตาธรรม คือความว่างจากสัตว์บุคคลหญิงชายเสีย นั่นแลกองทุกข์จึงจะย้ายครอบครัวไปตั้งบ้านใหม่ แต่ก็ตั้งบนจิตใจและร่างกายของคนและสัตว์อยู่นั่นเอง

แล้วเราจะเห็นว่าอะไรเป็นทุกข์ในโลกนี้ เมื่อเรื่องทั้งหมดบรรดาทุกข์ในไตรโลกธาตุกลับมาเป็นเรื่องของเราคนเดียวเช่นนี้ เวลานี้เรากำลังตกอยู่ในวงล้อมของทุกข์ จะหาทางออกด้วยวิธีใดจึงจะมีหวังรอดพ้นไปได้ ในวงแห่งไตรภพเป็นวงล้อมเราคนเดียว คนเกิดสติปัญญาขึ้นเพราะความจนตรอก เราจะนำสติปัญญา ศรัทธา ความเพียรมาใช้หรือจะยอมจำนน ปัญหานี้เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเรา และเราเป็นผู้จะตอบปัญหาข้อนี้ให้กระจ่างขึ้นกับใจ แล้วคว้าเอาความพ้นภัยมาครองบนจิตใจ

จึงควรเห็นว่า วัฏฏะของใจเป็นปัญหาอันใหญ่ยิ่งในแหล่งโลกธาตุ ไม่มีปัญหาใดจะเทียบเท่า พระพุทธเจ้าทุก ๆ องค์ก็ดี สาวกของพระพุทธเจ้าทุก ๆ องค์ก็ดี ทรงทุบต่อยปมแห่งวัฏจักรให้แตกกระเด็นไปจากใจแล้ว จึงปรากฏเป็นผู้ประเสริฐของโลกโดยสมบูรณ์ เช่น พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ โลกทั้งหลายกราบอย่างสนิทติดใจ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ธรรมที่บริสุทธิ์ผุดขึ้นจากจิตในขณะที่ปมวัฏฏะแตกไป โลกได้กราบสนิทติดใจ ฝากเป็นฝากตายจริง ๆ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ผู้ทุบต่อยอวิชชาอันเป็นปมของวัฏจักรให้แตกกระจายไปจากใจ จึงเป็นสรณะอันสมบูรณ์ของโลก รวมแล้วเรียกว่า พระรัตนตรัย คือแก้ววิเศษสามดวงอันเป็นหัวใจของโลกทั้งสาม

นี่คือผู้หมดร่องรอยที่จะมาสู่ภพสู่ชาติอันเป็นต้นเหตุของทุกข์ทั้งมวล นี่คือผู้หมดวัฏฏะจริง ผู้นี้เป็นผู้ไม่เกิดจริง และเป็นผู้ตัดสะพานของทุกข์ได้จริง ผู้นี้เป็นผู้สูญจากความเกิดทั้งมวลจริง ๆ ไม่ได้สูญเพียงคำพูดคาดคะเน แต่ความเกิดและความตายยังเต็มกายเต็มใจ คำว่า สูญของพุทธะ และสังฆะที่เป็นสรณะของโลกนั้นท่านสูญอย่างนี้ คำว่า เรื่อง แล้วเป็นสูญสิ้นโดยประการทั้งปวง ไม่สามารถจะเข้าไปตั้งบ้านตั้งเรือนเป็นที่อยู่อาศัยในจิตของท่านได้อีก นี่คือผู้ประเสริฐโดยหลักธรรมชาติด้วย เป็นผู้ประเสริฐของโลกทั้งสามด้วย เพราะการทำลายกรงขังคืออวิชชา ซึ่งหนาแน่นยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูกที่ได้สั่งสมตัวมาเป็นเวลาหลายกัปนับไม่ได้ จนไม่มีอะไรจะสามารถทำลายได้ นอกจากคุณงามความดีที่ผู้มุ่งหวังจะตามเสด็จพระพุทธเจ้า แล้วอุตส่าห์บำเพ็ญให้เป็นไปในกาย วาจา ใจของตนเท่านั้น

วัฏฏะจะเกรงกลัวเฉพาะบุคคลผู้เช่นนั้นเท่านั้น นอกนั้นเขาจะไม่กลัวใครในโลก ยิ่งผู้มีความเห็น และพูดว่าตายแล้วสูญ นั่นยิ่งเป็นการส่งเสริมวัฏฏะให้มีกำลังหมุนตัวเอง ผู้นี้แลจะเป็นสถานที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ และเป็นห้องน้ำ ครัวไฟของวัฏฏะเป็นอย่างดี

เวลานี้เราทุกท่านมุ่งหน้ามาอย่างเต็มใจเพื่อการปฏิบัติแก้ไขตนเอง โปรดทราบว่า เวลานี้เราคือเครื่องจักรของวัฏทุกข์อย่างเต็มตัว อย่าพากันประมาทนอนใจในความเพียร อันเป็นเหมือนเรือจะพาข้ามมหาสมุทรทะเลหลวงอันเต็มด้วยห้วงน้ำ คือตัณหาอาสวะ ซึ่งจะล้นฝั่งแห่งความเพียรอยู่แล้ว รีบบำรุงความเพียรอันเป็นเหมือนทำนบให้มีความแน่นหนา และมีระดับสูงกว่าน้ำจะไหลผ่านออกได้ กิเลสอาสวะมิใช่กระรอกกระแตพอจะกระโดดข้ามไปได้ นอกจากเราจะเป็นผู้เปิดช่องหรือทำลายทำนบคือความเพียรเสียเอง เรื่องของความเพียรเพื่อวิดน้ำออกจากเรือ จงเป็นผู้หนักแน่นและตึงเครียดตลอดเวลา โดยมีสติเป็นเครื่องปกครองรักษา พิจารณาด้วยความรอบคอบ รอบรู้ อย่าให้ความเผอเรอ และอ่อนแอเข้าไปตั้งบ้านเรือนในจิตใจ จะเป็นความเคยตัว และเสียนิสัยของผู้มุ่งต่อความจริงซึ่งรออยู่ทุกเวลา

ตามปกติจิตเป็นผู้เคยต่ออารมณ์ที่เป็นข้าศึกอยู่แล้ว นอกจากสติกับปัญญาซึ่งกลมเกลียวกับความเพียรแล้ว จะไม่มีทางแก้ไขจิตดวงนี้ให้หายพยศได้ วิธีใดเป็นไปเพื่อความสงบสุขปรากฏขึ้นกับใจ นั่นเป็นวิธีที่ถูกต้อง อาการใดที่แสดงออกจากใจเป็นการสั่งสมอารมณ์ให้จิตฟุ้งซ่านและขุ่นมัว โปรดทราบว่านั่นคือทางของกิเลสวัฏฏะ ไม่ใช่ทางพระนิพพาน แม้จะไม่มีเครื่องหมายประกาศไว้ก็โปรดทราบทันทีว่า นั่นคือทางผิดตามลักษณะตัดสินธรรมวินัย เราผู้ทรงไว้ซึ่งธรรม คือลักษณะตัดสินธรรมวินัย จะไม่ทราบความเคลื่อนไหวของตนว่าถูกหรือผิดได้อย่างไร ต้องทราบกันที่นี่และแก้ไขกันที่นี่

อนึ่ง ไม่เคยปรากฏว่าผู้มีความเพียรกล้า เพราะการรักษาสติ และการใคร่ครวญด้วยปัญญา ได้มีการแตกสลายตายไป พอจะให้คนรุ่นหลังมีทางคิดเพื่อปลีกตัวหาทางแก้ไข ลดความเพียรเพื่อพ้นภัยอันจะเกิดจากเหตุนี้ หากเป็นได้เช่นนั้นพระพุทธเจ้าก็คงไม่ได้เป็นศาสดาสอนโลก เพราะความเป็นพระพุทธเจ้าเป็นขึ้นมาจากความเพียร ธรรมที่เกิดจากความเพียรของพระองค์ ยังประทานย้ำรอยลงอีกว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนพ้นทุกข์ไปได้เพราะความเพียร ไม่ทรงสอนว่าคนตายเพราะความเพียร พอจะให้เกิดความกลัวกัน เพราะฉะนั้นเราเป็นลูกศิษย์ของพระตถาคต จึงไม่ควรกลัวตายเพราะความเพียรกล้าต่อแดนพ้นทุกข์

ไม่ใช่กล้าแบบคนที่ชื่อเขาว่า นายกล้า แต่ตัวเขาเองเป็นคนขี้ขลาดหวาดกลัวเช่นนั้น แต่กล้าเผชิญกับเหตุที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน อันเป็นปัจจัยให้เกิดสติปัญญาอุบายเปลื้องตนจากสิ่งนั้น ๆ ทุกระยะที่มีสิ่งเกี่ยวข้อง เรื่องสติกับความเพียรขอให้ติดกันเป็นพืดอยู่ทุกเวลา อย่าให้เสียกาลที่ผ่านไป จะกลายเป็นสติที่ทันต่อเหตุการณ์ทุกด้าน เราจะพาก้าวไปทางสมาธิความสงบ หรือจะพาก้าวไปทางปัญญา สติจะเป็นผู้ควบคุมงานทั้งนี้ให้เป็นไปเพื่อความสำเร็จสมความปรารถนา เช่น กำหนดลมหายใจก็ให้มีสติรู้สึกลมจริง ๆ ลมจะเข้าสู่ความละเอียดขนาดไหนก็ให้รู้เรื่องเป็นระยะ ๆ ไป จนปรากฏว่าลมหายไปหมดไม่มีอะไรเหลือ เหลืออยู่เฉพาะธรรมชาติความรู้อันเดียวเท่านั้น ก็ให้ทราบชัดที่ใจ

เรื่องความสงบ และความแยบคายทางปัญญาแล้ว เราจะหาไม่ได้ที่ไหนนอกจากวงของสติ เพราะสติเป็นธรรมคุ้มกันความเสียหายทุกด้านอันจะเกิดขึ้นเพราะความเผอเรอ เราอย่าเข้าใจว่าตนจะโง่อยู่ตลอดกาล เพราะอำนาจของความกล้าโดยมีสติตามรักษา และเพราะความเพียรนี้แล จะพาเราให้มีความเฉลียวฉลาดรอบตัว จนสามารถเอาตัวรอดพ้นไปได้จากดงหนาทึบอันแสนจะผ่านไปได้โดยยากนี้ ฉะนั้นเราทั้งคนขอให้เป็นเรื่องของสติหมดทั้งร่าง จะมีการเคลื่อนไหวทางภายนอกภายใน หรือไม่มีการเคลื่อนไหว แต่สติขอให้มีประจำตัวทุกขณะ อย่าให้ขาดวิ่นไป

เมื่อพยายามบำรุงได้เช่นนี้ สมถะก็ดี วิปัสสนาก็ดีจะปรากฏร่างขึ้นมาอย่างง่ายดายและรวดเร็ว คำว่า สมถะหรือวิปัสสนาเป็นสิ่งทำได้ยากนั้น เป็นตัวผลซึ่งถูกเพ่งเล็งมากกว่าเหตุ แต่ตัวเหตุ คือสติซึ่งเป็นจุดควรเพ่งเล็งก่อนอื่น รู้สึกจะขาดความสนใจ ผลคือสมถะและวิปัสสนาซึ่งควรจะได้จึงพลาดไปไม่สมประสงค์

ดังนั้น ท่านนักปฏิบัติผู้มุ่งผลทั้งสมถะและวิปัสสนาโดยสมบูรณ์ กรุณาสนใจในตัวเหตุ คือสติด้วยดี แล้วนำไปใช้ในกิจทั้งสองให้ปรากฏผลสมบูรณ์ขึ้นมา การดำเนินสมถะก็จะเป็นความสงบประจักษ์ใจจนเต็มภูมิของสมถะ การดำเนินวิปัสสนาก็จะก้าวไปอย่างเต็มภูมิ เมื่อสติได้ไปปักหลักอย่างแน่นหนาแล้ว เมื่อถึงขั้นละเอียดแล้ว จะเห็นความเปลี่ยนสภาพของปัญญาที่มีความแยบคายต่อตนเอง กลายเป็นสติที่ติดกันเป็นพืด และกลมเกลียวกันกับปัญญาไปในตัว จิตก็ดี สติก็ดี ปัญญาก็ดี คล้ายกับว่าเป็นอันเดียวกัน เพราะความรู้สึกถึงไหนสติกับปัญญาจะต้องไปพร้อม ๆ กัน โดยมิได้บังคับ แต่เป็นเพราะความเคยชินที่เคยฝึกหัดมาแต่ต้นเป็นลำดับ

คำว่า สมถะและวิปัสสนาที่เคยวาดภาพไว้ จะมารวมประจักษ์อยู่กับใจผู้เคยวาดภาพ ต้องการดำเนินสมถะตามโอกาสที่ควร ย่อมปรากฏขึ้นตามเวลาที่ต้องการ และถอนออกมาได้ตามประสงค์ จะทำหน้าที่วิปัสสนาย่อมปรากฏเป็นวิปัสสนาขึ้นมาตามสิ่งที่มาสัมผัส และตามสภาวะทั่ว ๆ ไป ทุกสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับความรู้สึก ย่อมกลายเป็นวิปัสสนาไปตามขั้นของปัญญาที่พาให้เป็นไป ขึ้นชื่อว่าวิปัสสนาที่ควรแก่เหตุการณ์แล้ว ไม่ว่าข้างนอก ไม่ว่าข้างในจะกลายเป็นเรื่องวิปัสสนาไปตามปัญญา โดยมีไตรลักษณ์เป็นภาชนะสำหรับรับไว้จากปัญญาที่เห็นแจ้งแล้วปล่อยมือลงในหลักความจริง ความรู้รอบและปล่อยวางของปัญญาจะเป็นไปทุกระยะ ไม่มีกลางวัน กลางคืน ยืน เดิน นั่ง นอน เว้นแต่หลับเท่านั้น แต่โดยมากผู้ปฏิบัติมักจะรู้เรื่องของกายและปล่อยวางอุปาทานในกายก่อน สภาวะภายนอกทั่ว ๆ ไปก็พลอยได้รับการปลดปล่อยจากอุปาทานไปตาม ๆ กัน

ปัญญาย่อมเดินไปตามสายทางที่ยังมีอุปาทานเป็นเชื้อแฝงอยู่ เช่นกายส่วนหยาบ ของขันธ์ทั้งห้า อุปาทานของใจไม่มาอาศัยอยู่แล้ว ปัญหาแห่งการพิจารณาก็พักไป แล้วยังมีนามขันธ์สี่ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ยังเป็นที่ยึดอุปาทานของใจ ปัญญาย่อมเดินไปตามสายของนามขันธ์ พิจารณาเก็บม้วนลงในภาชนะ คือไตรลักษณ์โดยสิ้นเชิง อุปาทานถอนตัวออกจากนามขันธ์สี่ เพราะเมืองขึ้นซึ่งเคยครองอำนาจตกไปเป็นสมบัติของไตรลักษณ์กองอุปาทาน ที่เคยแผ่กระจายออกไปทั่วไตรภพ เพราะอำนาจอวิชชาบังคับออกไปให้เที่ยวยึดอำนาจในสิ่งทั้งปวง ถูกปัญญาเที่ยวตามขับไล่ให้ม้วนกองทัพกลับคืนสู่บ้านเดิมคือวัฏจิต และร้องเรียนความจำเป็นที่ถูกขับไล่มาให้อวิชชาหัวหน้าแห่งไตรภพทราบ เพื่อหาทาต่อสู้และแก้ไขจนสุดขีดของผู้เคยเรืองอำนาจในสามภพ

แต่ปัญญาซึ่งได้ฝึกเพลงรบทางวิวัฏฏะมาจนเกรียงไกร ไหนจะหยุดการรบเพียงเท่านั้น แล้วยอมตัวให้เขาลบลายมีอย่างหรือ ขั้นสุดท้าย ปัญญาพร้อมศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ยกขบวนเข้าล้อมนครหลวง ซึ่งยังเหลืออยู่เพียงเมืองเดียวเท่านั้น ปิดประตูเมืองทั้งห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไว้อย่างมิดชิด พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่รักษาประตูคือสติ ไม่ให้คนภายในออก ไม่ให้คนภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง (ไม่ให้อารมณ์ภายใน ภายนอกออกมาประสานกัน) แล้วทำการค้นนครหลวงเพื่อหาตัวผู้ก่อเกิดและบัญชางานให้ความไม่สงบเป็นไปอยู่ตลอดกาลในวงภายใน ก็ไปพบพระยาจิตราช ผู้เรืองอำนาจในไตรภพมีนามว่าเจ้าอวิชชา ปัญญาจึงฟาดฟันหั่นแหลก ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นซากแห่งสมมุติแม้ปรมาณู

เมื่อเจ้าอวิชชาผู้ให้ความร่มเย็นแก่กิเลส อุปาทานทั้งปวงสิ้นไปแล้ว กองทัพกิเลสทั้งมวลก็แตกกระจายหายสูญไปตาม ๆ กันหมด ปรากฏธรรมิกราชขึ้นเรืองอำนาจแทน กลายเป็นแดนเกษมขึ้นมาในขณะเดียวเท่านั้น ขณะนั้นเรียกว่า ขณะน้ำดับไฟประลัยกัลป์ไหม้โลก เมื่อสงครามอันใหญ่หลวงได้ยุติลงแล้วด้วยความมีชัยของนักรบผู้กล้าตาย ใจที่เคยอยู่ใต้อำนาจของวัฏฏะก็หลุดลอยขึ้นมาเป็นอิสระโดยลำพัง จะนั่ง จะนอนหรือจะอยู่ที่ไหนก็เป็นสุข การปฏิบัติต่อขันธ์ซึ่งยังครองตัวอยู่ก็ปฏิบัติกันไปโดยความรู้จักประมาณ มีความพอดีประจำตน มองโลกมองธรรมย่อมเป็นโลกเป็นธรรมไปตามความจริงทุกอย่าง ไม่ยกตนข่มโลกและไม่ยกโลกมาทับถมตัวเอง

ธรรมที่กล่าวมาทั้งนี้ เราจะเห็นว่าเป็นเรื่องท่านผู้ใด นอกจากเป็นเรื่องของเราโดยตรงและจะปฏิบัติต่อตนเองตามที่อธิบายมานี้ ฉะนั้น โปรดนำธรรมที่แสดงนี้เข้าไปเป็นหลักใจ และปฏิบัติให้สุดขีดสุดแดน อย่ามาคำนึงในร่างซึ่งพร้อมที่จะแตกอยู่ทุกขณะที่ลมหายใจยุติลง สิ่งที่จะเป็นสาระอย่างยิ่ง คือความเพียรลบร่องรอยแห่งภพชาติของตนให้หมดสิ้นไปจากใจ เพราะอำนาจของสติปัญญาที่มีความสมบูรณ์เต็มที่แล้ว

ธรรมที่ประทานไว้ว่า เตสํ วูปสโม สุโข ความระงับดับซากของวัฏทุกข์ภายในใจ จะกลายเป็นเรื่องภายในใจของทุกท่านที่มีความเพียรในวันหนึ่งโดยไม่ต้องสงสัย

จึงขอยุติธรรมเทศนาเพียงเท่านี้ เอวํ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก