โลกแห่งธรรมะ
วันที่ 29 มกราคม 2508 ความยาว 43.22 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๐๘

โลกแห่งธรรมะ

 

         ท่านนักปฏิบัติทุกๆ ท่านโปรดทำความเข้าใจกับตนเองว่า บัดนี้เราได้ก้าวเข้ามาสู่วงของพระศาสนาที่เรียกว่าวงแห่งธรรมะ หน้าที่ของผู้มีความเป็นอยู่กับวงศาสนาในความเป็นนักบวชของตน โปรดได้ทราบตนเสมอว่า แม้จะอยู่ในแผ่นดินเดียวกันที่เรียกว่าโลกก็ตาม แต่ความเป็นอยู่ ความรู้สึก ความประพฤติทุกด้านของนักบวชผู้อยู่ในวงแห่งพระศาสนา ย่อมมีความแปลกต่างกันกับโลกทั่วๆ ไป จะยากจะง่ายจะลำบาก ฝืดเคืองสะดวกอย่างไร ต้องเป็นผู้อุตส่าห์พยายามดำเนินไปตามหน้าที่ที่เข็มทิศแห่งธรรมได้ชี้บอกไว้แล้วอย่างใด อย่าปล่อยให้ความอิดหนาระอาใจเข้าแทรกสิงภายในใจ จะอยู่ในโลกแห่งธรรมะนี้ไม่ได้

โลกที่อยู่ทั่วดินแดน เขาเป็นอยู่ด้วยความฝืดเคืองความสะดวก ความสุขความทุกข์ ความยากความง่าย เช่นเดียวกันกับโลกแห่งธรรมะของเรา เพราะใครอยู่ที่ไหนก็มีเครื่องบังคับที่จะให้ดำเนินกิจการงานทั้งยากและง่าย สิ่งบังคับนั้นได้แก่ธาตุขันธ์ ธาตุขันธ์นี้ทุกอาการที่มีอยู่ในตัวของเราและตัวของสัตว์ทั่วๆ ไป เป็นสิ่งจำเป็นจะต้องอาศัยเครื่องบำรุงรักษาเสมอไป ถ้าขาดการบำรุงรักษาแล้ว ชีวิตจิตใจจะสืบต่อในร่างนี้ไปไม่ได้ ต้องแตกสลายลงเพราะขาดปัจจัยเครื่องอุดหนุน เมื่อสิ่งจำเป็นซึ่งบีบบังคับให้เราจำต้องทำงาน เรื่องของงานยากบ้างง่ายบ้าง การไปการมาทุกอย่างเพื่อความจำเป็นอันนี้ ทุกๆ คนและทุกๆ ตัวสัตว์จึงฝ่าฝืนไปไม่ได้ จะยากง่ายลำบากขนาดไหนก็ต้องฝืนไป

เราอย่าเข้าใจว่าบ้านนี้เมืองนี้ บ้านโน้นเมืองโน้น ประเทศนี้ประเทศโน้น จะมีความสะดวกกายสบายใจ ไม่มีสิ่งมารบกวนให้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน โลกไหนก็คือโลกแห่งดินฟ้าอากาศ โลกแห่งธาตุขันธ์ซึ่งเป็นความจำเป็นเสมอตัวด้วยกัน ไม่มีใครจะฝ่าฝืนหรืออยู่เหนืออำนาจของโลกบีบบังคับคือธาตุขันธ์นี้ไปได้ สัตว์ตัวเล็กๆ ก็มีความจำเป็นเท่าตัวของตน สัตว์ตัวใหญ่ก็มีความจำเป็นเท่าตัวของตัวเอง มนุษย์และสัตว์ทุกๆ ชั้นทุกๆ ประเภท ย่อมมีความจำเป็นเท่าเทียมกันในการที่จะวิ่งเต้นขวนขวาย เพื่อจะลดหย่อนผ่อนผันความบีบบังคับของธาตุขันธ์ให้เป็นไปพอประมาณ

เมื่อเป็นเช่นนั้นโลกกับธรรมจึงมีการงานเป็นเครื่องดำเนินเช่นเดียวกัน จะผิดแปลกกันอยู่บ้างก็เพียงว่าทำตามหน้าที่หรือความจำเป็นและเพศของแต่ละฝ่ายเท่านั้น ส่วนเรื่องการงานที่แปลว่าการกระทำนั้นเหมือนกัน ฉะนั้นผู้อยู่ในโลกจึงต้องฝืนความลำบากด้วยการทำงานแสวงหารายได้ ไม่ฝืนก็เป็นไปไม่ได้ เพราะสิ่งที่บีบบังคับนั้นเป็นไปอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้มีเวล่ำเวลาว่าเช้าสายบ่ายเย็น แม้ที่สุดเรารับประทานอิ่มหนำสำราญแล้ว โรคภายในกายยังต้องมีขึ้น อาการใดที่เป็นไปอยู่ในกายไม่ปรกติ อาการนั้นแสดงว่าจะต้องการสิ่งเยียวยา เมื่อความจำเป็นเกิดขึ้นเช่นนั้น ผู้เป็นเจ้าของจะนิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องวิ่งเต้นขวนขวายทุกวิถีทาง เพื่อสิ่งที่บกพร่องหรือจำเป็นซึ่งบีบบังคับอยู่นั้นให้ลดน้อยถอยลง

ฉะนั้นการงานของโลกกับการงานของธรรม จึงมีหน้าที่ดำเนินไปตามเพศของตน หรือตามความจำเป็นของตนแต่ละฝ่ายๆ ไม่มีโลกไหนจะอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องทำกิจการงานใดๆ ไม่กระทบความยากความลำบาก ความทุกข์ความฝืดเคือง เพราะโลกนี้เป็นโลกที่อยู่ของผู้ฝืดเคือง เป็นโลกที่อยู่ของบุคคลผู้ยุ่งยากและสัตว์ผู้จำเป็นที่จะต้องแสวงหาทุกๆ สิ่งซึ่งเป็นความจำเป็นแก่ตนเองมาเยียวยาเสมอ ถ้าตัวเองมีความเกียจคร้านและความโง่เขลาเบาปัญญา ไม่สามารถจะปกครองตนได้ ก็ยิ่งมีความทุกข์ทวีคูณขึ้นเป็นลำดับในบุคคลและครอบครัวนั้นๆ หรือในสัตว์ตัวนั้นๆ

เพราะฉะนั้นกิริยาของสัตว์และบุคคลที่เคลื่อนไหวไปมาขวักไขว่ ให้เราได้เห็นอยู่นี้ ทั้งบนแผ่นดิน บนอากาศ ตามบ้านตามถนนหนทาง เต็มไปด้วยสัตว์ด้วยบุคคลที่วิ่งขวักไขว่กันอยู่เพื่อสิ่งจำเป็นซึ่งมีอยู่ภายในร่างกายของตนทั้งนั้น ผู้อยู่ในน้ำก็ต้องแสวงหา ผู้อยู่บนบกก็ต้องแสวงหา อยู่ที่ไหนก็ต้องวิ่งว่อนกันอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครจะอยู่เฉยๆ ได้ นี่โลกจำเป็นอย่างนี้ เรื่องโลกจำเป็นก็เกี่ยวกับเรื่องของเรานั่นเองจำเป็น คำว่าโลกนี่หมายถึงส่วนรวมทั้งหมดที่อยู่ด้วยกัน ท่านเรียกว่าโลก บุคคลและสัตว์รวมกันเข้ามากๆ ตลอดวัตถุสิ่งของทั้งหมดที่มีอยู่ในแผ่นดินนี้ รวมกันเข้าท่านเรียกว่าโลก จะโลกไหนก็ต้องเป็นโลกวิ่งเต้นขวนขวายด้วยความทุกข์ความลำบากเหมือนกัน

นี่เราก้าวเข้ามาสู่วงแห่งพระพุทธศาสนา แม้จะให้ชื่ออันหนึ่งก็ไม่ผิดว่าโลกแห่งธรรมะ คือเป็นวงอันหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่กับโลกทั่วๆ ไป เราจำเป็นจะต้องวิ่งเต้นขวนขวายเพื่อเยียวยาสิ่งที่บกพร่อง หรือขัดขวางภายในจิตใจของเราให้ค่อยหมดไปเป็นลำดับ ถ้าเราก้าวเข้ามาสู่วงแห่งศาสนาว่าเป็นของลำบาก ไม่สามารถจะประพฤติตนให้เป็นไปตามแนวทางแห่งธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้แล้ว เราไปอยู่โลกไหนเราจึงจะสามารถปกครองตัวของเราได้ เพราะเราอยู่ในธรรมเราก็ไม่สามารถ เราอยู่ในโลกเราจะไปหาความสามารถมาจากไหน เพราะความสามารถนั้นเกิดขึ้นจากเรา และความไม่สามารถก็เกิดขึ้นจากเราคนเดียว

ขอให้คำนึงถึงเรื่องของตัวเสมอ ที่จะปรับปรุงตัวเองอย่างใด จึงจะเป็นไปเพื่อความอาจหาญร่าเริงต่อหน้าที่การงานของตนซึ่งอยู่ในวงแห่งพระศาสนา ประการหนึ่งเราที่อาศัยวงของพระศาสนานี้ ได้ขบได้ฉันได้อยู่ได้หลับได้นอน ได้ใช้ได้สอยด้วยความสะดวกสบายนี้เป็นมาเพราะเหตุใด ทุกสิ่งที่เราอาศัยอยู่นี้ เป็นมาจากเรื่องของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว ที่ทรงให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่โลก พระพุทธเจ้าที่จะได้อุบัติขึ้นมาในโลกนั้นทรงทำอย่างไร ไม่ได้ปรากฏว่าความอ่อนแอ ความขี้เกียจขี้คร้าน ความท้อแท้ ได้เข้าเคลือบแฝงในปฏิปทาของพระพุทธเจ้า และเคลือบแฝงในธรรมะที่ทรงประทานไว้ทุกบททุกบาท รวมแล้ว ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ไม่ปรากฏว่าธรรมะบทใดที่เจือไปด้วยความท้อแท้อ่อนแอ ความเกียจคร้าน ความมักง่าย ความประพฤติตนตามอำเภอใจชอบ เพราะอำนาจแห่งกิเลสเป็นเครื่องผลักดันออกมา หรือเป็นเครื่องกดขี่บังคับ

พระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นมา ไม่ได้อุบัติขึ้นมาเพราะธรรมลามกเหล่านี้ แต่อุบัติขึ้นมาเพราะความขยันหมั่นเพียร แกล้วกล้าสามารถที่จะปลดเปลื้องพระองค์ด้วยความเพียรทั้งนั้น จนปรากฏเป็นองค์พุทธะขึ้นมา และสอนอรรถสอนธรรมให้เราทั้งหลายได้รู้ร่องรอย เมื่อโลกทั้งหลายได้เห็นจริงตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วก็เกิดความเชื่อเลื่อมใส ผู้ที่บวชเข้ามาในพระศาสนาก็บวชเข้ามาเพราะความเชื่อเลื่อมใสในธรรมของพระองค์ท่าน ผู้ที่ให้อุปถัมภ์อุปัฏฐากดูแลรักษา ให้ชีวิตจิตใจของนักบวชเป็นประจำก็คือศรัทธาญาติโยม ท่านเหล่านี้ก็เป็นผู้มีศรัทธาแกล้วกล้าสามารถที่จะเสียสละของมีค่าของตน จะเป็นจำนวนมากน้อยไม่คำนึง หวังผลประโยชน์แก่ตนและส่วนรวมให้พระเจ้าพระสงฆ์ได้รับความสะดวกสบายในการประพฤติปฏิบัติ

ที่อยู่หลับนอนก็บำรุงรักษา มีศรัทธาสละทรัพย์ออกมาไม่คำนึงถึงคุณค่าราคาว่ามีเท่าไร ที่เราได้รับความสะดวกนี้ได้รับความสะดวกเนื่องมาจากคำว่าพุทธะ คือองค์ของศาสดา ซึ่งทรงดำเนินเป็นตัวอย่าง และวางร่องรอยแห่งธรรมะไว้พร้อมทั้งพระเมตตา ถ้าหากเราจะเป็นคนอ่อนแอ มองข้ามตัวเองไปเสียว่าทางโน้นจะดีที่นี่จะดี ที่นั่นจะดี แล้วจะไม่มีวันเป็นตัวของตัวได้ เอียงไปทางไหนก็เป็นเหตุให้ได้รับความทุกข์ความลำบากสำหรับเราที่ไปอาศัย จะไปอาศัยครูอาศัยอาจารย์อาศัยหมู่เพื่อน ถ้าเราเป็นตัวของตัวไม่ได้ตามกำลังของเรา ก็ทำหมู่เพื่อนให้เดือดร้อนลำบาก หนักอกหนักใจ ถ้าเป็นไม้ก็เป็นไม้ที่คดงอเหลือเกิน ขวางไม้ทั้งหลาย

เฉพาะอย่างยิ่งทุกๆ ท่านโปรดได้ทราบว่า วัดป่าบ้านตาดนี้ไม่ใช่เป็นวัดแดนสวรรค์พอที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นมาเอง แต่เกิดขึ้นมาด้วยความอุตส่าห์พยายามวิ่งเต้นขวนขวาย แม้ที่สุดข้อวัตรปฏิบัติที่ประจำองค์ของพระแต่ละรูปๆ ก็เป็นเรื่องที่ตัวเองจะพยายามบำรุงให้เกิดมีขึ้นด้วยความเข้มแข็ง ไม่ใช่เกิดขึ้นเอง ผู้ก้าวเข้ามาสู่ที่นี่ก็ดี จะไปสู่ที่ไหนก็ดี อย่าลืมคำที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า ขันติ คือความอดทน วิริยะ คือความพากเพียร พากเพียรอะไรจึงจะเรียกว่าวิริยะ ขันติความอดทน อดทนต่ออะไรจึงจะเรียกว่าขันติที่ชอบธรรม และเป็นธรรมประดับใจของผู้นั้น

วิริยะ ก็คือเพียรในกิจการงานที่ชอบ ซึ่งจะสามารถผลิตผลให้ตนได้รับความสุขความเจริญก้าวหน้าขึ้นไปเป็นลำดับ ขันติ ก็คือความอดทนต่อสิ่งที่มากระทบกระเทือน หรือความลำบากยากเย็นเข็ญใจของตัวเอง จะมีมากมีน้อย จะลำบากขนาดไหน ไม่ยอมปล่อยวางหน้าที่ของตน มีความอดทนบึกบึนต่อสู้เสมอ สมชื่อว่าเป็นลูกศิษย์พระตถาคตผู้มีความอดทนจนเป็นศาสดาของโลกได้ด้วยอำนาจแห่งความอดทน

การอบรมจิตใจเพื่อความสงบเยือกเย็นแก่ตนเอง เราต้องดูนิสัยของเรา ถ้าหากว่านิสัยของเราเป็นผู้ที่มีกิเลสเบาบางอยู่แล้ว จะบำเพ็ญเพียงนิดหน่อยก็สามารถจะรู้ขึ้นมาได้ตามต้องการ แต่ถ้าเราบำเพ็ญอย่างนั้นผลไม่ปรากฏแล้ว ก็แสดงว่าเราจะต้องรีบเร่งหรือหนักมือเข้าไปเพื่อให้เห็นผลขึ้นมา ถ้าทำขนาดนั้นยังไม่เข้าใจอีก เราต้องหนักเข้าไปอีกในทางความเพียร นั่นจึงชื่อว่าเป็นศิษย์ของพระตถาคต ไม่ใช่จะไปลูบๆ คลำๆ แล้วตั้งคะแนนขึ้นมาให้ธรรมะอยู่เหนืออำนาจของตัวเอง โดยที่ว่าเราบำเพ็ญเพียรมาขนาดนี้ ขนาดนี้นั้นตามหลักธรรมชาติของผู้มีความรู้สึกเช่นนั้น จะเพียงลูบๆ คลำๆ เท่านั้น แต่เข้าใจว่าตนนี้มีความเพียรกล้ายิ่งกว่าครูคือศาสดา แล้วก็ตั้งคะแนนให้ธรรมะว่าเราบำเพ็ญขนาดนี้ไม่เห็นมีผลประโยชน์อะไร เราไม่ควรจะบำเพ็ญต่อไป ออกไปเป็นฆราวาสเหย้าเรือนยังดีกว่านี้

ถ้าคนๆ นั้นออกไปเป็นฆราวาสเหย้าเรือนดีแล้ว ธรรมพระพุทธเจ้าก็ล้มละลายฉิบหาย คนที่แสนเกียจคร้าน แสนท้อแท้อ่อนแอ แล้วจะไปดำเนินอะไรให้เป็นไป โลกก็ต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องดำเนินเพื่อความเจริญ ไม่ใช่จะเป็นไปเพื่อความเจริญได้ด้วยความเกียจคร้านความอ่อนแอ ผู้ที่ตั้งคะแนนให้ธรรมเป็นเครื่องกดขี่บังคับธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยวิธีที่กล่าวนี้ ก็จะไปตั้งคะแนนให้โลกอีกเหมือนกัน ตกลงก็ไม่มีโลกอยู่ เพราะไปที่ไหนก็คือโลกของเรา โลกเกียจคร้านโลกอ่อนแอนี้เอง ไปทำความเดือดร้อนรังควานแก่ตัวเองให้ได้รับความทุกข์ความทรมาน อยู่ที่ไหนก็ไม่สะดวกกายไม่สบายใจเพราะความทุกข์ยากความลำบาก หากินไม่พอปากพอท้อง เพราะความขยันหมั่นเพียรไม่มี จะบำเพ็ญในทางธรรมะก็เป็นไปไม่ได้ โรคเกียจคร้านลงได้ฝังเข้าในหัวใจผู้ใดแล้ว ต้องทำผู้นั้นให้เป็นคนล้มละลายตั้งหลักฐานไม่ได้ นี่หลักสำคัญ

เราไม่ต้องไปตั้งคะแนนให้ธรรมะ ไม่ต้องไปบังคับให้ธรรมะมาให้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ จะเป็นผลชั้นไหนก็ตาม ขอให้ตั้งคะแนนในตัวเองในเรื่องความเพียรเป็นหลักสำคัญ วันนี้ทำความเพียรขนาดนี้ไม่เห็นผล เราทราบว่าเท่าที่เราทำนี้ไม่เห็นผล ก็เพราะความสามารถหรือการกระทำของเราไม่เพียงพอ เราต้องเพิ่มปริมาณเข้าอีก เพิ่มปริมาณความเพียร เพิ่มความสำรวมระวังเข้าทุกระยะการ หากยังไม่ปรากฏ เอ้า เพิ่มเข้าอีก พยายามระมัดระวังรักษาตัว สติกับความเพียรให้มีการจดจ่อเกี่ยวพันกันอยู่ตลอดเวลา แล้วผลนั้นเราไม่ต้องไปบังคับ เพราะผลก็จะเกิดขึ้นจากเหตุที่เราทำอยู่นั้นเอง ไม่ใช่ผู้หนึ่งผู้ใดจะมาตั้งคะแนนให้

แม้พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ไม่ทรงตรัสไว้เลยว่า เป็นผู้ตั้งคะแนนให้ผู้ปฏิบัติทั้งหลายบรรดาที่เป็นพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า ท่านมอบให้เป็นเรื่องของเหตุซึ่งผู้นั้นบำเพ็ญได้แค่ไหน แล้วผลจะเป็นของผู้นั้นขึ้นมา ตามลำดับแห่งเหตุที่มีมากน้อยสมบูรณ์หรือไม่ นี่หลักธรรมเป็นอย่างนี้ ลูกของพระพุทธเจ้าไม่ใช่คนขี้เกียจอ่อนแอ ไม่ใช่คนตำหนิโน้นตำหนินี้ โดยไม่มองดูตัวว่าดีชั่วแค่ไหน ไปที่นั้นอากาศไม่ดี ไปที่นี้ที่อยู่ไม่สะดวก ไปที่โน้นอาหารการกินไม่ดี ไปที่โน้นหมู่เพื่อนไม่ดี น่แสดงว่ามองข้ามตัวเอง

ที่ดีหรือที่ไม่ดีเหล่านั้นเป็นของมีอยู่ประจำโลก โลกนี้เต็มไปด้วยของดีและของไม่ดี แต่ผู้มีปัญญาเลือกเฟ้นเอาไปใช้เป็นประโยชน์สำหรับผู้นั้น ผู้ที่โง่เขลาก็จะได้ตั้งแต่การเที่ยวตำหนิโลกตำหนิสงสาร โดยไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นในทางจิตใจแม้แต่นิดหนึ่งชื่อว่าความดีแล้ว แล้วก็จะมองเตลิดเปิดเปิงไปหมด ทีนี้ก็เลยอยู่กับโลกไม่ได้อีก ไปหาครูหาอาจารย์องค์ไหนก็คอยไปจ้องมองท่าน ท่านองค์นั้นเป็นยังไง ท่านองค์นี้เป็นยังไง ท่านดีขนาดไหนไม่ดีขนาดไหน คอยจ้องมอง

ถ้าไปถูกองค์ที่ท่านดี ไอ้เราก็ไม่ได้มองดูเราว่าเราเป็นยังไง ถ้าไปถูกองค์ท่านที่เราเห็นว่าไม่ถูกกับจริตของเรา ก็ไปเหยียบย่ำตำหนิท่านว่าเป็นอย่างนั้นๆ โดยไม่ได้มองดูตัวเองว่าเท่ากิ้งก่าหรือจิ้งเหลนหรือไม่ตัวของเรานั้น ทำไมจึงจะใหญ่โตยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูก เหยียบย่ำทับถมครูบาอาจารย์ไปหมด อย่าเอาแต่ภูเขาทั้งลูกมันคือทิฐิ คือเข้าใจว่าตัวนี้ดียิ่ง ตัวนี้ฉลาดพอ ตัวดียิ่งตัวฉลาดพอมันเลยทับ เลยไปมองเห็นตั้งแต่ข้างนอก ลืมดูตัวของตัว เลยจับหลักจับเกณฑ์ไม่ได้ ไปที่ไหนโลกก็ร้อน เพราะมันร้อนอยู่ที่หัวใจ ส่งออกไปนอกขอบเขตจักรวาลก็ได้ใจนี่ แต่มันจะเอาของดีหรือของชั่วมาให้ตัวเองนั้นแล้วแต่ผู้ที่จะปรุงจะคิดหาเอาเอง

การปฏิบัติธรรมไม่ว่าใครปฏิบัติก็ชื่อว่าทำงาน ต้องมีความลำบากเหมือนๆ กัน ถ้าหากเราจะเอานิสัยที่เราเคยสะดวกสบายมาตั้งแต่ทางโลกมาใช้ในทางธรรมะ นั่นก็จะทำให้เราเหลว คือตามธรรมดาที่เราอยู่ในโลกนั้นมันต่างกัน สำหรับตระกูลและทรัพย์สินสมบัติเงินทองของแต่ละครอบครัว ถ้าพ่อแม่เป็นคนมั่งมี ลูกก็ได้รับความสะดวกสบาย คิดอะไรต้องการอะไรก็ได้สมมักสมหมาย เมื่อเคยอยู่สะดวกสบาย เวลามาออกปฏิบัติธรรมะก็จะให้เป็นความสะดวกสบายอย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้ เราต้องมาพึ่งตัวเอง นี่หลักสำคัญ

จริตนิสัยนั้นเคยฝังอยู่ในใจ เวลาออกมาแล้วทำตัวให้อ่อนแอ เลยหาหลักเกณฑ์ไม่ได้ ไปที่นั่นตำหนินั้น ไปที่นี่ตำหนินี้ ตัวเองที่เป็นคนขวางโลกเลยไม่ตำหนิ ขวางทั้งโลกขวางทั้งธรรมเลยไม่ตำหนิ นี่ก็หาที่แก้ไม่ได้ ตกลงก็เป็นโมฆบุรุษ เป็นคนเปล่าในวงแห่งผ้ากาสาวพัสตร์คือนักบวช ซึ่งเป็นผู้ควรจะดีให้เป็นที่ร่มเย็นของตัวเองและโลกสงสารให้ได้กราบไหว้ หรือได้รับความร่มเย็นไปด้วย พลอยให้เป็นสิ่งที่ล้มละลายไปหมดภายในตัว

เรื่องของนักบวชแล้วต้องเป็นนักไตร่ตรองดูเหตุดูผล ดูความประพฤติของตัวเอง บกพร่องจุดไหนรีบแก้ไขเป็นลำดับไปเท่านั้น ไม่ต้องเอาเรื่องคำว่าง่ายหรือว่ายากเข้ามาเกี่ยวข้องในวงงานของตน จะง่ายหรือยากก็จะทำให้ถูกต้องหรือให้สมบูรณ์ขึ้นตามที่ตนตั้งจุดมุ่งหวังไว้แล้ว นั่นเป็นหลักสำคัญ ถ้าเราไม่ไปตั้งคะแนนให้ธรรมะ แต่มาตั้งคะแนนให้ตัวเองแล้วนั้นละเราจะดี สังเกตตัวเองบกพร่องตรงไหน พยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ใช่จะบกพร่องอยู่ตลอดเวลา เมื่อได้ถูกการสังเกตหรือซ่อมแซมด้วยตัวเองในทางความประพฤติ จะต้องมีวันดีขึ้น

จิตไม่ว่าจิตใคร จิตที่เกิดมาในโลกนี้เป็นจิตที่มีกิเลสด้วยกัน อย่าเข้าใจว่าจิตของใครจะเก่งกล้าสามารถไปโดยที่ไม่ได้อบรม จะฉลาดแสนฉลาดแค่ไหนก็ฉลาดอยู่ในวงแห่งกิเลส เหมือนนักโทษในเรือนจำจะเป็นนักโทษเพียงสามเดือนสี่เดือนหรือสามปี ห้าปี สิบปี หรือตลอดชีวิต เขาจะเรียกนักโทษด้วยกันทั้งนั้น เพราะอยู่ในวงแห่งผู้คุมขัง เป็นคนหมดความหมายที่โลกเขาไม่ต้องการ เรื่องของจิตที่มีกิเลสจะฉลาดขนาดไหนก็ฉลาดไป หากอยู่ในวงนั้น ถ้าไม่อาศัยการอบรมแก้ไขตนเองแล้ว จะผ่านพ้นความโง่ภายในตัวเองไปไม่ได้ ถึงฉลาดก็ฉลาดเพื่อโง่ นำความทุกข์เดือดร้อนมาเพื่อตัวเองอยู่นั้นแล หากไม่มีธรรมะเป็นเครื่องบำรุงหรือแนบนำอยู่ด้วย ปล่อยให้แต่ความรู้ความฉลาดเป็นไปในทางโลกล้วนๆ แล้วต้องเป็นอย่างนั้น

คำว่าธรรมะนี้ไม่ใช่ว่าจะต้องเขียนเบอร์ติดไว้ในบุคคลคนนั้นๆ แต่เป็นธรรมะในหลักธรรมชาติซึ่งใครจะให้ชื่อให้นาม ไม่ให้ชื่อให้นามก็ตาม เมื่อทำถูก ธรรมะก็คือความถูกนั่นเอง เราบวชเข้ามาในศาสนา ตั้งหน้ามาฝึกหัดนิสัยดัดแปลงตัวเอง เรื่องประเพณีของโลกที่เคยผ่านมาแล้วเป็นยังไง ไม่ต้องเอามาเกี่ยวข้องในวงของพระ ในวงปฏิบัติของเรา นอกจากจะพยายามแก้ไขออกไป สิ่งใดที่เห็นว่าจะเป็นเครื่องกังวลหรือเป็นอุปสรรคแก่ตนเอง ฝืนคิดไปมากเท่าไรก็ต้องเป็นทุกข์ถ้าสิ่งใดที่เป็นความผิดแล้ว ต้องพยายามปล่อยวางเป็นลำดับไป ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องภายในใจ นี่เราจะเป็นไปเพื่อความสะดวกสบาย

เอ้า ทุกข์ก็ให้ทุกข์ คนอยู่ด้วยกันไม่ใช่ทุกข์แต่เรา เช่นอยู่ในวัดนี้มีกี่รูป..พระ ต้องทุกข์ด้วยกัน เพราะเป็นนักบวชด้วยกัน อาศัยชีวิตความเป็นอยู่จากชาวบ้านด้วยกัน อยู่ในวงล้อมแห่งดินฟ้าอากาศเหมือนกัน อยู่ในวงล้อมแห่งธาตุขันธ์ซึ่งเป็นเครื่องบีบบังคับอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน อยู่ในวงล้อมของกิเลสซึ่งเป็นเครื่องบีบบังคับภายในใจโดยเฉพาะเหมือนกัน ใครจะมีความสุขแค่ไหน นอกจากจะพยายามฝึกฝนอบรมดัดแปลงตนเองให้ถูกตามหลักของธรรมะแล้ว ก็จะมีโอกาสปลดเปลื้องไปได้วันละเล็กวันละน้อย และจะกลายเป็นคนสะดวกขึ้นมาภายในใจ

ใจถ้ามีธรรมแล้วสะดวกทั้งนั้น อยู่ที่ไหนก็สะดวก นั่งอยู่โคนต้นไม้ก็สะดวก อยู่อัพโภกาสก็สะดวก อยู่ในถ้ำในเขาในเหวที่ไหนก็สะดวก อดบ้างอิ่มบ้างก็สะดวก อาหารหวานคาวประเภทไหนได้มารับประทานพอยังอัตภาพให้เป็นไปในวันหนึ่งๆ เท่านั้นสะดวกไปหมด ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องใดๆ ทั้งนั้น เข็มทิศมุ่งแต่อรรถธรรม เพื่อถอดถอนสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อตนเอง ผู้นั้นแลสะดวกสบาย อยู่ไหนไม่เป็นภัยแก่ตนเอง อยู่ได้อย่างสบาย ประพฤติธรรมได้ด้วยความสม่ำเสมอ ไม่เป็นอุปสรรคต่อตนเอง

เรื่องทำการกีดขวางตนเองโดยเจ้าตัวไม่รู้นี่เป็นเรื่องสำคัญ หาแต่เรื่องก่อแต่เรื่องอยู่ทั้งวันทั้งคืน มานั่งภาวนาก็ดี เดินจงกรมก็ดี สักแต่ว่าเท้าก้าวไปก้าวมา สักแต่ว่ากายที่นั่งอยู่เหมือนหัวตอ แต่ความรู้สึกที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับธรรมะหรือไม่นั้นไม่ได้คำนึง ในขณะเดียวกันมีแต่โลกล้วนๆ สัญญาอดีตเกี่ยวกับเรื่องอะไรต่ออะไร สัญญาอนาคตหมายไปว่าจะเป็นอะไรต่อไป เรื่องความเป็นมาเป็นยังไง เรื่องความจะเป็นไปข้างหน้าเป็นยังไง เกี่ยวกับทางโลกทางสงสาร รูปนั้นเป็นยังไง เสียงนี้เป็นยังไง ยุ่งไปหมดตั้งแต่เรื่องเครื่องพัวพันภายในจิตใจทั้งนั้น แล้วจะหาความสงบสบายมาจากที่ไหนในวงแห่งธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

เมื่อธรรมะแทรกเข้าภายในจิตใจไม่ได้ แต่ปล่อยให้โลกล้วนๆ ซึ่งเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาล้อมรอบและผูกมัดรัดรึงทั่วทั้งจิตตลอดเวลาด้วยแล้ว เราจะหาความสุขความสบายจากองค์ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาจากที่ไหน เพราะธรรมะแทรกซึมไม่ได้ เพียงขณะเดียวก็ไม่มี นอกจากมีแต่โลกล้วนๆ หนาแน่นอยู่ภายในจิตใจ โลกกิเลสโลกมืดแปดด้าน เราจะหาความสุขจากที่ไหน ที่บำเพ็ญจิตใจมันเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นเพียงกิริยาที่เดินที่นั่งที่ว่าทำความเพียรเท่านั้น ไม่มีสาระสำคัญอะไรในหลักการเดินการนั่งภาวนานั้นเลย แล้วจะหาความสุขความสบายภายในใจมาได้ยังไง

ผู้จะทำความสุขความสบายให้แก่จิตใจได้ต้องเป็นผู้ฝืน ฝืนอารมณ์ที่เป็นข้าศึก แก้อารมณ์ที่เป็นข้าศึก ส่งเสริมอารมณ์ที่เป็นธรรมะให้เข้าแทรกสิงภายในใจ จนมีธรรมะล้อมรอบภายในใจ กลายเป็นความสงบขึ้นมา ใจก็เยือกเย็นสบาย มองเห็นหมู่เห็นเพื่อนก็เป็นมิตรเป็นสหาย มองเห็นครูเห็นอาจารย์ก็เป็นที่เคารพกราบไหว้ มองเห็นผู้เห็นคนก็เป็นที่สงสาร เพราะมองเห็นตัวเป็นธรรม ถ้าตรงกันข้ามแล้วมองเห็นอะไรมีตั้งแต่เป็นพิษเป็นภัยเป็นข้าศึกศัตรูทั้งนั้น แต่สิ่งใดที่จะเป็นข้าศึกศัตรูนั้นถือว่าเป็นมิตรอีกแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ซึ่งจะเป็นข้าศึกต่อตนเอง ถือว่าเป็นมิตรอันสนิทสนม แล้วจิตใจก็กลมกลืนกับเรื่องนั้นตลอดเวลา จึงหาความสุขความสบายภายในใจไม่ได้

แม้จะนั่งสมาธิตลอดรุ่งก็ตาม เดินจงกรมตลอดคืนก็ตาม จะไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นจากกิริยาที่ทำเช่นนั้นเลย สำหรับบุคคลผู้ไม่มีความเพียรอันสัมปยุตด้วยสติ กำจัดสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อตนเอง จะไม่มีทางผ่านพ้นไปได้ เราอย่าถือว่ากิริยาเหล่านี้เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า สิ่งที่เป็นธรรมะจริงๆ ก็คือความเพียรที่เป็นไปด้วยสติ ด้วยความจงใจ ไม่เผอเรอต่อตนเอง นั่นแลเป็นหลักความเพียร จะไม่บอกว่าเป็นความเพียรก็คือความเพียรนั่นเอง ขอให้ทำความสำนึกในตัวของเราเสมอ อย่าเอาความยุ่งความยากความลำบากเข้ามาเป็นเครื่องบริกรรม โดยไม่ได้พิจารณาเห็นทุกข์นั้นเพื่อการถอดถอน แต่เป็นเครื่องที่จะส่งเสริมทุกข์ให้มีมากขึ้นเมื่อนำสิ่งเหล่านั้นมาเกี่ยวข้องกับใจ

ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าออกบวชในศาสนา ปรากฏชื่อลือนามสะเทือนสะท้านทั่วทั้งไตรโลกธาตุว่าเป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร สามารถคว้าเอาชัยชนะมาได้เป็นชั้นๆ จนถึงชั้นยอดเยี่ยมแห่งธรรมะ เราบวชในศาสนาทำไมจะให้เขาได้เล่าลือว่าเป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน คนท้อแท้อ่อนแอ แล้วจะนำเอาความแพ้กลับไปบ้านมีอย่างเหรอ เรามาหาธรรมทำไมจะได้โลกล้วนๆ กลับบ้าน โลกนั้นอยู่ที่ไหนมันก็มีในหัวใจของบุคคล จิตต้องอาศัยการรบเร้า การอบรมสั่งสอนไตร่ตรองซ้ำๆ ซากๆ จากตนเองเสมอ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีทางเดินเพื่ออรรถเพื่อธรรมได้ พากันพิจารณาให้ดี

สอนหมู่เพื่อนมาก็เป็นเวลาหลายปี สอนสุดสติกำลังความสามารถ ไม่ว่าธรรมะขั้นไหนๆ นำออกมาหมดจนไม่มีอะไรเหลือภายในตัวเอง นอกจากนั้นยังอัดเทป ยังถอดออกพิมพ์อีกไม่รู้กี่เล่ม อันนี้เป็นส่วนย่อยๆ ที่เทศน์ให้หมู่เพื่อนฟังมาเป็นเวลาตั้งสิบกว่าปีแล้วนี้จะเป็นจำนวนมากแค่ไหน สำหรับท่านผู้มาอาศัยก็สอนเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่มีปิดบังลี้ลับไว้ ใครจะดำเนินก็ดำเนิน ใครจะเชื่อก็เชื่อ ใครไม่เชื่อก็ไม่เชื่อเท่านั้น ผู้เทศน์ก็ไม่ได้ดีได้ชั่วอะไรจากความเชื่อหรือความไม่เชื่อนั้น นอกจากหมดการเทศน์แล้วก็เป็นเรื่องของตัวเองอยู่เฉพาะ จะมาตำหนิให้เสียก็ไม่มีอะไรจะเสีย จะมาชมให้ดีก็ไม่มีอะไรจะดี นอกจากจะดีจะชั่วอยู่กับผู้ติผู้ชมเท่านั้น เพราะออกจากหัวใจคนนั้น เหตุออกจากที่ไหนผลก็จะมีที่นั่น เรื่องติก็ดีเรื่องชมก็ดี ผลดีผลชั่วมันก็จะเกิดขึ้นที่นั่น เป็นเรื่องของผู้นั้นรับเอง

สิ่งที่มุ่งประสงค์อย่างยิ่งก็คือว่า ถ้าเราเป็นผู้มุ่งธรรมอย่างจริงจังแล้ว หลักธรรมที่ท่านสอนยังไงนำไปดัดแปลงตนเอง นั่นแหละหลักเหตุอยู่ที่นั่น ผลจะไม่ต้องไปหาที่ไหน ท่านเทศน์ไปไหนก็จะไปถูกเรื่องของตัวเอง ถ้าตนรู้ก็จะไปเข้าใจในนั้นหมด ท่านเทศน์เรื่องของเราเราก็รู้อย่างนี้ นั่น มันเป็นอันเดียวกัน ขันธ์เป็นอันเดียวกัน จิตเป็นอันเดียวกัน มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน เรื่องอริยสัจธรรมทั้งสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ของท่านของเราเหมือนกัน เหมือนกับว่าเป็นอันเดียวกัน คือเป็นอันเดียวกันในหลักธรรมชาติ มันมีด้วยกันทุกคน แม้จะต่างก็เพียงแต่ว่าชื่อนาย ก. นาย ข. พระ ก. พระ ข. แต่เรื่องของสัจธรรมแล้วเหมือนกัน

ถ้าเราได้พิจารณาตามที่ท่านสอน เรื่องของเราก็จะเป็นเหมือนกับเรื่องของพระพุทธเจ้าเป็นลำดับลงมา ตลอดมรรคผลนิพพานจะไม่มีอะไรผิดแปลกกัน ไม่มีกาลมีสมัยมากดขี่บังคับไว้ด้วย นอกจากเรื่องของเหตุเท่านั้นเป็นเรื่องสำคัญ จะเป็นผู้สามารถผลิตผลออกมาได้เป็นขั้นๆ ตามแต่อำนาจของเหตุมีมากน้อย ถ้าถึงขั้นสมบูรณ์เต็มที่ ผลจะรอตัวอยู่ไม่ได้ ต้องแสดงออกมาอย่างแน่นอน

อยากฟังเหลือเกินผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติของหมู่เพื่อน และเกิดขึ้นจากการแนะนำพร่ำสอนหมู่เพื่อนด้วยความเสียสละทุกอย่าง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหมู่เพื่อนจะเป็นผู้นำพระศาสนาต่อไป ให้เป็นที่ร่มเย็นแก่ตนเองและประชาชน ทั้งวงของพระและฆราวาส ดังนั้นจงพยายามปรับปรุงตัวเองซึ่งเป็นหลักสำคัญยิ่งกว่าส่วนอื่นใดให้ดี เรื่องผลพลอยได้นั้นก็จะกั้นกางไม่ได้เหมือนกัน นอกจากผลสำคัญที่เกิดขึ้นจากตัวเองแล้ว ยังจะมีผลพลอยได้ไปอีก ทำให้บ้านเมืองได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ก็ชื่อว่าเป็นผลพลอยได้จากเราผู้ทำตัวให้ดีแล้ว จึงขอยุติธรรมเทศนาเพียงเท่านี้

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก