โลกุตรธรรมสังหารกิเลส (ณ กรมประชาสัมพันธ์)
วันที่ 7 สิงหาคม 2545 เวลา 13:00 น.
สถานที่ : กรมประชาสัมพันธ์ ซ.อารีย์สัมพันธ์ ถ.พระรามที่ 6 กทม.
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ กรมประชาสัมพันธ์ กรุงเทพฯ
วันที่ ๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ [๑๓:๐๐ น.]

โลกุตรธรรมสังหารกิเลส

วันนี้เรียกว่าเป็นวันมหามงคลแก่กรมประชาสัมพันธ์และพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ที่อุตส่าห์มาในงานช่วยชาติคราวนี้ โดยมีคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธาน เรียกว่าเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของบรรดาพี่น้องทั้งหลาย นับว่าเป็นมงคลอันสูงสุดในครั้งนี้ครั้งหนึ่ง หลังจากที่สนามหลวงผ่านมาแล้ว คราวนี้ก็เป็นคราวที่ยิ่งใหญ่ในการช่วยชาติของเราด้วยความรักชาติของพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศ ได้อุตส่าห์พยายามริบรวม เสียสละสมบัติเงินทองข้าวของตามมากตามน้อย ด้วยอำนาจแห่งความรักชาติและความสามัคคี พร้อมกันเสียสละมาบำเพ็ญเพื่อมหากุศลแก่ชาติไทยของเรา

หลวงตารู้สึกซาบซึ้งในใจเป็นอย่างมากกับพี่น้องทั้งหลาย ที่บำเพ็ญมาโดยตลอดมีวันนี้เป็นปัจจุบัน สมกับที่หลวงตาได้อุตส่าห์พยายามช่วยชาติบ้านเมืองมาเต็มกำลังความสามารถ ในชีวิตของหลวงตานี้ก็เรียกว่ามีอยู่สองครั้ง ครั้งแรกก็คือ การบำเพ็ญตน พูดให้ตรงศัพท์ตรงแสงตรงอรรถตรงธรรมทีเดียว ไม่อ้อมค้อมก็คือว่า การบำเพ็ญตนเพื่อมรรคผลนิพพานโดยถ่ายเดียวเท่านั้น นี่เป็นงานที่หนักมากในชีวิตของหลวงตาซึ่งไม่ปรากฏในสถานที่ใด ๆ งานใด ๆ เลย จะหนักมากยิ่งกว่างานชำระสะสาง แก้กิเลสหรือสังหารกิเลส ซึ่งเป็นตัวมหาภัยติดแนบและบีบบังคับอยู่ในใจตลอดมากี่กัปกี่กัลป์นับไม่ถ้วน

การเกิดการตายของเราคนเดียวนี้ ถ้าหากว่าเราจะนำร่างของเราที่เกิดตายแต่ละครั้ง ๆ เข้ามาวางกองกันในเมืองไทยเราทั้งประเทศนี้แล้ว จะไม่มีสถานที่วางซากศพของเราคนเดียวนี้เลย เพราะอำนาจแห่งความเกิดความตาย หมุนกันไปหมุนกันมากับความทุกข์ยากลำบากเข็ญใจ การขึ้นการลงในแดนนรกไม่ว่าจะเป็นหลุมใด ตั้งแต่นรกอันใหญ่หลวงที่เรียกว่า มหานรกอเวจีขึ้นมาเป็นลำดับลำดา จิตใจดวงนี้เคยไปเกิดไปตาย ไปตกนรกมาไม่ทราบกี่ครั้งกี่หน นรกหลุมไหนไม่เคยเว้น ตกได้ทุกแห่งทุกหน เพราะอำนาจแห่งกรรมของตนทำด้วยความประมาท คือการสร้างบาปสร้างกรรมด้วยความรื่นเริงบันเทิง ลืมเนื้อลืมตัว ลืมคิดทางผิดทางถูกประการใด ๆ มีแต่ความทะเยอทะยานทำลงไปแล้ว ผลแห่งความชั่วทั้งหลายที่เราทำลงไปด้วยความภูมิใจนั้น ก็ย้อนกลับมาเป็นความเสียใจ ได้รับความทุกข์ร้อนตลอดมา

ในบรรดานรกกี่หลุม หลวงตาขอเรียนให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบตามหลักความจริงที่ปฏิบัติและได้รู้ได้เห็นมา เรียกว่าภาษาธรรมต้องพูดตรงไปตรงมา แดนที่ต่ำลุ่มลึกที่สุดคือมหานรกอเวจี จิตดวงนี้พาร่างต่าง ๆ ลงไปตกนรกหมกไหม้ได้ตลอดมา จากนั้นก็ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหม ขึ้นลง ๆ เหมือนเขาขึ้นบันไดบ้านลงบันไดบ้านตลอดมากี่กัปกี่กัลป์ นี่ล้วนแล้วตั้งแต่มีความทุกข์ ความเดือดร้อน สับสนปนเปกันไปกับความสุขซึ่งมีจำนวนน้อยสู้ความทุกข์ไม่ได้ สับปนกันอยู่ภายในใจดวงเดียวกันนี้ ได้พาเกิดพาตายตลอดมา

นี่เป็นความทุกข์ความทรมานที่สุดในจิตดวงนี้ที่กำลังลุ่มหลง จะไม่ค่อยไปในทางที่ถูกที่ดี สมมักสมหมายบ้างเลย จะไปแต่ที่ผิด ๆ พลาด ๆ คลาด ๆ เคลื่อน ๆ ให้ได้รับความทุกข์ความทรมาน เช่นเดียวกับคนตาบอดที่เดินไปตามถนนหนทางหรือในที่ต่าง ๆ จะไม่ค่อยไปตามสถานที่ปลอดภัย แต่จะไปตามสถานที่เป็นภัยแก่ตนเองเพราะความมืดบอดของตัวนั้นแหละ เรื่องจิตใจที่มืดบอดก็เหมือนกับคนตาบอดท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร ไม่มีประมาณในการโดนความทุกข์ทั้งหลายตลอดมา จิตดวงนี้จึงเป็นความทุกข์แสนสาหัส

ส่วนความดีก็มี ตั้งแต่แดนมนุษย์ สวรรค์ชั้นพรหมลงมานี้ เป็นแดนที่จิตนี้ได้ท่องเที่ยวเกิดแก่เจ็บตายมาเช่นเดียวกับแดนที่ต่ำสุดคือนรกอเวจีนั้นแล รวมแล้วทั้งสองประเภทนี้เป็นภาระของจิตที่ก้าวเดินไปด้วยความรู้บ้าง หลงบ้าง และลุ่มหลงเป็นอย่างมากตลอดมา เมื่อได้มาปฏิบัติธรรมก็เพื่อมุ่งหวังต่อมหาภัยที่คุกคามจิตใจตลอดมานี้ให้ขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมหลังจากการศึกษาเล่าเรียนมาแล้ว จึงทำกันอย่างหนักแน่นเต็มเม็ดเต็มหน่วย เสียสละชีวิตจิตใจ ไม่ยอมเสียดายอะไรทั้งสิ้น นอกจากอรรถธรรมคือมรรคผลนิพพาน ที่เรามุ่งหวังอย่างแรงกล้านี้เท่านั้น

นี่แหละเรื่องที่ได้บากบั่นเต็มกำลังความสามารถในชีวิตของหลวงตา ที่ได้ดำเนินมา นับตั้งแต่ได้ยินอรรถธรรมจากครูจากอาจารย์มีหลวงปู่มั่นเป็นต้น ซึ่งเป็นอาจารย์ชั้นเอกในปัจจุบันนี้ ได้ชี้แจงบอกเส้นทางอรรถทางธรรม ทางมรรคผลนิพพานให้อย่างเต็มใจแล้ว ฟังอย่างถึงใจ ตั้งแต่บัดนั้นมาก็ก้าวขึ้นสู่เวทีที่ห้ำหั่นกิเลสซึ่งเป็นตัวมหาภัยนี้ จะเป็นที่โลกเขาไม่พึงปรารถนากัน คือเข้าไปอยู่ในป่าในเขาตามถ้ำเงื้อมผา ป่าช้า ป่ารกชัฏ ฝึกหัดดัดแปลงกาย วาจา ใจของตนตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่าเป็นงานของผู้ต้องการความพ้นทุกข์ ต้องหนักมือไปตลอด

นี่เป็นความทุกข์แสนสาหัส ในบางครั้งถึงขั้นที่จะสลบไสลก็มีเพราะความทุกข์ความลำบากมากด้วยการฝึกทรมานร่างกาย การอยู่กินหลับนอนเหล่านี้จะให้เป็นความสะดวกสบายเหมือนคนทั้งหลายเขาไม่ได้ ต้องเป็นอยู่อย่างเขียม ๆ เป็นอย่างน้อย และทุกข์มากกว่านั้นเป็นลำดับลำดา เป็นประจำของผู้บำเพ็ญเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ เหล่านี้ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นความทุกข์ความทรมาน จิตใจจะคิดไปในแง่ใดมุมใดที่เคยเป็นข้าศึกต่อตัวเองจากกิเลสที่บีบบังคับให้คิดให้ปรุง แล้วนำฟืนนำไฟมาเผาตัวเองนี้ บังคับบัญชาด้วยสติสตัง ด้วยปัญญาพินิจพิจารณารอบคอบขอบชิด ตั้งแต่วันก้าวขึ้นสู่เวที คือเข้าอยู่ในป่าในเขา จะไม่ปล่อยจิตให้ไปสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนแต่ก่อน

แต่ก่อนบวชเป็นพระก็อยู่ในขอบเขตของพระ รักษาศีลของตัวให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เต็มเม็ดเต็มหน่วย หาที่ต้องติไม่ได้ในศีลของตน นับตั้งแต่วันบวชออกจากอุปัชฌายะมาแล้ว เป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้น นี่ก็เป็นความอบอุ่นอันหนึ่งของใจ แต่ยังไม่ถึงใจยิ่งกว่าการบำเพ็ญธรรมแก้ถอดถอนกิเลสออกจากจิตใจ นี้เป็นเรื่องที่หนักมากที่สุด จึงต้องอุตส่าห์พยายามตลอดเวลา จิตใจจึงเป็นเหมือนนักโทษ ต้องถูกบีบถูกบังคับให้เข้าช่องเข้าทางคุณงามความดีเป็นอรรถเป็นธรรมเสมอไป จะแยกแยะไปออกนอกลู่นอกทางเพื่อไปโดนขวากโดนหนาม หาฟืนหาไฟมาเผาตัวเองอย่างนั้นไม่ได้ เรียกว่าเด็ดตลอดเวลาเพราะกิเลสมันเด็ด เคยเด็ดทำสัตว์โลกให้จมในวัฏสงสารให้ได้รับความทุกข์ความทรมานนี้มามากต่อมากแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องได้ใช้ความพยายามกันอย่างหนัก เรียกว่าเด็ดมาก ถึงคราวที่จะตาย เอา ยอมตายเลย ไม่ต้องเสียดายชีวิต นอกจากธรรมที่เรามุ่งหวังนี้เท่านั้น

การกล่าวมาทั้งนี้กล่าวโดยวิถีทางเดินทั้งของจิต ทั้งการฝึกหัดอบรมจิตใจของตนด้วยวิธีการต่าง ๆ เรื่อยมา จิตจะอยู่โดยลำพังไม่ได้ กิเลสจะนำไปกว้านเอาเสี้ยนเอาหนาม เอาฟืนเอาไฟมาเผาตัวของเราเอง เพราะฉะนั้นจึงอยู่ในกรอบแห่งสติปัญญา ตรวจตราพินิจพิจารณาตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ นี่เรียกว่าบังคับบัญชาจิตใจที่กิเลสเคยเอาไปถลุงแล้วกอบโกยเอาฟืนเอาไฟมาเผาเรา เราต้องเอาอย่างหนัก

ทีนี้กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่มีช่องทางที่จะมาบีบบังคับจิตใจ นำความทุกข์มาบีบบี้สีไฟใจเราได้ต่อไป คุณค่าแห่งการบังคับจิตใจของเราด้วยสติด้วยปัญญา เข้าสู่ทางของธรรมซึ่งเป็นความสงบสุขเย็นใจนี้ ปรากฏขึ้นเป็นลำดับลำดาภายในจิตใจ กิเลสตัวเสนียดจัญไร ตัวเป็นภัยต่อเรานั้นจางออกไป การฝึกหัดดัดแปลงให้มีความชำนิชำนาญ คล่องแคล่วแกล้วกล้า ให้ทันกับกลมายาของกิเลสซึ่งเป็นตัวมหาภัยนั้น ต้องติดแนบกันตลอดเวลา ไม่ห่างไกลจากสติปัญญาได้เลย

เหล่านี้ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นกองทุกข์ เพื่อการเสาะแสวงหาธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ คือแดนแห่งอรหันต์เท่านั้น นี่เป็นความมุ่งหมายของหลวงตาที่ตั้งเต็มหัวใจแล้ว หลังจากบวชแล้วออกแบบนี้ทั้งนั้น เมื่อออกแบบนี้แล้วการประพฤติปฏิบัติตัวจะทำเหมือนโลก ๆ ทั่วไปหรือพระทั่วไปอะไรเราไม่ทราบได้แหละ เราไม่ทำ แต่เราทำแบบเราที่ต้องการความพ้นทุกข์ เหล่านี้เป็นเรื่องความทุกข์ความทรมานในชีวิตจิตใจ การฝึกฝนอบรม ความเป็นอยู่หาความสุขความสบายไม่ได้ การเป็นอยู่หลับนอนของผู้ปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรม จะไม่คำนึงถึงความสะดวกสบายเกี่ยวกับเรื่องการอยู่การกิน การใช้การสอย การไปมาอะไรทั้งนั้น ไม่ให้นอกขอบเขตจากศีลจากธรรม จากสติปัญญาเครื่องชำระกิเลสประจำใจไปตลอด นี่ก็เป็นความทุกข์อันหนึ่งแสนสาหัส

ท่านผู้ใดไม่เคยเห็นเรื่องความทุกข์ ในการฝึกฝนอบรมตนเพื่อความเป็นคนดีและเป็นคนดีเลิศนั้น จะไม่เชื่อในการดำเนินเพื่อความเป็นคนดีและดีเลิศนี้เลย แต่พระพุทธเจ้าท่านทรงบำเพ็ญมาอย่างนั้น นี่ได้พูดได้เรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบถึงเรื่องที่หลวงตาได้รับความลำบากลำบนมาในวาระแรก คือการบำเพ็ญธรรมเพื่อมรรคผลนิพพาน อันดับที่สองก็ต่อเนื่องไปถึงการช่วยชาติบ้านเมืองโลกสงสารตามลำดับลำดา อันนี้หลวงตาก็ได้อุตส่าห์พยายามช่วยเต็มกำลังความสามารถเรื่อยมา เป็นอันดับที่สอง

อันดับที่หนึ่งคือช่วยตัวเองเพื่อให้หลุดพ้นจากมหันตทุกข์ คือความเกิดแก่เจ็บตาย และความทุกข์ทรมานที่ติดแนบไปกับภพหนึ่ง ๆ ที่เกิดที่ตายในภพใดชาติใด ความทุกข์ความลำบากต้องติดแนบไปด้วย อันนี้ก็เป็นความลำบากลำบนมากอันหนึ่งเหมือนกัน จึงเรียกว่าเป็นความทุกข์มาก (ต้องขออภัยด้วยนะ การเทศนาว่าการหลงลืม หลงหน้าหลงหลัง อันไหนที่ฟังได้จับได้ก็กรุณาฟังไป อันไหนที่ขาดวรรคขาดตอนไปก็ปล่อยทิ้งเสีย เพราะการเทศน์เวลานี้เฒ่าแก่มากแล้ว สัญญาความจดจำเหลวไหลไปมาก แต่อุตส่าห์พยายามมาเทศน์สอนพี่น้องทั้งหลาย ก็เพราะความเห็นแก่ชาติแก่ศาสนา แก่พี่น้องชาวไทยเรานั้นเองจึงได้เสียสละมา)

ในการช่วยชาติคราวนี้เป็นอันดับที่สอง ซึ่งเป็นการเสียสละทั้งชีวิตจิตใจของตัวเอง เช่นเดียวกันกับเราบำเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้น ชำระสะสางห้ำหั่นกับกิเลสแบบว่าใครดีใครอยู่ ใครไม่ดีเอาให้พังไป เหมือนนักมวยเขาขึ้นเวที ก้าวขึ้นสู่เวทีแล้วนักมวยไม่ได้กลัวกัน กิเลสกับธรรมจะไม่กลัวกัน ขึ้นเวทีแล้วต่อยกันเลย ตกเวทีลงไปขึ้นมาใหม่ฟัดใหม่ ๆ สุดท้ายคู่ต่อสู้ก็พังได้ เมื่อสู้ไม่ถอย อันนี้ก็เหมือนกันเรื่องกิเลสตัณหามันเป็นมหาภัย เป็นสิ่งที่เหนียวแน่นมั่นคงมาก ฉลาดแหลมคมมาก ไม่มีอะไรเกินกิเลสตัณหา

ที่จะรู้เรื่องของกิเลสตัณหาว่าเป็นภัยต่อโลกนี้ รู้ได้ด้วยการปฏิบัติธรรม ธรรมเป็นธรรมชาติที่เหนือกิเลสทุกประเภทไป เรียกว่า โลกุตรธรรม แปลว่าธรรมเหนือโลก ไม่มีอันใดเสมอธรรมนี้ได้เลย นี่แหละที่รู้เรื่องรู้ราวกิเลสประเภทต่าง ๆ ถึงขนาดที่สังหารมันลงได้ก็เพราะธรรมเหนือกิเลส สติธรรม ปัญญาธรรม วิริยธรรม ความพากความเพียร ความอดความทนต้องเหนือกิเลสทุกประเภทๆ จึงแก้ไขให้หลุดลอยไปได้ จนกระทั่งกิเลสได้ม้วนเสื่อลงไปในที่สุดได้ เพราะอำนาจแห่งความเข้มแข็งที่เต็มไปด้วยสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรนั่นแหละ

วาระแรกก็ได้อุตส่าห์พยายามเต็มกำลังความสามารถของตนๆ ผลก็ปรากฏขึ้นที่ใจเป็นลำดับลำดาตั้งแต่วันเริ่มก้าวขึ้นสู่เวที จิตใจที่เคยว้าวุ่นขุ่นมัวกับโลกกับสงสาร กับรูป กับเสียง กับกลิ่น กับรส เครื่องสัมผัสถูกต้องใกล้ไกล มีความหมุนไปตามเขา ชอบสิ่งเหล่านั้นเป็นประจำเหมือนโลกทั่ว ๆ ไป นี่แหละการห้ำหั่นหักห้ามกันต้องเอาให้หนักในสิ่งเหล่านี้ หมุนใจเข้าสู่ความเพียร สติกับปัญญาหมุนไปรักษาใจ ไม่ให้ใจออกเพ่นพ่านไปสู่มหาภัยคือกิเลสทั้งหลาย ที่มันพาออกไปตามรูป ตามเสียง ตามกลิ่น ตามรส หักเข้ามาหาใจ มีสติธรรมปัญญาธรรมกำกับใจ

ใจเมื่อมีการระมัดระวังรักษาอยู่ตลอดเวลาแล้ว ย่อมมีความเจริญรุ่งเรือง เหมือนสิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับการบำรุงจากเจ้าของ ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นเช่นเดียวกัน จิตเมื่อได้รับความเหลียวแลการบำรุงรักษาแล้วก็ค่อยเจริญรุ่งเรือง จิตที่เคยว้าวุ่นขุ่นมัวนั้นกลายเป็นจิตที่ค่อยสงบร่มเย็นๆ ลง จนกลายเป็นจิตที่มีความสงบแนบแน่น อยู่ที่ไหนสบาย ๆ โลกสงสารไม่สนใจ ใครจะเป็นความสุขความทุกข์ประเภทใดก็ตาม แต่ไม่เคยสนใจยิ่งกว่าการดูความสุขความทุกข์ของจิตใจที่ถูกบีบบี้สีไฟจากกิเลส จึงต้องได้ใช้สติปัญญาพินิจพิจารณากันเต็มสัดเต็มส่วน

ครั้นแล้วการบำเพ็ญธรรมเพื่อความดี ความเจริญรุ่งเรืองของผู้บำเพ็ญ ก็ต้องปรากฏขึ้นจากผู้บำเพ็ญคือเราเอง ความสงบเย็นใจไม่เคยมี เมื่อการปฏิบัติธรรมหนักแน่นเข้าไปเป็นลำดับ ความสงบเย็นใจปรากฏขึ้น ๆ ความสว่างไสวที่เป็นเงาตามตัวกับใจที่สงบร่มเย็นนั้น ก็เป็นเงาตามตัวสว่างขึ้นเรื่อย ๆ จนจิตมีความแน่นหนามั่นคง ก้าวขึ้นสู่สมาธิและก้าวออกทางด้านปัญญา ปัญญานี้เป็นความแหลมคมมาก เฉลียวฉลาดมาก กว้างขวางมาก ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนปัญญาเลย ก็ได้เห็นประจักษ์ใจของตัวเอง ความสุขที่ปรากฏมาตั้งแต่ความสงบร่มเย็นและแน่นหนามั่นคงขึ้นเป็นลำดับของใจ ก็ปรากฏมา

จากนั้นปัญญาก็พาก้าวเดินทางการแก้กิเลส ถอดถอนกิเลสเป็นลำดับลำดา สติปัญญายิ่งมีความแก่กล้าสามารถขึ้นเป็นลำดับ ทันกับเหตุการณ์คือกิเลสในแง่ต่าง ๆ ที่กิเลสแสดงออกมา สติปัญญาทันโดยลำดับลำดา สังหารกันไปได้เป็นระยะ ๆ นี่คือความเพียรของผู้บำเพ็ญเพื่อความสุขความเย็นใจแก่ตัวเอง ย่อมเห็นประจักษ์ในการบำเพ็ญธรรม จากนั้นจิตใจก็ยิ่งสว่างไสวขึ้น อำนาจของกิเลสเคยมีมากมีน้อยก็สู้อำนาจของสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรไม่ได้ สุดท้ายก็พังลงไป ๆ

กิเลสทั้งหลายเท่ากับเมฆอันมืดมิดปิดทวารนั่นแหละ เหมือนเมฆปิดพระอาทิตย์ทั้งดวง มองหาสิ่งต่าง ๆ ไม่เห็นเลย เพราะเมฆปิดบังพระอาทิตย์ แม้พระอาทิตย์จะมีแสงสว่างกระจ่างแจ้งขนาดไหน ก็ทนหรือสู้เมฆที่มืดดำนั้นไม่ได้ สถานที่ต่าง ๆ มองไปที่ไหนมืดดำไปหมด นี่ก็เหมือนกัน จิตแม้จะมีความสว่างไสวขนาดไหนก็ตามโดยหลักธรรมชาติของตน แต่เมื่อกิเลสซึ่งเป็นเหมือนเมฆเข้าปิดบังแล้วก็เป็นจิตที่มืดบอดไปหมด จิตที่มืดบอดและคนมืดบอดเป็นไปด้วยความปลอดภัยได้ยังไง คนตาบอดเดินไปไหนมีแต่ขวากแต่หนาม มีแต่พิษแต่ภัย ตกเหวตกบ่อ ได้รับความทุกข์ความทรมาน โดนขวากโดนหนามทุกประเภท คนตาบอดเหมาหมดเลย นี่คือคนตาบอดหาความปลอดภัยไม่ได้

จิตใจที่มืดบอดก็เหมือนกัน สิ่งใดที่ท่านว่าไม่ดี จิตใจมันไม่เห็นก็ไม่เชื่อ ว่าบาปไม่ดีอย่าทำบาป มันก็ชอบทำแต่บาป บุญดีมันก็ไม่ชอบทำบุญทำกุศล ว่านรกมีมันก็ไม่เชื่อว่านรกมีเพราะไม่เห็น คนตาดีเห็นแล้วจึงมาบอกมันก็ไม่ยอมเชื่อคนตาดี สุดท้ายการก้าวเดินของคนตาบอดนี้ ก้าวเดินด้วยความประพฤติต่ำช้าเลวทรามตลอดเวลา เคลื่อนไหวไปไหนมีแต่ความเพลิดความเพลินกับความชั่วช้าลามก ทำตั้งแต่ความชั่วช้าลามกตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งค่ำ มีแต่ความชั่วช้าลามกที่เจ้าของทำลงด้วยความภาคภูมิใจๆ ครั้นแล้วสิ่งเหล่านี้ก็ย้อนกลับมาเป็นภัยแก่ตัวเอง ให้ได้รับความทุกข์ความลำบาก นี้ละคนตาบอด ไปไหนหาความสะดวกไม่ได้ มีแต่พิษแต่ภัยเต็มตัว

คนใจบอดก็เหมือนกัน คนใจบอดไม่มีธรรมเป็นแสงสว่างด้วยแล้ว อยากทำอะไรก็ทำ ที่เป็นภัยของคนตาบอดเป็นเฉพาะร่างกายของเขาเท่านั้น เมื่อตายแล้วความตาบอดหรือความตายก็ปิดเรื่องความทุกข์ความทรมานจากการโดนนั้นโดนนี้ เพราะความตาบอดก็ระงับไป แต่ความใจบอดนี้ไม่ระงับนะ เราใจบอดในชาตินี้ ใจไม่เชื่ออรรถเชื่อธรรม เชื่อคุณงามความดี เชื่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้มีหูแจ้งตาสว่าง มองดูอะไรสว่างจ้าครอบโลกธาตุ มันก็ไม่ยอมเชื่อ มันจะเชื่อตั้งแต่ความตาบอดของตน ย่อมเชื่อแต่สิ่งที่ตนไม่เห็น คือไม่เห็นแล้วไม่เชื่อ คนตาบอดจะไปเห็นอะไร มันก็โดนเอา ๆ

อันนี้คนใจบอดมันจะไปเห็นบุญเห็นบาปที่ไหน มันก็โดนเอาๆ เพราะความประพฤติของตัวเอง ด้วยความชอบทำตั้งแต่บาปหาบตั้งแต่กรรม และภาคภูมิใจด้วยการทำบาปของตัวเอง การทำลงไปมากน้อยไม่ได้สูญหายไปไหน มันก็ย้อนกลับมาเป็นเจ้าอำนาจบังคับจิตใจของเรา ถ้าทำบาปก็หาบตั้งแต่กรรมอันลามกจกเปรต มีแต่ความทุกข์ความร้อน เกิดในภพใดแดนใด สถานที่ใด มีแต่สถานที่ทรมานคนใจบอดๆ ด้วยใจที่กระด้าง ใจที่ดื้อด้านหาญต่อธรรมของพระพุทธเจ้า ไปที่ไหนก็มีแต่ความทุกข์ความทรมาน เกิดแล้วเกิดเล่า ตายแล้วตายเล่า ก็เหมือนกับเขาย้ายนักโทษออกจากเรือนจำ ย้ายจากเรือนจำนี้ก็ไปสู่เรือนจำนั้น ย้ายจากเรือนจำนั้นไปสู่เรือนจำนั้น ย้ายไปสิบไปร้อยไปพันเรือนจำ ก็มีแต่เรือนจำทรมานนักโทษเท่านั้น

ทีนี้เราก็เป็นนักโทษ ย้ายไปกี่สถานที่มันก็เป็นนักโทษ ไปเสวยกรรมอยู่ในเรือนจำนั้น ๆ นั้นแล อันนี้ก็เหมือนกันคนใจบอดทำตั้งแต่ความชั่วช้าลามก ครั้นเวลาผลมาเกิดขึ้นกับเราแล้ว ตายลงไปแล้วไปเกิดที่ไหนก็มีแต่ไปถูกที่คุมขังๆ จากกรรมของตนที่ทำนั่นแล ไปเกิดกี่ภพกี่ชาติกี่กัปกี่กัลป์ มันก็ไปโดนตั้งแต่เรือนจำที่ย้ายนักโทษไป นักโทษก็คือเราเอง เราเป็นตัวสร้างบาปสร้างกรรมหนาแน่นขึ้นโดยลำดับ ไปที่ไหนก็มีตั้งแต่สถานที่คุมขังตัวเองเพราะกรรมของตัวเองเป็นผู้ทำขึ้นมา เราจะไปตำหนิติเตียนใครว่าให้โทษให้กรรมไม่ได้ ต้องเป็นเรื่องของเราเอง นี่ละเรื่องอำนาจแห่งความใจบอดเป็นอย่างนี้ ขอให้ทุก ๆ ท่านได้พินิจพิจารณา

ศาสดาองค์เอกตรัสรู้มาแล้วทำโลกให้สว่างกระจ่างแจ้ง เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหมทั้งหลายอนุโมทนาสาธุการทั่วแดนโลกธาตุ บรรดามนุษย์มนาผู้มีอุปนิสัยปัจจัยตรัสรู้ธรรมจากพระพุทธเจ้า เช่นเป็นพระสาวกอรหันต์นี้มีจำนวนมากมายขนาดไหน พิจารณานี่ นี่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ทำความสุขความเจริญ รื่นเริงให้แก่บรรดาสัตว์ทั้งหลายจำนวนมากมายก่ายกอง แต่ความตาบอดของเรามันให้ความวิเศษวิโสอะไรแก่เรา เราต้องเอามาตัดสิน

เวลานี้เรามันตาบอด คือใจบอดด้วยกันทุกคน ถ้าว่าอรรถว่าธรรม พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายตลอดเทวบุตรเทวดาหูแจ้งตาสว่าง กระจ่างแจ้งทั่วแดนโลกธาตุ เห็นทั่วหน้ากันหมด รื่นเริงบันเทิงไปทั่วกันหมดเพราะอำนาจแห่งธรรม แต่เราเพราะอำนาจแห่งความมืดบอด มองไปไหนมันก็มืดก็บอด อยู่ปัจจุบันนี้เวลานี้เกิดมาแล้วเป็นมนุษย์ ทีนี้เมื่อเป็นมนุษย์นี้ตายจากนี้แล้วจะไปไหน เราก็ไม่มีความแน่ใจเราได้ มีแต่ความสงสัยเต็มเนื้อเต็มตัวของทุกรูปทุกนามนั้นแหละ เพราะเป็นคนตาบอดเหมือนกัน

เมื่อตายลงไปแล้ว คำว่าบอดมันก็ไปสู่สถานที่บอดนั้นแหละ สถานที่ใดที่บอดโดนนั้นโดนนี้ ไปภพใดชาติใดเจอตั้งแต่ภพชาติที่ไม่พึงปรารถนา เช่นอย่างน้อยเป็นสัตว์เดรัจฉาน มากกว่านั้นเป็นเปรตเป็นผี เป็นสัตว์นรกอเวจีไม่มีประมาณ จากกรรมของตนที่ทำไม่มีประมาณเช่นเดียวกัน มันไปตั้งแต่อย่างนั้นอำนาจแห่งความตาบอด เวลานี้เรามีศาสนาเครื่องส่องแสงสว่างให้เราก็มีอยู่ พระพุทธเจ้าก็มี พระธรรมก็มี พระสงฆ์ก็มี แล้วครูบาอาจารย์ผู้ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนได้เป็นสักขีพยานจากบรมศาสดาและจากธรรมพระพุทธเจ้ามาประกาศธรรมสอนโลกก็ยังมี แล้วเราจะยอมฟังหรือไม่ฟัง ให้ตัดสินหรือให้ถามปัญหาตัวเอง ถ้าไม่อยากจมเสียตั้งแต่บัดนี้ ถ้าตายแล้วจมแล้วนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา มันไม่เกิดประโยชน์อะไรนะ ให้ กุสลา ธมฺมา เจ้าของเสียตั้งแต่บัดนี้ด้วยความเฉลียวฉลาด

อะไรที่พระพุทธเจ้าผู้ตาดีสอนให้ฟัง เหมือนกันกับคนตาดีจูงคนตาบอด ถ้าคนตาบอดไม่ดื้อด้านแล้วก็ไปตามคนตาดี คนตาบอดก็ปลอดภัย ส่วนมากคนตาบอดมักโอ้มักอวด มักเย่อหยิ่งจองหองพองตัว ว่าตัวเก่งกว่าคนตาดีเสียอีก แล้วก็คนตาบอดคนนั้นแหละไปเจอเอาเคราะห์กรรมอันหนัก ๆ คนตาดีไม่เจอ

อันนี้พระพุทธเจ้าของเราท่านเลิศเลอขนาดไหน ถ้าว่าตาก็สว่างกระจ่างแจ้งทั่วแดนโลกธาตุ เรามันบอดที่ใจต้องฟังเสียงพระพุทธเจ้า ประกาศกังวานมาได้ ๒๕๐๐ กว่าปีนี้ แล้วเป็นยังไงกับจิตใจของเราเกิดมาได้กี่ปีกี่เดือน มันยอมฟังเสียงพระพุทธเจ้าไหม ให้สังเกตให้ถามตัวเองให้ดีในตอนนี้ ก่อนที่ยมบาลจะตัดสินเราจะลงนรกหลุมไหน แล้วใครจะเป็นคนรับรอง ความทะนงโอ้อวดตัวเองว่าเป็นคนดิบคนดี ไม่เชื่อธรรมนั้น นั้นแหละตัวเป็นมหาภัยที่จะทำลายตัวของเราเอง ให้พิจารณาเสียตั้งแต่บัดนี้นะ

วันนี้ได้เอาธรรมมาสอนพี่น้องทั้งหลาย ออกมากจากป่าธรรมประเภทนี้ การเทศนาว่าการหลวงตาพูดจริง ๆ ไม่เคยสะทกสะท้านกับสามแดนโลกธาตุนี้ เพราะได้ปฏิบัติมาตามความสัตย์ความจริง ตามสวากขาตธรรมที่ท่านตรัสไว้ชอบแล้วในแนวทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพาน เราก็ปฏิบัติตนของเราตามแนวทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพานก็ไปเจอเอาเสียอย่างจัง ๆ โดยลำดับ ตั้งแต่จิตที่ว้าวุ่นขุ่นมัวมาจากการที่เรายังไม่ได้รับการอบรม แล้วอบรมไปตลอดเวลา อบรมตลอด ๆ ตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่เวที เข้าป่าเข้าเขามีแต่การอบรม ก้าวเดินตามสวากขาตธรรมของพระพุทธเจ้า ความสงบไม่เคยมีก็มีขึ้นมา ความเย็นใจไม่เคยมีก็มีขึ้นมา ความสว่างไสวในจิตใจก็ปรากฏขึ้นมาโดยไม่ต้องไปถามใคร

เรารู้เองเห็นเองแล้วประจักษ์ในตัวเอง ไม่ต้องไปถามใครๆ เป็นลำดับลำดา จนกระทั่งถึงเรื่องปัญญามีความใสสว่างขนาดไหน ปัญญานี้สว่างกระจ่างแจ้ง ทั้งแก้กิเลสตัณหาทุกประเภทโดยลำดับลำดาไป ทั้งสามารถที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับใจคืออะไร บาป บุญ นรก สวรรค์ เปรต ผี อสุรกาย เหล่านี้จะนอกเหนือไปจากจิตดวงนี้ไม่ได้ จะรู้เห็นสัมผัสสัมพันธ์กันไปตั้งแต่จิตมีความสว่างไสวขึ้นเป็นลำดับลำดา แต่น้ำหนักการบำเพ็ญที่มีอยู่เวลานั้นคือการแก้กิเลส จะหนักไปในทางการแก้กิเลส

แม้จะรู้สิ่งเหล่านั้นก็เป็นสิ่งภายนอกไปก่อน ยังไม่ถือเป็นความจำเป็นยิ่งกว่าการแก้กิเลสซึ่งเป็นตัวมหาภัยต่อจิตใจของเรา ก็เน้นหนักทางสติปัญญาก็ยิ่งสว่างจ้าขึ้นมา ๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็น บาป บุญ นรก สวรรค์มีมาตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใด แต่ก่อนเราตาบอดมากี่กัปกี่กัลป์ มันก็ไม่เห็นมาเท่านั้นกัปเท่านั้นกัลป์นั้นแล พอจิตเปิดจ้าขึ้นมาเท่านี้มันก็รับกันได้ เหมือนกับวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ในวิสัยของตาของเรา มันมีอยู่ที่ไหนตาของเรามีวิสัยที่จะรับกันได้ มันก็เห็นกันอย่างชัด ๆ แต่ตาเนื้อนี้ยังไม่ชัดเจนยิ่งกว่าตาในคือตาใจ

ตาใจนี้ลงได้เห็นแล้วไม่ต้องถามใครเลย สนฺทิฏฺฐิโก ๆ ประกาศป้างขึ้นมา รู้ด้วยตนเอง เห็นประจักษ์ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องถามใคร ก็ปรากฏขึ้นภายในจิตใจเป็นลำดับลำดา เอ้า กิเลสก็ขาดสะบั้นลงไป พังลงไป สติปัญญาก็มีความแกล้วกล้าสามารถ เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ เป็นมหาสติ มหาปัญญาอย่างเกรียงไกร กิเลสผ่านมาไม่ได้ขาดสะบั้น ๆ จากนั้นกิเลสขาดสะบั้นไปหมด เหลือตั้งแต่วิมุตติหลุดพ้นแสดงจ้าขึ้นมา แล้วปิดได้ยังไง บาป บุญ นรก สวรรค์

พระพุทธเจ้าองค์ไหนอุตริไหม ไม่มีองค์ใดจะอุตริ สอนตามหลักความจริง ว่าบาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี เปรตผีประเภทต่าง ๆ มี สอนมาดั้งเดิมเพราะสิ่งเหล่านี้มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ เวลาตรัสรู้ขึ้นมาจ้าขึ้นมาก็ต้องเห็นสิ่งเหล่านี้ แล้วนำมาสั่งสอนสัตว์ทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว ฝ่ายดีก็คือการสร้างคุณงามความดี ทำคนให้เป็นคนดี อย่างน้อยเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งบุญวาสนาบุญญาภิสมภาร ให้เป็นความร่มเย็นแก่พี่น้องชาวโลกด้วยกัน จากนั้นก็ไปสวรรค์ พรหมโลก และนิพพาน นี่คือความดีงามของผู้สร้างความดีเป็นอย่างนี้

พูดถึงเรื่องจิต เวลารู้มันรู้กันอย่างนั้น ทีนี้ออกจากนั้นแดนนรกมีมากี่กัปกี่กัลป์ ไม่ใช่เกิดมาเมื่อสองสามวันนะแดนนรก กี่กัปกี่กัลป์ พระพุทธเจ้าองค์ไหนตรัสรู้ขึ้นมาก็มาจ้าเห็น แล้วก็มาบอกดีบอกชั่วให้สัตว์ทั้งหลายทราบ ฝ่ายที่ดีก็บอกให้สร้างคุณงามความดี ฝ่ายที่ชั่วมันจะพาลงนรกก็สอนอย่าทำบาปทำกรรมทั้งหลายมันจะพาไปนรก นรกนั้นอยู่กลาง ๆ ผู้ไปตกนรกนั้นคือผู้ทำกรรม กรรมชั่วก็ไปเอง ๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้แบ่งสันปันส่วน พระพุทธเจ้าไม่ตกนรกแต่สัตว์ทั้งหลายตก มีความเมตตาสงสารก็สั่งสอนสัตว์ทั้งหลายไว้เพื่อให้ได้รู้ตัวเสียตั้งแต่บัดนี้ จากศาสดาองค์เอกมีนัยน์ตาตั้งกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านดวง สว่างกระจ่างแจ้งขนาดไหน

ท่านแสดงในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ทสสหสฺสี โลกธาตุ หมื่นโลกธาตุสะเทือนสะท้านหวั่นไหวไปหมดในเวลาพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมา ฟังซิหมื่นแดนโลกธาตุ เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหมทั้งหลายสะท้านหวั่นไหว อนุโมทนาสาธุการกับพระพุทธเจ้าประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม นี่แหละพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วหูแจ้งตาสว่างทั่วแดนโลกธาตุ นี่ธรรมพระพุทธเจ้าถึงขนาดนั้น เป็นยังไงกระเทือนในหัวใจของเราบ้างไหม เราต้องตั้งปัญหามาถามตัวของเราถ้าเราอยากเป็นคนดี ถ้าไม่อยากเป็นคนดีปล่อยตามยถากรรม ก็ให้กิเลสตัณหาลากเอาไป ๆ วันนี้ก็สร้างแต่บาปแต่กรรม หาบแต่บาปแต่กรรม วันหน้าก็ทำต่อไป จนกระทั่งวันตายก็ทำ ตายแล้วก็เสวยกรรมแห่งความชั่วช้าลามก ใครจะไปรับเคราะห์รับกรรมแทนใครได้ ใครทำชั่วความชั่วเป็นของคนนั้น ใครทำดีความดีเป็นของคนนั้น

ท่านบอกแล้วว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ กมฺมทายาโท กมฺมโยนิ กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรโณ ยํ กมฺมํ กริสฺสามิ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสามิ กรรมเป็นของของตน กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นแดนเกิด กรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้ กรรมดีก็ตาม กรรมชั่วก็ตาม ผู้นั้นจะเป็นผู้รับผลของกรรมตนที่ทำลงไปทั้งดีทั้งชั่วนั้นแล นี่ใครจะไปแบ่งสันปันส่วน ท่านแสดงไว้อย่างนี้ว่า กรรมเป็นของของเราทุกคน ให้พากันพินิจพิจารณา ตั้งเนื้อตั้งตัวเสียตั้งแต่บัดนี้ ให้สมชื่อสมนามว่าเราเป็นชาวพุทธ

เวลานี้ชาวพุทธเป็นยังไง มองไปที่ไหนเห็นแต่ชาวผี มีตั้งแต่ความคึกความคะนองเต็มบ้านเต็มเมือง เรียนมาหนักเบามากน้อยให้กิเลสเอามาใช้เสียทั้งหมด ไปถลุงตัวเอง ถลุงสังคม ถลุงชาติบ้านเมือง ด้วยกิริยาอาการที่ทำลายตัวเองทั่วโลกดินแดน ไม่สมชื่อสมนามกับเราเป็นชาวพุทธ ความเป็นชาวพุทธต้องมีความรู้จักดีจักชั่ว รู้จักประมาณความพอดิบพอดี ไม่พอดิบพอดี รู้จักความผิดความถูก ชั่วดี อย่างนี้จึงเรียกว่าเป็นชาวพุทธ ขอให้มีมารยาทจิตใจของชาวพุทธติดแนบเราบ้างจะเป็นความพอดี บ้านเมืองก็จะมีความสงบสุข

วันนี้ก็ได้พูดถึงพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ฟ้าดินถล่ม เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหมอนุโมทนาสาธุการทั่วแดนโลกธาตุ มนุษย์เราตาบอดไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวแล้วยังมาปฏิเสธว่าพระพุทธเจ้าไม่มี ธรรมไม่มี บาปไม่มี บุญไม่มี เก่งไหมกิเลสมันหลอกหัวใจเรานั้นแหละ ให้มืดบอด ตายแล้วก็ไปจมอยู่ในนรกที่ว่าไม่มีนั้นแหละ ให้พิจารณาเสียตั้งแต่บัดนี้

นี่ก็ได้พูดถึงเรื่องการปฏิบัติตัวเองมาประกอบกันกับเรื่อง แต่เราไม่ได้วัดรอย หากธรรมพระพุทธเจ้าสอนเพื่อการปฏิบัติ เพื่อรู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นในสิ่งที่มีอยู่ทั้งหลาย มันก็ปิดไม่อยู่เหมือนกัน เมื่อปฏิบัติไปควรจะรู้ขั้นใดของกิเลส เอ้า กิเลสหนาขนาดไหนรู้ ละได้ๆ ธรรมขั้นใดควรจะรู้รู้ขึ้นในเวลานั้น สุดท้ายก็ปิดไม่อยู่ ว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ควรรู้หรือไม่ควรรู้ มันก็กระจ่างแจ้งอยู่ที่ใจ แล้วจะไปสงสัยที่ไหน ใครจะลบล้างว่าบาป บุญ นรกไม่มีก็ตาม ก็เราเห็นอยู่จัง ๆ นี้เราจะไปเชื่อคนตาบอดหรือ คนดีเชื่อคนตาบอดไม่เคยมีในโลก

แต่พวกเรานี้เป็นยังไง มันขัดกันแล้วหรือ ควรที่จะเชื่อคนตาดีแล้วมันกลับไปเชื่อคนตาบอดด้วยกัน ถ้าคนตาบอดด้วยกันพูดอะไรแล้วเชื่อง่าย ถ้าคนตาดีคือเป็นบัณฑิตนักปราชญ์ มีศีลมีธรรม พูดเป็นอรรถเป็นธรรมไม่ยอมเชื่อนะ นี่มันกลับกลายเป็นอย่างนั้นแล้วนะเดี๋ยวนี้ ถ้าคนตาบอดหูหนวกหยาบหนาสาโหดเป็นด้วยอำนาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหาลากไปถูไป ไม่มีวันอิ่มพอ ไม่มีวันมีคืน แล้วเชื่อกันง่าย เลียนแบบกันง่ายเสียด้วย ถ้าอะไรที่เป็นของไม่ดีแล้วเลียนแบบเร็วที่สุด นี่พวกตาบอดมันชอบเลียนแบบของเลว ๆ อย่างนี้ คนตาดีจะเลียนตั้งแต่แบบของดี ๆ แล้วจะเป็นคนดีขึ้นมาๆ เราเป็นลูกชาวพุทธเราจะเลียนแบบไหน ให้เอาไปพินิจพิจารณาในตัวของเราแต่ละคน ๆ ตายแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไรนะ เราเป็นผู้รับผิดชอบเรา ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจพิจารณา

ธรรมพระพุทธเจ้ากระเทือนโลกมานานแสนนาน ยังจะกระเทือนไปอีก บรรดาผู้ที่เดินไต่เต้าตามพระพุทธเจ้าด้วยข้อวัตรปฏิบัติ จะเป็นผู้ได้ชมมรรคชมผล ชมสถานที่รื่นเริงบันเทิง ตั้งแต่สวรรค์ขึ้นไปถึงพรหมโลก จนกระทั่งถึงนิพพาน พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนคนด้วยความหลอกลวงต้มตุ๋นให้ล่มให้จม มีแต่กิเลสทั้งนั้นหลอกลวงโลก สอนอะไรพูดอะไรออกมามีแต่เครื่องหลอกลวง จึงเรียกว่ากิเลสคือตัวหลอกลวง เวลานี้กิเลสเต็มหัวใจของพวกเราทุกคน ให้เอาธรรมเข้าไปชะล้างบ้าง ถ้าอยากรู้บุญรู้บาป เชื่อบุญเชื่อบาป ทำคุณงามความดีต่อตนเอง ให้ธรรมเอาไปชะล้าง ฝืนกิเลส กิเลสอยากทำเราไม่ทำ เราจะทำตั้งแต่สิ่งที่ธรรมท่านบอกให้ทำ นั่นถูกต้อง ตามลูกศิษย์ที่มีครูคือลูกชาวพุทธ ต้องทำมีแบบมีฉบับ ไม่เช่นนั้นจะจมนะ

มันน่าเสียดายนะเมืองไทยเรานี้เป็นเมืองพุทธ แต่ทำไมการประพฤติปฏิบัติมันจึงเหลว ๆ แหลก ๆ เลียนแบบในสิ่งที่ไม่ดีนี้ง่ายที่สุดๆ ส่วนที่ดิบที่ดีไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว ขออภัยหลวงตาบัวก็เกิดในชาติไทย เป็นคนไทย นับถือพุทธศาสนาและพุทธศาสนาเป็นแบบเป็นฉบับที่เลิศเลอ จึงได้นำธรรมของพระพุทธเจ้ามาแสดงเพื่อท่านทั้งหลาย ไม่ได้แสดงเพื่อย่ำยีตีแหลก แต่แสดงเพื่อให้รู้ละชั่ว ทำดี รู้ชั่วรู้ดีแล้วก็ละชั่วทำดี เท่านั้นเอง ที่พูดเวลานี้ก็พูดให้ละสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย แล้วเพื่อการบำเพ็ญความดี เราจะได้มีสติสตัง

การเป็นอยู่ปูวายก็อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว ให้เดินตามธรรมของพระพุทธเจ้าบ้าง ธรรมของพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมอะไรนะ การอยู่การกินมีพอเหมาะพอดี มีความเป็นประมาณ การอยู่ก็ให้อยู่พอดิบพอดี นกเขาก็มีรวงมีรัง สัตว์ประเภทต่าง ๆ เขามีที่อยู่ที่อาศัย มนุษย์เราก็ต้องมีบ้านมีเรือน ให้อยู่ตามฐานะที่พอดิบพอดีเพื่อความสงบร่มเย็น เพื่อความพอของใจเสียบ้าง ใจคือกิเลสมันไม่พอ สร้างตึกขึ้นมากี่ชั้น ๆ มีคนมายอ โห แกนี้มีตึกหลังใหญ่นะ อยากสร้างอีกร้อยหลังร้อยชั้น มันเป็นบ้ากิเลสไปโดยลำดับ เรารู้ไหมเราเป็นบ้ากิเลส ให้รู้เนื้อรู้ตัว

การอยู่ อยู่สถานที่ใดพอเป็นพอไปแล้วให้อยู่ อย่าพากันดีดกันดิ้น การดีดการดิ้นมันเกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินการทอง ติดหนี้ติดสินพะรุงพะรัง ธนาคารจนจะไม่ยอมให้กู้เงินเวลานี้ เพราะพวกเราเป็นบ้าการก่อสร้าง เห่อกันการก่อสร้าง ชิงดีชิงเด่นกัน ชิงความเลวร้าย ชิงความเป็นฟืนเป็นไฟมันไม่ได้พูดนะ ครั้นดิ้นไปมาก ๆ ก็เป็นไฟเผาหัวอกเจ้าของนั้นแหละ จึงให้อยู่ในความพอดิบพอดี การกินก็อย่ากินแบบฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม กินอะไรแล้วก็ไม่แล้วๆ ดีไม่ดีฟาดสุราเข้ามาอวดกันอีก แข่งคนดีทั้งหลาย

เวลาเราเกิดมาจากพ่อจากแม่ มีพ่อแม่คนใดบ้างที่เอาสุรายาเมามากรอกปากของลูกแต่ละคน ๆ ไม่เคยมี แต่เวลาลูกเกิดขึ้นมาแล้วมันทำลายพ่อแม่ ดูถูกเหยียดหยามพ่อแม่ กินสุราอวดออกหน้าออกตาพ่อแม่ เหยียบหัวพ่อแม่ไป มีแต่สุรายาเมา ก็น้ำบ้ามันเป็นของดีเมื่อไร เด็กเขาก็รู้ เด็กเขาไม่กินสุรานะ ผู้ใหญ่นี้ตัวเก่ง โง่กว่าเด็ก สู้เด็กไม่ได้เลย แล้วพ่อแม่ก็จะว่าไง เลี้ยงลูกด้วยขนมนมเนยมีแต่ของดิบของดี เลี้ยงลูกเลี้ยงเต้าส่งเข้าโรงร่ำโรงเรียน ติดหนี้ติดสินเท่าไรยอมติดไปเพราะความรักลูก

ครั้นไปเรียนหนังสือมาแล้วก็ได้หนังสือภูมิใจแบบกิเลสนั่นแหละ เรียนสำเร็จดอกเตอร์ดอกแต้มา ครั้นเวลาสำเร็จมาแล้วก็เอาความสำเร็จนั้นมาพองตัวเอง อวดอำนาจวาสนาป่า ๆ เถื่อน ๆ ทำลุ่ม ๆ ดอน ๆ หาหลักหาเกณฑ์ต่อส่วนรวมก็ไม่ได้ ต่อตัวเองก็เหลวไหล สุดท้ายเรียนมาก็เป็นเครื่องมือของกิเลส สังหารตนเองและส่วนรวม ตลอดประเทศชาติบ้านเมืองให้ล่มจมไปหมด นี่เป็นความรู้ของกิเลสล้วน ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ต้องมีธรรมเข้าแทรก คนเราถ้ามีธรรมเข้าแทรกแล้ว การอยู่การกินก็พอเหมาะพอดี การใช้สอยทุกอย่างพอดิบพอดี การประกอบหน้าที่การงานก็พอดิบพอดี ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อคะนองจนเกินไป ลืมเนื้อลืมตัว ใช้ไม่ได้ นี่เรียกว่าธรรม

คือธรรมต้องแทรกเข้าไป เหยียบเบรกห้ามล้อ อะไรไม่ควรให้เหยียบเบรกห้ามล้อ อันไหนควรแล้วเหยียบคันเร่ง มีความขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงาน มีความสุจริตยุติธรรมต่อหน้าที่การงานซึ่งเป็นส่วนรวม เช่นชาติไทยของเรานี้ก็ต้องมีผู้นำแทนชาติ เช่นวงราชการงานเมืองแต่ละแห่ง ๆ นี้เป็นวงราชการที่ทำงานแทนชาติ ชาติไว้วางใจให้ทำ เราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำด้วยความสุจริตยุติธรรมต่อหน้าที่การงานของตน ซึ่งเท่ากับเป็นความสุจริตยุติธรรมต่อชาติทั้งชาตินั้นแล นี่ถ้ามีธรรมเป็นอย่างนี้

มาทำก็ทำ มือก็มือสะอาดไม่สกปรกรกรุงรัง มาสวยงามตั้งแต่เครื่องแต่งเนื้อแต่งตัวหรูหราฟู่ฟ่าเทวดาสู้ไม่ได้ แต่ภายในสกปรกยิ่งกว่าส้วมกว่าถาน เพราะความประพฤติเหลวแหลกแหวกแนว อย่างนี้ใช้ไม่ได้ จึงต้องปฏิบัติตัวให้มีศีลมีธรรม การทำหน้าที่อันใดเราต้องเชื่อตัวเอง มีอรรถมีธรรมแทรกเข้าไป เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นผู้นำของผู้น้อยที่เขาเคารพนับถือ ถ้าเราทำดีแล้วเขาเคารพเองนับถือเอง ถ้าทำไม่ดีแล้วข้างหน้าเขาประจบประแจง ข้างหลังเขายกกำปั้นจะตีหัวมันก็ไม่รู้นะ นี่ละเขาไม่ไว้ใจ

ถ้าไม่มีธรรมทำอะไรเลอะเทอะไปหมด ทำกิจเกี่ยวข้องกับผู้ใดก็เลอะเทอะ แม้ที่สุดในตัวเองก็เลอะเทอะแต่ตัวเอง มีเงินมากี่บาทกี่สตางค์เอาไว้ในกระเป๋า ฝากไว้ธนาคารใด เพราะความอยากความทะเยอทะยาน ความลืมเนื้อลืมตัวนี้มันผลักมันดันให้ไปหาเอาเงิน สุดท้ายก็ไปปล้นเงินธนาคารของตัวเองนั้นแหละออกมา ไปซื้อนั้นซื้อนี้หมดเนื้อหมดตัวไม่มีเหลือ นี่คือกิเลสทำงาน กิเลสพาคนให้ดีเมื่อไร กินไม่อิ่มพอ กินจนลืมเนื้อลืมตัว กินจนดื้อด้านหาญธรรม หาสาระไม่ได้ในคนคนนั้น ตายไปแล้วก็ไปจมอีกนะ

ยิ่งทำวงราชการงานเมืองซึ่งเป็นกิจส่วนรวมและเป็นหัวใจของชาติ ที่เขาไว้วางใจด้วยแล้ว ถ้าไปทุจริตมือสกปรกโสโครก นี้ยิ่งเป็นบาปหนักมาก เพราะหัวใจของคนทั้งชาติมาฝากไว้กับเรา เราเอาหัวใจของคนทั้งชาติมาย่ำยีตีแหลก แหลกเหลวไปหมดแล้วเกิดประโยชน์อะไร นี่ละเป็นมหากรรมมาก ผู้ไม่มีธรรมทำได้สบาย ยิ่งโอ้ยิ่งอวด ยังเย่อหยิ่งจองหองพองตัวไม่รู้เนื้อรู้ตัว ดินเหนียวติดหัวเท่านั้นก็ว่าตัวมีหงอนไปเสีย นี่ละเรียนความรู้มา ความรู้เหล่านี้ถ้าไม่มีธรรม อย่างน้อยก็เพียงสำเร็จประโยชน์ในหน้าที่การงานเลี้ยงชีพไปวันหนึ่ง ๆ มากกว่านั้นก็ทำคนให้เสียถ้าไม่มีธรรม ถ้ามีธรรมแล้วเรียนมามากน้อยเป็นเครื่องมือของธรรม เป็นผู้กำกับบังคับบัญชาให้ทำหน้าที่นั้น ๆ ความรู้ความฉลาดที่เรียนมาก็เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ๆ เรื่อย ๆ ไป

ธรรมจึงเป็นของจำเป็นมากนะ ธรรมเข้าไปที่ไหนตายใจกันได้ เพื่อนฝูงตายใจกันได้ วงงานตายใจกันได้ ผู้ใหญ่มีความซื่อสัตย์สุจริตผู้น้อยย่อมเคารพนับถือ ถือผู้ใหญ่เป็นเกณฑ์ มือก็สะอาด หน้าที่การงานสะอาด ความไว้วางใจของประชาชนเขาก็สมหวัง เราเองก็ภูมิใจ นี่ได้ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง บุญกุศลก็ได้ เงินเดือนก็ได้

ถ้าเราไปทำแล้วอาศัยอำนาจบาตรหลวงเข้าไปทำหน้าที่การงานนี้แล้ว กอบโกยเอาด้วยวิธีการต่าง ๆ นี้แล้วเรียกว่ามหันตทุกข์ เป็นกรรมที่หนักมากทีเดียว เอาจิตใจของประชาชนคนทั้งชาติเข้ามาบีบบี้สีไฟอยู่ในวงราชการป่า ๆ เถื่อน ๆ อำนาจป่า ๆ เถื่อน ๆ ของตนอย่างนี้ใช้ไม่ได้เลย ขอให้ท่านทั้งหลายได้พินิจพิจารณา นี้คือธรรม ธรรมมาสอนโลกสอนอย่างนี้เอง ไม่ได้ว่าใครทำผิดทำถูก ถ้าทำผิดก็เป็นอย่างที่ว่านี้ ถ้าทำถูกก็เป็นคนดีไปโดยลำดับลำดา ขอให้พากันนำธรรมนี้ไปปฏิบัติตัวของเรา

ในครอบครัวผัวเมียก็ปฏิบัติตนด้วยศีลด้วยธรรม ผัวกับเมียก็จะไม่ทะเลาะกัน ที่ทะเลาะกันก็เพราะมันทุจริตนั้นแหละ สกปรก เวลาหลีกจากเมียไปแล้วลับตาไม่ลับตาก็ตาม มองเห็นอีหนูตาแป๋วใสยิ่งกว่าตาแมว ถ้าเป็นผู้หญิงอีหนูแล้วชอบทั้งนั้น สวยทั้งนั้น เมียนั่งอยู่ข้างหลังมันไม่ยอมสนใจนะ นี่ละที่ตัวอกหัก เมียอกหัก ผัวก็สร้างบาปสร้างกรรมมหันตทุกข์เต็มหัวใจ ตายแล้วจมลงไปนรก นรกที่ได้เสวยกรรมอันนี้หนักมากตามที่ท่านแสดงไว้ในธรรม ว่าที่หักหัวอกซึ่งกันและกัน ไม่ว่าฝ่ายผัวฝ่ายเมีย ถ้าใครได้ทำผิดต่อกันแล้วท่านบอกว่าเป็นกรรมที่หนักมากที่สุด เพราะทำลายหัวใจกันอย่างหนัก นอกจากนั้นลูกเต้าหลานเหลนก็บอบช้ำไปตาม ๆ กันหมด

หากเป็นคนไม่ดีไว้ใจไม่ได้อย่างนี้เอง ไปที่ไหนก็เดือดร้อนไปหมด ไม่ว่าหญิงว่าชาย กามกิเลสก็ไม่พอ หมาสู้ไม่ได้ หมาถึงเวลามันก็หาเที่ยวเกาะอันนั้นเกี่ยวกันที่นี้ไป หอนเห่าไปบ้างเป็นธรรมดาเป็นกาลเป็นเวลา แต่มนุษย์นี้ทั้งเห่าทั้งหอน ทั้งดื้อทั้งด้าน มีเมียแล้วก็ไม่ยอมอยู่ มีผัวแล้วก็เป็นบ้าราคะตัณหา ผู้หญิงอย่างนี้เขาเรียกผู้หญิงคึกคะนอง ทางภาษาภาคอีสานเขาเรียกว่าผู้หญิงหีเคียว ไปที่ไหนผู้ชายแตกหนีหมดสู้ผู้หญิงหีเคียวไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วมันน่าดูไหมเมืองไทยเรากับพุทธศาสนา

พุทธศาสนาท่านสอนให้มีขอบมีเขต มีหลักมีเกณฑ์ ผัวเมียเป็นที่ฝากเป็นฝากตายกันตั้งแต่วันตกลงแต่งงานแต่งการกันเรียบร้อยแล้ว นี้เป็นอวัยวะอันเดียวกัน ไม่มีการถือผิดถือถูก กฎหมายบ้านเมืองมาบังคับบัญชาไม่ได้ในระหว่างผัวเมียที่เป็นสมบัติของกันและกันแล้ว เป็นของกันและกันโดยสมบูรณ์ ประหนึ่งว่าเป็นอวัยวะเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วขอให้มีน้ำใจเป็นอวัยวะเดียวกัน มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน แล้วต่างคนก็มีความผาสุกร่มเย็น เอ้าที่นี่ถึงเวลาที่เราจะสร้างคุณงามความดีเราก็สร้าง ผู้หญิงก็อย่าห้ามผู้ชาย ผู้ชายอย่าห้ามผู้หญิง ศรัทธามีความเลื่อมใสอยากทำบุญให้ทาน มีความสามัคคีปรองดองซึ่งกันและกัน ตายแล้วเป็นคู่บารมีกัน ไปเกิดในแดนใดก็เป็นคู่บารมีพึ่งเป็นพึ่งตายกันได้ตลอดไป เหมือนพระพุทธเจ้าของเรากับพระนางพิมพานั้นแหละ นี้คืออำนาจแห่งศีลธรรม

ถ้าไม่มีศีลมีธรรมแล้วเมียไปขึ้นสวรรค์ ผัวไปจมนรก แล้วถ้าเมียไม่ดีเมียลงนรกผัวไปสวรรค์ แตกสามัคคีกันแต่ยังไม่ตาย พอตายแล้วก็แตกไปเลย แตกยังไม่ตายคือยังไง ผัวดีเมียไม่ดีอย่างนี้ก็แตกสามัคคีกันแล้ว ยังไม่ตาย แล้วเมียดีผัวไม่ดีก็แตกสามัคคีกันแล้วแต่ยังไม่ตาย พอตายแล้วก็ผางเลยทีเดียว แดนนรกไม่ต้องถาม ใครเก่งกว่าพระพุทธเจ้ามีหรือในโลกธาตุนี้ นี่เราได้ศาสนาพุทธมาครอบครองหัวใจเรา ก็ควรจะได้ประพฤติปฏิบัติ ขอให้มีข้อบังคับตัวเองบ้างเถอะคนเรา อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้เลอะให้เทอะจนชินชาหน้าด้านไปไม่ดีเลยสำหรับชาวพุทธเรา เสียเกียรติยศ เสียชื่อเสียงของเมืองไทยเรา ขอให้เอาพุทธศาสนามาประดับประดาเมืองไทยของเรา ให้สวยงามด้วยมารยาท ความประพฤติหน้าที่การงาน มีความสะอาดสะอ้าน ไปที่ไหนวางใจกันได้ เมืองไทยเราจะมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับลำดา เรียกว่าไว้ใจกันได้ถ้ามีธรรม

ธรรมเป็นของเล็กน้อยเมื่อไร อยู่ที่ไหนเย็นหมด ถ้าลงธรรมได้มีแล้ว ยกตัวอย่างเช่นพระท่านอยู่ในป่าในเขา ท่านอยู่กี่องค์ท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรม ท่านก็เย็น แสนสบายอยู่ในป่าในเขาคือท่านเหล่านี้เองเป็นผู้ทรงมรรคทรงผล เรียกว่าผ้าขี้ริ้วห่อทอง ถ้าดูตามภายนอกแล้วก็เป็นผ้าขี้ริ้วแต่ห่อทองอยู่ภายใน ภายในของท่านสั่งสมคุณงามความดี ดังที่เคยกล่าวมาแล้วนี้แหละ มีความสงบร่มเย็น สว่างกระจ่างแจ้งจนเห็นนิพพานตลอดสายหมดในเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่นี้แหละ ธรรมมีในใจเห็นหมด รู้หมด อยู่ได้สบาย ๆ นี่การปฏิบัติธรรมจะมีความสงบร่มเย็น มีมากมีน้อยสงบร่มเย็น จึงขอให้ท่านทั้งหลายนำไปพินิจพิจารณา

การพูดในเบื้องต้นก็บอกว่า หลวงตานี้ได้สละชีวิตเพื่อพรหมจรรย์ของตัวเองเต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วการปฏิบัติผลก็ได้เป็นที่พึงพอใจ ไม่มีอะไรสงสัยในเรื่องอรรถเรื่องธรรมของพระพุทธเจ้า กราบราบเลยหมด ไม่ว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ท่านแสดงไว้ว่ามี กราบราบเลย หาที่ค้านไม่ได้เลยเพราะจริงแสนจริงแล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องผลภายในจิตใจออกมาจากการปฏิบัติที่สละเป็นสละตายก็เป็นที่ภูมิใจ สมเหตุสมผล เราหายสงสัยแล้วกับเรื่องความทุกข์ทั้งหลายที่เคยบีบบี้สีไฟในหัวใจ เพราะกิเลสสร้างขึ้นมาบีบที่หัวใจ เมื่อสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรซึ่งเป็นเรื่องแห่งธรรมฟาดกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจ ตั้งแต่บัดนั้นมาเราไม่เคยมีความทุกข์แม้เม็ดหินเม็ดทรายเข้ามาแทรกมาผ่านหัวใจพอที่จะให้เกิดเอะใจว่า เอ๊ะ นี่กิเลสกูนึกว่ามึงตายไปห้าทวีปแล้ว มึงยังมาผ่านหัวใจ บีบบี้สีไฟหัวใจกูได้อยู่เหรอ อย่างนี้ไม่มี

นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้ามีผลหรือไม่มีผล ท่านทั้งหลายฟังเอา หรือแบบบาปบุญไม่มีนั้นเหรอ บุญไม่มีจะมีความสุขความสว่างไสวอย่างนี้ได้ยังไง ก็บำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศล บำเพ็ญอรรถบำเพ็ญธรรมก็แสดงจ้าขึ้นมาที่หัวใจ สำหรับหลวงตาพูดตรง ๆ จึงกล้านำพี่น้องทั้งหลายเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีคำว่ากล้าว่ากลัว ไม่มีคำว่าแพ้ว่าชนะ ไม่มีคำว่าได้ว่าเสียต่อสัตว์ตัวใดบุคคลผู้ใด ผิดถูกประการใดว่าตามเหตุตามผลความผิดความถูกไปตามสายแห่งธรรมเท่านั้น นี่ก็นำธรรมเหล่านี้มาสอนโลก แล้วธรรมนี้ก็จ้าในหัวใจแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๙๓ บนหลังวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มพอดี นั่นละวันกิเลสกับธรรมบนหัวใจได้ขาดสะบั้นจากกันลงไป ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่มเลย ร่างกายนี้ดีดผึงเลยเทียว แล้วความรู้ความเห็นที่เคยมืดบอดมาตั้งกัปตั้งกัลป์ก็มาจ้าขึ้นในคืนวันนั้น

สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า ถึงขนาดที่ออกอุทานเลยว่า เหอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ๆ อย่างนี้ละเหรอ ๆ คือพูดให้ถึงใจที่เรารู้เราเห็นในเวลานั้น พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ ๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ ๆ ย้ำลงไปเพราะมันถึงใจ ที่อัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยได้รู้ได้เห็น แล้วไม่เคยคาดเคยหมายว่าจะได้รู้ได้เห็นอย่างนี้ แต่เพราะการปฏิบัติธรรม ทางเดินแห่งธรรมพระพุทธเจ้าเบิกทางไว้แล้ว เมื่อก้าวเดินไปตามนั้นก็ไปเจอเอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เพราะธรรมนี้คือตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพานไม่บกพร่องแต่ประการใด ขอให้มีผู้ปฏิบัติตามนั้นเถอะจะรู้จะเห็นมรรคผลนิพพานตลอดไป

เช่นเดียวกับเราดิ้นรนกับกิเลส จะมีแต่ฟืนแต่ไฟเป็นผลเผาเราตลอดไปเช่นเดียวกัน เพราะกิเลสกับธรรมเกิดขึ้นที่หัวใจดวงเดียวกัน เราหนักไปทางกิเลสมันก็พาให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง ราคะตัณหา มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ตลอดไป ถ้าเรามุ่งต่ออรรถต่อธรรม แยกมาทางให้ทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนา ระลึกถึงคุณงามความดีถึงอรรถถึงธรรม ก็เป็นธรรมขึ้นมาๆ ในหัวใจดวงนั้น จึงเรียกว่าทั้งบาป ทั้งบุญ ทั้งกิเลส ทั้งธรรมสด ๆ ร้อน ๆ มาตลอด อยู่ในหัวใจดวงเดียวกันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ไหนนะ เราอย่าไปเข้าว่าบาป บุญ นรก สวรรค์อยู่บนฟ้าอากาศไม่มี กิเลสจะไปอยู่บนฟ้าอากาศไม่มี อยู่ที่หัวใจสัตว์โลก บีบบี้สีไฟโลกให้เดือดร้อนวุ่นวายอยู่ที่หัวใจนี้แหละ แล้วธรรมก็มีความสงบร่มเย็นจากการปฏิบัติธรรมอยู่ที่หัวใจของเรา

เมื่อได้ถึงใจเต็มเหนี่ยวแล้วก็อย่างที่พูดตะกี้นี้ ฟ้าดินถล่ม ตั้งแต่บัดนั้นมาเราไม่เคยเห็น ไม่เคยเอะใจเลยว่า ความทุกข์ได้ผ่านขึ้นมาในหัวใจเรา ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ ๕๓-๕๔ ปีนี้แล้ว เป็นยังไงกิเลสเป็นภัยต่อโลกขนาดไหน เมื่อมันสิ้นซากลงไปจากใจแล้วกิเลสตัวใดมาสร้างความทุกข์ให้ไม่มีเลย ก็มีแต่กิเลสนี้เท่านั้น ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา นี้คือกิเลส นี้คือฟืนคือไฟ มีมากหนักมาก มีมากเท่าไรยิ่งเป็นความทุกข์มาก ๆ ถ้าใครเดินตามมัน ถ้าใครแก้ไปตามมันก็พออยู่พอกิน พอเป็นพอไป

ทีนี้แก้เสียจนสิ้นไม่มีอะไรเหลือแล้ว มีแต่บรมสุขเต็มหัวใจ ว่านิพพาน ๆ เที่ยง เที่ยงที่ตรงไหน ใจที่มีกิเลสมันก็พัวพันมันก็ไม่เห็นนิพพาน เปิดจ้าไปหมดแล้วธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้ว นิพพานถามหาอะไร พระพุทธเจ้าไม่ได้ถามหานิพพาน ให้ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนี้ จะถึงแดนแห่งความพ้นทุกข์ไม่สงสัยด้วย สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะรู้เองเห็นเอง ไม่มีใครรู้ใครเห็น

ธรรมทั้งหลายเหล่านี้สด ๆ ร้อน ๆ พวกเราเป็นยังไง ลูกชาวพุทธแท้ ๆ มันยิ่งเพลิดยิ่งเพลินไปกับโลกกับสงสาร กิเลสตัณหายิ่งนับวันทวีรุนแรงนะเวลานี้ คลื่นกิเลสนี้เต็มประเทศไทยเรา มองไปที่ไหนมีแต่กิเลสหลอกลวงๆ ให้เราเป็นบ้าคว้ามับ ๆ ความลืมเนื้อลืมตัวจนไม่มีวันมีคืน ความรู้ตัวนี้ไม่ค่อยมีนะ ให้รู้ตัวบ้างซีจะเป็นยังไง แล้วพยายามปฏิบัติตัวเอง

ใครจะเป็นคนรับรองเราเวลานี้ เราเกิดมานี้ใครรับรองเรามาเกิด ก็มีบุญมีกรรมของเรารับรอง ควรเป็นมนุษย์บุญกรรมพาให้เกิด ใครพารับรองเราให้มาเกิดเป็นมนุษย์ ใครมาเสนอมาฝากในภพชาติมนุษย์นี้ให้เป็นมนุษย์ ขอฝากหน่อยไม่เคยมี เหมือนเขาฝากการฝากงานอย่างนี้ไม่มี กรรมของเจ้าของเองพาไปพามา พาฝากให้มาเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์ชาติชั้นใดภูมิใดก็อยู่ในอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วหนักเบามากน้อยของเรา

เวลามาเกิดเป็นมนุษย์ก็กรรมพามาเกิดนะ จะไปเกิดในภพใดชาติใดก็ต้องเป็นกรรมดีกรรมชั่วพาเกิด ถ้ากรรมชั่วพาเกิด ไปที่ไหนก็เหมือนคนติดคุกติดตะรางนรกอเวจีนั้นแหละ ถ้าเป็นกรรมดีแล้วไปที่ไหนก็ดีไปหมด ไม่ต้องถามถนนหนทางไปแดนนรกและไปสวรรค์ว่ากี่กิโล มีทางแยกไปไหน ๆ ไม่มี อำนาจแห่งบาปแห่งกรรมจะพาไปถึงตลอดสายเลยทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว สำเร็จอยู่ที่กรรมทั้งหมด ในบรรดากรรม ให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้

พระพุทธเจ้าสอนไว้นี้ไม่มีผิด สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วๆ ดียังไงก็คือไม่ผิดพลาด ไม่มีบกพร่อง ขอให้ปฏิบัติตามนี้เถิด ถ้าว่าตกนรกพระพุทธเจ้าจะไปตกแทน ว่าอย่างนั้นเลยนะ แต่พระพุทธเจ้าไม่ต้องไปตกแทนเพราะตรัสไว้ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าไม่ตกนรก ถ้าสัตว์เองไม่ดื้อด้านหาญธรรม แล้วก็ตกนรกเองเท่านั้น ก็ช่วยไม่ได้นะ ขอให้ทุก ๆ ท่านพินิจพิจารณา นี่แหละการบำเพ็ญธรรมเห็นผลประจักษ์อยู่อย่างนี้ ศาสนาคงเส้นคงวาหนาแน่น เป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพานเรื่อยมา

คนดีจะดีเรื่อยไปถ้าปฏิบัติตัวให้ดี ใครทำความชั่วช้าลามกหนักเบามากน้อยเพียงไร พลิกตัวกลับตัวไปสู่ทางอรรถทางธรรม ปฏิบัติตัวให้เป็นคนดีก็ดีวันดีคืนไปอย่างนั้นแหละ ไม่มีถอยความดี ดีตลอดไปเลย คนทำชั่วก็ชั่วไปตลอดไม่มีวันถอย ขอแต่ทำชั่วความทุกข์ความเดือดร้อนจะรุมไปตลอดเวลา อยู่กับการกระทำของเรา พระพุทธเจ้าสอนเรื่องการกระทำเป็นของสำคัญมากนะ ไม่มีอะไรที่จะเหนือกรรมไปได้ เราอย่าเอาความคาดความคิด ความด้นความเดามาบีบบังคับความจริง คือศาสนธรรมที่ทรงสอนไว้เรียบร้อยแล้ว จะเป็นไฟเผาตัว จะขาดทุนสูญดอกไม่มีอะไรเหลือ ท่านสอนไว้แล้วว่า นตฺถิ กมฺม สมํ พลํ นี่คือกรรมเป็นแดนเกิด กรรมเป็นพื้นฐานของสัตว์ที่ไปเกิดในสถานที่ดีและชั่ว ท่านแปลว่า ไม่มีอานุภาพใดที่จะเหนืออานุภาพแห่งกรรมดีกรรมชั่วนี้ไปได้ สัตว์อยู่ในอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วที่ตนทำไว้แล้วนี้ทั้งนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นให้เราเคารพกรรม เคารพกรรมชั่วก็อย่าทำชั่ว เคารพกรรมดีให้ทำความดีงามแล้วจะไปในทางที่ถูกที่ดีนั้นแหละ

ศาสนาสอนไว้ด้วยความถูกต้องแม่นยำ เพราะศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาของผู้สิ้นกิเลส ไม่ใช่คนตาบอดหูหนวกมาเป็นศาสดา หลับหูหลับตาสอนโลกสุ่มสี่สุ่มห้าไม่มี ศาสดาองค์เอกตรัสรู้ด้วยธรรมอย่างจ้าขึ้นมา จิตใจบริสุทธิ์เต็มส่วน ไม่มีอะไรมัวหมอง สอนโลกด้วยความเป็นผู้สิ้นกิเลสแล้วจึงสว่างกระจ่างแจ้ง ถูกต้องไปหมด เรียกว่าสวากขาตธรรม ไม่ได้ตรัสไว้แบบมัว ๆ ศาสนาอื่น ๆ ใดเราไม่ไปสนใจ ให้ยึดเอาว่าศาสนาของพระพุทธเจ้านี้คือศาสนาผู้สิ้นกิเลส สอนไว้ไม่มีสอง พูดว่าบาปเป็นบาป บุญเป็นบุญ ถ้าเราดื้อก็เป็นบาปจริง ๆ เราอย่าไปดื้อนะ เราเป็นลูกชาวพุทธ ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี

เรื่องภพเรื่องชาติ เรื่องความสุขความทุกข์ มันรอการกระทำของเราอยู่ตลอดเวลา เราอย่าไปหาสวรรค์นิพพาน ความสุขความทุกข์ แดนฟ้าแดนดินที่ไหน ให้ดูกิริยาแห่งการทำของตัวเอง ถ้าทำชั่วนี้มาแล้วนะ สาเหตุแห่งความชั่วมาแล้วทุกข์จะมา ถ้าทำดีสาเหตุแห่งความดีมาแล้วความสุขจะมา จะมาที่เรา เราเป็นผู้ทำเอง ไม่ต้องไปหาที่ไหน ให้ดูตรงนี้ การดูตัวเองดูตรงนี้ พระพุทธเจ้าท่านสอนที่ตัวของเราเอง ให้พากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

วันนี้ก็ได้ตั้งหน้าตั้งตามาสงเคราะห์บรรดาลูกหลานทั้งหลาย นี้เรียกว่าลูกว่าหลาน ขนาดนี้น่ะ เราบวชตั้งแต่ท่านเหล่านี้ยังไม่เกิดก็ได้ ท่านทั้งหลายฟังซิเป็นความจริงได้ไหม หรือหลวงตาบัวนี้โกหกเหรอ หลวงตาบัวบวชมาเวลานี้ได้ ๖๘ ปีนี้แล้ว เต็มเปี่ยมเลย ๖๘ ปีมาตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤษภา มาถึงนี้ ๖๘ ปีกับ ๒ เดือน ๓ เดือนแล้ว จึงเรียกว่ามาสอนลูกสอนหลาน แล้วการสอนนี้ก็สอนด้วยความจริงจังด้วยการปฏิบัติมาจริง ๆ จังๆ รู้ก็รู้จริง ๆ เห็นจริงตามอรรถตามธรรม เพราะฉะนั้นการพูดนี้จึงไม่เคยสะทกสะท้านว่าจะผิดไปจากธรรมของพระพุทธเจ้า มันมั่นมันแน่นอยู่ภายในใจ แม่นยำอยู่ตรงนี้ เหมือนอย่างปืน เล็งให้ศูนย์มันตรงกันแล้วเหนี่ยวไกนี้ป๋างถึงเลย ถึงจุดหมาย ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นธรรมที่ถึงจุดหมายปลายทางที่ถูกต้องแม่นยำ เรียกว่าสวากขาตธรรม ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

เวลานี้บ้านเมืองของเราก็ค่อยพอลืมหูลืมตาขึ้นบ้างแล้ว จากความรักชาติของพี่น้องชาวไทย ต่างท่านต่างเสียสละด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน เวลานี้ทองคำเราก็ได้ ๕,๒๒๐ กว่ากิโลแล้วเวลานี้ หรือ ๕ ตัน ๒๒๐ กว่ากิโลแล้วนะ สำหรับดอลลาร์ได้ ๗ ล้านแล้ว นี่คือสมบัติของพี่น้องทั้งหลายนั่นแหละ ถ้าเราไม่ได้ช่วยชาติบ้านเมือง ทองแม้แต่กิโลหนึ่งก็ไม่เคยผ่านเข้าสู่คลังหลวงได้เลย นี่ผ่านเข้าไปถึง ๕,๐๐๐ กิโลกับ ๒๒๐ กิโล นี่ใครเป็นคนหามา ก็น้ำใจของพี่น้องชาวไทยเราที่รักชาติ ต่างท่านต่างอุตส่าห์เสียสละมาเพื่อชาติอันใหญ่หลวงของเรา จึงปรากฏทองคำมาตั้ง ๕,๒๒๐ กิโล ส่วนดอลลาร์ก็ได้ถึง ๗ ล้านแล้ว นี่ใครไปหามาก็คือพี่น้องทั้งหลายนั้นแหละ หลวงตาก็เป็นแต่เพียงวอก ๆ

ไปที่ไหนก็ขอบิณฑบาตทองคำ ขอบิณฑบาตดอลลาร์ สุดท้ายลูกศิษย์ลูกหาลูกหลานทั้งหลายก็จะเบื่อหลวงตา หน้าหลวงตาไม่อยากเห็น ถ้าเห็นแล้ว ไหนล่ะทองคำ ไหนล่ะดอลลาร์ ไหนล่ะเงินสด ก็นี้มันบกพร่องก็ถามที่มันบกพร่องละซิ ที่มันสมบูรณ์แล้วก็ไม่ถาม อันนี้มันบกพร่อง ไหนล่ะทองคำเอามา จะเอาเข้าคลังหลวง ไหนดอลลาร์เอามา จะเอาเข้าคลังหลวง ไหนเงินสดเอามา จะเอาเข้าทั้งคลังหลวง ช่วยทั้งประเทศชาติ โดยช่วยสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ คนทุกข์คนจน โรงร่ำโรงเรียน โรงพยาบาล ที่ราชการต่าง ๆ ช่วยหมดเงินบาทนี่ แยกเป็นสองทาง คือทางหนึ่งซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวง เวลานี้ได้ซื้อแล้วจากเงินบาทของเรานี้ซื้อทองคำได้ ๙๔๑ ล้านแล้ว นี่ซื้อแล้วเข้าแล้ว เหลือจากนั้นก็แยกเอาไว้อีกเพื่อจะนำไปซื้อทองคำอีก ทั้งจะแยกแยะไปช่วยประเทศชาติบ้านเมืองทั่วดินแดนไทยเรา กรุณาทราบ

สมบัติเงินทองที่พี่น้องทั้งหลายได้บริจาคหลวงตานี้ให้ตายใจได้เลย หลวงตาเรียกว่าเด็ดเต็มขั้นเต็มภูมิร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่จะมีความมัวหมองในจิตใจว่า พี่น้องทั้งหลายนำสิ่งของมาบริจาค มีทองคำ ดอลลาร์ เงินสดเหล่านี้มาผ่านหลวงตาบัว แต่หลวงตาบัวนี้ทำเป็นความมัวหมอง ลักลอบหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นมลทินเป็นความมัวหมอง จากสมบัติทั้งหลายให้ไปเป็นความไม่บริสุทธิ์ใจ หลวงตาไม่มีเลย ฟังแต่ว่าไม่มีเลย เพราะเหตุใดจึงไม่มี หลวงตาอิ่มพอหมดแล้ว เรื่องโลกเรื่องสงสาร สมบัติเงินทอง หลวงตาพอแล้ว แม้แต่หัวใจหลวงตาก็พอ พอในมรรคผลนิพพานทุกอย่าง พอแล้ว จึงมาสอนพี่น้องด้วยความเมตตา

สมบัติเงินทองข้าวของมีมากน้อย หลวงตาเก็บหอมรอมริบพิถีพิถันมากทีเดียว สมบัติเหล่านี้หลวงตาเป็นผู้ถือบัญชีเอง ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยยุ่งกับการเงินการทอง แต่เมื่อชาติบ้านเมืองเข้ามาเป็นความจำเป็นเพื่อความรับผิดชอบแล้ว หลวงตาก็ต้องได้ทำ ต้องถือบัญชีเอง สมุดฝากเงิน ทั้งทองคำ ดอลลาร์ เงินสด หลวงตาเป็นผู้ถือบัญชีเอง เป็นผู้สั่งเก็บสั่งจ่ายแต่ยอม ไม่ยอมให้ใครที่จะไปทำหน้าที่แทน กลัวมันจะรั่วไหลแตกซึมนั่นเอง กรุณาทราบเอาไว้ สำหรับหลวงตาที่มีต่อพี่น้องทั้งหลายด้วยความเมตตานี้ มีเต็มสัดเต็มส่วน ถึงขนาดว่าชีวิตไม่เสียดาย

เวลานี้ช่วยชาติเอาจริงเอาจัง ช่วยตัวเองก็เอาถึงขนาดจะตายก็ไม่ว่า มันถึงขั้นจะตายก็เอาเลย เวลาความเพียรมันหนักๆ บางครั้งถึงจะสลบไสล แต่ไม่ว่าแต่สลบไสล มันจะถึงขั้นตายหลวงตายอมเลย การฆ่ากิเลสเอาเด็ดขนาดนั้น ทีนี้ก็มาช่วยชาติไทยของเราก็เอาอย่างเด็ดอย่างเดี่ยวเฉียบขาดเหมือนกัน ถึงขั้นตอนที่จะเฉียบขาดไม่เสียดายชีวิตเช่นเดียวกัน จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้อุตส่าห์พยายามช่วยชาติบ้านเมืองของเรา ดังที่เห็นมาแล้วนี้ประจักษ์แล้วนะ พอหายใจได้แล้วชาติไทยของเรา ได้ทองคำถึง ๕ ตันกว่าแล้ว ดอลลาร์ได้ถึง ๗ ล้านแล้ว นี่เป็นผลแห่งความรักชาติ แห่งความเสียสละ แห่งความสามัคคีของเราทั้งหลาย จึงขอให้พากันพร้อมเพรียงหนุนชาติไทยของเราด้วยสมบัติเงินทองข้าวของนี้เข้าสู่คลังหลวง และหนุนตัวของเราแต่ละคน ๆ เข้าสู่อรรถสู่ธรรม ประพฤติตัวเป็นคนดี ให้รู้จักหน้าที่การงานที่เหมาะสมไม่เหมาะสม

การอยู่การกินการใช้การสอยอย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไม่รู้จักประมาณ ทุกสิ่งทุกอย่างจะค่อยดีไปจากคนที่มีธรรม ถ้าไม่มีธรรมหาทางดีไม่ได้นะ ท่านทั้งหลายอย่าไปหวังเอาความเป็นเศรษฐีกุฎุมพีจากด้วยอำนาจของกิเลส ความโลภมากจะเป็นความสุขไม่มี ความโกรธ ราคะตัณหามีเมียมาก ๆ จะเป็นผู้ได้รับความสุขความเจริญบรมสุข เทวดาบนฟ้าสู้ไม่ได้นี้อย่าหวังนะ มีตั้งแต่ความทุกข์ กิเลสหลอกลวงสัตว์โลกให้ล่มจมทั้งนั้น ถ้าผู้ใดปฏิบัติตามศีลตามธรรมแล้วจะมีความเจริญรุ่งเรือง จะเป็นคนทุกข์คนมีคนจน จิตใจเป็นธรรมแล้วชุ่มเย็นคนเรา อยู่ด้วยกันได้ด้วยความมีเมตตาสงสาร ให้ทานสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน

เพราะชาติไทยของเราเป็นชาติที่มีน้ำใจ น้ำใจนี้ออกจากชาวพุทธ เป็นผู้มีความเมตตาสงสารเห็นใจซึ่งกันและกัน เฉลี่ยเผื่อแผ่ เป็นนักให้ทาน คือชาติไทยของเราซึ่งเป็นลูกชาวพุทธนี้แหละ จึงขอให้พากันดำเนินตามวิถีแห่งชาวพุทธของเราแล้ว เราจะมีความเจริญรุ่งเรืองโดยลำดับลำดา มีความสงบร่มเย็น การกล่าวธรรมวันนี้ก็รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยพอประมาณแล้ว การพูดการจาอะไรสิ่งใดที่มันขาดมันตกบกพร่องไปเพราะสัญญาความจำ จำไม่ได้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้ยึดไปเป็นหลักเป็นเกณฑ์ตามธรรมที่เข้าใจแล้วนั้น อันไหนขาดก็ขาดไปเสีย ต่อจากนี้ไปจึงขออำนวยอวยพรให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายมีความสุขกายสบายใจ ปรารถนาสิ่งใดขอให้ได้สมหวังตามขอบเขตแห่งศีลแห่งธรรมโดยทั่วกันเทอญ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก