เฉลี่ยความสุขให้โลก
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 เวลา 8:40 น. ความยาว 50.59 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

เฉลี่ยความสุขให้โลก

 

ก่อนจังหัน

         พระมาเรื่อยๆ วันนี้ออกมาฉัน ๓๕ ที่ไม่ฉันท่านไม่ออกมา ตลอดข้อวัตรปฏิบัติไม่ให้มาเกี่ยวข้อง นอกจากมาฉันและทำกิจธุระส่วนรวมด้วยกัน ถ้าองค์ไหนไม่ฉันไม่ให้ออกมา ให้ทำหน้าที่ของตนโดยเฉพาะๆ ปัดกวาดลานวัดอะไรไม่ให้ออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ไม่ให้ออกมา นั่นละเราให้โอกาสของพระ ให้อย่างนี้ตลอดมา แล้วพระขอให้ตั้งใจปฏิบัติทุกองค์ๆ นะ

พระพุทธเจ้าเป็นจอมโลก ฟังซิว่าจอมโลก ธรรมก็เป็นจอมธรรมจอมโลกนะ นี่ละที่ทำโลกให้ร่มเย็นอยู่ทุกวันนี้ คือธรรมที่ว่านี่ละ ธรรมจอมโลกนี่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมนี้ พระสงฆ์ก็ตรัสรู้ธรรมนี้ ธรรมเป็นจุดศูนย์กลาง เรียกว่าธรรมอันเลิศเลอ ท่านทั้งหลายมาจากสถานที่ต่างๆ มุ่งหน้ามาเพื่อปฏิบัติอรรถธรรม ธรรมดาครูอาจารย์ทั้งหลายก็มีอยู่ทั่วไป ธรรมก็มีอยู่กับเรา แต่ทำไมจึงต้องเสาะแสวงหา ให้คิดข้อนี้ให้ดี ครูอาจารย์ที่ไหนๆ เป็นที่ถูกจริตจิตใจ แน่ใจในการแนะนำสั่งสอน ไม่ว่าใครรู้ได้ด้วยกัน เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์องค์นั้นๆ  อันนี้ออกจากการเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์องค์นั้นแล้ว ให้ดูตัวเอง เสาะแสวงความดีงามของตน ภายในตัวของเรามีทั้งดีทั้งชั่ว ให้ดูให้ดี ให้คัดเลือกตัวเอง

เมื่อไปหาครูบาอาจารย์แล้ว ก็ให้นำธรรมนั้นเข้ามาคัดเลือก ดูตัวเองตรงไหนบกพร่องให้รีบแก้ไข อะไรไม่ดีให้รีบแก้ไขดัดแปลง ชื่อว่าผู้มาศึกษาอบรมเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อความสุขความเจริญ ในสามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรเกินธรรม นี่หมอบราบต่อพระพุทธเจ้ามา ที่ว่าหมอบราบสนิทไม่มีอะไรที่ขัดที่ข้องในจิตใจ จากพุทธศาสนาและจากธรรมนี้ แม้เม็ดหินเม็ดทรายเราไม่มี นี่พิสูจน์ด้วยการปฏิบัติ ดังพระพุทธเจ้าท่านว่า สนฺทิฏฺฐิโก จะเป็นผู้รู้เองเห็นเองจากการปฏิบัติของตนเป็นลำดับลำดาไป

ในบรรดาธรรมทั้งหลายเราก็หมดทางที่จะสงสัยพุทธศาสนาของเรานี้ ด้วยการพิสูจน์ภายในตัวเราเอง ให้ท่านทั้งหลายนำธรรมพระพุทธเจ้าไปพิสูจน์องค์ท่านเอง ตัวท่านเอง ทุกคนให้นำธรรมไปพิสูจน์ แล้วไปชะไปล้างสิ่งที่เลวร้ายทั้งหลายซึ่งมีเต็มหัวใจเรานั้นแหละ อย่างอื่นอย่างใดที่ชำระสิ่งเลวร้ายทั้งหลายออกนี้ไม่มี มีธรรมเท่านั้น นอกจากนั้นไม่มี ขอให้พากันใกล้ชิดติดพันกับธรรม ธรรมคือความถูกต้องดีงาม มองเห็นกันสะดุดตาในทางดี เกิดกำลังใจ สะดุดตาในทางชั่ว ใจห่อเหี่ยว นี่คือความชั่ว มันทำใจให้ยุบยอบทันที ถ้าเป็นความดีแล้วทำใจให้ยิ้มแย้มแจ่มใสภายในตัวของเรา

ท่านทั้งหลายมาศึกษาอบรมจากครูจากอาจารย์ ให้นำไปปฏิบัติ ให้ดูตัวเอง ความเคลื่อนไหวของตัวเองมีสติเป็นผู้คอยจับ คอยตรวจตราด้วยปัญญา นี่ชื่อว่าเป็นผู้มีศาสดาประจำองค์ พระธรรมและพระวินัยนั้นแลคือองค์ศาสดา เราเอาสติปัญญาติดตาม ปฏิบัติตามธรรมของศาสดา คือพระธรรมพระวินัย สติเป็นสำคัญมากทีเดียว ให้พากันตั้งอกตั้งใจ

ข้อวัตรปฏิบัติ อย่าถือว่าใครทำแล้วใครยังไม่ทำ ให้เราดูตัวของเรา ถ้าภายนอกบกพร่องที่เกี่ยวกับเรา ก็แสดงว่าเราบกพร่อง ให้รีบแก้ไขทุกคนๆ

การอยู่ด้วยกันเราเป็นคนมีกิเลสด้วยกัน ต่างคนต่างนำธรรมมาชะล้างด้วยกัน ให้ดูธรรม พิจารณาแก้ไขความผิดด้วยกัน อย่าถือสีถือสากัน อย่ามีทิฐิมานะสำหรับพระเรา ทิฐิมานะเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น พระตั้งหน้าตั้งตามาปฏิบัติเพื่อกำจัดสิ่งเลวร้ายทั้งหลายนี้ อย่าได้เผลอตัวกับมันนะ อยู่ด้วยกันด้วยความเป็นอวัยวะเดียวกัน เพราะธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองรักษา อยู่ด้วยกันผาสุกร่มเย็น ครูบาอาจารย์จะอยู่ไม่อยู่ก็ตาม ศาสดาคือพระธรรมวินัย อยู่กับเราทุกวันเวลา อิริยาบถ สติปัญญาติดตามรักษาอรรถรักษาธรรม เท่ากับตามเสด็จพระพุทธเจ้าตลอดเวลา

พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ในคัมภีร์นะ จะมาอยู่ในหัวใจของผู้ปฏิบัติตามคัมภีร์ที่ท่านนำออกไปแสดงเอาไว้ พระธรรม พระวินัย ในคัมภีร์ท่านมี แต่ภาคปฏิบัติต้องมาปฏิบัติต่อตัวของเราเอง นี่เรียกว่าธรรมวินัยอยู่ในตัวของเรา เพราะพระพุทธเจ้าทรงชี้เข้ามาสู่ใจ ให้ดูใจของเรานะ ใจนี้ตัวสำคัญมากทีเดียว จึงต้องเอาธรรมเข้าไปชำระซักฟอก อย่างอื่นไม่มี เราจะไปหาความดิบความดี ความสุขความเจริญจากโลกไหนไม่มี ต้องมีธรรมเป็นเครื่องกำกับใจถึงจะมี ความรู้วิชาเรียนมามากน้อยสูงต่ำประการใด ต้องมีธรรมเข้าแทรกๆ วิชาความรู้เหล่านั้นจะเกิดผลเกิดประโยชน์ ถ้าไม่มีธรรมแล้ว เรียนธรรมก็เป็นโลก เรียนธรรมแบกคัมภีร์ไปก็เป็นโลก เป็นกิเลส แบกกิเลสหลังหักไปในคัมภีร์นั้นแหละ มันเป็นอยู่ที่ใจของเรา ให้ตั้งอกตั้งใจ

ผมเป็นห่วงหมู่เพื่อนมากเพราะต้องไปโน้นไปนี้ มานั้นมานี้ ให้ตั้งใจปฏิบัติ เคารพธรรมวินัยนั้นแลชื่อว่าเคารพตนเอง เอาละต่อไปนี้จะให้พร

หลังจังหัน

         นี่กำลังเร่งทองคำนะเวลานี้ กำลังเร่งทองคำเข้าสู่คลังหลวงของเรา ทองคำเป็นอันดับหนึ่ง ดอลลาร์เคียงข้างกันไป นี่หมายถึงเข้าสู่คลังหลวง เร่งละ สิ้นปี ๒๕๔๖ นี้เราก็หยุดที่ไปเที่ยวเทศน์ซอกแซกซิกแซ็กทั่วประเทศไทยนี้ สิ้นปีนี้เราหยุด หากจะเทศน์ทั้งในโครงการ ทั้งนอกโครงการ จะเทศน์ตามอัธยาศัย ตามธาตุตามขันธ์เท่านั้น ไม่ให้เป็นไปตามโครงการเหมือนดังที่เคยปฏิบัติมา เรื่องเทศน์ยังไงมันก็ต้องได้เทศน์โดยดีละ ไปที่ไหนมีแต่เทศน์ทุกวันนะ นี่เราว่าจะหยุด การเทศนาว่าการนี้ยิ่งมากขึ้นทุกวัน เทศน์นะยิ่งมากขึ้นๆ

         วันนี้ก็จะไปเทศน์นู่นอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ไปถึงนี้บ่ายสามโมงก็เทศน์ ค้างที่นั่นคืนหนึ่ง แล้วตอนบ่ายสามโมงวันพรุ่งนี้ก็มาเทศน์ที่นากลางก่อนจะมาถึงวัด ก็อย่างงั้นแหละ อย่างน้อยสภาแมวสองกัณฑ์ ไอ้เรื่องสภาหนูนี้ไม่ค่อยได้ยิน มันมากกว่าสภาแมวนะ ไปที่ไหนมีแต่เทศน์ ๆ อยู่เรื่อย นี่เราจะหยุด พอสิ้นปีนี้แล้วเราหยุดโครงการที่เคยปฏิบัติมา หากจะเทศนาว่าการก็ให้เป็นไปตามอัธยาศัย ตามธาตุตามขันธ์ของเรา ไม่ให้เป็นไปตามโครงการ ซึ่งต้องทนโครงการนะ มีความจำเป็นต้องทน ทนมาเรื่อย ๆ ทีนี้ความทนจะลดลงมากมายคราวนี้ คือจะเป็นไปตามอัธยาศัยเสียมากต่อมากนะ

         วันนี้ไปเทศน์น้ำหนาวแล้วก็ค้างที่นั่นคืนหนึ่ง ที่น้ำหนาวนั้นเราได้ซื้อที่ให้ โถ มันเป็นพันเป็นหมื่นไร่นะ ซื้อที่แถวนั้น เพราะที่นั้นเป็นป่าที่สวยงามมาก และเป็นต้นน้ำลำธารอยู่ที่นั่น เช่นอย่างแม่น้ำเลย ไหลไปผ่าน ที่เรียกแม่น้ำเลย ๆ ผ่าน ออกจากต้นน้ำนี่ละ เราไปเห็นความสำคัญอย่างนั้นละ แล้วพอดีเขาเสนอขาย ๆ ให้ ไปติดตามดูให้หมดแถวนี้ เราว่างั้น ไปติดตามดูซิ เรากว้านซื้อเอาหมดเลย มอบทางภายในให้พระที่อยู่แถวนั้น เช่นอย่างท่านชิต แล้วองค์ไหนมีวัดอยู่แถวนั้น ให้เป็นผู้ดูแลรักษา ภายนอกรอบด้านมอบให้ทหารดูแล ไม่อย่างงั้นจะไม่พ้นจากลักลอบถูกทำลาย เมื่อทหารมีอยู่เป็นจุดๆ แถวนั้นแล้วเขาก็ไม่กล้า

         นี่ก็ซื้อเป็น โห เป็นพันเป็นหมื่นไร่ อันนี้นานแล้ว สักเท่าไรปีนะ แถวนั้นเรียกว่าซื้อหมดเลย กว้างขวางมากทีเดียว และเป็นต้นน้ำลำธารได้เป็นอย่างดี ถ้าหากว่าไม่ซื้อไว้นี้หมด แล้วแห้งแล้งขึ้นมาทันที เราห่วงบ้านห่วงเมือง เราทำเอาไว้ให้ลูก ๆ หลาน ๆ ได้ใช้ต่อไป จึงได้ซื้อไว้หมด ไปที่ไหนไม่ได้คุยนะ ไปที่ไหนมันเห็นแต่รอยมือของเราทำไว้ๆๆ ถ้าอยู่ธรรมดาก็ไม่เห็น ออกไปนี้เห็นทั้งนั้นแหละ ออกไปที่ไหน ๆ เห็นเป็นแถวไปเลยเชียว ไม่ว่าโรงร่ำโรงเรียน โรงพยาบาล ที่ไหนๆ ทำประโยชน์ ยังซอกแซกแปลกๆ ต่างๆ มีอยู่ทั่วไปนะเขาขอความช่วยเหลือ ช่วยไปเรื่อย ๆ อย่างงั้นละเรื่อยมา

         นั่นละเมตตาธรรม เฉลี่ยให้ความสุขทั่วถึงกัน เรียกว่าธรรม ท่านทั้งหลายไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร ให้ฟังเสียงตามนี้ละ ที่เราซื้อนั้นซื้อนี้เรียกว่าธรรม เฉลี่ยความสุขให้โลกทั้งหลายที่มีความจำเป็นทั่วหน้ากัน หวังพึ่งซึ่งกันและกันอยู่ตลอดมา จะอยู่เอกเทศอย่างงี้ไม่ได้ เราอย่าว่าเราเก่งนะ เป็นมหาเศรษฐีต้องอาศัยคนงานใช่ไหมล่ะ ลูกน้องคนงานหนุนเข้าไปเพื่อความเป็นเศรษฐี เศรษฐีก็ต้องเลี้ยงคนงาน อาศัยกันอยู่อย่างงั้น จึงเรียกว่า อญฺญมญฺญํ ต้องอาศัยกัน ขอให้ท่านทั้งหลายได้นำธรรมพระพุทธเจ้ามาพิจารณาตนเอง แยกสันปันส่วนออกข้างนอกข้างในแล้วจะเห็นความบกพร่อง ความสมบูรณ์ของกันและกันทั่วโลกดินแดน แล้วจิตใจจะเชื่อมโยงถึงกัน ความเมตตาสงสารกัน ความอิจฉาบังเบียดนี้เรื่องของกิเลสเอาไฟเผากันทั้งนั้น อย่านำมาใช้นะ

         ธรรมไปที่ไหนเย็นไปที่นั่นๆ ถ้ากิเลสนำหน้าไปที่ไหนๆ นั่นละเดือดร้อนไปที่นั่น เป็นแถวไปเลย ยิ่งเป็นผู้ใหญ่เท่าไรก็ยิ่งทำความเดือดร้อนมาก กว้างขวางมาก เป็นผู้ใหญ่มีความรู้สูง มีอำนาจมาก อำนาจนั่นแหละ ป่าๆ เถื่อนๆ นั้นแหละอำนาจของกิเลสน่ะ อาศัยกฎหมายขึ้นเป็นโล่บังหน้า แล้วกฎหมอยก็แทรกไปตามนั้น นี่แหละกฎหมอยนี่ละมันเผาบ้านเผาเมือง หลักใหญ่กฎหมายเหล่านั้นตามแต่ก่อนมาทุกวันก็ต้องอาศัยธรรมนั้นละมาเป็นกฎหมาย พอให้คนตายใจ แต่กฎหมอยมันอยู่ข้างใต้นั่นซิ กฎหมอยนี่ละทำโลกให้เดือดร้อนเวลานี้ กฎหมายไม่ได้ทำ ว่าไปตามหลักความสัตย์ความจริง อย่างผู้พิพากษาต้องเป็นผู้จิตเป็นธรรม เป็นเชื่อถือได้ นั้นละเป็นความถูกต้อง จึงจะเป็นผู้พิพากษาได้ ตัดสินให้สม่ำเสมอถูกต้องตามกฎตามเกณฑ์ซึ่งเป็นเรื่องของธรรม

         ถ้าธรรมไม่มีแทรกแล้วเอาเถอะ ว่างั้นเลย พูดจริงๆ อย่างนี้ละเรา ได้พิจารณามาเต็มกำลังหมดแล้วก่อนที่จะนำมาพูดนี้ เอามาพูดเพียงเอกเทศนิดๆ หน่อยๆ นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น เหมือนแม่น้ำมหาสมุทรตักมาเป็นเพียงกระป๋อง เป็นถังเท่านั้นละ ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นยังไง นอกนั้นเป็นธรรมทั้งหมด แยกออกมาใช้สำหรับโลกเพียงเล็กๆ น้อยๆ จึงได้พูดเสมอเทศน์เสมอกับเรื่องธรรม ไปที่ไหนอย่าปราศจากนะ ถ้ายังหวังความสุขอยู่แล้ว ถ้าไม่หวังตายทั้งเป็น แล้วให้มีธรรมแทรก เหมือนโรคมียามีหมอรักษา คนไม่มีธรรมในใจนี้เหมือนไม่มียามีหมอรักษา และไม่สนใจกับหมอ ใครไปก็โดดเข้าแต่ห้องไอ ซี ยู จมเลย ๆ ๆ นี่คือคนไม่มีธรรม ไม่มีมากน้อยก็มีแต่กิเลสแทรกเข้า ๆ ทำโลกให้เดือดร้อน

         นี่เราพูดถึงเรื่องการซื้อที่ดินอย่างว่านี่ เราก็ตัวเท่าหนูนี้ทำประโยชน์ให้โลก เราก็พูดว่าเราเต็มเหนี่ยวเราจริงๆ นะ ในชาตินี้เราบอกจริงๆ ให้พี่น้องทั้งหลายทราบมาโดยลำดับลำดา ซึ่งเป็นที่แน่ใจประจักษ์ใจทั้งนั้นออกมานี้ออกมาสอน ไม่ว่าธรรมขั้นใดเราไม่สงสัยในธรรม มันจ้าอยู่ในนี้แล้วจะให้ว่าไงอีก แบออกนี่น่า ว่างั้นเลย ตาบอดหรืออยากว่างั้นนะ จะให้ว่าไงอีก ใครจะเชื่อก็เชื่อ ใครจะฟังก็ฟัง ไม่ฟังก็จมนะ เรื่องกิเลสต้องปัดธรรมเสมอ พูดเรื่องอรรถเรื่องธรรมไม่ได้กีดขวาง กิเลส เช่นยกตัวอย่างเช่นว่า บรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ ผู้นั้นสำเร็จที่นั่นที่นี่ นี้กิเลสจะขวางทันทีๆ เลย นี่คือเรื่องของกิเลสตัวหนาแน่น ตัวเป็นภัยต่อธรรมทั้งหลาย แล้วก็กลับมาเป็นภัยเหยียบย่ำตัวเองโดยไม่รู้สึกตัวนั้นแหละ

         ธรรมพระพุทธเจ้าขวางโลกไปที่ไหนพอจะพูดไม่ได้ แต่กิเลสมันขวางโลกอยู่ทั่วดินแดนนี้ทำไมชมเชยมันนักหนา ไม่เห็นว่ากิเลสเป็นภัย ประกาศออกบ้างซิให้ได้รู้ว่า กิเลสเป็นภัยให้โลกได้เห็น มีตั้งแต่เรื่องของกิเลสเต็มโลกเต็มสงสาร ไม่ออกมาประกาศ แต่ทำกันอยู่ตลอดเวลาทุกตัวสัตว์ ธรรมแย็บออกมาเพื่อจะเป็นน้ำดับไฟนี้ออกมาไม่ได้นะ พูดจริงๆ อย่างที่หลวงตาพูดอยู่ที่นี่ คือเปิดเผยออกมา เอาความจริงของธรรมออกมา เหมือนน้ำมาชะล้างสิ่งสกปรก หรือเป็นฟืนเป็นไฟให้สงบร่มเย็น

         พูดเรื่องอรรถเรื่องธรรมขึ้นมาเด็ด ๆ เผ็ด ๆ ร้อน ๆ ตามหลักความจริงของธรรมนี้ หาว่าโอ้ว่าอวด ว่าโกหกมดเท็จไปแล้ว เห็นไหมกิเลสมันจะตามตี มันตีเจ้าของนั่นแหละ จะมาตีอะไรผู้พูดตามหลักความจริง เอา ตีมาสามแดนโลกธาตุ ว่างั้นเลย เราไม่เคยหวั่น ถ้าเราหวั่นเราจะพูดธรรมะของจริงไม่ได้ ตามหลักพระพุทธเจ้าที่เทศน์ของจริงมาสอนโลกมาได้สามโลกธาตุนี้ ทุกๆ พระองค์เป็นอย่างนั้นมา มีแต่ธรรมของจริงมาสอนโลก แล้วรื้อขนสัตว์โลกที่เป็นกองทุกข์ให้เบาบางลง เข้าสู่ความสุขอันสมบูรณ์พูนผล มีแต่ธรรมพระพุทธเจ้าเท่านั้น

         กิเลสตัวไหนมันมาแข่งพระพุทธเจ้า ที่มันอวดดิบอวดดีเหยียบหัวสัตว์โลกให้ได้รับความทุกข์ความทรมานทุกหย่อมหญ้านี้ นำสัตว์โลกพ้นจากทุกข์แข่งพระพุทธเจ้า มีกิเลสตัวไหนบ้างวะ เราก็ไม่เห็นที่เรียนตามตำรับตำรา พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีแต่รื้อขนขึ้นทั้งนั้นไม่ได้เอาลง กิเลสนี้เหยียบลงตลอดเวลา ทำไมไม่เห็นโทษกันบ้างวะ ไม่เห็นโทษของมันบ้าง ถ้าเห็นโทษของมันก็ให้เห็นโทษของตัวเองซิ ความคิดไม่ดีอะไรที่จะเป็นภัยต่อตนเองและส่วนรวมให้รีบแก้ไขดัดแปลง เช่นอย่างความอิจฉาตาร้อน ความโกรธความเคียดแค้น ความก่อกรรมก่อเวร ความเอารัดเอาเปรียบกัน เหล่านี้ล้วนแล้วตั้งแต่กิเลสทั้งนั้นมันเหยียบกันอยู่เวลานี้ มนุษย์อยู่ด้วยกันเอาอันนี้เหยียบกันอยู่

         ธรรมท่านไม่เห็นเหยียบ ไปที่ไหนเย็นหมดๆ ธรรมเป็นอย่างงั้นนะ ทำไมไม่ยกขึ้นมาประดับใจบ้าง ชะล้างสิ่งเลวร้ายทั้งหลายเหล่านี้ลงบ้าง ทำไมจึงปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เข้าเหยียบย่ำทำลายธรรม ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ที่ไหนถูกดูถูกเหยียดหยามจากกิเลสทั้งนั้นนะ ท่านไม่ได้มีอะไร แต่กิเลสเข้าไปเหยียบย่ำทำลายท่าน เพราะมันเป็นมหาภัยอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ มันต้องก่อความพินาศฉิบหาย หรือความเดือดร้อนแก่โลกไปทุกแห่งทุกหนที่กิเลสไปไหน มีมากมีน้อยมันแสดงตัวของมันน่ะไป ที่มีงามตาอยู่บ้างนี่คือมีธรรมกลบเอาไว้ ๆ นะ ภายในของมันคุกรุ่นๆ อยู่ภายใน มีน้ำดับไฟเอาไว้ๆ ๆ พอมาแสดงกิริยาท่าทางต่อกันให้งามหูงามตา หัวใจมันเป็นไฟ เอาธรรมจับเข้าไปซิ ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น

เราได้พูดแล้วว่า เราทำประโยชน์แก่โลกนี้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มสติกำลังความสามารถ ถึงขนาดที่คอขาด ขาดไปเลย ตั้งแต่เริ่มทำความพากเพียรของเรามา ดัดเราก็ดัดมาอย่างงั้น เรียกว่าดัดเรานี้เป็นอันดับหนึ่ง เด็ดขาดทีเดียว ฝืนไปไม่ได้ ว่าเอาหนาเท่านั้นพอ อย่างที่เคยพูดที่ว่าระฆังเป๋งต่อยกันเลย นี่ที่เรากำหนดเรื่องจิตของเรามันเสื่อม มันเจริญและเสื่อมมาเป็นเวลาตั้งปีกับห้าเดือนละมัง พิสูจน์หาเหตุหาผลมันก็ไม่ได้ ทำความเพียรแทบล้มแทบตายได้ ๑๔-๑๕ วัน ขึ้นไปอยู่จุดที่เย็นใจ สบายใจ เพียงสองคืน แล้วเสื่อมลงมาต่อหน้าต่อตา

         เหมือนกลิ้งครกลงจากภูเขาทับหัวเราไปเลย ไม่ฟังเสียงเรา หัวแหลกไปเลย ครกมันทับ เอามาอีกกลิ้งขึ้นอีก พ้นจากสลบไสลที่ครกมันกลิ้งทับแล้วไสมันขึ้นอีก ได้ ๑๔-๑๕ วันกว่าจะขึ้นถึงนั้น อยู่ได้สองคืน สามคืนลง ลงไม่ฟังเสียงใครเลย นี่ละเอามาพิสูจน์ มันเป็นยังไงมันถึงเป็นอย่างนี้ตลอดมา เจริญขึ้นไปแค่นี้ยังไงก็ไม่อยู่นะ มันเหมือนถึงวาระของมันแล้ว ความเพียรไม่มีความหมาย ซัดลงเลย จึงได้มาพิสูจน์ใหม่ มันอาจจะเป็นเพราะความเผลอที่เราไม่มีคำบริกรรมกำกับจิตก็ได้ เรากำหนดจิตดูเฉยๆ มันอาจจะเผลอไปไหนก็ได้ แล้วกิเลสทำงานเวลานั้นมันจึงทำความเดือดร้อนแก่เรา เจริญแล้วเสื่อมลงมาได้อย่างนี้

         พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านก็สอนอยู่แล้ว แต่มันยังไม่เข้าเอาจริงเอาจังในจุดเช่นนี้ มันบกพร่องอย่างนี้ แล้วกว้านเอาธรรมะนั้นเข้ามา และพร้อมกับความสงสัยของตัวเองมาบวกกันเข้า จับจุดคำบริกรรมเป็นจุดยืนตัวเลย เอ้าทีนี้จะเอาคำบริกรรมจะพิสูจน์ตามนี้ เสื่อมเจริญก็ให้รู้ ตรงนี้ยังบกพร่องในจิตใจเรา จึงได้ เอ้า ลงใจละนะที่นี่ ที่อื่นที่ไหนไม่สงสัยแล้ว ขาดคำบริกรรมอย่างเดียวที่เป็นข้อสงสัย จะปักลงในจุดนี้ เอ้าแต่นี้ต่อไปจะเป็นจะตายด้วยคำบริกรรม มีสติกำกับไว้ คำบริกรรมพุทโธ เราชอบพุทโธ เอ้า จับจุดนี้ละ

         พอลงใจนี้แล้วนี่เหมือนกับว่า เอาละที่นี่นะนี่ มันเป็นอย่างงั้นนะใจนี้ไม่เหมือนใจใคร พูดจริงๆ อย่างนี้นะ มันขาดสะบั้นไปเลย ลงอะไรแล้วขาดไปเลย นี่ก็ลงกันกับคำบริกรรม เอาแน่ใจล่ะทีนี้ แต่นี้จะเอาคำบริกรรมนี้ เหมือนว่านักมวยจะเอากัน ต่างคนต่างจ้อ พอระฆังดังเป๋งก็ซัดกันเลย อันนี้พอแน่แล้วระฆังดังเป๋ง คือตัดสินใจเอาละนะ นั่นหมายถึงระฆังดังเป๋ง พุทโธตลอดไม่ยอมให้มันเผลอเลย มันจะตายก็ตาย ทีนี้เอาละที่นี่ซัดกันเลย

เคยพูดวันแรกเหมือนจะสลบไสลนะ คือกิเลสมันอยู่ภายใน มันเคยคิดเคยปรุงมากี่กัปกี่กัลป์ ทีนี้เมื่อเราได้สัดได้ส่วนแห่งการพิจารณาของเราแล้วว่า จะลงในจุดพุทโธเป็นที่ระงับดับนี้ได้ ได้หรือไม่ได้ก็จะเอาตรงนี้ละ นี้ละพอลงใจนี้ผางเหมือนจะเป็นจะตาย จิตอยากคิดอยากปรุง คืออยากคิดอยากปรุงคือเป็นทางของกิเลสที่มันออกเดินตลอดเวลา แล้วมาห้ามกันอย่างกึ๊กเสียทีเดียว เข้าใจไหมล่ะ มันออกช่องนี้ ๆ ออกใจ ตลอดเวลาคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นเรื่องของกิเลสไปหมด ทีนี้ปิดกึ๊กเข้านี่เลยเอาพุทโธ ออกแทน พุทโธ ออกอยู่ข้างบนให้กิเลสอยู่ข้างล่าง ตีกันไปตลอดเวลา ไม่ให้เผลอเลยจริงๆ เป็นยังไงไม่ยอมให้เผลอ แม้ขณะก็ไม่ให้มี นี่จึงเรียกว่าสมกับว่าระฆังดังเป๋งนะ

         เอาอย่างงั้นติดแนบตลอดตั้งแต่ตื่นนอนซัดจนกระทั่งหลับ วันแรกนี้ แหม ทุกข์แสนสาหัส แต่สำคัญมันไม่ปล่อย ล้มก็ไม่ปล่อย ทำยังไงก็ไม่ปล่อยกับ พุทโธ วันแรกหนักมาก ยังไม่ได้เห็นผลอะไรเลย มีตั้งแต่เรื่องความทุกข์ คำว่าความทุกข์ไม่ใช่ธรรมให้เป็นทุกข์ กิเลสสู้กับธรรม ธรรมฟัดกับกิเลสเป็นทุกข์ เข้าใจไหมล่ะ วันสองมันก็ซัดอีกๆ อยู่อย่างงั้น ต่อไปมันก็ค่อยรู้ ค่อยเบาลง ๆ เอ้อเห็นผล ก็ยิ่งหนักเข้าไป นี่ละที่พูดให้ฟังถึงเรื่องการต่อสู้กิเลส สำหรับเราเองเด็ดอย่างงั้นแหละ เป็นยังไงก็ไม่ถอย ตายก็ตาย ถึงวาระที่ว่าเอานะเท่านั้นพอ อะไรจะมาสวนไม่ได้เลย ขาดสะบั้นไปหมด ถ้าลงว่าเอานะด้วยเหตุผลแล้ว นี่ก็เป็นอย่างนั้น

         ความเพียรทุกแบบทุกฉบับเมื่อลงใจตรงไหนแล้วจะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้นเลย เป็นอื่นไปไม่ได้ เด็ดขาดๆ ตลอดเวลา ว่าเป็นที่แน่ใจแล้ว เอานะ เหมือนระฆังดังเป๋งๆ อย่างที่เคยพูดให้ฟังว่านั่งตลอดรุ่ง เอาหนาวันนี้ต้องตลอดรุ่ง เป็นอื่นไปไม่ได้ เป็นไม่ได้จริง ๆ มีข้อยกเว้นข้อเดียว คือเวลาที่เรานั่งหามรุ่งหามค่ำอยู่กับครูบาอาจารย์ อาจจะมีเหตุมีอะไรเกิดขึ้นเกี่ยวกับคนหมู่มากด้วยกัน จึงมีข้อยกเว้นข้อเดียว เว้นแต่ครูบาอาจารย์หรือพระเณรในวัดนี้เกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินภายในวัดนี้เท่านั้น เราถึงจะลุกออกจากที่ไปช่วยเหตุการณ์นั้น ถ้าไม่มีนี้แล้วเรียกว่าปิดหมด

         เจ้าของจะเป็นอะไรก็ตามไม่มีข้อยกเว้น เอ้า ปวดหนักถ่ายออกเลย ปวดเบาออกเลย ทำอะไรๆ ก็ตาม แม้ล้มลงนี้พอรู้สึกตัวแล้วจะลุกขึ้นนั่งทันที ความสัตย์ความจริงที่ตั้งไว้แล้วนะ เอาหนา คือนั่งตลอดรุ่งนี่จะไม่ให้บกพร่องไปได้เลย นี่ก็อย่างนั้นละ ฟาดนี้จน โถ ใครไม่เคย ให้ลองดูซินั่งตลอดรุ่ง เราเคยมาแล้วพูดได้อย่างอาจหาญทีเดียว เรื่องความทุกข์ความทรมาน ร่างกายของเรานั่งอยู่นี่นะ ความทุกข์ที่มันโหมตัวเข้ามาอย่างเต็มที่นี้มันเหมือนไฟ ตัวของเราเหมือนหัวตอ เหมือนท่อนฟืนอันหนึ่ง แล้วไฟโหมเผาเข้ามา เอ้าไหม้ก็ให้มันไหม้ จิตมันจะฉิบหาย มันจะตายเอาให้มันเห็น อะไรจะตายก่อนตายหลัง ทุกข์นี่ทุกข์มากแสนสาหัส แต่สติปัญญามันไม่ถอยนะ 

         พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ แยกทุกข์ แยกกาย แยกทุกสิ่งทุกอย่าง หมุนติ้วๆ ทุกข์มากเท่าไรสติปัญญายิ่งหมุน อยู่เฉยๆ ไม่ได้ ทนไม่ได้นะ ทนเฉยๆ ไม่ถูก ทุกข์มากเท่าไรยิ่งหมุนติ้วๆ มันก็ทันกันๆ ทีนี้พอมันรอบตัวแล้ว ที่ไฟมันโหมตัวไหม้เราอยู่สดๆ ร้อนๆ นั้นดับพรึบเลยร่างกาย จากนั้นหายเงียบเลย จิตลงเต็มที่แล้ว พอถอนขึ้นมา ได้พยานแล้วที่นี่ เอาละมันจะเลยตายก็ให้เลยซิที่นี่ มันได้สักขีพยาน นี่ละที่พูดถึงเรื่องการทำความเพียร แต่มันไม่เป็นทุกคืนนะ ถ้าคืนไหนพิจารณาจับติดๆ อย่างนั้นไม่นานลงผึงเลย ร่างกายไม่บอบช้ำ

ถ้าวันไหนเหมือนกับคีมเราปากมันไม่คม หนีบปั๊บหลุดปุ๊ดๆ อย่างนี้วันนั้นทุกข์มากนะ ถ้าหนีบปั๊บติดปั๊บนี้ไม่นานลง สติปัญญาเราแม่นยำๆ ไม่คลาดเคลื่อนลงได้เร็ว พอถึงเวลาแล้วซึ่งนั่งเวลาเท่ากัน อย่างน้อยสว่าง มากกว่านั้นบางทีตะวันโผล่ขึ้นมาก็มี นี่เวลาเท่ากัน ร่างกายไม่บอบช้ำนะ วันไหนพิจารณาได้ถนัดชัดเจน เหมือนว่าคีมเรานี่หนีบปั๊บติดปั๊บๆ นี้ไม่นาน สติปัญญาเฉียบแหลมทันกัน พอถึงเวลาลุกไปเลยนะ นี่เวลาเท่ากัน มันสำคัญอยู่ที่จิต ถ้าจิตดีร่างกายไม่บอบช้ำ ถ้าจิตพิจารณาสติปัญญาไม่ทัน หรือเหมือนกับคีมปากไม่ดี วันนั้นเวลาจะลุกขึ้นรู้แล้ว ต้องได้แก้ไขดัดแปลงอย่างเต็มที่ พอถึงเวลาแล้วจะลุกมาไม่ได้นะ มันตายหมดแล้วตั้งแต่เอวลงไปนี้ เรียกว่าหมด ส่วนนี้ยังดี เวลาเราลุกขึ้นอันนี้มันตายหมดแล้ว ลุกขึ้นได้ยังไง พอลุกก็ล้มผางเลย ล้มแล้วลุกไม่ขึ้นต้องเอามือค้ำเอาไว้ ก็ต้องเหยียดเท้าดู

จากนั้นมาพอวันไหนบอบช้ำมากมันก็รู้แล้ว เพราะมันเป็นบทเรียนสำคัญ ต้องนั่งอยู่เฉยๆ แล้วมือไปจับขาดึงออก จับขาที่นั่งขัดสมาธิ วางทางนั้น วางทางนี้ ทิ้งไว้นั้นก่อน แล้วคอยสังเกตดู เลือดลมมันจะค่อยเดินของมันๆ ถ้ามันยังเฉย เรียกว่ามันตายแล้วนะนี่ ถ้ามันยังเฉยอย่าลุก ลุกล้มเลย สังเกตดูเลือดลมมันจะค่อยออกของมันไป แล้วกระดิกนิ้วเท้าดู นิ้วเท้าถ้ากระดิกได้ นั่นเริ่มแล้วละจะดีแล้ว ถ้ากำหนดกระดิกยังเฉยอยู่นี้อย่าลุก กระดิกได้ๆ แล้วคู้เข้าลองดู เหยียดออกลองดู แน่ใจแล้วลุกไป เราเคยล้มแล้วนี่ คืนแรกเลยแหละ ฟาดทั้งหงายเลย จนกระทั่งเจ้าของงงเจ้าของ อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้ ล้มแล้วลุกไม่ขึ้น ทำไงก็ไม่ขึ้น ทางนี้ตายหมดแล้ว ทำไมเป็นอย่างนี้

มันไม่รู้นี่ มันไม่เจ็บ มันตายไปแล้วมันไม่เจ็บนะ เฉย ตอนฟัดกันอยู่มันก็สุดเหวี่ยงของมัน จากนั้นมาแล้วก็เป็นครู วันไหนลำบากมากๆ วันนี้จะต้องได้ทำอย่างนี้ๆ ถ้าวันไหนสะดวกแล้วลุกไปเลย นี่ทุกข์หรือไม่ทุกข์ท่านทั้งหลายฟังซิน่ะ ที่ได้นำมาสอนท่านทั้งหลายเวลานี้ ถึงขนาดนั้น เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ถ้าไม่สว่างแล้วเป็นไม่ลุก  เอากันว่าเอานะเท่านั้นพอ แต่มันไม่เคยตาย ถึงตายก็ตายได้จริงๆ ที่จะให้ถอยกลัวความตายนี้ไม่มี ลงความสัตย์ได้ผึงเข้าไปแล้ว คำสัตย์นี้ใหญ่โตมากที่สุดเลย นี่การฝึกฝนอบรมตนเอง ขั้นเริ่มแรกละนี่ ขั้นเริ่มได้หลักได้เกณฑ์มาแล้วอันนี้ก็ก้าวขึ้นเลย หมุนกันขึ้นไปเลย ลำบากลำบนมากที่สุด ลำบากการภาวนาเป็นขั้นเป็นตอน

ขั้นล้มลุกคลุกคลานทุกข์ทางร่างกายมากที่สุด ทีนี้เวลาได้หลักได้เกณฑ์ ทางด้านจิตใจของเราได้หลักได้เกณฑ์ ร่างกายนี้ไม่ค่อยทุกข์ ใจนี้หมุนติ้วๆ นี่การฝึกฝนทรมานตนเอง ไม่หวังอะไรหวังธรรมเท่านั้น เพราะความเด็ดอยู่ในหัวใจนี้ หวังขอให้ได้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ จะไม่ต้องการเป็นอะไรอีก ไม่ให้มีอะไรสืบต่อ เพราะฉะนั้นความเพียรมันถึงได้หมุนติ้วๆ ไม่มีคำว่าย่อหย่อนอ่อนกำลังเลย พิจารณาย้อนหลังว่า ความพากเพียรของเรานี้อ่อนตรงไหน ท้อถอยตรงไหน ไม่มี มีแต่ได้ขยะๆ ความเพียรของตัวเอง มันรุนแรงมาก เพราะสังขารร่างกายมันกำลังแข็งแรงด้วย พอเราหยุดทรมานเมื่อไรมันก็ดีดของมันเลย ทีนี้เวลาเราพิจารณาไป โอ๋ย ขยะๆ นะ

นี่ละเป็นยังไง ถึงมันจะตายมันก็ไม่ได้ถอย ถ้าลงจิตได้เด็ดเข้าไปแล้วนะ ไม่มีอะไรใหญ่กว่าคำสัตย์คำจริง ความตายไม่มีความหมาย นี่จึงพยายามเต็มกำลังความสามารถ แต่จิตของเรามันก็ก้าวไปเรื่อยๆ เพราะอำนาจแห่งความเพียรนี้ละ ล้มลุกคลุกคลานก็ได้เคยพูดให้ฟัง น้ำตาร่วงอยู่บนภูเขาก็พูดให้ฟัง ฟาดจนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย จะไม่นอนทั้งวันทั้งคืน เวลามันได้เห็นโทษกิเลสก็เห็นอย่างเต็มหัวใจ จะอยู่ด้วยกันอีกไม่ได้แล้ว เวลาเห็นคุณของธรรมเครื่องเชิดชูที่จะให้หลุดพ้น ก็มีแต่ที่จะให้หลุดพ้นโดยถ่ายเดียว เมื่อต่างฝ่ายต่างมีกำลังแล้วลืมหลับลืมนอนนะ นอนไม่หลับๆ ฟาดตลอดรุ่ง นั่งภาวนาก็นั่ง จากนั้นเดินจงกรมก็เดิน เวลาจะนอน นอนมันก็ไม่ถอย มันหมุนของมันเป็นธรรมจักร

นี่เรียกว่าสติปัญญาแก้กิเลส แก้โดยอัตโนมัติ เมื่อถึงขั้นมีกำลังวังชาแล้ว ธรรมแก้กิเลสนี่แก้โดยอัตโนมัติเหมือนกัน คำนี้ท่านทั้งหลายเคยได้ยินมาจากใคร เรานี่เองเป็นผู้พูดออกมา เรานี่เองผู้เป็น ถึงขั้นมันหมุนของมันแล้วอยู่ที่ไหนเป็นหมด ขั้นธรรมมีกำลังวังชาแล้วอยู่ที่ไหนแก้แต่กิเลสโดยถ่ายเดียว แม้ที่สุดเราฉันจังหันอยู่นี้ มันไม่ได้สนใจนะกับอาหารว่ามีรสชาติประการใด มันหมุนอยู่อันหนึ่ง กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่ เวทีอยู่ภายในใจนี่ มันไม่ได้อยู่กับอาหารหวานคาว นี่ถึงคราวมันเป็น มันหมุนของมันอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งหลับบางทีมันไม่หลับ บังคับให้หลับ อันนี้มันมีแต่จะทำงาน นี่เรียกว่าธรรมมีกำลังจากการฝึกฝนอบรมของเราเต็มเม็ดเต็มหน่วยมา จนกระทั่งมีกำลังวังชาขึ้น ถึงขั้นธรรมมีกำลังเป็นอัตโนมัติ แก้กิเลสเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องมีใครมาบอกมาบีบบังคับ คำว่าความเพียรหายเลย คือมันเลยความเพียรไปแล้ว ต้องรั้งเอาไว้ ไม่หลับไม่นอน ไม่พักไม่ผ่อน มันจะเอาให้ตายจริงๆ เพราะภายในนี้มันฟัดกันอยู่

กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่ภายในใจ เป็นวงในระหว่างนักมวยต่อยกัน นี่ละจิตที่เวลาเข้าถึงธรรมอัตโนมัติ แก้กิเลสนี้แก้เองเป็นเอง ได้รั้งเอาไว้ ถ้าเราจะนอนจริงๆ ต้องบังคับให้อยู่กับพุทโธ จะพักกิริยาของจิตที่มันฟัดกับกิเลสไม่ให้มันออกต่อยกัน ให้อยู่ภายในนี้ เรียกว่าให้น้ำ แล้วมันก็หลับได้ พอตื่นปั๊บ ปั๊บแล้วนะ ต่อยแล้ว กรรมการอยู่ไหนไม่สนใจ ต่อยแล้วๆ จนกระทั่งหลับๆ เดินจงกรมตั้งแต่ฉันจังหันเสร็จแล้ว ก้าวลงไปทางจงกรมแล้วไม่รู้จักขึ้น คืออันนี้มันต่อยอยู่ภายในอัตโนมัติ กิเลสกับธรรมฟัดอยู่ภายใน สติปัญญาเป็นอัตโนมัติหมุนติ้วๆ กิเลสอยู่ที่ไหนๆ มันตามรู้ตามฆ่าตามสังหารตลอด โดยไม่ต้องได้บังคับ ความเพียรนี้ไม่มี ตอนนี้ไม่มีความเพียร ต้องรั้งเอาไว้ถึงได้ ไม่งั้นมันจะเลยเถิด

เวลาความเพียรอุตส่าห์พยายามนี้มี เพียรหนักเพียรเบามีด้วยกันทุกคน พอถึงขั้นนี้แล้ว พูดว่าเพียรนี้ไม่ได้เลย นอกจากพูดแต่ต้นถึงโน้นเลยว่า ความเพียรเพื่อพ้นทุกข์เท่านั้น แต่ในระหว่างทาง อันนี้ไม่มีเพียร มีแต่หมุนติ้วๆ นี่ละฟังเอาซิ กิเลสธรรมดาของมันมันทำงานบนหัวใจสัตว์เป็นอัตโนมัติมาทุกหัวใจตลอดตั้งกัปตั้งกัลป์ ที่สัตว์โลกทั้งหลายหมุนตายกองกันอยู่นี้ มีตั้งแต่กิเลสทำงานโดยอัตโนมัติ มันเป็นของมันเอง มันชิน เพราะฉะนั้นเวลาเราบังคับ เอาพุทโธเหยียบหัวมันไว้มันถึงบืน มันจะออกสร้างวัฏฏะ เอาพุทโธตีเข้าๆ แล้วมันก็อยู่ อำนาจของธรรมพาให้สงบเย็น แล้วสร้างฐานขึ้นมาเรื่อย จนกระทั่งนั่งหามรุ่งหามค่ำได้ จากนั้นก็ต่อ ต่อเข้าไปนั้นก็เป็นอัตโนมัติละที่นี่

อัตโนมัติคือสติปัญญาฆ่ากิเลส เป็นอัตโนมัติตลอดเลย จากอัตโนมัติอันนี้แล้วเป็นอัตโนมัติขั้นละเอียดๆ ก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญา อัตโนมัติอันนี้ยิ่งซึมซาบไปเลย จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไม่มีอะไรเหลือเลย สติปัญญาประเภทอัตโนมัติหรือมหาสติมหาปัญญานี้เหมือนกับเครื่องมือทำงาน พอเสร็จแล้วเครื่องมือนี้ปล่อยเอง ไม่ต้องไปบอกว่าให้ปล่อยเครื่องมือ ปล่อยมีดปล่อยขวานปล่อยสิ่วปล่อยกบ ปล่อยอะไรปล่อยซี ปล่อยช้อนปล่อยหม้อปล่อยถ้วยอย่างนี้ไม่ต้องบอก มันอิ่มแล้วมันรู้เอง มันปล่อยไปหมด

อันนี้ก็เหมือนกัน เวลามันหมุนนี้ โถ จนกระทั่งได้มาคิด คิดจริงๆ นะไม่ใช่ธรรมดา คือมันหมุนเสียเจ้าของจนจะตาย ร่างกายนี้บอบช้ำมาก แต่อันนั้นไม่ถอย เอ๊ เราคิดไว้ตั้งแต่ก่อนว่า ความพากเพียรที่เราหมุนแทบเป็นแทบตายในเบื้องต้นที่ตะเกียกตะกายนั้น มันเป็นความทุกข์มาก แล้วเอาความสุขความเบาข้างหน้ามาปลอบมัน เอ้อ เวลานี้มันกำลังตะเกียกตะกาย มันก็ต้องทุกข์บ้างนั่นแหละ เวลาจิตมีความสงบผ่องใสละเอียดลออเข้าไปแล้วมันจะเบา ว่าอย่างนี้ เจ้าของปลอบเจ้าของ ปลอบเอาด้นๆ เดาๆ นั่นแหละ มันจะค่อยเบาไปๆ เราก็คิดอย่างนั้นจริงๆ นึกว่ามันจะเบาไปๆ

ทีนี้เวลาก้าวเข้าถึงขั้นที่เราคาด มันไม่ได้เป็นอย่างคาดซิ มันหนักเท่าไร ความเพียรยิ่งหมุนของมันๆ จนกระทั่งจะไม่ได้หลับได้นอน มันก็มาคิด เอ๊ แต่ก่อนเราว่า ค่อยตะเกียกตะกาย ทุกข์ก็ทนไปเถอะ เวลาจิตละเอียดแล้วมันจะเบาไปๆ มันเบายังไงนี่มันไม่ได้นอนทั้งคืน มันเอาเจ้าของนะ มันเบาอะไร นี่ความจริงเป็นอย่างนี้ พอว่าเท่านั้นปั๊บมันก็ใส่แล้ว ตูมๆ แล้ว จนกระทั่งกิเลสมันขาดสะบั้นลงหมดประจักษ์ ถามใครว่างั้นเลยนะ พระพุทธเจ้าสอนว่า สนฺทิฏฺฐิโก ใครเป็นคนประกาศไว้ธรรมข้อนี้ ประกาศไว้เพื่อใคร ก็เพื่อผู้ปฏิบัติ เมื่อรู้มันก็เป็นอย่างเดียวกันนั้น

เราพูดแล้วสาธุทันทีเลย พระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์ก็ตามไม่ทูลถาม นั่นเห็นไหมล่ะ ก็ของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน ด้วย สนฺทิฏฺฐิโก แล้วถามใคร ธรรมะนี่ธรรมะเด็ดขาดของพระพุทธเจ้า ถ้ายังไปถามพระพุทธเจ้าอยู่ ธรรมะข้อนี้ก็ไม่เด็ดขาด พระพุทธเจ้าก็ไม่มีความหมายใช่ไหม ความรู้ของเราก็เหลว นั่น นี่ความรู้ก็จริงจังเข้าไปด้วย เป็นไปตามนั้น ทูลถามพระพุทธเจ้าทำไม

ที่นี่คำว่ามหาสติมหาปัญญาที่หมุนตัวเป็นเกลียว ทำงานฟัดกับกิเลส ปล่อยเองนะไม่ต้องบังคับ วางเองหมดโดยสิ้นเชิง ทีนี้เบาหรือไม่เบาเลยไม่ถามคราวนี้ ไอ้ที่ว่าตะเกียกตะกายมาถึงขั้นนี้แล้ว ละเอียดลออแล้วมันจะค่อยเบาไป มันไม่ได้เบา จนกระทั่งปล่อยหมดแล้วมันถึงจะเบา ปล่อยงานหมดแล้วมันถึงจะเบา ทำงานส่วนหนักก็เป็นงาน ส่วนเบาก็เป็นงาน ส่วนละเอียดก็เป็นงาน เป็นงานทั้งนั้นมันจะเบาได้ยังไง งานติดมือมันอยู่นี้ จนกระทั่งงานเสร็จแล้วปล่อยหมด นั่นมันถึงเบา กิเลสขาดสะบั้นลงจากใจแล้วเบามหาเบา

ไม่มีใครที่จะรู้จะเห็นได้ ไม่มีใครจะเหมือนธรรมชาตินั้น ไม่มีอะไรเลิศเลอยิ่งกว่าธรรมชาตินั้น นี่ที่พระพุทธเจ้าท้อพระทัย มาเอากันตรงนี้ เวลาเจอเข้าไปแล้วไม่มีอะไรเหมือนเลย พระองค์ท้อพระทัย นี่เคยพูดแล้วไม่ใช่เหรอ เอามาอวดท่านทั้งหลายเหรอที่พูดนี้ เราเองมันก็เป็นนี่ เคยคาดเคยคิดไว้ยังไง พอมันจ้าขึ้นมานี้ โห สอนไปทำไมสอนโลก สอนไปที่ไหนพูดไปที่ไหนเขาจะหาว่าบ้า เราอยู่ไปพอถึงวันตายไปเสียเท่านั้น ไปสอนใครเขาจะหาว่าบ้า ไปสอนเขาทำไมเมื่อมันเป็นอย่างนี้ เราเอาย่อๆ เอาอย่างนี้นะ มันยังเป็นได้

นี่ธรรมพระพุทธเจ้าเมื่อถึงขั้นมันหมุน มันหมุนของมัน เห็นโทษมากเท่าไรเห็นคุณก็มากเท่ากัน มันก็หมุนตลอดเลย มีแต่จะให้พ้นอย่างเดียว อยู่ไม่ได้ว่างั้นเถอะ นี่ละธรรมพระพุทธเจ้ามีหรือไม่มี หรือว่ามาโกหกท่านทั้งหลายเหรอเวลานี้ ให้กิเลสมาเหยียบหัวเหยียบธรรมไปหมดเหรอ พูดเรื่องอรรถเรื่องธรรมพูดไม่ได้ เวลานี้กิเลสมันหนามันแน่น ผู้ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ด้วยกันหย็อกๆ แหย็กๆ ทั้งเป็นนักบวชเหมือนกันนั่นแหละ พูดเรื่องธรรมพูดไม่ได้ กิเลสมันมีอำนาจเหยียบได้ทุกเพศทุกวัยนั่นแหละ ธรรมมันไม่ได้สนใจ ธรรมเป็นเหมือนมูตรเหมือนคูถ กิเลสเป็นเหมือนทองคำทั้งแท่ง เวลานี้เต็มอยู่หัวใจสัตว์ มีแต่กิเลสเสกสรรตัวเองโดยหลักธรรมชาติของมัน เป็นทองคำทั้งแท่ง แต่เหยียบทองคำทั้งแท่งนั้นลงมาเป็นมูตรเป็นคูถไปเสียหมด เวลานี้กำลังเป็นอย่างนี้นะ

ต่อไปนี้พวกเราจะเข้าวัดเข้าวาไม่ได้นะ ทองคำทั้งแท่งของกิเลสมันจะเหยียบเอาๆ นี่เขาไปวัดแล้วนะ พูดเยาะพูดเย้ยพูดถากพูดถาง นี่เขาจะไปวัด ยังเหลือแต่พวกเราแหละ ก็ดีเขาไม่มาหาแย่งปูแย่งปลาตามบึงตามบ่อ เราจะสนุกทอดปลา หาปลาได้สนุก พวกนี้ไม่มาแย่งเรา มันไปอย่างนั้นอีกนะ ต่อไปนี้จะเป็น เวลานี้ยังไปวัดไปวาบำเพ็ญศีลธรรมได้ธรรมดา ถึงกิเลสจะเหยียบย่ำทำลายถึงเรื่องมรรคเรื่องผล ใครพูดขึ้นไม่ได้กิเลสเหยียบๆ นี้ก็ตาม ยังมีนี้อยู่ก็ตาม แต่ยังปล่อยให้ไปวัดไปวาอยู่ คือไปธรรมดา ถ้าหากว่าหนักกว่านั้นแล้ว ไปวัดต้องได้ขโมยไปเหมือนขโมย เพราะพวกนี้เห็นไม่ได้มันตามเหยียบเอาเลย ถากถาง เข้าใจแล้วนะ

นี่ก็ระวังนะ เวลานี้เราทำความพากความเพียรก็ได้ ต่อไปนี้จะทำความพากความเพียรก็จะอายตัวเองละนะ มันสู้หมอนไม่ได้ไปหาทำอะไร ทำไปแล้วมันไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร นอนเสียดีกว่า ความนอนเลยดีกว่ามรรคผลนิพพาน มันกำลังจะเป็นในหัวใจเรานะ เข้าใจไหม นี่เราเดินจงกรมมาก็นาน เราบวชมาก็นาน เราปฏิบัติมานี้ก็นานไม่เห็นได้อะไร หยุดเสียดีกว่า เห็นไหมนี่มันเข้าแล้วนะนั่น ตัวเราเองนั่นละเข้าใจหรือ ไม่ต้องอายใครไม่อายใครละ ดูตัวเองก็แล้วกัน เอาละแค่นี้

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก