จักราชเป็นเวทีแรก
วันที่ 1 ธันวาคม 2546 เวลา 8:40 น. ความยาว 40.22 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

จักราชเป็นเวทีแรก

 

         นายพรชัย วังคำแหง และเพื่อนๆ แรงงานไทยในเกาหลีใต้ น้อมถวายทองคำ ๓ บาท ดอลลาร์ ๕๐ ดอลล์ เงินไทย ๑๕๐ บาท เอ้า สาธุเสีย (สาธุ) เขาอยู่เมืองนอกเขายังรู้พ่อรู้แม่เขาเห็นไหม ยังอุตส่าห์ส่งมาๆ (ทางอเมริกานิมนต์พระไปรับผ้าป่าช่วยชาติเป็นครั้งที่สอง) เขาก็อยากทำบุญเพื่อชาติของตน เป็นครั้งที่สองแล้วนี่

สรุปทองคำและดอลลาร์วันที่ ๓๐ เมื่อวานนี้รวมทั้งวัน ซึ่งเป็นวันรวมพระกรรมฐาน ประชุมกรรมฐานเราพร้อมกับประชาชน มารวมกันเมื่อวานนี้ ผลแห่งการบำเพ็ญเมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๔๒ กิโล ๕๒ บาท ๘ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑๙,๙๖๐ ดอลล์ ทองคำที่ได้หลังจากมอบแล้วเวลานี้ ซึ่งเราจะมอบคราวต่อไปนี้ เวลานี้ได้แล้ว ๘๑๙ กิโล ๔๘ บาท ๙๖ สตางค์ ยังขาดอยู่ ๒๑๘ กิโล จะครบจำนวน ๑,๐๓๗ กิโล ดอลลาร์ได้แล้ว ๒๙๐,๙๖๗ ดอลล์ รวมทองคำที่ได้แล้วทั้งหมด ทั้งที่มอบแล้วและยังไม่ได้มอบเป็น ๘,๕๔๔ กิโลครึ่ง ยังขาดอยู่อีก ๑,๔๕๕ กิโลครึ่งจะครบ ๑๐ ตัน ดอลลาร์ที่ได้แล้วทั้งหมด ๘,๕๙๐,๙๖๗ ดอลล์ ยังขาดอยู่อีก ๑,๔๐๙,๐๓๓ ดอลล์จะครบ ๑๐ ล้านดอลล์ เมื่อวานนี้เงินสดได้ ๓,๓๐๑,๐๙๒ บาท

(ผู้กำกับฯ อ่านรายการรับผ้าป่าช่วยชาติตามจังหวัดต่างๆ มีวัดป่าจักราช อ.จักราช นครราชสีมา วันที่ ๓๑ ธันวา รวมอยู่ด้วย) นี่ที่จะได้กลับไปวัดป่าจักราชก็มีวันนี้ละวันที่ ๓๑ ตั้งแต่จากมาแล้วไม่ได้ไปอีกเลย พอขึ้นมาจากกรุงเทพก็มาจำพรรษาที่นั่นเลย พอออกพรรษาแล้วมาจนกระทั่งป่านนี้ไม่ได้กลับไปอีก ปี ๒๔๘๒ หรือ ๒๔๘๓ น้า จนกระทั่งป่านนี้ ๒๔๘๓ หรือไง จนกระทั่งป่านนี้ วันนี้แหละวันที่ว่านี่ถึงจะย้อนกลับไปที่จักราช ไปเทศน์ที่นั่น จักราชนี่ก็เป็นวัดที่ทรงบุญทรงคุณต่อเราอยู่มาก เร่งความเพียรที่นั่น เอากันหนักเหมือนกัน พรรษา ๘ จำพรรษาที่นั่น ออกจากกรุงเทพเรียกว่าขึ้นเวที จักราชเป็นเวทีแรกแหละ หนักมากอยู่นะไม่ใช่เล่น พอจากนั้นมาทีนี้ก็เรื่อยเลย เรื่องทำงานหนักในการฆ่ากิเลส

เพราะฉะนั้นพูดจึงไม่จืดไม่จาง พูดเผ็ดๆ ร้อนๆ มีรสมีชาติในหัวใจตลอดไป ความหนักในเรื่องความเพียรของตัวเองนี้ ตั้งแต่เริ่มพรรษา ๘ ที่หนัก หนักจนกระทั่งถึงที่ว่า ๙ ปีเต็ม คราวนี้จะได้ย้อนไปจักราชอีก ฉลองบุญฉลองคุณของเขา วัดหนองผือก็เหมือนกัน ได้เลี้ยงดูพระเณรจำนวนมากมายมาตลอดที่พ่อแม่ครูจารย์อยู่นั้น คิดดูเราตัดสินใจลงไปแล้วแต่ยังไม่ได้พูด ปลงใจแล้วตั้งหน้าจะไปจำพรรษาที่ถ้ำวาริชภูมิ พอไปก็มีโยมแกเคยไปวัดหนองผืออยู่โดยสม่ำเสมอ วันนั้นแกทราบ หรือยังไงเราก็ทราบไม่ได้ แกขึ้นไปหาเราบนถ้ำ เราไปกับท่านเพ็งจะไปจำพรรษาที่นั่น

ลงมาจากวัดดอยธรรมเจดีย์ก็ลงมาวัดสุทธาวาส ท่านเพ็งมาด้วยกัน จากนั้นก็ไปด้วยกันจะไปจำพรรษาที่นั่น เขาก็ไปเล่าสภาพของวัดป่าหนองผือให้ฟัง โอ๋ย สลดสังเวชนะ ว่าวัดร้างนั่นน่ะที่มันสะดุดแรง แต่ก่อนวัดหนองผือนี้เหลืองอร่าม พระเณรเต็มวัดตลอด มีพ่อแม่ครูจารย์เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร พอท่านล่วงไปแล้วเวลานี้เหมือนวัดร้าง ยังเหลืออยู่พระหลวงตาสองสามองค์ เราสะดุดใจอย่างแรง ไม่ถามไม่ตอบเลยพอแกพูดอย่างนั้น แกก็เล่าธรรมดา แกไม่รู้ว่าเราเอาจริงเอาจังกับอะไร ไปสะดุดเราอย่างไรบ้าง แกลงไปแล้วก็พิจารณาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถึงบุญถึงคุณของบ้านหนองผือ เวลานี้จะกลายเป็นวัดร้างยังไงกันนี่

ตัดสินใจ พอตอนเช้าตื่นขึ้น ฉันเสร็จแล้ว ไป กลับหนองผือ เอ้า จะกลับไปไหนอีก ท่านเพ็ง นิสัยอย่างนั้น กลับไปยังไงอีก ไม่ได้ยินหรือเมื่อวานนี้เฒ่าทิดผานมาเล่าให้ฟังนั่นน่ะ เขาว่ายังไงบ้าง ก็เข้าใจทันทีเพราะนั่งอยู่ด้วยกันในถ้ำ นี่ละเหตุที่จะได้กลับไป ตัดสินใจกลับไป จวนเข้าพรรษา พอไปถึงหนองผือเป็นวันเดือน ๘ ขึ้น ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำก็ประชุมเข้าพรรษา พระมีสองสามองค์แก่ๆ จริงๆ พอเราเข้าไปนั้นแล้วเรื่องกระจายออกไปข้างนอก พระเณรหลั่งไหลเข้าไป ปีนั้นจำพรรษาร่วม ๓๐ นะ ไล่เลี่ยกับปีพ่อแม่ครูจารย์อยู่ ๓๐ กว่า ส่วนมากจะอยู่ใน ๓๕-๓๖ เราไปปีนั้นย้อนกลับมาอีกแน่นหนามั่นคง ดูเหมือน ๒๘ หรือ ๒๙ องค์ ที่หนองผือ ที่ย้อนไปจักราช ก็คือจักราชเป็นเวทีแรกที่เราขึ้น หนักอยู่ตรงนั้น นี่ก็หนองผือนั่นละถึงกลับมาสนองคุณหนองผือ คืนไปจำพรรษานั้นปีหนึ่ง

ส่วนวัดดอยธรรมเจดีย์ เราขึ้นเราลงอยู่เรื่อยเป็นประจำ ไม่มีจืดนะ วัดดอยธรรมเจดีย์ไม่จืดเลย แต่ก่อนเรามาถึงปั๊บแล้วขึ้นไปข้างบนเลย แต่เวลานี้ขึ้นลำบากลำบนเลยไม่ขึ้น ไปบ่อยๆ หากไม่ขึ้น

เมื่อวานนี้เทศน์ก็เพื่อให้พระได้คติเครื่องเตือนใจ เราเทศน์แบ่งภาคทั้งสองภาค ประชาชนก็ให้เข้าอกเข้าใจเรื่องศีลเรื่องธรรม เรื่องศาสนา พระเณรก็ให้เข้าใจในภาคภาวนาเรื่องมรรคเรื่องผล นิพพาน เป็นการเตือนสติ เทศน์อยู่เป็นเวลาชั่วโมง ๑๒ นาที หนักมากเมื่อวานนี้ นี่ที่ว่าเป็นความจำเป็นๆ อย่างไปกรุงเทพหมุนตลอดตั้งแต่ไปเลย ก็อย่างนั้นแหละ เราต้องเป็นผู้ทำหน้าที่เอง คนอื่นทำแทนไม่ได้ มันเรื่องบุญเรื่องกรรม เรื่องหน้าที่การงานของใครของเรา ต้องทำไปตามนั้น หนัก ทุกข์ลำบากขนาดไหนต้องทนเอาตามเหตุการณ์ที่ได้กำหนดตายตัวไว้แล้ว

ทองคำเราก็แน่ใจเลยว่าต้องได้ ๑,๐๓๗ กิโลไม่สงสัย เพราะฉะนั้นเวลาไปกรุงเทพคราวนี้จึงจะหมุนใหญ่เลย รีบรวบรวมให้รู้ชัดเจน ให้สมกับที่เราได้สั่งเสียอย่างเด็ดอย่างขาดไว้กับโรงหลอมเขา เขาจะพยายามเอาให้ได้ให้พอ เวลานี้ทองคำขาดสต๊อกเขาว่างั้น ขาดก็ไปหามาให้เต็มที่ เขารับรองว่าได้ เราเป็นคนสั่งให้ได้เท่านั้น คือถ้าเป็นคำพูดของเราเข้าโรงหลอม เขาจะจัดตามร้อยเปอร์เซ็นต์เลย อะไรๆ ต้องมายุติที่เรา ถ้าเราสั่งไปแล้วก็ตายตัวไม่เคลื่อนคลาดแหละ ตายใจด้วย อันนี้โรงหลอมก็สั่งไปเรียบร้อยแล้ว ว่าทัน ๓๗ กิโล

งานทองคำ ๑๐ ตันนี้อย่างช้าที่สุดต้อง ๒๕๔๗ แต่เราจะไม่ให้ถึง ๔๗ เต็มนะ จะอยู่ในย่านกลาง คือคราวนี้มอบแล้วทองคำจะลดลง ที่ขาดจะมีจำนวนน้อยลง เรากะว่าจะมอบ ๒ ครั้ง คือพอมอบนี่แล้วมันน่าจะไม่ถึงตัน ที่ขาดอยู่นะ เรากะว่ามอบ ๒ ครั้ง เช่น ครั้งละ ๔๐๐ หรือ ๕๐๐ อะไรแล้วก็พอ เพราะครั้งต่อไปมันไม่รุนแรงเหมือนครั้งนี้ ครั้งนี้เป็นงานของชาติเต็มเม็ดเต็มหน่วยร้อยเปอร์เซ็นต์ เกี่ยวกับเรื่องการทอดกฐิน ผลประโยชน์จึงต้องมากกว่ากัน เราจึงเน้นหนักตรงนี้ๆ จากนั้นก็ธรรมดา

ส่วนการเทศนาว่าการนั้น ไม่ว่านอกโครงการในโครงการ เราจะเทศน์ตามธาตุตามอัธยาศัย เราจะไม่ไปตามโครงการ เขานิมนต์ในโครงการเราก็ถือเป็นธรรมดาเหมือนกันหมด ควรที่จะไปได้เราก็ไป นอกโครงการก็เหมือนกัน ควรที่จะไปเทศน์ได้เราก็ไป ไม่ควรเราก็ไม่ไป เพราะเราประกาศไว้เรียบร้อยแล้วว่า สิ้นเดือนธันวาเป็นเดือนยุติจากโครงการกับเราที่ถูกบังคับให้ไปเทศน์ในที่ต่างๆ นั้นปัดออกแล้ว ให้เป็นอัธยาศัยขึ้นแทน ตามธาตุตามอัธยาศัยของเรา เรื่องเทศน์เดี๋ยวนี้รู้สึกว่ายิ่งมากขึ้น เราว่าจะลดจะงดเท่าไร การเทศน์ยิ่งมากขึ้นๆ มากก็ตามมันอยู่กับเราจะว่าไง ผู้เทศน์ก็คือเรา เราต้องสังเกตเราเอง

วันที่ ๒๓ ที่เทศน์พุทธมณฑล อันนี้ฟ้าหญิงก็นิมนต์เปรยๆ มาหาวันที่ว่างของเดือนพฤศจิกา วันไหนเราว่างอะไรๆ ถามมา ถ้าว่างตรงไหนก็อยากจะนิมนต์ตรงนั้น ไปเทศน์ที่พุทธมณฑล พระก็มาเล่าให้เราฟัง เราบอกเดือนนี้ให้ปัดหมดเลย บอกไม่ว่าง ว่างั้นเลย ปัดหมดไม่บอกวันไหนว่างไม่ว่าง บอกไปเดือนนี้ไม่ว่าง เพราะฉะนั้นถึงหยุดไป เดือนธันวาเราจะมาอีก คราวนี้เลยมานิมนต์ วันไหนว่างในระยะที่ท่านไปเดือนธันวานี้ ว่างวันไหนๆ คือท่านมานิมนต์ไว้แล้ว ท่านขอไว้ขอให้มีวันว่างตอนเดือนธันวา เพราะฉะนั้นพอว่าเราจะไปเดือนธันวา ท่านว่างวันไหน ก็คือวันที่ท่านขอไว้แล้วเป็นวันไหนน่ะ ความหมายว่างั้น พระก็มาถามเรา เราก็ว่าลงวันที่ ๒๓ นั้นแหละ ก็จะไปเทศน์ที่พุทธมณฑลวันที่ ๒๓ ปลูกต้นโพธิ์ คนก็คงจะมามากอยู่ เราเคยไปเทศน์พุทธมณฑลหนหนึ่งเหมือนกัน คนก็ไม่มากนัก ถ้าเราจะเทียบในที่ทั้งหลาย ดีไม่ดีพุทธมณฑลสู้ข้างนอกไม่ได้ เพราะเป็นเมืองใหญ่ ไม่มีอะไรแล้วนะ วันนี้อย่าให้เทศน์อะไรมากนัก เหนื่อย

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก