อำนาจแห่งพุทธศาสนา
วันที่ 3 ธันวาคม 2546 เวลา 8:40 น. ความยาว 49.45 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

อำนาจแห่งพุทธศาสนา

 

         (หลวงตาให้ลูกศิษย์อ่านกำหนดการรับผ้าป่าช่วยชาติเดือนธันวาคม) นี่พี่น้องทั้งหลายทราบเวลานี้กำลังเร่ง คิดดูวันที่หลวงตาไปร่วมเดือนไม่มีว่างเลย คิดดูซิ นี่ละหมุนอย่างนี้ละหมุนอย่างคราวนี้คราวเด็ดขาดทีเดียว จำนวนทองคำที่กำหนดไว้นี้ขาดไม่ได้เลย คราวนี้หลวงตาเป็นคราวเด็ดขาดทีเดียว ทีนี้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาก็เด็ดไปตาม ๆ กัน เห็นไหมว่าไม่ว่าง มีตั้งแต่ที่จะขนทองคำเข้าสู่คลังหลวงของเรา เราก็เห็นใจ เพราะฉะนั้นทุกข์ยากลำบากเราก็ทนเอา เพราะเราเป็นหัวหน้า บงการออกทางความลำบากก่อนเพื่อนใช่ไหมล่ะ แล้วบรรดาลูกศิษย์ลูกหาเดินตาม ก็ยุ่งไปตาม ๆ กัน

         วันที่ ๒๖ เป็นวันมอบทองคำ ทีนี้จากนั้นได้เท่าไรก็เริ่มเข้าอีก รวมเข้า ๆ พอมอบวันที่ ๒๖ แล้วมันน่าจะเหลือ ยังขาดอีกกี่ตัน (๑ ตันกับ ๒๑๘ กิโลครึ่งครับ) เหรอ มอบเรียบร้อยแล้วนะ (มอบ ๑ ตันกับ ๓๗ กิโลครึ่งนี่ครับ) ทีนี้ยังขาดอีกเท่าไร (๑ ตันกับ ๒๑๘ กิโลครึ่งครับ) ๑ ตันกับ ๒๑๘ กิโลครึ่ง อันนี้เรากะว่าจะมอบเพียงสองครั้งให้เสร็จ เป็นปรกติ กะว่าจะมอบสองครั้งเลยให้เสร็จ เพราะฉะนั้นระยะวันที่ ๒๖ จึงเร่งกันใหญ่เลย ให้ได้ตามจุดนั้นเลยเชียว อย่างน้อยว่างั้นเลย ๑ ตันกับ ๓๗ กิโล กำหนดตายตัว ผูกมัดเจ้าของไว้หมดแล้ว แล้วก็มัดพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศด้วยกัน ขาดก็ขาดไปด้วยกันเลย 

         ได้สั่งทางโรงหลอมเรียบร้อยแล้วให้ได้เท่านั้นเป็นอย่างน้อย บอกไว้เลย แล้วก็บอกไปทางธนาคารชาติ บอกไปทั้งสองซึ่งเป็นจุดสำคัญ ก็ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เราจะเร่งทีนี้ เร่งทองคำ ถ้ามันหมดอะไร หมดท่า หมดไม่มีอะไรแล้วก็จะเตือนทางวัดไว้ ว่าระวังอย่าให้หมาเราเพ่นพ่านนะ จับหมาเจ็ดแปดตัวไปขายเอาทองคำเข้าคลังหลวง ก็มันหมดเนื้อหมดตัวจริงๆ เรายังเหลือแต่ไอ้กี้ไอ้หยองก็ฟาดกันเลยละ ไอ้กี้ไอ้หยอง จะเป็นยังไง มันยังนอนหลับนอนฝันอยู่หรือไง เหอว่าไง จะเอาจริง ๆ อย่างงั้นละท่านทั้งหลายดูเอานะ

         คราวนี้เราจะเด็ดเพื่อชาติไทยของเรา ไม่ให้ใครดูถูกเหยียดหยามชาติไทยของเราได้เลย การเด็ดนี้เด็ดเพื่อชาติ ต่อต้านสิ่งเลวร้ายทั้งหลาย ให้มีแต่ความเป็นสิริมงคลต่อชาติไทยของเรา สมกับว่าคนไทยทั้งชาติช่วยตัวเองในเวลาคับขันเช่นนี้ จึงต้องมีบทเบาบทหนัก คราวนี้หนัก จากนี้แล้วก็จะค่อยเบาลงถึงจุดนั้น ยังไงต้องให้ได้ตามนั้นเลย เพราะจุดนี้เป็นจุดเด็ดขาดทีเดียว ส่วนทองคำจุดเด็ดขาดของมันก็คืออยู่ ๑๐ ตัน แต่มันไม่ค่อยหนักนักดอลลาร์ เวลานี้ก็ร่วมสามแสนแล้วมัง (สองแสนเก้า) กว่าจะลงไปกรุงเทพฯก็น่าจะได้สามแสน มันได้แค่นั้นเราก็เอา เพราะมันหนักที่ทองคำอยู่แล้ว ไม่ไปหนักอันนั้น ให้หนักที่ทองคำ อันนั้นมันเบาอยู่แล้วแหละไม่ค่อยหนักเท่าไร

         ส่วนทองคำไม่ว่าชิ้นไหนหนักทั้งนั้น หนักมาตลอดเลย นี่ก็จะไปหนักเอาตอนวันที่ ๒๖ ๑,๐๓๗ กิโล เราก็รวบรวมไป ตอนไปกรุงเทพฯ นี้เราก็จะได้รวบรวมได้เท่าไร ๆ หากมันจะเศษเหลือไปเท่าไรเราค่อยพิจารณาอีก ถ้าเศษเหลือเท่าไรควรที่จะเข้าด้วยกันนี้เราก็เอามาเพิ่มเข้าอีกนะ หากมันเศษมันเหลือ มันทันกับเวล่ำเวลาที่ควรจะเพิ่มตามที่จำนวนมีเหลือมาเราก็จะเอาเข้าอีก แต่สำหรับ ๑,๐๓๗ กิโลนี้ยังไงต้องขาดสะบั้นไปเลย ขาดไม่ได้เลยอันนี้ เหลือจากนั้นแล้วหากว่าเรามานับดูเรียบร้อยมันได้เท่านี้แล้ว เดี๋ยวได้เพิ่มมาเท่านั้นๆ อย่างงี้นะ แล้วหลอมทัน เอาอีกเพิ่มเข้าอีก เพราะเพิ่มเพื่อ ๑๐ ตันให้ได้หดย่นเข้ามา

         ถ้าได้ขนาดนี้ก็พอใจเต็มที่แล้ว ถ้ามันเศษมันเหลือไปอีกก็ยิ่งพอใจใหญ่ เอาใหญ่เลย คราวนี้เรียกว่าหลวงตานี้โลภที่สุดละคราวนี้ ได้เท่าไรไม่พอ มีแต่จะเอาเลย เอาให้หนักคราวนี้ ถ้าจะพูดตามความรู้สึกของเราแล้วเรียกว่าเราเป็นเขียงรองรับชาติไทยของเราทั้งชาติ ถึงขนาดคอขาดก็เอาเลย ได้ลงขนาดนั้นแล้วนะ เพราะฉะนั้นคำพูดคำใดที่ควรจะเด็ดจึงอ่อนไม่ได้เลย ถ้าเด็ด เด็ดจริง ๆ เราไม่เหมือนใคร ดังที่เคยได้เล่าให้ฟังมาแล้วเด็ดเรื่องเจ้าของก็เป็นอย่างนั้น แล้วเด็ดเรื่องเจ้าของเราไม่มีอะไรห่วงใยอะไรยิ่งเอาใหญ่เลย เอาให้สมมักสมหมาย ผลแห่งความเด็ดขาดก็ได้มาเป็นลำดับลำดา ไม่เห็นสูญหายอะไร เด็ดเท่าไรผลก็ยิ่งได้มาตามเหตุตามผลนั้นเรื่อย ๆ มา

         นี่เรื่องของเราก็ผ่านมา ทีนี้มาเป็นเรื่องของบ้านเมือง ซึ่งเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทั้งชาติจะต้องได้พิจารณาอย่างหนักหน่วง เฉพาะเราเองก็ได้เปิดตัวมาแล้วว่าช่วยชาติบ้านเมือง ตั้งแต่ลั่นคำมาแล้วก็ขาดสะบั้นมาพร้อมเลย เพราะการที่จะออกนั้นได้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว จึงได้บอกว่าเอาคราวนี้เอาให้หนักแน่นเลย ให้ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน และดอลลาร์ ๑๐ ล้าน เราเป็นที่พอใจ เรื่องคำตำหนิติเตียนหรือศักดิ์ศรีดีงามพอเหมาะพอดีหมดแล้ว ไม่มีที่บกพร่องภายในจิตใจของเราได้พิจารณาแล้ว

         ใครจะตำหนิติเตียนอะไรเราไม่สนใจ เพราะความขวนขวายพึ่งเป็นพึ่งตายกันในคนทั้งชาติมีแต่ชาติไทยของเราเท่านั้นเป็นผู้ช่วยเหลือกัน คนอื่นเขาไม่ได้มีอะไร คอยมาชี้หน้าด่าทอง ดีไม่ดีตีหน้าผากมันเลย เข้าใจไหม เราหามาแทบล้มแทบตาย ได้ทองคำเท่าไรยังมาตำหนิอยู่เหรอ ความตำหนินี้มีเหตุผลมาจากไหน ถ้าได้ทองคำมาช่วยเรายังไม่พอแล้วมาว่า เรายอมให้ว่าแต่ต้องไปหามาอีก อันนี้ไม่อะไรมาให้เราเลยมาว่าเราเฉย ๆ หาเหตุผลไม่ได้ นี่ละมันหนักนะ เอาเลย มันมาทั้งโคตรเราก็ฟัดมันทั้งโคตรให้มันหงายลงทะเลหมดเลย พวกหาเรื่องราว

         ชื่อเสียงความดีงามทั้งหลายของชาติไทยเรานี้ จะขึ้นในการช่วยชาติคราวนี้ ด้วยทองคำและดอลลาร์เป็นเครื่องหนุนให้สง่างามทั่วแดนเมืองไทยเรา เหลืองอร่ามเลย นี่ละเราเอาจุดนี้ เราจึงอุตส่าห์พยายาม ที่จะว่าจะให้เมืองไทยเราล่มจมฉิบหายไม่มีอะไรจะอยู่จะกินนี้มันเป็นไปไม่ได้ละ แต่เรื่องชื่อเสียง ชาติ สัตว์ มนุษย์ด้วยกันอยู่ด้วยกันแล้วก็ต้องมีความรักสงวนตัว สงวนชาติของตัวใช่ไหมล่ะ นี่ละที่เรารักษาระดับอันนี้ไว้ให้สม่ำเสมอกับชาติทั้งหลาย เราไม่ได้เป็นชาติบ๋อยของใครมาตั้งแต่เมื่อไร มีมากมีน้อยเราก็เป็นครอบครัวแห่งชาติไทยของเรามาเป็นลำดับ

         ทีนี้มีอะไรเข้ามาโดนจะทำให้เอนให้เอียง ให้ล้ม ชาติไทยของเราก็ต้องหมุนตัวเต็มเหนี่ยวๆ ให้เต็มเหนี่ยวพอดีกับชาติไทยของเรา ครอบครัวของชาติไทยเราแล้วเราพอใจ นี่ละที่เราพอใจอยู่ในจุดนี้ จุดที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วนี่ จากนี้ไปเราก็เบาใจ ว่างใจ ความเป็นห่วงก็เรียกว่าหมดไปๆ จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายตั้งอกตั้งใจ เอาให้ถึงเขตถึงแดน ถึงพริกถึงขิง เพื่อชาติไทยของเรา ความศักดิ์ศรีดีงามเป็นสิ่งที่โลกยอมรับกันทั้งโลก เรียกว่าพอใจกันทั้งประเทศ เมืองไทยเราเป็นประเทศคนนี่วะ จะไม่พอใจในศักดิ์ศรีดีงามของตัวเองได้ยังไง จึงต้องทะนุถนอม จึงต้องบำรุงกัน เอาให้ได้ตามนี้

         เราแน่ใจว่าได้ จำนวนที่ว่า ๑,๐๓๗ กิโล เราแน่ใจ แต่ที่จะให้เป็นจริงตามความแน่ใจของเราแล้ว ลูกศิษย์ลูกหาก็ให้ต่างคนต่างแน่ใจมาด้วยกัน ใครมีห้าแน่ใจมาห้า ใครมีสิบแน่ใจมาสิบ ใครมีเท่าไรให้แน่ใจมาเลย มันจึงสมชื่อสมนามว่าหลวงตาพาแน่ใจ เข้าใจไหม ถ้าหลวงตาพาโยกๆ คลอนๆ ลูกศิษย์ลูกหาก็ก็โยกๆ คลอนๆ ไป ได้มาอันไหนก็โยกๆ คลอนๆ ไปตามๆ กันหมด สุดท้ายบ้านเมืองก็โยกๆ คลอนๆ แล้วมีทางล่มจมได้ ถ้าหัวหน้าพาเด็ดขาดลูกศิษย์ลูกหาบริษัทบริวารเด็ดขาดไปตามๆ กัน ใครได้มาหนึ่งสตางค์สองสตางค์มีแต่มาด้วยความเด็ดขาดนั้นไปได้ เข้าใจไหมล่ะ พากันจำเอา

         เมื่อวานนี้ก็ไปเทศน์ที่อำเภอบ้านม่วง สงสารเขา คนมากเหมือนกันนะเมื่อวานนี้ ที่เขามา เขามาบริจาคตามกำลังศรัทธาของเขาซึ่งเป็นคนจน ภาคอีสานนี้ยอมรับตามอรรถตามธรรมเลยว่าเป็นภาคคนจน ไม่ใช่ภาคคนมั่งมีศรีสุขอะไร เพราะพูดถึงเรื่องสถานที่อยู่ไม่สมบูรณ์เหมือนภาคอื่นๆ เลย ภาคอีสานเป็นภาคที่แร้นแค้นกันดาร สถานที่อยู่ที่ใดก็มีอยู่ตามสถานที่แร้นแค้นกันดาร คนก็กลายเป็นคนกันดารไปด้วยกัน สำหรับน้ำใจนั้นเรายกให้ว่าน้ำใจดี คนภาคอีสานยังมีน้ำใจดีอยู่ อันนี้น่าชมเชย ถึงจะเป็นคนจนแต่จนแต่สภาพความเป็นอยู่ที่มันสุดวิสัยที่จะแก้ไขได้ แต่น้ำใจก็เป็นตามนิสัยมาดั้งเดิม ก็รู้สึกว่ามีน้ำใจดี

         เฉพาะอย่างยิ่งไม่ค่อยถือสีถือสากันง่ายๆ กว้างขวางต่อกันได้ดี เสียที่พื้นที่ ที่อยู่นี้เป็นพื้นที่แร้นแค้นกันดาร เป็นหลักธรรมชาติ จะไปตำหนิที่ไหนว่าใครเอนใครเอียงที่ไหนไม่มี ตำหนิไม่ได้ เพราะเป็นหลักธรรมชาติ เป็นธรรมชาติของมันเอง พื้นที่ทางภาคอีสานเนื้อที่ไม่ดีเลย เพราะฉะนั้นคนที่อาศัยอยู่ตามแถวนี้จึงแร้นแค้นกันดาร ยังไงก็ตามเถอะขอให้มีน้ำใจต่อกันเท่านั้นคนเรา คนมีก็ตาม คนจนก็ตาม ให้ต่างคนต่างมีน้ำใจด้วยกัน จะอยู่ด้วยกันได้สนิท เหมือนผู้ใหญ่กับเด็ก เศรษฐีกับคนจนก็อยู่ด้วยกันได้ถ้ามีน้ำใจต่อกัน

         ถ้าไม่มีน้ำใจต่างคนต่างเย่อหยิ่งจองหองพองตัว แล้วก็เหยียบย่ำทำลายกัน นี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายมากที่สุด ขออย่าให้มีในเมืองไทยเรา ไม่ว่าผู้ใหญ่ผู้น้อยให้มีแก่ใจด้วยกัน มีจิตใจอันกว้างขวางให้อภัยกัน ไม่ถือสีถือสา ให้ถือว่าหลักใหญ่เป็นมาด้วยกรรมเหมือนกัน เขาจะเป็นคนจน เราเป็นคนมี ก็เป็นมาด้วยบุญด้วยกรรมด้วยกันทั้งนั้นแหละ สิ่งที่เราจะให้อยู่เป็นสุขร่วมกันได้ก็คือมีน้ำใจต่อกัน มีความเฉลี่ยเผื่อแผ่ อย่าเป็นคนคับแคบตีบตัน อย่าเป็นคนเย่อหยิ่งจองหองพองตัวต่อผู้ที่ตนเข้าใจว่าต่ำกว่าตน แล้วเหยียบย่ำทำลายลงไปให้จมลงไปอย่างนี้ คนๆ นั้นเป็นคนที่ต่ำทรามมากที่สุด ไม่น่าอยู่ในแดนมนุษย์ของมนุษย์ทั้งหลายเลยคนประเภทนั้น

         เราอย่าให้เป็นคนประเภทนั้น ต้องเป็นผู้มีน้ำใจกว้างขวาง เหมือนอย่างเด็กมันก็รักพ่อรักแม่ของมัน พ่อแม่ก็รักเด็ก นี่ผู้ใหญ่ผู้น้อยใครอยู่ที่ไหนเกี่ยวข้องกันให้มีความรักกัน เหมือนกับเด็ก ครอบครัวของเด็กของพ่อของแม่เขามีความรับผิดชอบทั่วหน้ากันหมด อันนี้เหมือนกันชาติไทยเป็นของเราทุกคน มีความรับผิดชอบเสมอกัน เช่นอย่างเวลานี้เป็นเวลาที่เอนเอียงจะล่มจมเราก็เห็นได้อย่างชัดเจน แต่ต่างคนต่างอุตส่าห์พยายามดีดดิ้นนี้ก็ฟื้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดแล้วเวลานี้ เรียกว่าเราไม่วิตกแล้ว เจริญงอกงามขึ้นเป็นลำดับลำดา เพราะความพร้อมเพรียงสามัคคีเอาจริงเอาจัง เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

         ในคราวที่สำคัญประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ หมุนใส่ประโยชน์ส่วนรวม ถ้าประโยชน์ส่วนร่วมมีความแน่นหนามั่นคงพอตายใจได้บ้างแล้ว ประโยชน์ส่วนตนก็ให้รีบเร่งขวนขวาย อย่านอนใจ อย่ากินแล้วนอนกอนแล้วนิน อันนี้ไม่ดีเลย หน้าที่การงานขอให้ท่านทั้งหลายนำอรรถธรรมไปประจำใจแล้วบงการออกไปทางหน้าที่การงาน และความประพฤติ ความประพฤติจะออกจากจิตใจ ถ้าใจไม่ดีความประพฤติจะเหลวแหลกแหวกแนว เป็นอันตรายได้ทั่วดินแดน ถ้าหากว่าใจดีแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะดีไปตามๆ กัน คนดีไปเกี่ยวข้องกับใคร สถานที่ใด แม้หน้าที่การงานก็ดีไปตามๆ กันหมด นี่ละอรรถธรรมท่านสอนไว้อย่างนี้

         อย่าพากันปล่อยเนื้อปล่อยตัว ก็คือปล่อยธรรมนั่นละ ธรรมเป็นแบบฉบับที่ยังสัตว์ทั้งหลายให้มีความสงบร่มเย็นเป็นสุข จนกระทั่งหลุดพ้นจากทุกข์ได้เพราะอรรถเพราะธรรม พระพุทธเจ้ามาประกาศไว้แล้วนี้เหมาะสมทุกอย่างแล้วกับความเป็นศาสดา เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตอย่าเป็นลูกศิษย์ที่อาภัพอรรถอาภัพธรรม ทั้งๆ ที่ศาสดาองค์เอกเลิศเลอทั่วแดนโลกธาตุ แต่ลูกศิษย์ลูกหาอาภัพจนสุดขีดสุดแดนจนจะดูกันไม่ได้เลย เป็นแบบมนุษย์ไอ ซี ยู อย่างนี้อย่าให้มีในชาติไทยของเรา เพราะเป็นผู้ทรงมรดก คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พุทธศาสนานี้มานมนานจากปู่ ย่า ตา ยาย

         ให้ต่างคนต่างเทิดทูนอันนี้ไว้ด้วยการประพฤติดีประพฤติชอบ อย่าฝ่าฝืนล่วงเกินสิ่งที่ท่านผู้ดีสอน คือท่านผู้เป็นจอมปราชญ์ เช่นพระพุทธเจ้าสอน หรือครูอาจารย์สอน ผู้ใดสอนเราในทางที่ถูกที่ดีให้ยึดมาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ปฏิบัติตัวเอง ก็จะเป็นสิริมงคลทั่วหน้ากันไปอย่างนั้น เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธศาสนา รู้สึกว่าร่มเย็นตลอดมา บ้านใดเมืองใดทั่วโลกเกิดข้าศึกสงครามตีกันแหลกเหลวไปหมด แต่เมืองไทยเราก็ยังเป็นเกาะเป็นดอนแห่งความสงบร่มเย็นมาได้ ดังที่เห็นอยู่นี้แหละ นี่ก็คืออำนาจแห่งพุทธศาสนา

         ถ้าเขาวู่มาเราวามไปอย่างนี้ก็พันกันเลย เป็นไฟไปด้วยกัน เขาเป็นไฟมาเราเป็นน้ำเสีย น้ำก็ดับไฟเสียมันก็สงบเอง เขาร้ายมาเราดีรับ ไม่รุนแรงแล้วสงบลง เขาร้ายมาเราร้ายไปเป็นเถ้าเป็นถ่านเลย ให้พากันจำอันนี้นะ เวลาคนหนึ่งกำลังรุนแรง คนหนึ่งอย่าไปเสริมไฟด้วยกันโต้ตอบแบบรุนแรง ตอบกันอย่างรุนแรงนี้เรียกว่าก่อไฟเผากัน แหลกทั้งสองฝ่ายไม่มีชิ้นดี ฝ่ายหนึ่งชั่วฝ่ายหนึ่งดี ฝ่ายหนึ่งร้ายฝ่ายหนึ่งก็เย็นเสีย อย่างนี้ก็พออยู่พอเป็นพอไปคนเรา ให้พากันจำเอา

         เอาทีนี้เอาปัญหามาถามดู วันนี้เทศน์ไม่มาก ขนาดนี้ก็พอดี 

         โยม.ปัญหาธรรมจากอินเตอร์เน็ตนะครับ    เมื่อก่อนผมเดินจงกรมและพิจารณาอสุภะควบคู่กับมรณัสสติ เกิดความสลดใจ แล้วก็เข้าไปสงบอย่างประหลาด ไม่มีภาษาที่จะแทนความรู้สึกนั้นได้ จากนั้นจิตก็ระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยมา แม้กระทั่งก่อนตื่นนอนจิตก็พูดขึ้นมาเองว่า กายที่เหยียดอยู่เดี๋ยวก็ตาย ไม่ทราบว่าอันนี้จิตมันปรุงแต่งหรือเปล่าครับ

หลวงตา มันก็ปรุงนั่นแหละแต่มันปรุงเป็นอรรถเป็นธรรม คนจะตายอยู่แต่ยังเพลินบ้าอยู่นั้นเรียกว่าปรุงเอาไฟเผาตัว นี่เจ้าของไม่ตายก็ตาม เวลานอนเอาการนอนมาพิจารณาเป็นอรรถเป็นธรรม นี่จะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ พอว่าจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ คนเราต้องหาที่เกาะที่ยึด จึงว่าความคิดเช่นนี้เป็นธรรมอยู่แล้ว ไม่เป็นไร ให้ได้คิดระลึกถึงความตาย คนเราถ้าระลึกถึงความตายแล้วไม่ค่อยผาดโผนโจนทะยาน มันเป็นเบรกห้ามล้อได้เป็นอย่างดี แล้วก็ยังคิดเสาะแสวงหาความดีอีก นอกจากเบรกห้ามล้อในทางความเพลินตัวเพื่อความเสียหายยับยั้งตนได้นี้แล้ว ยังหมุนไปทางที่ดีอีก เพราะอำนาจแห่งการระลึกถึงความตาย จึงเป็นความดี พระพุทธเจ้าสอนมรณัสสติก็เพื่อให้เหยียบเบรกห้ามล้อกระตุกตัว จะตายอยู่ด้วยกันทุกคนนะ ดิ้นบ้าไปไหน เข้าใจเหรอ เอ้าว่าไปที่นี่

โยม คนที่สองเป็นผู้หญิงครับ ดิฉันขอกราบเรียนถาม ขณะนี้ดิฉันทำงานทางโลก ต้องเจอคนหลายๆ แบบ แต่ดิฉันก็ภาวนาพุทโธ นั่งสมาธิก่อนนอน และหากมีเวลาก็ไปวัดทำบุญตามที่หลวงตาสอนเสมอค่ะ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ดิฉันพยายามข่มใจด้วยพุทโธก็ยากในบางครั้ง คือเจ้านายจะเป็นคนชอบเอาใจคนที่มีฐานะรวยๆ เขาจะทำอะไรพูดอะไรก็ถูกไปหมด เสนอความคิดเห็นแนะนำอะไร เราก็ต้องทำตามคนๆ นั้น คนที่ทำงานด้วยกันก็ใช้คำว่าเจ้านายลำเอียง ทำอะไรก็ต้องทำให้เขาก่อน เวลาเราแนะนำให้คนๆ นั้นทำงานบางอย่างที่ถูกต้อง เจ้านายกลับบอกว่าไม่ต้องก็ได้ ดิฉันก็ไม่ได้โกรธอะไรคนที่เจ้านายเขาเอาใจ เพียงแต่จิตใจมันคิด ใจไปฝักใฝ่กับความลำเอียงของเจ้านาย อย่างนี้ไม่ถูกต้องใช่ไหมคะ ดิฉันจะดำเนินจิตใจอย่างไรกับเหตุการณ์ที่ต้องเจอแบบนี้ทุกวัน รบกวนหลวงตาด้วยเจ้าค่ะ

หลวงตา ถ้าเจ้านายเป็นอย่างนั้นจริงๆ เจ้านายก็ผิด ถ้าหากว่าเราคิดเพ่งโทษแต่เจ้านายถ่ายเดียว โดยเราเป็นผู้บริสุทธิ์พุทโธเสียหมดแล้วเราก็ผิด เพราะเราไม่บริสุทธิ์ เข้าใจไหม คนเราย่อมมีผิดมีพลาดบ้างเป็นธรรมดา ถึงเขาผิดเราก็พิจารณาให้รู้ว่าเขาผิด แล้วถ้าเราผิดอย่างนี้แล้วจะเป็นยังไง ตัวเองและคนอื่นจะตำหนิติเตียนตนเองได้ไหม เราก็พยายามแก้ไขเรา เราก็ไม่เสีย ส่วนที่ผิดถ้าหากว่าเป็นตามความจริงนั้นแล้ว ก็เรียกว่าผู้เช่นนั้นเป็นผู้ผิด เราอย่าเป็นผู้เช่นนั้นเลย ถ้าเราเป็นเศรษฐี ลูกน้องของเราเอาใจเรา เราจะเอาใจตั้งแต่ผู้ที่เอาใจเรา ผู้เฉยๆ ธรรมดาเป็นผิดไปหมดก็ไม่ได้ จะเอาตั้งแต่ใจคนมั่งคนมีมาเป็นเนื้อเป็นหนังเสียทีเดียวการงานก็ไม่สำเร็จ ผลส่วนรวมที่เป็นอรรถเป็นธรรมก็เสียหายไปหมด ต้องเอาความเป็นธรรม ใครดีก็ให้ดูเอา ใครไม่ดีก็ให้ดู แล้วอย่าเอามาเป็นตัวอย่าง ใครดีเอามาเป็นตัวอย่าง ก็มีเท่านั้นละ เอ้าว่าต่อไปอีก

โยม คนที่สามเป็นผู้หญิงครับ บางครั้งจิตเป็นอกุศล ทำอย่างไรจะระงับไม่ให้คิด ทั้งๆ ที่กระทำความเพียร แต่จิตก็ยังพะวงอยู่กับส่วนลึกที่ยังสะกิดใจให้ต้องคิด แต่ก็พอห้ามและกดมันได้ จะทำยังไงให้ตัดขาดจากมันได้เลย ขอความเมตตาจากหลวงตาด้วย

หลวงตา เวลากิเลสมันรุนแรง เช่น ความโกรธเกิดขึ้นรุนแรงที่จะวิ่งตามกิเลส ความโกรธรุนแรงขึ้น เวลามันรุนแรงต้องปิดมันด้วยความอดกลั้นขันติ เก็บความรู้สึกไว้อย่าแสดงออก แล้วให้พยายามเห็นโทษแห่งความดิ้นรนที่จะโกรธจะเคียดแค้นให้เขาไว้ด้วยดีด้วยสติของเราเอง เรื่องก็จะค่อยสงบไป อย่างหนึ่งก็เอาธรรมเป็นคำบริกรรม บีบบังคับความคิดความเคียดแค้นนั้นไว้ไม่ให้มันออก ให้มีแต่ธรรม เช่น พุทโธๆ เป็นต้น บีบไว้ในช่องที่ความโกรธจะออก เอาพุทโธไปอุดไว้นู้นไม่ให้มันออก ต่อไปมันก็จะค่อยสงบเอง เอ้าว่าไป

โยม คนที่สี่ครับ เรียนถามมาว่า หลายครั้งที่ดิฉันท้อใจคิดอยากตายให้หมดจากเรื่องร้ายๆ ในชีวิต คิดแก้ไขเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ไม่ได้ ดิฉันก็เลยเลือกเอาการทำบุญช่วยชาติดีกว่า จึงได้มีโอกาสไปฟังธรรมะของหลวงตา และไปถวายปัจจัยช่วยชาติ ได้ยินหลวงตาแสดงธรรมะ ทำให้ดิฉันยึดเอาธรรมะของหลวงตา เพราะดิฉันฟังแล้วจิตก็สงบ ทั้งๆ ที่บางทีก็ไม่ได้นั่งสมาธิ แต่อาศัยฟังเทศน์ของหลวงตา จิตใจกลับสดชื่นสงบจากเรื่องทุกข์ในใจ ดิฉันจึงเชื่อแรงบุญ ค่อยคิดอ่านเพื่อแก้ทุกข์ให้หมดไป ดิฉันจึงเขียนมาเล่าถวายเพราะระลึกในพระคุณของหลวงตาที่ให้ชาวไทยได้รู้จักมหากุศลช่วยชาติ รู้จักเอาธรรมะมาแก้ไขทุกข์ได้ และได้อ่านธรรมะหลวงตาในเว็บไซค์นี้อยู่เสมอ ตอนเช้าดิฉันต้องไปทำงาน ตอนหลวงตากำลังเทศน์ที่วัดเจ้าค่ะ ต้องไปดูถ่ายทอดสดที่ทำงาน เปิดดูก็กลัวเจ้านายเขาจะตำหนิ แต่ก็ตัดสินใจเปิดฟังและทำงานไปด้วย เพราะคิดว่าเราทำสิ่งที่เป็นมงคลกับใจ จึงกราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง

หลวงตา นี่ก็เป็นคำบอกเล่าธรรมดา คำบอกเล่านี้ก็ถูกแล้วไม่เห็นผิดอะไร ให้พยายามทำอย่างนั้นต่อไปเรื่อยๆ ให้ถี่ยิบเข้าไปทันกับกิเลสตัวมันผาดโผน มันผาดโผนไปเรื่อยๆ แหละกิเลส มันไม่ค่อยอ่อนตัว ให้เราพยายามนำธรรมเข้าไปแก้ไขดัดแปลงมันเรื่อยๆ เป็นการพูดเล่าให้ฟังก็ไม่เห็นความผิดความพลาดประการใดๆ แสดงออกมา เล่าเฉยๆ เรียกว่าฟังอรรถฟังธรรมจากครูจากอาจารย์นั้นเป็นความชอบธรรมแล้ว ให้ทำต่อไป ก็ได้ผลประโยชน์แล้วนี่ แล้วมีอะไรอีกในปัญหานั้น

โยม เขากลัวเจ้านายตำหนิเท่านั้นเอง

หลวงตา ก็อย่าไปกลัวเจ้านายเกินไป กลัวอะไรเขาตำหนิ เวลาเราขี้เกียจขี้คร้านก้าวไปผิดอรรถผิดธรรม ไม่เห็นกลัวธรรมตำหนิบ้างล่ะ ธรรมอยู่กับตัวเอง เหยียบหัวธรรมไปทำไม ด้วยความไม่รู้ตัวนั่นซีเหยียบหัวธรรม ให้ตำหนิตัวเองตรงนี้นะ เข้าใจ ว่าไป

โยม คนที่ห้าครับ กราบเรียนถามหลวงตา ขณะที่นั่งสมาธิบริกรรมพุทโธ โดยดูลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก รู้สึกได้ว่ามีแสงสว่างที่ตา คล้ายๆ แสงเข้าตา ควรหรือไม่ที่จะสนใจแสงสว่างนั้น หรือเพ่งจิตที่ปลายจมูกแล้วบริกรรมพุทโธต่อไป

หลวงตา ให้บริกรรมพุทโธต่อไป แสงสว่างถ้าเราต้องการแล้วก็โดดออกไปกลางทุ่งกว้างๆ แล้วให้ลืมตาดูพระอาทิตย์นะ ถ้าสนใจกับมันนัก เข้าใจเหรอ ถ้าไม่สนใจกับมัน เช่นเห็นว่าเรากำหนดธรรมบทใดดี ให้เอานี้อย่าปล่อยวาง เอ้าว่าไป

โยม จบแล้วครับ

หลวงตา โอ๊ เรายังเสียดายตอบอีก ปัญหานี้ก็เป็นไปตามพื้นของผู้ถาม เขาปฏิบัติยังไงรู้เห็นยังไงเขาก็เล่ามาเป็นธรรมดาๆ ถ้าผู้ถามมีปัญหาอรรถธรรมเป็นขั้นเป็นตอนของอรรถของธรรมเรื่อย แล้วการตอบปัญหามันจะไปตามกัน ทางเข้าหรือทางออกก็สวนกันไปๆ เป็นคติเรื่อยๆ ไป แต่ปัญหาธรรมขั้นสูงยังไม่ค่อยมี ฟังเอาซิที่เขาอยู่จันทบุรี นั่นปัญหาธรรมขั้นสูง ผู้ชายจำได้ไหม ไม่เห็นได้พูดกันสักกี่คำกับเรา ที่เขาเล่ามาเขาไม่ได้เล่าด้วยความสงสัย เขาเล่าตามความจริงของเขามาให้เราฟัง ในฐานะที่เขาทราบว่าเราเคยเป็นครูเป็นอาจารย์ของประชาชนทั้งหลาย แล้วการที่เขาเล่ามานี้ ประการหนึ่งเขาก็คอยฟังเสียง โดยที่เขาไม่ได้สงสัยธรรมที่เขารู้เห็นจากการปฏิบัติของเขา เขาก็คอยฟังไปธรรมดา เราก็ไม่มีเสียงอะไรที่จะไปตอบขัดหูเขา เพราะธรรมไม่เคยขัดใคร เมื่อเขาพูดมาถูกต้องแล้ว เราก็ยอมรับว่าถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นเขากับเราจึงไม่มีปัญหาโต้ตอบกันเลย นี่ฟังเอาซิ ใครอยู่ฟากแดนดินไหนก็ตาม ความจริงลงจุดเดียวกันแล้วเถียงกันไม่ได้ เข้าใจ ยกนี้เป็นตัวอย่างได้เลย อย่างผู้ชายคนที่อยู่จันท์ นั้นเหมาะสมทุกอย่างแล้ว เราก็ไม่มีอะไรจะไปต้องติเขา

ที่ตีกันอยู่เรื่อยๆ คือมันแหวกแนวอยู่เรื่อย มันก็ได้ตีอยู่เรื่อย ถ้าไม่มีเราก็ไม่ตี อย่างผู้ชายคนนี้ไม่มี  มีแต่บอกให้เป็นคติตัวอย่างเรื่องมรรคเรื่องผล ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย นักบวช ฆราวาส บาปบุญมีได้ด้วยกัน ธรรมและกิเลสมีได้ด้วยกัน ถ้าไปทางกิเลสพระก็เป็นได้ แน่ะ ถ้าเป็นไปทางธรรมไม่ว่าใครเป็นได้ด้วยกันทั้งพระทั้งฆราวาส เพราะธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นความจริง เป็นพื้นฐานอยู่ตลอดเวลาไม่เคยบกบาง จึงเรียกว่า อกาลิโก พร้อมที่จะให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติอยู่เสมอ ให้จับอันนี้ไว้เป็นหลัก

อย่าไปคิดเรื่องพระพุทธเจ้านิพพานที่โน่นที่นี่ ห่างไกลมาก พระพุทธเจ้าเสด็จไปนู้นเสด็จไปนี้ ห่างไกลมาก ขอให้ระลึกธรรมซึ่งเป็นองค์แทนของศาสดาไว้ในใจของเรา เท่ากับว่าเรานี้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกฝีก้าวไป พุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้ ใกล้ชิดเข้าไปโดยลำดับ จำเอานะ นี่ละศาสดาแท้คือธรรม พอธรรมโผล่ขึ้นในใจก็เท่ากับศาสดาขึ้นมาแล้วๆ กาลสถานที่เวล่ำเวลาไม่ใช่ศาสดา เช่น พระพุทธเจ้านิพพานที่นั่นที่นี่ อันนั้นเป็นเรื่องราวของศาสดาเสด็จไปธรรมดา ความจริงคือสอนให้เรายึดหลักที่สอนไว้แล้วนั้นแล เอาเท่านั้นละ

โยม ลูกศิษย์อยู่ในศาลานี้กราบเรียนมาว่า ขอหลวงตาเมตตาอธิบายธรรมะเรื่องปัญญาบารมีด้วย

หลวงตา โห จะให้อธิบายยังไง เวลานี้มันมีแต่จอมปราชญ์แบบนี้ ตั้งแต่คนจอมโง่จอมเซ่อทั้งนั้น จะให้อธิบายว่ายังไงมันมีแต่จอมเซ่อ หลวงตานี้ก็จอมเซ่ออีกด้วย ก็จะเอาความฉลาดอะไรมาสอนลูกศิษย์ ก็ได้เท่านั้นละ เข้าใจเหรอ เอ้าถ้ามีเก่งกว่านี้ถามมาอีก

โยม อันนี้ต้อย ฮาวาย เขามี จ.ม.มาหาหลวงตาครับ ต้อยขอประทานโอกาสกราบเรียนขออนุญาตหลวงตาว่า วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ หลังจากบวชเณรลูกชายเสร็จแล้ว ต้อยขอกราบอนุญาตไปภาวนาที่วัดป่าภูสังโฆ ในช่วงที่หลวงตายังอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะต้องการรบกับจิตของตนเอง ซึ่งแน่ใจว่าจะแสดงฤทธิ์เดชมากมาย ให้ได้ฝึกทรมานตนในบรรยากาศป่าที่สงบสงัดปราศจากผู้คน ขณะนี้การภาวนาการตั้งสุภะและอสุภะซ้ำ ๆ อีกตามที่หลวงตาเมตตาแนะนำต้องฝืนอย่างหนัก และฝืนไม่ได้ในขณะนี้ เนื่องจากจิตไม่ยอมมอง ไม่ยอมพิจารณาทั้งสุภะและอสุภะ เมื่อฝืนมองหรือตั้งก็จะปั๊บเข้ามาจ่อในจิตอย่างรวดเร็ว ถ้าเปรียบเทียบว่ากระโดด ก็เร็วยิ่งกว่าการกระโดดของกายภายนอกมาก และเพ่งดูจับอาการของจิตตัวการ ตัวอวิชชา และไม่ว่าเหตุการณ์อะไรที่เข้ามาทางตาหูจมูกลิ้นประสาทสัมผัส ก็มีอาการอย่างเดียวกัน

หลวงตา โอ๋ย ขี้เกียจตอบ ฟังรำคาญหู มีแต่ลอย ๆ อยู่โน่น ไม่เข้ามาพอจะจับปุ๊บกันเลย ตอบให้ได้ประโยชน์ทันที เขาอยู่ที่นี่หรืออยู่ไหนเวลานี้ คนนี้เขาอยู่ไหน จดหมายมาจากไหน

โยม อยู่ฮาวายครับ เขาจะมาเร็ว ๆ นี้

หลวงตา เขาจะมาภาวนาอยู่ที่ภูสังโฆงั้นเหรอ ภาวนาที่นั่นเรื่อยก็ได้ อยากมาก็ได้ไม่อยากมาก็ได้ภาวนาอยู่ที่นั่น เราไม่ว่าแหละ ขอให้มีภาวนาอยู่ในใจ ถ้าไม่มีภาวนามาภูสังโฆมันก็เท่านั้นแหละ ไปไหนก็เท่านั้นแหละ แต่เราไม่ได้ห้ามมานะ แต่อย่าประมาททั้งการอยู่การก้าวมาหรือไม่มา ให้อยู่ด้วยคำบริกรรมคำภาวนานั้นถูกต้องตลอดอิริยาบถ เข้าใจเหรอ ก็เท่านั้นเอง แล้วมีอะไรอีกทีนี้จะให้พร

สรุปทองคำ ดอลลาร์ วันที่ ๒ ธันวา ทองคำได้ ๓ กิโล ๓๖ บาท ๖๔ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑,๓๙๖ ดอลล์ ทองคำที่ได้หลังจากมอบแล้ว เวลานี้ได้ ๘๒๙ กิโล ๓๖ บาท ๒ สตางค์ ยังขาดอยู่อีก ๒๐๘ กิโล จะครบจำนวน ๑,๐๓๗ กิโลครึ่ง ที่จะมอบในวันที่ ๒๖ นี้ ดอลลาร์ได้ ๒๙๒,๕๓๓ ดอลล์ อันนี้ไม่นานแหละคิดว่าจะครบจำนวน ๓ แสน ได้เท่าไรเรากะไว้ เวลานี้เราเอาเท่านั้นเสียก่อน แต่เวลาเหตุการณ์มันปุบปับแบบไหนไม่ทราบ เหตุการณ์มาทั้งศอกทั้งเข่า เรามีศอกมีเข่าก็ฟัดกันเลย เข้าใจไหม เขาก็มีเราก็มีถอยได้ยังไงใช่ไหม

รวมทองคำที่ได้แล้วทั้งหมด เป็น ๘,๕๕๔ กิโลครึ่ง ยังขาดทองคำอยู่อีก ๑,๔๔๕ กิโลครึ่ง จะครบจำนวน ๑๐ ตัน รวมดอลลาร์ที่ได้แล้วทั้งหมด ๘,๕๙๒,๕๓๓ ดอลล์ ยังขาดอยู่อีก ๑,๔๐๗,๔๖๗ ดอลล์ จะครบจำนวน ๑๐ ล้านดอลล์ กรุณาทราบไว้ตามนี้

ผ้าป่าวัดป่าดงหวาย อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร วันที่ ๒ ทองคำได้ ๑ กิโล ๕๓ บาท ๒๒ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๓๙๓ ดอลล์ เงินสดได้ ๖๕๖,๘๕๐ บาท

 

ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกทุกวัน  ได้ที่

www.luangta .com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก