พระโสดาไม่ทำบาป
วันที่ 13 มกราคม 2547 เวลา 9:00 น. ความยาว 39.54 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

 

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

พระโสดาไม่ทำบาป

 

         พระกรรมฐานเรามีมากอยู่ที่จันท์แห่งหนึ่ง ที่จันท์นี้ต้นเหตุก็ไปจากท่านอาจารย์ลีเรา ไปที่นั่นเขาค่อยรู้เรื่องรู้ราวแล้วครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ไปไล่เลี่ยกันไปแถวนั้น เลยกลายเป็นตั้งหลักกรรมฐานขึ้นที่จันท์ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ วัดกรรมฐานจึงมีมากอยู่เสมอ เพราะสถานที่ทำเลเหมาะๆ ๆ มันเป็นป่าเป็นเขา แล้วก็ไปที่นั่นมีแต่ครูบาอาจารย์องค์สำคัญๆ นะ ที่จันท์ ท่านอาจารย์ลี ท่านอาจารย์กงมา ท่านอาจารย์จันทร์ แล้วท่านอาจารย์มหาทองสุก เหล่านี้มีแต่พระดี ๆ ทั้งนั้นไป

         เราไปจำพรรษาที่นั่น ปีพ.ศ. ๒๔๙๘ เรายังขบขัน เขามาคุยโม้ให้ท่านอาจารย์ลีฟัง เขาไม่ทราบว่าเรากับท่านอาจารย์ลีมีอะไรกัน เป็นอะไรกันมาเมื่อไรเขาไม่ทราบนะ เาไปพักอยู่ที่สถานีทดลอง เขาก็ไปฟังเทศน์เรา ฟังเทศน์มาแล้วเขาก็มาคุยโม้ให้ท่านอาจารย์ลีฟัง “ท่านพ่อ ได้พระดีๆ มาแล้วนะเวลานี้ เทศน์นี้เก่งมาก” ว่างี้นะ เขาไปคุยต่อหน้าท่าน เขาไม่รู้ว่าเรากับท่านเป็นอะไรกัน ขบขันดีนะ เทศน์เก่งมากทีเดียว คือตอนระยะนั้นท่านไปๆ มาๆ กับวัดบรมนิวาส เกี่ยวกับเรื่องสมเด็จมหาวีระวงศ์ท่านไม่ค่อยสบาย ต้องนิมนต์ให้ท่านอาจารย์ลีไปด้วย ไปวัดบรมนิวาสแล้วกลับมา ไปแล้วกลับมา

         ทีนี้เป็นจังหวะที่ท่านพักวัดบรมนิวาส เวลาท่านมาจันท์เขาออกมาเขาก็มาคุยโม้ให้ท่านฟัง ท่านพ่อได้พระดี ๆ มาแล้ว เทศน์นี่โอ๋ยเก่งมาก เป็นน้ำไหลไปเลย ว่าอย่างงี้ ชื่อท่านอาจารย์มหาบัว ท่านเทศน์นี้เก่งมาก เวลาท่านตอบ มันต้องอย่างงั้นซิ เท่านั้นพอ เพราะท่านกับเรามันเคยกันมาแต่เมื่อไรแล้ว เอาหัวเข่าไปอวดท่านมีอย่างเหรอ ท่านก็ตอบเพียงว่าเท่านั้นซิ พอคำเดียว เพราะท่านกับเราคุ้นกันมาสักเท่าไร พวกนั้นเขาไม่รู้ ท่านก็ไปนะวัดสถานีทดลองเรา ท่านตั้งเข้าไปเยี่ยม เข้าไปสถานีทดลองเข้าไปเยี่ยม เสร็จแล้วไป ไปขลุงด้วยกัน เอาเราไปขลุงด้วยนะวันนั้น ไปวัดนั้นวัดนี้ พอจะลงรถ ท่านก็ว่าวันพรุ่งนี้ไปหาที่วัดนะ มีเวลาน้อยจะได้กลับกรุงเทพฯ เอาอีกและ พอวันหลังก็ตามไปหาท่านที่วัดคลองกุ้งนั่นแหละ

         จึงว่าจันท์นี่มีพระองค์สำคัญๆ ไปตั้งฤกษ์ตั้งแถวเป็นปฐมฤกษ์ได้ดีมากทีเดียว ท่านอาจารย์ลี ท่านอาจารย์กงมา ท่านอาจารย์จันทร์ เหล่านี้มีแต่พระสำคัญๆ  อาจารย์มหาทองสุกที่มาเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดสุทธาวาส จากนั้นผ่านไปผ่านมาเราก็ไปตอน ๒๔๙๘ จำพรรษาที่นั่น ๒๔๙๘ เริ่มแรกไปจันท์ ๒๔๙๕ ที่ขโมยหนีหมู่เพื่อนไปนะ เพราะลำบาก รำคาญ หาอุบายมาเยี่ยมโยมแม่ จะไปยังไง ไปเยี่ยมโยมแม่มันหาความสงัดที่ไหน มานั่นพระรู้หมดแล้วแหละ ยังไงก็จะเผ่นที่ไหนและ มานี้ปั๊บมาเยี่ยมโยมแม่สองคืน ปั๊บลงจันท์ หนีไปนู้นแหละ ไม่ให้ใครทราบนะไป ไปจันท์ก็ไม่ให้ใครทราบเหมือนกัน ไปพักอาศัยอยู่กับอาจารย์เฟื่อง

         อาจารย์เฟื่องเป็นคู่กับอาจารย์เจี๊ยะ อยู่นั้นสบาย คือการขบการฉันไม่ให้ไปยุ่งเลย เขานิมนต์ไปขบไปฉัน จึงบอกว่าอย่าเกี่ยวกับผมเลยนะ ผมมาอาศัยท่านเพื่อความสะดวกสบายต่างหาก เราว่างั้น ท่านก็ไม่ว่า เพราะเราสั่งขาดเลย การถูกนิมนต์ไปฉันที่นั่นที่นี่ พอไปอยู่ที่นั่นเราก็เลยเป็นผู้มีพรรษาแก่กว่าท่าน เราก็มอบให้ท่านหมด เราไม่ไปเลยจริงๆ ท่านดูเหมือนไปแทบทุกวัน เดี๋ยวร้านนั้นนิมนต์ ร้านนี้นิมนต์ไปฉัน เราอยู่ที่นั่นสบาย เป็นป่าล้วนๆ เรียกว่าวัดป่าคลองกุ้งถูกต้อง มีเท่านั้น นอกนั้นเป็นป่าไปหมดเลย นั่นแหละเป็นครั้งแรกเราไป ไปคนเดียวนั่นแหละ ไปอยู่สบายๆ

         จากนั้นมา ๒๔๙๘ ถึงได้ไปจำพรรษาที่นั่น จากนั้นก็เรื่อยมา ไปๆ มาๆ เรื่อย ที่จันท์มีสถานที่วิเวกสงัดมากทีเดียว เพราะเป็นป่าเป็นเขา พระผู้ปฏิบัติเพื่อตักตวงเอามรรค ผล นิพพาน ต้องเป็นผู้เช่นนั้น อยู่ในป่าในเขา เป็นที่สงบงบเงียบ ดังพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทให้ตั้งแต่บวชเสร็จทีแรกประทานพระโอวาทให้เลย พอบวชแล้วก็ขึ้น รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย แล้วก็เรื่อย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ตามรุกมูลคือร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถ้ำ เงื้อมผา ซึ่งเป็นสถานที่เหมาะสมกับการบำเพ็ญเพียร ไม่มีใครรบกวน แล้วจงทำความอุตส่าห์พยายามอยู่อย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด ฟังว่าตลอดชีวิตนะ ไม่ใช่ธรรมดา

         จากนั้นก็ ปิณฺฑปาตํ บิณฑบาต อาศัยกำลังปลีแข้ง บิณฑบาตมายังพอชีวิตให้เป็นไปวันหนึ่ง ๆ แล้วพอ ถือผ้าบังสุกุล ที่เศษ ที่ตก ที่ไหนเอามาเย็บปะติดปะต่อ นั่นละพื้นเดิมเป็นอย่างงั้น ส่วนหยูกยาก็ไม่มีอะไรมาก นิดหน่อยเท่านั้นเองอย่าง พระพุทธเจ้าก็เป็นศาสดาองค์เอกอยู่ในป่า บำเพ็ญในป่า ตรัสรู้ในป่า บรรดาสาวกทั้งหลายมีแต่อยู่ในป่า ๆ เรื่อยมา แต่เขาไม่ได้ตั้งชื่อไพเราะเพาะพริ้งอย่างทุกวันนี้ อยู่ในป่าพอ ทุกวันนี้ โถ ขึ้นใหญ่เลย ขึ้นมหาวิทยาลัยสงฆ์ นู่นน่ะฟังซิ

         มหาวิทยาลัยสงฆ์มันมีวิชาอะไรอยู่ในนั้น มีแต่วิชาพวกเปรตพวกผี ติรัจฉานวิชา เข้าไปเหยียบย่ำทำลายมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่จะเทิดขึ้นสูงๆ นะ มันเหยียบกันลงในตัวของมัน พระพุทธเจ้ามหาวิทยาลัยป่าจริง ๆ เป็นป่าใหญ่อยู่ในที่เช่นนั้นตลอดมา เจ้าฟ้ามหากษัตริย์มีน้อยเมื่อไรบวช พอเสด็จออกจากพระราชวังมาแล้วเข้าป่าหายเงียบๆ ไม่เคยไปเกี่ยวข้องสนใจกับสกุลบ้านเรือน หอปราสาทราชวังที่ไหนเลย นับแต่พระพุทธเจ้าลงมา เข้าป่าเข้าเขาๆ ถือธรรมเป็นที่พึ่งเป็นพึ่งตายอยู่ในนั้นเลยทีเดียว

         สำเร็จออกมาแล้วก็เอาละ นั่นเห็นไหมล่ะมหาวิทยาลัยป่า สำเร็จออกมาองค์นี้สำเร็จพระโสดา องค์นี้สำเร็จพระสกิทาคา เป็นอริยธรรม-อริยบุคคลขึ้นมาแล้ว องค์นั้นสำเร็จอนาคา องค์นี้สำเร็จอรหันต์ จนมากลายเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราได้ ล้วนแล้วแต่สำเร็จอยู่ในป่าในเขา ด้วยการปฏิบัติเอาจริงเอาจังมากทีเดียว วิชาทางโลก ติรัจฉานวิชา ไม่เข้าไปยุ่งได้เลย ไม่เกี่ยวข้องกันเลย แม้แต่สมัยเราเรียนอยู่ก็ไม่มี วิชาทางโลกทางสงสารในธรรมท่านเรียกว่า ติรัจฉานวิชา เป็นวิชาของโลกของสงสาร ของสัตว์ทั่วๆ ไปในโลก ของสัตว์โลกพูดง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องอรรถเรื่องธรรมที่จะถอดถอนกิเลส อยู่แต่ในป่าๆ ปฏิบัติเอาจริงเอาจังทุกอย่างเลย โลกามิสอะไรไม่ให้มายุ่งเลย ตัดขาดไปเรื่อยๆ ไปเลย อย่างนั้นละท่านมุ่งต่อธรรมอย่างเดียวๆ เรื่องธรรมนั้นท่านถือเป็นชีวิตจิตใจจริงๆ นอกนั้นไม่ให้มายุ่งเลย

เพราะฉะนั้นถึงว่าศาสนาจึงได้เจริญ เจริญที่หัวใจของผู้บำเพ็ญ จากนั้นก็กระจายออกไปสู่ประชาชน โลกทั่วๆ ไปก็ค่อยเจริญ รู้ศีลรู้ธรรม รู้บาปรู้บุญไปบ้างแหละ ครั้นต่อมาก็อ่อนลงๆ ยังอยู่อันเดียวเท่านั้นที่ว่า รุกขมูลนี้ไม่ได้ตัดออก ดีไม่ดีจะตัดรุกขมูลออก ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายแล้วตัดออกจริงๆ แต่นี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย พระโอวาทเหล่านี้พระองค์สอนพระทุกรูปเลย อุปัชฌาย์ใดที่ตั้งเป็นอุปัชฌาย์แล้วไปบวช ปราศจากธรรมข้อนี้สั่งสอนสัทธิงวิหาริกที่บวชแล้ว แล้วตัดออกจากอุปัชฌาย์ทันที มาบวชไม่ถูกต้อง เป็นอุปัชฌาย์ไม่สมบูรณ์ ต้องเอานี้เข้าไป แม้เจ้าของเป็นอุปัชฌาย์ไม่สนใจในป่าในเขา รังเกียจในป่าในเขา ซึ่งเป็นที่บำเพ็ญสมณธรรมก็ตาม แต่ต้องได้สอนนี้ไว้สำหรับกุลบุตรอยู่เสมอมา เพราะฉะนั้นพระองค์ใดบวช จึงสอนรุกขมูลทั้งนั้นทุกองค์เลย เรียกว่าเว้นไม่ได้ สอนรุกขมูล อยู่ในป่าในเขาทั้งนั้น อันนี้ไม่มีเว้นได้เลย แม้อย่างนั้นก็ยังตัดขาดออกมาเรื่อยๆ อย่างนั้น อำนาจของกิเลส

พูดเรื่องป่าเรื่องเขาเป็นเรื่องแสลงแทงใจ เป็นเรื่องเสนียดจัญไร เป็นเรื่องต่ำช้าเลวทราม เป็นเรื่องมูตรเรื่องคูถไปหมดแล้ว ที่เป็นเรื่องเลิศเลอซึ่งองค์ศาสดาทรงบำเพ็ญและตรัสรู้แล้วมาสอนโลกด้วยธรรมอันเลิศเลอ แล้วกลายเป็นสถานที่ครึล้าสมัยไปแล้ว ไม่ทันกับกิเลสตัวส้วมตัวถานมันกำลังเสกสรรปั้นยอมันขึ้นเป็นทองคำทั้งแท่ง เหยียบทองคำคือธรรมอันเลิศเลอนั้นสู่ฝ่าเท้าคือความหยาบโลนของมันหมดแล้วเวลานี้ ศาสนาที่เป็นมรรคเป็นผลก็ไม่ปรากฏ จะปรากฏได้ยังไงก็ไม่มีใครสนใจปฏิบัติ

พระพุทธเจ้าครั้งนั้นท่านเอาจริงเอาจังปฏิบัติ ศาสนาเจริญก็เพราะการทำตาม ธรรมมีอยู่ โลกมีอยู่ กิเลสมีอยู่ จะให้ว่าไง บาป บุญ มีอยู่ ใครปฏิบัติไปทางไหนมันก็หมุนไปทางนั้น หมุนไปทางบาปเป็นบาป หมุนทางบุญเป็นบุญ หมุนทางกิเลสก็หมุนลงๆ  หมุนทางธรรมก็หมุนขึ้นๆ แล้วแต่ใครจะหมุนตัวเองเท่านั้นเอง ธรรมมีอยู่สมบูรณ์แบบไม่มีอะไรบกพร่อง ท่านจึงเรียก อกาลิโก ในธรรมคุณก็แสดงไว้ไม่ใช่หรือ สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว ไม่มีที่จะได้แก้ไขดัดแปลงเป็นอย่างอื่นอย่างใดได้เลย เรียกว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัติตามธรรมนี้จะเป็นผู้รู้เองๆ ประจักษ์ใจตัวเองนั้นแหละ

อกาลิโก ธรรมนี้เป็นพื้นฐานไว้ตลอด การปฏิบัตินี่ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลามาทำลายการกระทำดีทำชั่วของสัตวโลกได้เลย ทำดีเป็นดีตลอดไป ทำชั่วเป็นชั่วตลอดไป ทำทั้งสองประเภทนี้เป็นอกาลิโก เป็นพื้นฐานสำหรับผู้ทำ ทำลงไปปั๊บได้ผลในที่นั่นๆ ไม่มีปราศจากผล ด้วยกาลเวล่ำเวลามาทำลายอย่างนี้ไม่มี เอหิปสฺสิโก ในทางปริยัติท่านแปลก็ถูก เราเรียนไปก็ต้องแปลแบบเดียวกัน เพราะมันมีบทมีบังคับให้แปลอย่างนั้นเลย เอหิปสฺสิโก ในปริยัติท่านว่า สามารถที่จะเรียกร้องคนอื่นให้เข้ามาดูได้ คือธรรมของจริงสามารถที่จะเรียกร้องคนอื่นให้มาดูได้ แปลตามปริยัติเป็นอย่างนั้น แต่เวลาเราไปปฏิบัติ ปริยัติเราก็เรียนมาแล้ว แปลมาแล้ว ทีนี้เวลาออกปฏิบัติมันไม่ได้ขึ้นช่องนั้นนะ ขึ้นช่องกับหัวใจนี้เลย

เอหิปสฺสิโก ท่านจงย้อนจิต สติของท่านเข้ามาสู่หัวใจนี้ แล้วดูที่นี่ เอหิปสฺสิโก  ดูหัวใจตนเอง ย้อนเข้ามาดูหัวใจตนเอง ซึ่งกิเลสกับธรรมอยู่ที่แห่งเดียวกันนี้ ปสฺสิโก ให้ดูตรงนี้ๆ คือจิตอย่าส่งส่ายแส่ไปข้างนอก พระธรรมท่านสอนผู้ปฏิบัติธรรม ให้ย้อนจิตเข้ามาสู่ภายในตัวเอง มีสติบังคับอยู่ตรงนี้ พิจารณาตรงนี้ จะรู้เห็นกันที่ตรงนี้ นี่เวลาภาคปฏิบัติ มันเป็นขึ้นมา มันรู้ขึ้นมาของมัน ทางปริยัติก็แปลมาอย่างนั้นแล้ว แต่เวลาภาคปฏิบัติมันก็ขึ้นอย่างนี้ แต่ขึ้นอย่างนี้ไม่มีในทางปริยัติ แต่มันก็มีในภาคปฏิบัติ อย่างนี้เราก็ไม่เคยไปศึกษาจากใคร มันเป็นขึ้นมาอย่างนี้จะว่าไง จิตก็ตบเลย อย่าส่งจิตออกไป ให้ดูเข้ามาที่นี่ จะรู้จะเห็นกันที่นี่ทั้งกิเลสและธรรม

โอปนยิโก เห็นอะไรก็ให้น้อมเข้ามาเป็นอรรถเป็นธรรมทั้งหมด ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์อะไร น้อมเข้ามาพิจารณาเป็นอรรถเป็นธรรม

ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย จะรู้จำเพาะตน ผู้รู้ก็คือผู้ปฏิบัติเหล่านี้แหละจะรู้ ผู้ไม่ปฏิบัติไม่รู้ นี่ธรรมคุณเวลาแปลออกแล้วนะ เราก็ไม่เคยแปลสักทีแหละ วันนี้ขึ้นมหาเสียหน่อย แปลทุกศัพท์ทุกแสงไปเลย มารู้ที่นี่ไม่รู้ที่ไหนนะ รู้ความสุขความทุกข์รู้ที่นี่ เพราะรู้กิเลสเป็นต้นเหตุแสดงความทุกข์ที่นี่ รู้ความสุขคือธรรมที่เป็นสาเหตุแห่งความสุขเกิดที่นี่ บำเพ็ญที่นี่ จะรู้กันที่นี่ ท่านสอนเข้ามาที่นี่ๆ ทั้งนั้น

ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติอยู่ มองดูคนก็พอเป็นผู้เป็นคนได้นะ ถ้าไม่มีผู้ปฏิบัติ แม้เป็นพระก็เหมือนเปรตเหมือนผี มีผ้าเหลืองเท่านั้นหุ้มห่อเอาไว้ จิตใจหาความละอายบาปไม่มี ไม่มีหิริโอตตัปปะ ข้ามเกินล่วงเกินธรรมวินัยพระพุทธเจ้า เท่ากับเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปตลอดเวลา แล้วจะหามรรคผลนิพพานมาจากไหน ก็เหยียบหัวพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นองค์ศาสดาแทน ได้แก่พระธรรมวินัยอยู่ตลอดเวลา ท่านก็รับสั่งไว้แล้วว่า ดูก่อน อานนท์ พระธรรมและพระวินัยนั้นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต คือแทนพระองค์ เวลาเราตายไปแล้ว ก็ให้เล็งอยู่นี้ ให้ดูให้ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัย ซึ่งเป็นเหมือนตามเสด็จพระพุทธเจ้าอยู่ทุกอิริยาบถ นี่ละศาสดาอยู่ตรงนี้ ธรรมวินัยอยู่นี้ มรรคผลนิพพานจะอยู่จุดนี้ ชี้ลงในนี้ๆ

อย่าไปดูสถานที่กาลเวลาว่า นิพพานที่นั่น พระพุทธเจ้านิพพานที่นี่ เมืองนั้นเมืองนี้ อย่าไปดู ให้ดูตรงนี้ นั่นท่านสอนลงที่ตรงนี้ แล้วก็ย้ำเข้าไปอีกว่า ดูก่อน อานนท์ ถ้ามีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักธรรมวินัยที่เราตถาคตมอบไว้นี้แล้ว พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์ นั่นเห็นไหมล่ะ ประกาศเป็นพื้นฐานรับรองไว้แล้วว่า พระอรหันต์ไม่สูญจากโลก ก็พระอรหันต์อยู่กับธรรมกับวินัย คือศาสดานี้เอง ไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหนนี่นะ ยืนยันอย่างนั้นแล้วปริยัติ ตำรับตำราท่านมีอย่างนั้น แต่กิเลสมันถูลู่ถูกังหน้าด้านหาลบล้างไปหมด อะไรที่จะเป็นมรรคเป็นผลลบล้างทิ้งหมด อะไรจะเป็นส้วมเป็นถานเป็นฟืนเป็นไฟมาเผาไหม้กัน ต่างคนต่างส่งเสริมขึ้นมา

เวลานี้โลกส่งเสริมแต่กิเลส ซึ่งเป็นการส่งเสริมฟืนไฟเผาไหม้กัน ตั้งแต่วงแคบไปสู่วงกว้าง มีใครเป็นนักปราชญ์ทำความสุขความเจริญให้แก่กัน โลกไหนก็ว่าโลกเจริญๆ มันเจริญด้วยฟืนด้วยไฟ ด้วยทิฐิมานะ ความสำคัญว่าตัวรู้ตัวฉลาด มั่งมีศรีสุข แล้วเหยียบคนอื่นๆ เรื่องของกิเลสเป็นอย่างนั้น เราไปหาซิในโลกมนุษย์เรานี่ ไปทั่วดินแดน ใครได้ความสุขมาโอ้อวดกันเอง ที่วิ่งตามกิเลสแล้วผลของมันได้ความสุขมา มีที่ไหน ไม่มี พระพุทธเจ้าจึงทรงตำหนิเหมือนกันหมด เพราะสิ่งนี้เป็นภัยทั้งนั้น ศาสดาองค์เอกตรัสรู้ขึ้นมาเป็นบรมสุขด้วยกันหมด นั่น นี่เอามาแข่งโลกได้เลย ผู้ปฏิบัติธรรมแข่งได้ ประกาศท้าทายได้ ผู้ปฏิบัติตามกิเลส เอาความสุขมาประกาศกันไม่ได้เลย มีตั้งแต่ความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งนั้น

แต่อำนาจของกิเลสมันก็เก่ง มันก็ต้องกล่อมไปเรื่อยๆ ไม่ยอมฟังเสียงอรรถเสียงธรรม บืนตามกิเลสก็มีแต่บืนตามกองทุกข์เท่านั้น ถ้าบืนตามธรรมแล้วจะเห็นขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่องภาวนานี้เราสอนเน้นหนัก ยิ่งจวนจะตายเท่าไรยิ่งสอนเน้นหนักลง กลัวจะไม่เห็นความอัศจรรย์ของศาสนามาสง่างามอยู่ที่หัวใจของเราด้วยการภาวนา เรื่องศาสนาจะประกาศความสง่างามขึ้นประจักษ์แจ้งด้วยการภาวนานะ การทำบุญให้ทาน รักษาศีลประเภทอื่นๆ เป็นบุญเป็นกุศล แต่เป็นกิ่งของอันนี้ของภาวนา ภาวนาเป็นต้นลำ กิ่งก้านแตกออกไปจากนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องบำรุงลำต้นให้ดี

การภาวนาจะมีวันหนึ่ง ธรรมที่จะแสดงเป็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นในเจ้าของตัวเองคือใจนี้น่ะ ถ้าลงจุดนี้แล้วจะเจอ ถึงไม่เจอก็ตาม เหมือนเราขุดบ่อขุดน้ำนั่นแหละ ขุดจ๊อกๆ ลงไปคราวนี้ไม่ถึง เอา จ๊อกหลายจ๊อกขุดหลายจ๊อก มันก็ถึงน้ำ ตาน้ำอยู่ที่ตื้นก็มี อยู่ลึกก็มี แล้วแต่ผู้ที่ง่าย เช่น ขิปปาภิญญา ทันธาภิญญา ผู้ที่ตรัสรู้เร็วก็มี ผู้ตรัสรู้ช้าลงไปโดยลำดับก็มี เหมือนกับตาน้ำที่มีอยู่ตื้นๆ ก็มี อยู่ลึกก็มี แต่ขุดลงไปไม่ถอยก็ถึงเหมือนกัน นี้ก็บำเพ็ญ ขุดคราวนี้ทำคราวนี้ไม่ได้ เอ้าทำอีกต่อไป เดี๋ยวน้ำก็พุ่งขึ้นมา อันนี้อรรถธรรมน้ำอมตะก็พุ่งขึ้นมาในใจของผู้ภาวนาจนได้นั่นแหละ นี้ยืนยันได้เลย

แม้จะไม่ปรากฏก็ตาม อานิสงส์แห่งการภาวนานี้มากกว่าทุกอย่าง แน่ะ ท่านก็บอกไว้แล้ว ยังจะเป็นนิสัยปัจจัยฝังเข้าไปอีกจากการภาวนานี้ ไม่ใช่เพียงได้บุญได้กุศลเฉยๆ  การภาวนาจึงเป็นสิ่งสำคัญมากทีเดียว เราไปที่ไหนได้เทศน์อยู่เสมอ เพราะเรามองไปที่ไหน หลักพุทธศาสนาลงในจุดนี้ๆ จะรู้แจ้งเห็นจริงไปขนาดไหนออกไปจากนี้ แน่ะ จึงต้องสอนเสมอ หากมีรายหนึ่งรายใดใครก็ตาม ถ้าลงทำอยู่แล้ว เหมือนเราขุดน้ำนั่นแหละ ขุดคราวนี้ ขุดคราวหน้า ขุดไปขุดมาก็เจอแหละ เจอน้ำจนได้ อันนี้การภาวนาถึงไม่ได้ผลก็มีอานิสงส์มากอยู่แล้ว เป็นพื้นฐานรับรองไว้แล้ว ยิ่งไปเจอความแปลกประหลาดในจิตใจของเจ้าของ นั้นละที่นี่จะสะดุ้งขึ้นเลยนะ ที่นี่ทุกอย่างจะดีไปตามๆ กันหมด

พอใจสัมผัสธรรมซึ่งเป็นของเลิศเลอแล้ว จะกระจายความดีไปสู่ทุกแห่งทุกหน ในบรรดาอาการของเราที่เคลื่อนไหวไปไหนกับอะไรเรื่องใดนี้ ธรรมจะแทรกๆ เป็นความรู้เนื้อรู้ตัวไปตลอด ดังที่เคยพูด แม้แต่เราทำบุญให้ทานอยู่ทุกวันๆ เคยกับนิสัยของเราแล้ว เราก็ว่าดีพอแล้วนะ การทำอะไรเราก็ว่าดีพอแล้ว แต่เวลาเราภาวนา จิตได้ปรากฏธรรมขึ้นที่ใจนี้ เป็นความละเอียดขึ้นมาอีก การให้ทานนี้ธรรมดาเราให้ทาน ทีนี้เวลาการให้ทานกับผู้มีหลักจิตตภาวนาแล้วมันจะละเอียดลออเข้าไป จะพิถีพิถันทุกสิ่งทุกอย่าง การจะทำบุญให้ทานอะไรพิถีพิถัน ความเคลื่อนไหวไปมาในหน้าที่การงาน มันจะค่อยรู้ค่อยรอบตัวเอง จะละเอียดไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่ว่าทำบาปไม่ได้เลย นั่นเห็นไหม เป็นเองนะนี่

ดังพระอริยบุคคลเพียงขั้นพระโสดาเท่านั้น ไม่ทำบาปเลย นี่เป็นหลักธรรมชาติ ใครบังคับให้ทำก็ทำไม่ได้ มันจ้าอยู่ในหัวใจทำได้ลงคอเหรอ นี่ละที่ว่าพระอริยบุคคลชั้นพระโสดาไปแล้วท่านไม่ต้องรับศีล ศีลเกิดขึ้นแล้วในหลักธรรมชาติ ปาณาฯ อทินนาฯ สมบูรณ์แบบแล้ว ไม่ต้องไปสมาทานจากไหน นี่ศีลเกิดขึ้นจากตัวเองเป็น สมุจเฉทวิรัติ งดเว้นไปตลอดเลย นี่ละเตือนอย่างนี้ธรรมเตือน ไม่มีใครบอกก็ตามหากเป็นขึ้นๆ ทุกสิ่งทุกอย่างจะค่อยละเอียดลออไปตามเมื่อธรรมได้ปรากฏในใจ

ที่ไม่ปรากฏเพราะกิเลสตัวมืดบอด ทำอะไรมันก็ดีไปหมดความมืดบอด แต่เวลาธรรมกระจ่างขึ้นมามันมีที่คัดที่เลือกกันละซี อันหนึ่งมืด อันหนึ่งสว่างใช่ไหมล่ะ มันก็รู้กันๆ ต่อไปก็ละเอียดลออไปเรื่อยๆ  การภาวนาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เราก็เคยพูดให้ฟัง เอามาอวดท่านทั้งหลายเหรอ บวชมาทีแรกก็มีความสนใจอยากภาวนา ถามท่านพระครูท่าน จะให้ภาวนาอย่างไร เห็นท่านเดินจงกรมตอนเช้า เราเป็นนาคบวช ตอนเช้าตีสี่ตีห้าท่านออกไปเดินจงกรม จนสว่างแล้วท่านเข้ามา เราก็ดูอยู่ แต่ก่อนก็พอทราบอยู่แล้ว แต่เวลาไปเห็นท่านทำนี้ เราก็สังเกตท่าน โอ๋ ท่านเดินจงกรมอย่างนี้ๆ

ทีนี้พอบวชแล้วอยากภาวนาก็ไปถามท่าน อยากภาวนาจะให้ทำอย่างไร เอา พุทโธ นะ เราก็ภาวนา พุทโธ แหละ ว่างั้น ให้ภาวนาพุทโธ นะ จับนั้นไว้แหละมาภาวนา บทเวลามันเป็นขึ้นมาในนั้นเราคาดเมื่อไร อย่างนั้นซิ นึกพุทโธๆ ไปตามภาษีภาษา พุทโธๆ ง่วงเราก็นอน แล้วก็ทำไปอย่างนั้น อยู่ๆ บทเวลามันจะเป็น พุทโธๆ มันเป็นลักษณะที่ว่า เหมือนเขาตากแหไว้ เราจับจอมแหดึงเข้ามา ตีนแหมันก็หดเข้ามาพร้อมกันๆ ทีนี้กระแสของจิตซึ่งเป็นเหมือนตากแหไว้มันกว้างขวางมาก พอพุทโธๆ ขึ้น จอมแหจับตรงนี้ไว้ กระแสของจิตจะค่อยหดเข้ามาๆ เลยเป็นจุดสนใจ ยิ่งพุทโธถี่เข้าไป เหมือนดึงจอมแห แหก็หดเข้ามาๆ ใส่กึ๊กลงจุดเดียวเลย โอ๋ย ขาดไปหมดเลย อัศจรรย์ โถ ทำไมจิตของเราจึงเป็นอย่างนี้ เอาละนะที่นี่

เหมือนเราอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร เป็นเกาะเท่าเรานั่งนั่นแหละ อยู่ในนั้น นอกนั้นเวิ้งว้างไปหมด ด้วยน้ำมหาสมุทรทะเลหลวง ตกลงไปนั้นจมเลย อันนี้มันอยู่นี้มันไม่ตก มันอัศจรรย์ตรงกลาง เลยเกิดความอัศจรรย์ ความตื่นเต้นนะมันไปกระตุกความอัศจรรย์ให้จิตถอนออกมาเสีย อู๋ย เสียดาย นั่นละที่นี่ไม่ลืมนะ อยู่ที่ไหนก็ไม่ลืม มันฝังลึกมากนะ ทำงานทำการเรียนหนังสืออะไร ทั้งวันมันไม่ลืมอยู่ในนี้ละ ความอัศจรรย์มันเป็นกลางคืน เป็นทั้งวันๆ เอาอีกมันไม่ได้ๆ แล้วค่อยจางไปๆ คือมันเป็นสัญญาอดีต คืออยากได้อย่างที่เราเคยเป็นๆ แต่ไม่ได้ทำปัจจุบันธรรมให้ปรากฏเด่นชัด เช่น พุทโธ ให้อยู่ปัจจุบัน นี่พุทโธจะเอาอันนั้น พุทโธจะเอาอันนี้ ไม่ได้เรื่องนะ อันนี้เราเลยกลายเป็นพุทโธ จะเอาให้ได้อย่างเมื่อคืนนี้ๆ มันไม่ได้ มันลืมพุทโธปัจจุบันเสีย

ทีนี้พอจางไปๆ ความคาดความคิดอย่างนั้นมันก็หดเข้ามาเสีย เมื่อไม่ได้แล้วเราก็หายห่วง ทำภาวนาไปเรื่อย ทีนี้จิตมันไม่เป็นสัญญาอารมณ์กับเรื่องอดีตใช่ไหม มันเป็นอีก แน่ะ พอเป็นอีกก็เป็นบ้าเข้าอีกเรา เลยไม่ลืม เรียนหนังสืออยู่ ๗ ปี ภาวนาเป็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์นี้ ๓ หนเท่านั้น เลยฝังลึกเลยเทียวนะ นั่นเห็นไหมล่ะ ฝังลึก ออกนี้มีแต่จะพุ่งเลย ทีนี้จะเอาให้เก่งกว่านี้นู่นน่ะ ภาวนาคราวนี้จะเอาให้เก่งกว่านี้ มันก็เป็นจริงๆ ได้จริงๆ พอออกภาวนาทั้งวันทั้งคืนซัดกันใหญ่เลย มันก็ค่อยได้ๆ เรื่อยๆ นี่ละการภาวนา โห มันปลุกใจได้ดีมากทีเดียว เป็นอารมณ์ทั้งวัน อารมณ์ติดพันอยู่นี้

นั่นละเรื่องใจถ้าลงได้สัมผัสกับธรรมแล้ว ไม่ได้ลืมง่ายๆ นะ ให้พากันทำถ้าอยากเห็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ของจิต ทางเดินพระพุทธเจ้าสอนไว้ถูกต้องแล้วทุกอย่างไม่ผิดพลาด จึงเรียกว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ขอให้ทำตามนั้นเถอะจะเป็นอย่างนั้นแน่นอน เอาเท่านั้นละวันนี้

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตา ตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก