ดอกเบี้ยโหด
วันที่ 15 มกราคม 2547 เวลา 8:45 น. ความยาว 25.22 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

ดอกเบี้ยโหด

 

         ผู้ว่าฯ มีปัญหาธรรมจากเว็บไซต์ครับ ขออนุญาตอ่าน

หลวงตา เอ้า อ่านเลยๆ

ผู้ว่าฯ จากคุณจิตตรา ประเทศอเมริกาครับ

พี่สาวของลูกปล่อยเงินกู้ เก็บรายวันเฉพาะดอกเบี้ยได้วันละ สองสามหมื่นบาทต่อวัน หนูเคยบอกให้เขาเลิกทำ เพราะดูแล้วมันโหดต่อลูกหนี้มากเกินไป และหนูกลัวเขาจะเกิดอันตราย แต่พี่สาวก็อ้างว่า ทำไมธนาคารยังออกเงินกู้ได้ พี่สาวบอกว่าไม่ต้องมาสอนเพราะหนูเป็นน้อง หนูรักพี่เจ้าค่ะหลวงตา ไม่อยากเห็นเขาทำบาป ไม่อยากเห็นเขามีอันตราย

         ขอเมตตาหลวงตาเทศน์สอนเพื่อหนูจะได้ส่งคำเทศน์ของหลวงตา ไปให้พี่สาวที่เมืองไทย ขณะนี้หนูอยู่ที่อเมริกาค่ะ ขอความเมตตาจากหลวงตาด้วยเจ้าค่ะ  กราบเรียนหลวงตามาด้วยความเคารพยิ่ง

หลวงตา ถ้ามันผิด ไม่ว่าพี่ว่าน้องมันผิดทั้งนั้นแหละ ถ้าถูกก็เหมือนกัน ไม่ว่าพี่ว่าน้องมันถูกได้ด้วยกัน จะอ้างว่าเป็นพี่เป็นน้องมายืนยันกันอย่างนี้ใช้ไม่ได้ ไม่ใช่หลักธรรม หลักธรรมคือเหตุผล ไปเอาอะไรนักหนากับดอกเบี้ยวันละเป็นหมื่นๆ ดอกเบี้ยหรืออะไรวันละเป็นหมื่นๆ ดอกอะไรเขาบอก(ปล่อยเงินกู้นี่ครับ ได้ดอกเบี้ยวันละสองสามหมื่น แล้วน้องสาวเขาที่มาปรึกษา เขาบอกว่ามันโหดเกินไปที่ไปเอาดอกเบี้ยเขาขนาดนั้น) ดอกเบี้ยมันถูกแพงอะไร ตกลงกันยังไง (คงจะดอกเบี้ยสูงเกินไปครับ) ถ้าสูง โหด ถูกต้อง เขามากู้เราก็คือเขาไม่มีเขาถึงมา ก็ควรจะลดหย่อนผ่อนผันตามสภาพ เขาไม่มีเขาถึงมากู้เรา เอาดอกเขาสูงๆ ใช้ไม่ได้ เราก็เป็นยักษ์กินตับคนจน ไม่ควรทำ (น้องสาวเกรงว่าพี่สาว จะเป็นบาปและเป็นอันตรายแก่ตัว) จะเกรงอะไรมันเป็นแล้ว ถ้ามันเกินประมาณมันเป็นแล้วตั้งแต่ยังไม่เตือนกันนู่นน่ะ เอา ว่าไป

ผู้ว่าฯ ปัญหาคนที่สองครับ กระผมหัดนั่งสมาธิเกือบทุกวันตามที่โอกาสจะอำนวย แต่ทุกครั้งในขณะที่นั่งสมาธิแล้วสักพักตัวจะแกว่งไกว โยกไหวเป็นจังหวะๆ จึงอยากกราบเรียนถามว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และจะต้องปรับปรุงและแก้ไขอย่างไรต่อครับ (จาก ตุ๊ก)

หลวงตา อันนี้ก็ตัวแหละเป็นสาเหตุ คนอื่นเขาไม่ได้ทำอย่างเราเขาก็ไม่มีสาเหตุ เราไปทำของเราเองก็มีสาเหตุ จะมาถามหลวงตาไม่ค่อยเหมาะ แต่ก็จะตอบให้ว่า เรื่องอย่างนี้มันมีอยู่ทั่วๆ ไป อย่าไปกังวลกับมัน มีลักษณะโยกๆ คลอนๆ เหมือนเขาทำงานทำการต่างๆ กิริยาของความเคลื่อนไหวของคนจะไม่เหมือนกัน ผู้เขียนหนังสือทำอย่างหนึ่ง ผู้ถากไม้ก็ทำอย่างหนึ่ง แล้วแต่กิริยาแห่งการกระทำ มันต่างๆ กัน อันนี้ก็เหมือนกันการภาวนา บางทีมีโยกๆ คลอนๆ บางทีหัวทิ่มอย่างนั้นก็มี มันเป็น คืออาการของจิตมันแสดงไปต่างๆ กัน มันจะโยกคลอนก็ไม่เป็นไรแหละ เขาว่าเป็นลักษณะอย่างไร (ลักษณะแกว่งไกวและโยกไหวเป็นจังหวะๆ ) ช่างหัวมันเถอะ อย่าไปเป็นอารมณ์กับมัน ให้ถือเหมือนกับว่าเป็นกิริยาอันหนึ่งแห่งการทำงานของเรา เหมือนเขาทำงานภายนอก โลกเขา เข้าใจเหรอ เมื่อเราไม่เป็นกังวล กิริยาของจิตมันก็หมุนไปมา เดี๋ยวมันก็ชินของมันไปตามเรื่องของมันไปเอง ถ้าเรายิ่งไปตื่นเต้นและจดจ่อเข้าไป พอจะทำมันจ่อ เลยเป็นท่าต่อสู้กันไปเรื่อยๆ

ผู้ว่าฯ ปัญหาคนที่สามว่า หลานภาวนาแบบอานาปานสติ เมื่อคืนนี้หลานได้นั่งสมาธิพอเริ่มจิตสงบก็ได้ยินเสียงลูกบิดประตู หลานก็หลุดจากความสงบตามเสียงลูกบิดประตู  หลานก็ตั้งดูลมหายใจใหม่ พอเริ่มสงบก็มีเสียงลูกบิดประตูดังอีก ทีนี้เหมือนว่าจิตสะดุ้งค่ะ หลานก็ตั้งใหม่ดูลมหายใจต่อไปอีก เสียงลูกบิดดังอีกแล้ว เป็นแบบนี้ประมาณ ๖-๘ ครั้งได้ในช่วงเวลาครึ่งชั่วโมง หลานมีความรู้สึกเจ็บที่ช่วงอกมาก เหมือนเจ็บในจิตในใจ เจ็บมากจนทรุดลงไป น้ำตาก็ไหลออกมา ณ เวลานั้นหลานได้ฟังเทศน์ของหลวงตาตอนพิจารณาเวทนาสังขารพอดี ซึ่งถ้าเป็นเวทนาทางกาย หลานยังพออดทนกับความเจ็บปวดทางกาย พิจารณาเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาได้ แต่พอมาเจ็บที่จิตที่ใจ หลานรู้สึกว่า หลานไม่มีแรงพอที่จะอดทนดูต่อไปได้ สักพักใหญ่ๆ หลานฝืนลุกมาเดินจงกรม พอคลายความเจ็บในใจได้พอควร  พอตอนเช้ามาอาการเจ็บในใจก็ยังไม่คลายหาย คล้ายจิตไม่มีแรงค่ะ

         หลานขอรบกวนหลวงตาช่วยชี้แนะแนวทางปฏิบัติด้วยเจ้าค่ะ เพื่อหลานจะได้น้อมนำไปปฏิบัติ และสำรวมระมัดระวังในครั้งต่อไปเจ้าค่ะ

(จาก หลานผู้ตกน้ำป๋อมแป๋ม)

หลวงตา ที่นั่งภาวนา อานาปานสตินี้ ลูกบิดมันมากวน ว่าอย่างนั้นใช่ไหม (ครับ) ให้ลงไปอยู่กลางทุ่งกว้างๆ ลูกบิดจะตามไปไหม ให้บอกอย่างนั้นนะ มันเป็นยังไงไปที่ไหนลูกบิดมันกลับเป็นภัย ไปอยู่ทุ่งกว้างๆ หรือไปอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรก็ได้ ถ้ามันยังตามอยู่อีกแล้วมาบอกหลวงตา หลวงตาจะตามฟาดมันให้ มันทำไมเก่งนักลูกบิดนี่ เป็นไปทุกอย่างนั่นแหละ เราเป็นสัญญาอารมณ์กับมัน มันก็เป็นไปเรื่อยๆ เรื่องอะไรมันมีอยู่ตั้งแต่เรายังไม่เกิด เรื่องนั้นเรื่องนี้มีอยู่ แต่จิตไม่คิดไม่ยุ่งกับมัน มันก็เหมือนไม่มี ถ้าจิตแย็บออกไปกับอะไร ก็เป็นอันนั้นแหละ แย็บไปหาตรงไหน อันนั้นเป็นเรื่องแล้วกับเรา เราไปเป็นเรื่องกับเขาต่างหาก ให้กำหนดดูซิ อานาปานสติก็ดูลม มันแย็บยังไงก็ช่างหัวมัน ให้ดูลม อย่าให้เผลอกับลม เพราะถ้าเราเป็นสัญญาอารมณ์กับอันนั้นแล้ว แสดงว่าสติเราอ่อนตรงนี้ มันไปแย็บอย่างนั้นทัน

เรื่องภาวนานี้มันเป็นไปคนละแบบละฉบับแหละ แต่เป็นอยู่ในวงของการภาวนาแต่ละนิสัยๆ ในฐานะว่ามีครูมีอาจารย์ก็ถามบ้างเป็นธรรมดา ถ้าไม่มีนี้ก็ฟัดกันเลยๆ มีก็ตาม เวลาเข้าตาจนแล้ว เหมือนกรรมการยืนอยู่นี้ นักมวยต่อยกัน กรรมการไม่มายุ่งนะ มีแต่นักมวยซัดกันเลย นี่ครูอาจารย์ก็อยู่โน้นไม่มายุ่ง มีแต่เราฟัดกันกับกิเลสอยู่นี้เลย เข้าใจไหม เอากันอยู่นี้ละ เรื่องอุบายวิธีการต่างๆ นี้เราพูดตามนิสัยของเรา นิสัยของคนอื่นมันก็มีแปลกๆ ต่างๆ กัน แต่เรื่องสติปัญญาเป็นสำคัญมากนะ อย่างพิจารณาทุกขเวทนาๆ นี้ ที่เคยพูดให้ฟังแล้วมันขนาดไหน เหมือนว่าเรานั่งอยู่นี้เป็นเหมือนหัวตอ เวลามันทุกข์มากๆ นะ เป็นไฟขึ้นมาหมดท่วมตัวเลยตรงกายนี่ มันไหม้จิตไม่ได้ แน่ะมันก็เข้าตรงนั้นเสีย ให้มันไหม้ไปร่างกายนี่ ไหม้จิตไม่ได้ จิตไม่เคยตาย แน่ะมันพลิกของมันอย่างนั้นแหละ ตรงไหนมันทุกข์ไล่เบี้ยกันเข้าไป สุดท้ายก็จนตรอก ลงผึง นั่นเห็นไหมล่ะสติปัญญา

ทุกข์มากเท่าไรเราจะอยู่เฉยๆ ทนไม่ได้นะ ไม่ถูก ทุกข์มากเท่าไรยิ่งหมุนหาเหตุหาผล มันจี๋กันอยู่อย่างนั้น ทันกันปั๊บลงๆ เราจึงบอกว่า ที่เรานั่งภาวนาตั้งเก้าคืนสิบคืน เว้นคืนหนึ่งบ้างสองคืนบ้าง นี่เคยเล่าให้ฟังแล้วเพื่อเป็นคติ ทุกครั้งทุกขเวทนามันก็ต้องเกิดของมัน การพิจารณาของเรา แล้วแต่อุบายของเราที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เราจะไปเอาเรื่องเก่าที่พิจารณาแก้ไขไปแล้ว เอามาใช้ไม่ได้แล้ว นั่น เป็นสัญญาอารมณ์แล้ว ต้องเป็นปัจจุบันเกิดขึ้น พลิกกันอยู่นั้นละ เดี๋ยวก็ลงผึงๆ อย่างนั้น ได้ทุกคืนเราไม่เคยพลาด ลงถึงแดนอัศจรรย์ทุกคืน เป็นแต่ว่าลงมากลงน้อยต่างกันเท่านั้นเอง ลงได้ทุกคืนเลย

นี่ก็คือการพิจารณาด้วยปัญญา พลิกหาเรื่องความทุกข์ เรื่องกาย เรื่องหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นทุกข์หรือ ย้อนหาถามหา เหล่านี้มันไม่มีทุกข์ คนเอาไปเผาไฟแล้วเหล่านี้มีอยู่มันก็ไม่เห็นว่าร้อนอะไร มันเป็นกับอะไร นั่น ไล่เข้ามาก็มาหาจิตที่ตัวไปสำคัญมั่นหมาย ก็ตีเข้ามาถึงจิต จิตก็รู้ตัว พลิกแก้กันได้ตก นั่น ลง

เราจึงเน้นหนักเรื่องการภาวนา เรื่องแดนอัศจรรย์ในโลกก็ดี เรื่องมหันตทุกข์ในโลกก็ดี อยู่ที่ใจทั้งหมด จับจุดนี้ให้ดีนะ อันนั้นเป็นนั้นเป็นนี้ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญไปก่อเรื่องอยู่ตลอด พอพิจารณาเรื่องนั้นแล้วถอยเข้ามาก็มาอยู่ตรงนี้ มารู้ตรงนี้เสีย แล้วก็สงบตรงนี้ ทีนี้ธรรมเกิดตรงนี้ ความอัศจรรย์เกิดตรงนี้ อย่างที่ว่าไฟเผาเราทั้งเป็นนั่งอยู่น่ะ นั่นละเวลามันทุกข์ ทุกข์กายก็ทุกข์ แต่ใจมันหมุนหา ทีนี้เวลามันลงแล้วเหล่านี้ก็ดับไปหมดเลย จิตพรึบลง นั่นลงจิต เวลาลงแดนอัศจรรย์ทุกข์มันหายไปหมด แดนอัศจรรย์ก็อยู่ด้วยกันนั่น

ลงแดนอัศจรรย์ โถ ไม่ได้ลืมแหละ เพราะฉะนั้นเรื่องความตายอย่าเอามาพูดเลย โน่นเห็นไหม เพราะอัศจรรย์นี่เหนือแล้ว มันจะเอานี่ให้ได้อย่างเดียวเท่านั้น เป็นยังไงซัดกันเลยๆ สุดท้ายลงได้ทุกวันๆ ไม่เคยพลาดนะ จึงอาจหาญชาญชัย อันนี้ไปเรียนวิชาไหนไม่ได้ ต้องเป็นวิชาเทคนิคในตัวเอง เพราะธรรมมีอยู่ทั่วไปตลอดเวลา กิเลสก็มีอยู่ทั่วไปตลอดเวลา แล้วแต่จะหาอุบายวิธีแก้ไขซึ่งกันและกันได้เท่านั้น ถ้าแก้ไม่ได้ก็แพ้ ถ้าแก้ได้ก็ชนะไปเรื่อยๆ ธรรมมีอยู่ทั่วไป กิเลสมีอยู่ทั่วไป เพราะฉะนั้นทุกข์จึงมีอยู่ทั่วไปที่เข้ามารวมในหัวใจนี้ หัวใจเป็นที่รับทุกข์รับสุข มีเท่านี้ในโลกนี้ ได้พิจารณาเต็มกำลังแล้วไม่สงสัย อะไรๆ จะเกิดสัญญาอารมณ์มีแต่อันนี้ไปเกี่ยวโยงกับเขาทั้งนั้น พอพิจารณาอันนั้นรอบเข้ามา อันนั้นหดเข้ามาๆ ก็มาที่ใจ พออยู่ที่ใจแล้วทุกข์เหล่านั้นดับหมด ความสุขก็ขึ้นแทน นั่น อุบายวิธีการพิจารณานั้นเพื่อจะระงับสิ่งเหล่านั้น

เราเน้นหนักเรื่องการภาวนา อยากให้พี่น้องทั้งหลายได้เห็น เรื่องโลกธาตุกว้างแสนกว้างจะไม่อยู่ที่ไหนเลย เวลาจิตมันได้รู้แล้ว ความทุกข์ทั้งมวลตัวนี้เป็นตัวสำคัญ จึงเรียกว่ามหาเหตุ มันไปหาก่อเรื่องก่อราวขึ้นมาหมด ทีนี้เวลาธรรมได้ตีเข้าไปๆ ประมวลสิ่งเหล่านั้นเข้ามาๆ แล้วดับลงที่จิต ความสุขอัศจรรย์ขึ้นที่จิตนี่เลย มีจิตดวงเดียวเป็นผู้รับสุขและทุกข์ในโลกอันนี้ ไม่มีอะไรรับนะ ให้พิจารณาทางด้านภาวนา อันนี้ก็ไม่มีใครบอก มันรู้อยู่ในนี้จะให้ว่ายังไง มันเป็นในนี้ ประมวลเข้ามาแล้วมาอยู่นี่ ทุกข์มหันตทุกข์มันก็ซัดเข้าอยู่ในหัวอกคือใจ ใจเป็นทุกข์สำคัญมาก ร่างกายเป็นทุกข์ไม่ค่อยเท่าไร แต่ใจเป็นทุกข์นี้แหม ทุกข์มากนะ เวลาประมวลมันเข้ามาได้แล้ว ใจเป็นสุขก็เอาอีกเหมือนกัน ไม่มีอะไรเสมอในโลกอันนี้ จึงอยากให้เน้นหนักภาวนา

พุทธศาสนาเท่านั้นว่างั้นเลย จำให้ดี ที่แก้ถูกจุดสำคัญๆ ลงถึงบรมสุขได้ สุดยอดแห่งสุข ทุกข์ดับโดยสิ้นเชิง เช่นอย่างพระอรหันต์ พระพุทธเจ้า ตั้งแต่วันได้ตรัสรู้ธรรมขึ้นมา บรรลุธรรมขึ้นมาผาง เรียกว่ากิเลสดับหมดแล้ว กิเลสส่วนหยาบ ส่วนกลาง ส่วนละเอียด อยู่ที่ใจๆ มีมากกวนมาก มีน้อยกวนน้อย มีเท่าไรต้องกวนอยู่ตลอดเวลา จึงเรียกว่ากิเลสตัวกวน ยุ่งกวนมาก พออันนี้ดับพรึบลงไปแล้วไม่มีอะไรกวนเลย เพราะฉะนั้นใจพระพุทธเจ้าใจพระอรหันต์จึงไม่มีความทุกข์ ตั้งแต่วันบรรลุธรรมแล้ว ทุกข์ในใจของท่านไม่มีเลย มีแต่สว่างจ้าอยู่นั้นตลอดเวลา แต่ท่านไม่ได้ตื่นเหมือนกิเลส กิเลสมีสุขเกิดขึ้นมาก็ตื่นกัน ทุกข์ขึ้นมาก็ตื่นกัน เป็นบ้ากันทั้งนั้น กิเลสสอนคนให้เป็นบ้า ธรรมไม่ได้เป็น สุขมากสุขน้อยเป็นอยู่ภายในใจ สุขุมอยู่ภายในใจ จนกระทั่งถึงขั้นโลกธาตุขาดสะบั้นไปหมดไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่ใจล้วนๆ ครอบโลกธาตุนี้ก็ไม่ตื่น เห็นไหมล่ะ นั่นละจิต นั่นละธรรม

เราอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้ภาวนา พุทธศาสนาเราลงจุดเด่นชัดที่สุดก็คือ การภาวนาเป็นที่รวมแห่งความสุขทั้งหลาย และจะรู้เหตุผลของทุกข์ทั้งหลายตลอดถึงความทุกข์ จะมารู้ที่ใจหมด และดับทุกข์หมดแล้ว บรมสุขอยู่ที่ใจไม่อยู่ที่ไหน อยากให้ทำ ถึงจะไม่ได้ผล ไม่ปรากฏก็ตาม อานิสงส์แห่งการภาวนานี้มากกว่าอานิสงส์อย่างอื่นเป็นไหนๆ นะ มันหากจะมีวันหนึ่งมันจะเจอกันจนได้นั่นแหละ เพราะกิเลสกับธรรมอยู่ด้วยกัน หลบฉากกันอยู่ในนี้ พอได้จังหวะแล้วธรรมจะเจอกันกับกิเลส ได้รู้ความอัศจรรย์ขึ้นมา ถ้าไม่ทำเลยไม่รู้ จนกระทั่งวันตายก็ไม่รู้ แบกแต่กองทุกข์ เป็นบ๋อยของกิเลสไปเรื่อยๆ ใจของเราที่ควรจะเลิศเลอ กลับเป็นบ๋อยของกิเลสไป พอฟาดกิเลสม้วนเสื่อไปแล้วนี้ ไม่มีอะไรเป็นนายเหนือธรรมไปได้เลย ครอบโลกธาตุ

อยากให้พากันภาวนานะ การภาวนาสำคัญมากทีเดียว เราพูดยันได้เลยทีเดียว เพราะไม่เอาที่ไหนมาพูด ถอดออกมาจากหัวใจนี่ทุกอย่าง ที่มาสอนโลกนี่เราไม่ได้สอนด้วยความงมงายนะเราพูดจริงๆ ลูบๆ นั้น คลำๆ นี้มาสอนผิดหรือถูกอะไรไม่มี ผางออกมามีแต่จริงล้วนๆ เพราะธรรมชาตินี้เป็นความจริงล้วนๆ  ถ้าว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ถอดออกไปตรงไหนถูกหมด ตรงนี้ถูกเสียอย่างเดียว ถ้าตรงนี้ผิดผิดหมด เป็นอย่างนั้นนะ

ด้วยเหตุนี้เองการสอนโลกเราจึงได้บอก บอกชัดๆ เลยว่า เราไม่เคยสะทกสะท้านในการสอนโลก สามแดนโลกธาตุนี้เท่ากับมูตรกับคูถ ฟังซิน่ะ ธรรมนั้นแดนแห่งความพ้นทุกข์เหนืออยู่หมดแล้ว มองเห็นหมดเลย เรื่องของกิเลสมันจะสูงขนาดไหนก็เหมือนภูเขาสูงนั่นแหละ สู้ฝ่าเท้าไม่ได้ ฝ่าเท้าขึ้นเหยียบหัวมันจนได้แหละ เข้าใจไหม มันไม่เหนือธรรม ธรรมเหนือกว่า มันอยู่ใต้ฝ่าเท้าของธรรม กิเลสอยู่ใต้ฝ่าเท้าของธรรม ธรรมเหยียบแหลกไปหมด สำคัญตรงนี้นะ

โห เวลาได้เห็นของอัศจรรย์ ฟังซิ ไม่งั้นมันจะพูดได้เหรอ พระพุทธเจ้าพูดก่อนนะ ไม่ใช่เราสวมรอยท่านหรือตามรอยท่าน มันเป็นในนี้ก็บอกในนี้เลย ทั้งๆ ที่ปรารถนาพุทธภูมิมาสักกี่กัปกี่กัลป์ ได้ตรัสรู้แล้วก็เพื่อจะสั่งสอนโลก พอตรัสรู้จ้าขึ้นมาแล้วมันดูไม่ได้เลยจะว่าไง จ้าขึ้นมาทีแรกก็จะดูไม่ได้แล้วแหละ ทั้งๆ ที่เราเคยผ่านเหล่านี้มาเหมือนโลกทั่วๆ ไป สิ่งที่ดูไม่ได้นี่นะ เราเคยเป็นมาแล้วเท่าไร พันอยู่กับตัวของเราใจของเราตลอดทุกภพทุกชาติไป แต่เวลามันเปิดออกหมดแล้ว อันนี้เลยกลายเป็นมหาภัยไป ธรรมชาตินั้นจ้าไปหมด ท้อพระทัย เห็นไหมล่ะ ไม่อยากสั่งสอนสัตว์โลก สั่งสอนไปหาอะไรๆ นั่น

นี่ก็เหมือนกันเวลามันเป็นขึ้นมา ท้อใจ สั่งสอนไปหาอะไร พูดไปไหนเขาก็จะหาว่าเราเป็นบ้ากันทั้งแผ่นดิน เพราะไม่มีใครจะรู้ ไม่มีใครจะสามารถรู้ได้อย่างนี้ๆ ปรากฏว่าเหนือเสียทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่จะเหมือนอันนี้ได้เลย แล้วจะไปสอนใคร โลกเขาเป็นอยู่อย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้นทั้งโลก อันนี้เป็นอันเดียวขึ้นมา พูดขึ้นมาไหนเขาก็จะว่าเป็นบ้า โอ๊ย อยู่ไปกินไปวันหนึ่งพอถึงวันตายก็เอาละพอ สอนไปหาอะไร นั่นเวลามันท้อมันท้อ เวลามันพิจารณาไป ก็ดังที่เคยพูดนั่นแหละ ว่าสิ่งที่เลิศเลอสุดวิสัยของโลกที่จะรู้ได้ นี่เวลาธรรมกระตุกขึ้นมานะ เอ้า ถ้าว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สุดวิสัยของโลกที่จะรู้ได้ แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหนจึงรู้ได้ นั่นเห็นไหมล่ะ รู้ได้เพราะเหตุใด รู้ได้เพราะสายทางธรรมของพระพุทธเจ้าสอนมานี่ นี่ทาง

สวากขาตธรรม สอนไว้เรียบร้อยแล้ว นี่คือทางเพื่อความพ้นทุกข์ เราก็เดินตามนี้มาแล้วพ้นทุกข์ แล้วว่าโลกจะรู้ไม่ได้ยังไง เรารู้ได้เพราะเหตุใด ก็รู้เพราะสายทาง ถ้าใครก้าวมาตามนี้ต้องรู้ได้ นั่น ไม่มากก็น้อยรู้ได้ๆ อ๋อ รู้ได้ นั่นเห็นไหมยอมทันที ทั้งๆ ที่ทีแรกมันท้อถอยอ่อนไปหมดเลย ไม่อยากพูดให้ใครฟัง อยู่ไปกินไปพอถึงวันตายเท่านั้นพอแล้ว นั่นบอกว่าพอแล้ว แต่เวลาคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาเหตุหาผลกัน มันก็มาโดนเจ้าของเข้า ถ้าว่าสิ่งเหล่านี้สุดวิสัยของโลกแล้ว เราเป็นเทวดามาจากไหน ทำไมรู้ได้ นั่น ก็เป็นมนุษย์เหมือนโลก ทำไมรู้ได้ รู้ได้เพราะเหตุไร สายทางมีมานี้น่ะ เอ้ามา เดินตามนี้มา พอว่ารู้ได้เพราะเหตุไร มันก็วิ่งถึงสายทางที่ก้าวเข้ามา อ๋อ ยอมรับ อ๋อ รู้ได้ นั่น ไม่มากก็รู้ได้ บอกตรงๆ ยันกันเลยว่ารู้ได้ ไม่มากก็น้อยรู้ได้ตลอดเลย

ธรรมพระพุทธเจ้าไม่เคยโกหกโลก มีแต่กิเลสมันบอกว่ารู้ไม่ได้ๆ เห็นไม่ได้ สิ่งที่กิเลสบอกว่ารู้ได้เห็นได้มีแต่นรกอเวจีเผาเอาๆ เข้าใจไหม เข้าใจแล้วเหรอ เอาละวันนี้จะไม่พูดมาก ตั้งจะไปนั้น นี่สามโมงพอดีแล้ว พากันจำเอานะ การภาวนาสำคัญมากนะ

มาจากไหนบ้าง (ออสเตรเลียค่ะ ที่ออสเตรเลียมีวัดไทยอยู่ที่นั่น) มีใครเป็นสมภาร (อาจารย์เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ชาครับ) เออ ดีละ พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สายหลวงปู่ชาก็คือลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่น สายหลวงปู่ชาทั้งหมดเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น กระจายออกไปกว้างขวางออกไป พ่อแม่ครูจารย์มั่นไม่ให้ญัตติ ท่านสั่งเองทีเดียว ญัตติหาอะไร ไก่มันก็มีชื่อ กบมันก็มีชื่อ ชื่อเฉยๆ ท่านว่า ขอให้ปฏิบัติดีเถอะน่ะ เวลาท่านญัตติแล้ว พวกท่านทั้งหลายจะถือก๊กถือเหล่าไปไม่ถือธรรม ถ้าถือธรรมไม่มีก๊กมีเหล่า เข้ากันได้สนิทหมด ท่านว่าอย่างนี้นะ ถ้าญัตติแล้วก็นั่นเป็นก๊กนั้นก๊กนี้ๆ แล้วจะทำให้ขาดวรรคขาดตอนในผลประโยชน์ที่จะได้ร่วมกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องญัตติ บรรดาลูกศิษย์สายอาจารย์ชานี่ เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ท่ามห้ามไม่ให้ญัตติ เพราะฉะนั้นจึงเป็นสายกันอยู่ ก็เป็นลูกศิษย์ตถาคตอันเดียวกัน เราก็เห็นอย่างนั้นเลยเทียว ใครจะมาอวดว่านิกายนั้นนิกายนี้ เอาชื่อมาอวดเฉยๆ อย่ามาอวดนะ ถ้าปฏิบัติปฏิบัติชอบเข้ากันได้เลย เข้าใจไหมล่ะ เท่านั้นละเดี๋ยวมันจะเลยเวลา

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก