ศาสนธรรมคือเครื่องยืนยันมรรคผลนิพพาน
วันที่ 9 มกราคม 2521 เวลา 19:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๒๑

ศาสนธรรมคือเครื่องยืนยันมรรคผลนิพพาน

 

ท่านนักปฏิบัติทั้งหลาย แม้จะมาจากที่ต่างๆ เช่นต่างจังหวัด ต่างภาค และต่างทวีป ตลอดดินฟ้าอากาศ สถานที่อยู่อาศัยมีต่างกันบ้าง อันเป็นธรรมดาของโลกที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งโลกยอมรับกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันโดยความเป็นธรรม ก็คือ ต่างท่านต่างคนย่อมเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ อยู่ในแดนมนุษย์ มาจากแดนมนุษย์ด้วยกัน มีจิตใจมุ่งอรรถมุ่งธรรมตามวิสัยของมนุษย์ผู้ฉลาดกว่าสัตว์ และมุ่งความสุขความเจริญแก่ตน และส่วนรวมเหมือนกัน เป็นผู้ควรแก่ความเป็นพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ เพศ วัย ของผู้เชื่อเลื่อมใสในพระธรรมของพระองค์เหมือนกัน ได้มาบวชปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย เพื่อชำระสะสางกิเลสที่รกรุงรังภายในกาย วาจา ใจ ออกด้วยความพากเพียร ไม่ลดละท้อถอย สมนามว่า เป็นลูกศิษย์พระตถาคต ผู้ปรากฏเด่นในปวงชน ทั้งทางความเพียรพยายามและความอดกลั้นขันติ ตลอดผล คือความรู้ ความฉลาดก็เป็นจอมปราชญ์ฉลาดเหนือมนุษย์มนา เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ชั้นไตรภพ

ทรงเรียนจบธรรมชั้นโลกวิทู รู้แจ้งแทงตลอดทั้งโลกจิต โลกขันธ์ภายใน คือ พระทัยถึงธรรมขั้นบริสุทธิ์ ทั้งโลกภายนอกเกี่ยวกับสรรพสัตว์ทั่วไปตลอดทั่วถึง ไม่มีใครเสมอเหมือน และเป็นคู่แข่งขัดแย้งธรรมของจริงที่ทรงรู้เห็นและประกาศสอนโลก จึงเป็นผู้ควรเทิดทูนสรรเสริญว่าท่านผู้เป็นเอก ศาสดาองค์เอก ทรงแสดงด้วยสวากขาตธรรม ที่ตรัสชอบแล้วทุกบททุกบาทแห่งธรรมทั้งหลาย จะหาใครและศาสดาองค์ใดสั่งสอนให้ยิ่งกว่า ศาสดาและธรรมที่ทรงประกาศไว้แล้วนี้เล่า ปัญหาทั้งมวลจึงรวมลงแห่งเดียวที่จะพอเป็นทาสแห่งธรรมและศาสดาองค์เอกได้ คือ เราแต่ละท่านต้องเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ทุกอาการที่แสดงออกอย่าให้ขัดแย้งหรือปลีกแวะจากพระธรรมวินัย จะเป็นผู้ดีและตรงต่อธรรม ตรงต่อความรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งหลาย ซึ่งพร้อมที่จะปรากฏผลขึ้นกับใจของผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรงอยู่ตลอดเวลา

คำว่า อกาลิโก ในบทธรรมคุณ ที่พากันสวดอยู่ทุกวัน อย่าสักแต่ว่าสวดไปเฉยๆ แบบนกขุนทองท่องคำว่า “แก้วเจ้าขา”  จนติดปาก และมิได้สนใจในแก้วนั้นว่าเป็นเช่นไร พวกเรานักปฏิบัติอย่าให้มีแต่คำว่า “แก้วเจ้าขา” ด้วยการจดจำธรรมทั้งหลายอยู่เปล่าๆ ต้องรู้ธรรมประจักษ์ใจจากการปฏิบัติด้วย ต้องรู้รสชาติของธรรมขั้นนั้นๆ  ภายในใจของผู้ปฏิบัติด้วย อย่าให้มีแต่คำว่าสันทิฏฐิโก อกาลิโก ติดปากเพียงเท่านั้น จะไม่พ้นความเป็นนกขุนทอง

ที่ให้ถูก ต้องทั้งสวดทั้งปฏิบัติเพื่อความเข้าใจในธรรมทั้งหลาย จนปรากฏผลขึ้นกับใจโดยทางสันทิฏฐิโก สมกับธรรมเป็นอกาลิโก ที่รอให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา เพราะธรรมเหล่านี้ไม่ใช่ธรรมของพระนกขุนทอง พอจะสวดติดปากขึ้นใจเพียงเท่านั้นก็สำเร็จประโยชน์โดยสมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะพระพุทธเจ้าไม่ใช่ศาสดาของนกขุนทอง ศาสนธรรมก็ไม่ใช่ประเภทแก้วเข้าขา พอจะเรียนและสวดได้คล่องปากคล่องใจ แล้วคุยอวดกันด้วยภูมิธรรมของนกขุนทอง ซึ่งผิดกับพระประสงค์ที่ทรงสั่งสอนโลกด้วยพระเมตตาทุกส่วน เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมแก่สัตว์โลกจริงๆ ตั้งแต่เริ่มแรกสั่งสอนจนถึงวาระเสด็จปรินิพพาน แม้ศาสนธรรมที่ประทานไว้ก็คือ ประทานดวงพระทัยที่เปรียบเหมือนดวงประทีบแก้วไว้ส่องทางแก่มวลสัตว์ตลอดมานั้นเอง คำว่า “แก้วเจ้าขา” ไม่เคยมีแทรกในพระโอวาทบ้างเลย

เราผู้เป็นนักปฏิบัติจงพากันระวังให้มาก อย่าปล่อยใจ ลืมตัวให้ “แก้วเจ้าขา” เข้าเป็นใหญ่ในจิต จะลืมความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมว่าไม่มี นอกเหนือไปจากความจดจำเท่านั้น

เรียนธรรมเพื่อเป็นแนวปฏิบัติ ที่เรียกว่า “ปริยัติ” นั้นเป็นคู่เคียงของศาสนธรรมดั้งเดิม “ปฏิบัติ” การทำหน้าที่ตามหลักปริยัติเพื่อ “ปฏิเวธธรรม” เป็นธรรมคู่เคียงกันกับ “ปริยัติ”  “ปฏิบัติ” ซึ่งผู้ปฏิบัติผู้นับถือศาสนาจะพึงปล่อยทางใดทางหนึ่งเสียมิได้ ถ้าไม่อยากเป็นนกขุนทองและเป็นแบบลิงทอดแห คือปฏิบัติแบบงูๆ ปลาๆ หาหลักยึดไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายก็มักอวดตนและยกตนข่มท่านที่โง่กว่าผู้นับถือพุทธศาสนาทั่วไป

ผู้ปฏิบัติทั้งหลายจึงควรระวังสำรวม หลักธรรมวินัยมีอยู่ จงดู จงศึกษาให้เข้าใจวิธีปฏิบัติ ทั้งต่อธรรมและต่อวินัย จะเป็นผู้องอาจกล้าหาญในสังคมทั่วไป แม้อยู่คนเดียวก็อบอุ่นชุ่มเย็นภายในใจ

“ปฏิเวธธรรม” จะพึงเกิดจากแนวทางทั้งสองคือ “ปริยัติ” มีเรียนกรรมฐานห้าเป็นต้นไป และ “ปฏิบัติ” นับแต่ขั้นเริ่มแรก ด้วยจิตตภาวนา มีการเจริญอานาปานสติ เป็นแม่บทเป็นลำดับไป

ธรรมเหล่านี้มีความจำเป็นและเกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกไม่ออก

ท่านที่มาอยู่ที่นี้ก็นับว่าเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาพอสมควร เป็นพระนักธรรมตรี โท เอกก็มี หากต้องการดูพระไตรปิฎกเล่มใด หมวดใด ของปิฎกนั้นๆ ในวัดนี้ก็มีอยู่แล้ว จะเรียกว่ามีขั้นสมบูรณ์ก็ไม่น่าจะผิด เพราะมีเป็นตู้ๆ ทั้งสามปิฎก ที่ศรัทธาสร้างถวายไว้แล้ว แต่ไม่ควรดูมากเกินไปจนจิตใจฟุ้งซ่าน เพราะการดูหนังสือมากสำหรับทางปฏิบัติทำให้จิตใจฟุ้งซ่านได้จริง ผมเคยดู เคยค้นดูหนังสือมากๆ มาแล้ว ใจรู้สึกสงบยากผิดธรรมดา จำต้องงด ดูเป็นคราวๆ ไปเท่าที่เห็นว่าจำเป็น จึงได้เตือนไว้ สำหรับท่านที่ยังไม่เข้าใจก็อาจมี

หลักใหญ่ของการปฏิบัติก็คือ ปฏิบัติจิตตภาวนาให้มีความสืบต่อกันโดยสม่ำเสมอในทางความเพียร อย่านอนใจในธรรมทุกขั้น ในจิตทุกภูมิ เฉพาะอย่างยิ่งสมาธิขั้นต้น ต้องทำกันอย่างหนักมือ ราวกับผู้ต้องหานั้นแลพอดีกัน ยืน เดิน นั่ง นอน เว้นแต่หลับให้มีสติควบคุมจิตอยู่เสมอ การประกอบกิจการอื่นนอกจากจิตตภาวนา เช่น ล้างบาตร เทกระโถน ปัดกวาดลานวัด เช็ดถูศาลา ซักผ้าสบงจีวร พูดกับใครๆ ควรมีสติหรือสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัวอยู่เสมอ อย่าให้เผลอไปกับเรื่องนั้นๆ เวลาประกอบกับองค์ภาวนาจะบังคับจิตยาก ผิดกับที่มีสติติดตามจิตอยู่ตลอดเวลาอยู่มาก

ผู้ปฏิบัติเพื่อมรรค ผล นิพพาน จริงๆ ต้องเป็นผู้เอาจริงเอาจังกับงานจิตตภาวนาของตน อย่าคิดว่างานจิตตภาวนาลำบาก จะทำให้ล้มเหลวไม่เป็นท่า หากจิตจะคิดท้อถอยอันเป็นการทำลายตนเองขึ้นมา พึงระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญมาก่อน จนถึงขั้นสลบไสล พระองค์ก็ไม่ทรงลดละความเพียร ทรงเปลี่ยนวิธีการต่อสู้จนได้ชัยชนะ นำธรรมมาสั่งสอนพวกเรา และพึงทราบว่าธรรมที่พระองค์มาสั่งสอนโลกมิใช่ธรรมง่ายดาย ชนิดปอกกล้วยรับประทาน ซึ่งผู้ขี้เกียจก็อาจทิ้งเปลือกของมันเกลื่อนถนนหนทางได้

ส่วนการประกอบความเพียรเพื่อธรรมให้เกิดขึ้นทางใจจะทำแบบนั้นไม่ได้ ต้องเป็นผู้ล้มเหลวไปโดยไม่ต้องสงสัย ทุกท่านไม่ต้องการความล้มเหลวแก่ตน จำต้องตะเกียกตะกายตามสายทางที่พระพุทธเจ้าพาดำเนินอย่าปลีกแวะ โดยเห็นว่าสะดวก ทันใจ ทั้งที่นั่นไม่ใช่ทางเพื่อความรู้เห็นธรรม

สมาธิขั้นเริ่มแรกก่อร่างสร้างจิตให้สงบเย็นเป็นขั้นที่ลำบากกว่าขั้นอื่นๆ เท่าที่เคยปฏิบัติมาแล้ว เพราะเป็นขั้นเริ่มศึกษาและเริ่มปฏิบัติ จิตต้องผาดโผนโยนตัวราวกับลิง ค่าง บ่าง ชะนีหรือราวกับผีตัวหนึ่งนั่นแล เนื่องจากเคยปล่อยตามลำพังให้ความคึกคะนอง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ฉุดกระชากลากไปตลอดเวลา ไม่มีการหักห้ามต้านทานบ้างเลย เวลาจะให้เข้าด้ายเข้าเข็มจึงลำบากยิ่งกว่าจูงหมาใส่ฝน หรือจูงหมาเข้าหาเสือนั่นแล แต่เมื่อถูกบังคับด้วยเหตุผลหลายครั้งหลายหน จิตก็ค่อยยอมจำนนไปเอง

ยิ่งเห็นผลในจิตตภาวนาด้วยแล้ว จิตยิ่งนับวันขยันขันแข็งยิ่งขึ้น ความขี้เกียจหายไปหมด ยังเหลือแต่คำว่า “จะเอาให้ได้ จะเอาให้ได้” คือจะบังคับจิตให้เข้าสู่ความสงบเย็นให้ได้ เพราะเคยเห็นผลแห่งความสงบมาแล้ว เป็นของอัศจรรย์มากสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยพบเคยเจอ ฉะนั้นจิตจึงมีความตื่นเต้นมากผิดธรรมดา หลังจากที่ได้เห็นผลแห่งความสงบมาแล้ว นั่งอยู่ ยืนอยู่ เดินอยู่ หรือกำลังทำงานอะไรอยู่ จิตจะคิดถึงผลแห่งความอัศจรรย์อยู่ไม่ลืม ขณะที่เจอครั้งแรก จึงทำให้อะไรๆ ภายนอกจืดจางไปหมด ไม่ดูดดื่มเหมือนแต่ก่อนเลย จิตคิดแต่ภาวนาเรื่องเดียว

ขณะนั้นหากจะว่า บ้าธรรมก็น่าจะได้ สำหรับผู้ไม่เคยเจอ เพราะเป็นความตื่นเต้นอัศจรรย์ผิดปกติ คนๆ นั้น อาการทุกส่วนจะเปลี่ยนไปจนผิดสังเกตของผู้อื่น ฉะนั้น เพื่อความเหมาะสมดีงามทั้งตนและผู้อื่น จำต้องระงับอาการทุกส่วนไว้ด้วยสติปัญญา ไม่งั้นจะทำให้เพื่อนฝูงเกิดความรู้สึกต่างๆ ในทางไม่ดี เช่นว่า ไอ้นี่มันเริ่มจะเป็นบ้าแล้ว เป็นต้น นั่งที่ไหนเงียบขรึม ถ้าพูดออกมาก็ราวกับพระไตรปิฎกเคลื่อนที่ แต่ความรอบคอบในคำพูดไม่ค่อยสมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะจิตหนักแน่นและหยั่งลงในผลที่เคยรู้เคยเห็นจนฝังใจ จึงไม่อยากคิด อยากพูดเรื่องอื่นๆ นอกจากพูดเรื่องการภาวนาอย่างเดียว

ยิ่งกว่านั้นถ้าเป็นฆราวาสก็คิดอยากจะบวช หรือออกบำเพ็ญ บางรายถึงกับออกจริงๆ ก็มี เพราะขาดความยั้งคิดที่ถูกต้อง และทบทวนย้อนหน้าย้อนหลังหาความพอดีด้วยสติปัญญา จนจิตเข้าสู่สภาพปกติ ไม่ผาดโผนข้ามหน้าสติปัญญา และแสลงหูแสลงตา แสลงใจ ผู้ที่ได้พบได้สมาคม ย่อมทรงตัวได้ด้วยความสง่างาม และราบรื่นจีรังต่อไป ไม่มีอาการลุ่มๆ ดอนๆ แสดงออก และประกอบความเพียรไปได้อย่างสม่ำเสมอ จนตลอดรอดฝั่งแต่ธรรมขั้นต้นจนถึงขั้นสูงสุดหลุดพ้นไปอย่างหายห่วง

แต่สมาธิประเภทนี้มีน้อยมาก จึงพูดไว้พอเป็นข้อคิด เวลาเกิดขึ้นมากับตัวเองหรือผู้เกี่ยวข้อง จะได้ปฏิบัติถูก ไม่ผิดพลาด

สมาธิธรรมดังกล่าวนี้มีความเสื่อมได้ง่าย ถ้าขาดสติปัญญาประคับประคอง แลขาดครูอาจารย์ผู้ให้อุบายแนะแนว ทั้งทางถูกและทางผิด ฉะนั้น เมื่อสมาธิประเภทนี้เกิดขึ้นจึงมักทำให้ผู้มีนิสัยไม่หนักแน่น ปากเปราะ มักพูดพล่ามออกมาได้โดยไม่คำนึงว่าสมควรแก่กาลสถานที่และบุคคลเช่นไร เพราะความขาดสติ มีแต่ความอยากพูดเป็นหัวหน้า ในวงปฏิบัติมีแฝงอยู่เสมอ แต่ก็น่าเห็นใจ เพราะเป็นสิ่งไม่เคยพบเคยเจอ พอเจอเข้าก็ตื่นเต้นและอยากจะเหาะเหินเดินฟ้าบ้าง เพราะความดีใจบวกกันนับแต่เกิดมาไม่เคยเจอ จึงคิดอยากเหาะเหินกับเขาบ้าง เมื่อพอเป็นไปได้ ใครจะยอมเป็นอึ่งอ่างเฝ้ารูอยู่เฉยๆ ล่ะ ก็ต้องแสดงบ้างตามประสาคนมีหัวใจ จึงเป็นคนที่น่าสงสารและเห็นใจ แต่พอนานไป ก็รู้วิธีปฏิบัติตัวเองไปในตัว เพราะเกิดเรื่อยๆ เป็นเรื่อยๆ สติปัญญาก็พอมีทางปฏิบัติต่อกันไปได้

การทำสมาธิภาวนาถ้าปรากฏผลเร็วอย่างนี้ ก็ทำให้ผู้ปฏิบัติบำเพ็ญเพลิดเพลินในงานของตน แต่ส่วนมากไม่ค่อยปรากฏผลง่าย จึงทำให้ผู้บำเพ็ญทั้งหลายท้อใจ และอ่อนความเพียร ไม่อยากทำกัน การทำสมาธิในขั้นต้นจึงลำบาก ยากที่จะผ่านไปได้ แต่เมื่อเพียรพยายามไม่หยุด ผลก็ทนอยู่ไม่ได้ ย่อมจะปรากฏให้เจ้าตัวได้ชมในวันเวลาหนึ่งจนได้ พอมีความสงบเย็นเป็นพื้นฐานของใจบ้างแล้ว ก็พอถูไถกันไป ไม่นำความว่ายากลำบากมาเป็นมารกีดขวางทางเดินของตนดังที่เคยเป็นมา การบำรุงรักษาอยู่โดยสม่ำเสมอ ไม่ว่างานใด ย่อมมีความคล่องตัวและชำนิชำนาญขึ้นเรื่อยๆ

เหมือนรถที่เริ่มเคลื่อนที่ออกเดินทาง เบื้องต้นก็ย่อมช้าขลุกขลัก เข้าเกียร์นั้นเกียร์นี้ แต่พอได้ที่แล้วก็คล่องตัวไปเอง ผู้บำเพ็ญขั้นเริ่มแรกก็เช่นเดียวกัน ย่อมเต็มไปด้วยความไม่สะดวก และมีอุปสรรคร้อยแปดที่จะทำให้ล้มเหลว บางครั้งหรือบางราย ยังล้มเหลว ให้มารเอาของดีไปกินเสียจริงๆ นอนเฝ้าอุปสรรคโดยไม่หาทางออกจนถึงวันตายก็มี ฉะนั้น การบำเพ็ญสมาธิภาวนาจึงไม่ใช่งานเล็กน้อย พอจะทำอย่างเล่นๆ ไม่จริงจัง

ความหมายมั่นหรือความมุ่งหมาย เป็นเข็มทิศทางเดินของการบำเพ็ญ สำคัญที่จะยังผู้บำเพ็ญทั้งหลายดำเนินไปตลอดรอดฝั่งแห่งวัฏวนได้โดยปลอดภัย ปราศจากอุปสรรคที่เคยเป็นมารทำการกีดขวางต่างๆ การบำเพ็ญยิ่งมีผลเป็นต้นทุนบ้างแล้ว ความเพียรอันเป็นเครื่องสนับสนุนย่อมจะมีกำลังไปในระยะเดียวกัน ทำให้ผู้บำเพ็ญเพลิดเพลินในหน้าที่ของตนไม่จืดจาง สมาธิก็สงบ ปัญญาก็เริ่มไหวตัวออกทำงานค้นคว้า โดยถือขันธ์เป็นโรงงาน พิจารณา ไตร่ตรอง เทียบเคียง ความเป็นอยู่ ความแปรสภาพ และความแตกสลายไปแห่งขันธ์ มีไตรลักษณ์เป็นที่รวมลง ใจย่อมเห็นเหตุเห็นผลไปตามความพินิจพิจารณา ไม่ฝ่าฝืน

วันนี้เวลานี้เข้าใจธรรมแง่นั้น วันนั้นเวลานั้นเข้าใจธรรมแง่นั้น อิริยาบถนั้นเข้าใจธรรมแง่นั้นแง่นี้ สืบต่อกันไปไม่หยุดหย่อน จนกลายเป็นความเพลิดเพลินในการพักสงบและในการพิจารณาด้วยปัญญา โดยทางความเพียรในท่าต่าง ๆ จนลืม วัน คืน เดือน ปี มีแต่ความเพียรหมุนตัวด้วยปัญญาเป็นธรรมจักร

กิเลสซึ่งเคยนอนจมภายในใจ เริ่มร้อนที่อยู่ ต้องหาทางขยับขยาย แตกขบวนกันไปคนละทิศละทาง เพราะถูกความเพียรและสติปัญญาตามต้อนและสังหาร จะอยู่เป็นสุขสำราญบนหัวใจอย่างแต่ก่อนไม่ได้ ความเพียรนับวันเข้มข้นตลอดอิริยาบถ อิริยาบถต่าง ๆ เป็นท่าของนักรบ เป็นท่าของนักรำพึงเพื่อรื้อถอนตน ซึ่งเป็นการรื้อถอนกิเลสไปในตัว

ท่านนักปฏิบัติดำเนินมาถึงขั้นนี้จะเป็นเพศหญิง เพศชาย เป็นนักบวช หรือฆราวาส วัยใดไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ความเพียร ซึ่งฟาดฟันหั่นแหลกกับกิเลสทุกประเภท ไม่มีคำว่าถอย ไม่มีคำว่าขี้เกียจ อ่อนแอ ไม่มีคำว่าหยุดพักผ่อนให้สบายก่อน เพราะงานทำได้มากพอสมควรแล้ว ไม่มีคำว่าสู้ไม่ไหว ไม่มีคำว่าคิดถึงหมู่คณะเพื่อนฝูง ไม่มีคำว่าคิดถึงใครๆ ทั้งสิ้น นอกจากสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร อันเป็นเพื่อนสอง ผู้พึ่งเป็นพึ่งตาย เพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด และจอดเรือที่ฝั่งฟากข้างโน้น คือนิพฺพานํ ปรมํ สุขํ โดยถ่ายเดียวเท่านั้น

จิตดำเนินมาถึงขั้นนี้ สิ่งที่ไม่เคยละก็ละได้ ไม่เคยรู้ก็รู้ขึ้นมา สิ่งที่ไม่เคยเจอก็เจอ ซึ่งส่วนมากเป็นไปตามประเภทของกิเลส และธรรมอันเป็นส่วนละเอียด ด้วยสติปัญญาอัตโนมัติ อันเป็นของละเอียดไปตามๆ กัน เมื่อความรู้เห็นในธรรมทั้งหลายเป็นไปอยู่ทั้งวันทั้งคืน ยืน เดิน นั่ง นอน เช่นนี้ ใครเล่าจะยอมตนเป็นหมูขึ้นเขียงให้กิเลสสับฟันอยู่แบบคนตาย โดยไม่คิดหาทางต่อสู้เพื่อกู้อิสระเรืองอำนาจวาสนา ซึ่งแสนอาภัพมานาน โดยให้ขึ้นเป็นเจ้าของธรรมอันสง่าผ่าเผย ไม่คำนึงว่าอะไรจะเป็นจะตาย อะไรจะฉิบหายล่มจมไป นอกจากต้องเอาตัวรอดพ้นเพื่อเป็นยอดคนเท่านั้น

เอาซิ ทุกท่านที่นั่งฟังการอบรมอยู่เวลานี้ ต่างก็มีหัวใจ และเป็นนักต่อสู้ด้วยกันอยู่แล้ว เอาให้รู้ ให้เห็นธรรม ดังกล่าวนี้ภายในใจ อย่าเนิ่นนาน

ธรรมดังกล่าวมีสัจธรรม หรือสติปัฏฐานเป็นบันไดเพื่อก้าวขึ้นไปจนถึงยอดธรรมโดยไม่สงสัย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้วทุกประการ สมบูรณ์เต็มที่เรื่อยมา ความบกพร่องจึงไม่อยู่ที่สวากขาตธรรม แต่อยู่กับผู้นับถือและปฏิบัติทำย่อหย่อนอ่อนกำลัง ไม่เหมือนครั้งพุทธกาลที่ท่านดำเนินกันอย่างเอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตายเข้าประกัน พวกเรามักเอาความขี้เกียจอ่อนแอ เอาความเห็นแก่กินแก่นอน เอาความสั่งสมกิเลสของเพศที่ถอดถอนกิเลสเข้าประกัน สิ่งที่ได้จึงมีแต่กิเลสเต็มตัว หาความอัศจรรย์ไม่ปรากฏในเพศที่สูงส่งและอัศจรรย์ พูดไปมากก็น่าอับอายขยายขี้เท่อตัวเอง

ในโลกมนุษย์เรารวมทั้งสมบัติในแผ่นดินถิ่นมนุษย์อาศัยกัน อะไรเล่าประเสริฐสุดเหนือโลก ถ้าไม่ใช่ธรรมกับใจกลมกลืนกันเป็น เอกจิต เอกธรรม กลายเป็นธรรมแท่งเดียวประจักษ์ใจของผู้บรรลุเท่านั้น ตัวอย่างของความประเสริฐ พวกเราชาวพุทธก็รู้กันอยู่และกราบไหว้กันอยู่ทุกค่ำเช้าวันคืน คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์สาวกอรหันต์

หากมีเฉพาะธรรม ไม่มีผู้สามารถสัมผัสได้ ธรรมก็ประเสริฐอยู่โดยลำพัง ไม่มีความหมายแก่ผู้ใด เช่นเดียวกับของมีค่าในแผ่นดิน มีทองคำ เพชร นิล เป็นต้น นอกจากถูกเหยียบย่ำไปมาจากมนุษย์ผู้ไม่รู้คุณค่าของมันเท่านั้น สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีคุณค่าและความหมายแก่ผู้ใด จนกว่าจะมีผู้ฉลาดรู้จักคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น และนำมาทำประโยชน์ตามความต้องการ สิ่งเหล่านั้นจึงมีคุณค่าแก่คนทั่วโลก

ธรรมเมื่อมีผู้สามารถเข้าถึง ดังพระพุทธเจ้าและสาวกเป็นตัวอย่าง ธรรมจึงมีความหมายเต็มพระทัยและใจของพระสาวก และยกความหมายหรือคุณค่าแหงธรรมนั้นออกสอนโลกเรื่อยมาจนถึงสมัยปัจจุบัน ฉะนั้นการพิสูจน์ธรรมว่าเป็นธรรมชาติประเสริฐเลิศเลอเพียงใด จำต้องพิสูจน์ด้วยวิธีปฏิบัติ มีจิตตภาวนาเป็นสำคัญ เพื่อธรรมกับใจซึ่งเป็นของคู่ควรกันได้สัมผัสกัน จนปรากฏความหมายและคุณค่าขึ้นมาที่ใจโดยลำดับ นับแต่กัลยาณชน ขึ้นไปถึงพระโสดา สกิทา อนาคา และพระอรหันต์ เรียกว่าผู้ได้สัมผัสธรรมเป็นขั้นๆ ตอนๆ ขึ้นไปจนเต็มภูมิจิต ภูมิธรรม ใจกับธรรมกลายเป็นเอกจิต เอกธรรมโดยธรรมชาติ

ท่านเหล่านี้แล คือผู้ทรงไว้ซึ่งความหมายและคุณค่าแห่งธรรมตามขั้นภูมิของตนๆ แม้จะเรียกว่าท่านเป็น ธรรมสามี คือเจ้าของแห่งธรรมขั้นนั้นๆ ที่ตนบรรลุ และถึงความเป็นเจ้าของก็ไม่น่าจะผิด เพราะไม่มีใครมีอำนาจไปแบ่งสันปันส่วนจากท่านได้ ท่านมีธรรมเป็นสมบัติประดับใจและสง่างามตามภูมิจิตภูมิธรรมที่ได้บรรลุอยู่ตลอดเวลา อกาลิโก ฉะนั้นธรรมแท้ ความประเสริฐแท้ จึงสถิตอยู่ที่ใจ มีความหมายและคุณค่าอยู่ที่ใจ ปรากฏอย่างเด่นชัดอยู่ที่ใจ ไม่มีที่อื่นใดเป็นที่สถิตของธรรม เป็นที่เด่นของธรรม เป็นที่แสดงความหมายและความอัศจรรย์ของธรรม ให้หายสงสัยได้ นอกจากใจ ผู้เป็นคลังแห่งธรรมโดยธรรมชาติ

ใครก็ตามที่เคยรักชอบติดพันอยู่กับสิ่งที่ถือว่าเป็นที่พึงใจใดๆ ก็ตาม พอจิตเริ่มเข้าสัมผัสธรรมมากน้อย แม้ที่สุดความสงบเป็นเพียงขณิกสมาธิ เท่านั้น จิตใจย่อมเริ่มตื่นตัว แสดงความแปลกประหลาดขึ้นกับตนในขณะนั้น และเริ่มเสื่อมคลายจากสิ่งภายนอกไปด้วยในขณะเดียวกัน ความสัมผัสธรรมสูงขึ้นเพียงไร ความละความปล่อยวางสิ่งที่เคยรัก พัวพัน ย่อมทำหน้าที่ไปในขณะเดียวกัน เข้าในภาษิตว่า “รสแห่งธรรม ชำนะซึ่งรสทั้งปวง” ไปเรื่อยๆ หรือ “ความเลิศของธรรมชำนะซึ่งความเลิศทั้งปวง” “การยึดธรรม ชำนะการยึดทั้งปวง”  “ความรักธรรม ชำนะความรักในสิ่งทั้งปวง” ไปพร้อมๆ กัน ขณะที่ใจสัมผัสธรรมไปโดยลำดับ

เมื่อถึงขั้นธรรมเป็นใจและใจเป็นธรรมแล้ว ย่อมมีธรรมเป็นเครื่องสรุปว่า ธรรมทั้งปวงต้องปล่อยวางโดยสิ้นเชิง และสิ่งทั้งปวงก็หมดความหมายไร้ค่า และปล่อยวางโดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน ฉะนั้นตามหลักความจริงจึงไม่มีอะไรประเสริฐเลิศเลอยิ่งกว่าธรรมกับใจกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วย ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวเกี่ยวโยงกันโดยภาคปฏิบัติพาให้เป็นไป

ถ้าจะเทียบก็ไม่ใช่แบบบัญชีเงินมีเต็มธนาคาร แต่หาตัวเงินตามบัญชีไม่มีสักสตางค์ในธนาคาร แต่เป็นแบบมีทั้งบัญชีเงินที่เต็มธนาคาร มีทั้งเงินตามบัญชีเต็มธนาคารไม่บกพร่อง ต้องการใช้เมื่อไรเบิกออกจากคลังหลวง คือ ใจที่เต็มไปด้วยวิสุทธิธรรม ไม่อัดไม่อั้น สมกับพระพุทธศาสนาบรรจุเต็มทั้งน้ำทั้งเนื้อไม่มีบกพรอง แต่ครั้งพุทธกาลเรื่อยมาจนสมัยปัจจุบัน

ท่านที่ต้องการแสวงธรรมฝากธนาคารใจให้เต็มเปี่ยม จงขยันในงานสมณธรรม มีจิตตภาวนาเป็นงานชิ้นเอก อย่าท้อถอย และอย่าเป็นนักจ่าย นักขายก่อนซื้อ จะเสียใจเมื่อหนี้สินคือกิเลสอันเกิดจากความอ่อนแอท้อแท้ แต่เทศน์ไม่หยุดปากถมหัวใจ จะถูกกิเลสริบทรัพย์ คือ คุณงามความดีที่พึงได้พึงมีไปหมด ไม่มีคุณธรรมเหลือติดตัว เพราะผิดกฎของธรรม อันผู้ปฏิบัติพึงสงวนตัว และรีบเร่งต่องานและผลของงาน คือ สมาธิสมาบัติ อันเป็นธรรมสมบัติประดับใจ ไม่ขุ่นมัวมั่วสุมกับอารมณ์และเพื่อนฝูงประชาชนไม่มีประมาณ

งานใดไม่หนักแน่นสำคัญยิ่งกว่างานการรื้อถอนกิเลสออกจากใจ สำหรับนักบวชและนักปฏิบัติ แม้เวลาจำเป็นจะพึงพูดคุยกันตามกาลสมัย ก็ขออย่าได้ลืม สัลเลขธรรม ๑๐ ประการ เป็นเยี่ยงอย่างประเพณีของพระในครั้งพุทธกาลท่านสนทนากัน ซึ่งเป็นคำชักจูงจิตใจของกันและกันให้รื่นเริงในธรรมทั้งหลาย

ในสัลเลขธรรม ๑๐ ข้อนั้น ขอพูดเพียงย่อ ๆ ใจความว่า

๑.      ความเป็นผู้มักน้อย ปล่อยวางปัจจัย ลาภทั้งหลาย ไม่พะรุงพะรังด้วยปัจจัยสี่

๒.      สันโดษ ยินดีตามมีตามเกิดแห่งปัจจัย เครื่องอาศัยของสมณะ ไม่ทะเยอทะยาน

๓.      ไม่ชอบคลุกคลีกันโดยหาประโยชน์มิได้

๔.      ชอบบำเพ็ญธรรมในที่สงัดโดยสม่ำเสมอ

         ๕.     ประกอบความเพียรในที่ทุกสถาน ตลอดกาลทุกเมื่อ (อย่าเลือกสถานที่และเวลาจะเสียกาล)

         ๖.      ระวังศีลซึ่งเป็นสมบัติประจำเพศ อย่าให้ด่างพร้อย ขาด ทะลุได้

         ๗.     เร่งรีบทำสมาธิภาวนา อย่าอยู่เปล่า

         ๘.      สติ ปัญญามีได้ด้วยกัน ถ้าขยันค้นคิดในธรรมทั้งหลาย คนเราไม่โง่เสมอไป ถ้าชอบใช้สติ ปัญญา

         ๙.      วิมุตติ คนเราหลุดพ้นได้เพราะสติ ปัญญา และมีความเพียรเป็นเครื่องหนุนหลัง

         ๑๐.    วิมุตติญาณทัสสนะ ความรู้เห็นในความหลุดพ้นของตัว

            นี่คือธรรมเครื่องสนทนาในครั้งพุทธกาล ขอนิมนต์นำมาใช้สืบต่อมรดกท่าน อย่าให้สูญหายไปหมด ปรากฏแต่การบ้านการเมืองในวงพระปฏิบัติสนทนากัน ประหนึ่งจะไปรบข้าศึกกับชาวบ้านเขา อย่าลืมว่าศาสนธรรม คือเครื่องยืนยันว่ามรรค ผล นิพพาน มีอยู่ตลอดเวลาอกาลิโก นิยยานิกธรรมเป็นธรรมเครื่องนำออกเสมอมา แบบคงเส้นคงวา จงปฏิบัติตนตามแบบลูกศิษย์มีครูเถิด จะเป็นเจ้าของธรรมสมบัติขั้นนั้นๆ โดยไม่ต้องสงสัยเช่นเดียวกับสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ จึงยุติการแสดงธรรมเพียงเท่านี้

 

gggggg


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก