สงสารสมเด็จพระสังฆราช
วันที่ 21 มกราคม 2547 เวลา 8:45 น. ความยาว 45.16 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

สงสารสมเด็จพระสังฆราช

 

         เมื่อวานก็ไปดูที่สร้างโรงพยาบาลโนนสะอาด ตึกใหญ่เสียด้วยสองชั้นสองหลัง หลังนี้เขากำลังทำแปลน แปลนยังไม่สำเร็จหลังจะขึ้นใหม่นี้ ส่วนหลังนั้นกำลังเริ่มทาสีกัน  หลังจากเสร็จเรียบร้อยแล้วหลังนี้ก็ขึ้น หลังนี้กับหลังนี้ในโรงพยาบาลมันต่อเนื่องกันไป เราจะเอาอันอื่นมาสับปนไม่ได้ ต้องให้ทางนี้เสร็จแล้วค่อยก้าวต่อไป เพราะฉะนั้นเราถึงไปดูเองเมื่อวานนี้ นี่ก็แปลนยังไม่เสร็จหลังนี้ พอเสร็จแล้วก็ขึ้นเลย ทางนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วถึงจะเคลื่อนไปทางพิบูลย์รักษ์หรือศรีเชียงใหม่ได้ ในระยะที่พูดอยู่นี้เราพูดเฉพาะที่เรารับไว้ ที่จะทำให้นะ ที่จะตามเข้ามานี้นับไม่ได้เลย เราหนักจริงๆ นะไม่ใช่ธรรมดา ที่สั่งตามนี้ที่กำลังตกมาๆ เราไม่ได้นับนะ มาจากโรงพยาบาลต่างๆ ส่วนมากเครื่องมือแพทย์ๆ ตกมาเรื่อยๆ แล้วจ่ายเรื่อยๆ กำลังมาอยู่ก็มี มันมาทุกซอกทุกมุม จึงว่าหนักมาก โถ ไม่ใช่เล่นๆ ก็ไม่มีอะไรละพูดตั้งแต่เรื่องเหล่านี้เลยไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรแหละวันนี้ เรื่องอรรถเรื่องธรรมก็ไม่ได้พูดอะไร

เมื่อวานนี้ก็พูดไปพักหนึ่ง เรื่องนี้เขาโทรมาจากกรุงเทพมาหาเรา แน่ะ มานี่นะไม่ไปไหน เข้านี้ทั้งนั้น อันนี้ก็เรื่องยุ่งเรื่องทำลายนั่นแหละไม่ใช่เรื่องอะไร อย่างที่เราพูดเมื่อวานนี้ เรื่องมาอีกแล้ววันนี้ ถ้าจะพูดก็ได้พูดแล้ววันนี้แต่ยังไม่พูด เรื่องอันนี้จะเข้ามานี้ทั้งนั้น หนักทุกด้านทุกทางนะ คือชาติก็มาที่นี่ ศาสนาก็เข้ามาที่นี่ ไม่พ้นที่จะเข้ามาที่นี่จนได้นั่นแหละ นี่ก็เรื่องศาสนา กับชาติก็เกี่ยวกันอีกแหละ กำลังยุ่งกันอยู่เวลานี้ โห เราอกจะแตกนะกับพวกสกปรก เราว่างี้เลย ก็เราไม่ได้สกปรกนี่ เราอยู่ด้วยความเย็นอกเย็นใจ จากการประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยหลักศาสนา เราไม่มีความเดือดร้อน ถ้าปฏิบัติตามหลักศีลหลักธรรมแล้วไม่เดือดร้อนนะ ไอ้นี้มันแหวกแนวไปน่ะซี ก่อแต่ความยุ่งยากวุ่นวาย เรื่องมาเรื่องใดมีแต่เรื่องทำลายๆ เรื่องจะส่งเสริมมันไม่เห็นมี เรื่องส่งเสริมคือเรื่องศีลธรรมมันไม่ได้กล่าวถึงนะ กล่าวถึงแต่เรื่องมูตรเรื่องคูถเรื่องก่อกวนกัน โหย ยุ่งไปหมดเวลานี้ ศาสนาก็เลยจะเป็นสภาหมากัดกันเวลานี้

พระเรานั่นแหละมันเป็นหมา มันกัดกันได้นะ ยุ่งกันอยู่ตลอดเวลา ศีลธรรมมีอยู่มันไม่ดู หลักธรรมหลักวินัยมีอยู่ที่จะปฏิบัติให้เป็นความร่มเย็นมันไม่ดูมันไม่สนใจ มันยังไปดีดไปดิ้นหาส้วมถานเอามาโปะกัน ผู้สะอาดก็เลอะไปตามๆ กันไปหมด ก็เดือดร้อนกระเทือนหมดเวลานี้ จึงลำบากมากนะ กับจิตใจของคนเรา ของพระ ของเณรเรา เป็นลูกศิษย์ตถาคตสกปรกนี้ยุ่งมากกว่าที่ใดสกปรกนะ พระเณรนี้เป็นสถานที่ให้ความสงบ เมื่อสถานที่นี่เป็นฟืนเป็นไฟมันก็ไหม้ไปหมดเลย ทั้งชาติทั้งศาสนาก็ไหม้ไปด้วยกันนั่นแหละ อู๊ยเราทุเรศจริง นะ ไม่ทราบมันดิ้นกันหาอะไรก็ไม่รู้

         ยกตัวอย่างเช่นสมเด็จพระสังฆราชเรานี้นะ สมเด็จพระสังฆราชมีมากี่องค์แล้ว มีใครมาตั้งโครงการปฏิบัติหน้าที่ให้ท่านแต่ละองค์ๆ สมเด็จสังฆราชก็ไม่เคยเห็นมีมา ตั้งมาเป็นนานตั้งดึกดำบรรพ์แล้ว สมเด็จสังฆราชก็เป็นมา ลูกศิษย์ลูกหาท่านในวัดในวาก็เต็มวัดเต็มวา ดูแลรักษาท่านเต็มความสามารถด้วยกันทุกราย เมื่อทนไม่ไหวก็ตายไป ไม่ว่าสมเด็จสังฆราช คนทั่ว ไป สัตว์ทั่ว ไปก็ตายได้ เมื่อพ้นจากการรักษาไปแล้ว เพราะมันกำลังมากกว่าความตาย มันก็ตายได้เหมือนกันนั่นแหละ

         อันนี้ในวัดบวรฯ นั้นพระเต็มวัด ไม่มีองค์ไหนบ้างหรือที่จะคอยดูแลอุปถัมภ์อุปัฏฐากสมเด็จพระสังฆราชให้อยู่เช่นเดียวกับสมเด็จสังฆราชทั้งหลายมาสมัยปัจจุบันนี้ จึงจำเป็นต้องตั้งนั้นขึ้นเป็นคณะผู้ทำงานอะไร สถานพุทธศาสนาอย่างนั้นอย่างนี้ ตั้งแผลง ขึ้นมา สวย งาม หลอก ไปอย่างงั้น ตั้งขึ้นมาก็มาบีบบี้สีไฟความสงบให้แตกกระจัดกระจาย กลายเป็นฟืนเป็นไฟไปตาม กันหมด เวลานี้กำลังเริ่มแล้วนะ เมื่อวานเราได้พูดบ้างแล้ว วันนี้ว่าจะไม่พูดมันก็มากี่ยวโยงจนได้นั่นแหละ ทำไมมันถึงพิสดารมากนะ พระอุปัฏฐากสมเด็จสังฆราชสมัยปัจจุบันทำไมมันจึงพิสดารมากนัก

         สมเด็จสังฆราชองค์ก่อน ท่านมีที่ไหนมาอุปถัมภ์อุปัฏฐาก ตั้งคณะกรรมการขึ้น ตั้งมาตั้งแต่อะไรเขาเรียกสถานที่หรืออะไร ที่ว่าพุทธศาสนาน่ะ (สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ) นั่นแล้วสำนักงานพุทธศาสนามันได้ของวิเศษวิโสอะไรเลยพระพุทธเจ้ามา มาตั้งแหลกกันอยู่เวลานี้ กำลังเอากันนะเวลานี้ ทางนั้นก็จะเอาขึ้นด้วยกำลังตัวเองป่า เถื่อน หรือเป็นบ้าน เราก็ไม่ทราบแหละ กำลังขึ้นมา ทางไหนมันก็มีหูมีตา มีใจ มันก็ต้องฟังกัน รับฟังผิด ถูก ชั่ว ดี มันก็ต้องมีการโต้ตอบกันเป็นธรรมดา

         เวลานี้กำลังขึ้นแล้วนะ แหมมันยุ่งตลอดพวกนี้น่ะ ยุ่งเอาเสียจริง จนจะดูไม่ได้ พระทำไมถึงยุ่งเอามาก ตั้งขึ้นมาขนาดไหน ตั้งขึ้นมาเพื่อเอาไฟเผากันอย่างนี้เหรอ ถ้าอย่างงั้นตั้งหาอะไร หมู หมา เป็ด ไก่ เขาอยู่ตามนั้นเขาไม่เห็นตั้งกันเขาก็เป็นหมู หมา เป็ด ไก่ แต่มนุษย์เรานี้แทนที่จะให้เป็นความฉลาดยิ่งกว่าสัตว์ทำไมมายุ่งตั้งแต่กัน อะไรจะมีความสงบร่มเย็นยิ่งกว่าพุทธศาสนา มีหลักธรรมหลักวินัยเป็นเครื่องยืนยันไว้ เป็นหลักเป็นเกณฑ์ไว้ ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้วจะดีดดิ้นไปหาอะไร ความสงบร่มเย็นอยู่กับจุดนี้ต่างหาก ไม่ได้อยู่กับความดีดดิ้น

         ตั้งคณะกรรมการขึ้นนั้นขึ้น ตั้งขึ้นนี้ ตั้งขึ้นนั้น ฟาดจนกระทั่งมหาเถรสมาคม ตั้งไปที่สุดเท่าไร แล้วดูอันไหนมันไม่เห็นมีสาระ มีแต่ตั้งเพื่อกวนกันเท่านั้น วางอำนาจผึ่งผายลายเล็น ด้วยการตั้งเป็นกรรมการ เป็นอย่างงั้นไปละนะเดี๋ยวนี้ โอ๊ยมันน่าทุเรศจริง นะ ธรรมมีวินัยมีมันไม่ดู มันไปดูตั้งแต่อย่างนั้นละ ถ้าธรรมวินัยดีพระพุทธเจ้าสอนสาวกให้แตกแยกกันที่ตรงไหน พระพุทธเจ้าปรินิพพานมีคณะกรรมการไหนมาตั้งให้เป็นสถานที่นั่นเป็นสถานที่นี่ ฟาดขึ้นจนกระทั่งมหาเถรสมาคม ตั้งคอยดูแลอุปถัมภ์อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า มีที่ตรงไหน และสาวกแต่ละองค์ เป็นใหญ่ขนาดไหน ใครไปตั้งท่านเป็นอะไร ท่านก็เรียบร้อยมา

         พวกเราเวลานี้เป็นอะไร สังฆราชก็ตั้งมากี่องค์แล้ว ท่านก็ไม่เห็นมีอะไร ทำไมจึงมาเป็นเฉพาะสังฆราชองค์นี้ มันเป็นเพราะเหตุไร มันน่าคิดนะ ทึ้งกันแหลกหมดดังที่พูดเมื่อวานนี้ กินเลี้ยงสมเด็จพระสังฆราชเวลานี้ เราสลดสังเวชนะ มันไม่มีงานทำเหรอ มันมีตั้งแต่งานสมเด็จพระสังฆราชเท่านี้เหรอ งานอื่นที่จะทำตามหลักธรรมหลักวินัยให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นไม่มีบ้างเหรอ มันเป็นยังไง  เราอยากถามว่างั้นนะ ธรรมมีเหมือนกัน วินัยมีเหมือนกัน คัมภีร์มีอยู่ทำไมมันไม่ดู มันไปหาเกาอะไรที่ไม่คัน เกานั้นเกานี้ ตั้งขึ้นนั้นตั้งขึ้นนี้ขึ้น แหมยุ่งมากจริง พวกนี้น่ะ จนดูไม่ได้นะ อิดหนาระอาใจ

         ยิ่งผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่อยู่ตามหลักธรรมหลักวินัย มีความสงบร่มเย็นตามปรกติของท่านอยู่แล้ว นี้ได้รับความกระทบกระเทือนมากนะ ยุ่งมากทีเดียว เพราะพวกก่อกวน เกานั้นเกานี้ยิ่งกว่าหมาขี้เรื้อนพวกนี้ อยู่ไม่เป็นสุข เกาเรื่องนั้นเกาเรื่องนี้อยู่อย่างนี้ นี่ก็กำลังทราบเรื่องราว เราก็กำลังทราบ อย่างเมื่อวานนี้นี่ก็ฟัง จะให้ทำยังไง ทำไมมันเลวเอานักหนาพระเราทุกวันนี้น่ะ เลวลง ทุกวัน ไม่มองหน้ามองหลังบ้างเลย ทิฐิมานะสูงจรดฟ้าไม่มีใครเกินพระนะ เวลานี้พระนีทิฐิสูงจรดฟ้า อาศัยผ้าเหลืองเป็นอำนาจมาครอบหัวโล้นอยู่แล้วก็ผึ่งผายลายเล็นไปแล้วนะเวลานี้ ไปที่ไหนเหมือนจะเหาะจะบินทั้ง ที่ไม่มีปีก สกปรกยิ่งกว่าส้วมกว่าถานจะมาประกาศตนเป็นคนสะอาดใครจะเชื่อว่ะ กิริยาท่าทางที่ทำเพื่อความเดือดร้อนอย่างนี้ ใครจะยอมรับว่าเป็นของดิบของดี

         ท่านอยู่ด้วยความสงบด้วยศีลด้วยธรรมท่านดีมาแล้วนี่ อันนี้มาจากไหนเรื่องราวเหล่านี้ จึงทำให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย มันเป็นวินัยพระพุทธเจ้าหรือไม่ใช่ พิจารณาซิ เรียนมาด้วยกัน เรียนมาทำไม เรียนไม่มาปฏิบัติตาม เรียนมาแผลงฤทธิ์แผลงเดช เป็นกาฝากกัดศาสนา กัดตับกัดปอดผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตลอดถึงประชาชนให้เดือดร้อนไปตาม กันอย่างนี้มีอย่างที่ไหนล่ะ ไม่มีก็บอกไม่มี เราพูดอย่างนี้หัวขาดเราขาดไปเลย เราไม่เคยสะทกสะท้าน การพูดนี้เราพูดโดยหลักอรรถหลักธรรมหลักวินัย สิ่งที่ไม่ดีก็รู้กันอยู่นี่ฝืนไปทำไม ตั้งกันหาอะไร

         สมเด็จพระสังฆราชท่านตายลงไปไม่มีคนดูแล เฉพาะอย่างยิ่งวัดบวรนิเวศวิหาร  พระทั้งวัดไม่มีคนดูแลสมเด็จพระสังฆราชของเราองค์ปัจจุบัน ก็ขอให้ได้ยินสักทีเถอะ ไม่มีใครดูแลจริง หลวงตาบัวจะไปดูแลเอง เพราะหลวงตาบัวเป็นเพื่อนกันกับสมเด็จสังฆราช พูดอย่างอาจหาญชาญชัย เคยเป็นเพื่อนกันมาแล้วตั้งนมตั้งนานก็บอกว่าเคยเป็นกัน ทีนี้เมื่อได้ยินเรื่องแบบทึ้งนั้นทึ้งนี้ ทึ้งตับ ทึ้งปอด ทึ้งกินสด ร้อน ด้วยวิธีการที่ว่าเขาเรียกว่าแยบยล ว่างั้นเถอะนะ นี่มันฟังไม่ได้นะ มันแยบยลหรือเป็นอะไรก็ไม่รู้มันถึงเป็นอย่างนี้

         ท่านตายไม่มีใครดูแลหลวงตาบัวจะยกทัพไปเลยไปดูแล ตั้งมาหาอะไรกรรมการนั้นกรรมการนี้ มันเกิดประโยชน์อะไร พระวัดบวรฯ เต็มวัดเต็มวาท่านไม่มีความสามารถดูแลสมเด็จสังฆราชได้เหรอ จึงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องยุ่งเหยิงวุ่นวายแตกกระจัดกระจายไปทั่วประเทศเขตแดนให้เดือดร้อนตาม กันหมดนี่นะ เราอยากถามปัญหาข้อนี้ ได้กฎได้เกณฑ์อันแยบยลมาจากไหนมาตั้งขึ้นมานี้ ถ้าว่าแยบยลมันทำไมถึงเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย เวลานี้กำลังโต้กันแล้วนะ

         พวกหนึ่งตึ้งขึ้นมาด้วยพละกำลังของตัวเอง จะเป็นทิฐิมานะเป็นอะไรก็ไม่ทราบละ หาอ้างนู้นอ้างนี้อย่างแยบยลนะ ที่ออกมามีแบบแยบยล อ้างไปเลย ทราบว่าดูเหมือนจะถึงที่สูงสุดก็มีเอามาอ้างเป็นทางเดิน เหยียบหัวคนไป เหยียบหัวพระหัวเณรผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยความสงบโดยทางศีลธรรม เหยียบแหลกไปหมดนะเวลานี้ มันสกปรกขนาดนั้น หาอ้างนู้นอ้างนี้ เซ็นก็จับมือไสเข้าไปให้ท่านเซ็นน่ะซิสมเด็จสังฆราช ดูว่าเป็นอย่างงั้นนะ นี่ยุ่งภัยรอบด้านเหมือนกันสมเด็จสังฆราชก็ดี ผู้ที่คอยรุมทึ้งกินเนื้อกินหนังท่านสด ร้อน มาทุกแบบทุกฉบับนะเวลานี้ แหมยุ่งมากจริง มันเป็นยังไง

         สมเด็จพระสังฆราชองค์ไหน จะได้เทวดามาจากไหนมาเป็นสังฆราชแทนสมเด็จสังฆราชทุกวันนี้ จะเอาความเลิศเลอมาจากไหน เรากลัวจะเป็นส้วมเป็นถานมานะมาเป็นสังฆราช ใครจะกราบได้ลงคอ กราบขี้ กราบส้วม กราบถาน สมเด็จสังฆราชนี้ท่านก็พอแล้ว แล้วใครผู้ใดมาแทนเข้ามาอีก ให้เป็นสังฆราชให้เด่นกว่านี้อีกมีไหมในเมืองไทยเรานี่ มองไปมันมักจะมีแต่ส้วมแต่ถานนั่นละเต็มหัวมัน เป็นอย่างงั้นนะ มันถึงน่าทุเรศเวลานี้ แหมทำไมจึงเลอะเทอะเอาขนาดนี้ พระเราเรียนมาจากคัมภีร์อันเดียวกัน ทำไมมันเอาออกมาเป็นกฎของเทวทัตขึ้นมาได้ มาบีบบังคับพระพุทธเจ้าดังในครั้งพุทธกาล

         นี่ก็จะเป็นเรื่องสงฆ์ให้แตกกัน ใครทำให้แตก พิจารณาดูซิ ตาสีตาสาตามท้องนาเขาไม่ได้ทำให้แตก พระสงฆ์ที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านไม่ได้ทำให้แตก พวกไหนทำให้แตกเอาจ่อเข้าไปซิ เวลานี้พวกไหนทำให้แตก ให้ยุ่งกันอยู่เวลานี้ ยุ่งนี้ก็ยุ่งเพื่อจะแตกนั่นเอง ถ้าลงกันไม่ได้ด้วยเหตุด้วยผลอรรถธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วแตกจริง อย่างพระเทวทัต พระเทวทัตไม่ยอมพระพุทธเจ้าท่านก็ปล่อยให้ไป ก็เป็นดังที่เห็น เห็นไหมตำรา หรือท่านเขียนหลอกกันไว้อย่างงั้นเหรอ มันก็เห็นกันอยู่อย่างงั้น มันเป็นของดีแล้วเหรอเรื่องร้าวเรื่องราน เรื่องแตกกันเป็นของดีแล้วเหรอ อะไรที่มันจะดิบจะดีก็หาซิ

         ศีลธรรมมีอยู่กับหัวใจพระ ถ้าพระจะนำมาปฏิบัติอยู่กับหัวโล้นพระ เพศของพระ ที่ประกาศให้โลกได้เห็นทั่วหน้ากัน ผู้มีศีลธรรมว่างั้น แต่จะมีหรือไม่มีใครไม่ทราบกับมันแหละไอ้พวกนี้น่ะ หัวโล้น ผ้าเหลือง นี่ มันมาประดับประดาหน้าร้าน ข้างในมีแต่ขี้แต่มูตรแต่คูถใครจะไปทราบได้วะ นี่ที่โลกเขาไม่ไว้ใจมันถึงได้มีการโต้การตอบ การต้านทานกันอย่างนี้ ถ้าเป็นของดิบของดีต้านทานหาอะไร คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งธรรมทั้งวินัยท่านได้ต้านทานเคยเห็นมีไหม ไม่มี นี่ซิที่ได้ต้านทานเหล่านี้มาจากไหน มันเป็นอะไรมันถึงได้ต้านทานกัน ถ้าไม่ขัดกันจะต้านทานหรือ ครั้งพระพุทธเจ้าใครไปต้านทาน ไม่มี มีแต่กราบราบ

         อันนี้ขึ้นมาเวลาไหน ต้องต้านทานกันทั้งนั้น เรื่อยมากี่ครั้งกี่หนแล้ว เกิดจากพวกนี้คณะนี้แหละ ยุ่งกันอยู่เดี๋ยวนี้น่ะ เกิดอยู่ไม่หยุดไม่ถอย มันก่อมันกวนทั้งนั้น เขาทำความดิบความดีเต็มบ้านเต็มเมือง ผู้ตะเกียกตะกายเพื่อชาติบ้านเมืองแทบเป็นแทบตายมันไม่สนใจ เงินบาทหนึ่งที่จะไปสนับสนุนก็ไม่มี มีแต่คอยทำลายคอยถีบ คอยเตะคอยยัน คอยจุด คอยเผาทั้งนั้นน่ะพวกนี้ พิจารณาซิ เราว่าจะไม่พูดเรื่องเหล่านี้มันก็ได้พูดจนได้นั่นแหละ เวลานี้เรื่องราวกำลังขึ้นมา มันก็กระเทือนเข้ามาหาเรานี่แหละ ให้ได้ยินได้ฟัง ได้นำมาพูดอย่างนี้เวลานี้ แหมมันหยาบจริง นะหยาบเอาเสียเหลือประมาณ

         เราสงสารสมเด็จสังฆราชเรา ท่านก็อยู่ธรรมดา เราเจ็บไข้ได้ป่วย ตามธรรมดาของคนชรามันก็ต้องเป็นอย่างนั้นด้วยกัน ทำไมชราของสมเด็จสังฆราชเราจึงต่างกับควาชราของสมเด็จสังฆราชทั้งหลายซึ่งมีมาตั้งดึกดำบรรพ์ ด้วยความสงบของท่าน แล้วมาสมเด็จสังฆราชเราท่านก็ไม่ได้มีอะไรให้เกิดเรื่องเกิดราว แต่เรื่องราวมันมายังไง มาหาสมเด็จสังฆราชเราเวลานี้ อะไรก็ประชวร ประชวรเสียจนพิลึกพิลือ ต้องตั้งคณะกรรมการเข้ามาบีบบี้สีไฟอยู่ในตัวของมันนั้นแหละ ทั้ง ที่พระในวัดดูแลท่านมาประจำ กรรมการเหล่านี้ใครมาดูแลมีไหม มีแต่ประกาศป้าง ให้ก่อความยุ่งเหยิงวุ่นวายกับประชาชน และพระเณรที่ท่านปฏิบัติต่อสมเด็จสังฆราชอยู่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยความเทิดทูนของท่าน ให้เกิดความรำคาญด้วยเรื่องเหล่านี้น่ะ มันน่าคิดนะ

         วัดบวรฯ มีพระเท่าไร ไม่มีใครดูแลอุปถัมภ์อุปัฏฐากสมเด็จสังฆราชหรือ ถึงต้องได้ตั้งกรรมการขึ้นมา ตั้งแต่ต้นฟาดไปถึงตั้งกรรมการ ตั้งโก้ ตั้งด้วยอำนาจบาตรหลวงป่า เถื่อน ที่มันเคยป่าเถื่อนมาแล้ว พวกนี้ดื้อด้านมากนะ ไม่ได้ช่องนี้เอาช่องนั้น ไม่ได้ช่องนั้นเอาช่องนี้อยู่งั้นตลอด ไม่มีเวลาที่จะให้เป็นความสงบแก่ชาติแก่ศาสนานะ มันตั้งหน้าตั้งตาตั้งตัวเข้ามาเป็นฟืนเป็นไฟเผาส่วนรวมให้แหลกไปตาม กันทั้งชาติทั้งศาสนาด้วยโดยไม่อาจสงสัยแหละ เรื่องราวมันเป็นอย่างงั้น

         เรื่องราวที่จะเป็นความสงบร่มเย็น เรียนมาทุกคนธรรมวินัยทำไมจะไม่รู้ ค้านกันได้ยังไง ก็ดังที่พูดนี่ละ ธรรมวินัยพระพุทธเจ้าใครค้านได้ไม่มี ที่ค้านได้ก็มีแต่พวกนี้แหละ มันขัดต่อธรรมวินัย สิ่งที่เป็นธรรมวินัยมันไม่สนใจ สิ่งที่จะก่อกวนยุ่งเหยิงวุ่นวายให้แตกร้าวสามัคคีกัน จากความสามัคคีกันนี้มันสนใจกันมากนักทีเดียว กลมกลืนกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จับมือกัน ยกพวกรวมหัวกันแล้วก็มาตีที่นั่น มาตีที่นี่ อยู่งี้ พวกนี้พวกกองทัพทำลาย พวกมหาภัยทั้งชาติและศาสนาอยู่ในจุดนี้ อยู่ในเรื่องเหล่านี้ ที่ทำตัวหยดย้อย เป็นผู้มีสำนวนนิ่มนวลอ่อนหวาน มีกิริยามารยาทน่าดูน่าชม ข้างนอกประดับร้าน ข้างในมันเป็นไฟออกมา ที่มาก่อไฟเผาโลกอยู่เวลานี้ ออกมาจากข้างในนั่นแหละ ข้างนอกมันนิ่มนวลมากนะ ประดับประดาตกแต่งทุกอย่าง มองดูแล้ว โอ๋ย น่ากราบไหว้ยิ่งกว่าน่ากราบเทวดา น่ากราบพวกประดับร้านนี่น่ะ เข้าใจหรือ โอ๋ย มันน่าทุเรศนะพวกนี้ มันไม่ใช่คนตาบอด คนทั่วประเทศไทยตาบอดที่ไหน ผิดถูกก็รู้ด้วยกันทุกคน

นี่เราก็ยังไม่ได้ประกาศ หลวงตาบัวไม่เป็นสังฆราชแหละ เป็นหลวงตาบัว หลวงตาบัวก็มีลูกศิษย์ลูกหา นี่ก็ยังไม่ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดู เวลาหลวงตาบัวจามนี่ทำไงล่ะ ไอขึ้นมาทำไง บทเวลาหลวงตาบัวตดแตกออกมานี้ทำไง วันนี้ท่านไม่สบายนะท่านตดแตกออกมานี้ว่าไง ตั้งกรรมการทันไหมล่ะ พวกนี้น่ะ มันน่าทุเรศจริงๆ เอาละพอ

ปัญหาธรรมะจากอินเตอร์เน็ต

ถาม กราบเรียนถามว่า เวลาขับรถเราท่องพุทโธไปด้วยได้หรือเปล่าเจ้าคะ แล้วเวลาอ่านตำราเรียนต้องทำอย่างไรจึงจะถือว่าเราได้ฝึกภาวนาไปด้วยเจ้าค่ะ

หลวงตา เดี๋ยวนี้เราทำอย่างไรล่ะ เวลานี้ผู้ที่ถามมานี้ทำยังไงอยู่ล่ะ (โยม เขาบอกเขาเริ่มปฏิบัติ) เขาเริ่มปฏิบัติ นี่ก็เริ่มถามกันเดี๋ยวนีล่ะ เอ้า ว่ามา ที่ว่าภาวนาไปมันได้แล้วถูกต้องแล้ว ถ้าภาวนามีสติ ถ้าภาวนาไม่มีสติ ถึงไม่ภาวนาก็เผลอไปเรื่อยๆ ภาวนาด้วยความไม่มีสติก็แบบเดียวกัน ถ้ามีสติแล้วอยู่ไหนดีหมด อยู่กับคำภาวนาก็ดี เรื่องรถราทั้งหลายที่เราขับไปนั้น อยู่กับสตินี่มันกระจายไปเป็นความอารักขาด้วยกันหมดเลย นั่น สติเป็นของเล่นเมื่อไร

คนที่ ๒ ถาม เวลานั่งภาวนา เมื่อจิตเริ่มเข้าสู่ฐานของความสงบ จะมีอาการสั่นเหมือนแผ่นดินสะเทือน โคลงเคลง ผมอยากทราบว่าเป็นเพราะเหตุใดครับ จากพระสมร ภูริภทฺโท

หลวงตา เรื่องโยกเรื่องคลอนช่างหัวมันเถอะ เขาอยู่ในโลกนี้ไม่ใช่คนตาย มันโยกมันคลอนหวั่นไหวไปมากับกิริยาอาการต่างๆ ที่เราทำหน้าที่การงานนั้นมันไม่เหมือนกัน กิริยาเหล่านี้จะไม่เหมือนกัน คนหนึ่งโยกไปอย่างหนึ่ง คนหนึ่งคลอนไปอย่างหนึ่ง มันเป็นกิริยาของมัน แต่หน้าที่การงานที่เราทำอะไร ให้จดจ่อกับการงานอันนั้นก็ถูกต้องไป เช่นเขาถากไม้เขาก็ตั้งใจถาก จะเป็นอย่างไรมืออย่างนี้ใช่ไหม แต่จิตจ่ออยู่กับที่จุดถากก็ถูกต้อง เข้าใจ อย่างนั้นก็มาถาม โยกคลอนก็ให้มันโยกคลอนไปซิ ปล่อยมันไปมันจะไปไหน นี่ก็เคยพูดไม่รู้กี่ครั้งแล้ว บางทีโยกหน้าโยกหลังโยกอะไร ทำภาวนาทีไรเป็นอย่างนั้น เอ้า ให้มันเป็นไป มันจะพาตกบ้านตกเรือนก็ให้มันตกไปดูซิ แต่ไปปิดประตูให้ดีนะ เราว่า เดี๋ยวมันเดินโคมคามไปตกตาย

ที่มันเป็นอยู่ภายใน ปิดประตูแล้วฟัดกันมันจะเป็นอย่างไร มันสุดฤทธิ์มันแล้วมันก็หยุด ต้องทดลองดูทุกอย่างซิ เรื่องกิริยาคือจริตนิสัยของเราไม่เหมือนกัน พอเวลาภาวนาจิตสงบแล้วสงบเรียบไปเลยก็มี เวลาภาวนามันโยกมันคลอนโยกหน้าโยกหลังนี่ก็มี เอ้า ปล่อยไป อย่าไปถือมาเป็นอารมณ์ ให้จับจุดที่เราภาวนาไว้ให้ดีนี่จุดนี้ ต่อไปเรื่องเหล่านั้นจะสงบมาเอง ถ้าเราเป็นอารมณ์กับมันแล้ว มันไปใหญ่นะ คือจิตมีเรื่องเสริมเข้าไปแล้ว มันจะเพิ่มอันนั้นให้ไปใหญ่ได้ เพราะฉะนั้นถึงปล่อยมันไป เป็นยังไงให้เป็น เช่นเราภาวนาคำไหนให้อยู่กับคำนั้นด้วยสติก็แล้วกัน แล้วเรื่องเหล่านี้จะสงบมาเอง มันก็สงบมันไม่ไปไหนแหละ เพราะเป็นอาการของจิต มีขึ้นๆ ลงๆ เป็นธรรมดา เข้าใจแล้วนะ

คนที่ ๓ ถาม ทุกครั้งที่นั่งสมาธิ เครื่องรู้ของจิตดับไป เหลือแต่ความสว่างผ่องใส ปรากฏเป็นจุดผู้รู้อยู่ที่ท่ามกลางอยู่นั้น หลับตาก็เหมือนลืมตาตื่น รู้ เบิกบาน จนกายที่ตั้งอยู่เหมือนจะลอยขึ้นที่สูง ไหล่ตัวก็จะยกขึ้น ลูกยังติดในสภาวะตรงไหนอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ และหากออกจากสมาธิ ลูกก็รู้สึกตัวอยู่ที่ฐานของใจนั้นๆ ในชีวิตประจำวัน ทำเช่นนี้ผิดหรือถูกอย่างไรเจ้าคะ

หลวงตา เอาละคิดไปเถอะคิดอย่างนี้ ถึงผิดก็ไม่ถึงกับตกเหวตกบ่อแหละ ถึงถูกก็ยังไปนิพพานไม่ได้ เพราะยังมีกิเลสอยู่ยังไปไม่ได้ ทำไปตามนี้แหละ ตามกิริยา กิริยาอะไรมาก็มาถามหมดให้เราตอบทุกแง่ทุกมุมไม่ได้นะ เราจะตอบให้เฉพาะจำเป็นๆ เพราะกิริยาอย่างนี้มันจะมีกับผู้ปฏิบัติเป็นรายๆ ไป จึงไม่เหมือนกัน ถ้าอะไรไม่รุนแรงพอจะทำให้มีความเสียได้ เราไม่วิตกวิจารณ์มากกับสิ่งเหล่านั้น เราก็ทำไปธรรมดา ถ้าหากว่าวิตกวิจารณ์น่าจะเป็นความเสียหายสงสัยนี เราจะถามครูบาอาจารย์ก็ได้ แล้วมีอะไรอีก

คนที่ ๔ ถาม ขณะที่กำลังนั่งภาวนา แล้วเกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ก็พยายามที่จะเพ่งไปตรงจุดที่เจ็บ พยายามดูไปดูมาจนอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นค่อยหายไป จนกระทั่งมาถึงปลายเท้าทั้งที่เคยผ่านความเจ็บปวดไปได้ แต่ครั้งนี้เมื่อความเจ็บนั้นลงมาถึงช่วงเท้า แล้วกลับเกิดอาการคลื่นไส้มาก ลูกก็พยายามดูไปเรื่อยๆ เหมือนที่เคยปฏิบัติมา แต่กลับยิ่งคลื่นไส้มากขึ้น เหมือนมีก้อนอะไรกลมๆ หมุนอยู่ในท้อง ตัดใจแล้วว่าถ้าจะตายก็ยอม  แต่ก้อนกลมๆ นั้นบีบขึ้นมาจนถึงหัวใจ ทำให้ใจสั่นมาก และเหงื่อก็ออกมาก ก็เลยต้องยอมแพ้ถอนจากการภาวนา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกหรือเป็นอะไรที่มากกว่านี้ ควรจะปฏิบัติอย่างไรเจ้าคะ

หลวงตา มันไม่เกิดก็ตาม ถ้าเป็นคนขี้แยแล้ว ก็ให้ตายก่อนลมหายใจดับก็ได้ เข้าใจไหม ถ้ามันอ่อนแอเกินไป มันสู้ไม่ได้ก็พักไปเสียก่อน สู้ใหม่เข้าใจเหรอ ความถูกต้องเป็นอย่างนั้น เอ้า สู้ไม่ได้คราวนี้ เอ้า ยอม พลิกใหม่เอามาอีกเอาอีกอยู่อย่างนั้น เป็นความถูกต้องแล้ว เหล่านี้เราก็เคยพูดให้ฟังแล้ว พูดให้ฟังไม่รู้กี่ครั้ง (แบบหงายหมาหงายแมวนั่นหรือครับ) ก็นั่นแล้ว ก็เราเองเป็นผู้พูด เราเองเป็นผู้เป็นสู้มันไม่ได้ ลงถึงขนาดว่า โห มึงเอากูขนาดนี้เชียวหรือ มันเป็นอยู่ในใจนะ ไม่ได้ออกเป็นคำพูดมาละ คือฟัดกับมันสู้มันไม่ได้หงายหมาๆ โห มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ เอาละ นั่น ให้กูถอยกูไม่ถอย มึงต้องพังวันหนึ่งจนได้ละ สู้มันไม่ได้ไปหาครูอีกกลับมาอีกหงายหมาอีก กลับไปอีกเอาอีก ต่อไปมันก็หงายให้เห็น อย่างนั้น เอาจนกระทั่งมันแย็บมาไม่ได้ ฆ่าขาดสะบั้นไปเลย ด้วยการฝึกการทรมานไม่ถอย แพ้ยอมรับว่าแพ้เสียก่อน ฟิตใหม่เอาอีก นี่เรียกว่าเป็นเรื่องของผู้มุมานะปฏิบัติตนเอง ต้องเป็นอย่างนั้น จะอ่อนแอไปเลยไม่ได้นะ เอาละพอ

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก