คำสัตย์
วันที่ 24 มกราคม 2547 เวลา 8:55 น. ความยาว 51.35 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

คำสัตย์

 

         เวลานี้ก็จวนเข้าแล้ว ทองคำเราก็ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย จวนจะถึงขั้นยุติแล้วแหละ ขั้นยุติของทองคำ ๑๐ ตัน เวลานี้ยังไม่ทราบ เพราะมันมีอยู่สองแห่ง ทางนี้กับทางกรุงเทพ จึงว่าจะเอาให้แน่ทีเดียวก็ไม่ได้ ทางโน้นทางนี้มันอยู่สองทาง ต้องทางโน้นมาบอกกันแล้วถึงจะแน่ นี่ก็คาดเอาไว้ดูว่า ทองคำเราเวลานี้ดูเหมือนจะได้ถึง ๒๐๐ กว่ากิโลแล้ว ก็ยังคงขาดอยู่ประมาณ ๖๐๐ กิโล ในจำนวนที่มีกฎบังคับเอาไว้คือ ๑๐ ตัน เวลานี้ดูเหมือนจะขาดอยู่ประมาณสัก ๖๐๐ กิโล ได้มา ๒๐๐ กว่าแล้ว กว่านั้นก็ไม่ทราบเหมือนกัน มันกว่าไปเท่าไรๆ ที่แน่ใจก็คือว่าไม่มีว่าสูญหายไปไหน ไม่มีเลย จะได้มาช่องไหนก็เข้าช่องเดียวๆ

เพราะผู้ที่รับทองคำมานี้เท่ากับหัวใจของเรา เคลื่อนไม่ได้ เราบอกแล้ว เคลื่อนคอขาดเลยกับเรา นู่นน่ะฟังซิ เอาเด็ดเอาขาดจริงๆ เพื่อชาติบ้านเมืองของเรา เราไม่ได้ทำเล่นๆ จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า หัวใจของหลวงตาบัวอุ้มชาติไทยเรานี้ เอาชีวิตเข้าแลกเลยทีเดียว ชาติ ศาสนา มีคุณค่าขนาดไหน สง่างามอยู่ในเมืองไทยคือศาสนาครอบเอาไว้ เราอุ้มทั้งสอง อะไรจะเข้ามามัวหมองหรือทำลายทั้งชาติทั้งศาสนานี้ ก็ต้องมีการพูดการจาการโต้การตอบการอะไรกัน แล้วชีวิตเข้าแลกไว้เลยนั้นน่ะ ชีวิตเป็นพื้นไว้เลย ถ้าหนักเข้าไปๆ เหตุผลที่ควรจะคอขาดขาดเลย เราไม่ได้ทำเล่นๆ ทุกอย่าง

เพราะฉะนั้นสมบัติที่พี่น้องทั้งหลายบริจาคมานี้ ขอให้ตายใจได้เลย ว่างั้นเถอะ เรานี้เด็ดขาดอย่างนั้นละ ไม่มีรั่วไหลแตกซึมไปไหนเลย เพราะเราเป็นคนสั่งจ่ายแต่ผู้เดียว สั่งจ่ายที่ไหนๆ เราเป็นคนสั่งทั้งนั้น ออกจากเรา สำหรับทองคำ ดอลลาร์ นี่เรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์เข้าหมดเลย ส่วนเงินสดก็ดังที่เคยเรียนให้ทราบแล้ว รั่วไหลไปทั่วประเทศทุกแห่งทุกหน ทุกภาค เรียกว่าทั่วประเทศเงินสดนี้ ก็คิดดูซิว่าเงินสดตั้งมากมาย ได้เข้าไปซื้อทองคำเพียงสองพันกว่าล้านเท่านั้น นอกจากนั้นออกหมดเลย ออกตลอดๆ  ออกด้วยความบริสุทธิ์ๆ ทุกอย่าง

จึงเรียกว่าเขียนได้เลยประวัติศาสตร์ เรื่องของเราที่นำพี่น้องทั้งหลาย ในบรรดาสมบัติที่บริจาคผ่านเข้ามาหาเรานี้ เป็นที่สมหวังดังท่านทั้งหลายหวังเอาไว้ มุ่งหมายเอาไว้ สมนั้นๆ เลยเชียว ไม่มีคำว่าเป็นอื่น เราเด็ดขนาดนั้นแหละทุกอย่าง ทั้งชาติ ทั้งศาสนา เพราะฉะนั้นถึงได้เกี่ยวโยงอยู่เรื่อย ทั้งชาติทั้งศาสนามันก็เข้ามาหาเราจนได้นั้นแหละ เพราะเราบอกว่าเราอุ้มหมดทั้งชาติทั้งศาสนา เพราะฉะนั้นมันจึงเข้ามานี้ๆ เรื่องราวอะไร ไม่ว่าทางชาติบ้านเมือง ไม่ว่าทางศาสนา มันเข้ามาจนได้เพราะมันเกี่ยวโยงอยู่กับสมบัติส่วนกลางของชาติ ที่เราไปรับผิดชอบอยู่ในศูนย์กลาง มันก็กระเทือนไปทั้งชาติทั้งศาสนาละซิ

เรียกว่าเราทำสุดกำลังของเราแหละ การช่วยชาติคราวนี้เต็มกำลัง การช่วยตัวเองก็ได้เรียนให้ทราบแล้ว สุดขีด ถึงขั้นจะสลบ  แต่ยังไม่เคยสลบนะ ความทุกข์ถึงขนาดนั้น ที่ทรมานตน ทรมานก็คือกิเลสตัวที่ได้ฟัดกันอยู่ในหัวใจ หัวใจกับร่างกายมันก็อยู่ด้วยกันกระเทือนถึงกันหมด ความเพียรของเราที่ทุกข์มากที่สุดเป็นพรรษาที่ ๑๐ เราไม่ลืมอีกเหมือนกัน พรรษานี้เป็นพรรษาที่หักโหมมากทีเดียว กลางวันนี้เรียกว่าไม่พัก ไม่พักหลับกลางวัน เว้นแต่วันไหนได้นั่งตลอดรุ่งในปีนั้นนะ พรรษา ๑๐ อยู่บ้านนามนกับหลวงปู่มั่น

         ปีนี้เป็นปีเด่นที่สุด คือว่าทุกข์ทั้งร่างกาย ทั้งทางจิตใจไปด้วยกัน หนักด้วยกันเลย นอกจากนั้นมีหนักทางจิตใจละมาก ร่างกายก็หนัก เรื่องหนัก แต่มันไม่ได้หนักไปพร้อม ๆ กันในระยะเดียวกัน ระยะเดียวกันก็คือปีนั้นเป็นปีที่นั่งตลดรุ่ง เพราะฉะนั้นร่างกายจึงบอบช้ำมากทีเดียว คิดดูซิถึงขนาดนั่งภาวนาจนก้นแตก ฟังซิน่ะ ไม่ถึงเวลาไม่ลุก ความสัตย์นี้ฟาดเอาคอขาดไม่เสียดาย คสัตย์ต้องให้อย่างนัน พูดตามนิสัยก็รู้สึกจะมีมาดั้งเดิม ตั้งแต่เป็นฆราวาสก็มีนิสัย แต่เราไม่รู้ว่าเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมนะ มันหากติดตัวมาอย่างงั้น ถ้าลงได้ลั่นคำลงไปแล้วอะไรก็อันนั้นเลย

         พูดอย่างนี้จึงย้อนไปหาโยมพ่อ ถ้าลงมันได้ลั่นคำแล้วสูไปไหนไปเลยล่ะไอ้นี่น่ะ ว่างั้นนะ ถ้าลงมันเฉยสูอย่าไปยุ่งกับมัน อยู่เฉยเรียกว่าอยากไปก็ไป ไม่อยากไปก็เฉย ถ้าว่าเอาละเท่านั้นละพอ ขาดไปเลย ว่าจะทำอะไรให้นี่เอาไปเลยจะทำให้ โอ๋ยพ่ออยากเตรียมของไปเดี๋ยวนั้นเลย ตายใจกับเรา นี่มันเป็นนิสัยอย่างงั้นนะ ถ้าว่าจะไป ไป ถ้าว่าจะทำ ทำ ลั่นคำแล้วเป็นขาดไปเลย ตั้งแต่เป็นฆราวาสก็ไม่รู้นะว่าเจ้าของมีคำสัตย์ บทเวลามาเรียนธรรมะถึงได้รู้ย้อนหลัง โอ๋ยนี่มันมีมาตั้งแต่ดั้งเดิม

         คบกับเพื่อนกับฝูงก็เหมือนกัน คนใดมีลักษณะเหลาะแหละ แน่ใจไม่ได้ไม่คบ ต้องเป็นคนจริงจังด้วยกันถึงคบ มันหนักใจ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันมีธรรมนะ เวลาเข้ามาบวชทางศาสนาเรียนอรรถเรียนธรรม มันย้อนหลังคืนไปนู้นละเรื่องคสัตย์นะ  ทีนี้พอเวลาเข้ามาสู่อรรถสู่ธรรม เข้ามาสู่คำสัตย์คำจริงล้วนๆ แล้วเจ้าของก็ทำอย่างนั้นด้วย แล้วมันก็ย้อนหลัง เช่นอย่างวันนี้ต้องนั่งตลอดรุ่ง เป็นอื่นไปไม่ได้เลย คือคำว่าตลอดรุ่ง หมายถึงว่า วันใหม่ สว่างขึ้นมาเป็นวันใหม่ล้วน ๆ แล้ว นั่งตั้งแต่หัวค่ำ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงได้สว่างขึ้นมา วันใหม่สว่างเรียบร้อยแล้วถึงจะลุกได้ ถ้ายังไม่ถึงนั้นลุกไม่ได้เลย นั่น จะเป็นก็เป็น ล้มลงลุกขึ้นนั่งอีก ให้ถอยไม่มี แต่ไม่เคยล้มละ

         พูดถึงเรื่องความสัตย์ความจริงเราเอาจริงเอาจังมากทุกอย่าง อย่างปฏิบัติเพื่อช่วยชาติบ้านเมืองก็เหมือนกัน คำสัตย์คำจริงพิจารณาโดยอรรถโดยธรรมเต็มกำลังแล้วออก จะออกมากออกน้อยจะพิจารณาก่อน พอพิจารณาแล้วออกๆ ๆ เรียกว่าออกแล้วจริงทั้งนั้น ถ้าลงได้ออกแล้วไม่ถอย จะแคบ จะกว้าง จะเป็น จะตาย ไม่ว่าทั้งนั้นละ ออกตลอดเลย ที่จะให้เหยาะๆ แหยะๆ ถอยหลังกรูดๆ กรีดๆ ไม่มี ขาดไปเลยถ้าลงได้ออกแล้ว เวลาปฏิบัติทางด้านธรรมะถึงได้รู้ว่ามีคำสัตย์คำจริงมาตั้งแต่เป็นฆราวาส ไม่เหลาะแหละ

         คำสัตย์นี้ละมันบังคับเอง ถ้าลงได้ลั่นคำลงไปแล้วเหมือนว่าขาดเป็นคนละฝั่งไปเลยนะ ต้องเป็นอย่างนั้น ว่างั้นเลย อันนี้ก็ตั้งลงในจิตของเจ้าของว่า สัจจะความจริงว่าเอานะเท่านั้นพอ นี่ได้อุตส่าห์ปฏิบัติอย่างนั้นมา ทีนี้ผลแห่งคำสัตย์คำจริงเรานี้แสดงให้เห็นทุกอย่างๆ นะ การปฏิบัติของเรา เมื่อคำสัตย์ลงตรงไหนแล้วเป็นกับตายต้องมอบกันเลย นี่ละเวลามันทุกข์มันลำบากลำบนมากๆ นี้มันจะหาทางออก คำสัตย์บังคับไว้ออกไม่ได้ เมื่อออกไม่ได้มันก็สู้ล่ะซิ สู้มันก็ได้เห็นของเลิศของประเสริฐขึ้นมา เช่น อย่างนั่งตลอดรุ่ง ดังที่เคยเล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ไม่เคยมีวันไหนเลยที่จะพลาดไป วันนั้นเป็นวันสละชีวิต ถ้ายังไม่สว่างวันใหม่เป็นไม่ลุก วันนี้เป็นกับตายก็ซัดกันเลย

         เวลามันทุกข์มากๆ นี่ เรื่องจะอดทนนี้อย่าไปอดทนนะไม่ถูก ทุกข์มากเท่าไรสติปัญญายิ่งหมุนแก้กัน มากเท่าไรทางนี้ยิ่งหมุนเหมือนธรรมจักร เดี๋ยวก็ได้เรื่อง ผางลงเลย ลงๆ อย่างงั้นตลอด จึงไม่เคยพลาด อย่างนั่งตลอดรุ่งตั้ง ๙ คืน ๑๐ คืน ขนาดก้นแตก ไม่แตกได้ยังไง คืนแรกมันก็ไม่แตก ออกร้อนเป็นไฟเลยเผาก้น พอต่อไปนี้มันก็พองน่ะซิ จากออกร้อนมันก็พอง จากพองมันก็แตก จากแตกก็เลอะ นั่นเห็นไหมล่ะ เพราะเราไม่ถอย แต่มันไม่เคยสนใจนะ อะไรจะเลอะก็เลอะ ก้นแตกก็แตก ถ้ากิเลสไม่แตกยังไม่ถอย

         พอดีพ่อแม่ครูจารย์กระตุกเอาเสียอย่างหนัก จึงไม่ลืมนะ ไม่อย่างงั้นมันยังจะเอาอีกอยู่นะ อย่างงั้นเราจึงว่านิสัยผาดโผน พ่อแม่ครูจารย์มั่นพูดกับเรา ถ้าพูดถึงเรื่องอรรถเรื่องธรรมแล้วจะไม่มีคำว่าธรรมดาเลย คุยกันธรรมดาเหมือนพ่อกับลูก อยู่ธรรมดา ๆ คุยกัน พอหันเข้าในธรรมะนี่ท่านจะตอบรับเราเปรี้ยงเลยนะ ท่านไม่เคยพูดอ่อนแอกับเราเรื่องธรรมะ พูดเด็ดออกมาทันที ถึงจะคุยกันธรรมดาๆ พอหันเข้าธรรมะนี่ท่านจะเปรี้ยงออกมาเลย ท่านก็รู้มันนิสัยบ้าบิ่น นิสัยผาดโผน ถ้าลงได้ลั่นตรงไหนแล้วมันเป็นอย่างงั้นจริง ๆ เป็นอย่างงั้น

         นี่เราได้ปฏิบัติตนของเรามา ที่เรียกว่าทุกข์มากที่สุด คือเป็นพรรษา ๑๐ พรรษานั้นร่างกายก็หักโหมเอามาก นั่งภาวนาถึงขนาดก้นแตก กลางวันไม่ยอมนอน ไม่พักกลางวัน เว้นแต่วันไหนนั่งตลอดรุ่ง ตอนกลางวันพักให้ นอนให้ ถ้านอกจากนั้นแล้วไม่นอน ตั้งสัจจะไว้อีกด้วย ไม่ใช่ธรรมดานะ คือกลางวันจะไม่นอนเลย พอมันรู้สึกง่วง อย่างหนึ่งไปอาบน้ำเสีย อย่างหนึ่งออกลงไปเที่ยวเดินจงกรม ไม่นั่ง ถ้านั่งมันง่วงมันจะขโมยหลับในเวลานั่งก็ได้ ไม่ยอมนั่ง ออกไปเดินจงกรม ไปอาบน้ำเสีย หาวิธีดัดมันอย่างงั้น ไม่ให้เสียเรื่องคำสัตย์ ที่ว่าไม่นอนกลางวัน จะไปนอนไม่ได้ขัดกับคำสัตย์ ขาดแล้วนั่นคำสัตย์ นั่น ถ้าวันไหนนั่งตลอดรุ่งเราไม่ว่า อนุโลมให้พักเสีย

         นี่ได้อุตส่าห์พยายามบืนเจ้าของมาอย่างงั้น จึงได้พูดเต็มปากเลยว่าเราไม่ได้เคยตำหนิความเพียรของเรา ตั้งแตเริ่มต้นขึ้นเวทีมาเพื่อออกปฏิบัติ ไปถึงจุดไหนระยะใดที่ความเพียรของเรามันอ่อน จิตใจของเราอ่อนเปียก จะท้อถอยอะไรนี้ไม่ปรากฏ มีแต่หมุนของมันติ้วๆ ทุกข์ก็ยอมรับว่าทุกข์ ลำบากขนาดไหนก็ยอมลำบาก สู้กิเลสไม่ได้ถึงน้ำตาร่วงก็ยอมรับว่าร่วงแต่ไม่ถอย คราวนี้สู้มันไม่ได้ เอา สู้ไม่ได้ยอมรับว่าสู้ไม่ได้ เพราะกำลังเราไม่พอ สติปัญญาของเราไม่พอกับความเชี่ยวของกิเลส คลื่นของกิเลสมันหนัก ตั้งสติไม่อยู่ล้มผล็อย ๆ ถึงขนาดน้ำตาร่วงก็ไม่ลืม แต่ไม่ถอย คือว่ายอมรับว่าสู้มันไม่ได้ ยอม แต่ยังไงก็จะเอาให้ได้ ถึงขนาดที่ว่า หือมึงเอากูขนาดเชียวเหรอ นู่นถึงกูมึงนะอยู่ในใจ เด็ดนะอยู่ในใจ หือ มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ เอายังไงก็เอาเถอะ ให้กูถอยกูไม่ถอย มึงต้องพังวันหนึ่ง นั่น

         นี่เคียดแค้น เคียดแค้นโกรธให้กิเลส เคียดแค้นเหมือนดังผูกอาฆาตกัน จะเอามันให้ได้ว่างั้นเถอะ เพราะฉะนั้นจึงว่าความเคียดแค้นอย่างนี้เป็นธรรมนะ ไม่ได้เป็นกิเลส เมื่อมีความเคียดแค้นมุมานะมันก็ขึ้นมาด้วยกัน เอาจนได้ คราวนี้ไม่ได้ เอาถอย เอาอีก สุดท้ายได้ นั่น นี่ละความเคียดแค้นประเภทนี้เรียกว่าเป็นมรรค เป็นธรรม ไม่ได้เหมือนความเคียดแค้นให้ผู้ใด สิ่งใดก็ตาม นั้นเป็นกิเลสทั้งนั้นๆ ท่านว่าความโกรธ ความเคียดแค้น ความโกรธให้กิเลสนี้ไม่ผิด ได้เอามาใช้ ก็เจ้าของทำแล้วพูดออกได้เต็มปากเลย เรามีความเคียดแค้นให้กิเลสมากขนาดไหน เวลาได้ที่แล้วเอาอย่างหนักเลย ให้สมใจนะ เวลามึงเอากูมึงเอาขนาดนั้น คราวนี้กูจะเอามึง นี่มันเคียดแค้นกัน ก็ลงจริง ๆ สู้เราไม่ได้ ๆ

         จนกระทั่งถึงขนาดที่ว่ากิเลสผ่านมาไม่ได้เลย ขาดสะบั้น ๆ นี่เวลาสติปัญญามีความแก่กล้าเพราะความมุมานะ เรียกว่าความอาฆาตกันกับกิเลส พังจนได้นั่นแหละ นี่ได้ปฏิบัติมา เรื่องที่จะได้ตำหนิความเพียรของเจ้าของ ว่าท้อถอยอ่อนแอ ท้อแท้ ที่จะถอยหน้าถอยหลังนี้ไม่ปรากฏ เพราะความมุ่งมั่นที่มันรุนแรงที่สุดฝังอยู่ในหัวใจ ไม่มีวันจะถอนเลยก็คือว่า ยังไงก็จะให้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ อันนี้ฝังลึกมากทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงทำทุกสิ่งทุกอย่างให้แข็งไปตามๆ กัน ถ้าอันนี้อ่อนเสียอย่างเดียวมันก็ล้มเหลว คือไม่มีจุดหมาย อันนี้จุดหมายนี้จุดหมายอย่าง เรียกว่าเป็นตายยังไงจะให้ได้ ให้ได้พระอรหันต์

         เมื่อได้ฟังธรรมะพ่อแม่ครูอาจารย์เป็นที่ลงใจตามที่ได้เคยพูดแล้ว เอาละทีนีลงใจแล้ว มันก็ลงจริงๆ นะ อย่างนั่งตลอดรุ่งก็พ่อแม่ครูจารย์มากระตุก เราไม่ลืม ติดสมาธิอยู่ ๕ ปี คือคำว่าสมาธิได้แก่ความสงบ จิตนี้ธรรมดาไม่เป็นสมาธินี่มันจะหิวจะโหย จะคิดจะปรุง อยากคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ อยู่ไม่ได้นะจิต ไม่ได้คิดอยู่ไม่ได้ มันต้องคิดต้องปรุง เรื่องของกิเลสทำงาน อยากคิดอย่างนั้น อยากคิดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงได้ภาวนาระงับความคิดนี้ด้วยคำภาวนาเพื่อใจให้สงบ เมื่อสงบแล้วความคิดปรุงเหล่านั้นมันก็เบาลงๆ แล้วไม่มี

         ทีนี้เวลาหนักเข้าๆ ความสงบเราเน้นหนักเข้าไป กลายเป็นสมาธิแน่นปึ๋ง ๆ เข้าไปเลย ทีนี้อยู่ที่ไหนไม่อยากคิดนะ นั่นฟังซิ ที่ว่าไม่ได้คิดอยู่ไม่ได้ มันดิ้นมันดีด แต่เวลาถึงขั้นที่ความสงบทับหัวมันไว้แล้วไม่อยากคิดนะ คิดเรื่องอะไรกวนใจ ไม่อยากคิด แน่วอยู่งั้นทั้งวัน นั่งอยู่ที่ไหนเป็นหัวตอไปเลย คือจิตไม่ได้ออก มันอยู่กับอันนั้น เพลินอยู่กับความสงบเย็นใจ แน่ว ความรู้มันดิ่งอยู่นั้น ไม่มีอะไรเข้ามากวน ความคิดแย็บรำคาญ นั่น จิตเมื่อเวลามันเป็นสมาธิเต็มที่แล้ว มันไม่อยากคิดอยากปรุงนะ คิดมากคิดน้อยมันรำคาญทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงติดสมาธิซิ เพราะมันเพลินอยู่กับความสงบเย็นใจ สบายใจ

         ท่านก็ถามเรื่อย เป็นยังไงท่านมหา ภาวนาจิตสงบดีอยู่เหรอ กราบเรียนเลยว่า สงบดีอยู่ อย่างนี้ตลอด ถามหลายครั้งหลายหน ท่านก็จับเอาเรื่อย ท่านถามเรื่อย ท่านจับเรื่อย พอวันท่านจะเอาก็เอาหนักนะ เป็นยังไงท่านมหาจิตสงบดีอยู่เหรอ สงบดีอยู่ เราว่าอย่างงี้ ก็มันสงบจริง ๆ อย่างที่ว่าแน่วอยู่งั้น จนกระทั่งถึงว่านี้ละคือนิพพาน ที่จิตแน่วอยู่อันเดียว รู้ดิ่งอยู่อันเดียว นี้ละจะเป็นนิพพาน มันก็เน้นหนักลงจุดนี้มันก็เป็นเท่านั้น ไม่เลยนั้นนะ เหมือนน้ำเต็มโอ่ง น้ำเต็มโอ่งแล้วเอาน้ำมหาสมุทรมาเทมันก็ไหลออกหมดนั่นแหละ เพราะมันเต็มโอ่ง มันพอดีกับปากโอ่ง

อันนี้จิตเวลามันเต็มภูมิมันแล้วมันก็พอเหมือนกัน เต็มภูมิของสมาธิแล้วพอ เห็นประจักษ์ในหัวใจ พูดออกมาอย่างอาจหาญชาญชัย เราติดสมาธินี้ ๕ ปี ไม่อยากคิดอยากปรุง ทีนี้พอถึงขั้นท่านจะเอา เป็นยังไงท่านมหา จิตสงบดีอยู่เหรอ สงบดีอยู่ ท่านจะนอนตายอยู่นั่นเหรอ โห ขึ้นอย่างหนักเลย ท่านจะนอนตายอยู่ในสมาธินั่นเหรอ ท่านว่าอย่างนั้น ท่านรู้ไหมว่าสมาธิมันเหมือนหมูขึ้นเขียง แล้วก็ย้ำเข้าอีก ท่านรู้ไหมว่าสมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่ง ท่านรู้ไหม นั่นบทเวลาท่านจะเอา เหมือนว่าคนโกรธคนเคียดแค้นกันมาได้ ๕ กัป ๕ กัลป์เวลาท่านจะเอากับเรา เปรี้ยงๆๆ ท่านรู้ไหมว่าสมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่ง ท่านรู้ไหม

ทางนี้ก็ปั๊บออกมา ถ้าว่าสมาธิเป็นสมุทัยแล้ว สัมมาสมาธิจะให้เดินที่ไหน ขึ้นแล้วต่อยแล้ว สัมมาสมาธิมันก็มีในมรรค ๘ ใช่ไหมล่ะ จะให้เดินที่ไหน สัมมาสมาธิพระพุทธเจ้าไม่เป็นสมาธิหมูขึ้นเขียงเหมือนอย่างของท่านนี่น่ะ ท่านว่าอย่างนี้ สมาธิของท่านหมูขึ้นเขียง ขึ้นแล้วมันไม่ยอมลงเขียง เขาต้องเขี่ยลงใส่หัวหอมนั่นละ ความหมายว่างั้นนะ สมาธิเป็นสมาธิ ปัญญาเป็นปัญญารอบคอบอยู่กับสมาธิ รู้จักกาลเวลาที่จะควรออกควรเข้า อันนี้ไม่เข้าไม่ออก ขึ้นเขียงไม่ยอมลง ปัญญาต้องมีขึ้นมีลงซิ มีออกมีเข้า นั่นเห็นไหม พอว่าอย่างนั้นลงนะ ซัดกันเสียจน

ลงมาแล้วยังมาวิตกวิจารณ์ ว่าเรานี้ตั้งหน้าตั้งตามามอบกายถวายตัวต่อท่าน ให้ท่านแนะนำสั่งสอน แล้ววันนี้ไปฟัดกันยังไงเหมือนกับแชมเปี้ยนต่อยกันบนเวที เรานี่มันเก่งมันกล้ามาจากไหน ทั้งๆ ที่เราก็ไม่มีทิฐิมานะนะ คือเราก็ว่าของเราถูก มันก็ซัดกันละซิใช่ไหม ท่านก็ใส่มา คนหนึ่งจะเรียกว่าดอกเตอร์หรืออะไรก็แล้วแต่ คนหนึ่ง ก.ไก่ ก.กา ก็ยังไม่จบ ยังเอา ก.ไก่ ก.กา ไปเถียงปริญญาดอกเตอร์ ท่านซัดเอาตอนนี้ละ ลงมาแล้วมาคิด เรานี่มันเก่งกล้าสามารถมาจากไหน ก็มาถวายตัวต่อครูบาอาจารย์มาก็นานแสนนาน แล้ววันนี้มาสู้กับท่านได้ยังไง จนพระเณรอยู่ข้างล่างนี้เต็มหมด มารอฟังอยู่ใต้ถุนกุฏิ ท่านมาเงียบๆ เต็มอยู่ใต้ถุนหมดเลยละ หมดวัดว่างั้นเถอะ ฟังเรากับหลวงปู่มั่นซัดกัน

เป็นอย่างนั้นละเรา นักอะไรก็ไม่รู้ละ ถ้าไม่ลงไม่ลงจริงๆ มันก็ซัดกันอยู่นั่น ทีนี้ลงมาแล้ว มันยังไงกันเรานี่ มันได้ความรู้ความฉลาดเลิศเลอมาจากไหนมาสู้กับครูบาอาจารย์อย่างไม่คาดไม่ฝันอย่างนี้ ถ้าว่าเราเก่งจริงมาหาท่านทำไม นั่นเอาเจ้าของแล้วนะ ถ้าว่าเราเก่งจริงมาหาท่านทำไม มาเถียงท่านหาอะไร ซัดไปซัดมา ท่านว่าอย่างนั้นๆ ถ้าเราว่าตั้งใจมาศึกษาอบรมมาถวายตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหาท่าน ท่านว่าอย่างนั้นต้องฟังเสียงท่านซิ จะมาฟังเสียงตั้งแต่เราอย่างเดียวนี้ไม่สมควรที่กับว่ามาถวายตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหาท่าน ท่านว่ายังไงเอาไปปฏิบัติตามท่านว่าซิ ลงใจตรงนี้นะ พลิกเรื่องของเรา คือมันยังไม่ลงใจ นี่ละมันติด ติดขนาดนั้นนะเห็นไหมล่ะ ติดสมาธิ ถึงขนาดท่านฟาดเอาขนาดนั้นมันยังสู้ท่านอยู่นี่

ฟังเสียงท่านบ้างซิ พอว่าอย่างนั้นทีนี้ก็เริ่มออก ออกมันก็พุ่งเลยเทียว ก็มันพร้อมแล้ว ถ้าว่าอาหารที่จะทำครัว ทำครัวประเภทไหน อาหารเครื่องทำครัวมันพร้อมแล้ว แต่เราไม่มาประกอบให้เป็นครัวมันก็ไม่เป็นเฉยๆ ดีไม่ดีมันก็เน่าเฟะ มันก็เป็นแต่เพียงสมาธิเท่านั้น ดีไม่ดีสมาธิก็เน่าเฟะไปอีก จะก้าวถึงมรรคผลนิพพานได้ยังไง พร้อมก็พร้อม พร้อมเพียงแค่สมาธิ นี่พร้อมเพียงเครื่องทำครัว ยังไม่ประกอบอาหารเข้ามาสู่ความเป็นชิ้นเป็นอัน มารวมกัน จะเป็นแกงขึ้นไม่ได้ มันก็เป็นผักเป็นหญ้าเป็นปูเป็นปลาอยู่อย่างนั้นแหละ

นี่สมาธิมันก็มีอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ประกอบให้เป็นปัญญาเพื่อมรรคเพื่อผลก็ไม่เป็น พอท่านขนาบอย่างนี้แล้วจึงออกละซิ พอออกแล้วก็พุ่งเลยเชียว ก็มันพร้อมแล้วนี่ คือสมาธินี้เรียกว่าจิตที่อิ่มอารมณ์ ท่านว่า สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาเมื่อสมาธิอบรมหรือสมาธิหนุนหลังแล้ว ย่อมเดินได้คล่องตัว นี่ปริยัตินะ นี้สมาธิมันหนุนพอแล้วแต่มันไม่ออกเดินเฉยๆ พอท่านขนาบอย่างนั้นมันก็ออก ออกมันก็พุ่งเลย เพราะมันอิ่มอารมณ์หมดแล้ว ท่านว่าสมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญา จะพิจารณาเรื่องปัญญานี้ เมื่อสมาธิไม่มีจะพิจารณาปัญญาเฉยๆ อย่างเราๆ ท่านๆ นี้ มันเถลไถลเป็นสัญญาอารมณ์ เป็นสมุทัยไปหมดนั่นแหละ ทีนี้เวลาจิตเป็นสมาธิอิ่มอารมณ์ ตาก็ไม่อยากดู หูไม่อยากฟัง เรื่องราวอะไรไม่อยากคิดอยากปรุงให้กวนใจ ใส่ทางด้านปัญญาอย่างไรสอนทางด้านปัญญาให้พิจารณามันก็ทำงานตามนั้นๆ เพราะมันอิ่มอารมณ์แล้วมันก็พุ่งละซิ

พอมันพุ่ง เอ๊ะ ชอบกลๆ นะทีนีนะ ไม่นานนะ พอลงใจแล้ว มันจะนานอะไรก็มันพร้อมแล้วนี่ พอออกทางด้านปัญญา เอ๊ะ ชอบกลๆ ปัญญาก็พุ่งๆ ทีนี้ก็พุ่งใหญ่อีกแหละ มันไม่พอดีนะนิสัยเรา พอออกพุ่งใหญ่ฟาดเสียกลางคืนไม่นอนทั้งคืน กลางวันยังจะไม่นอนอีกยังไม่หลับอีก มันหมุนของมันเหมือนนักมวยเข้าวงในกัน ทีนี้มันก็เพลิน จนกระทั่งเจ้าของจะเป็นจะตายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เหนื่อยในหัวอกเพราะจิตมันทำงานอยู่นี่ ปัญญาก็เรียกว่าทำงานอยู่ในนี้ เหนื่อย เอ๊ ทำไมเป็นอย่างนี้ทีนีเวลาออกทำไมออกใหญ่อย่างนี้ จะพาพักพาหลับพานอนไม่ยอมนอน มันหมุนของมันอยู่ตลอด ออกทางด้านปัญญา

กลับไปหาท่านอีก นี่ที่พ่อแม่ครูจารย์ว่าให้ออกทางด้านปัญญา มันออกแล้วนะ เราก็ว่างั้นแหละ มันออกยังไง ท่านก็ว่า ก็มันไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน กลางคืนไม่นอนตลอด กลางวันมันยังไม่อยากหลับอยากนอนอีก นั่นแหละมันหลงสังขาร นี่เห็นไหมล่ะท่านว่า สังขารนี่หมายความว่า เราใช้ปัญญาก็เป็นสังขารปรุงขึ้นมาเป็นปัญญา สังขารปรุงขึ้นมาเป็นสมุทัย เข้าใจไหม สังขารปรุงขึ้นมาเป็นทางปัญญาเรียกว่าเป็นธรรมะ สังขารปรุงขึ้นมาทางสมุทัยเรียกว่ากิเลส ทีนี้เวลาปัญญาของเราก้าวเดินมันเลยเถิด สังขารที่เป็นสมุทัยมันก็แทรกเข้ามาๆ เราไม่รู้นี่นะ นั่นแหละมันหลงสังขาร ถ้าไม่พิจารณามันก็ไม่รู้ นั่นแหละบ้าหลงสังขาร ท่านก็ซัดเข้าไปอีก ทีนี้หมอบนะ มันไม่ถอย แต่เวลามันจะเป็นจะตายจริงๆ มันถอยเข้ามาสู่สมาธิ ดังที่ท่านว่า เข้ามาแน่วลง โอ๋ย เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม พักผ่อนภายในจิตใจด้วยสมาธิแล้ว ถอนออกไปคราวหลังนี้ ฟาดนี้ขาดสะบั้นๆ นั่นเห็นไหมล่ะ

นี่ท่านว่ามันหลงสังขาร คือสังขารฝ่ายมรรค ได้แก่ปัญญาพิจารณา แต่เมื่อมันหนักมากเกินไปเกินเหตุเกินผล สังขารสมุทัยมันแทรกเข้าไป นั่นแหละท่านว่ามันหลงสังขาร เวลามันผ่านไปแล้วมันถึงมารู้นะ นี่มีแต่ท่านกระตุกทั้งนั้น ถ้าว่าสมาธิท่านก็ลากออก  ครั้นออกทางด้านปัญญาท่านก็รั้งเข้ามา มันจะตาย เราไม่ลืมนะ เพราะเอาตรงไหนมีแต่เถียงท่านอย่างเต็มเหนี่ยวๆ แล้วลงก็ลงอย่างถึงใจอย่างนี้แหละ จับเอามาประมวลหมดเลย คุณค่าของท่านมีกับหัวใจกับบนกระหม่อมของเรามีขนาดไหน ลงมาเข้านี้หมดเลยนะ นี่ถึงขั้นปัญญา อันนี้พอพูดถึงเรื่องปัญญาทีนีนะ

เรื่องธรรมเวลากิเลสมันมีกำลังกล้านี้ มันทำงานโดยอัตโนมัตินะ ไม่ว่าจะคิดจะปรุงจะรู้จะเห็นจะได้ยินได้ฟังอะไรเป็นเรื่องของกิเลสทำงานทั้งนั้นๆ เป็นอัตโนมัติ ทีนี้เวลาเราบำเพ็ญธรรม เริ่มตั้งแต่สมถธรรม ได้แก่สมาธิ อบรมเข้าไปให้จิตสงบเข้าไปๆ จิตมีกำลังแล้วก็หมุนออกทางด้านปัญญา พอจิตออกทางด้านปัญญา ทีนี้ธรรมมีกำลังแล้วนี่ จนกลายเป็นเรื่องว่าธรรมทำงานโดยอัตโนมัติแหละ แต่ก่อนกิเลสทำงานบนหัวใจโดยอัตโนมัติของมัน ทีนี้พอธรรมมีกำลังมากแล้ว ธรรมทำงานแก้กิเลสโดยอัตโนมัติเหมือนกัน มันก็หมุนกันติ้วๆ ไม่ว่าวันว่าคืนยืนเดินนั่งนอน เว้นแต่หลับ กิริยาอาการของจิตมีแต่ฟัดกับกิเลสตลอดเวลาอัตโนมัติ จึงต้องบังคับต้องรั้งเอาไว้ ไม่งั้นอย่างที่ว่า นอนก็นอนไม่หลับ รั้งเอาไว้ให้นอน อย่างนั้นแหละเวลามันก้าวเดิน

ทีนี้จิตมันก็มีความสามารถแก่กล้าเข้าไปๆ กิเลสนี้อ่อนตัวลงๆ มันก็ฟันกันได้ง่ายละซิทีนี ทางนี้มีกำลังมาก กิเลสอ่อนมาก ทางด้านธรรมะมีกำลังมากก็ฟัดกันขาดสะบั้นๆ ไปเลย นี่แหละที่ว่าเพลินในการแก้กิเลส เพลินในมรรคในผล เพราะในระยะเดียวกันมันเห็นโทษของกิเลสเต็มหัวใจๆ ในขณะเดียวกันเห็นคุณค่าของธรรม คือปัญญาฆ่ากิเลสเต็มหัวใจๆ มันก็พุ่งใหญ่ละซิ ลืมหลับลืมนอน นี่ละท่านเรียกว่า ธรรมะเมื่อมีกำลังแล้วนี้ ฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับกิเลสมีกำลังมากอยู่ในหัวใจสัตว์ ทำลายสัตว์ทรมานสัตว์ด้วยอัตโนมัติของมัน พอธรรมเกิดขึ้นธรรมก็แก้กิเลสเป็นอัตโนมัติ จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นไปเลยไม่มีเหลือเลย นี่มันก็ก้าวของมันไปอย่างนี้ๆ

จนกระทั่งถึงบางครั้งมาวิตกวิจารณ์ด้วยความคาดหมายของตัวเอง เวลามันทุกข์มันลำบากในการประกอบความพากเพียร ปลอบใจตัวบ้างนะ เออ มันก็ต้องทุกข์อย่างนี้เป็นธรรมดา เวลานี้มันยังไม่ได้หลักได้เกณฑ์มันก็ต้องทุกข์บ้าง เวลาได้หลักได้เกณฑ์จิตละเอียดเข้าไปมากเท่าไร การปฏิบัติก็จะค่อยเบาลงๆ จิตจะสบายไปสบายใจสบายไปเรื่อยแหละ เวลานี้มันยังทุกข์อยู่ เพราะจิตมันหยาบ ล้มลุกคลุกคลานก็ทนเอา ว่าให้เจ้าของ นี่ความคิดของเราเป็นอย่างนี้

แต่เวลาถึงขั้นธรรมะขั้นสูงขั้นไปแล้ว ว่าจะสบายๆ ดังที่เราปลอบใจเรานั้น มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ พอจิตมีความละเอียดเท่าไร มันยิ่งเห็นเหตุเห็นผลเห็นคุณเห็นโทษเข้าไปโดยลำดับ มันก็ยิ่งหมุนใหญ่ทีนี จนกระทั่งพาหลับพานอนก็ไม่ยอมหลับยอมนอน เอ๊ะ นี่ที่เราคิดว่าแต่ก่อนจิตเราหยาบ พาถูพาไถมันก็ต้องลำบากบ้างเป็นธรรมดา เวลาละเอียดแล้วมันก็จะค่อยเบา มันเบาอะไรนี่ไม่ได้นอนทั้งคืนทั้งวัน เบาอย่างไร โอ๋ย ผิดทั้งนั้น นี่ว่าให้เจ้าของเองนะ มันคาดเอานี่น่ะ ความจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น มันหมุนตลอดเวลาเลย แม้ที่สุดฉันจังหันอยู่นี่ไม่ว่ากาลใดเวลาใดก็ตามนะ มันจะหมุนฆ่ากิเลส เหมือนนักมวยต่อยวงในตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ

นี่ธรรมเวลามีกำลังแล้วไม่มีแหละคำว่าเพียร นอกจากเพื่อความพ้นทุกข์ นั้นเพียรว่างั้นถูกต้อง แต่ทีจะเพียรในประโยคพยายามไม่มี มีแต่รั้งเอาไว้ๆ ทุกกาลเวลา เว้นแต่หลับเท่านั้น นอกนั้นเป็นเวลากิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจ จนอ่อนลง กิเลสอ่อนเท่าไร ธรรมะยิ่งกล้ายิ่งแข็งยิ่งละเอียดลออ มันรู้ชัดๆ อยู่ในหัวใจ ใครมาบอกไม่บอกก็ตาม มันรู้อยู่ในหัวใจเจ้าของ

พูดแล้วสรุปเลยนะ ฟาดจนกระทั่งกิเลสพังหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย หมดโดยสิ้นเชิง ขาดสะบั้นไปคนละโลกไปแล้ว เป็นคนละฝั่งอย่างประจักษ์ชัดเจนแล้ว ทีนี้ความที่มันหมุนติ้วๆ ไม่ต้องบอก เหมือนกับมีดของเราหรือสิ่วของเรา ทั้งฟันทั้งสับทั้งยำอยู่กับงานของเรานี่นะ พองานนี้มันเสร็จแล้ว มีดกับมือเรามันก็ปล่อยกันเองใช่ไหม สติปัญญาอัตโนมัติที่มันหมุนตัวเป็นเกลียวนี้ คือปัญญานั้นได้แก่เครื่องมือเรียกว่ามรรค ไม่ใช่นิพพาน ทีนี้พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้ว ปัญญาที่เป็นเครื่องฆ่ากิเลสมันก็ปล่อยตัวของมันเอง ไม่ต้องบังคับ ที่มันหมุนเป็นธรรมจักร หยุดเองไม่มีใครบังคับแหละ นั่น ให้มันเห็นอย่างนี้ซิการปฏิบัติธรรม

นี่ได้มาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังตั้งแต่ต้นมา ความเพียรของเราเราไม่เคยได้ตำหนิจนกระทั่งวาระสุดท้าย ที่จะตำหนิว่าอ่อนแอท้อแท้เหลวไหลอยากจะหลบโน้นไปนี้ไม่มีเลย มีแต่พุ่งๆ ถึงจะอ่อนก็ตะเกียกตะกายอยู่ตลอดเวลา เป็นอย่างนั้น เวลาเอาไม่ถอยแล้ว ผลก็ได้มาเป็นลำดับลำดาไป จนกระทั่งเป็นที่พอใจ พูดในสามแดนโลกธาตุนี้เราไม่เคยหวั่นกับอะไร ใครจะมาโจมตีท่าไหนๆ ก็เหมือนกับกองขี้หมูขี้หมาพวกมูตรพวกคูถพวกส้วมพวกถานมาโจมตี เหมือนหมาเห่าฟ้า เข้าใจไหม หมาเห่าฟ้ามันเห่าไปจนปากมันแตก มันก็เท่านั้นแหละ ฟ้าอยู่ไหนไม่รู้ หมาเห่าธรรม กิเลสเห่าธรรม ส้วมถานเห่าธรรมก็แบบเดียวกัน ธรรมเทียบเหมือนฟ้า เข้าใจไหม มันจะเห่าหมดโคตรมัน มันก็หมดกำลังมันทั้งโคตรหมานั่นละ เข้าใจไหม ฟ้าก็เป็นฟ้าอยู่นั่นแหละจะเป็นอะไร

นี่พูดจริงๆ เราจึงไม่เคยหวั่น ใครเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม มันประจักษ์อยู่ในหัวใจนี้แล้ว พอ คนเดียวพอ พระพุทธเจ้าทะลุผางขึ้นมาไปหาใครมาเป็นพยาน เป็นศาสดาสอนโลกได้ทั้งสามโลก พระสาวกทั้งหลายก็เหมือนกัน พอรู้ได้ผางเท่านั้นตรัสรู้ผางบรรลุธรรมผาง หมดทันทีๆ เลยไม่ต้องหาใครมาเป็นพยาน นี่ก็ธรรมอันเดียวกัน กิเลสประเภทเดียวกัน ความพากเพียรที่จะแก้กิเลสแบบเดียวกัน ฆ่ากิเลสแบบเดียวกัน เมื่อกิเลสขาดสะบั้นลงไป ธรรมบริสุทธิ์ผุดขึ้นมาในหัวใจ จะไปถามใครเราอยากว่าอย่างนั้นนะ หรือว่าแล้วก็ไม่รู้ มันชัดขนาดนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้า ให้พากันจำเอานะทุกคนๆ

นี่ละด้วยความอุตส่าห์พยายามพูดมาตั้งแต่ความติดขัดความจริง ความพยายามทุกด้านทุกทาง เป็นผลมาเป็นลำดับนะ ไม่ได้ทำให้เราเสีย เหมือนความขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอทำให้เสียทั้งนั้น ดีไม่ดีเสียคนทั้งคน แต่เรื่องความอุตส่าห์พยายามเพื่อความเป็นคนดีนี้หนักเท่าไร ก็หนักในขณะที่หนัก แต่ชัยชนะๆ ผลได้เป็นลำดับลำดาไป สุดท้ายก็บรมสุขเกิดขึ้นมาจากความอุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกาย ฟาดกันเต็มเหนี่ยวนั่นแหละ เอาละพอ เหนื่อยแล้ว ขึ้นถึงขั้นหมาเห่าฟ้าทีเดียวนะวันนี้

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก