กาฝากแฝงธรรมวินัย
วันที่ 28 มกราคม 2547 เวลา 8:45 น. ความยาว 39.22 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

กาฝากแฝงธรรมวินัย

 

         (ลูกศิษย์นำภาพถ่ายหมู่ มีเจ้าคุณอริยเวที หลวงตาและสมเด็จพระสังฆราชมาถวาย) นี่มหาเขียน เรา สมเด็จพระสังฆราช นี่อายุอันเดียวกัน พรรษาอันเดียวกัน จึงได้เป็นเพื่อนเดียวกันน่ะซิ ภาพนี่อีตาบัวกำลังหนุ่ม กับเดี๋ยวนี้ดูซิต่างกันอย่างไรบ้าง นั่นกำลังหนุ่ม จะเป็นพรรษาเท่าไรจำไม่ได้ เอ้ารับแล้วๆ นั่นสมเด็จพระสังฆราช เพื่อนกัน ท่านเคยมาพักที่นี่คราวละหลายๆ วัน ตั้งเป็นอาทิตย์ อาทิตย์หนึ่งท่านมาพักที่นี่ มาพักภาวนานะ หลังจากนั้นแล้วตั้งแต่เริ่มได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ท่านก็ยังมาอยู่นะ เป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้วท่านยังมา ท่านตั้ง(ใจ) มาโดยเฉพาะ เอกเทศเฉยๆ มาในงานกุมภวา เขาจะเอาท่านไปไหน ท่านบอกไม่ไป จะไปวัดป่าบ้านตาด ท่านตรงเข้ามานี้เลย นั่นละหลังจากท่านเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ท่านมานี้หนหนึ่ง เราเสียอีกเป็นตัวทะนง ตั้งแต่ท่านเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้วไม่เคยได้เข้าไปหาท่านเลย เลยกลายเป็นเราเป็นตัวทะนง

(มิสเตอร์ลี ชาวไต้หวัน นำทองมาถวาย ๑ กิโล) เออ พอใจๆ

การประชุมอะไรๆ นี้ เรื่องที่ว่าพระท่านจะมาประชุมวันนี้ เราไม่ได้มีกฎมีเกณฑ์มีข้อบังคับพระเจ้าพระสงฆ์ทั้งหมดที่มานี่นะ เราไม่มีกฎมีเกณฑ์มีข้อบังคับพระเจ้าพระสงฆ์นี้แต่อย่างใดเลย นี้เป็นอัธยาศัยของท่าน ซึ่งเป็นผู้รักษาศาสนาและปฏิบัติศาสนา กราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้าเต็มหัวใจตลอดเวลา ท่านที่มาประชุมนี้ท่านมาเองนะ เราไม่เคยไปเที่ยวบอกไปกล่าวไปอะไรๆ แต่เรื่องราวที่มันเกี่ยวโยงถึงกันมันเกี่ยวโดยตรง ใครอยู่ที่ไหนหลักธรรมวินัยอันเดียวกัน มันถึงกันๆ เหมือนอย่างกฎหมายบ้านเมือง อยู่ที่ไหนก็เกี่ยวโยงถึงกัน เพราะเป็นกฎปกครองชาติ อันนี้กฎปกครองศาสนา ทั้งเรื่องธรรมอีกด้วยให้ความร่มเย็น

ที่ท่านจะมาประชุมวันนี้นั้น ท่านมาตามอัธยาศัยของท่านทุกแห่งทุกหนที่มา เราไม่ได้ไปเที่ยวไปบอกไปกล่าว ก็ไม่ไปบอกนะ ไปสั่งไปเสียอะไรหรือบังคับอะไรอย่างนี้ นัดอะไร เราไม่มี เป็นเรื่องของท่านปรึกษาหารือซึ่งกันและกันในวงแห่งลูกศิษย์ตถาคต ที่ได้รับความสงบร่มเย็นตามหลักธรรมวินัยด้วยกัน วันนี้ท่านนัดกันมาประชุม การมาประชุมนี้ไม่มีเรื่องท่านก็ไม่มา ปรกติพระเหล่านี้ ส่วนมากจะมีแต่พระอยู่ในป่าในเขา ต้องการความสงบมากทีเดียว ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายกับอะไรๆ เอาหลักธรรมหลักวินัยเป็นหัวใจ ก้าวเดินตามนั้นๆ เรื่อยๆ ไป จึงไม่มีเรื่องราวอะไรแหละ นี่ก็มาระยะหลังๆ เฉพาะปัจจุบันนี้ มันเป็นยังไงมันถึงได้มีเรื่องมีราว นี่คืออะไรเข้าไปแฝงศาสนานั่น ท่านปฏิบัติอยู่ท่านไม่เห็นมีอะไรแต่ก่อน หลักธรรมหลักวินัยสมบูรณ์พูนผล ทุกสิ่งทุกอย่างสมบูรณ์หมดแล้วในหลักที่พระจะปฏิบัติ ตลอดถึงให้ความร่มเย็นแก่โลกจากธรรม ผู้มีวินัยก็คือมีกฎข้อบังคับตัวเองให้เป็นคนดี ก็มีศีลแทรกอยู่ในนั้น มีธรรมแทรกอยู่ในนั้นด้วย

ที่ท่านมานี่ก็เพราะมีเหตุการณ์นั่นเอง ถ้าไม่มีท่านไม่มา ไม่เคยเห็นท่านมา ทำไมท่านจึงมา พระเหล่านี้ท่านโง่เอานักหนาเหรอ อยู่ๆ ก็มาประชุมกันบุ่มบั่มๆ ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร มีได้หรือเป็นได้หรือหลักธรรมหลักวินัยท่านปฏิบัติดีอยู่ แต่เหตุใดจึงทำให้ไหวกันๆ เวลานี้ทางพระเหล่านี้ไหวตัวอยู่มาก กระเทือนทั่วไปหมด มันมีอะไรเข้าไปแฝงอยู่ในนั้น ถ้ามีหลักธรรมหลักวินัยโดยถ่ายเดียวแล้ว เรื่องความเป็นอย่างนี้ไม่เคยมี มันมีอะไร แยกออกไปก็คือมีกาฝากอยู่ในนั้น กาฝากแฝงธรรมวินัยแล้วกัดธรรมวินัยเข้าไป จากนั้นก็กัดพระกัดเณรให้แตกกระสานซ่านเซ็นให้กระจัดกระจายไป แทนที่จะเป็นความสงบร่มเย็นเพราะธรรมเพราะวินัยล้วนๆ ที่ท่านปฏิบัติอยู่ กับมีเรื่องแฝงเข้ามาอย่างนี้ ท่านทั้งหลายให้พิจารณาทุกคนนะ มันเป็นยังไง

พระที่มาประชุมนี้เป็นพระที่โง่เขลาเบาปัญญาทั้งนั้นเหรอ พิจารณาซิ ทำไมท่านถึงมา ถ้าพูดตามการปฏิบัติหลักธรรมหลักวินัย เรายกนิ้วให้เลยว่า ในวงกรรมฐานปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยที่เป็นที่อบอุ่นเย็นใจต่อกัน ไปที่ไหนเข้ากันได้สนิทๆ เพราะการปฏิบัติแบบเดียวกันๆ เหมือนกับว่าต่างคนต่างสะอาดด้วยธรรมด้วยวินัยด้วยกัน เข้ากันได้สนิท ถ้ามีสิ่งสกปรกโสมมเข้าไปแล้วเป็นยังไง แตกฮือ เช่นอย่างเรานั่งอยู่นี้นะ เอามูตรคูถมาโยนตูมเข้าไปนี่ซิ มันเป็นยังไง แตกกระจัดกระจายกันไปหมด นี่คืออะไร เอาไปเทียบกันซิ

เวลานี้เรื่องที่เข้ามาแฝงธรรมก็คือเป็นอย่างนี้แหละ เรื่องกาฝากแฝงศาสนาเข้ามานี่ ยกเป็นตัวดิบตัวดีขึ้นมา แล้วจะเหยียบคนทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่พี่น้องชาวไทยเราทั่วประเทศนับแต่รัฐบาลลงมา เป็นผู้คุ้มครองรักษาชาติไทยมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ปู่ย่าตายายของเราได้รับความสงบร่มเย็นมาด้วยหลักกฎหมายบ้านเมืองที่มีขอบเขต และธรรมวินัยที่มีขอบเขตของพระปฏิบัติเรื่อยมา เป็นความสงบร่มเย็นทั้งฝ่ายศาสนาทั้งฝ่ายบ้านเมืองมาโดยลำดับลำดา แต่เวลานี้มันทำไม ทางบ้านเมืองก็ระส่ำระสายยุ่งเหยิงวุ่นวาย ทางใต้ดินเหนือดินมีอยู่ทุกแห่งทุกหน ก่อขึ้นมาหาอะไร สิ่งเหล่านี้เป็นความสงบร่มเย็นหรือ

เมืองไทยเราเคยรักษาความสงบร่มเย็นต่างหาก ไม่ได้เสาะแสวงหาสิ่งเป็นฟืนเป็นไฟมาเผาบ้านเผาเมืองตัวเอง แล้วคนไทยเราแท้ๆ ทำไมจึงคิดได้อย่างนั้นลงคอ เอาไปพิจารณาทุกคน นี่เราพูดเป็นธรรมนะ เราไม่เอียงโน้นเอียงนี้ ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก ตรงไปตรงมา แล้วเรื่องจะอิจฉาพยาบาทอาฆาตจองเวรอะไร เราบอกเราไม่มีในหัวใจเรา มีแต่ธรรมล้วนๆ แสดงออก ตามความผิดถูกชั่วดีอะไรต่างๆ ที่ควรจะพูดขนาดไหนเราจะพูดไปตามนั้น นี่พระท่านก็จะมาประชุมกัน มิหนำซ้ำทางบ้านทางเมือง พี่น้องชาวไทยเราที่เป็นผู้รักษาศาสนา รักษาแผ่นดินไทย รักษาศาสนาซึ่งเป็นธรรมอันล้นค่าอยู่บนกระหม่อมของชาติไทยเราซึ่งเป็นชาวพุทธ ก็รวมกันมาแล้วเวลานี้ เป็นยังไงมันถึงเป็นอย่างนั้น พากันพิจารณาเสียนะ

มีเรื่องอะไรมันถึงได้เป็นอย่างนี้ขึ้นมา แต่ก่อนไม่เคยมี พิจารณาซิ หลักธรรมหลักวินัยมีอยู่ ปฏิบัติตามนี้ไม่เห็นมีอะไร นี่ก็แฝงเข้ามานี่ ตั้งกฎนั้นกฎนี้เข้ามา กฎกาฝาก แทนที่จะมาส่งเสริมธรรมวินัย กลับตีธรรมวินัย กลับตีพระตีเณรให้แตกกระจัดกระจาย เป็นของถูกต้องแล้วเหรอ เอาไปพิจารณาซิ ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านี้ปัดลงทะเลหมดแล้วเหรอ ให้อันนี้ขึ้นมาแทนเหรอ ถ้าเป็นของดิบของดีแล้ว ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าก็ไม่มีความหมาย พระก็ไม่มีความหมาย พุทธศาสนาซึ่งพี่น้องชาวไทยเราเทิดทูนอยู่นี้ไม่มีความหมาย จะมีแต่พวกกาฝากนี้เป็นความหมายอย่างล้นพ้น แล้วเหยียบหัวประเทศไทยลง ให้จมทั้งชาติทั้งศาสนาไปด้วยกันนั่นแหละ เราพูดตรงๆ อย่างนี้ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องจะทำความสงบร่มเย็นให้แก่ชาติบ้านเมืองและศาสนาเลย นอกจากจะตีให้แยกให้แตกให้กระจัดกระจายจากกันเท่านั้น

ไปที่ไหนโฆษณาว่าเป็นของดิบของดี ขี้ทั้งกองมันเป็นของดียังไงใครก็รู้ แม้แต่เด็กอมมือเขาก็รู้ว่ามูตรว่าคูถเป็นยังไง ทองคำเป็นยังไง ธรรมเป็นยังไง โลกเป็นยังไง โลกถ้าเป็นโลกล้วนๆ ธรรมดาก็เป็นธรรมดา แต่โลกอันนี้มันแฝงเข้าไปด้วยกิเลส เป็นฟืนเป็นไฟแฝงเข้าไปด้วย นี่เป็นเรื่องที่จะให้พี่น้องชาวไทยรู้เนื้อรู้ตัวตื่นตัวกันทั้งประเทศนะ นี่พระอยู่ในป่าในเขาแท้ๆ ไม่เคยมีความยุ่งเหยิงวุ่นวายกับสิ่งใด ตั้งแต่ครูบาอาจารย์ปฏิบัติมาตามหลักธรรมวินัยเรื่อยมาจนกระทั่งป่านนี้ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมา ไม่เคยเห็นพระเจ้าพระสงฆ์ ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักธรรมหลักวินัยจริงๆ แล้วมาทะเลาะเบาะแว้งกัน เราไม่เคยเห็น

ที่ทะเลาะเบาะแว้ง เช่น เมืองโกสัมพี ก็เพราะขัดแย้งกันเรื่องหลักธรรมหลักวินัยนั่นเอง ต้นเหตุก็เป็นอย่างนั้น ผู้หนึ่งดี ผู้หนึ่งผิด มันก็ทะเลาะกันน่ะซิ ผู้หนึ่งสะอาด ผู้หนึ่งสกปรก ทะเลาะกัน ต่างคนต่างแข่งดีแข่งเด่นกันก็ฟัดกัน ไม่ฟังเสียงศาสดาละซิ เรื่องราวมันอยู่ที่เมืองโกสัมพี ระหว่างพระธรรมกถึกกับวินัยธร นี่ก็มีในแบบในฉบับ เราอุตริหามาพูดเมื่อไร ทะเลาะกันจนไม่ฟังเสียงพระพุทธเจ้า ฟังซิศาสดาองค์เอก ทั้งสองฝ่ายนี้ก็เป็นลูกศิษย์ตถาคตด้วยกัน แล้วต่างคนต่างอวดดี ผู้หนึ่งพูดตามหลักธรรมหลักวินัย คนนี้ถูกต้อง แล้วผู้ที่ผิดก็ไม่ยอมรับว่าผิด เมื่อไม่ยอมรับว่าผิดมันก็มากระทบกัน

พระพุทธเจ้าเองมาชำระนะ ไม่ยอมฟังเสียงพระพุทธเจ้าเลย ฟังซิลูกเวลามันดื้อมันดื้ออย่างนั้นลูกตถาคต มันไม่ได้ฟังเสียงครูเสียงอาจารย์ ไม่ได้ฟังเสียงธรรมเสียงวินัย แล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จออกไปจำพรรษาที่ป่าเลไลยก์ นู่นฟังซิ พอพระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาที่ป่าเลไลยก์แล้ว พวกที่เก่งๆ นี้มันก็ทนไม่ได้ซิเมื่อศาสดาเสด็จออกไปแล้ว เรียกว่าศาสดานี้ไม่มีความหมายแล้ว สอนบรรดาลูกศิษย์แท้ๆ ไม่ได้ถ้อยได้ความอะไร แล้วพระองค์ก็เสด็จหนีไปอยู่ป่าเลไลยก์ ทีนี้พอพระองค์เสด็จไปแล้ว เขาก็ชี้หน้าซิ ประชาชนญาติโยม ไหนพวกธรรมกถึก ไหนพวกวินัยธรทะเลาะกัน เขาชี้หน้าแล้วไม่ใส่บาตรให้กินด้วย สุดท้ายมันจะตายทั้งสองฝ่ายละซิ ทนไม่ไหวๆ ก็มาขอพระอานนท์ให้ไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้ามา ทางนี้สงบก่อนพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาถึงเลยนะ ยอมรับกันเรียบร้อยแล้ว ต่างคนต่างเห็นผิดด้วยกัน ยอมรับกันเรียบร้อยแล้ว เพราะไม่มีอะไรจะใส่ท้อง มันจะตายกัน

พระอานนท์ก็ไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จมา พอมาถึงปั๊บ เอ้า ฟังเสียงศาสดาซิที่นี่นะ ฟังเสียงศาสดาอีก เป็นยังไงศาสดาสอนโลก พอเสด็จเข้ามาถึงปั๊บ ทางนั้นก็รุมเข้ามา ทางนี้ก็รุมเข้ามา สองฝ่าย พ่อค้าก็มี ประชาชนญาติโยมฝ่ายพระ ฝ่ายผิดฝ่ายถูกมีบริษัทบริวารด้วยกัน มาก็ยกทัพเข้ามาหากัน ทางนี้ก็ว่า ไหนธรรมกถึก ไหนวินัยธร เข้ามานี้มาชี้กัน พระพุทธเจ้าว่าหยุด อย่ามายุ่ง ฟังซิ พูดภาษาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่ามายุ่ง ลูกของเราตถาคต เราจะชำระ เราจะแนะนำสั่งสอนเอง

ลูกของพวกท่านทั้งหลายทะเลาะเบาะแว้งกันเต็มบ้านเต็มเมือง เต็มโลกเต็มสงสาร ลูกตถาคตไม่เห็นไปยุ่ง ฟังซิน่ะ แล้วลูกตถาคตมีหลายคนก็เป็นธรรมดา แม้แต่อวัยวะเรายังมีวิกลวิการเป็นบางสัดบางส่วน นี่ลูกเราตถาคตก็มีหลายผู้หลายคน ความรู้ความเห็นย่อมมีความผิดแปลกแตกต่างกันบ้างเป็นธรรมดา แล้วลูกของประชาชนทั้งหลายมีเท่าไร มีมากขนาดไหน ทะเลาะเบาะแว้งกันไหม นั่นเห็นไหมพระพุทธเจ้าใส่ปัญหาเข้าไป เราตถาคตไม่เห็นไปยุ่ง หรือไม่มีทะเลาะกันเหรอ ใครจะพูดได้ว่าไม่มีใช่ไหม ทะเลาะเบาะแว้งยิ่งกว่าหมากัดกันอีก พอเห็นลูกศิษย์ตถาคตมีเรื่องราวนิดหน่อยรุมกันมาชี้หน้า ไหนคณะนั้น ไหนคณะนี้ พระองค์ตีหน้าผากหงายหมาไปเลย หยุดอย่ามายุ่ง ลูกศิษย์ตถาคต ลูกของเรามีกิเลสย่อมมีผิดพลาดเป็นธรรมดา การทะเลาะเบาะแว้งกันมีเป็นธรรมดา เราเป็นพ่อเราจะเป็นผู้ชำระเอง อย่ามายุ่ง นั่นเห็นไหมล่ะ พอว่าอย่างนั้นแล้วพวกนั้นก็แตกฮือไป ไม่อยากอยู่ กลัวหน้าผากแตกเข้าใจไหมล่ะ พวกลูกเขามีทะเลาะกันไหม คนทั้งประเทศทั้งบ้านทั้งเมืองมีทะเลาะกันไหม มีทะเลาะกันเฉพาะลูกศิษย์ตถาคตสองฝ่ายเท่านี้เหรอ ธรรมกถึก วินัยธร เท่านี้หรือ นอกนั้นเขาสงบร่มเย็นกันหมด เป็นผู้ที่สกปรกโสมมที่สุด ไม่น่าดูน่าชมเลย ดูไม่ได้เลย มีลูกศิษย์ตถาคตเพียงเท่านี้เหรอ นั่นเห็นไหมล่ะ ยอมรับล่ะซิ

ทีนี้พอพระองค์มา ต่างองค์ก็ต่างมายอมรับเลย โดยไม่ต้องได้ชี้แจงเหตุผลอะไร เพราะต่างคนต่างรู้กันทุกคน เป็นแต่เพียงว่าทิฐิมานะมันไม่ยอมฟังเสียงธรรมเสียงวินัยเท่านั้นเองถึงมาทะเลาะกัน พอยอมรับพระพุทธเจ้า ก็ยอมรับตามหลักธรรมหลักวินัยก็สงบลง พระองค์ก็เทศนาว่าการ การทะเลาะเบาะแว้ง แม้แต่ร่างกายของเราเมื่อมีความร้าวรานเป็นไปเพื่อความแตกแยก ต้องเยียวยารักษา เมื่อเยียวยารักษาแล้วก็หายวันหายคืน หายเป็นปรกติได้ อันนี้คนเรามีกิเลสมีตัณหาเป็นธรรมดา ซึ่งเป็นเครื่องที่จะก่อให้เกิดความทะเลาะเบาะแว้งได้แก่กิเลสนั้นแหละ มันก็มีเป็นธรรมดา เมื่อมีธรรมเป็นเครื่องเยียวยารักษาโรคภัยคือความสกปรกเหล่านี้ มันก็สงบลงได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดง บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายนั้นบรรลุธรรมเป็นอรหันต์มีน้อยเมื่อไร เห็นไหมนั่น พระสาวกของพระพุทธเจ้า สาวกเป็นผู้มีกิเลส สาวะกะ แปลว่าผู้ฟัง ผู้ได้ยินได้ฟังอบรมจากพระพุทธเจ้า ไม่ได้ว่าเป็นอรหันต์ คำว่าสาวก แปลว่า ผู้ฟัง ท่านเหล่านี้ได้สำเร็จมรรคผลนิพพาน

ลูกศิษย์ตถาคตถ้าว่าชั่ว ครั้นเวลาดีแล้วได้สำเร็จถึงมรรคผลนิพพาน พวกเราทะเลาะกันทั้งผัวทั้งเมียทั้งลูกทั้งเต้าเต็มประเทศชาติบ้านเมืองทั่วโลกดินแดน ใครได้สำเร็จขั้นไหนบ้าง มีตั้งแต่ขั้นหมากัดกันเท่านั้น เข้าใจไหม เอามาเทียบดูซิ นี่ก็ลูกศิษย์ตถาคต เวลานี้กำลังยุ่งเหยิงวุ่นวาย ถ้าฟังเสียงศาสดาแล้วจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ถ้าไม่ฟังเสียงศาสดาแล้ว แตก เลวร้ายยิ่งกว่าประชาชนเสียอีก เพราะฉะนั้นจึงควรจะพิจารณาความผิดความถูกของตัวเองทุกคนๆ เพราะอยู่ในกรอบแห่งหลักธรรมหลักวินัยครอบอยู่ด้วยกัน อย่าเอาความรู้ความเห็นอันเลวร้ายของกิเลสเข้ามาแทรกอรรถแทรกธรรม จะเป็นความรู้กาฝาก เป็นกฎข้อบังคับกาฝาก แล้วจะมาทำลายของดิบของดีให้ทลายลงไป หาความดีไม่ได้เลย

เราเป็นลูกชาวพุทธขอให้พากันพิจารณาทั้งสองฝักสองฝ่าย ใครผิดถูกชั่วดีให้แก้ไขดัดแปลงตัวเองนี้ดีที่สุดเลย ดีกว่าคนอื่นจะมาแก้มาชำระ ชำระเท่าไรเมื่อจิตใจไม่ลงมันจะต้องก่อขึ้นมาอีก ก่อเรื่องนี้ขึ้นมา สมมุติว่าเรื่องนี้สงบไป เพราะเรื่องที่ถูกต้องดีงามเป็นของจริงเหนือแล้วก็ล้มลงไป ตั้งใหม่ขึ้นมาๆ ธนบัตรปลอมกับธนบัตรจริง ธนบัตรจริงยกขึ้น ๕ บาทเป็น ๕ บาทเต็มตัว ๑๐ บาทเป็น ๑๐ บาทเต็มตัว ยกร้อยบาทเป็นร้อยบาทเต็มตัว ยกธนบัตรใบละพันเป็นใบละพันเต็มตัวๆ จริงทั้งนั้นๆ สิ่งที่เป็นของปลอมมีเท่าไรปลอมหมด ๕ บาทปลอม ๑๐ บาทปลอม ร้อยบาทปลอม พันบาทปลอม

ในระหว่างทั้งสอง เวลานี้อะไรเป็นของปลอม อะไรเป็นของจริง หลักธรรมวินัยที่ผู้ปฏิบัติตามอยู่นั้นแลเป็นของจริง ผู้ที่แฝงจากหลักธรรมวินัยมีหมื่นมีแสนมีร้อยมีพัน ไม่มีความหมาย เป็นของปลอมทั้งนั้น ปัดออกของปลอม มันจะมาคละเคล้ากับของดี ทำของดีให้เสียไปอีก นี้คนดิบคนดีมีอยู่ทั่วประเทศไทย คนปลอมที่เข้ามาแทรกพุทธศาสนา แทรกชาติไทยของเราเวลานี้ มันจะเข้ามาทำลายทั้งชาติทั้งศาสนาไปตามๆ กันให้ปัดออก อยู่ในความรู้ความเห็นของผู้ใด ให้เจ้าของนั่นแหละเป็นผู้ปัดออก เขี่ยออกอันไม่ดีของเจ้าของ อย่าให้มันลุกลามไปหาผู้อื่น นี่ก็คือชื่อว่าความคิดเป็นธรรม

พวกเราทั้งหลายเป็นลูกชาติไทยด้วยกัน พระก็เป็นพระไทย มาทะเลาะเบาะแว้งกันนี้หมามันหัวเราะนะ พวกเราเลวกว่าหมา ทิฐิมานะมันไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าเกิดประโยชน์ ทิฐิมานะมีอยู่เต็มหัวใจทุกคนสำเร็จไปหมดแล้ว เป็นความสงบร่มเย็น ไม่มีโลกไหนที่จะเย็นยิ่งกว่าโลกที่มีทิฐิมานะทำคุณประโยชน์นี้เลย แต่นี้มีเท่าไรมากน้อยมันก็เป็นโทษเป็นกรรมอย่างนี้แหละ ขอให้พากันพิจารณา หลักการปกครองมีมาดั้งเดิม ก็เรียบร้อยมาแล้ว ทางการบ้านเมืองก็พยายามส่งเสริมกัน เวลานี้ทางรัฐบาลก็คุ้ยเขี่ยขุดค้นเพื่อชาติบ้านเมืองของเราเต็มเม็ดเต็มหน่วย เฉพาะอย่างยิ่งนายกฯ แทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเลย ก็คุ้ยเขี่ยขุดค้นเพื่อชาติบ้านเมือง ก็ปรากฏว่ามีความสงบร่มเย็นแน่นหนาฝาคั่งขึ้นโดยลำดับลำดา พออ้าปากได้เวลานี้ ทางศาสนาเราที่ธรรมวินัยมีอยู่โดยสมบูรณ์แล้ว ก็ควรจะปฏิบัติตัว ปรับปรุงตัวของเรา ให้เข้ากันกับหลักธรรมหลักวินัย ความสงบร่มเย็นจะเกิดขึ้นมาเอง ถ้าปฏิบัติตามสวากขาตธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้วนะ ถ้าฝืนธรรมเหล่านี้บ้านเมืองของเราจะล่มจม

แล้วบ้านเมืองของเราล่มจม ชาติไทยล่มจม แล้วจะเอาอะไรไปอวดโลกนอกเขา พิจารณาซิ เราต้องรีบพยายามปรับปรุงตัวของเราให้เป็นคนดีเสียตั้งแต่บัดนี้ ใครผิดใครถูกมีความรู้ด้วยกันทุกคน แก้ไขดัดแปลงตัวเอง อย่าเอาทิฐิมานะมาเหยียบย่ำทำลายทั้งชาติทั้งศาสนาซึ่งเป็นของที่ใหญ่โตมากในเมืองไทยของเราให้ล่มจมไปเลย ไม่สมควรอย่างยิ่ง กับเราเป็นลูกชาวไทย พระลูกศิษย์ตถาคตก็เป็นลูกชาวไทย แล้วประชาชนพลเมืองก็เป็นลูกชาวไทย ทั้งสองฝ่ายเป็นลูกชาวไทย ลูกศิษย์ตถาคตด้วยกัน อย่ามากัดกัน ขอให้พินิจพิจารณาให้ดี

นีเราเอาธรรมมาพูดนะ เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับใคร เราไม่เคยก่อกรรมก่อเวรกับใคร ผิดบอกว่าผิดถูกบอกว่าถูกจึงได้แนะนำสั่งสอน เพราะเมืองไทยเราก็ว่าเป็นเมืองที่ฉลาด เรียนมาสำเร็จมาจากที่ไหน ถึงขั้นไหนๆ ก็รู้กันมาอยู่แล้ว ทำไมจะมาปรับปรุงแก้ไขให้บ้านเมืองเจ้าของเจริญ ให้มีความสงบร่มเย็นด้วยความรู้ความเห็นที่เรียนมา ให้กลมกลืนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นความสงบร่มเย็นแก่ชาติบ้านเมือง ทำไมมันจะเอามาปฏิบัติไม่ได้ ความแตกร้าวสามัคคีไปเรียนที่ไหนมันถึงได้มาออกหน้าออกตาทำลายชาติบ้านเมือง กำลังจะทำให้ล่มจมทั้งชาติทั้งศาสนาอยู่เวลานี้ มันมีใครเป็นครูสอน มันอยู่ที่ไหน ไปเรียนสำเร็จมาจากไหนพวกที่จะมาก่อความเดือดร้อนวุ่นวาย ไม่ได้เรียน แต่ที่เรียนมานั้นเอาไปไว้ที่ไหนเวลานี้ที่จะให้เป็นประโยชน์แก่โลก เอ้า คิดค้นทั้งสองอย่างนี้เอามาพิจารณาปฏิบัติเพื่อชาติไทยของเรานะ

เด็กมันก็รู้นี่นะ เรื่องราวอะไรๆ ก็รู้ มันอุตริมาหาเรื่องอะไร เอ้า กราบเข้าไปซิพระพุทธเจ้า ธรรมวินัย เอ้า ปฏิบัติเขาไปซิ ให้ดูธรรมดูวินัย อย่าไปดูตามกิเลสตัณหา มันจะพากว้านเอาหลักวิชามากัดกัน ถ้าเป็นหลักธรรมหลักวินัยหลักกฎหมายบ้านเมือง ที่ออกจากธรรมจากศาสนาแล้วจะสงบร่มเย็นด้วยกันทั้งนั้น ขอให้นำไปปฏิบัติเถอะ วันนี้ก็พูดเพียงแค่นี้ก่อน

นี่ก็จะหยุดแล้วละ วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๗ เป็นวันปิดโครงการช่วยชาติ คือเราออกไปแสดงธรรมที่นั่นที่นี่เราจะไม่ไป แต่บัญชีเงินนั้นยังปิดไม่ได้ เพราะมันมาอยู่ทุกวี่ทุกวันทุกแห่งทุกหน เราจะต้องเปิดบัญชีเอาไว้ ที่ปิดก็คือโครงการของเรา เราเป็นคนตั้งเองเอาขึ้นไว้บนศีรษะเราต้องปฏิบัติตาม ทีนี้เราก็ปลดโครงการของเรานี้ออก เราอยู่ตามอัธยาศัยตามธาตุตามขันธ์ การเทศนาว่าการเขานิมนต์มาไม่ว่านอกโครงการในโครงการ เราจะปฏิบัติตามธาตุขันธ์และอัธยาศัยของเราเท่านั้น ปิดอันเดียว นอกนั้นเปิดไว้เป็นระยะเสียก่อน พอสมควรแล้วทีนี้เราก็จะประกาศล่วงหน้าว่าจะปิดระยะไหน เราจะบอก ทีนี้ปิดโดยสิ้นเชิงเลย ที่รออยู่เวลานี้ยังปิดไม่ได้ก็เพราะว่า พี่น้องชาวไทยเรามาอยู่ทุกวี่ทุกวัน จตุปัจจัยทุกอย่างดังที่เคยประกาศอยู่แล้วนั่นนะ มาอยู่ทุกวี่ทุกวันตามบัญชีโอนเข้ามาบ้างอะไรบ้าง ถ้าเราปิดบัญชีเสียก็เสีย จึงต้องเปิดบัญชีเอาไว้อย่างนั้นแหละ พอหลังจากนั้นแล้วก็จะประกาศ ก่อนที่จะประกาศปิดนี้ก็จะประกาศล่วงหน้าไว้ก่อนระยะนั้นๆ จะปิด ทีนี้ใครก็ทราบล่วงหน้ากันแล้วก็เป็นอันว่าปิดเป็นปรกติไปเลย

นี่แหละวันที่ ๑๒ เป็นวันมอบทองคำด้วย ทองคำคราวนี้ก็จะให้ได้เต็ม ๑๐ ตัน เวลานี้ขาดอยู่ดูเหมือนจะประมาณสัก ๖๐๐ กิโลฯ เราแน่ใจๆ กับพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศที่อุตส่าห์ตะเกียกตะกายมาด้วยกันจนกระทั่งถึงบัดนี้ได้ทองคำตั้ง ๙,๐๐๐ กว่ากิโลฯแล้ว ยังขาดอยู่เพียง ๕-๖ ร้อยกิโลฯเท่านั้น แน่ใจว่าได้ เพราะเราเคยเชื่อพี่น้องชาวไทยแล้วว่าบึกบึนมาด้วยกันตั้งแต่เราเริ่มต้นตั้งเป็นหัวหน้านำพี่น้องชาวไทยทั้งหลาย เพื่อขนสมบัติเงินทองเข้ามาหนุนชาติไทยของเรา ตั้งแต่ต้นมานี้พี่น้องชาวไทยเราตะเกียกตะกายตามครูตามอาจารย์ตามศาสนาตลอดมา ว่าจุดไหนได้จุดนั้นๆ ไม่เคยพลาดจนกระทั่งบัดนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงเชื่อพี่น้องชาวไทยว่า เพียง ๖๐๐ กิโลฯนี้ต้องได้ว่างั้นเลย ขึ้นต้องเลยไม่เป็นอย่างอื่น ต้องได้ว่างั้นเลย มากขนาดไหนได้มาหมดแล้วนี่ นี่เราแน่ใจตรงนี้แหละ และวันนั้นก็ปิดพร้อมกับการมอบ ทองคำ ดอลลาร์ ดอลลาร์ก็ให้ได้ ๑๐ ตัน เวลานี้ขาดอยู่เพียงล้านกว่าดอลล์นิดหน่อย

ส่วนทองคำประมาณอย่างมากไม่เลย ๖๐๐ กิโลฯที่จะเต็ม ๑๐ ตัน แล้วดอลลาร์ก็จะล้านกว่านิดหน่อยจะเต็ม ทั้งสองนี้ได้ว่างั้นเลยนะ เพราะฉะนั้นจึงประกาศปิดโครงการพร้อมกับการมอบ ทองคำ ดอลลาร์ตามจำนวนที่กำหนดไว้ ว่างั้นนะ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มา ทางนี้ออก ว้อๆ แล้วเข้าใจไหม นี่ออกก็เพราะเชื่อพี่น้องชาวไทยเรา เราเชื่อมาดั้งเดิมแล้ว ไม่เคยทำให้เราเสียกำลังใจที่เราเป็นหัวหน้า ไม่เคยทำให้เสียกำลังใจ ว่าอะไรถึงไหนถึงกันๆ ตลอดมา เพราะฉะนั้นความเชื่อตั้งแต่ต้นมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ รวมประมวลแล้วไปเชื่อข้างหน้าว่าต้องได้ ขึ้นเลยทันที ไม่เป็นอย่างอื่นว่าต้องได้ว่างั้น

อัฐิหลวงปู่มั่นนี่ มีอยู่ทุกแห่งทุกหน คือเวลาใครได้ไปบูชาที่บ้านเรือนของตน ใครไปอยู่ที่ไหนเป็นพระธาตุๆๆ ทั้งนั้นแหละมีอยู่ทั่วไป เวลานี้ในวงกรรมฐานลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนี้ อัฐิที่กลายเป็นพระธาตุน้อเมื่อไร ไม่ได้น้อยนะ ตั้ง ๑๐ กว่าองค์ขึ้นไป ที่ไม่เปิดเผยก็มี ที่ออกมาเปิดเผยแล้วก็มีตั้ง ๑๐ กว่าองค์ กลายเป็นพระธาตุๆ เรียบร้อยแล้วๆ ทั้งนั้นแหละ ที่เงียบๆ ก็มี อย่างนี้แหละการปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าแล้ว ผลต้องปรากฏออกมาจากการปฏิบัติ อกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลามาทำลายได้เลย ต้องการปฏิบัติของตัวเองเท่านั้น ได้มาโดยลำดับ ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ทำลายตัวเอง ปฏิบัติตามได้อย่างนี้ตลอดไป

พวกบรรดาพี่น้องทั้งหลายทางฝ่ายประชาชนก็มา หรือมาในงานประชุมนี้ ก็จะมาทั่วประเทศนั่นแหละ เป็นตามอัธยาศัยเองด้วยกัน เพราะต่างคนต่างรักษาชาติบ้านเมืองสมบัติของตนในชาติ ก็เป็นเจ้าของสมบัติแห่งชาติไทย แน่ะ ใครอยู่ที่ไหนก็มาเองอย่างที่พระมานี่แหละ เราไม่ได้ไปบอกนะ หากเป็นเอง อันนี้ที่ไหนประชาชนก็เหมือนกัน เขาก็คงจะมา คนนั้นก็จะมาคนนี้ก็จะมา นี่ก็ขอเรียนตรงๆ นะ การนำพี่น้องทั้งหลาย เรานำมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เรายังไม่เคยเห็นความด่างพร้อยของจิตเรา ว่าเราพาดำเนินผิดไปพลาดไป แม้ที่สุดสมบัติเงินทองข้าวของที่มีมากน้อยนี่ ที่พี่น้องทั้งหลายบริจาคผ่านเราทั่วประเทศ ผ่านมาหาเราอย่างเดียว บาทหนึ่งเราไม่เคยแตะ ฟังซิ มีความบริสุทธิ์ขนาดไหน เพราะความเมตตาสงสารชาติและบูชาศาสนาของเรานี้มีน้ำหนักมากเกินกว่าที่จะมามองดูเงินบาทหนึ่ง สองบาท เอามากินด้วยความสกปรก เราทำไม่ได้ว่างั้นเลย จึงบอกว่าใครจะเอาออกเป็นประวัติศาสตร์ ออกเลย เรื่องความบริสุทธิ์ในการนำพี่น้องทั้งหลาย สมบัติเงินทองข้าวของเหล่านี้เรียบไปหมด สะอาดสะอ้านตลอดเลย

การแนะนำสั่งสอนก็เหมือนกัน เราถอดออกมาจากหัวใจเราจริงๆ มาสั่งสอน เราจึงไม่เคยสงสัยว่า สั่งสอนในธรรมะขั้นใด ผิดไปพลาดไปได้แก้ไข ไม่เคยมี ออกจากหัวใจที่พอแล้วๆๆ ล้วนๆๆ ในธรรมทุกขั้น ออกปัจจุบัน สมบูรณ์ปัจจุบันๆ ออกไปเลยในธรรมทุกขั้น เราจึงไม่เคยได้แก้ไขตรงไหน นี่เรานำพี่น้องทั้งหลายมา เราเชื่อด้วยการนำ ๑ นำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ๒ นำด้วยความพินิจพิจารณาโดยธรรมเรียบร้อยแล้วค่อยออก เราไม่เอากิเลสตัณหามาบงการอย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่มี ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก ตรงไหนช่องไหนที่มันจะผิดจะพลาดจากหลักธรรมหลักวินัยไม่ไป ถ้าตรงไหนถูกไม่ว่ากว้างว่าแคบจะออกตรงนั้นๆ เลยทีเดียว เราจึงแน่ใจในการนำพี่น้องทั้งหลายว่าไม่ผิดพลาดโดยหลักธรรม ไม่มีผิดพลาดเพราะเรานำโดยธรรม เอาธรรมเป็นแถวทางเดินล้วนๆ ไปเลย ไม่เอากิเลสมาแฝง พระทั้งหลายท่านก็มีแต่องค์สุขุมทั้งนั้นมาจากป่าจากเขา มีหัวหน้าๆ พามาเป็นผู้สุขุมทั้งนั้นแหละปฏิบัติโดยหลักธรรมหลักวินัย

แล้วการมอบ(ทองคำ)นี้ก็ยังมีปัญหาเล็กน้อย ทาง ก.ท.ม.เขาติดต่อมา เราก็ไม่ได้ไปยุ่งกับใครละ ไม่กวนใครนะ เราก็กะว่าจะเอาที่สวนแสงธรรมเป็นที่ปิดโครงการ ทีนีทาง ก.ท.ม.ติดต่อมา ว่าในงานปิดโครงการคราวนี้คนจะมามาก แม้แต่พระก็เต็มไปหมดแล้ว ทีนี้ประชาชนมาจะไม่มีที่พัก ควรจะหาที่อื่นเขาว่าอย่างนั้นนะ ทาง ก.ท.ม.เขาบอก แล้วทาง ก.ท.ม.เขาจะพิจารณาให้ว่างั้น แล้วแต่ทางโน้นจะเห็นสมควรแค่ไหนก็เป็นทาง ก.ท.ม.เราก็เอนไปตาม ให้ทางโน้นพิจารณาอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวนี้จึงยังไม่แน่นักว่าจะเป็นสวนแสงธรรม หรือเป็น ก.ท.ม.จะจัดที่ไหนให้ว่างั้นละ เลยยังไม่ทราบข่าวกำลังติดต่อทางนี้ก็มอบไปแล้ว ทางโน้นกำลังพิจารณาอยู่ยังไม่ได้ความ จะเป็นที่ไหน ทราบว่าคนจะมามากที่สุดคราวนี้ว่างั้น

ดร.รัตนา ๑๒ เมษายน ใช่ไหมเจ้าค่ะ

หลวงตา เออ ๑๒ เมษายนนี้แหละ ตรงกับวันเราเปิดโครงการ วันเราปิดโครงการเป็นแต่เพียงว่า พ.ศ.เท่านั้นเอง อันนั้น ๔๑ อันนี้ ๔๗ นอกนั้นเหมือนกันหมด ฟังว่าคนจะมามากนะไม่ใช่ธรรมดา นี่แหละทาง ก.ท.ม.เขาจึงติดต่อมาเขาจะช่วยพิจารณาให้ทุกอย่าง แต่ไม่ทราบว่าจะเอาทางไหน ถ้าทาง ก.ท.ม.เขาจัดแล้วมันก็ตายใจได้เลยว่างั้นเถอะ อย่างสวนแสงธรรมเาบอกไม่พอเขาว่างั้นเลย ตั้งแต่พระก็เต็มหมดแล้วว่างั้น ประชาชนจะอยู่ที่ไหนเขาว่า เขาเลยมาขอเอาไปพิจารณา ทีนีก็คอยฟังเท่านั้นแหละ

โอ้ หนักมากนะเพ็ง(พระอาจารย์เพ็ง กัปปโก) ช่วยชาติพี่น้องชาวไทยเราคราวนี้ผมรู้สึกผมหนักมากเหมือนกันนะ ทั้งๆ ที่ผมไม่เอาอะไรเลย แต่ก็เป็นห่วงเป็นใยพี่น้องชาวไทย  ย้อนไปหาถึง ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษเราที่พาอุตส่าห์พยายามบึกบนมา แล้วเวลานี้มันกำลังบกพร่องก็เลยต้อง ต่างคนลูกหลานต้องหนุนช่วยกันเราว่าอย่างนั้นแหละ ให้พรละนะให้พรแล้วก็เลิกกันไปละ

 

ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกทุกวัน   ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก