ทำไมถึงหยาบขนาดนี้ ครองผ้าเหลืองเสียด้วย
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 เวลา 9:00 น. ความยาว 45.02 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๗

ทำไมถึงหยาบขนาดนี้ ครองผ้าเหลืองเสียด้วย

 

         เมื่อวานได้ทองคำ ๖ บาท ๕๙ สตางค์ ดอลลาร์ ๑๒๙ ดอลล์

         เมื่อเช้านี้ลง ๑๒ จวนสว่างเท่าไรยิ่งลงๆ ก่อนที่เราจะลงไปเดินจงกรมเราดูปรอทก่อน ตีสามครึ่งจนมาถึงสว่างนี่มันลงอีก ๒ ขีด ตีสามครึ่งลง ๑๔ พอถึงสว่างแล้วลง ๑๒ ก็ยังลงเรื่อยๆ อยู่ ตอนไปแปดริ้วกลับมาไม่เห็นลงมากอะไรนักนะ ปีนี้ยังไม่เคยเห็นลงเลย ๑๒ สุดขีดปีนี้แค่ ๑๒ มันหนาวอะไรก็ไม่รู้ แปลกนะ ฟ้าขาวดาวกระจ่างมันยังหนาวอยู่ ถ้าว่าเป็นหนาวฝนมันก็ไม่มีแล้วนี่ มันก็ยังหนาวอยู่นะ หนาวสุดท้ายเดือน ๓ ปีนี้รู้สึกว่าหนาวมานาน ตามธรรมดาขนาดนี้มันลด แต่นี้มันฝนคั่นเข้าไปอีกเลยหนาวเข้าอีก

นี่วันที่ ๑๕ ก็เป็นวันประทายข้าว จะเริ่มงานข้างนอก ผู้ที่เขาทำงานข้างนอก เริ่มตั้งแต่บัดนี้ไปละ

เมื่อเช้านี้หนาวกว่าทุกวัน เมื่อวานลง ๑๕ วันนี้ลง ๑๒ แสดงว่าวันนี้หนาวกว่า เราลงเดินจงกรมของเราทุกเช้านะ นานๆ จะขาดสักทีหนึ่ง ถ้ามีความจำเป็นอะไรก็ขาดเสียทีหนึ่ง นอกจากนั้นตอนเช้าลงๆ ทุกเช้าๆ หนาวๆ นี้ก็ลง ลงไปเดินจงกรม จะคอยตั้งแต่หนาวแต่ร้อนอยู่ไม่ได้ กิเลสมันไม่มีหนาวมีร้อน กิเลสบีบหัวใจสัตว์โลกไม่มีหนาวมีร้อน ธรรมบีบกิเลสจะไปคอยหนาวคอยร้อนไม่ได้นะ ต้องเป็นอย่างนั้น ส่วนมากตี ๓ กว่าหรือตี ๔ ลงไปเดินจงกรม จวนสว่างขึ้นมา พอเราขึ้นไปนี้ พอสว่างเดี๋ยวพระก็ขึ้น พระไปเกี่ยวข้องกับเราองค์สององค์เท่านั้นนะ ไปเอาอะไรๆ เงียบๆ เราไม่ต้องการยุ่มย่ามๆ แต่ไหนแต่ไรมาไม่ต้องการ เราอยู่ลำพังคนเดียวเราตลอดเหมือนพระหนุ่มพระน้อย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านมีลูกศิษย์ลูกหาอะไรๆ ท่านก็อนุโลมตามเขาไป สำหรับเราไม่อนุโลม อยู่ตามอัธยาศัยของเรา อยู่คนเดียวไปคนเดียว คนเดียวๆ ตลอด

ตีสามกว่า ตีสี่ อยู่ในย่านนี้แหละ ส่วนมากอยู่ในย่านนี้  นอกนั้นไม่ค่อยแน่ละ เช่นอย่างธาตุขันธ์ เกี่ยวกับธาตุกับขันธ์ บางทีตีหนึ่งตีสองลงก็มี ไม่แน่ ส่วนค่อนข้างแน่ก็คือตอนเช้าๆ  การทำความพากเพียรจะไปรอเรื่องหนาวเรื่องร้อนไม่ได้ เรื่องสตินี้ยิ่งตลอดเลย พอเผลอไปจับปั๊บๆ ถ้าสติครองใจอยู่แล้วใจจะไม่แส่หาพิษหาภัย พอสติเผลออันนี้มันจะออกแล้ว ออกไปหางานของมันกิเลส ได้งานก็เข้ามาเผาเรา เมื่อสติมีอยู่มันก็ไม่ออก สติจ่ออยู่ จิตจ่ออยู่ จ่อนานเข้าๆ จิตก็ค่อยอิ่มอารมณ์เข้าไป ไม่อยากออกข้างนอก อาศัยธรรม เช่นผู้มีคำบริกรรมก็ต้องมีคำบริกรรมบังคับเอาไว้ บริกรรมก็สติจ่อกับคำบริกรรม พอเผลอแพล็บออก นี่เรื่องของกิเลสทำงานอัตโนมัติ พอเผลอแพล็บมันจะออกของมัน ออกไปตามอารมณ์ต่างๆ ได้อารมณ์อะไรๆ มาก็อารมณ์ของกิเลสนั่นแหละได้มา จึงมาเผาเราๆ เป็นอย่างนี้ทั่วโลกดินแดน ถ้าไม่มีธรรม

เรายังมีศาสนาพุทธของเรา ซึ่งเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว วิธีดับกิเลส เครื่องมือดับกิเลสไม่มีอะไรเกินธรรม แล้วอุบายวิธีการต่างๆ ไม่มีอะไรเกินพระพุทธเจ้าที่มาสอนโลก จึงไม่มีอะไรผิด เรื่องของนักบวชต้องเป็นอย่างที่ว่านี่นะ คือทำหน้าที่อันเดียว มีงานเฉพาะการชำระกิเลสโดยเฉพาะๆ เท่านั้น นี่งานครั้งพุทธกาลไม่มีงานอะไรมายุ่งเหมือนทุกวันนี้ ทุกวันนี้งานกิเลสเข้าไปทำงานแทนศาสนานะเวลานี้ ในวัดในวาในพระในเณรเรามีแต่กิเลสเข้าไปทำงานแทนศาสนาแทนพระ งานของกิเลสเข้าไปทำงานแทนงานของพระ งานของพระคือการชำระกิเลสด้วยสติเป็นพื้นฐาน ถ้าไม่มีสติแล้วนั่นละออกได้วันยังค่ำ กว้านเข้ามาวันยังค่ำ อยู่อย่างนั้น ถ้ามีสติแล้วมันไม่ออกได้ เมื่อไม่ออกได้ ธรรมก็ระงับเข้าไปๆ สติดี เช่น คำบริกรรมดี สติดี ไม่ให้ออกคิด ไม่ให้ออกคิดนานเข้ามันก็ค่อยหดย่นเข้ามาๆ

อุบายวิธีดับกิเลสตัววุ่นวายๆ ต้องดับด้วยสติหรือคำบริกรรม ปิดไว้ไม่ให้มันออก ในเบื้องต้นต้องเอาอย่างนั้นก่อน ปิดด้วยคำบริกรรม เช่น พุทโธๆ สติติดพุทโธอีกทีหนึ่ง ทีนี้เรื่องของกิเลสมันก็ออกไม่ได้ๆ มันอยู่ในใจมันดันออกๆ อยากคิดอยากนึกอยากตลอดเวลา เรื่องกิเลสไม่มีคำว่าพอ มีแต่หิวโหยตลอด ธรรมะต้องบังคับเอาไว้ในขั้นต้น เช่น คำบริกรรม ใครมีสติดีเท่าไรผู้นั้นจะได้รับความสงบ วางพื้นฐานของใจได้ สงบเป็นพื้นฐาน จากสงบแล้ว สตินี้บังคับตลอดเวลา จากนั้นก็สงบแน่นเข้าไปๆ จิตกลายเป็น ท่านเรียกว่าสมาธิ สมถะคือความสงบ กับสมาธิคือความแน่นหนามั่นคงของใจ หรือความตั้งมั่นของใจนี้เป็นอันหนึ่งต่างหากนะ อยู่ในภาคปฏิบัติ ขึ้นเวทีรู้เอง

ใครมีสติดีเท่าไร คนนั้นไม่ยุ่งเหยิงตัวเองนะ ไม่ก่อเรื่องใส่ตัวเอง มีสติบังคับไม่ให้มันคิดสิ่งที่เป็นภัย มันคิดส่วนมากก็เรื่องของกิเลส มันจะเป็นคุณที่ไหน มีแต่เป็นภัยทั้งนั้นแหละมากน้อยต่างกัน ทีนี้พอสติตั้งเข้าๆ  เช่น ผู้มีคำบริกรรมในพื้นฐานเบื้องต้น ต้องใช้คำบริกรรมเสียก่อน ที่จะตั้งเป็นความสงบขึ้นมาต้องมีคำบริกรรม กำหนดเอาโดยสติเฉยๆ ไม่ได้ เราทำมาหมดแล้ว มีคำบริกรรม แล้วสติติดคำบริกรรม คำบริกรรมติดกับจิต สติติดกับคำบริกรรม ตีแน่นเข้าไปๆ ต่อไปก็ค่อยสงบๆ  พอสงบมากเข้าไปแล้วจิตก็เป็นสมาธิ สงบแน่วอยู่อย่างนั้น ทีนี้ไม่อยากคิดละที่นี่ นั่นเห็นไหมล่ะ

คือแต่ก่อนมันอยู่ไม่ได้มันอยากคิดอยากปรุงต่างๆ พอจิตสงบเข้าไปๆ จนกระทั่งจิตแน่น สงบแล้วแน่นหนามั่นคง ทีนี้ไม่อยากคิด เปลี่ยนแล้ว คิดแล้วรำคาญ อยู่ทั้งวันอยู่ได้อยู่กับอันนี้ ความสงบแน่ว มีอันเดียวไม่มีอะไรเข้ามายุ่ง มีแต่ความรู้อันเดียวแน่ว เท่านี้ก็พอแล้ว เพราะฉะนั้นนักภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์จึงติดสมาธิได้ สมาธิติดได้เพราะมันมีความสุขพอที่จะให้ติด ติดอยู่นั่นละ ทีนี้เรื่องความคิดความปรุงไม่อยากคิดอยากปรุง รำคาญ พอคิดแป๊บนี้กวนแล้ว สมมุติว่าแน่วอยู่นี้ คิดมันจะแย็บออกมาจากนี้ กวนแล้วกวนอันนี้ ไม่อยากคิด อยู่อย่างนั้นทั้งวัน อยู่ที่ไหนนั่งที่ไหนเป็นอย่างนั้นสบายๆ ตลอด ทีนี้มันก็ติด มันไม่อยากออกทางปัญญา ผู้ได้สมาธิเท่านี้ติดแล้วไม่อยากออกทางด้านปัญญา

เรานี่พูดจริงๆ จนขนาดพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นมาขนาบเอาเลย มันจะนอนตายอยู่นั่นเหรอ นู่นน่ะ ว่าเล่นๆ เมื่อไร คือจิตเราสงบ ถามเมื่อไร จิตสงบดีอยู่เหรอ ท่านถามเพื่อจะเอาเหตุเอาผลนะนั่น ถามเมื่อไร จิตสงบดีอยู่เหรอ สงบก็บอกว่าสงบ สงบดีก็ว่างั้นแหละ นานเข้าๆ ก็ใส่เปรี้ยงเลย เราไม่รู้ว่าเหยี่ยวใหญ่จะมาโฉบเอาหัวเมื่อไร พอท่านถามว่าจิตสงบดีอยู่เหรอ สงบดีอยู่ ขึ้นผึงเลยทันทีนะ ท่านจะนอนตายอยู่นั่นเหรอ สุขในสมาธิก็เหมือนเนื้อติดฟัน ท่านจะนอนตายอยู่เหมือนหมูขึ้นเขียงเหรอ ขึ้นเด็ดเสียด้วยนะ สุขในสมาธิมันเท่ากับเนื้อติดฟัน ท่านรู้ไหมเนื้อติดฟันสุขอะไร นี้ละสุขในสมาธิเท่ากับเนื้อติดฟันนั่นละ ขึ้นเลย โห เด็ดๆ สุขเพียงเท่านี้แหละ ว่างั้น

จากนั้นก็จับสมาธิของเรานี้ฟาดเข้าป่าหมดเลย เราก็ไม่ลืม สมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่งท่านรู้ไหม นั่นซีตอนมันจะได้เอากัน สมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่ง รู้ไหมๆ เราก็ขึ้น ก็เราก็เรียนมานี่ ก็เอาอันเรียนมาหนอนแทะกระดาษนั้นเถียง ถ้าว่าสมาธิเป็นสมุทัยแล้ว สัมมาสมาธิจะให้เดินที่ไหน ไปนี้ ท่านก็ใส่เข้าอีก สมาธิของพระพุทธเจ้ากับสมาธิหมูขึ้นเขียงของเราต่างกันยังไง ท่านก็ซัดตรงนี้อีก นั่นมันไม่อยากออกนะ ขนาดนั้นนะติดสมาธิ แต่ก็เพราะเป็นพื้นฐานอยู่บนกระหม่อมจอมขวัญเราแล้ว เป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นที่เคารพเลื่อมใสของเราแล้วก็ต้องยอมฟังท่าน ไม่งั้นมันจะไม่ฟังนะ มันยังจะจมอยู่นั้นอีก ท่านลากออกจากสมาธิให้ออกทางด้านปัญญา

คือให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญา อย่ามาติดแต่สมาธิอย่างเดียว ความหมายว่างั้น ท่านใส่เปรี้ยงๆ พอออกจากท่านมาแล้วก็ออกไปพิจารณา โหย มันเร็วนะ เพราะสมาธินี้มันพอ เหมือนกับอาหารเครื่องทำครัวพร้อมอยู่แล้ว แต่เราไม่ปรุงให้เป็นอาหารชนิดนั้นๆ มันก็เป็นผักเป็นปลาเป็นอะไรก็เต็มอยู่ในนั้นเฉยๆ ไม่เป็นอาหารประเภทนั้นๆ ให้ พอจับนั้นเข้ามาใส่นี้ๆ แล้วปรุงเป็นอาหาร มันก็เป็นชนิดนั้นขึ้น เช่น เป็นแกงเป็นอะไรมันก็เป็นได้ทันทีเลย เพราะมันอยู่นี้แล้วรอบแล้ว จับนั้นใส่นี้ๆ สมาธิมันรวมตัวแล้ว มันอิ่มอารมณ์หมดแล้ว อารมณ์ต่างๆ

คือที่ท่านว่า สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาที่สมาธิอบรมแล้วย่อมเดินได้คล่องตัว สมาธิอบรมหมายถึงว่า สมาธินี่อิ่มอารมณ์แล้ว พร้อมแล้วที่จะก้าวเดิน พอก้าวเดินทางปัญญามันก็พุ่งเลย เร็ว เราออกทางด้านปัญญานี้เร็วจริงๆ บอกได้ชัดเจนว่า ออกได้อย่างรวดเร็ว เพราะมันพร้อมแล้วสมาธิ พอท่านไล่ออกเท่านั้นออกมันก็ออกเลย พุ่งเลย มันไม่พอดีนะล่ะ พอออกทางปัญญา พิจารณาทางด้านปัญญา เอ๊ะ ชอบกลๆ เข้าไปแล้วนะ พิจารณาตรงไหน เอ๊ะ ชอบกล คือจิตมันอิ่มอารมณ์มันไม่ได้คิดนู้นคิดนี้ ให้ทำงานทางด้านปัญญามันก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ ถ้าจิตยังไม่มีความสงบจะให้ทำงานนี้มันเถลไถลออกไปหาอารมณ์ ปัญญาก็ไม่เป็นปัญญา มันเป็นสัญญาไปได้ พอจิตอิ่มอารมณ์แล้ว บังคับให้ทำงานอะไรมันก็ทำ

ทีนี้พอทำงานทางด้านปัญญา พิจารณาวิปัสสนาปัญญา ทางธาตุทางขันธ์ แยกธาตุแยกขันธ์มันก็พุ่งๆ ของมันเลย ทีนี้ก็ไปใหญ่อีกละ เห็นผลของการพิจารณาทางด้านปัญญา โอ๋ ปัญญาเป็นอย่างนี้ๆ เรื่อย พอหนักเข้าๆ มันก็มาตำหนิสมาธิ ว่าสมาธินอนตายอยู่เฉยๆ ไม่เห็นแก้กิเลสได้สักตัว ปัญญาต่างหากแก้กิเลส พอว่าปัญญาแก้กิเลสได้เท่านั้นก็พุ่งทางด้านปัญญา เลยไม่รู้เวลาหลับเวลานอน เร็วอันนี้ ออกได้เร็วนะ ท่านสอนไว้ผิดที่ตรงไหน พระพุทธเจ้าสอนไว้ทุกแบบทุกฉบับ

ทีนี้จิตของเราที่ยังไม่มีพื้นฐาน ให้ใช้คำบริกรรม สติแนบ ใครมีสติดีเท่าไรจิตจะสงบได้เร็วนะ เรื่อยๆ จิตไม่มีความสงบเลยนี้หาความหมายไม่ได้ ฆราวาสเป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเรานี้ถ้าจิตหาความสงบไม่ได้แล้วไม่มีอะไรมีความหมายว่างั้นเลย เพราะพระนี้ควรแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นผู้มีหน้าที่การงานน้อยมากที่สุด ไม่มีอะไรยุ่งกวน มีแต่หน้าที่ทำความพากเพียรชำระกิเลส พอฉันเสร็จแล้วก็เข้าทางจงกรม เดินจงกรมก็สติติดแนบๆ นั่งสมาธิสติติดแนบ มีแต่เรื่องความเพียร สติติดแนบทั้งนั้น นานเข้าๆ มันจะทนได้หรือกิเลส มันก็พังของมันไปโดยลำดับแหละ ทีแรกกิเลสหมอบ กิเลสหมอบจิตก็สงบ จากนั้นก็ปัญญาตีนี้ขาดสะบั้นไปเลย

มันไม่มีผู้ภาวนาซิ พระเรานี่ละ โห น่าทุเรศนะ ไม่สนใจภาวนาเลย ทั้งๆ ที่เป็นงานประจำตัวโดยตรงนะ บวชแล้วไล่เข้าในป่า ฟังซิพระพุทธเจ้าไล่ทุกองค์ ไม่เว้นแม้แต่องค์เดียวที่พระพุทธเจ้าจะไม่ได้ไล่เข้าในป่านะ เรียกว่าประจำพระทุกองค์ไปเลย อย่างทุกวันนี้ก็ขาดไม่ได้ ขาดได้เมื่อไร อุปัชฌาย์บวชผิดวิธีการบวช ผิดวิธีการสอน ปลด นั่นเห็นไหมล่ะ ท่านถือข้อนี้เป็นเด็ด รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้ว ให้ท่านทั้งหลายเข้าอยู่ตามรุกขมูลคือร่มไม้ นั่นไล่เข้าไปในป่าแล้ว รุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถ้ำ เงื้อมผา ป่าช้า ป่ารกชัฏ อันเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรด้วยความสะดวก ท่านทั้งหลายจงอุตส่าห์ทำความพยายามอยู่อย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด นู่นน่ะไม่ใช่ธรรมดา ตลอดชีวิต ทุกองค์ไม่เว้นแม้องค์เดียว

พระที่บวชตามพุทธศาสนาในประเทศไทย และบวชตามหลักพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้ว จะไม่เว้นแม้องค์เดียว รุกฺขมูลเสนาสนํ บวชเสร็จแล้วสอนปุ๊บเลยทันที สอนเดี๋ยวนั้น ไปอยู่ในป่า ป่าคืออะไร คือไม่มีสิ่งอะไรรบกวน ประกอบความพากเพียรชำระกิเลสได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าอยู่ในที่คลุกคลีตีโมงกัน ท่านสอนไว้อย่างแนบแน่นที่สุดแล้ว ไปอยู่ที่นั่นตาก็ไม่เป็นภัย หู จมูก อะไรไม่เป็นภัยแก่ตัวเอง ตาเห็นรูปก็รูปต้นไม้ ภูเขาไปเสียไม่เป็นภัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่เป็นภัย จิตใจความคิดความปรุงก็ไม่เป็นภัยต่อตัวเอง เพราะมีสติคุ้มครองรักษา ก็สะดวกสบายบำเพ็ญเพียร

นี่ละหลักแก่นพุทธศาสนา พระผู้ที่จะทรงมรรคทรงผล ต้องเป็นผู้ดำเนินตามนี้ นอกจากนี้แล้วไม่มีทาง นี่ทางเพื่อมรรคเพื่อผล พระพุทธเจ้าสอนไว้สำหรับพระเรา จากนั้นก็ ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ อาศัยบิณฑบาต เดินบิณฑบาตด้วยกำลังปลีแข้งของตน หามาฉันพอยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้นวันหนึ่งๆ แน่ะ ท่านไม่ได้ยุ่งเหยิงวุ่นวายอะไร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร แล้วก็ยาแก้ไข้ ยาแก้ไข้ก็ไม่มีมากแต่ก่อน งานของพระจึงมีน้อยมากไม่เหมือนฆราวาสเขา มีแต่เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ทำหน้าที่ตามงานของตัวเองตลอดเวลาๆ กิเลสมันจะมีมากขนาดไหนมันก็พังได้ถ้ามีการชำระกัน ถ้าไม่มีการชำระ ยิ่งมีแต่การสั่งสมกิเลสขึ้นมาด้วยแล้ว มันก็ยิ่ง กิเลสในพระเรานี้แหละหนามากยิ่งกว่าประชาชน ไม่มีอะไรหนามากยิ่งกว่าพระที่สั่งสมกิเลส

กิเลสยิ่งสั่งสมมากๆ พระก็กลายเป็นพระที่เลวมากไปเลย พระที่เลวมากก็เลวยิ่งกว่าประชาชนเขาเลวเสียอีก นั่นมันกลับตาลปัตรกัน โห น่าทุเรศนะทุกวันนี้ ศาสนาทุกวันนี้ กับพระเราทุกวันนี้ ดูกันไม่ได้ว่างั้นเลยนะ มันเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไป ไม่ดูหลักธรรมหลักวินัย วิ่งตามกิเลสความโลภ บ้าอำนาจวาสนา ไปอย่างนั้นนะ ป่าๆ เถื่อนๆ ลมๆ แล้งๆ ตื่นยศตื่นลาภไป พระพุทธเจ้าบอกไม่ให้หายศ ยศพระทำให้สมบูรณ์จะว่าไง ยศของพระคือธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา นี้แหละคือยศของพระ ตั้งใจปฏิบัติตามหลักของศีล ของสมาธิ ของปัญญานี้ ไม่มีใครจะยศสูงยิ่งกว่ายศพระ

เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา นี้ยิ่งยศสูงขึ้นไปนะ ศีลเป็นพื้นๆ ถ้าเทียบก็สมุห์ ใบฎีกา ขึ้นไปพระครู แล้วสมาธิขึ้นไปก็เริ่มเข้าไปแล้วนะ พระครูชั้นเอกชั้นอะไรไปแล้ว ทีนี้พอปัญญาแล้วเอาละนะที่นี่ เป็นเจ้าคุณขึ้นไปแล้ว เป็นเจ้าคุณชั้นธรรมดา เป็นเจ้าคุณชั้นนั้นชั้นนี้ไปเรื่อย ปัญญาเลื่อนขึ้นไปละเอียดขึ้นไปเรื่อย จากชั้นธรรมดาก็ชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธรรม ชั้นสมเด็จ ขึ้นเตลิดเปิดเปิงถึงชั้นนิพพานเลย นั่นเห็นไหม ยศของพระท่านทำอย่างนั้นนี่นะ พระพุทธเจ้าประทานยศให้พระ ประทานยศก็เป็นยศที่พระท่านสำเร็จมาเรียบร้อยแล้ว ให้เป็นเครื่องส่งเสริมเพียงเท่านั้น แล้วพระท่านไม่ตื่นนะ พระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าท่านประทานสมณศักดิ์ให้ ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นพระอรหันต์ ๘๐ องค์ ท่านตื่นตรงไหนหาดูซิน่ะ

พระพุทธเจ้าตั้งยศให้ท่าน สมณศักดิ์ให้ท่าน แล้วปรากฏว่ามีพระอรหันต์องค์ไหนบ้างไปเป็นบ้ายศ เหมือนพระเราเป็นบ้ายศอยู่ทุกวันนี้นะ ทุกวันนี้พระกำลังเป็นบ้ายศ มันกำลังก่อกวนนะเดี๋ยวนี้ พวกปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรมเพื่อความสงบสุขโดนกระทบกระเทือน อยู่ในป่าในเขาก็กระทบกระเทือนถึงกันหมด เป็นทุกข์ด้วยกัน เพราะพวกบ้ายศนี้มันตั้งเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งข้อนั้นตั้งข้อนี้ ยุข้อนั้นแหย่ข้อนี้เข้ามา กฎนั้นแล้วกฎนี้ มีแต่กฎกาฝาก กฎทำลายพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ไม่ได้มีกฎศีลกฎธรรมเพื่อเป็นการส่งเสริมธรรมของพระพุทธเจ้าบ้างเลย ตั้งมากฎไหนมีแต่กฎแบบที่ว่าก้างขวางคอๆ ของพระพุทธศาสนากันไปทั้งนั้น เพราะฉะนั้นมันถึงยุ่งมาก

เวลานี้ได้ยินไหม เสียงอึกทึกครึกโครมออกทุกแห่งทุกหน ประกาศโฆษณาตัวเลวทราม ตัวมูตรตัวคูถให้เป็นของดิบของดี ยกยอขึ้นไปเหยียบอรรถเหยียบธรรมของพระพุทธเจ้า ก็กองมูตรกองคูถ ไปเปลี่ยนแปลงไปยกยอมันขนาดไหน มันก็ยกยอกองมูตรกองคูถ มันจะวิเศษวิโสมาจากไหน ถ้ายกยอเป็นอรรถเป็นธรรม เอ้า เริ่มเข้าไปซิ ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนซึ่งสมบูรณ์แบบทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรบกพร่องในธรรมของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามดูซิ จะได้ตำหนิติเตียนกันที่ตรงไหน ไม่ก่อกวน ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายกัน นอกจากพวกกิเลสมันแทรกเข้ามาเป็นกาฝาก มาปลูกบ้านปลูกเรือนอยู่ในหัวใจของเราเท่านั้น แล้วกัดตับกัดปอดออกไปมีตั้งแต่ความเสียหาย มีเท่านั้นไม่มีอะไร

กฎของพระพุทธเจ้าสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ตั้งมาหาอะไร ไปปฏิบัติตามนั้นซิจะมีเรื่องมีราวอะไร อันนี้มันไม่สนใจกับศีลกับธรรม สนใจแต่เรื่องของกิเลส ก่อเรื่องนั้นแล้วก่อเรื่องนี้ขึ้นไปเพราะยศเพราะลาภบ้านั่นแหละจะเป็นอะไรไป ท่านผู้ประทานยศให้ ท่านก็หวังจะให้ส่งเสริมตั้งใจปฏิบัติดิบปฏิบัติดีให้เป็นที่เคารพเลื่อมใส ให้เป็นกำลังใจของผู้ได้รับยศ สมณศักดิ์นั่นน่ะ

เดี๋ยวนี้มันกลับกลายเป็นดินเหนียวติดหัวละซิ ว่าตัวมีหงอน ดินเหนียวติดหัวมากเท่าไรยิ่งว่าตัวมีหงอน แล้วยิ่งก่อเรื่องมากขึ้น เลยเป็นมหาโจรของผู้ที่มียศใหญ่ๆ ของพระสมัยปัจจุบันนี่แหละ เวลานี้ยศใหญ่เท่าไรยิ่งก่อกวนมากนะเดี๋ยวนี้ ก่อกวนจนกระทั่งผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลายกระทบกระเทือนอยู่ไม่ได้ เป็นอย่างนั้น มันร้ายขนาดนั้นนะกิเลสทุกวันนี้ เห็นแก่ยศแก่ลาภเห็นแก่ชื่อแก่เสียง นี่แหละตัวสำคัญบ้ายศนี่ บ้ายศนี่แหละ พวกบ้ายศนี่แหละพวกก่อกวนอยู่ทุกวันนี้จะเป็นใครไป มันก่อทางนั้นมันก่อทางนี้ อำนาจป่าๆ เถื่อนๆ ลมๆ แล้งๆ หาความสัตย์ความจริง หาเนื้อหาหนังจริงๆ ไม่มีเลย มีตั้งแต่ลมๆ แล้งๆ แล้วเป็นไฟเผาโลกไป มิหนำซ้ำก็เผาในวงเดียวกันเอง หาความสุขความสบายไม่ได้ พวกบ้ายศ มันบ้าอะไรนักหนา

พระพุทธเจ้าสอนให้เป็นบ้ายศนี้เหรอ สอนเพื่อให้เป็นอรรถเป็นธรรม ถ้าเป็นยศก็เป็นยศในธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา วิชชา วิมุติ นี่สอนลงตรงนี้ ยศอยู่ตรงนี้ มรรคผลนิพพาน ความพ้นทุกข์อยู่ตงนี้ ท่านไม่ได้สอนให้ขยี้ขยำพวกมูตรพวกคูถที่เป็นยศของคนมีกิเลส แล้วเป็นบ้าในยศของตัวเอง แล้วทีนี้กวนไปหมดเลย เวลานี้กำลังนะ กำลังเป็นเวลานี้ โอ๋ย ยุ่งมากที่สุดพวกนี้ พวกนี้พวกก่อกวนพวกยุแหย่ ตั้งเรื่องนั้นขึ้นมาแล้วตั้งกฎนี้ขึ้นมาแล้ว ไม่ทราบว่าได้เรื่องอะไร ศีลธรรมมันไม่มอง มันเป็นแบบโลกไปหมดแล้ว งานของพระเอางานของโลกเข้ามาใส่ มันก็เลยกลายเป็นความวุ่นวายไปหมด ผู้ที่มุ่งอรรถมุ่งธรรมเลยอยู่ไม่สะดวกสบาย ถูกกระทบกระเทือนกระแทกแดกดันตำหนิติเตียนไปทุกอย่าง

สุดท้ายว่าผู้ที่อยู่ในป่าในเขา เป็นพระวิกลจริตไปแล้ว พวกอยู่ในบ้านเท่านั้นหละพวกเลิศเลอ พวกหายุแหย่ก่อกวนที่นั่นที่นี่ นี่พวกเลิศเลอ หายุ่งตรงนั้นตรงนี้ นี่พวกเลิศเลอ พวกไม่ยุแหย่พวกอยู่สบายเงียบๆ อยู่ในป่าในเขาหาอรรถหาธรรมกลายเป็นผู้วิกลจริตไปแล้วเวลานี้ ใครจะเข้าป่าไม่ได้นะ  เดี๋ยวเป็นวิกลจริต เข้าป่าหาฟืนหาตัดอะไรหาเอาหน่อหวายมาแกงถวายพระนี่ เดี๋ยวจะไปวิกลจริตอยู่ในป่าจะว่าไม่บอกนะ ผู้ที่เอายอดหวายมากินนี้ พวกนี้ได้มาจากป่าก็จะวิกลจริต มันน่าทุเรศนะ มันความคิดสมบัติบ้าอะไร พระปฏิบัติในศีลในธรรม พระพุทธเจ้าเป็นวิกลจริตเหรอ เอ้า เอาตรงนั้นซิ

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในป่า วิกลจริตอยู่ในป่าหรือ นั่น พระสงฆ์สาวกทั้งหลายเรียนสำเร็จปฏิบัติสำเร็จมาจากในป่า ท่านวิกลจริตในป่าเหรอ ผู้ปฏิบัติตามอรรถตามธรรมของพระพุทธเจ้ามาเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งสามารถสำเร็จมรรคผลนิพพาน ท่านเหล่านี้เป็นคนวิกลจริตเหรอ พวกคลังกิเลสตัวเก่งๆ นี้เหรอเป็นตัวเลิศเลอ เลิศเลอกองมูตรกองคูถนี้เหรอไม่เป็นวิกลจริตน่ะ เราอยากถามว่าอย่างนั้นนะ พระพุทธเจ้าพระสงฆ์สาวกที่อยู่ในป่า ปฏิบัติในป่า สอนพระทั้งหลายให้เข้าอยู่ในป่า เป็นพระพุทธเจ้าวิกลจริต สาวกวิกลจริต รุกฺขมูลเสนาสนํ ก็สอนพระให้เข้าไปอยู่ในวิกลจริตหมดแล้วเหรอ มันน่าคิดมากนะ

มันสมบัติบ้าอะไร มันเอาอะไรมาคิดบ้าๆ มาโฆษณามาพูดให้ใครเขาเชื่อ ใครเขาจะไปเชื่อถ้าเขาไม่ใช่คนบ้า ไม่มีใครเชื่อได้ละ โฆษณาไปเท่าไรยิ่งทำลายตัวเอง ยิ่งเลอะเทอะไปหมด หาคุณหาค่าราคาไม่ได้นะ อุ๊ย พูดแล้วเราสลดสังเวชนะ พวกอยู่ในป่าเหมือนว่าพวกไม่มีสมอง พวกวิกลจริต พระพุทธเจ้าเลยกลายเป็นวิกลจริต พุทธศาสนาของเรานี้เป็นศาสนาวิกลจริตไปหมด ว่าไง ไม่อยู่กับศาสนาเหมือนลิงนั่นเหรอ ลิงก็ยังดีนะ พระเรานี้คนเรานี้ไม่มีศาสนาเลวกว่าลิงเข้าไปอีกนะ มันน่าทุเรศ วันนี้ไม่พูดอะไรละ พูดเพียงเท่านี้พอ

เห็นไหมในหนังสือพิมพ์ ออกโฆษณาทางอะไร ทีวีแทแว พระอยู่ในป่าพระวิกลจริต อู๋ย ทุเรศ พระวิกลจริตพระอยู่ในป่าวิกลจริต พระพุทธเจ้าเป็นศาสนาคนวิกลจริต สาวกทั้งหลายวิกลจริต ผู้ปฏิบัติอยู่ในป่าตามพระพุทธเจ้าวิกลจริตไปหมดเลย พิจารณาซิน่ะ มันน่าทุเรศไหมคำพูดคำนี้น่ะ ความคิดเช่นนี้น่ะ เหยียบหัวพระพุทธเจ้าเหยียบศาสนาลงแหลก ยกตนขึ้นไปซึ่งเป็นขี้ทั้งกอง แล้ววิเศษวิโสอะไร ใครจะไปกราบกองขี้อย่างนั้นล่ะ

โยม หลวงตาเจ้าขา สนับสนุนพระในป่าเจ้าค่ะ

หลวงตา สนับสนุนพระในป่า ? อยากเป็นวิกลจริตหรือจึงสนับสนุนนี่ อู๋ย ทุเรศนะ อย่างนั้นก็เอามาพูดได้

โยม เขาว่าพระในป่าเป็นกบฏ

หลวงตา เป็นอะไร เป็นกบฏก็พระพุทธเจ้าแหละเรื่อยมา เหมือนกันนั่นแหละ พวกเรานี่พวกกบฏ พระพุทธเจ้าเป็นกบฏ สาวกเป็นกบฏ  แล้วศาสนาพุทธเป็นศาสนากบฏไปหมดแล้ว ที่เลิศเลอตั้งแต่ผู้ตำหนิอยู่นั่นแหละ ให้ดูเอา แล้ว(หมา)ไอ้หยองไอ้กี้มันก็ไม่ดูนะพระประเภทนั้นนะ เออทุเรศนะ พูดแล้วเราสลดสังเวชเหมือนกัน แหมทำไมถึงหยาบขนาดนี้วะ ครองผ้าเหลืองเสียด้วยนะ แหม เอาผ้าพระพุทธเจ้ามาครองเหยียบหัวพระพุทธเจ้าลงไป อู๋ย น่าทุเรศ

ให้พร ยถา วาริวหาฯ

 

ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกทุกวัน   ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก