ชาติบ้านเมืองทรงมาได้ด้วยธรรม
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2547 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดรังสีปาลิวัน กาฬสินธ์
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ วัดรังสีปาลิวัน (บ้านโพน) ต.บ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์

วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๗

ชาติบ้านเมืองทรงมาได้ด้วยธรรม

        

         สมเด็จฯ ท่าน (พระสังฆราช) บวชก่อนเรา ดูเหมือนสองเดือนหรือสามเดือน เวลาเกิดก็เหมือนกัน เราเกิดเดือนสิงหา ท่านเกิดเดือนตุลา ส่วนท่านเจ้าคุณเขียนก็ดูเหมือนปีเดียวกัน ระยะเดียวกัน พรรษาเท่ากัน อันนี้อ่อนกว่าเรานิดหน่อย อ่อนเดือน สมเด็จฯนั้นแก่กว่าเรา แก่เดือนสักสองสามเดือนนะ คุ้นกัน ท่านเจ้าคุณเขียนนี้คุ้นกันแบบเพื่อนกัน เล่นหัวเล่นอะไรกันสบาย ๆ สำหรับสมเด็จฯ นี้คุ้นกันแบบผู้ใหญ่ เราเป็นเด็กเราก็เล่นเหมือนเด็กไปด้วยใช่ไหมล่ะ เป็นลิงเราก็เป็นลิงด้วย ถ้าเป็นผู้ใหญ่เราก็อย่างงี้ใส่กัน ต้องอย่างงั้นมันต้องมีท่าซิ นี่สมเด็จฯท่านเป็นผู้ใหญ่เราก็อย่างงี้ขึ้นมาเลย จะว่าไง

         ท่านไม่ค่อยพูดละ เทศน์เราไม่เคยได้ยินท่านเทศน์นะ ไม่ได้ยิน ได้ยินแต่เขาว่าท่านเทศน์ช้า ว่างั้นนะ อย่างเราไปวัดบวรฯทีไรนี้ โอ๋ย เหมือนท่านแบกซุงทั้งท่อน ๆ อยู่ตลอด พอเห็นเราไปท่านทิ้งซุงตูมให้เราเลย คือพอเราไปนั้นท่านจะมอบภาระให้เรา เวลาวันพระประชาชนมาฟังเทศน์ มอบให้เราเทศน์เลยเชียว ท่านไม่เอาละเพราะท่านหนักมาก (กราบเรียนครับ เมื่อวันก่อนนี้ลูกศิษย์ไปกราบสมเด็จพระสังฆราช ท่านยังให้พรได้อยู่ครับ) ไหนตอนไหน (เมื่อวันศุกร์นี้ครับ ไปกราบท่าน ท่านยังให้พรได้อยู่) ท่านยังให้พรได้อยู่

         ตอนที่ท่านเป็นสมเด็จสังฆราชแล้วนี้ ท่านยังอุตส่าห์ไปเยี่ยมเราที่วัดป่าบ้านตาดนะ แต่ก่อนท่านเคยไปภาวนาอยู่นั้นเป็นอาทิตย์ ๆ อยู่นะ พอท่านมาเป็นสมเด็จฯแล้วท่านก็เลยไม่ได้ไป เราก็ไม่ได้ไป ตอนท่านเป็นสมเด็จฯแล้วท่านมาเยี่ยมเราอยู่นะ วัดป่าบ้านตาด แต่เราเสียเองหยิ่งไม่ได้เข้าไปกราบเยี่ยมท่านเลยนะ ตั้งแต่ท่านเป็นสมเด็จฯแล้วเราไม่ได้กราบเยี่ยมท่านเลย ท่านยังอุตส่าห์มาหาเรา ท่านมาพักภาวนาอยู่กับเรา เป็นอาทิตย์ ๆ ท่านมาภาวนา แต่ก่อนคนไม่ค่อยมากนะ มาก็สงบสงัดตลอดเลย ไม่มีใคร มาภาวนาสะดวก

         เราเป็นพระหลายวัด เข้าในกรุงเทพฯ ถ้าไปธุระเกี่ยวกับที่ไหนที่ใกล้กับวัดใดเราก็เข้าไปพักวัดนั้น ในกรุงเทพฯ มันแทบทุกวัดนะ เช่น วัดสัมพันธวงศ์ (วัดเทพศิรินทร์ วัดสระปทุม) นั่นละนี่ใช่ทั้งนั้น วัดบวรฯ วัดนรนาถ ในกรุงเทพฯไปพักได้หมดเลย เพราะเพื่อนฝูงมีอยู่ทั่วๆ ไป เราสร้างวัดสวนแสงธรรมแล้ว เราไปพักสวนแสงธรรม เลยไม่ได้ไปพักวัดไหน ก็พอดีกันกับเวลานี้รถก็มากนะ ถ้าไปพักตามวัดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯพักไม่ได้ เพราะเราไปพักนี้แขกคนมามาก ไปพักที่สวนแสงธรรมเหมาะกัน พอเหมาะพอดีกัน บางทีรถมาจอดได้สะดวกนะ ถ้ากรุงเทพฯ ไม่ว่าวัดไหนไม่ได้ทุกวันนี้ ตั้งแต่ก่อนสนามหญ้า ในกลางวัด ๆ นี่โล่งหมด ๆ  แล้วรถไม่ค่อยมี เดี๋ยวนี้เต็มหมด ที่โล่งเลยกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาหมดเลย อย่างวัดบวรฯนี้แน่นเอี๊ยดเลยเดี๋ยวนี้นะ ไม่มีว่างเลย

         ไปพักสวนแสงธรรมนี่กี่ปี ตั้งแต่เริ่มไปพัก (๒๕๒๘ ครับ ๑๙ ปีแล้ว) ๒๕๒๘ จนกระทั่งถึง ๒๕๔๗ ๑๙ ปีนะ ที่พักสวนแสงธรรมนี่เป็นเวลา ๑๙ ปี อย่างนั้นละเราไม่ได้เข้าไปพักกรุงเทพฯในวัดไหนเลยละ ไปก็ปั๊บเข้าสวนแสงธรรม เข้าไปนั้นเลย

         ….เงินเหลืออยู่เท่าไรเราจะโละหมด ปิดบัญชีเลย บัญชีโครงการนะ แล้วก็เอาบัญชีของเราซึ่งเป็นพื้นฐานรับรองอยู่แล้วนั้นเป็นที่รับ หากว่ามีท่านผู้ใดบริจาคก็เข้าบัญชีของเรา บัญชีกลาง ไม่ได้เรียกว่าโครงการ แต่เป็นธรรมชาติที่ช่วยตลอดเวลา เราจะโละให้หมดแล้วโอนเงินเข้าไปกรุงเทพฯหมดเลย ไม่เหลือมากนักนะ อันนี้คิดแล้ว ปิดบัญชีนี้เลยตั้งแต่บัดนี้ เวลาเขามาบริจาคก็เข้าบัญชีใหญ่ของเรา เพราะบัญชีนี้เหมือนกันกับโครงการ ไม่ได้ผิดกันเลยแม้เปอร์เซ็นต์หนึ่งไม่มีผิด เพราะบัญชีนี้ออกเป็นพื้นฐานมาตลอด เรียกว่าบัญชีวัดป่าบ้านตาด เราเลยจะปิดบัญชีนี้เสีย ให้เรียบร้อยไปเสีย เงินมีเท่าไรออกหมดแล้วก็ปิดบัญชี เวลาเขามาบริจาคทีหลัง ๆ นี้เราก็เอาเข้าบัญชีนี้ไปเลย คิดว่าอย่างงั้น มันจะไม่ยุ่งยาก ส่วนชายปั๋มอาจจะยังค้างอยู่บ้างทางนู้นนะ ทางเรามีบัญชีของเรารับรองอยู่แล้ว ได้เท่าไรก็เข้าบัญชีเรา ของเราออกตลอดเวลา

         วันที่ ๑๒ เดือนเมษา ๒๕๔๗ นี้เป็นวันที่หลวงตาจะปิดโครงการช่วยชาติ คือการเทศนาว่าการตามที่ต่าง ๆ ที่เขานิมนต์ไปเทศน์นั้นจะงด หากว่ามีการเทศน์ ไม่ว่าเทศน์ในโครงการ นอกโครงการ เราจะเทศน์ตามอัธยาศัยและธาตุขันธ์ของเราเท่านั้น ไม่บึกบึนเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนต้องไปตามที่กำหนด เพราะว่าโครงการช่วยชาติก็เป็นเราตั้งขึ้นมาเอง เราต้องปฏิบัติตามโครงการ เขานิมนต์ไปที่ไหนก็ต้องไปเทศน์ตามโครงการนั้น พอวันที่ ๑๒ เมษาแล้วก็จะหยุดโครงการ ปิดโครงการเลยเชียว แล้ววันนั้นจะมอบทองคำให้ได้ ๑๐ ตัน ซึ่งเราจะมอบนั้นน่าจะประมาณสัก ๘๐๐ กิโลหรือไงนะ  ทองคำที่ขาดหนึ่งตันดูเหมือนประมาณ ๘๐๐ กิโล เวลานี้ย่นเข้ามา จะขาดอยู่ประมาณอย่างมากไม่เลย ๔๐๐ กิโล

         ทองคำที่เราจะมอบนี้จะว่าเท่าไรเราก็ไม่แน่ คือคราวนี้ได้เท่าไรเราก็เอา แต่ขาดไม่ได้ ส่วนมันเกินนั้นเกินได้ทั้งนั้น ๆ ไม่ว่าทองคำ ไม่ว่าดอลลาร์ ขาดไม่ได้เลย คือทองคำให้ได้น้ำหนัก ๑๐ ตันขาดไม่ได้ แล้วดอลลาร์ให้ได้จำนวน ๑๐ ล้านดอลล์ นี่ขาดไม่ได้ แต่จะได้เพิ่มเท่าไรเราพอใจเสมอ นี่ในวันปิดโครงการจะเป็นวันมอบทองคำและดอลลาร์พร้อมกันเลย ดูเหมือนจะเป็นงานยิ่งใหญ่อยู่นะ ทีแรกเราว่าจะมอบที่สวนแสงธรรม แต่นี้ทางกทม.เขาเป็นห่วงกลัวว่าสถานที่จะไม่พอ เขาเลยมาติดต่อกับเรา เราก็เลยปล่อยให้เขาพิจารณาไปจัดการเอง เพราะเราไม่ได้รบกวนเขา เขามาติดต่อเราด้วยความห่วงใย เราเลยมอบให้ กทม.ก็ตกลงได้ที่สวนอัมพรนะ

         ที่จะประกอบงานปิดโครงการช่วยชาติคราวนี้จะไปประกอบที่สวนอัมพร ไม่ใช่ที่สวนแสงธรรมนะ สวนอัมพร วันนั้นคนจะมาก เพราะฉะนั้นเขาจึงขอเป็นหาจัดการเอง สวนแสงธรรมไม่พอ เขาว่างี้ แม้แต่พระเพียงเท่านั้นก็ไม่พอแล้ว เราก็เลยอนุโลมตามเขาที่เป็นความห่วงใย ตกลงก็คัดเลือกได้แล้วว่า สวนอัมพร วันนั้นจึงว่าจะเป็นงานใหญ่พอสมควรอยู่ คนจะมาก วงศ์กษัตริย์นี่เราแน่ใจจะเสด็จ แน่ใจว่าจะเสด็จ ไม่พระองค์ใดก็พระองค์หนึ่งมาที่นั่น ในวันนั้น จากนั้นแล้วเราก็หยุดละที่นี่นะ

         บัญชีนั้นยังไม่ปิดนะ คือผู้บริจาคก็มาอยู่เรื่อย ๆ มาเล็กมาน้อย มาอยู่เสมอ เราเปิดบัญชีไว้เสียก่อน พอเป็นกาลอันควรแล้วเราจะประกาศปิด แล้วจะบอกล่วงหน้าไว้ก่อนที่จะปิดบัญชี จากนั้นก็ปิดแหละทีนี้ ทีนี้ให้เป็นปรกติหมดเลย เป็นธรรมดาเรา ทองคำเราก็ได้ตามจุดหมายปลายทาง คือ ๑๐ ตัน แล้วดอลลาร์เราก็ได้เช่นเดียวกันตามที่กำหนดไว้ ๑๐ ล้านนะ นี่ละที่เราจะมอบคราวนี้ ส่วนเงินไทยมันล้นไปหมดทั่วประเทศไทยนะ เราได้แยกเข้าไปซื้อทองคำเพียง ๒,๐๐๐ กว่าล้านเท่านั้นที่ได้ซื้อทองคำเข้าคลังหลวง อันนี้ก็ไม่ผิด เราจะแยกหรือไม่แยกก็ไม่ผิด เพราะเราประกาศแล้วแต่ต้น ว่าทองคำกับดอลลาร์นี้เราจะมอบเข้าคลังหลวงโดยถ่ายเดียว

         ส่วนเงินสดนี้เราจะแยกช่วยพี่น้องชาวไทยเราทั้งประเทศ จะไม่นำเงินสดนี้เข้าคลังหลวงเลย เราประกาศแล้วแต่ต้น ทีนี้เราก็ยังเป็นห่วงเพราะเป็นความรับผิดชอบของเราเอง เวลาแยกไปแยกมา ดูคลังหลวงกับทองคำ ดูทางนี้แล้วดูทางนั้น เห็นว่าทองคำเรายังบกพร่องอยู่มาก เลยแยกเอาเงินสดนี้ออกมาซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวง ๒,๐๐๐ กว่าล้าน นอกจากนั้นออกทั่วประเทศเลย การพรรณนาถึงการช่วยชาติของเราคราวนี้ สำหรับเงินสดแล้วหาประมาณไม่ได้เลย เพราะมากต่อมากจริง ๆ นับแต่คนทุกข์คนจน นี่ก็ทั่วประเทศไทยที่เราช่วยเหลือ

         การช่วยเหลือคนทุกข์คนจนนี้มีการแยกการแยะบ้าง ถ้าคนทุกข์คนจนเป็นเรื่องของเขากับเราโดยเฉพาะที่เข้ามาติดต่อตามความจำเป็นนั้น เราสืบเหตุสืบผลต้นตอได้เรียบร้อยว่าเป็นความสุจริตยุติธรรม เราก็ช่วยเลย ควรช่วยมากช่วยน้อยตามเหตุผลกลไกนั้น จะเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน เราช่วยเลย ๆ เรื่อยมา มากเป็นหลาย ๆ ล้าน เฉพาะคนจนนะ ทีนี้เวลาเราช่วยคนจนนี้ ถ้าหากว่าเขาประกาศตามหนังสือพิมพ์ ว่าบ้านนั้น ๆ เลขที่เท่านั้น ๆ มีความจนตรอกจนมุมอย่างนั้น ๆ ถ้าพอไปได้เราไปเองนะ ไปถึงบ้านเขาเลยเชียว ไปถึงบ้านดูสถานที่ต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เรามาช่วยเหลืออย่างนี้นั้นเราจะประกาศก็ได้ พูดก็ได้ว่าเราได้ช่วยบ้านนี้

         ถ้าเขาไม่ออกทางหนังสือพิมพ์ เหมือนว่าเป็นเรื่องส่วนตัวโดยเฉพาะ เรารักษาศักดิ์ศรีเขา ให้ความศักดิ์ศรีดีงามแก่เขา เราไม่พูดถึงเลย บริจาคไปมากน้อย ผ่านไป ๆ เงียบไปเลยนะ เพื่อรักษาศักดิ์ศรีดีงามของเขา เราเอาเงินไปให้เขา แล้วประกาศป้าง ๆ เหมือนไปตีหัวเขา ไม่เอาเงินไปให้เขา เขาจะไม่เจ็บหัวใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นจึงต้องรักษาหัวเขาด้วย เราจึงไม่พูด ประเภทนี้ให้เท่าไร ผ่านไปเท่าไรเท่านั้นเลย ไม่เคยพูด นี่อย่างหนึ่งเหตุที่แยกมาทางนี้ จากนั้นก็ช่วยทางด้านวัตถุ สถานสงเคราะห์ โรงร่ำโรงเรียน โรงพยาบาล ที่ราชการนี้ทั่วประเทศไทยเหมือนกัน มากต่อมาก นี่สำหรับเงินสด ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ มีเท่าไรทุ่มหมด ๆ เพราะหลวงตาช่วยจริง ๆ ช่วยชาติคราวนี้นะ

         ในชีวิตของหลวงตาก็ได้ประกาศป้าง ๆ ออกมาให้พี่น้องทั้งหลายทราบทั่วหน้ากันมาหลายครั้งแล้วว่า ความสมบุกสมบัน ความทุกข์ถึงเป็นถึงตายจริง ๆ สละชีวิตได้จริงๆ มีอยู่สองครั้งในชีวิตของเรา คราวที่มาบวชเป็นพระ แต่ฆราวาสก็ไม่มีอะไรละ เขาเหมือนเรา เราเหมือนเขา แต่พอมาบวชเป็นพระที่ได้ช่วยโลก ก็ได้ช่วยตัวเองเสียก่อน ช่วยถอดช่วยถอนกิเลสตัณหาเสี้ยนหนามที่เป็นมหาภัยอยู่ภายในจิตใจมาตั้งกัปตั้งกัลป์ออกโดยลำดับลำดา จนกระทั่งถึงไม่มีอะไรเป็นเสี้ยนเป็นหนาม เป็นผงธุลีอะไรติดหัวใจเลยแล้ว นั้นแหละจึงหยุด นี่ก็เรียกว่าสละตาย

         ควรเป็น เป็น ควรตาย ตาย เวลาฟัดกับกิเลสตัวมหาภัยภายในใจ นี่เป็นความทุกข์อันหนึ่ง ถึงขนาดเอาชีวิตแลกเหมือนกัน ถ้ากิเลสไม่ตายเราต้องตาย ให้ถอยกันไม่มี นี่ประการหนึ่ง ประการที่สองเราก็ออกมาช่วยชาติ ก็มีอันนั้นละ มีลวดลายนิสัยอันนี้ออกมาพร้อมกันเลย เพราะการช่วยชาตินี้เราถึงขนาดร้องโก้ก เพราะเป็นห่วงเป็นใยกับพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศ ที่บรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราพาถ่อพาเข็นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ก็พอเป็นไป สงบร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

         แต่พอมาในระยะที่เราจะออกช่วยชาตินี้เป็นพ.ศ.๒๕๔๐ เมืองไทยของเราเอนลง ๆ กำลังจะจม ถามแง่ไหนมีแต่แง่ทางจะจม ๆ ติดหนี้ติดสินเมืองนอกเมืองนาเขาพะรุงพะรัง จนเมืองไทยเรานี้คิดเป็นรายบุคคล ๖๒ ล้านคน รายบุคคล รายหนึ่ง ๕๐,๐๐๐ บาท ๆ นำเงินไปไถ่ถอนตัวคืนมา คือติดหนี้เขา มันก็ยังไม่พอ ฟังซิน่ะ มันหนักขนาดไหนเมืองไทยเรา เวลามันหนัก หนักขนาดนั้นนะ คน ๖๒ ล้านคน เอาคนละ ๕๐,๐๐๐ บาท ๆ ไปช่วยถอนตัวออกมา ยื่นหนี้ให้เขา อย่างนี้ยังไม่พอ นี่ที่ร้อนมาก หลวงตาร้อนจริงๆ ตอนนี้นะ

         มันวาดภาพขึ้นมาภายในตัวของเรา ภายในประเทศชาติของเรา วาดภาพหมด ตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย มาถึงบรรพบุรุษ นี้เป็นยังไง ๆ มาถึงนี้ถึงจะพากันล่มจมเอาเสียทั้งประเทศ ขายหน้าขายตา ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษเสียเอาอย่างมาก ท่านก็คงจะเป็นห่วง ดีไม่ดีตายแล้วกลายมาเป็นเปรตเป็นผีเขย่าพวกลูกพวกหลาน มันไม่เอาไหน ๆ ครั้นจะมาเขย่าตามบ้านตามเรือนนี้ก็เขย่าไม่ได้นะ ต้องลงไปหางมอยู่ในทะเลนู่นน่ะ มันไปสับปนอยู่กับปลาฉลาม บางตัวปลาฉลามเอาไปกิน บางตัวปลาฉลามกำลังไล่ติดพัน คาบขา คาบคออยู่ทั่วไปในทะเลหลวง เข้าใจไหม แล้วมองไปนี่เรียกว่าวาดภาพไป คนไหน ๆ ที่อยู่เย็นเป็นสุขไม่มี คนไทย ๖๒ ล้านคนไปตกทะเลเมืองมนุษย์เรา ไปตกนรกทั้งเป็น จมอยู่ในทะเล ยุ่งกันกับปลาฉลาม ปลาฉลามก็จะแย่งเอาไปกิน เราก็จะแย่งขึ้นมา ทีนี้ก็ซัดกันอยู่นั่นละนะ

         นี่ละเราวาดภาพดู จึงกระเทือนใจมากทีเดียว แล้วจะทำยังไงเรา ตกลงก็เอ้า คือมันมีช่องว่าง ช่องว่างที่เราจะออกไถ่ตัวของเรา ต่างคนต่างดีดต่างดิ้น ให้หามาให้ได้แล้วออกช่องนี้ ๆ จนกระทั่งออกหมด เวลานี้เขายังไม่กำ ถ้าเขากำ คำว่ากำหมายความว่าไง เขาจะพูดว่า เอาหนี้ฉันมา ถ้าฉันไม่ได้หนี้แล้ว พวกเธอทั้งหลายนี้จะต้องเป็นบ๋อย ของเราทั้งประเทศ แล้วเขาอาจจะสืบถามหารายละเอียดอีกด้วยว่า บ้านของเธอแต่ละคนๆ มีหมากี่ตัว มีแมวกี่ตัว มีหมัดกี่ตัว พวกนี้เป็นบ๋อยของเราหมด ถ้าพวกเธอทั้งหลายไม่ได้ใช้หนี้เราได้ นี่หมายถึงว่าเขาปึ๊บเดียว นี่เขามาทวงนี้ เราจมหมดทั้งประเทศ นี่วาดภาพดู

         โถ ทำยังไง เอ้าติดหนี้ก็ไม่ใช่คนไหนไปทำหนี้ขึ้นมา ก็คนไทยของเราเอง เมื่อ คนไทยของเราเองติดหนี้ได้ ทำไมจะเปลื้องตนออกไม่ได้วะ เอ้าทีนี้ช่วย นี่ละเปลื้องตน ต่างคนต่างอุตส่าห์ขวนขวาย จึงได้ประกาศช่วยชาติกับพี่น้องทั้งหลาย แล้วออกก้าวเดิน ออกสนามรบทีเดียว รบกับความจน เอาเลย ๆ ละ ทองคำ ดอลลาร์ เงินสด มีเท่าไรเอามา เป็นช่องว่างที่เราจะออกได้ เงินเหล่านี้จะเป็นช่องว่างออกได้ ไม่เหมือนที่ว่าเขากำไว้หมด นี่เขาเรียกว่าสงครามเศรษฐกิจ ไม่ต้องใช้ปืนผาหน้าไม้ ศาสตราอาวุธอะไรเลย เพียงกำเท่านั้นหมดประเทศเรา หมู หมา เป็ด ไก่ ลงทะเลด้วยกันหมด อย่าว่าแต่มนุษย์มนา พระ เณร หลวงตาบัวอาจจะลงก่อนเพื่อนก็ได้ เขาไม่ได้เลือก คำว่าความจม จมทั้งประเทศ เราอยู่ในประเทศเราก็จมไปด้วยกัน

         นี่เราตะเกียกตะกายมาเป็นเวลาได้ ๕-๖ ปีนี้ อุตส่าห์มาได้ ผลแห่งความรักชาติ และความเสียสละด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีของพี่น้องทั้งหลาย ปรากฏขึ้นมาเป็นลำดับลำดา เวลานี้ทองคำของเราก็ได้ จะขาดอยู่หมื่นเดียวอยู่ประมาณสัก ๔๐๐ จะเต็ม ๑๐ ตันนะ เวลานี้ยังขาดอยู่เพียงประมาณสัก ๔๐๐ กิโล เป็นอย่างมากนะ นอกนั้นเราได้ขึ้นมาหมดแล้ว ฟังซิ ทั้ง ๆ ที่เรากำลังจะจม แล้วดอลลาร์เวลานี้ขาดก็เพียงประมาณหนึ่งล้านเจ็ดหมื่น มันก็ได้มาเรื่อยอย่างนี้ ประมาณหนึ่งล้านเวลานี้จะเต็มจำนวน ๑๐ ล้านนะ นี่เราก็จะเอาให้ได้เลย ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ขาดเท่าไรเอามาเดี๋ยวนี้ แล้วดอลลาร์ขาดกี่ดอลลร์ เดี๋ยวนี้คือวันนั้นน่ะ วันที่จะมอบทองคำ และปิดโครงการ เอามาให้ครบจำนวน ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ดอลลาร์ ๑๐ ล้าน ให้ได้สมบูรณ์ บริบูรณ์ นี่ละเรียกว่าพ้นเลยทีนี้

         นี่ละผลของการอุตส่าห์พยายามจากความรักชาติของพี่น้องทั้งหลาย พร้อมเพรียงสามัคคีกัน โดยมีหลวงตาเป็นหัวหน้า เป็นหัวหน้านี่เรียกว่ากล้าตายทุกอย่างเลย ออกแนวรบไม่มีจะถอยอะไรเลย ดังที่ท่านทั้งหลายเห็นแล้วในทีวีก็ดี ในที่ไหนก็ดี ระหว่างหลวงตาออกสงคราม ท่านทั้งหลายเห็น ไม่ต้องถามก็ได้ละมัง ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา นั่นละเรียกว่าหนักที่สุดในตอนนั้น หนักมากทีเดียว ถึงขนาดหลวงตานี้ต้องเอาคอเข้าว่าเลย คือจะไม่ถอย เรื่องราวของชาติบ้านเมืองเป็นยังไง ขนบประเพณีดีงาม ศีลธรรมเป็นยังไง จะเอามาบวกมาลบฟัดกันตรงนั้นละนะ

         หลวงตาบัวนี้ถ้ารบ รบด้วยธรรม ไม่เอากิเลสตัณหา ความโมโหโทโส ความโลภโลเล ความกินไม่พอ กลืนไม่พอ นี้มารบ เราจะรบโดยเหตุโดยผล อันนี้จะฟัดกัน ดังที่ฟัดกันมาแล้วนี้น่ะ เรารบด้วยอรรถด้วยธรรมจนทะลุปรุโปร่งขึ้นมาเป็นลำดับลำดา แล้วทองคำเรา ดอลลาร์เรา ก็ดังที่ว่านี้ ชาติบ้านเมืองเราเวลานี้รู้สึกว่าอุ่นหนาฝาคั่งแล้ว ได้ผู้นำขึ้นมาพร้อมคราวนี้ก็ช่วยกันทั้งชาติทั้งศาสนาด้วยความพร้อมเพรียงกัน เรียกว่าเป็นที่ชื่นอกชื่นใจทั่วหน้าประเทศไทยเรา

         คือทางรัฐบาลนั้น ทางผู้ว่าการธนาคารชาติมาเล่าให้ฟังแล้วว่า สมบัติของเราในคลังหลวงทั้งนอกคลังหลวง ในคลังหลวง แต่อยู่ในวงรัฐบาลจะรับผิดชอบด้วยกัน เวลานี้รู้สึกว่าสมบูรณ์พูนผลขึ้นเป็นลำดับลำดา เป็นที่น่าพอใจ หลวงตาอยากจะพักผ่อนก็ได้ ว่างั้น แต่เราไม่พูด ถ้าเราจะพูดก็ เราอยากจะพักผ่อนตั้งแต่ยังไม่ช่วยโลก เราอยากว่าอย่างงั้น ถ้าพูดมันจะเป็นขวานผ่าซากใช่ไหม เราก็นิ่งไปเสีย หลวงตาคงพักผ่อนได้แล้วทีนี้ เย็นใจแล้วทีนี้ หายห่วง ทางนี้มันก็ขึ้นรับกันเฉย แต่ปัดเอาไว้ไม่ให้ออกเข้าใจไหม ถ้าออกก็อย่างว่าละ เอาทีนี้ได้พักละนะวันที่ ๑๒ นี้ละ ทุกสิ่งทุกอย่างทุ่มเทลงไปในเมืองไทยเราทุกอย่าง หนุนขึ้นๆ  เป็นที่พอใจ

         นี่ละตั้งแต่สมบุกสมบันมา หลวงตากล้าเสียสละ เรื่องชาติไทยของเรานี้เราไม่เสียดาย เอาเหตุเอาผลเข้าซัดกันเลย ไม่ว่าหนักว่าเบา รุนแรงขนาดไหนเราไม่สนใจ เอาเหตุเอาผล เอาอรรถเอาธรรม ว่ากันไป ๆ แล้วก็อรรถธรรมเป็นของเที่ยงตรง เป็นธรรมชาติที่เที่ยงตรง อะไรเอน อะไรเอียง อะไรปลอมแปลง มันก็ล้มไป ๆ ธรรมนี้เป็นของเที่ยงตรงก็ทรงชาติบ้านเมืองมาได้โดยลำดับ ด้วยความราบรื่นดีงาม ขอให้พี่น้องทั้งหลายทราบว่า ชีวิตของหลวงตานี้มีหนักอยู่สองหน ครั้งสุดท้ายนี่ละครั้งช่วยชาติบ้านเมือง เอาคอขาดเลยเชียว ให้ถอยไม่มี ยังไงก็จะเอาเมืองไทยเราขึ้นให้อยู่ในความยุติธรรม จะจม จะอะไรก็ตามต้องเอาความยุติธรรมเข้าไปว่ากัน ๆ

         ธรรมเดินศูนย์กลางเลย หลวงตาเดินศูนย์กลาง ไม่พรั่นพรึงกับข้าศึกศัตรูใด ๆ ใครจะมาขู่เข็ญเอาชีวิตชีวาเอาไป เราเรียนอริยสัจคือความเกิดความตาย เรียนจบมาแล้ว เราไม่ได้กลัว เพราะเราไม่ได้เคยกล้ามาก่อน เราจึงไม่กลัว ซัดไปเลยเรื่อย อำนาจแห่งศีลแห่งธรรมนี้ก็พอเป็นไป จนกระทั่งถึงบัดนี้คือวันนี้ ดังพี่น้องทั้งหลายมาบริจาคเรื่อย ๆ นี้ แล้วเราขอชมบรรดาพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทย นับตั้งแต่หลวงตาเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลายออกช่วยชาติบ้านเมือง

         บรรดาพี่น้องทั้งหลายต่างท่านต่างมีความพร้อมเพรียงสามัคคี บริจาคสมบัติเงินทองข้าวของเต็มกำลังสามารถด้วยความลงจิตลงใจกับผู้นำ ก้าวเดินตามผู้นำ ผู้นำว่ายังไงเอาอย่างนั้น ๆ ถึงคราวเด็ด ผู้นำเด็ด เด็ดไปด้วยกัน เด็ดตลอด เช่นอย่างมอบทองคำแต่ละครั้งมีคราวเด็ดทุกครั้งทีเดียว คราวนี้จะให้ได้ทองคำเท่านั้นนะ ขาดไม่ได้ ก็ได้ตามนั้น ได้ตามนั้นหรือมากกว่านั้นเรื่อยมา จนกระทั่งวาระสุดท้ายนี้เราจะมอบทองคำให้ได้ ๑,๐๓๗ กิโล คราวนี้เป็นคราวยิ่งใหญ่มากที่สุด เพราะเป็นกฐินของชาติที่ผ่านมานี้ เอาให้ได้นี้ ขาดไม่ได้นะ ทีนี้บทเวลาได้จริง ๆ แล้ว เป็นได้ทองคำน้ำหนัก ๑,๔๐๐ กิโล ที่ว่า ๑,๐๓๗ มันเกินไปเท่าไร

         นี่จึงได้ขอชมเชยบรรดาพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทยว่าจริงจัง หัวหน้าพาพักผ่อนนอนหลับก็พักไป พอหัวหน้ากระแอมลูกน้องมีเท่าไรกระแอมไปตามๆ กันหมด พอหัวหน้าว่าเอานะ ก็พรึบเลย จนกระทั่งได้มาขนาดนี้ เราจึงขอชมเชยบรรดาพี่น้องทั้งหลายตั้งแต่ต้นมาจนกระทั่งบัดนี้ และขอชมเชยต่อไปจนกระทั่งวาระสุดท้ายของเราทั้งหลาย วันนี้พูดธรรมะเพียงเท่านี้ ให้พี่น้องทั้งหลายทราบทั่วกัน ขอความสวัสดีจงมีแก่พี่น้องชาวไทย ซึ่งมีความรักชาติ ความสามัคคี ความเสียสละ ให้มีความสุขโดยทั่วกันเทอญ

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก