อย่าหวั่นกับลมปากของผู้ใด
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๗

อย่าหวั่นกับลมปากของผู้ใด

 

คราวนี้ที่เทศน์ช่วยชาติ เที่ยวทั่วประเทศไทยเลย ไปซอกแซกซิกแซ็ก ซ้ำๆ ซากๆ ไปหมดเลย ยิ่งเมืองใหญ่ผู้ใหญ่ที่สุดยิ่งไปซำๆ ซากๆ เช่นอย่างกรุงเทพของเรานี้ ผู้ใหญ่ก็หมายถึง กทม. กทม.ก็เทศน์ ๔ หน โรงพยาบาลศิริราช ๓ จุฬาฯ ๓ วชิระ ๒ รามาฯ ไม่สองละหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุข ๑ นี่ละไปซอกแซกซิกแซ็กอย่างนี้ ไปเทศน์ซ้ำๆ ซากๆ ในกรุงเทพเรานี้มีมากกว่าเพื่อนนะ ต่างจังหวัดก็ซ้ำซากเยอะเหมือนกัน ไปเทศน์จังหวัดหนึ่งๆ ไปหลายหนๆ  อุดรนี่ก็ยังสองหรือสามน้า สองหนมัง อุบลนี่จะเป็นสามหรือเท่าไร อุบล ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ นี้สองสามหน เป็นอย่างนั้นทั้งนั้น หนักพวกสองสามหน หนึ่งหนไปเลยนะ

๖ ปีแหละที่เทศน์ไม่หยุดไม่ถอย เริ่มตั้งแต่ปี ๔๑ ถึง ๔๗ เทศน์ไม่หยุดไม่ถอย แต่การออกช่วยชาติเทศนาว่าการคราวนี้ ธรรมะสาธารณะมากกว่าธรรมะที่จะเฉพาะเจาะจงลงไป สาธารณะคือเทศน์สอนประชาชนทั่วๆ ไป อันนี้มากต่อมาก ที่เทศน์กะทัดรัดเข้ามานี้มีน้อยมาก จะมีในเวลาสถานที่มีพระปฏิบัติเข้ามาฟังด้วย อย่างนั้นจะมี เช่นอย่างไปจันท์อย่างนี้ พระปฏิบัติมาเต็มหมดเลย ธรรมะก็ต้องออกธรรมะภาคปฏิบัติ จะเรียกว่าแกงหม้อเล็กก็ไม่ผิด นอกนั้นก็เทศน์ทั่วๆ ไป

จึงได้ประกาศว่าจะยุติการเทศนาว่าการไปตามโครงการวันที่ ๑๒ เมษา นี่เทศน์ไปตามโครงการ จากนั้นก็นอกโครงการ ถึงจะในโครงการก็เทศน์ตามอัธยาศัยเรา หรือรับตามอัธยาศัยธาตุขันธ์ ไม่รับทั่วๆ ไป โอ๊ รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากทีเดียวคราวนี้เรา เราทนเอากับบรรดาพี่น้องทั้งหลาย ทนจริงๆ ทนด้วยความเมตตาสงสารเป็นห่วงเป็นใย จึงต้องได้บึกได้บึนอย่างนี้ หนักเบาก็บึกบึน

ที่เรายุติแล้วนี้มีผู้มาบริจาค เช่น ทองคำหรือดอลลาร์นี้ เราก็ปฏิบัติตามเดิมนะ คือมันมาเองตามศรัทธาตามอัธยาศัย มาแล้วเราก็เก็บไว้ตามเดิม รับและปฏิบัติตามเดิม เช่น ทองคำควรจะเข้าคลังหลวงได้เมื่อไร เราหลอมแล้วเข้าๆ ตามเดิม ที่จะให้รั่วไหลแตกซึมนี้บอกว่าไม่มีเลย กับเรานี้มีไม่ได้เด็ดขาด ฟังซิน่ะ ขนาดนั้นนะเรารับรองชาติ ศาสนาของเมืองไทยเรา เราไม่ได้รับเล่นๆ เอา คอขาดเลย การปฏิบัติมีความสุจริตเต็มที่ทีเดียว เราอยากจะพูดว่าเป็นประวัติศาสตร์ของเมืองไทยเรา ที่สมบัติเงินทองที่พี่น้องทั้งหลายนำมาบริจาคไม่มีรั่วไหลแตกซึมนี้ เราพูดยันได้เลย เพราะเราเป็นผู้รับผิดชอบในสมบัติทั้งหลายเหล่านี้แต่ผู้เดียว

ไม่ว่าเงินสดเงินอะไรเราเป็นคนสั่งผู้เดียวทั้งนั้น คนอื่นมาทำแทนไม่ได้ ทองคำ ดอลลาร์นี้มาเข้าจุดเดียวเลย แยกไปไหนไม่ได้เลย คอยที่จะพุ่งเข้าคลังหลวงๆ เข้าโรงหลอมแล้วก็เข้าคลังหลวงโดยถ่ายเดียว สำหรับเงินสดก็ดังที่เคยเรียนให้ทราบแล้ว ในเบื้องต้นเราบอกว่า เงินสดนี้จะไม่เข้าคลังหลวง เราบอกอย่างนั้นเลยนะ เราจะเฉลี่ยเจือจานไปหมดทั่วประเทศไทยในสถานที่จำเป็นๆ แต่แม้เช่นนั้นก็อยู่ในความรับผิดชอบของเรา ดูทั้งคลังหลวง ดูทั้งคนทั้งประเทศ แยกโน้นแยกนี้ สุดท้ายก็ไม่พ้น ก็เรานั่นแหละบอกว่าเงินสดจะไม่เอาเข้าคลังหลวง เราพูดแล้วก็ต้องไปซื้อทองคำ จะไม่ได้มากก็ตาม ก็แยกจากความที่เราประกาศว่าจะไม่เข้าคลังหลวงเงินสด ก็ได้แยกออกไปดูเหมือนสองพันกว่าล้าน เท่านั้นแหละไม่ได้มากนะ นอกจากนั้นก็ออกทั่วประเทศเขตแดนหมดเลย

เราจึงพอใจและภาคภูมิใจในการกระทำของเรา เดินด้วยธรรมล้วนๆ เลยเทียว อะไรจะมาขัดในหัวใจนี้ไม่ได้เลย ต้องเอาธรรมออกหน้าเสมอ ไม่ว่าจะธรรมดา ไม่ว่าจะเด็ดเผ็ดร้อนอะไร ต้องเดินตามธรรมทั้งนั้นๆ เลย ไม่ให้มีกิเลสเข้ามาแบ่งสันปันส่วนได้เลย การรับบริจาคนี้ก็เหมือนกัน การเทศนาว่าการ อุบายวิธีการต่างๆ พิจารณาโดยธรรมๆ เรียบร้อยแล้วออกๆ จึงไม่มีเรื่องกิเลสเข้ามาแฝงเรา เราได้ทำเต็มที่ สุจริตต่อพระพุทธศาสนา ต่อชาติบ้านเมือง คราวนี้เราเปิดโล่งเลยเทียว เราไม่มีอะไร พอเสร็จจากนี้ก็พุ่งเลยเท่านั้นเอง ก็มีเท่านั้น ก็ดังที่บอกแล้วไม่เป็นสองเลย นี่ก็เหมือนกัน อันไหนที่พูดแล้วต้องแน่นอนๆ

การเทศนาว่าการสั่งสอนพี่น้องทั้งหลายไม่ว่าธรรมขั้นใด เราไม่สงสัยในการเทศน์ออกไปว่าจะผิดไป แน่นอนตามขั้นตามภูมิของอรรถของธรรมเป็นลำดับลำดาไปจนกระทั่งถึงที่สุดความสามารถ หรือที่สุดแห่งธรรมก็แล้วแต่ใครจะพูดเอา เพราะเราไม่ได้หาธรรมอีกนี่ จะว่าถึงที่สุดหรือไม่ที่สุดก็แล้วแต่ เราไม่ได้หาอีกนะ ตั้งแต่วันกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่ได้หาธรรมอีก ธรรมเต็มแล้ว กิเลสปิดไว้เฉยๆ  พอกิเลสซึ่งเป็นเหมือนพวกจอกพวกแหนปกคลุมหุ้มห่อธรรม เหมือนน้ำอยู่ในสระ พอเปิดผึง น้ำเต็มสระอยู่แล้วไม่ใช่น้ำไม่มี น้ำเต็มสระอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงจอกแหนปกคลุม

อันนี้ก็ธรรมเต็มอยู่ในนั้นแล้ว แต่ยังเปิดออกไม่ได้ พอเปิดจอกเปิดแหนออกทีนี้ก็พุ่งเลยเท่านั้นเอง พออยู่แล้วอยู่ในนั้น พอหมดเลย เราพูดจริงๆ เราไม่ได้แสวงหาธรรม หาบาปหาบุญอะไรอีก เราทำนี่เราทำเพื่อประโยชน์แก่โลก เราไม่ได้ทำเพื่อเรา สงเคราะห์นี้สงเคราะห์เพื่อโลก ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อโลกทั้งมวลเลย เราไม่มีคำว่าเพื่อเราว่ามีขาดตกบกพร่องตรงไหนที่เราจะมาซ่อมแซมในหัวใจของเรานี้ไม่มี บอกตรงๆ เลย ได้ ๕๔-๕๕ ปีนี้มั้ง นี่ละที่ว่าเราไม่แสวงหาบุญหาบาป ไม่แสวงหาธรรมอะไรอีก คำว่าพอคำเดียวครอบหมดโลกสมมุติแดนโลกธาตุ ครอบหมดแล้ว

นี่ธรรมของพระพุทธเจ้า ขอให้มันเปิดเข้าที่ใจดูซิ มันสำคัญตั้งแต่พวกจอกพวกแหนพวกส้วมพวกถาน มันปิดมันบังทองคำทั้งแท่งไว้เท่านั้น ใครก็เหยียบย่ำไปมาอยู่บนส้วมบนถาน จอกแหนคือกิเลสนั่นเอง ครอบเอาไว้ๆ อันนั้นแสดงออกมาไม่ได้ ทีนี้พอมีโอกาสแสดงออกได้บ้างก็ค่อยเปิดออกมา ค่อยแสดงออกมา แสดงออกมาจุดไหนแปลกประหลาดจุดนั้นๆ ผิดกับโลกที่ผ่านมาทั้งนั้นๆ ดูดดื่มทุกอย่างถ้าลงธรรมได้ปรากฏแล้ว ท่านถึงเรียกว่า รสแห่งธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง ฟังซิ คือชนะหมดเลย

ตั้งแต่เริ่มแรกธรรมได้เข้าสัมผัสจิตเท่านั้น รู้สึกตื่นเต้นขึ้นแล้ว กิเลสนี้ตื่นก็ตื่นหาฟืนหาไฟ ธรรมนี้ตื่นเพื่อความสำราญบานใจ เราจึงได้เปิดเผยให้พี่น้องทั้งหลายทราบเสียว่า พุทธศาสนาเป็นยังไง ถึงตัวเท่าหนูนี้ก็ยันเข้าไปหาพระพุทธเจ้าได้เลย เราไม่สงสัยพระพุทธเจ้า ถ้าพูดอย่างนี้คนจะว่าบ้าอีกนะ จึงไม่พูด น้ำมหาสมุทรกว้างแคบขนาดไหน ลึกตื้นขนาดไหน พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้แต่ละพระองค์ๆ เป็นธรรมครอบโลกธาตุมากยิ่งกว่าน้ำมหาสมุทร มหาสมุทรไม่ได้มาครอบเมืองอุดรเรานะ มันจะครอบอยู่ตาม ไปถึงริมทะเลแล้วก็หมดมหาสมุทรนะ นอกจากนั้นเป็นบกไปหมด ธรรมนี้ครอบหมดไม่ว่าบกไม่ว่าน้ำ ครอบหมด

พระพุทธเจ้าตรัสรู้มากี่กัปกี่กัลป์ โลกนี้มีมาแต่เมื่อไร ใครคำนวณต้นปลายของโลกของสมมุตินี้ได้ไหม ธรรมก็มาด้วยกันกับโลกสมมุตินี้ แล้วเวลาผู้ปฏิบัติธรรมรู้เห็นเข้ามา ตรัสรู้เข้ามาๆ เรื่อยๆ ธรรมกระจายออกตั้งกี่กัปกี่กัลป์นับไม่ถ้วน นี่ละพระพุทธเจ้าตรัสรู้มาตั้งกี่กัปกี่กัลป์นับไม่ถ้วน ถ้าพูดอย่างนี้คนจะว่าบ้าทันที แต่เราไม่ได้เป็นบ้า เราพูดด้วยความรู้ความเห็นจริงจังของใจเรา เก็บไว้เสียไม่หนักไม่หน่วง ควรพูดก็พูด ไม่ควรพูดก็ไม่พูด เช่นคำนี้เราก็ไม่เคยพูด เต็มอยู่ในใจนี้เช่นเดียวกับธรรมทั้งหลาย เราก็ไม่เคยพูด นี่จวนจะตายแล้วเปิดให้พี่น้องทั้งหลายฟังเสีย เราตายแล้วจะไม่มีใครเทศน์นะ บอกว่าจะไม่มีหรือจะมีเราก็ไม่ทราบ

บรรดาท่านผู้บรรลุธรรมทั้งหลายนั้น ท่านเต็มเหนี่ยวของท่านสำหรับธรรมในใจ แต่สิ่งที่จะกระจายออกภายนอก กิ่งก้านสาขาดอกใบ มีกว้างแคบลึกตื้นหนาบางนั้นต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงว่าผู้ที่จะเทศน์ ผู้พูดเอาธรรมออกมาตามแง่มุมของธรรมที่ตนทำความปรารถนาพร้อมกันกับความสิ้นกิเลสนั้น จึงมีมากมีน้อยต่างกัน เพราะฉะนั้นการเทศนาว่าการจึงต่างกัน พระพุทธเจ้าแล้วก็ลงมาพระสารีบุตร ลงมาเรื่อยๆ ที่เด่นที่สุดในการเทศนาว่าการ เช่นอย่างท่านแสดงไว้ว่า พระสารีบุตรนี่ ญาณของพระสารีบุตรสามารถหยั่งทราบฝนตกทั้งเจ็ดวันเจ็ดคืน นับได้หมดทุกเม็ด นี่ญาณของพระสารีบุตร มีความสามารถหยั่งทราบเม็ดฝนทุกเม็ด ตกลงมาเจ็ดวันเจ็ดคืนได้หมดทุกเม็ดเลย

พระพุทธเจ้ายังรับสั่งว่า อันนี้ขี้ประติ๋วพระสารีบุตรพูดนี่นะ เราให้ตกตั้งกัปตั้งกัลป์เรานับได้หมดเลย นั่นเห็นไหมความกว้างความสามารถของพุทธวิสัยกับสาวกวิสัยต่างกัน ท่านไม่ได้มานับหนึ่งนับสองเหมือนเรานะ มันก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์เราที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ คอมพิวเตอร์ที่เขาเอามาใช้อยู่ในโลก เป็นอย่างนี้ อันนี้คอมพิวเตอร์ของธรรมมันเหนือนี้ขนาดไหน จึงไม่ถามใคร ฝนตกเจ็ดวันเจ็ดคืน ท่านทราบ กำหนดปั๊บรู้หมด นั่น ตั้งกัปตั้งกัลป์ก็รู้หมดพระพุทธเจ้า นี่ต่างกันอย่างนั้นแหละ พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้นี้นานขนาดไหน กว้างแคบขนาดไหน ฟังซิน่ะ น้ำมหาสมุทรมันมีขอบมีเขต สำหรับน้ำแห่งอมตธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่มาตรัสรู้นี้ไม่มีขอบเขตเลย ครอบโลกธาตุ กว้างขนาดนั้น ครอบไปหมด

ทีนี้เวลามันผางขึ้นมาแล้วจะไปถามใคร เหมือนเราโผล่ขึ้นมาท่ามกลางมหาสมุทร พอโผล่ขึ้นมามองไปไหนก็เป็นมหาสมุทรหมดเลย แล้วเราจะไปถามใครว่ามหาสมุทรคืออะไรบ้าง ก็อยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรแล้ว ทีนี้ธรรมธาตุก็เทียบกันกับมหาสมุทรทะเลหลวง มหาวิมุตติมหานิพพานแบบเดียวกัน โผล่ขึ้นมาตรงกลางเลย องค์ไหนมาตรงกลาง ไม่สงสัยรอบไหนทั้งนั้น ขึ้นตรงกลางนั้นเลย ว่ามหาสมุทรตรงไหนกว้าง ตรงไหนแคบ ยังมีกว้างแคบเราโผล่ขึ้นมานั้นนะ แต่มหาวิมุตติมหานิพพานไม่มีกว้างมีแคบ พอเหมาะหมด พอดีหมดเลย เพราะฉะนั้นบรรดาพระอรหันต์ที่ท่านตรัสรู้ธรรมบรรลุธรรมแล้ว ท่านจึงไม่ไปถามหาพระพุทธเจ้า เพราะท่านโผล่ขึ้นมาในท่ามกลางแห่งธรรมธาตุ อยู่จุดศูนย์กลางเลย หมุนไปไหนก็เป็นธรรมธาตุหมด สงสัยหาอะไร

พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน หมุนไปไหนก็เป็นธรรมธาตุอันเดียวกันนี้หมด แล้วสงสัยพระพุทธเจ้าหาอะไร พระสงฆ์สาวกก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดี เป็นอันเดียวกันแล้ว ถ้าเทียบว่าน้ำก็เป็นมหาสมุทรทะเลหลวงด้วยกันหมดแล้ว ถ้าว่าธรรมก็เป็นธรรมธาตุด้วยกัน โผล่ขึ้นมาท่ามกลางจะสงสัยธรรมที่ไหนอีก เต็มตัวแล้ว เต็มใจแล้วเต็มไปทุกอย่าง มองไปไหนเป็นธรรมทั้งนั้นสงสัยที่ไหน นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า กิเลสมันก็เต็มของมันเต็มสัดเต็มส่วนเหมือนกัน เราไม่เอามาพูดเฉยๆ เพราะมันมีอยู่กับทุกคน แสดงอยู่กับทุกคนทุกสัตว์ แม้แต่พวกสัตว์เดรัจฉานก็มี แต่ธรรมนี้จะมีได้น้อยมาก จึงต้องแสดงเรื่องธรรมขึ้นมาว่ากว้างขวางขนาดไหน

แก่นของพุทธศาสนาของเรานี้ คือจิตตภาวนานะ ให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ยันกันตรงนี้ ยืนยันตรงนี้ หายสงสัยตรงนี้หมด ลงในจิตตภาวนาเต็มขีดได้ผลเต็มตัวแล้ว เป็นสง่าจ้าไปหมดครอบโลกธาตุ ไม่ต้องถามหาพระพุทธเจ้า ว่านิพพานที่นั่นที่นี่ ไม่ถามหาตรงไหน นั้นเป็นเรือนร่างของพระพุทธเจ้าต่างหาก ธรรมธาตุแท้ที่เป็นพุทธะซึ่งครองร่างอยู่ในเวลาที่ยังไม่นิพพานนั้น นั้นแลคือธรรมแท้ อันนั้นเป็นธรรมแท้ เรือนร่างนี้เป็นสกลกายเหมือนเราๆ ท่านๆ สำหรับอันนั้นไม่ใช่อันนี้ นั่นละท่านเรียกว่าธรรมธาตุ

มีพระพุทธเจ้า สายพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่จะเปิดโลกธาตุ ให้โลกได้เห็นเรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องสุขเรื่องทุกข์ และแก้ความทุกข์ออกจากใจได้ มีธรรมของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์นี้เท่านั้น ไม่มีเท่าอื่นนะ เท่านั้น นี่เป็นสายทางที่ถูกต้องแม่นยำ บรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงบำเพ็ญบารมีเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญมาแบบเดียวกัน เวลาตรัสรู้ก็ตรัสรู้ธรรมแบบเดียวกัน รู้เห็นอย่างเดียวกัน พระญาณหยั่งทราบตลอดทั่วถึงอย่างเดียวกัน ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เวลาได้เปิดขึ้นแล้วก็นำไปรื้อขนสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากทุกข์ไปโดยลำดับด้วยการสร้างคุณงามความดี

เริ่มต้นตั้งแต่การให้ทาน มีมากมีน้อยเป็นทานทั้งนั้นทำอยู่กับกับตัวของเรา ไม่ได้ทำอยู่กับใคร ทำอยู่กับตัวของเรา ผลเกิดขึ้นกับตัวของเรา ไม่เกิดขึ้นจากผู้หนึ่งผู้ใด ที่จะมาติฉินนินทาหรือจะมาส่งเสริมสรรเสริญขึ้นมา เหล่านี้จึงจะเกิด เหล่านี้จึงเจริญ ไม่ใช่ เกิดกับตัวเอง เจริญกับตัวเอง ไม่ว่าทางดีทางชั่วถ้าได้รับการส่งเสริมเจริญได้ด้วยกันทั้งนั้น ทางดีก็เจริญจนสุดขีด ทางชั่วก็เจริญจนสุดขีดของชั่ว หมุนไปหมุนมาอย่างนี้ อยู่กับใจของเรานะ เราอย่าไปสนใจกับใครจะมาตำหนิติเตียน เราเป็นผู้สร้างความดีไว้สำหรับเราตามธรรมของพระพุทธเจ้าว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ เรามีกรรมเป็นของตน เราเป็นผู้ทำ กรรมเป็นของเราทั้งดีทั้งชั่ว นี้คือธรรมที่ตายตัวสุดยอดแล้ว ไม่มีอะไรจะมาค้านหรือลบล้างได้เลย

เพราะฉะนั้นใครจะมาตำหนิติเตียนเราผู้ทำความดี ใครจะมาชมก็ตาม ทั้งสองนี้เกิดขึ้นจากเขา เป็น กมฺมสฺสโกมฺหิ เหมือนกัน เป็นกรรมของเขาเอง เขาตำหนิทางชั่วก็เป็นกรรมความชั่วของเขา เขาชมเชยทางดีก็เป็นกรรมดีของเขา เกิดขึ้นกับเขาเอง เขาเป็นผู้เสวยทั้งสองอย่าง ผู้ทำดีที่ถูกเขาตำหนิหรือถูกเขาชมเชยนี้ ท่านเป็นความดีของท่าน ความชั่วของท่าน จะมาแบ่งสันปันส่วนให้กันไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่หวั่นกับเรื่องคำชมเชยสรรเสริญของผู้ใดในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายและพระอรหันต์ท่าน ท่านเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์หรือล้านเปอร์เซ็นต์ในกรรมเป็นของตน ไม่ว่ากรรมดีกรรมชั่วไม่เป็นของผู้ใด ใครทำเป็นของคนนั้น

ให้พากันหนักแน่นในการดูแลแก้ไขตัวเอง อย่าไปมองดูตั้งแต่ภายนอกที่เขาจะมาตำหนิติเตียน จะมาชมเชยสรรเสริญ จะมาให้คะแนน ตัดคะแนน มันเป็นเรื่องของเขา ตัดลมๆ แล้งๆ ให้คะแนนลมๆ แล้งๆ ไปอย่างนั้น ส่วนไม่ลมไม่แล้งเป็นของจริงคือการทำของเรา ทั้งดีทั้งชั่วเป็นผลของเราทั้งนั้น นี่เป็นของจริง อย่าไปหวั่นกับลมปากของผู้ใดทั้งนั้น ให้หวั่นต่อความเคลื่อนไหวของกาย วาจา ใจของตน มันจะแสดงไปทางดีและชั่วอย่างไรบ้าง ให้ดูตัวนี้ ถ้าแก้ตัวนี้แล้วตัวนี้จะแคล้วคลาดปลอดภัยเป็นลำดับไป ถ้าเหยียบย่ำทำลายความคิดเห็นที่ถูกที่ดี ให้กิเลสลากถูไปนั้น จมไปวันยังค่ำ กัปไหนกัลป์ใดมีแต่กัปแห่งความจมของตนเอง ความฟื้นฟูไม่มี

เราจะพูดให้ฟัง เอาให้ชัดๆ เห็นประจักษ์ ตั้งแต่บวชมานี้เราไม่เคยสร้างความชั่วเลย ระลึกไม่ได้ว่าสร้างด้วยเจตนา ไม่มี ส่วนความผิดพลาด ความพลั้งเผลอมีได้ด้วยกันนั้นแหละ อันนั้นท่านไม่ถือเป็นประมาณ มีความให้อภัยเสมอ แต่ อลัชชิตา ความไม่ละอายบาป ความฝ่าฝืนความหน้าด้านอันนี้เลวมาก แต่นี้ตั้งแต่ปฏิบัติมาเราไม่เคยมี นี่เราพูดถึงการสร้างความดี สร้างมาตั้งแต่วันบวชอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้มากก็ได้น้อยอยู่ตลอด เช่นอย่างภาวนา เรียนหนังสือภาวนาเล็กน้อยก็ได้เล็กน้อย เรียนหนังสือเป็นภาคความจำ จะว่าได้บุญได้บาปอะไรก็ไม่กำหนด เพราะจำไปแล้ว เราจะทำดีหรือชั่ว นั้นแหละเป็นภาคปฏิบัติแล้วนั่น เป็นบาปเป็นบุญ

นี่เราเรียนเราก็ไม่ทำบาป ศีลนี้บริสุทธิ์เต็มเหนี่ยวๆ มาตลอด อบอุ่นตลอดเวลา จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่สมาธิ นี้คือการสร้างความดีด้วยตัวเอง ฟังซิน่ะ ศีลเราก็รักษาด้วยตัวของเราเอง อบอุ่นในตัวของเราเองซึ่งเป็นผลจากการรักษาของเรา สมาธิเราก็อบรมของเราเอง ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลาน ถึงขนาดน้ำตาร่วงๆ ฟัดกับกิเลส นั่นละรบกัน ก็เราเองเป็นผู้เป็น แพ้ก็เราเอง แพ้กิเลสจนน้ำตาร่วงก็เราเอง ผลแห่งความแพ้เกิดความเสียอกเสียใจ เคียดแค้นประหนึ่งว่าผูกอาฆาตมาดร้ายต่อกิเลส ถึงว่า เหอ มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ เราไม่ลืมนะ เอาละยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอย กูอยู่ภายในใจนะไม่ได้ออกภายนอก ให้กูถอยกูไม่ถอยละ

         นี่ก็เป็นความคิดความอ่านของเรา ฟัดกับกิเลส เวลาแพ้ก็เห็นชัด ๆ มันไม่มีท่าเลย ปั๊บลงไปนี่ล้มเหลว ๆ ๆ ถึงขนาดว่างงในตัวเอง เหอ มาทำความเพียรทำยังไงถึงเป็นอย่างงี้ คือสติตั้งไม่อยู่เลย กระแสของกิเลสรุนแรง ตั้งพับล้มผล็อย ๆ ไปไม่ไหว กำลังไม่มี กิเลสมันเชี่ยวจัด ถึงขนาดนั่งน้ำตาร่วงอยู่บนภูเขา ออกอุทานภายในใจ โอ้โห มึงเอากูถึงขนาดนี้เชียวเหรอ เอาละ นั่นที่จะตัดสินกัน อย่างไรมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอย สร้างความเคียดแค้นภายในใจกับกิเลส ไปศึกษาครูบาอาจารย์

         นี่ละสร้างความเคียดแค้นให้กิเลสเป็นธรรม สร้างความเคียดแค้นให้บุคคลหรือสัตว์ตัวใดก็ตามเป็นโทษ เป็นบาป ส่วนสร้างความเคียดแค้นให้กิเลส ซึ่งเป็นตัวภัยที่มีอยู่กับตัวของเรา จะกำจัดมันด้วยความมุมานะนี้เป็นธรรมทั้งนั้น นี่เราก็จับเอามาจากเราเองนี่นะ ความเคียดแค้นมากเท่าไรความมุมานะยิ่งหนักมากขึ้น มาคราวนี้แพ้ เอาแพ้ก็แพ้ไม่ถอย เอาอีก ไปอีก ไปศึกษามาอีกกับพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา พอท่านให้อุบายแล้วกลับมาอีก ก็ว่าเตรียมพร้อมมาแล้ว มันฟาดหงายหมาอีก หงายไม่เป็นท่า สู้มันไม่ได้เลย ไปอีกอยู่งั้นไม่ถอย หลายครั้งหลายหนมันก็ค่อยขยับไปขยับมา ต่อไป ๆ กิเลสก็เอียงให้เห็น ถูกหมัดเราบ้าง มันเอียงบ้างอะไร เหอ มึงก็เอียงเหมือนกันเหรอ ต่อไปมันก็ล้มให้เห็น เหอ มึงก็มีท้องเหมือนกูเหรอ นึกว่ามีแต่กูมีท้องหงายหมาให้มึงดูทุกวัน

         ทีนี้ยิ่งขยับนะ พอเห็นผลแล้วทีนี้ขยับหนักขึ้นเรื่อย ความเคียดแค้น ความอาฆาตกิเลสจะให้พังในจิตใจนี้ไม่มีถอยเลย ไม่จืดไม่จาง ฟัดกันไปฟัดกันมา สุดท้ายจิตตั้งตัวได้ จิตสงบเย็น ผาสุกสบาย เย็นแล้วเริ่มเข้าเป็นหลักธรรมที่แน่นหนามั่นคง คือ ฝ่ายสมาธิ ความสงบใจ แน่นหนามั่นคง จากนั้นเอาสรุปไปเลย ก้าวทางด้านปัญญา ทีนี้เป็นคราวฆ่ากิเลสแล้ว ถึงขั้นสมาธิแล้วตีกิเลสให้รวมตัวเข้ามา เหมือนกับหินทับหญ้า พอเอาหญ้าออกกิเลสก็เกิดอีก สมาธิเป็นอย่างงั้น

         ส่วนปัญญานี้พอยกหินออก ทีนี้ขุดค้นลงในรากกิเลส หญ้านั่นน่ะ ออก ๆ เรื่อย ๆ ปัญญาก็เบิกกว้างๆ เห็นประจักษ์เราทำตัวของเรา ผลดีที่เราทำมานั้นจิตมีความสงบร่มเย็น เราก็เห็นชัด ๆ นี่เป็นผลของเราที่เราทำเอง จากนั้นก้าวขึ้นสู่ปัญญา  จิตมีความสง่าผ่าเผย คล่องแคล่วแกลวกล้า ถึงขนาดที่ว่ากล้าต่อกิเลส ทีนี้เอากิเลสตัวไหนเก่งให้มา แต่ก่อนมันเอาเราหงายหมาๆ คราวนี้ เอา เก่งให้มา กล้าหาญต่อการสู้กับกิเลส กล้าหาญชาญชัยมากนะ จนกระทั่งว่ากิเลสโผล่มาไม่ได้เลย พอโผล่ขึ้นมาขาดสะบั้น

         นี่กำลังของสติปัญญาเร็วขนาดไหน เหมือนกันกับคลื่นของกิเลสที่มันฟัดสติปัญญาเราให้ล้มหงายๆ อย่างนั้นแหละ เวลาสติปัญญามีกำลังฟัดกิเลสก็ล้มหงายเหมือนกัน กิเลสมันถึงขนาดหลบซ่อนๆ ไม่ค่อยแสดงตัว ทางนี้คุ้ยเขี่ยขุดค้นหามันตลอดเวลา เอาตัวไหนเก่งขึ้นมาทีนี ซัดกันๆ เอาสรุปลงไปเลย ฟาดจนกระทั่งถึงกิเลสขาดสะบั้นลงไปไม่มีอะไรเหลือ นี้คือการกระทำของเราเอง ผลคือกิเลสขาดสะบั้นไป บรมสุขผุดขึ้นในใจของเราอย่างเต็มเหนี่ยว นีก็เป็นผลแห่งการปฏิบัติดีของเรา เราไม่ได้ไปแบ่งสันปันส่วนเอาจากผู้หนึ่งผู้ใดตั้งแต่เราปฏิบัติมา มีแต่คอยรับอุบายจากครูบาอาจารย์มาเสริมความดีของเรา เพื่อจะทำลายความชั่วให้หมดไปๆ จนกระทั่งทำลายความชั่วให้สิ้นสุดวิมุตติหลุดพ้นขึ้นที่ใจ ไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า ว่าอย่างนี้เลย

         นี่คือผลแห่งการปฏิบัติดีของเรา ไม่มีใครที่จะมาทำลายผลแห่งการกระทำที่เราได้รับ ได้เห็นประจักษ์ใจนี้ให้หลุดลอยไปที่ไหนเลย การทำดีเป็นอย่างนี้ ทีนี้การทำชั่วใครจะตำหนิหรือชมก็ตาม มันก็ชั่วของมันไปตลอดเพราะเป็นกรรมของอันนั้น นั่นก็เป็น กมฺมสฺสโกมฺหิ เหมือนกัน กรรมชั่วนี้ก็เป็นของเรา เราต้องเสวยกรรมชั่ว เราทำแต่ความดี ก็เสวยเป็นความดีของเรา นี่ก็ทำมาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งถึงขั้นปัจจุบันที่ว่านั้นขาดสะบั้นไปหมด จากนั้นมาแล้วไม่มีอะไร กิเลสตัวหนึ่งเราไม่เคยได้แก้กิเลส ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้

         เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เหมือนพระเจ้าพระสงฆ์ หรือเหมือนพระสาวกทั้งหลายท่านดำเนินกัน ต่างคนต่างรู้ความหมายของกัน การเดินจงกรมเพราะอะไร บรรดาพระอรหันต์ทุกองค์ท่านรู้ของท่าน ท่านเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เพราะอะไร ส่วนที่ว่าเพื่อฆ่ากิเลสอย่างนี้ไม่มี เพราะกิเลสสิ้นซากไปแล้ว ไม่มี ท่านบำเพ็ญเพราะอะไร ทุกองค์รู้ตัวเอง กว้างแคบรู้ทั้งนั้น บำเพ็ญเพื่ออะไร เราก็เคยแย็บออกมาให้ฟังแล้วว่า เพื่อบรรเทาธาตุขันธ์ที่รับผิดชอบมันอยู่ พาอยู่พากิน พาหลับพานอน พาขับพาถ่าย พาเคลื่อนย้ายไปในที่ต่างๆ เหล่านี้เพื่อบรรเทาธาตุขันธ์ของเรา จะนำไปใช้เป็นประโยชน์แก่โลก เช่น เที่ยวเทศนาว่าการสั่งสอนอะไร ๆ เหล่านี้ ก็เอาขันธ์นี้ไปทำประโยชน์แก่โลก บรรเทามันไว้เพื่อประโยชน์แก่โลก เอา บรรเทาไป

         ท่านก็เดินจงกรมเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ ความเคลื่อนไหวของกายนี้ ให้เส้นมันยืดมันอะไรไปสะดวกสบาย ท่านหากรู้ของท่านเอง จากนั้นท่านก็พิจารณาเรื่องธรรมทั้งหลายเต็มภูมิหัวใจของท่าน แล้วหยั่งไปไหน ทราบไปไหน ใครทราบไม่ได้อันนี้นะ เป็นเรื่องอัธยาศัยของท่านที่มีจิตเต็มตัวแล้ว จะพิจารณาอะไรมันว่างไปหมดไม่มีอะไรมาขัดข้อง เหมือนที่กิเลสยังมีขวางคออยู่ ไปที่ไหนมันขวางคอตลอดเวลา กิเลสขาดสะบั้นลงมันโล่งไปหมด ในโลกธาตุนี้มีอะไรเข้ามาผ่านหัวใจของพระอรหันต์ไมมี เพราะมันมีแต่สมมุติทั้งหมด จิตนั้นผ่านพ้นจากสมมุติไปแล้ว จะเอาอะไรไปผ่านท่านละ มันพ้นไปหมดแล้ว

         นี่ละท่านทำสมาธิที่ว่าเพื่อทิฐธรรม วิหารธรรม ความอยู่สบายในระหว่างขันธ์กับจิตที่ครองกันให้เป็นไปถึงอายุขัย เมื่อปฏิบัติต่อกันพอเหมาะพอสมแล้ว จากนั้นก็พิจารณาธรรมทั้งหลาย ลึกตื้นหยาบละเอียดของธรรม แลเพื่อโลกทั้งหลาย พินิจพิจารณา จนกระทั่งถึงเล็งญาณ นู่นฟังซิน่ะ ดูสัตวโลกใครจะมีอุปนิสัยปัจจัยมากน้อยเพียงไร ควรจะได้รับประโยชน์ พิจารณาแล้วก็สงเคราะห์ตามนั้นๆ นี่เรื่องของท่านที่อยู่ในความเพียร อยู่ในวงนี้แหละ เราพอคาดได้เท่านี้ ส่วนละเอียดยิ่งกว่านั้นเราไม่คาด ให้ผู้เป็นรู้ตัวเองก็พอกัน

         นี่พระอรหันต์ที่ท่านเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ท่านทำอย่างนี้ ท่านมีความมุ่งหมาย ๑) เปลี่ยนธาตุขันธ์ ๒) พิจารณาเรื่องอรรถเรื่องธรรม ๓) พิจารณาเรื่องโลกเรื่องสงสาร ใครมีอุปนิสัยปัจจัย นีเป็นประจำของพระอรหันต์ผู้มีภูมิสูงต่ำต่างกัน ผู้ที่ภูมิสูงมากก็ไปมากตามกำลัง ที่จะให้ท่านมาละกิเลสอีกท่านไม่ละ หมดแล้วละอะไร ถ้าว่ากิเลสยังมีอยู่จะเรียกว่าสิ้นได้ยังไง นั่น ถึงจะแสดงอากัปกิริยาเหมือนจรวดดาวเทียมสะท้านหวั่นไหวก็ตาม ก็มีแต่อำนาจแห่งธรรมออกแสดงตัวถึงขนาดโลกหวั่นไหว ไม่มีกิเลสตัวใดที่จะมาแสดงออกเลย เพราะกิเลสสิ้นไปจากใจแล้ว จึงเป็นพลังของธรรมล้วนๆ ที่แสดงออกจากหัวใจ ตามแต่แง่หนักเบามากน้อยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งควรจะได้รับประโยชน์จากการแสดงของตน ท่านจะออกตามนั้นๆ ๆ ถ้าควรจะออกเต็มเหนี่ยวแล้วพุ่งทันทีๆ เลย เพราะธรรมเต็มหัวใจ ไม่มีบกพร่องแล้ว ท่านอัดอั้นตรงไหน ฟังซิน่ะ

         นี่ละโลกของพุทธศาสนาเรา หัวใจถ้าได้บรรจุธรรมนี้แล้วไม่มีหวั่นกับอะไรเลย สามแดนโลกธาตุไม่มีอะไรว่าสูงว่าต่ำ เพราะธรรมนี้เหนือกว่าหมดแล้ว ที่ว่าอันนั้นสูงอันนี้ต่ำ เกรงอกเกรงใจคนนั้น เกรงอกเกรงใจคนนี้ หลีกคนนั้น หลีกกลุ่มนั้น หลีกกลุ่มนี้ หลีกจุดนั้น หลีกจุดนี้ ไม่มีในธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีในใจของพระอรหันต์ ท่านจะพูดไปเสมอต้นเสมอปลาย ที่ไหนที่ควรหนักเบามากน้อย ท่านจะเน้นหนักลงตามนั้น  ที่จะให้มีกิเลสตัวใดมาขัดมาขวาง ซึ่งเป็นการติดเขาติดเราท่านไม่มี ถ้าติดเขาติดเราจะเทศน์ไม่ได้นะ ถ้าจะเทศน์ไปก็เกรงใจเขาเกรงใจเรา สุดท้ายมีแต่ก้างขวางคอไปไม่ได้ทั้งผู้เทศน์ทั้งผู้ฟัง ก็จมอยู่ด้วยกันเท่านั้นซี

         ท่านผู้เทศน์ด้วยความไม่มีอะไร เวิ้งว้างสุดขีดแล้ว สุญฺญโต โลกํ โลกนี้ว่างสูญไปหมดแล้ว ใจนี้พ้นจากสมมุติไปทุกสิ่งทุกอย่าง จะเอาอะไรมากีดมาขวาง จะเอาอะไรมาเป็นสูงเป็นต่ำให้เกรงให้ขามกัน ไม่มี เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าโลกุตรธรรม แปลว่าธรรมเหนือโลกสมมุติทั้งหมด นั่นท่านปฏิบัติมา การแสดงธรรมหนักเบามากน้อยท่านจะคำนึงถึงเหตุผลต้นปลายสำหรับผู้มาเกี่ยวข้องจะได้รับประโยชน์มากน้อยไร นี้เป็นสำคัญมาก ถ้าไม่ควรจะได้รับท่านก็ไม่แสดง มีก็เหมือนไม่มีอยู่อย่างงั้น ถ้าถึงกาลเวลาที่จะออกแล้วมีหรือไม่มีก็ผางทีเดียวเลย

         นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้า ให้ท่านทั้งหลายเชื่อให้ดีนะ เชื่อให้มั่นใจ ดีกว่าเชื่อกิเลสที่พาตายกองกันอยู่นี้มากี่กัปกี่กัลป์ แล้วมีแต่เรื่องของกิเลสพาให้สัตว์โลกตายกองกัน เรื่องธรรมขนสัตว์โลกออกจากการตายกองกันให้ถึงฝากนู้นคือ พระนิพพาน ไม่ต้องมาเกิดมาตายอีกต่อไปแล้ว นตฺถิทานิ  ปุนพฺภโว ความเกิดอีกไม่มีอีกแล้วสำหรับท่านผู้สิ้นกิเลสแล้ว นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าจริงมาตั้งกัปไหนกัลป์ใด ใครจะเชื่อก็เชื่อนะ ไอ้เรื่องกิเลสที่หลอกมาก็หลอกมาตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใด ก็เชื่อมันนั่นแหละที่ตายกองกันอยู่เวลานี้ ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าแล้วจะไม่มา หมดไป ๆ สิ้นทุกข์ไปหมดโดยประการทั้งปวง โลกนี้ว่างไปหมด เรื่องทุกข์เรื่องภัยที่จะเข้ามากีดมาขวางไม่มี ว่างจากทุกข์ทั้งหลายไปหมดเลย ให้พากันจำเอานะ

         นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้า นีจวนจะตายแล้วเปิดให้พี่น้องทั้งหลายฟังเสีย ใครจะว่าหลวงตาบัวให้ว่าซิ อย่าเป็นบ้ากับเขานะ ใครว่าหลวงตาบัว เอาหลวงตาบัวมาสับมายำกัน ก็ยำปากเขานั่นเอง สับปากเขานั่นเอง สับหัวใจเขานั้นเอง เพราะกรรมเป็นของเขา ไม่ใช่ของหลวงตาบัว จะมายำหลวงตาบัวให้แหลกอย่างงั้นไม่ได้ ใครเป็นผู้สับ ใครเป็นผู้ยำ ผู้นั้นแหละเป็นผู้สับเจ้าของเอง ยำเจ้าของเอง ให้จมให้แหลกให้เหลวไปเอง ไม่เป็นผู้อื่นผู้ใด อย่าไปสนใจนะ ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าแล้วเป็นอย่างงั้น หลวงตานี้ให้เขายกโคตรมาเลย จะมาชมเชยก็อ้า ชมเชยไป ให้มันออกอากาศไปเลย เขาจะมาตำหนิก็ให้ตำหนิ มันก็ไปด้วยกันได้หมด หลวงตาบัวเป็นหลวงตาบัวเข้าใจไหม

         เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เคยหวั่นเกรงกับสิ่งใด ใครจะว่าอะไรก็ว่า เราทำดีสุดขีดในหัวใจเรา ใจเราเป็นนักรู้ เราทำมาตั้งแต่ต้นดังที่ยกมาเป็นตัวอย่างให้พี่น้องทั้งหลายฟังเวลานี้ ไม่ได้เอามาอวดนะ เราทำดีของเราตั้งแต่ต้นมา ผลดีเห็นขึ้นโดยลำดับๆ ประจักษกับใจ จนกระทั่งผึงไเลย นี่ผลดีล้วน ๆ ที่เราทำเต็มกำลังความสามารถของเรา เห็นอยู่กับเรา เราเป็นผู้เสวยผลอันนี้ เขาผู้ไม่ได้ทำเขาจะเอาอะไรมาเสวย ถ้าหากว่าปากนี่มันพูดไปเป็นฤทธิ์เป็นเดชก็พูดก็ให้ไปถึงสวรรค์นิพพานหมดละซี มาตายกองกันอยู่ทำไม สรรเสริญกันเสีย ขี้กองนี้มันหอมนะๆ ให้พากันเสริม แล้วขยี้ขยำด้วยนะ ช่วยกันขยี้ขยำ ขี้กองนี้มันหอมนักนะ มันจะหอมไหม มันก็เป็นขี้อยู่งั้นใช่ไหมละ อันนี้จะว่าอะไรตำหนิติเตียนให้เขาแหลกเหลว ให้สมอย่างใจเราแล้วมันก็แหลกเรานั่นแหละ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้ มันก็นานอยู่นะไม่ใช่เล่น

         โยม ปัญหาอินเตอร์เน็ตครับ

         หลวงตา เอาว่ามาซิ

         โยม คนที่หนึ่ง ผมฝึกใหม่ๆ จิตไม่สงบนัก แต่พอทำไปจิตเริ่มสงบขึ้นทุกวันๆ จนรู้สึกมีอาการตัวเบาจนไม่มีน้ำหนักเลย แต่พอไปสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอาการตัวเบาก็หายไป กลับมาหนักเหมือนเดิม ในตอนนั้นผมได้รู้ว่าสมาธินี้สำคัญเช่นนี้เอง เกิดความพอใจติดใจในอาการตัวเบานี้ และคิดว่าเราจะต้องทำให้ได้อีก แต่พอวันต่อๆ มาทำไม่ได้เลย ยิ่งทำไม่ได้ยิ่งอยากให้มันเป็น ยิ่งอยากให้เป็นยิ่งหงุดหงิดรำคาญใจ จนเวลาทำสมาธิก็ไม่เป็นสมาธิเลย

        หลังจากที่ผมคิดได้ ผมจึงได้ปล่อยวางความอยากลง แล้วหันมายึดคำสอนของหลวงตาที่ว่า ใส่ใจแต่งานของตน หลังจากนั้นจิตก็เริ่มสงบขึ้นเรื่อยๆ จนนั่งสมาธิผ่านไประยะหนึ่งมีอาการตัวเบาเกิดขึ้นอีก คราวนี้ผมไม่สนใจแล้วมุ่งทำงานของตนคือพุทโธต่อไป สักพักพุทโธหาย คิดยังไงก็คิดไม่ออก

         หลวงตา เออนั่นฟังซิ

         โยม สิ่งที่เหลืออยู่คือลมหายใจที่ชัดเจนมาก ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจไม่คิดอะไรทั้งนั้น มุ่งหน้าทำงานของตนต่อไป เหลือแต่ลมหายใจก็เอาแค่ลมหายใจ สุดท้ายไม่มีลมหายใจเลย มาถึงตอนนี้เหมือนจะหมดที่ไปแล้ว งานที่ทำอยู่ก็หายไปหมดแล้วคือไม่มีงานทำ

        แต่แล้วสติก็นึกถึงคำสอนของหลวงตาขึ้นมาได้ คือหลวงตาให้ระลึกรู้ไปทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรนั้นละ จากนั้นผมจึงกำหนดจิตไปที่ความรู้ของตน พอกำหนดปุ๊ รู้พุ่งหนีปั๊บ ไปไกลมาก ในตอนนั้นเหมือนตัวรู้จะพุ่งหนีไปไกลสุดขอบโลก แต่ผมก็ตามตัวรู้ไปไม่ให้คลาดสายตา ดูเหมือนจะตามทัน แต่ยิ่งตามตัวรู้ยิ่งพุ่งหนีไปไกลและเร็วมาก ระหว่างตามเกิดความกลัวตายขึ้น แต่ก็ได้ตัดสินใจทันทีในขณะนั้นว่าตายเป็นตาย แล้วผมก็ตามไปจนสุดท้ายตัวรู้ก็หมด หมดไม่เหลืออะไร และตั้งแต่นั้นมาผมจึงได้รู้ว่าจิตจริงๆ นั้นไม่มีอะไรเลย คือไม่มีธาตุสี่ขันธ์ห้า คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจว่า นี่เราโง่มาตั้งนานแสนนาน ไปหลงคิดว่าเป็นเราของเรา ขนาดตัวรู้ คิด จำ ที่ละเอียดยังไม่ใช่ของเราเลย ตัวที่มันขยันนั่งสมาธินั้นก็ไม่ใช่เรา

ผมจึงใคร่ขอกราบเรียนถึงผลการปฏิบัติ พร้อมทั้งขอรับคำแนะนำจากหลวงตาต่อไปครับ และการที่ผมพิจารณาอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ  ด้วยความเคารพอย่างสูง จาก จ้ำอ้าว ศิษย์หลวงตา

         หลวงตา เหอ

         โยม เขาชื่อจ้ำอ้าว ศิษย์หลวงตา

         หลวงตา จ้ำอ้าว คือวิ่งเลยใช่ไหม จ้ำอ้าวแปลว่าวิ่งไปเลย พูดนี้เข้าทีเลยละ ให้พิจารณาตามที่พิจารณามาแล้ว เรายังไม่ค้าน เรื่องค้านก็ไม่ค้าน เรื่องจะชมเชยว่าดีสุดยอดแล้วเราก็ยังไม่ชม แต่ที่ปฏิบัติมานี้ถูกต้องแลว เข้าใจเหรอ เออ เอาจ้ำอ้าวนะอย่าถอย พูดเข้าท่านะ อย่างงั้นแล้ว ให้เขาก้าวของเขาไปเสียก่อนจะคอยฟัง ถ้าเขามีอะไรเขาก็มา แต่ถ้ามันเป็นอย่างงี้ไปเลยแล้วก็ไม่น่ามีอะไร เอ การพูดกันมา กับการพูดกันเฉพาะมันต่างกันนะ คือพูดนี้ส่งมาจดหมายมันไปแถวเดียวๆ พูดซ้ำๆ ซากวกไปวนมา เหมือนเราพูดกันนี้มันพูดไม่ได้ มันเป็นไได้นะ ถ้าพูดต่อปากต่อคำนี้ใส่ปั๊วะเดียวหยุดเลย นั่น มันต่างกันอย่างงี้ นี่เขาพูดเข้าทีแล้ว เราไม่ชม เราไม่ตินะ ให้เขาปฏิบัติตามปัจจุบันที่เป็นอยู่ เอาเท่านี้ก่อน

         โยม คนที่สองครับ กระผมขอเรียนถามว่า เมื่อจิตของเราสงบแล้วถอนออกมาจากความสงบ แล้วจะออกทางด้านปัญญาในขณะที่เราพิจาณาทางด้านปัญญา คำภาวนาจะยังคงติดแนบไปด้วยเสมออยู่หรือไม่ ที่ถูกเราจะตั้งจิตของเราไว้อย่างไร   จึงจะถือว่าเป็นการทำงานทางด้านปัญญาอย่างแท้จริง กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง จาก เขาใหญ่-สิงโต

         หลวงตา เขาใหญ่-สิงโต การพิจารณาทางด้านปัญญาก็เรียกว่าการทำงานมีสติติดแนบไปทางด้านปัญญา เวลาจิตสงบก็อยู่ในความสงบ มีสติอยู่กับความสงบ เวลาก้าวเดินออกไปทำงานคือทางปัญญา สติก็ติดตามทางปัญญา มันก็มีเท่านั้น ก็ถูกต้อง เท่านั้นไม่เอามาก

         โยม อันนี้เขาถามพิเศษมาจากเชียงใหม่ อันนี้ไม่ใช่ปัญหาจากอินเตอร์เน็ตเป็นจดหมายจากเชียงใหม่ เป็นลูกศิษย์หลวงตาเหมือนกัน เขากราบเรียนถามดังนี้ครับ ขณะนี้มีกลุ่มบุคคลอ้างว่าเป็นลูกศิษย์หลวงตา ได้ทำรูปหล่อของหลวงตานั่งสมาธิ ขนาด ๕-๖ นิ้วเพื่อให้เช่าบูชา องค์ละเป็นราคาทองคำหนึ่งบาท (๘,๐๐๐ บาทถ้วน) เป็นจำนวนประมาณ ๒,๐๐๐ องค์ โดยอ้างว่าเพื่อรวบรวมจำนวนทองคำ แล้วนำไปเป็นยอดปิดโครงการช่วยชาติของหลวงตา ในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๗ ที่จะถึงนี้ แล้วยังมีข่าวอีกว่า อ้างว่าเป็นลูกศิษย์หลวงตาทำวัตถุมงคลรูปหลวงตาแข่งขันกันหลายราย ลูกศิษย์ขอความกระจ่างในเรื่องนี้

         หลวงตา ย่างนี้ไม่ได้นะ กระจ่างแล้วบอกว่าไม่ได้ ตั้งแต่ไปหล่อรูปเราเอาทองคำเข้าสู่คลังหลวงเรายังไม่เห็นด้วย เราพาดำเนินเราไม่ได้เอารูปเราพาดำเนินนี่นะใช่ไหม เราเอาปากเราต่างหากสอน มันผิดทั้งสองนั่นแหละ แต่เมื่อมันผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไป ต่อไปนี้อย่าให้มีเงื่อนต่ออีกนะทั้งสองอย่าง เข้าใจเหรอ รูปหล่ออะไรของเรา ที่ไปจำหน่ายอะไรนี จำหน่ายแล้วเอาทองคำเข้าสู่คลังหลวง ทั้งสองนี้เราไม่เห็นด้วยทั้งนั้น เพราะเราไม่ได้หาทองคำด้วยขายตัวแบบนี้ เข้าใจเหรอ ใครอย่าทำ ไม่ได้นะเรา

         โยม ห้ามเขาอย่าทำนะครับ

         หลวงตา ก็ห้ามแล้วนี่ จะไปห้ามอะไรอีก หรือจะให้ตีปากพร้อมเหรอจึงว่าห้าม น่าโมโห หมดแล้วเหรอ รูปเราอย่าไปทำนะ ถ้าจะให้ทำเราพูดมานานแล้ว พิจารณาทุกอย่างแล้ว ควรไม่ควรเราพิจารณาของเราเรียบร้อยแล้ว ตามนิสัยวาสนาของเรานะ องค์อื่นองค์ใดท่านจะทำยังไงเราก็ไม่ไปสนใจแหละ เป็นเรื่องของท่าน เรื่องของเราเป็นอย่างนี้อย่าเอาไปทำ พระพุทธเจ้าไม่ได้ประกาศด้วยเรื่องรูปเรื่องโฉมอะไรเหล่านี้ ประกาศธรรมเท่านั้นสอนโลก บรรลุธรรมด้วยธรรมนี้ทั้งนั้น ไม่ได้บรรลุธรรมด้วยพระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ว่าโดยถ่ายเดียว คือเกิดมีปลีกย่อยขึ้นมา.เราไม่ปฏิเสธนะ แต่หลักใหญ่การสอนโลกสอนด้วยอรรถด้วยธรรม ไม่ได้สอนด้วยรูปของพระพุทธเจ้าใช่ไหมละ ที่เขาตั้งไว้สำหรับกราบไหว้บูชานี้เป็นเรื่องภายหลังต่างหาก เข้าใจ (ครับ) ก็เท่านั้นเอง

         อันนี้เรายอมรับแล้ว เราก็พิจารณาอีกเหมือนกัน เราไม่หวังอะไรกับเรา เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อเรา เราทำเพื่อโลก นี่เขาก็ขอหล่อรูปเรา เอารูปเราประมาณสักเท่าไรนา เป็นทองคำดูว่าน้ำหนักประมาณ ๑๐ บาทหรืออะไร ว่างั้นที่เขามาปรึกษา ก็คนที่ควรจะรับการปรึกษากันนั่นเอง ตั้งแต่ผู้ว่าการธนาคารชาติและผู้ใหญ่ๆ ลงมา รวมมาหาผู้นี้เป็นผู้นำเข้ามาหาเรา ว่าอยากจะหล่อรูปหลวงตาติดไว้ที่ธนาคารชาตินั้นเลย เพื่อเป็นเครื่องหมายของพี่น้องชาวไทยว่า หลวงตามีส่วนสำคัญมากในการที่จะช่วยเหลือชาติไทยของเราทั้งด้านธรรม แล้วกิริยาอาการทางด้านวัตถุที่แสดงออกนั้น จึงควรให้มีรูปนี้ไว้เป็นที่ระลึกแก่กุลบุตรสุดท้ายภายหลังของเรา จะเป็นมงคลอย่างมาก ปรึกษากันอย่างนี้แล้วจึงมากราบเรียนท่าน เราก็พิจารณาไปอย่างงั้น ก็เอา ถ้าให้ก็ให้รูปเดียว บอกเท่านั้นนะ

         อันนี้เราไม่ค้านละเรื่องนี้ เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อเรา เขาพูดมานี้เขาก็พูดเพื่อโลก เขาไม่ได้พูดเพื่อเรา แล้วความเห็นของเราเข้ากันได้ เราไม่ได้ทำเพื่อเรา ทำเพื่อโลก เอาให้ทำได้เราอนุญาต แต่ให้ได้รูปเดียวเท่านั้น ห้ามไม่ให้เป็นสองต่อไป เอาไว้ประจำเท่านั้น เราได้อนุญาตไปแล้วนะ ต่อไปก็จะปรากฏขึ้นมา ดูว่าทองคำน้ำหนักประมาณสัก ๑๐ บาท รูปทองคำทำยังไงมันถึงน้ำหนัก ๑๐ บาท ได้หลวงตาบัวองค์หนึ่ง ว่างั้นนะ

         (เขาไม่เอาแบบนครชยศรี ที่หลวงตาไปชม แล้วเอาทองคำไว้ยอดๆ) นครชัยศรีตรงไหนน้า (รูปหล่อขี้ผึ้งนครชยศรี รูปหล่อเท่าองค์จริง ทำอย่างงั้นแล้วสำหรับทองคำก็เอาไว้ที่สูงที่สุด) นั่นซิเราไม่ทราบ แต่เขาบอกว่าทองคำจะประมาณ ๑๐ บาทว่างั้น เขาจะเป็รูปไปเลย หรือเขาจะทำยังไงก็แล้วแต่เขา แต่เราอนุญาตให้เพียงเท่านี้ ไม่ให้นอกเหนือจากนี้ไป ก็มีเท่านั้นละ ต่อไปนี้ให้พร เรื่องรูปของเราออกไปทางเชียงใหม่มันออกไปได้ยังไง มันก็แปลกอยู่นะ มันเร็วที่สุดนะไอ้เรื่องอย่างนี้ มองไม่ทัน เอาละให้พร

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก