หมุนเพื่อความพ้นทุกข์
วันที่ 10 มีนาคม 2547 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

หมุนเพื่อความพ้นทุกข์

 

         พระในวัดนี้เราไม่เคยจำชื่อองค์ไหนได้ เรียกว่าไม่รู้จักชื่อก็ได้นะ รู้ตั้งแต่นั่งจำเจอยู่นี้ไม่กี่องค์ นอกนั้นไม่ค่อยรู้ ยั้วเยี้ย ไม่ค่อยรู้ไม่ค่อยถาม เอาหลักเกณฑ์ตั้งแต่ว่าความบวชเป็นพระถูกต้องตามหลักธรรมวินัยหรือไม่ เท่านั้นนะ ถามว่าอยู่จังหวัดไหน ไม่เคย ไม่ถามละชื่อว่าไงอะไร ความยืนยันกันก็คือว่าบวชถูกต้องตามหลักธรรมวินัยหรือไม่เท่านี้ หลักใหญ่อยู่ตรงนั้น เมื่อถูกต้องแล้วก็ตายใจอยู่ร่วมกันได้ นี่พระเรา มีหลักธรรมหลักวินัย ความประพฤติ เรียกว่าสมานสังวาส มีความประพฤติ-ความเป็นอยู่ตามหลักธรรมวินัยเสมอกัน และอยู่ด้วยกันได้เลย ไม่มีคำว่าชาติ ชั้น วรรณะ ฐานะสูงต่ำ หรือจังหวัดนั้นภาคนั้นไม่มี หลักธรรมวินัยเป็นเครื่องยืนยันความเป็นพระ ผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยแล้วจะตายใจตัวเองได้ ตายใจกันได้ นั่นหลักธรรมวินัยเป็นอย่างงั้น ถ้ามีกิเลสแฝงเข้ามาแล้วมันจะปีนเกลียวทันทีนะ ปีนเกลียว ทันทีเลย กิเลสกับธรรมจึงขัดกันตลอด ธรรมมีราบรื่นดีงามเสมอ ถ้ากิเลสแล้วขวางๆ แหละ

เมื่อวานนี้เราก็ไปดูถ้ำผาแดง ที่เราไปดูแล้วทีนี้เราชอบร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไปดูถ้ำ โอ้เหมาะเหลือเกิน เวลาเราตายนี่ ไม่มีอะไรอื่นใดเราจะมาตายถ้ำนี้ เราว่างั้นนะ ไม่มีอะไรอื่นใด นั่นฟังซิข้อแม้ เห็นไหมละ เราจะมาตายที่ถ้ำนี้สะดวก ถึงเวลาก็ปั๊บมานีไปเลยละ ธรรมลีก็เสริมยศขึ้น ฟาดถนนเข้าไปเลย อะไรเข้าไปเลย อะไรหรูหราแต่งใหม่ หน้าถ้ำเวลานี้กำลังขยายออก รถเลยจอดได้หน้าถ้ำเลย ทางมันสองกิโลกับเท่าไรเส้นนะ รถยนต์ ไปจนกระทั่งถึงจอดหน้าถ้ำเลย ดูเหมือน ๒ กิโลกับเท่าไร ฟังว่าจะ ๒๐ กว่าเส้นมั้ง ที่เราไปเห็นคราวก่อนนั้นเราออกจากนี้เราเดินลงไปนี้เลย ใกล้ นิดเดียว เวลาทำเป็นถนนเลยอ้อมไปหลายทวีป ตอนนี้เขาก็กำลังตกแต่งหน้าถ้ำอะไรต่ออะไร เลยเป็นที่หรูหราผิดธรรมชาติ คือธรรมนั้นเป็นธรรมชาติ นอกจากนั้นพวกปลอมแปลงอะไรนี้มันไม่ใช่ธรรมชาติ ตกแต่งให้สดสวยงดงามขึ้นไปนี้มันขัดธรรมชาติ

         เวลารู้ธรรมก็เป็นหลักธรรมชาติ ไม่ได้มีตกแต่ง ไปดูถ้ำนี้สวย เวลามาเบิกอะไรออกไปจนกระทั่งรถเข้ามาได้ เลยจืด ไปแล้ว ยังกั้นทำเป็นห้องอะไรอีก ให้เป็นที่พักของเรา ล็อกกุญแจไว้เลย ทางจงกรมก็ทำให้เรียบ ทางจงกรมต่อไปอีกได้เพราะมันมีทางที่จะต่อให้ยาวกว่านั้นได้ ดูเหมือน ๑๘ เมตรหรือไง มันก็พอดีละ ในถ้ำตกแต่งไม่ได้ละ แต่นี้ว่าจะต่อให้ยาวไปอีกมันก็ตรงแน่วดีอยู่ ถ้ำนี้ดีอยู่ แต่มันเสียความขลังก็คือ เอาถนนเข้าไป ขลังของธรรม เต็มเม็ดเต็มหน่วยของธรรม เต็มเม็ดเต็มหน่วยของหลักธรรมชาติต้องไม่ให้มีอะไรมายุ่ง ไปอยู่ธรรมชาติเลย ถ้าว่าขลังก็ขลังว่างั้นนะ เป็นธรรมชาติ

         เราไปเห็นทีแรกเราชอบทันทีเลย เพราะฉะนั้นถึงได้บอกว่าไม่มีเหตุอื่นใดที่มากีดขวาง ถึงเวลาเราจะมาตายที่นี่ เราว่างั้นนะ ธรรมลีเลยไปเบิกใหญ่เลย ฟาดถนนหนทางเข้าไปตกแต่ง เสียขลัง จืดชืดไปเลยนะ พระอรหันต์ตายท่านตายง่ายที่สุด สาวกทั้งหลาย จึงไม่ค่อยมีปรากฏประวัติของท่าน เพราะท่านตายง่าย ท่านอยู่ง่าย ทุกอย่างของท่านง่ายทั้งนั้น จิตก็สว่างจ้าอยู่ตลอด นั่นหลักธรรมชาติละ จิตนั่นน่ะเป็นธรรมธาตุแล้ว กิเลสหุ้มห่อ พอเปิดนี้ออกก็เป็นธรรมธาตุเต็มตัว

         ลาดยางเสียด้วยนะ ลาดยางเข้าไปถึงถ้ำเลย แล้วก็ลาดยางตั้งแต่ทางแยกเข้าไป ที่ไปทางใหญ่ พอแยกเข้าไปวัดผาแดงลาดยางจากนี้ทะลุถึงวัด แล้วก็ทะลุถึงถ้ำเลย ลาดยางตามสายทางเข้าไปเราไม่ว่า เรียกว่าสะดวกง่าย เวลาถามหาเหตุล ใครเป็นคนมาลาดยาง บอกว่า ผู้ว่าฯ คงจะเป็นผู้ว่าฯ ประชุมพวกทำทาง (รพช.เก่าครับ) เออ คงเป็นอย่างนั้น ว่าประชุมกันตกลง แต่ผู้ว่าฯ ยังไงก็ไม่พ้นที่จะเป็นส่วนของตัวออกในนั้น อะไร จะออก ภรรยาผู้ว่าฯ ก็ไป ถ้าไม่มานี่ก็ไปที่นั่น ไปแบบเงียบ อย่างเมื่อวานนี้ผู้ว่าฯ มาก็มาเงียบ ไปทางนู้นก็เหมือนกัน ดูว่าไปสองวัดนี่ ไปวัดผาแดงกับมานี้ ผู้ว่าฯ มาดูทาง สวยงามมาก ลาดยางเข้าไปเรียบไปเลยจนกระทั่งถึงวัด เข้าไปวัดอะไรที่ซ่อมก็ซ่อมบ้างเล็กน้อย พอออกจากนั้นไปก็เรียกว่าลาดยางไปทะลุถึงถ้ำเลย

         เราได้ดึก(อย่างแรง, หนัก)ธรรมลีะเมื่อวาน มันชอบก่อสร้างนะเราว่างั้น เราได้ตีข้อมือไว้ มันมือคะนองนะ ชอบแต่ทำนั้นทำนี้ ยังไงกัน อย่างถ้ำของเราที่ว่านี้ก็สวยงาม เลยเสียความงาม ตกแต่งแล้วนั่น ไม่เป็นธรรมชาติของมัน ถ้ำที่ว่านี้เหมาะจริง เหมาะทุกอิริยาบถเลย ยืน เดิน นั่ง นอน สะดวกหมด ถ้ำนี้เราไปดูเราเลยชอบ เราก็ปากเปราะหน่อย นี่เวลาเราตายถ้าไม่มีเหตุจำเป็นอื่นใดเหนือนี้แล้วเราจะมาตายที่นี่ เลยเบิกใหญ่เลยทีนี เสียไปหมด เลยไม่ดี ถึงจะดีก็แบบหรูหราของโลกไปเสีย ไม่ใช่เรื่องของธรรม ของธรรมดีในหลักธรรมชาติ ธรรมแท้ในหลักธรรมชาติ

         เราดูคติตัวอย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้เปรี๊ยะกันเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ กับครั้งพุทธกาล ที่อยู่ที่อะไรของท่านเป็นธรรมชาติทั้งนั้น กุฏิก็กั้นห้องศาลาอยู่เสีย ไปพักที่ไหนท่านก็มีร้านมีอะไรอยู่เสีย ร้านเล็ก อยู่เท่านั้น พอเหมาะพอดี ท่านพิจารณาตามหลักธรรมชาติแท้ นี่มันทำให้หยั่งถึงนู่นนะ ท่านทำโดยหลักธรรมชาติแท้ คือใจดีเสียอย่างเดียวเท่านั้นอะไรก็ดีไปหมดนะ ไม่สนใจกับอะไรละ ธรรมชาตินี้พอตัวอยู่แล้วตลอดเวลา จึงไม่ยุ่งกับสิ่งใด หลักธรรมชาติแท้ไม่ยุ่งกับสิ่งใด

         เราก็ยังพอมีวาสนาอยู่บ้างนะ ไม่เคยมีการก่อการสร้างเลย ตั้งแต่ออกปฏิบัติอะไรมาผ่านไม่ได้เลย มีแต่อันเดียว มีเดินจงกรม-นั่งสมาธิภาวนาอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรมายุ่งตลอดเลย ไม่ให้อะไรมาเกี่ยว ไปก็ไปองค์เดียว อยู่องค์เดียวสบาย เป็นความเพียรทั้งวันทั้งคืน อยู่คนเดียวเป็นความเพียรตลอดนะ เช่นจะเดินจากบ้านนี้ไปหาหมู่บ้านนั้นก็เป็นเดินจงกรมไปเสีย คนคนเดียวเป็นอย่างงั้น เป็นความเพียร อยู่ที่ไหนก็เป็นความเพียร สติจับตลอดพิจารณา ขนาดนั้นละฟัดกับกิเลส ไม่งั้นไม่ทันกัน เซ่อ ซ่า ไม่ทันว่างั้นเลย

         สำหรับนิสัยวาสนาหยาบอย่างเรานี้เป็นอย่างงั้น ต้องเอากันอย่างหนักทุกอย่างถึงได้เรื่องได้ราวมา ไม่เช่นนั้นไม่ได้นะ ถ้าเดินเหยาะแหยะ ธรรมดาไม่ได้เลย เราเคยเดินจงกรมอยู่กับหมู่กับเพื่อน เห็นองค์ไหนก็เหมือนผ้าพับไว้  เรียบไปหมด องค์ไหนก็ดี อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์ ไม่หลายองค์นะ ๗-๘ องค์ ท่านไม่รับมาก อย่างมากนั่นละที่มาอยู่กับหมู่คณะทางบ้านโคกนามน มามากเอาหนองผือนี่ละ มันไหลเข้ามาเรื่อยกั้นไม่อยู่ ทางนู้นกั้นอยู่ ดูพระองค์ไหนเหมือนผ้าพับไว้ เรียบร้อยๆ โห พระเหล่านี้ท่านจะเป็นพระอรหันต์หมดทุกองค์แล้วเหรอ เป็นถังขยะแต่เราคนเดียวมาขวางอยู่ในวัดนี้องค์เดียวนี้เหรอ

         แล้วก็ดูเวลาท่านทำความพากเพียร สังเกตดู ท่านก็ไปตามเวลาของท่านทำความพากความเพียรเงียบ เราก็ดู ทีนี้เราจะเอาแบบนั้นมาใช้ ทำแบบนี้ไม่ได้ กิเลสของเรามันคึกคะนอง ก็ต้องเอาแบบเรา ฟักันเลยตลอด อยู่อย่างนั้นนะ เมื่อจับเรื่องราวของเพื่อนฝูงเลยได้กลับมาสนทนาธรรมะกัน ฟังเสียงอรรถเสียงธรรม องค์ไหนกับองค์ไหนที่มาคุยกับท่านมันก็รู้ภูมิจิตภูมิธรรมของกันและกัน สำหรับเรามันเป็นอย่างงั้น มีแต่ฟัดกันตลอดเลย จนขยะๆ กับเรื่องความเพียรเจ้าของ ไม่ได้คุยนะมันเป็นจริงๆ  เรามันหยาบมันต้องเอาอย่างหนัก ไม่หนักไม่ได้

         เพราะฉะนั้นจึงไปอยู่องค์เดียวเหมาะ ใครไปยุ่งไม่ได้เลย ซัดกันอยู่ตลอดเวลา  อยู่คนเดียวมันเป็นความเพียรตลอด ไม่มีงานมีการอะไรมายุ่ง ออกจากนี้เข้าทางจงกรม ออกจากทางจงกรมมานั่งภาวนา หรืออย่างหนึ่งก็ไปเดินเที่ยวบนเขา หลังเขาบ้างอะไรบ้าง ไปที่ไหนก็มีแต่วิเวกไปหมด นั่งอยู่ตามร่มไม้ที่ไหนก็เป็นวิเวกไปหมดในป่า นั่นมันก็เป็นความเพียรตลอด จะไปอยู่เฉยๆ โอมันไม่ได้นิสัยเรา เป็นนิสัยหยาบจริง ต้องเอากันอย่างหนัก ทุกอย่างเลย ธรรมดาๆ ไม่ได้เรา กิเลสตัวข้างในมันดิ้นออกมาให้เห็น จับมันได้เลย ทำอย่างนี้ไม่ได้ แน่ะ มันต้องฟัดกัน ตีหัวมันลง เป็นอย่างงั้น

         เวลามาอยู่กับหมู่กับเพื่อนแล้วมันก็เหมือนขอนซุง ต้องหลับหูหลับตาดูเอา ท่านก็ว่าเต็มเหนี่ยวของท่านนั่นละแต่ละองค์ แต่เรายังกลับไปอะไรอีก มันยังเหมือนขอนซุงอีก นั่นฟังซิน่ะ แบบหลับหูหลับตาอยู่ไปอย่างงั้น ไปอยู่โดยลำพังเจ้าของมันไม่ได้เป็นอย่างงั้นนี่ มันดีดอยู่ตลอดเวลากับความเพียร อะไรมายุ่งไม่ได้เลย ให้มีแต่เท่านั้น ฟัดกันอยู่งั้น มันพอดิบพอดี สังเกตตลอดธาตุขันธ์ของเรา เวลายังหนุ่มน้อยมันคอยคึกคอยคะนอง ดูอยู่ในจิตนะ มันจะบอกอยู่ในจิต มันยิบแย็บแบบไหน ดูมันตลอด ฝึกกันตลอด ทำไปเฉยๆ ไม่ได้ใช้ความพินิจพิจารณาไม่ได้นะ ต้องใช้ความสังเกตดู ความเพียรของเจ้าของท่าใดวิธีใด สังเกตไปเรื่อยๆ พอได้ท่าไหนแล้วท่านั้นแหละหนัก ถึงจะลำบากขนาดไหนก็ยอมรับ เพราะทางเดินไปเป็นอย่างนี้ ผลประโยชน์เกิดขึ้นด้วยวิธีนี้ นั่น มันก็ต้องบืน

เช่นอย่างอดอาหารอย่างนี้ ใครจะไปอยากอด ความอดอาหารมันทุกข์จะตายไป มันก็ได้อด มันมีเครื่องบีบบังคับอยู่ในตัว ถ้าอดอาหารแล้วความเพียรก็มีอย่างนั้น มันก็เห็นอยู่อย่างนั้น ถ้าเวลาฉันให้เพียงให้พอนี้กิเลสดีด ความเพียรดีดไม่ได้ แน่ะ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วก็ต้องตีทางเป็นข้าศึกออก ให้ทางเป็นอรรถเป็นธรรมก้าว ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ก้าวด้วยความลำบากของตนนั่นแหละ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำๆ ต้องสังเกตตลอดเวลา ก็มีที่มันแม่นยำก็คือที่นั่งตลอดรุ่งนี่ ไม่มีวันไหนพลาดเลยที่จะไม่ถึงแดนอัศจรรย์ ได้ทุกคืน เพราะว่าฟัดกันแบบตายเข้าสู้จะไม่ได้ยังไง เป็นแต่เพียงว่าช้าหรือเร็วต่างกัน มีช้ามีเร็ว ดินฟ้าอากาศก็ช่วย

ถ้าวันไหนเรานั่งตลอดรุ่ง ให้มีฝนพรำ โอ๋ย วันนั้นดีมาก การพิจารณานี่คล่องตัวๆ ลงผึงๆ ได้เร็ว ถ้าวันไหนอากาศร้อนๆ วันนั้นการพิจารณาก็เหมือนมีดไม่คม ฟันหลุดๆ ลุ่ยๆ ไปอย่างนั้น ลง แต่ความทุกข์ความลำบากในธาตุขันธ์หากหนักมากทีเดียวกว่าจิตจะลงได้ ถ้าวันไหนเป็นอย่างนั้นแล้วเวลาจะลุกนี้ เราจะลุกไปเฉยๆ ไม่ได้นะ ต้องได้จับขาดึงออกๆ มันตายหมดแล้ว ตายหมดจากนี้ไป ขานี่ตายหมด มันตายหมดแล้วต้องจับขานี้ดึงวางออกจากขัดสมาธินะ เรานั่งขัดสมาธิ จับขานี้ดึงออก

คือเรารู้แล้วตั้งแต่รบกันตอนกลางคืน อันนี้มันตายหมดแล้ว คือเวลานั้นมันไม่ได้เจ็บได้ปวด มันตายหมดแล้ว ทีนี้เวลาลุกออกมานี้ เราก็ต้องได้จับขานี้วางๆ วางไว้อย่างนั้นก่อน จนกว่าว่าเลือดลมมันเดินไปๆ แล้วกระดิกนิ้วเท้าดู ถ้ากระดิกไม่ได้ ยังเฉยๆ อยู่อย่าลุก ถ้าลุกก็ล้มเลย พอกระดิกได้แล้วก็เหยียดออกคู้เข้าได้ ทดลองได้แล้วลุก เพราะเราเคยล้มแล้ว เป็นคืนแรกเราไม่รู้เรื่อง ฟัดกันเสียจนกระทั่งมันตายหมดไม่รู้ ทีนี้เวลาจะลุก มันตายหมดแล้วมันก็ไม่เจ็บละซี พอได้เวลาแล้วออก ลุกก็ล้มตูมเลย มันตายหมดแล้วนี่ อ้าว ล้มแล้วลุกไม่ขึ้นที่นี่ มันทำไมเป็นอย่างนี้ เราไม่รู้เรื่อง จะทำยังไงมันก็ตายของมันอยู่อย่างนั้น ก็เอามือนี่ค้ำเอาไว้ ถ้าทางนี้ขึ้นมานี่ดีนะ แต่นี้ลงไปมันตายหมดแล้ว

เวลามันตายหมดแล้วมันไม่เจ็บนะ เฉยๆ อยู่ แต่เวลาจะลุกจะอะไรมันไม่ทำงานให้นี่ซิ เหยียดก็ไม่ได้ คู้ก็ไม่ได้ ตายอยู่อย่างนั้น นั่นละล้มในเช้าวันนั้นแล้วก็ ต่อจากนั้นไปก็เป็นบทเรียนละ พอวันไหนมันหนักมากๆ วันนั้นต้องได้ระวัง จับขาดึงออกๆ จนกว่ามันลุกได้ไปได้ถึงจะไป จากนั้นมันก็ปฏิบัติได้ ปฏิบัติถูก ถ้าวันไหนจิตลงได้ง่ายๆ วันนั้นลุกไปเลย แน่ะ นั่งเวลาเท่ากันนะ มันขึ้นอยู่กับจิต ถ้าจิตลงได้ง่าย วันนั้นลุกไปเลยไม่ได้ลำบากลำบนอะไร ถ้าวันไหนมันลำบากลำบนมาก จิตลงได้ยาก วันนั้นต้องตายหมดร่างกาย บอบช้ำร่างกายมาก แต่ที่ลง ลงเหมือนกันทุกคืน นี่ละที่ว่าไม่พลาดเลย เป็นแต่เพียงว่าลงได้ช้าหรือเร็วต่างกัน ลงถึงแดนอัศจรรย์ ทั้งๆ ที่กิเลสอวิชชายังอยู่ แต่เวลานั้นมันพูดไม่ได้เลย คำว่าอัศจรรย์ในจิตที่มันละเอียดสุดขีดของมัน ถึงอวิชชาจะยังมีอยู่มันก็ละเอียดสุดขีด จึงเรียกว่าอัศจรรย์ ลงได้ทุกคืน

ที่จะให้พลาด ว่าวันนี้นั่งตลอดรุ่งจิตนี้ลงไม่ได้เลยไม่ได้ไม่มี ถ้าหากสมมุติว่ามันเป็นอย่างนั้นมันจะเอากันอีกนะนั่น สมมุติว่าเรานั่งคืนนี้เราเว้นไปสองคืนบ้าง หรืออย่างมากก็สามคืนนั่งตลอดรุ่งอีกทีหนึ่ง ถ้าสมมุติว่าวันนี้นั่งตลอดรุ่งจิตไม่ลงเลย คืนนี้เอาอีก มันจะตายก็ให้มันตาย จะฟัดกันให้ได้เหตุได้ผล มันเป็นอย่างนั้นนะจิตอันนี้ มันผาดโผนไม่ใช่เล่นๆ นะ สมมุติว่าวันนี้มันลงไม่ได้ นั่งตลอดรุ่งลงไม่ได้ หมดค่าหมดราคาไม่มีประโยชน์ เอากันอีกซิ นั่น คืนหลังเอาอีก มันจะตายก็ให้ตายเอาให้มันเห็น แต่มันก็ได้ทุกคืน เราจึงไม่เคยนั่งติดกัน เว้นสองคืนหรือสามคืนนั่ง ลงได้ทุกคืนๆ อันนี้เรียกว่าได้ทุกคืนไม่พลาดนั่งภาวนา

แสนสาหัสนะเราเรื่องความทุกข์ในการภาวนาฝึกหัดเจ้าของ ไม่มีใครมาบังคับแหละ มันหากเป็นอยู่ในนิสัยของจิต มันจะฝึกเจ้าของแบบไหนๆ  มันจะเด็ดขาดแบบไหนมันหากเป็นอยู่ในจิต มันถึงได้เรื่อยมา จนกระทั่งมันเข้าขั้นอัตโนมัติของความเพียร สติปัญญาอัตโนมัติก้าวเดิน พุ่งๆ เลยนี้ อันนี้ไม่ได้บังคับ นอกจากรั้งเอาไว้มันจะเลยเถิด คือความเพียรมันหมุนตลอด นั่นเห็นไหม เรายังไม่เคยเห็นเราก็เห็นในเราจะพูดไม่ได้ยังไง ต้องพูดได้ซิ พอถึงขั้นความเพียรอัตโนมัติแล้วนี้ ไม่มีละคำว่าเพียร นอกจากว่าเพียรเพื่อพ้นทุกข์เท่านั้นเอง ที่จะเพียรในประโยคพยายามนี้ไม่มี มีแต่รั้งเอาไว้ๆ มันเลยเถิดความพากเพียร ไม่หลับไม่นอน

กลางคืนนอนมันก็ไม่หลับ เพราะจิตมันทำงาน มันหมุนอัตโนมัติ แก้กิเลสเป็นอัตโนมัติอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา แล้วกลางวันมาอีกมันยังไม่ถอยอีก อ้าวมันจะตายแล้วนี่นะ คือมันยังไม่ยอมนอนอีก มันหมุนของมันอยู่นั้น ถ้าเป็นความเพียรประเภทนี้มันเป็นอัตโนมัติแล้วนี่ ไม่ได้เพียรแหละ มีแต่คอยรั้งเอาไว้ๆ ถึงขั้นมันหมุนติ้วมันไม่ถอยมันไม่รอ มีแต่จะพุ่งเรื่อยๆ ขั้นถูไถนั่นซีล้มลุกคลุกคลาน โอ๊ย พิลึก ลำบากลำบนในขั้นนี้ พอขั้นเป็นอัตโนมัติแล้วทีนี้พุ่งเลยไม่มีถอยละ

อัตโนมัติก็ละเอียดลออเข้าไปเรื่อย ไม่ใช่อัตโนมัติธรรมดานะ สติปัญญาละเอียดแหลมคมเข้าเรื่อยๆ คล่องตัวเข้าเรื่อย จนเข้าขั้นสติปัญญาอัตโนมัติในมหาสติมหาปัญญา คือเข้าขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้วก็ค่อยละเอียดเข้าไป แล้วก็เข้าขั้นมหาสติมหาปัญญา อันนั้นยิ่งละเอียด ซึมไปเลยๆ ให้มันเห็นประจักษ์ในใจซี ละเอียด กิเลสก็ละเอียด สติปัญญาเครื่องแก้กิเลสก็เป็นมหาสติมหาปัญญา มันทันกันเลยๆ

จนกระทั่งที่เราเคยคาดเอาไว้แต่ก่อน เวลามันลำบากลำบนล้มลุกคลุกคลาน ประหนึ่งว่าปลอบใจเจ้าของ เอ๊อ มันก็ทุกข์บ้างนั่นแหละ เวลาจิตได้หลักได้เกณฑ์ละเอียดลออเข้าไปแล้ว ความทุกข์เหล่านี้ ความวุ่นวายเหล่านี้ก็จะเบาลงๆ  ทีนี้ก็จะสะดวกไปเรื่อยๆ แหละ ว่างั้น มีแต่ปลอบใจเจ้าของ ทีนี้บทเวลาไปถึงขั้นจิตละเอียดเท่าไร สติปัญญายิ่งหมุนละที่นี่ อ้าว ที่เราคาดไว้อย่างนั้นมันผิดทั้งเพ ว่าต่อไปจิตละเอียดลออไปเท่าไรยิ่งจะมีความสุขความสบายมากไปๆ ผิดทั้งเพ นั่น ยิ่งยุ่งมากงานมาก จนกระทั่งไม่หลับไม่นอน กับที่อืดอาดๆ อยู่นั้นมันเข้ากันไม่ได้ โอ๊ย มันจะมีความสุขความสบายไปเรื่อยๆ ได้ยังไง มันมีแต่ความหมุนเพื่อความพ้นทุกข์ มันก็มีแต่กองทุกข์ละซี หมุนกันตลอด

แต่มันไม่คำนึงถึงความทุกข์นะ มันจะให้หลุดพ้นโดยถ่ายเดียว มันผิดที่เราคาดว่าจิตละเอียดลออเข้าไปเท่าไร งานก็จะน้อยลงๆ ค่อยละเอียดเข้าไปแล้วสุดท้ายผ่านไปได้เลย เราคิดคาดเอา เวลาทุกข์นี้ก็ทุกข์เสียก่อนนั่นแหละ ล้มลุกคลุกคลาน เอ้า ถูไป พอถึงขั้นมันสะดวกก็มี เราคาดเอาเฉยๆ พอเวลาถึงขั้นควรว่าจะสะดวกมันไม่ได้สะดวกนะ สะดวกทางก้าวเดินจริง แต่วิธีการทำงานนี้ต่อยดะเลย โอ้โห มันยิ่งหมุนติ้วไม่หลับไม่นอนทั้งกลางคืนกลางวัน กลางคืนไม่นอนแล้ว กลางวันยังไม่ยอมนอนอีก มันจะตายแล้วนี่น่ะ

ลงเข้าทางจงกรมแล้วไม่รู้จักทางออก มันไม่สนใจ ถ้าลงได้ก้าวลงทางจงกรมเวลาไหนก็ตาม เท่านั้นละพุ่งเลย เวลากลางวันเข้าก็ตลอดอีก ถึงเวลาปัดกวาดมันถึงจะออกมา เวลาเข้ากลางคืนก็อีกเหมือนกัน คือมันไม่รู้จักเวล่ำเวลาที่จะพักจะผ่อนอะไร คืออันนี้มันหมุนตลอดเวลา มันเหมือนนักมวยเข้าวงในกัน ใครจะไปคำนึงถึงเวล่ำเวลา นักมวยต่อยกันในวงใน หมุนติ้วตลอด นี่ก็แบบเดียวกัน

จนกระทั่ง เอ๊ ที่เราว่า ต่อไปมันจะสะดวกสบาย เวลาตั้งต้นใหม่มันก็ทุกข์มากอย่างนี้ละ ต่อไปมันก็จะสะดวกสบาย มันผิดทั้งเพ เป็นแต่เพียงว่า ความไม่รู้ความไม่มีหลักเกณฑ์ บืนไปอย่างนั้นละ ไอ้ความที่พุ่งๆ มันมีหลักเกณฑ์ของมัน มีแต่จะพุ่งเรื่อยๆ เพาะฉะนั้นความเพียรขั้นนี้จึงเรียกว่าความเพียรกล้า ที่จะให้เราเพียรพยายามทำความเพียรไม่มีละ มีแต่พุ่งๆ เรียกว่าความเพียรกล้า พอเข้ากันได้ ลงได้เข้าเดินจงกรมแล้วก็เท่านั้น ไม่ว่ากลางวันกลางคืนเวลาไหน ไม่สนใจกับสิ่งใดทั้งนั้น ออกมาแล้วถึงจะคิดข้างนอกชั่วระยะๆ  นี่ละความเพียร

ทีนี้เวลาเป็นอย่างนี้แล้วมันก็ผิดคาดผิดหมายอีกนะ เวลาล้มลุกคลุกคลานก็ว่าไปถึงขั้นนั้นแล้วมันจะสะดวก ครั้นไปขั้นนั้นก็ผิดอีก พอก้าวเข้าไปอีกมันก็ยิ่งหมุนของมันไปเรื่อยๆ เลย อันนี้ก็ผิดคาดอีก พอ เอ้าพูดให้มันตรง พอกิเลสขาดสะบั้นลงหมดโดยสิ้นเชิง ความเพียรที่หมุนตัวเป็นเกลียว ก็เหมือนกับเราเอามีดเอาอะไรฟันไม้นี่ละ ปึ๊งปั๊งๆ พอเสร็จแล้วมีดมันวางเอง เข้าใจไหม ปล่อยวางมีดเอง เช่นสิ่ว เช่นเลื่อย เช่นมีดเราฟันอะไรนี้ พองานเสร็จแล้วมันก็ปล่อยเอง ทีนี้ที่มันหมุนจนไม่มีเวลาหยุดยั้งนั่น พอกิเลสขาดสะบั้นไปหมด อันนั้นก็เป็นอัตโนมัติ มันก็หยุดของมันเองโดยไม่ต้องบังคับนะ หากพอดิบพอดีเลย

ที่หมุนติ้วๆ ทั้งวันทั้งคืนมันก็ลดของมันไปโดยหลักธรรมชาติ สุดท้ายมันไม่ได้ยุ่งกับอะไร หมดละ ทีนี้ทำกับอะไรฆ่ากับอะไร กิเลสตัวใด แน่ะ มันหมดโดยสิ้นเชิงแล้วมันก็รู้อีก แน่ะ กิเลสสิ้นซากแล้วความเพียรก็หยุดไปตามๆ กัน มันก็รู้โดยอัตโนมัติของตัวเองไม่ต้องไปถามใครเลย ที่มันหมุนติ้วๆ หมดโดยสิ้นเชิง ในขณะที่กิเลสขาดสะบั้นลงไปปั๊บก็ปล่อยมือ เช่นอย่างเรามีมีดมีเลื่อยอยู่นี้เราก็ปล่อยทันทีเลย เสร็จแล้ว นั่น มันเป็นอย่างนั้น

สติแบบนั้นมันก็หมด เพราะสติอันนี้มันเป็นมรรค สัมมาสติ สติเป็นมรรคทางก้าวเดิน เมื่อถึงขั้นที่สุดเต็มที่แล้ว ว่าสติปัญญาหรือมันก็เป็นอัตโนมัติไปกับความบริสุทธิ์นั้นเสีย จะเรียกว่าสติหรือปัญญาเรียกไม่ถูกอีกแหละ เรียกถูกอยู่แต่กำลังก้าวเดินนี้ สติปัญญาเป็นมรรคๆ พอผ่านไปเรียบร้อยแล้วเหล่านี้ก็ระงับตัวไปเอง สติก็เป็นธรรมชาติไปเสีย ปัญญาก็เป็นธรรมชาติอยู่กับความบริสุทธิ์นั้นเสีย อันนั้นไม่เป็นมรรค อันนี้สติปัญญานี้เป็นมรรคเครื่องแก้กิเลส พอกิเลสขาดสะบั้นลงแล้วอันนี้ก็ระงับไป เครื่องแก้กิเลสไม่มีแหละ เพราะกิเลสหมดแล้ว เหลือแต่สติปัญญาอัตโนมัติ พูดหรือไม่พูดก็ไม่มีปัญหาอะไร เป็นธรรมชาติ อันนี้ไม่มีกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้าไปเกี่ยว สติปัญญาขนาดมหาสติมหาปัญญาเป็นกฎ อนิจจัง ทั้งนั้น เพราะเป็นทางเดินเป็นสมมุติอยู่ พอพ้นจากนี้แล้วหมดสมมุติ แล้วสติปัญญาอันนั้นก็อยู่กับความบริสุทธิ์นั้นเสีย ก็เลยไม่เป็นกฎอนิจจัง

ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ภาวนา ใครอยู่ที่ไหนก็ตามเถอะ เรื่องอุปนิสัยมีได้ทั้งหญิงทั้งชาย ไม่ได้มีอะไรต่างกันเลย จิตไม่มีเพศ ใครทำอยู่ที่ไหนทำได้ ดังที่เขาเข้ามาถามปัญหาเห็นไหมล่ะ ก็อย่างนั้นแล้ว มันก็รู้ได้ครั้นทำ ไหนปัญหาเมื่อวานเอามาอ่านซิเป็นยังไงเขาถาม

คนที่หนึ่งครับ หนูปฏิบัติโดยการรวมจิตให้เป็นสมาธิ โดยวิธีดูลม หนูไม่ได้สนใจลม เอาสติจดจ่ออยู่ที่ตัวที่ไปรู้ลม แล้วนำมาพิจารณาถึงเรื่องสิ่งต่างๆ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นธาตุ พิจารณาหลักไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตา พอทำส่วนนี้ชำนาญก็นำมาพิจารณาว่า เหตุใดสิ่งต่างๆ เป็นธาตุขี้เถ้า ในเมื่อเข้าใจตามความเป็นจริงแล้ว เมื่อมีสิ่งต่างๆ มากระทบยังมีความเข้าใจการรับรู้อยู่ล่ะ จึงมาพิจารณาในส่วนของอายตนะภายนอกและอายตนะภายในกระทบกัน ทำให้เกิดความรู้สึกและพิจารณาลงหลักไตรลักษณ์ แต่ขณะที่จิตแม้จะถอยออกมาจากนามความรู้สึก ก็ยังมีความรู้สึกอยู่ คือมันจะมีความรู้เฉพาะตัวว่า มันไม่ใช่ทุกอย่าง แต่จิตมันคือความรู้สึกที่รู้ว่าไม่ใช่ แต่เป็นความรู้สึกที่เหมือนสำคัญว่ามีตัวมัน เหมือนเป็นความรู้สึกที่อยู่ลึกสุดค่ะ หนูก็พยายามหาทางถอดถอนค่ะ ขอหลวงตาเมตตาแนะนำหนูหน่อยนะคะ จากน้ำใส

หลวงตา เท่าที่พิจารณามานี้ถูกต้องแล้ว ให้พิจารณาตามที่เคยพิจารณามา เรื่องความชำนิชำนาญและความละเอียดลออ และความสุดขีดของมันจะอยู่ในจุดที่พิจารณานี้ถูกต้องแล้ว เป็นทางเดินเพื่อความถูกต้องแล้ว เข้าใจหรือ เอ้า ถ้ายังไม่สิ้นจะสิ้นจุดนี้ ถ้ามันสิ้นก็รู้ตัวเอง สนฺทิฏฺฐิโก เข้าใจ? ไม่พูดมากแหละอันนี้ย่อๆ มีอะไรอีก

คนที่ ๒ ครับ ลูกจะเล่าความรู้สึกตัวรู้อยู่ที่กายที่จิต ปัจจุบันนี้จิตค่อนข้างปล่อยวางและสงบ ลูกรู้สึกเท่าทันอารมณ์และความคิดของตนเองเสมอๆ ในชีวิตประจำวัน เวลาที่เห็นความคิดอารมณ์ต่างๆ ลูกเห็นว่ามันเกิดจากใจที่กลางอก มันออกไปจากตรงนี้ จากนั้นลูกจึงพยายามรู้สึกอยู่ที่ฐานของใจนั้นบ่อยๆ เห็นความเกิดความดับแบบต่างๆ ที่ฐานนั้นมากมายหลายอย่าง แต่ผลที่ได้ก็คือเมื่อรู้ทันตรงนั้น ทุกอย่างมันก็ดับหมด ตอนที่กำหนดรู้จิตก็ว่าง แล้วก็ทำอยู่อย่างนั้นๆ ต่อมามีถอยออกมาเป็นผู้ดูผู้รู้ จิตที่ว่างและไม่ว่าง ทีนี้ลูกก็เลยเลิกกำหนดรู้ที่ฐานนั้น แล้วทำเหมือนว่ามองอยู่ห่างๆ ส่วนที่ฐานนั้นทำความรู้สึกปล่อยตามธรรมดา จิตลูกว่างเองโดยไม่ต้องกำหนดตรงฐานนั้น คือ ลูกเริ่มต้นจากถอยมาดูอยู่ห่างๆ พอมองไปที่กลางอก ก็เห็นอารมณ์ชนิดที่ลูกไม่เคยเห็นมาก่อน มันเหมือนกิเลสที่แรงหรือเรียกชื่อไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร แต่เห็นว่าอารมณ์รุนแรงของใจที่เรายังมีอยู่ลึกๆ ในจิต ซึ่งเมื่อก่อนเราไม่เคยเห็น เวลาที่เห็นนั้นก็แปลก ที่ว่าพอมองดูอยู่แล้วปล่อยให้สภาวะนั้นแสดงตัวความจริง ไม่ไปห้ามทุกอย่างแสดงตนเต็มที่แล้วก็ดับวูบลงไปเอง ลูกเพียงดูอยู่ห่างๆ เห็นอาการเช่นนี้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน บางวันจิตก็ว่างเองเหมือนไม่มีอะไร แต่พอมีอะไรมากระทบก็จะเห็นอีก ถูกผิดอย่างไรเจ้าคะ จากสลัดบาร์ ครับ

หลวงตา พิจารณาอยู่ในวงนี้ถูกต้องแล้ว ให้พิจารณาอันนี้แหละนะ มันจะมีความชำนิชำนาญของมันเอง แล้วจะรอบเข้ามาๆ เอง อันนี้ก็ถูกต้องในการพิจารณา ไม่ผิดแหละ อันนี้มันจะซักฟอกเข้าไปหาจิตๆ แหละ เพราะมันอยู่กับจิตแล้วนี่ ร่างกายเขาไม่ได้พูดเลยนะ ไม่พูดเรื่องอะไร

ถ้าธรรมดามันเป็นขั้นๆๆ การพิจารณา นี่เขามาพูดถึงขั้นจิตเลย ขั้นกายก็จะหมุนติ้ว กายนี้พิจารณากว้างขวางมาก สำหรับเราเองนะ เรื่องร่างกายครอบไปทั่วโลกธาตุ หมุนเข้ามาหาตัวร่างกาย พอตัวนี้ปล่อยมันก็ปล่อยไปหมด แน่ะ อย่างนั้นนะ อันนี้ก็พอถูกต้องแล้วแหละ ให้พิจารณาตามที่กำหนดมานี้แหละ ไม่มีอะไรขัดแย้งกับธรรม ถูกต้องตามธรรม แล้วมีอะไรอีกล่ะ หมดก็เอาเท่านั้นละ

 

ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกทุกวัน   ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก