มีธรรมอยู่ในใจ ความละอายจึงมี
วันที่ 18 มีนาคม 2547 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

มีธรรมอยู่ในใจ ความละอายจึงมี

 

         เรามีลูกได้ลูกชายไปบวชด้วยความศรัทธาตั้งอกตั้งใจไปปฏิบัติศีลธรรม พ่อแม่ครอบครัวเย็นไปหมด ว่าอบอุ่นก็อบอุ่นไปหมด ลูกไปบวช บวชตามทางสายศาสดาแล้วเป็นอย่างงั้นทั้งนั้น อย่างครั้งพุทธกาลบวชมีทุกชาติชั้นวรรณะ มีหมด แต่มุ่งเข้าธรรมอย่างเดียวกัน อย่างพระมหากษัตริย์นี้ออกบวชมากมายนะ องค์ไหนออกไปแล้วก็เป็นแบบเดียวกันหมด ไม่ได้ถือชั้นวรรณะของกันและกัน มีแต่ศากยบุตรมุ่งอรรถมุ่งธรรมอย่างเดียวกันแล้ว อยู่ได้สนิทใจเลย

         มีบางองค์ที่เป็นกษัตริย์ไปอยู่กับหมู่กับเพื่อนไม่มีใครทราบ เพราะท่านไม่สนใจกษัตริย์ ยิ่งกว่าความสนใจในธรรมซึ่งมีความรู้สึกเสมอกันกับพระทั้งหลาย นั่นละอยู่เย็นไปหมด มีเยอะบรรดากษัตริย์เสด็จออกบวชๆ พวกเศรษฐีกุฎุมพีออกบวชมีเยอะ ออกไปแล้วหายเงียบๆ ไม่เข้ามายุ่งกังวลวุ่นวายกับบ้านกับเรือน กับโลกสงสาร นั่นละผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ ผู้ให้ความร่มเย็นแก่ตนเอง สุขแก่ตนเองแล้วก็ให้ความร่มเย็นแก่โลก ธรรมเป็นอย่างงั้นมีมากมีน้อยกระจายไปที่ไหนเหมือนน้ำดับไฟ

         ไปอยู่ในป่าในเขาจิตใจมีแต่มุ่งต่อธรรมดิ่งอยู่อย่างนั้น เรื่องโลกเรื่องสงสารที่เคยอยู่ในใจก็กำจัดออกๆ ไม่ให้หาใหม่เข้ามาเพิ่ม มีตั้งแต่กำจัดสิ่งที่มีอยู่แล้วภายในใจออกๆ เรื่อยๆ ครั้นออกมาแล้วภายในนี่สว่างไสวออกมา ท่านจึงเรียกว่าบวชชำระกิเลส ไม่ใช่บวชแบบตั้งหน้าตั้งตาสั่งสมกิเลสทิฐิมานะยิ่งกว่าโลกเขาอีก ดังที่ปัจจุบันเป็นอยู่นี้ ไม่ว่าท่านว่าเรายุ่งไปหมด เป็นตมเป็นโคลนไปด้วยกัน เพราะเรื่องของกิเลส ถือกิเลสเป็นใหญ่เป็นโต เป็นอำนาจบาตรหลวง มุ่งปราบกิเลสอยู่โดยหลักธรรมชาติของจิต คำว่าปราบคำนี้แย็บเท่านั้นกิเลสลากคอไปแล้ว เป็นอย่างงั้นมันถึงเลอะเทอะ

         ศาสนามีก็เหมือนไม่มี วัดมีพระมีเหมือนไม่มี อย่างชาวพุทธเรานี้ก็เหมือนไม่มีเหมือนกัน เพราะจิตใจไม่อยู่กับศีลกับธรรมพอจะให้ความร่มเย็น รู้จักหน้าที่การงานผิด ถูก ชั่ว ดีของตน มีแต่กิเลสลากไป ถลอกปอกเปิกไปหมด มนุษย์เรานี้แหละตัวร้ายที่สุด หมาเขายังมีขนเข้าใจไหม ไม่ถลอกปอกเปิก มนุษย์เรานี้ไม่มีขนเลย ถลอกปอกเปิกถูกกิเลสลากไป ไม่ว่าหลังพระหลังโยม ถลอกปอกเปิก กิเลสลากไปด้วยกัน นั่นเป็นอย่างงั้นนะ จะไม่มีหนังละ

         โอ กิเลสนี่แหลมคมมานะ ให้ขึ้นฟัดกันเสียก่อนถึงได้รู้ว่าความละเอียดลออของกิเลสขนาดไหน แต่ก็ไม่เหนือธรรม ธรรมเหนือกว่าทั้งนั้น ถ้าเอาธรรมเข้ามาจับกัน ชำระกัน มันก็แตกกระจายออก อันนี้มีแต่ขนเข้ามา เผาหัวอกจนอกจะแตก ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เผานั้นคืออะไร ก็ว่าตัวทุกข์เสีย ตัวยุ่งไปเสีย ไม่ว่ากิเลสพาให้ยุ่งนะ เรายิ่งจวนตายเท่าไรแทนที่จะมาสนใจ (เสียหมาเห่าขึ้น) มาแล้วนะฟาดปากเข้าไป เวลาเราจะเทศน์มันก็เทศน์ขึ้นมา เวลาเราเงียบๆ มันก็เงียบ เวลาเราเทศน์มันก็เทศน์ เออหมาเป็นเทวทัตก็มี นึกว่ามีแต่คน หมาก็เป็นเทวทัตด้วย เป็นอย่างงั้น คนพาเป็นอะไรมันก็เป็นอย่างงั้นจะว่าไง

         มีวัดมีวาก็เหมือนไม่มี ก็มีแต่อิฐ ปูน หิน ทราย เอาต้นไม้ใบหญ้ามาปลูกเป็นวัดเป็นวาก็กลายเป็นตึกรามบ้านช่องไปเสีย เพราะธรรมไม่มีในนั้น กิเลสเข้าไปอยู่แทนเสีย ทำอะไรขึ้นมากิเลสไปอยู่แทนเสีย พระตัวคลังกิเลสไปที่ไหน กิเลสก็ไปที่นั่นด้วย เดือดร้อนวุ่นวายไปเหมือนกันหมด เลยมีวัดก็เหมือนไม่มี มีพระก็เหมือนไม่มี ก็เลยไม่แปลกต่างอะไรกับโลกเขาไม่มีศาสนา ศาสนาพุทธนี่เป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ไม่มี ชี้นิ้วเลย พุทธศาสนาเรียกว่าสุดยอดแล้ว ค้นด้วยภาคปฏิบัติถึงได้รู้กันชัดเจน วิ่งถึงกันหมดเลย

         สิ่งเหล่านั้นใครจะรู้เมื่อไร ท่านปฏิบัติท่านรู้ท่านเห็น แล้วท่านก็เป็นเรื่องของธรรมเสียด้วย ไม่ดีดไม่ดิ้น ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไม่อยากโม้อยากคุยด้วย มีเหมือนไม่มี เบาหวิวๆ อยู่นั่น มีแตความสว่างไสว แปลกประหลาดอัศจรรย์ประจำหัวใจอยู่ตลอดเวลา ท่านมีอะไรมาบกพร่อง เมื่อสั่งสมธรรมเข้าให้มากเท่าไร ทุกอย่างมีแต่ธรรมรอบล้อมไว้หมด รักษาไว้หมด สิ่งมัวหมองเข้ามานี้ปัดปุ๊บๆ นั่น ไม่เหมือนดังแต่ก่อน คือถ้าเป็นกิเลสแล้วกวาดต้อนๆ ถ้าเป็นธรรมแล้วไม่สนใจ

         ทีนี้เวลาสั่งสมธรรมเข้าสู่ใจแล้ว ธรรมเป็นเจ้าของของใจแล้วทีนี้กำจัด เกิดขึ้นจากใจปัดออกๆ เรื่อยๆ ปัดจนกระทั่งไม่มีเหลือภายในใจ รังแห่งกิเลสทั้งหลายก็คืออวิชชา ปัดออกหมดแล้วก็หมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือ อยู่ไหนสบายหมดที่นี่ ใจดวงนี้ละเวลาปล่อยตามบุญตามกรรมของมัน ท่านเหมือนเรา เราเหมือนท่าน เหมือนกันไปหมด เวลาธรรมเข้ามากำจัดปัดเป่าด้วยอรรถด้วยธรรมแล้ว สิ่งเหล่านั้นค่อยจางไปๆ จิตที่มีความเลิศเลออยู่ภายในก็ค่อยเริ่มส่งแสงสว่างออกมา แปลกประหลาดออกมาเรื่อยๆ กำจัดนั้นทีนี้ยิ่งแสดงออกๆ

         อันนี้ต้องพิสูจน์กันภาคปฏิบัติ เพียงเรียนเฉยๆ จบพระไตรปิฎกก็ไม่สนใจปฏิบัติแบกหลังหักไปเฉยๆ เหมือนเขาแบกไม้แบกฟืนนั่นแหละ แบกพระไตรปิฎก เพราะไม่สนใจ ถ้าสนใจไม่จำเป็นต้องหาแบกมากมาย พระพุทธเจ้ามอบให้เสร็จแล้วในตัวของบุคคลแต่ละคน พระก็มอบเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ไปถึงตโจแล้วหยุดนี้ กระจายเข้าไปหมดภายในไม่มีเหลือ มีหนังเท่านั้นหุ้มห่อเอาไว้ แล้วก็ผิวบางๆ มันหลอกสัตว์หลอกมนุษย์ โลกให้จมอยู่เวลานี้ จะมีอะไรไป

         ดูหนังเจ้าของนั่นซิมันหนาไหมละ บางๆ เขาเรียกหนังกำพร้า บางๆ เท่านี้ละ เอ้าดู ให้วาดภาพเข้าไปเดี๋ยวนั้น คนทั้งคนตกแต่งภายในมายิ่งกว่าเทวบุตรเทวดาก็ตาม ก็เพราะมีหนังตัวนี้ละ ตัวหลอกให้ตกแต่งเข้าไปอีก สวยเข้าไปอีก หนังบางๆ ท่านจึงเรียกว่าเกสา ตกแต่งเป็นบ้ากันเลย โรงเสริมสวยเต็มแผ่นดิน ตกแต่ง นี่เรียกว่าผม  ขน เล็บ เอ้าตัดแล้วตัดเล่า ย้อมเล็บย้อมอะไร อู๊ยน่าดูไหมละ เอาธรรมจับซิ อันนั้นเห่อเป็นบ้า

         พอพูดอย่างนี้เราก็ระลึกได้ มีผู้หญิงรุ่นๆ เจ็ดแปดคน แล้วมีผู้ชายมาสักสามสี่คน มาตอนค่ำๆ แล้วนะ นึกว่าคนหมดไปแล้ว ส่วนมากเราจะออกมาตอนค่ำ ไม่มีคน ค่อยด้อมไปเที่ยวดูสิ่งนั้นดูสิ่งนี้ แล้วก็มาสั่งเขา สั่งงานนั้นงานนี้ ที่ออกไป ออกไปอย่างงั้น เช่นอย่างเขาอกคูสระนี้ก็เหมือนกัน เขาทำยังไง คอยไปแนะ ค่ำ ออกไป พอเราเข้าไปก็ไปดูในกุฏินี้เสียก่อน สามหลังนี้ เขาเลิกงานไปหมดแล้ว ค่ำแล้วไม่มีใครเราก็ด้อม เข้าไป พวกนั้นก็ยั้วเยี้ย เข้ามาค่ำ มาอะไรพวกนี้ค่ำ นึกในใจ โอ้ไม่มีเขตมีแดน เป็นแต่เพียงรู้สึกในใจเท่านั้นก็ผ่านไป เขาก็เข้าไป เราก็ออกไปดูนั้นดูนี้ เข้ามายังยั้วเยี้ย อยู่

         เวลาเราเข้ามา พวกหนึ่งไปรุมดูกระต่าย กระต่ายเต็มอยู่นั้น พวกหนึ่งเข้ามาข้างหน้า มีสองพวกด้วยกัน เราก็เดินเข้ามาเราจะเข้าช่องนั้น พอดีพวกนั้นก็เต็มอยู่นั้น เห็นเราเขาก็หลีกไปนี้ นุ่งแค่นี้นะ ไม่ใช่กางเกง ถ้ากางเกงก็คงไม่เป็นอะไร นุ่งแบบนี้นั่งไม่ได้เห็นหีเลยเข้าใจไหมละ อ้าวก็พูดตามความจริงนี่ ผิดไปไหนเราพูดนี่ ผู้ทำต่างหากเป็นให้ได้มาพูด มานั่งไม่ได้มันจะเห็นหี มันไม่อยากเห็นหีแต่มันก็เปิดไว้ อย่างงั้นแหละหลอกกัน กิเลสหลอกกิเลส

         เราเดินเข้าไปนี้ก็มาแอบข้าง ผู้ที่นุ่งแบบนั้นก็มี ไม่ได้นุ่งแบบนั้นหมด ผู้ที่นุ่งแบบนั้นไปอยู่ลับ หมู่เพื่อนข้าง กลัวจะเห็นหีมัน ใครจะอยากไปดู พอมานี่ มาอะไร ว่างั้น ค่ำคืนนี่น่ะ นุ่งเหมือนหมา ว่างั้นเลย ดูนุ่งห่มเหมือนหมา อย่าเข้ามาวัดนี้อีกนะ ออกไปเดี๋ยวนี้ พอว่าก็เดินผ่านเข้าไปเลย มันดูไม่ได้ขนาดนั้น มันด้านต้องใส่ด้านใส่กันซิ มันเลอะเทอะไปหมด จนกระทั่งวัดมันก็ถือเป็นส้วมเป็นถานเหยียบ ถ่ายลงไปนั้นหมดเลอะเทอะไปหมดวัด วัดนี้มีขอบมีเขตที่ไหน ไม่ว่ากลางค่ำกลางคืน ค่ำยังมา ยั้วเยี้ย เราก็ทุเรศว่าไง

         มาก็มาแบบเขานั่นแหละ ไม่ได้แบบอรรถแบบธรรมนะ มาแบบฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมลืมเนื้อลืมตัวมา จึงได้แต่งตัวแบบนั้น นึกว่าจะมีใครชมละซิ ก็ชมแบบนั้นเสีย ไล่  ทีนี้อย่าเข้ามาวัดนี้อีกนะ บอกอย่างงั้นเลย เขียนไปมันก็ไม่ได้อ่าน เราก็ต้องอ่านให้มันฟังเสียบ้างซิ มันเลวขนาดนั้นนะเวลานี้ การแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาตื่นบ้ากันไปหมดทั่วโลกดินแดน ไม่มีขอบเขต ไม่มีขนบประเพณีที่แต่งตัวพอสดสวยงดงาม มองดูแล้วงามตางามใจ ชื่มชมยินดีต่อกัน

         ไม่ได้มองเห็นแล้วเป็นหมาไปเลย กระดิกหาใส่กัน ดิ๊ก หมาตัวผู้ตัวเมียเห็นกัน มองเห็นกันแล้วกระดิกหางใส่กันดิ๊ก ตัวเมียก็ไม่ใช่เล่น ตัวผู้ก็ไม่ใช่เล่น เข้าใจไหม เดี๋ยวนี้เป็นอย่างงั้นนะ การแต่งเนื้อแต่งตัวแบบนั้นละ แบบกระดิกหางใส่กันเลย มันไม่ได้มองเห็นกันแล้วยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นศีลเป็นธรรม เป็นความชุ่มเย็น เหมือนอย่างปู่ ย่า ตา ยาย เราพาดำเนินมาแต่ก่อน กิเลสก็มีแต่ท่านเหล่านั้นท่านไม่เสริม มีความอาย มีความระมัดระวัง เพราะมีธรรมอยู่ในใจ ความละอายจึงมี

         การแต่งเนื้อแต่งตัวเคารพนับถือผู้ใหญ่ผู้น้อยน่าดูทั้งนั้นละนะแต่ก่อน ทุกวันนี้มันเหมือนหมาไปหมดเลย ดูไม่ได้นะ แหมทุเรศจริง นะ พอเอาบ้างก็เอาบ้างอย่างงั้นแหละ ถ้าธรรมดาก็หูหนวกตาบอดไปเหมือนไม่รูไม่เห็นนะ บทเวลาจะเอาปั๊บแมวสู้ไม่ได้ เร็วยิ่งกว่าอะไร บอกขนาดนั้นนะ บอกเหมือนหมาแล้วก็ไล่ออกจากวัด อย่ามาวัดนี้อีกนะ คือมันเลวขนาดนั้น ลืมเนื้อลืมตัว การนุ่งการห่มพอดิบพอดีก็รู้กันอยู่มนุษย์ ใครจะรู้ยิ่งกว่ามนุษย์ ทำไมมันถึงทำอย่างงั้น ถ้าไม่ใช่กิเลสปิดหูปิดตามันจนมองไม่เห็นอะไรเลย เห็นแต่เรื่องจะดันทุรังไปตามความชอบใจของตนเท่านั้น มันจึงเลอะเทอะไปหมดเวลานี้

         นี่เราก็ได้ยินเขาพูดให้ฟัง ไปวัดพระแก้วหรืออะไร คนเขาไปกราบพระ เวลาเข้าไปแล้วมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราพาทีคนที่แต่งเนื้อแต่งตัวเข้าไป คนที่ไม่ควรเข้าไปเขาไม่ให้เข้า เขายืนอยู่นั้น การแต่งเนื้อแต่งตัวแม้เสื้อนี้เราพลิก(พับ) เข้ามานี้ไม่ได้ เขาก็ให้ดึงออก แต่งเรียบร้อยค่อยเข้าไป แต่งเนื้อแต่งตัวให้เหมาะสมกับเข้าไปกราบไหว้บูชาสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์วิเศษ ไม่ให้แต่งแบบหมูแบบหมาเข้าไป เขาบังคับอยู่ในนั้น เขาคอยดูให้แต่งเนื้อแต่งตัว ไม่ว่าชาติชั้นวรรณะใดเข้าไปที่นั่นเขาจะต้องจัดการให้หมด ให้แต่งเนื้อแต่งตัวเรียบร้อย ฝรั่งอะไรไปไม่น่าเข้าเขาไม่ให้เข้า เขามีกฎ นี้เป็นกฎชั้นที่หนึ่งสำหรับเข้าสู่สถานที่โลกทั้งหลายชาวพุทธเรากราบไหว้บูชากัน ทำความเคารพให้สมพระเกียรติที่เราเคารพท่าน แต่งเนื้อแต่งตัวเข้าไปด้วยความสวยงาม มีกฎมีระเบียบ มีความเรียบร้อยน่าดูเข้าไป ดูก็สวยงามตา นี่เป็นขั้นที่หนึ่ง ขั้นต่อมาก็ลดลงมาเป็นลำดับ

ทีนี้ขั้นประเทศเขตแดนของแต่ละประเทศๆ เขามีขนบธรรมเนียม การแต่งเนื้อแต่งตัวนุ่งห่มกันอย่างไร เราก็ควรจะมีขนบประเพณีแต่งเนื้อแต่งตัวตามประเพณีเมืองไทยเรา การนุ่งการห่มที่นิยมกันมาแต่ดั้งเดิม ผู้หญิงนุ่งผ้าถุง ผู้ชายนุ่งผ้าโจงกระเบน ทุกวันนี้มันเข้าเกี่ยวข้องกับสังคมสำหรับผู้ชาย เขานิยมให้เป็นสากล เราก็ไม่ขัดภายในใจ ไอ้ที่สุ่มสี่สุ่มห้านี่ซิ ไม่มีแบบมีฉบับ เฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายผู้หญิงเราแต่งได้หมดแบบไหน ไม่มีใครคึกคะนองยิ่งกว่าผู้หญิงนะ เราไม่ได้ว่าที่นี่นะ ว่าผู้หญิงฟากหนองคายลำแม่น้ำโขงนู่น เราว่าไปนู่น หูใครมีจะฟังไม่ฟังเราก็ไม่ได้ว่าอีกเหมือนกัน เขาแต่งตัวแบบไหนมาคว้ามับๆ นี่ซิมันเสียเอามากมาย ไม่มีหลักมีเกณฑ์ไม่มีเหตุมีผล ไม่มีขอบเขตเลย แต่งเอาตามใจชอบ ตามใจชอบเป็นแบบของหมาไปแล้วนั่น ไม่ใช่แบบของมนุษย์ที่มีขอบเขต

ผู้หญิงส่วนมากตั้งแต่ครั้งโบราณมานุ่งผ้าถุงกันที่สวยงาม เดินไปก็เรียบๆ มองดูงามตางามใจ ไม่ได้กระดิกหางใส่กันดิ๊กแด๊กๆ เหมือนแต่งตัวทุกวันนี้ แต่งตัวทุกวันนี้มันเหมือนหมาตัวผู้ตัวเมีย ไปเจอกันแล้วกระดิกหางใส่กันดิ๊กๆ ผู้หญิงก็แต่งตัวหลอกมาแบบหนึ่ง ผู้ชายก็แบบหนึ่ง ผู้ชายยังไม่ผาดโผนยิ่งกว่าผู้หญิง เราพูดไม่ลำเอียง พูดตามหลักความจริง พูดถึงเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัว ผู้ชายยังพอดูยิ่งกว่าผู้หญิง ผู้หญิงนี่ผาดโผนโจนทะยานลิกแล็กๆ ยิ่งกว่าลิง ผู้ชายนั้นเป็นตัวลึกๆ ลับๆ อีกแบบหนึ่ง มันก็เข้ากันได้กับกระดิกหางใส่กัน มันเข้ากันได้ทั้งนั้น นี่เมืองไทยเราเวลานี้ นี่ละความไม่มีศีลธรรม ไม่มีกฎมีระเบียบเป็นเครื่องบังคับตนให้ประพฤติปฏิบัติ การนุ่งห่มใช้สอยพองามตาบ้าง มันก็เลอะเทอะไปอย่างนี้

มีผู้บังคับบัญชา ให้มีกฎอันหนึ่งให้พองามตา ไม่ใช่กฎบีบบังคับให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย กฎบีบบังคับลงให้เข้าสู่ความสวยงาม งามตางามใจ เวลาได้พบได้เห็นกันก็งามตางามใจ อย่างโบราณท่านพาแต่งเนื้อแต่งตัวนั้นงาม อันนี้เมืองไทยเราถ้าหากได้เอาปู่ย่าตายายมาเป็นแบบเป็นฉบับ ไม่ผาดโผนโจนทะยานเหยียบหัวปู่ย่าตายายไปเสียจะน่าดูนะ การเหยียบหัวปู่ย่าตายายไปนั้นก็คือ แบบแต่งตัวแบบนี้ แบบหมาวิ่งเข้าป่าหมด หมาสู้ไม่ได้ เขาก็ว่าเขาเก่งหมาก็ดี แต่เวลาไปเจอคนแต่งตัวแบบนั้นแล้วหมาวิ่งไปหมด นี่เราก็เลี้ยงหมาไว้สามสี่ตัว เราก็รักสงวนมัน อย่าแต่งตัวแบบนี้มาหาหมาเรานะ

เราจะไปสอนหมาเราอีกวิชาหนึ่งสำหรับต้อนรับคนประเภทนี้ พอมาคราวหลังเราเสี้ยมสอนเรียบร้อยให้มันไล่กัดเอาหลงทิศไปเลย เอามันขนาดนั้น คนแบบนั้นต้องใช้แบบนี้ มันเลอะเทอะขนาดนั้น โอ๊ย ดูแล้วจนดูไม่ได้ ส่งเสริมกันไปหาอะไรนักหนา มันวิเศษวิโสอะไร สิ่งที่งามหูงามตาให้เป็นความร่มเย็นแก่จิตใจตนเอง ด้วยความมีธรรมแนบอยู่ในนั้นๆ อย่างนี้ไม่มีบ้างเหรอในหัวใจเรา มันควรคิดนะเรื่องเหล่านี้

พระท่านตามหลักธรรมวินัยจริงๆ ท่านมีกฎมีระเบียบ พระนี้เคลื่อนไม่ได้เลยเห็นไหมล่ะ การแต่งตัวของพระ สบงสูงขนาดไหน ลึกขนาดไหน ท่านบอกไว้หมด เช่น กึ่งแข้งนี่สบง ไม่ให้ล่างกว่านั้นไป ไม่ให้เขินกว่านั้นจนเกินไป จีวรก็กะไว้พอดีๆ มีแบบมีฉบับทุกอย่างของพระ นี้พระของพระพุทธเจ้านะ ไม่ได้เหมือนพระเทวทัตเหมือนเราๆ ทุกวันนี้ นี้เลยเถิดไปหมดแล้ว ประชาชนญาติโยมสู้พระประเภทนี้ไม่ได้เวลานี้ ผาดโผนโจนทะยานเอานักหนาจนดูไม่ได้ พระดูพระเราดูเรามันแบบเดียวกัน นี่ก็เป็นอีกแบบหนึ่งของพระ ถ้าพระแบบพระพุทธเจ้านี้การแต่งเนื้อแต่งตัว สีผ้าก็ไม่หลอกตาจนเกินไป ในครั้งพุทธกาลท่านบอกสีกรัก คือสีแก่นขนุน ไม่ใช่สีแบบหลอกตัว เห็นกันแล้วหางกระดิกนะ พระก็หางกระดิกเหมือนกัน พระก็มีกิเลส เห็นอีสาวแล้วหางกระดิกเลย เป็นอย่างนั้นละเดี๋ยวนี้ พระแบบหางกระดิกนะ

ผู้หญิงทุกวันนี้ก็หายางอายไม่ได้ หางกระดิกด้วยกัน พระกับโยมจึงไม่มีอะไรผิดแปลกกันนะทุกวันนี้ มันเป็นหางกระดิกด้วยกันหมด พากันฟัง จำเอานะ นี้เอาธรรมมาสอน เราผู้เทศน์เราไม่ได้ถือว่าตัววิเศษวิโสกว่าท่านทั้งหลาย เราเอาธรรมพระพุทธเจ้ามาสอนต่างหาก ให้ต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ จะเป็นความงามตางามใจ ไปที่ไหนไม่ผาดโผนโจนทะยานจนเกินเหตุเกินผล การแต่งเนื้อแต่งตัวก็ให้น่าดูบ้าง ดังที่นิยมกันว่าเมืองไทยเรานุ่งผ้าถุงแหละผู้หญิง เหมาะดี

อย่างที่ท่านสอนเรื่องนุ่งสบงของพระ ก็ไม่ให้เขินเกินไป ไม่ให้ล่างเกินไป ท่านบอกไว้หมดในวินัยแต่งอย่างนั้น ทีนี้เราก็ให้พอเหมาะพอดีกับขนบประเพณีของเรา ให้พอดี แล้วก็งามตาไปเลย ถ้าหากมีกฎบ้าง กฎพอดีพองาม ไม่ใช่กฎบีบบังคับจนดีดดิ้นขี้แตกเยี่ยวราดนะ กฎพอดีให้สวยงาม ไม่ใช่ว่ากฎบีบบังคับจนขี้แตกเยี่ยวราด ตัวมันคึกมันคะนองมันไม่ได้ทำอย่างนั้นขี้แตก ขี้ไม่แตกเยี่ยวก็ราด มันอยากทำมันทำไม่ได้จนขี้แตก เข้าใจไหม ไม่ให้ถึงขนาดนั้น เพียงให้มันตดออกเท่านั้นก็พอ ขี้ไม่ออกพอตดออกก็ยังดีอยู่ ไม่ทะลักเกินไป คือไม่บีบจนกระทั่งทั้งขี้ทั้งตดทั้งเยี่ยวออก ถ้าบีบบังคับจริงๆ มันก็เกินไป ให้อยู่ในระดับพอเป็นขอบเป็นเขตก็จะดี

ถ้าปล่อยให้เป็นอิสระแล้ว นับวันจะเลอะเทอะไปนะ เพราะอิสระอันนี้เป็นอิสระของกิเลสความไม่มีขอบเขต เตลิดเปิดเปิงเผาไหม้ได้หมด ถ้ามีขอบเขตก็มีน้ำมีท่าคอยระงับดับไฟตัวผาดโผน คือขนบประเพณีอันดีงามเป็นน้ำดับไฟให้พอดิบพอดีก็จะดี พากันปฏิบัตินะ ไม่มีพระองค์ไหนจะมาเทศน์แบบหลวงตาบัวล่ะน่ะ ไม่ว่าจะออกสนามแบบใดจะไม่มีใครพูดอย่างเรา เรานี้เอาธรรมล้วนๆ มา ไม่สนใจกับความต่ำช้าเลวทราม พวกส้วมๆ ถานๆ ที่เต็มอยู่ในสัตว์ในบุคคล เราไม่เอามาเกี่ยวข้อง เอาแต่ธรรมมาชะมาล้าง ให้นำไปปฏิบัติพอเหมาะพอดีแก่กำลังของตนๆ ไม่ให้เตลิดเปิดเปิงเลยขอบเขตมากเกินไป มันก็งามหูงามตานะ

ชาติไทยของเรายิ่งเป็นชาติแห่งชาวพุทธด้วยแล้ว น่าจะรักนวลสงวนตัวบ้างนะ อย่าประเจิดประเจ้อ อู๊ย ดูไม่ได้นะ นี่เขาเขียนไว้ตามหน้าศาลานั่น ใครไม่รู้ไปเขียน เขียนติดไว้ต้นไม้นั่น แล้วเขาอ่านเมื่อไร เขาไม่อ่าน เราเดินไปนั้นเราก็เห็นเขาเขียนไว้ พวกนี้ถ้าเขาดูก็เห็น แต่เขาไม่ดู จนกระทั่งเราอ่านให้เขาฟังเอา เราอ่านจากนี้เลย นี่แต่งตัวเหมือนหมา ว่างั้น บอกอย่างนี้เลย ชี้ไปเลย นี่แต่งตัวเหมือนหมา อย่าเข้ามาในวัดนี้อีกนะ บอกแล้วเดินผ่านไปเลย คือมันดูไม่ได้ มันเลยเถิดเลยแดน มันคึกคะนองอะไรนักหนาจนไม่มีสูงมีต่ำ ไม่มีขอบมีเขตอะไรเลย เอาเสียบ้างซิ เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้พอ

ตำหนิแล้วต้องชมนะ ถ้าแต่งตัวแบบนี้ๆ ชมเข้าใจไหม นี่ๆๆ ต้องมีชมบ้างซิมีแต่ตำหนิได้เหรอ มันมีสิ่งที่ควรชมก็ต้องชมเหล่านี้แต่งมาอย่างนี้น่าดูเหล่านี้นะ เข้าใจหรือ อย่าออกไปห่างไกลนักมันจะเจอพวกหางกระดิกๆ นะเข้าใจไหม เอาละพอ เป็นอย่างไรล่ะเทศน์หือ ปั๊ก เทศน์วันนี้เป็นยังไง (ถึงใจเจ้าค่ะ สะใจด้วยแบบคนที่เขาไม่รู้เขาจะได้ยินเสียบ้าง) นั่นแหละหลักธรรม คือจะไม่มีสูงมีต่ำ เพราะเหนือมาตลอด แสดงชะล้างนะนั่น ไม่ใช่พูดให้เป็นความเสียหาย ชะล้างสิ่งสกปรกให้ดูเสียบ้าง ติดอยู่กับตัวเห็นไหมนั่นน่ะ ความหมายว่างั้น ความไม่ดีติดอยู่กับตัวสอนลงไป เช่นว่าเหมือนหมานี่มันเหมือนหมาเข้าใจไหม แต่พลิกเสียใหม่อย่าให้มันเป็นแบบหมา แน่ะ นั่นแหละเรียกว่าธรรม

ให้พร อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํฯฯ

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก