กิเลสกับธรรมฟัดกันเป็นอัตโนมัติ
วันที่ 25 มีนาคม 2547 เวลา 19:00 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗ ค่ำ

กิเลสกับธรรมฟัดกันเป็นอัตโนมัติ

 

                 เดี๋ยวนี้ระอาแล้วนะการเทศน์น่ะ มันเหนื่อย เพลีย ไปเทศน์ที่ไหนต้องเป็นธาตุขันธ์เตือน พอเทศน์ไป ๆ มันจะเตือน ๆ มันเหนื่อย พอมันเตือนแล้วก็เริ่มหยุด แต่ก่อนไม่ได้มี จะเทศน์ไปมากน้อยเท่าไรก็ไปเรื่อย ๆ ตามแต่ที่เราเห็นสมควรกับเวล่ำเวลาเราก็หยุดเอง แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างงั้น เทศน์ไป ๆ พอนั้นแล้วมันจะเตือน ถ้าเทศน์ธรรมดามันจะเตือนช้าหน่อย ถ้าเทศน์มีเข้มข้นมีอะไรนี้เตือนเร็ว เพราะเกี่ยวกับโรคหัวใจ โรคหัวใจเรามันไม่หายนะ มันอยู่เงียบ ๆ อย่างทุกวันนี้เหมือนไม่มี ต่อเมื่อเทศน์เวลาใช้ลมมาก ๆ ส่วนมากก็จะเป็นเทศน์ธรรมะขั้นสูง ลมมันก็ออกแรง พอลมออกนี้เหมือนสะท้อน ๆ เดี๋ยวก็ยิบแย็บ ถ้ามันมีลักษณะนั้นให้หยุดทันทีนะ ฝืนไปไม่ได้ มันจะเอาให้สลบไสลนะ โรคอันนี้เราเคยแล้ว

เราพูดตรง ๆ ถ้าธรรมดาตายไปนานแล้วนะโรคอันนี้ มันเคยไอ้นั้นกันหลายครั้งหลายหน คือเอาไว้อยู่ ๆ ถ้าเราปล่อยไปเลย พอรั้งได้ก็รั้ง เมื่อมันยังไม่สุดวิสัยมันก็พอรั้งได้ก็รั้ง ถ้ามันสุดวิสัยจริง ๆ แม้พระพุทธเจ้าก็ยังนิพพาน ตายนะ อันนั้นมันเหลือ เหลือที่จะรั้ง นี้มันเป็นหลายครั้งแล้วนะ โรคอันนี้ถ้ามีความเสียใจจะเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงนะ ความเสียใจกลัวเป็นกลัวตาย นั่นละเพิ่มนะ เพิ่มกำลังเป็นผลลบทันที ๆ เลย แต่สำหรับเรา เราก็บอกตรง ๆ เราไม่มีอย่างนั้นไม่มี ดูแต่ความจริงเท่านั้นละ จะพอเยียวยากันได้ รั้งกันไว้ได้หรือไม่ ก็ดูกำลังระหว่างโรคกับเครื่องต้านทาน ถ้ามันไม่เหนือความต้านทาน ต้านทานไว้อยู่ รั้งไว้ได้ ถ้ามันจะพุ่งกว่านั้นไปอีกมันก็ต้องปล่อย อย่างที่ว่าตาย

ภาคปฏิบัตินี่ละมันได้เห็นความเป็นความตายของเจ้าของอย่างชัดเจนไม่สงสัยอะไรเลย เป็นสักขีพยานอยู่กับภายในใจดวงนี้สำคัญมากนะ เวลามันจะไปมันดับหมดนะ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกข์ขนาดไหนเต็มกำลังของมันอย่างนี้ เวลามันจะไปจริง ๆ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ มันดับหมดเลยนะ ทุกขเวทนาในร่างกายที่รุนแรงที่สุด เรียกว่าโรคตายตอนนั้นตอนมันรุนแรง เพราะไม่ได้สติสตัง มีแต่กลัวล้มกลัวตาย สุดท้ายก็พลั้งเผลอสติ เช่นอยู่บนเตียงก็ตกเตียงไปก็ไม่รู้ตัวนะ ไปได้ละ แต่จิตที่ได้รับการฝึกฝนอบรมแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นนี่ สำหรับเราเองเราก็พูดตรง ๆ ฝึกฝนหรือไม่ฝึกฝน พูดว่ามันพอทุกอย่างแล้ว ว่างั้นเลย

เพราะงั้นจึงกล้าเทศน์ทั่วโลกดินแดน ไม่เคยสะท้านหวั่นไหวกับสิ่งใดในสามแดนโลกธาตุ ท้าวมหาพรหมลงมา มากราบธรรม อย่าไปขยะแขยงกับอะไร อะไรสูงอะไรต่ำไม่มีในหัวใจดวงนี้ ครอบไปหมดแล้วโดยหลักธรรมชาตินะ ไม่ใช่ตั้งท่าตั้งทางไปถึงที่นั่น ที่นั่นสูงที่นี่ต่ำ หลบนั้นหลีกนี้ และติดเขาติดเราไม่มี ถ้าลงมีติดเขาติดเราไม่ได้ ถ้ามีสูงมีต่ำ หลีกนั้นหลีกนี้ก็ไม่ได้ ถ้าเป็นธรรมแท้แล้วไม่มี ราบไปเลย ทางธรรมนี้ออกพุ่งเลย นี่พูดให้ฟังท่านทั้งหลาย ผลของการปฏิบัติ มาหลอกท่านทั้งหลายเหรอ ช่วยโลกมานี้ได้ ๕๔ ปีนี้แล้วนะ ๕๔ หรือ ๕๕ ปีไม่รู้นะ แต่ก่อนไม่ช่วย ช่วยแต่ตัวเอง

                 เพราะงั้นเราถึงได้กล้าพูดในเรื่องการปฏิบัติ ก็รู้สึกว่าวาสนาจะมีอำนวยอยู่ เวลาออกปฏิบัติไม่มีอะไรมายุ่งได้เลย แล้วสมกับนิสัยตรงไปตรงมาเลย ว่ายังไงเป็นอย่างงั้น อะไรมาขัดมาแย่งไม่ได้ เวลาเอานะทีนี้น่ะ เมื่อได้ฟังธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์ถึงใจ ๆ ไม่มีที่สงสัย คือแต่ก่อนเรียนนี้เรียนไปเท่าไร ท่านว่าบาปว่าบุญ ว่านรก-สวรรค์ เปรตผีประเภทต่าง ๆ เต็มในอรรถในธรรม ซึ่งเป็นของจริงล้วน ๆ นะ พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นแล้วนำมาแสดงมันก็ยังไม่ยอมรับ

                 อ่านไปตามประวัติที่ท่านแสดงออกมาเป็นอรรถเป็นธรรม เป็นคัมภีร์ใบลาน ออกมาจากพระทัยพระพุทธเจ้าที่รู้จริงเห็นจริง ไม่คลาดเคลื่อนเลย ถอดออกมาจากนั้นมาแสดงมันยังไม่ยอมรับ ไม่ใช่มันตั้งเจตนาไม่ยอมรับนะ มันหากเป็นอยู่ในฐานะของจิตเอง ท่านว่าบาปอย่างงั้น บุญอย่างงี้ อันหนึ่งมันลอย ๆ ใจมันลอย ๆ จะเชื่อบาปมันก็บุญ ก็เลยลอยไปตาม ๆ กัน ว่าบาปบุญ เปรตผีประเภทต่าง ๆ จนกระทั่งนรก-สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน มันลักษณะมันมีลอย ๆ นี่จิตใจไม่มีหลัก มันลอยไปตาม ๆ กันหมด ที่ไม่มีหลักคือกิเลสนั้นละทำให้ลอย

          เรื่องความเชื่อที่มีอยู่ในใจนี้เรื่องมรรค ผล นิพพานนี้ก็ค่อยหนักเข้า อ่านไป ๆ    เหล่านั้นก็ยังไม่เท่าไร แต่จิตมันมุ่งต่อมรรค ผล นิพพานมาก มันก็เลยหนักไปทางนั้น ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีความลอยลมแนบไปจนได้ เรามีความมุ่งหวังที่จะให้ถึงมรรค ผล นิพพานในชาตินี้ มันก็ยังมีอีก เอ๊นี่ถ้าเราตั้งอกตั้งใจปฏิบัติเต็มเม็ดเต็มหน่วย มรรค ผล นิพพาน จะยังมีอยู่หรือไม่น้า นั่นเห็นไหมละมันสกัดแล้ว ก็เรียกว่ามันลอย มันลงใจเต็มเหนี่ยวไม่ได้ ความเพียรก็เต็มเหนี่ยวไม่ได้

          ถ้าเราปฏิบัติเต็มเม็ดเต็มหน่วยกลัวผลจะไม่ได้ ยังปฏิบัติลอย ๆ ไปเสีย เราจะเป็นโมฆะ ปฏิบัติเฉยๆ ไม่ได้มรรค ผล นิพพาน เป็นในใจนะนี่ ถอดออกมาจากหัวใจมาพูด เรียนหนังสือจนกระทั่งสอบได้มหาอันนี้มันก็ไม่ได้หลุดลอยไปนะ แต่มันมีอันหนึ่งฝังลึกที่ต้องการมรรค ผล นิพพาน มันก็ยังเรียนอยู่ เอ๊ ถ้าปฏิบัติเอาจริงเอาจังเพื่อเอาผล นิพพานจริงๆ  แล้ว มรรค ผล นิพพาน มันจะยังมีอยู่จริงหรือไม่น้า นั่นเห็นไหมละมันตัดทอดเข้ามา จึงต้องเสาะแสวงหาครูหาอาจารย์ ให้พูดชี้บอกแนวทางให้เป็นที่ลงใจ ก็มองเห็นแต่หลวงปู่มั่นเราเท่านั้นละ เพราะปรากฏชือลือนามมาตั้งแต่เราเป็นเด็ก ชื่อเสียงของท่านโด่งดังมาตั้งแต่เราเป็นเด็กอยู่นั้นนะ

                 ท่านอยู่อำเภอบ้านผือ ตอนนั้นท่านไปภาวนาอยู่อำเภอบ้านผือ ที่ชื่อว่าวัดอรัญญิกาวาส ที่เราไปเทศน์นั่นแหละ แต่ก่อนเป็นดงหมด ในตัวอำเภอตลาดเป็นดงทั้งหมดนะ เขาย้ายมาจากตลาดเก่าออกมานี้ แต่ก่อนตลาดเก่าอยู่นู้น เป็นดงทั้งหมด ทำเลนั้น ท่านจึงเรียกว่าวัดอรัญญิกาวาส วัดที่อยู่ในป่า ชื่อเสียงท่านโด่งดังมา เล็งเห็นแต่ท่าน เพราะงั้นออกจากนั้นแล้วก็มุ่งใส่ท่านเลย พอไปก็เหมือนท่านเอาเรด้าร์จับไว้ ไม่ใช่ธรรมดากับเรา ไปก็เปรี้ยง ๆ เลย เรด้าร์จับไว้คืออะไร ท่านมาอะไร ท่านมาหามรรค ผล นิพพานเหรอ นี่แหละเรียกว่าเรด้าร์จับไว้ ตีเข้าไปตรงจุดของเราที่สงสัย ท่านมาอะไร ท่านมาหามรรค ผล นิพพานเหรอ

       ว่าอย่างงั้นแล้วท่านก็ชี้ออกไปซิทีนี้ ดิน ฟ้า อากาศ ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่มรรค ผล นิพพาน ท้องฟ้ามหาสมุทรสิ่งต่าง ๆ เต็มโลกธาตุนี้ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่มรรค ผล นิพพาน นั่น กิเลสจริง ๆ มรรค ผล นิพพาน จริง ๆ อยู่ที่ใจ ลงที่นี่เลย ท่านอย่าไปหาที่ไหนให้เสียเวล่ำเวลา หาไปอะไร กิเลสอยู่ที่ใจ แก้กิเลสออกไปและมรรค ผล นิพพานซึ่งถูกปิดบังเอาไว้นั้นจะเปิดขึ้นมาเอง ให้ท่านเร่งหนักทางด้านภาวนา แต่ท่านก็อนุโลม อีกอันหนึ่งท่านหย่อน ๆ นิดหนึ่ง ท่านมหาก็เรียนมาพอสมควรถึงขั้นเป็นมหา แต่อย่าว่าผมประมาทธรรมพระพุทธเจ้านะ

                 ธรรมที่ท่านเรียนมาเวลานี้ยังไม่เกิดประโยชน์ เราไม่ได้ลืมนะ ขอให้ท่านยกบูชาไว้เสียก่อน แล้วให้หมุนเข้าสู่ภายในใจ เน้นหนักทางด้านจิตตภาวนา อย่าไปสนใจวิชาที่เรียนมามากน้อย มันจะเข้ามาคละเคล้าเตะถีบยันกันให้การก้าวเดินไม่สะดวก ว่างั้น เวลานี้ปริยัติที่เรียนมานั้นยังไม่เกิดประโยชน์ ให้ท่านเน้นหนักทางรากฐานของธรรมทั้งหลายอยู่ที่จิตนี้ให้หนักด้วยจิตตภาวนา อย่าไปยุ่งนะ ท่านเอาตรงนี้นะ คืออย่าไปยุ่งกับปริยัติเรียนมามากน้อย ให้อยู่ในจิตตภาวนาอย่างเดียว ยังไงจิตจะสงบเอาลงให้ได้ ท่านบอกนะ เอาให้จิตสงบให้ได้

เวลานี้ปริยัติยังไม่เกิดประโยชน์ ถ้านำมาแล้วจะมาคละเคล้าและจะไปคิดปริยัติแง่นั้นแง่นี้กับภาคปฏิบัติมันจะมาคละเคล้าเตะถีบกันมันจะเสีย ให้ปล่อยออกหมด ให้เอาตั้งแต่จิตตภาวนาอย่างเดียวเท่านั้น ยังไงจิตจะสงบ ให้เน้นหนักลงจุดนี้นะ อย่าไปคิดอย่างอื่นอย่างใด นี่เราไม่ลืมนะ ถึงเวลาที่ปริยัติกับปฏิบัติจะเข้าถึงกันและเอาไว้ไม่อยู่ นี่อันหนึ่งนะ เวลานี้ยังไม่เกิดประโยชน์ เอาปริยัติเข้ามาไม่ได้ ทีนี้เวลาที่ภาคปฏิบัติกับปริยัติจะวิ่งเข้าประสานกันแล้วเอาไว้ไม่อยู่ นี่ก็ไม่ลืม ยังไงก็จะพุ่งถึงกันเลย แต่เวลานี้ยังไม่จำเป็นที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างงั้น ให้เน้นหนักทางด้านจิตตภาวนาอย่างเดียว ยังไงจิตจะสงบลง เอาให้หนักนะ

ก็เราฟังเอาจริง ๆ ทุกกิทุกกีด้วยความมุ่งหน้ามุ่งต่อต่อท่านที่จะตัดความสงสัยเรื่องมรรค ผล นิพพาน เพราะเรามุ่งหวังอย่างแรงกล้าอยู่แล้ว ก็มาสงสัยที่ว่ามรรค ผล นิพพาน จะมีหรือไม่น้า เวลาเราปฏิบัติเต็มเม็ดเต็มหน่วยเราจะเสียกำลังไปเปล่า ๆ ถ้ามีผู้มาชี้แจงบอกเราเรื่องมรรค ผล นิพพาน เราเอาตายเข้าว่าเลย นั่น นี่ท่านก็แสดงมาก็ลงตูมเลย ไม่มีสงสัยเลยนะ เรื่องมรรค ผล นิพพาน บาป บุญ นรก สวรรค์ ไปตาม ๆ กันหมด หายสงสัยหมด ท่านสงสัยไปหาอะไร ท่านว่างั้น สิ่งนี้มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ มาสงสัยหาอะไรว่ามีหรือไม่มี พระพุทธเจ้าเป็นผู้แสดงไว้ ว่าอย่างงั้นนะ ท่านเน้นหนัก เราก็เอาตั้งแต่ภาวนา เน้นหนักทางด้านภาวนา เอาจนกระทั่งจิตมันได้หลักได้เกณฑ์ทางจิตตภาวนา ก้าวขึ้นไป ๆ จนถึงขั้นที่ว่าปริยัติกับปฏิบัติ เมื่อถึงคราวปริยัติปฏิบัติวิ่งหากันแล้วเอาไว้ไม่อยู่ ชัดเจนมาก

พอถึงขั้นจิตมันออกทางด้านปัญญาแล้วทีนี้ ผ่านไป ๆ ออกทางด้านปัญญา หมุนติ้ว ๆ ทีนี้อันใดที่ไม่เคยรู้เคยเห็นมันรู้มันเห็นขึ้นมา รู้เห็นขึ้นมา รู้เห็นขึ้นมา บางอย่างเห็นขึ้นมาแล้วเป็นยังไงนี้มันวิ่งใส่ปริยัติเลยนะ ปริยัติจะมาทันที เรียกว่ามาประกันหรือมารับรอง มันผิดมันถูกประการใด ทีนี้มันก็วิ่งถึง เวลานี้ละเอาไว้ไม่อยู่ เอาไว้ไม่อยู่จริงๆ เพราะมันคดมันกว้าง มันรู้อยู่ตลอด อันที่แน่ใจแล้วก็มี อันที่ยังไม่แน่ใจมันก็วิ่งประสานกับปริยัติ นี่ที่เอาไว้ไม่อยู่ แหม ทำไมพูดถูกต้องเอานักหนานะ เวลามันเป็นเป็นขึ้นกับเรา

ตอนที่ให้ทำจิตให้สงบอย่ายุ่งกับอะไรนะ ท่านว่า ยังไงจิตจะสงบเอาให้หนัก ท่านว่า เมื่อถึงกาลเวลาที่ปริยัติกับปฏิบัติจะวิ่งเข้าถึงกันแล้วเอาไว้ไม่อยู่ นี่ละเราไม่ลืมนะเอาไว้ไม่อยู่ เอาไว้ยังไงมันพุ่งใส่กันอย่างงี้ มันเป็นจริงๆ  จิตนั้นมันหมุนติ้ว ๆ แล้ว ปริยัติกับปฏิบัติเลยวิ่งประสานกัน ช่วยกัน แก้กันอยู่ในตัว ๆ นี่เราก็ไม่ลืม ที่ว่ามรรค ผล นิพพานมันหายไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีกิเลสอยู่ หายความสงสัย เลื่อนลอยหายหมด ปักปึ๋งลงไปเออแน่แล้วทีนี้ ท่านแสดงอย่างนี้

ทีนี้เวลาปฏิบัติมันก็รู้เข้าไป รู้เข้าไป ก็ยิ่งแน่นเข้าไป แน่นเข้าไป สุดท้ายมันถึงขั้นมันจริง ๆ ถึงขึ้นที่ว่านอนไม่ได้ นี่เห็นไหมความเพียร เวลามันล้มลุกคลุกคลานก็มีแต่ความขี้เกียจขี้คร้านทับหัวอยู่ตลอดเวลา ไปที่ไหนอยากเอาหมอนมัดคอไปด้วยเพื่อความสะดวก เสื่อก็มัดติดหลัง หมอนก็มัดติดคอ เดินจงกรมก็ให้มันติดกันไปนั้นเพื่อความสะดวก นี่เวลาความขี้เกียจมาก ๆ มันต้องหาจัดความสะดวกให้เรียบร้อย มันก็เป็นขี้เกียจขี้คร้าน แต่ก็บึกบึนก็รู้อยู่

แต่เวลาถึงขั้นเห็นไหมละ มันหนุนไป ๆ ทำไป ผลปรากฏขึ้นมาเป็นเครื่องดูดดื่มเรื่อย ๆ ดูดดื่มเท่าไรมันก็เพิ่มศรัทธา เพิ่มความเชื่อมั่นเข้าไป ความอุตส่าห์พยายามมันก็มาพร้อม ๆ กัน หนุนเข้า ๆ มันก็เข้าถึงขั้นนั้นจนได้ละ พอถึงขั้นปัญญาออกก้าวเดิน นั่นละที่ว่าปัญญาออกก้าวเดินกับปริยัติวิ่งหากัน นั่นละมันขั้นปัญญาแล้วไม่อยู่ละทีนี้ วิ่งใส่ปริยัติ ไม่หลับไม่นอน กลางคืนทั้งคืนไม่นอน ถ้าจะปล่อยจริงๆ ตายนะความเพียรประเภทนี้ คือมันไม่รู้จักหลับจักนอน มันดูดมันดื่ม มันหมุนของมันที่จะไปท่าเดียว เรียกว่าให้อยู่ตกค้างอีกอยู่ไม่ได้แล้ว อยู่ไม่ได้แล้ว เพราะเห็นโทษของกิเลสทั้งหลายนี้เห็นเต็มหัวอก แล้วจะทนได้ยังไง

ทีนี้เห็นคุณค่าของธรรมที่จะพาให้หลุดพ้นก็เต็มหัวอกด้วยกัน เมื่อต่างอันต่างเต็มแล้วมันอยู่ไม่ได้ นี่ละที่นอนไม่หลับ เวลาจะให้หลับมันไม่ถอย มันหมุนของมันอยู่ ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันเป็นอัตโนมัติ ถึงขั้นอัตโนมัติแล้วนอนไม่หลับ ความเพียรเป็นอัตโนมัติ ที่ว่าเพียร ๆ นี้หมด นอกจากเพียรเพื่อพ้นทุกข์ แต่เพียรในประโยคพยายามปัจจุบัน ๆ ไม่มี มีแต่รั้งเอาไว้ รั้งเอาไว้ มันเป็นความเพียรตลอดเลยตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ

แม้ที่สุดฉันจังหันอยู่นี้มันก็ไม่ได้อยู่กับอาหารนะ ทำอะไรก็ตามมันไม่ได้อยู่กับสิ่งนั้น มันอยู่กับนี้กิเลสกับธรรมฟัดกัน ๆ อยู่ตลอด นี้เรียกว่าอัตโนมัติ ไม่ยอมพลั้งยอมเผลอ ไม่ยอมเสียเปรียบให้กันแหละ ฟัดกัน เวลาจะนอน นอนลงไปนี้ร่างกายเรานอน จิตเราจะพักให้สงบมันหมุนของมันอยู่นั้น กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่ สุดท้ายก็เหนื่อยนอนก็ไม่หลับ เอ้าลุกขึ้นมาอีก ออกไปเดินจงกรม พอสมควรแล้วมาจะนอนให้หลับอีก ก็แบบเดียวกัน สุดท้ายสว่าง ไม่หลับเลย อ้าว พอตอนเช้ามาจังหันเสร็จเรียบร้อยว่าจะพักสักหน่อยไม่พัก นี่อย่างนี้มันไม่ยอมนอนให้เลย นี่มันจะไม่ตายเหรอ

นี่เรื่องความเพียรที่เพื่อความพ้นทุกข์จริง ๆ แล้วมันพุ่งของมัน ไม่มีที่จะอยู่ ไม่อยู่ ให้พ้นอย่างเดียว เวลามันละเอียดเข้าไป ละเอียดเข้าไปนี้ประหนึ่งว่านิพพานอยู่ชั่วเอื้อม เอื้อมหวุดหวิด ๆ หวุดหวิดก็ยิ่งขยับใหญ่เลย เพราะงั้นมรรค ผล นิพพานมีหรือไม่มีหมดปัญหาเลยนะ ก็มันเอื้อมหวุดหวิด ๆ จะไม่มียังไง ขนาบกันเสียจนโอ้ ลงเดินจงกรมถ้าได้ลงแล้วเท่านั้นละมันแบบเดียวกันหมด นั่งก็เหมือนกัน ถ้าลงได้นั่งก็แบบเดียวกัน ลงเดินจงกรมก็เหมือนกัน ลืมเวล่ำเวลาที่จะออกจากทางจงกรม มันหมุนอยู่ภายใน มันไม่ได้คิดนอกคิดใน คิดอะไรทั้งหมดเลยนะ มันมีอยู่ภายในเฉพาะๆ

นี่มันจึงเพลินในความเพียร เดินจงกรมกี่ชั่วโมงมันไม่เคยสนใจ หิวโหยอะไรไม่มี ไม่สนใจ เหมือนนักมวยเขาต่อยกันเข้าวงใน แบบเดียวกัน เผลอไม่ได้ว่างั้น ตาย อันนี้มันก็หมุนของมันแบบเดียวกัน เวลานอนต้องได้บังคับ มันจะตายจริง ๆ มันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า สติปัญญากับกิเลสฟัดกัน มันเป็นการทำงานอยู่ด้วยกระแสของจิต ที่คิดปรุงเป็นอรรถเป็นธรรมเรียกปัญญา มันคิดมันปรุงของมันแก้กันอยู่นั้น มันก็เหนื่อย เหนื่อยในหัวอกนี่นะ เหนื่อย ทำยังไงมันจะตายแล้วนี่น่า มันก็ไม่ยอม เราจะตายมันก็ไม่ยอมถอยกัน สุดท้ายก็เอาบังคับ เราไม่ลืมนะ บังคับให้มันเข้าสู่สมาธิให้ได้ แต่ก่อนสมาธิก็เหมือนหินแน่นปึ๋งเลย ติดสมาธิจนไม่ยอมออก เพราะว่าสมาธิก็เป็นนิพพาน มันติดจนกระทั่งเหมาเอาสมาธิว่าจะเป็นนิพพาน

ทีนี้เวลาถูกบังคับ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นไล่ออกจากสมาธิ พอออกจากสมาธิมันพร้อมแล้วนี่มันก็พุ่งใส่ปัญญา ทีนี้ออกทางด้านปัญญาเลยเห็นสมาธิ ตำหนิสมาธิหาว่านอนตายเฉย ๆ  นั่นเห็นไหมละ แต่ก่อนมันติด มันนอนตายเฉย ๆ สมาธิไม่ได้แก้กิเลส ปัญญาต่างหากแก้กิเลส ที่ว่าแก้กิเลสด้วยปัญญามันก็จะเอาให้ตายอีก สุดท้ายไม่ไหวมันจะตาย เอาบังคับ ใช้แบบบังคับ สุดท้ายเอาพุทโธมานะ พุทโธไม่เคยสนใจ ตั้งแต่จิตเป็นสมาธิก็ไม่เคยสนใจกับพุทโธ มันแน่นปึ๋งอยู่งั้นตลอด ทีนี้เวลามันทำงานเต็มเหนี่ยวแล้วมันก็ไม่หลับไม่นอน เลยเอาคำบริกรรมคือพุทโธนี้ให้จิตมาติดอยู่กับนี้ เอาสติบังคับไว้นี้เลย ไม่ยอมให้ออกทางด้านปัญญา เอ้าบังคับ มันจะพุ่ง มันรุนแรงของมันเต็มเหนี่ยว เหมือนกับว่าคู่ต่อสู้ยืนจังก้าอยู่นี้คอย มันก็มีแต่จะฟัดกันละซี

ทีนี้ก็พัก ถ้ากำหนดอยู่เฉยไม่ได้นะมันจะออกทางด้านปัญญา ต้องบังคับด้วยพุทโธ กำหนดพุทโธไม่ให้เผลอจากพุทโธ งานอะไรก็ตามคู่ต่อสู้ยืนจังก้า มันยืนหมดทั้งโคตรมันก็ช่างไม่เอากับมัน นี่จะเอาอยู่กับพุทโธ ๆ บังคับไว้กับพุทโธ ๆ เหนียวแน่นนะ คำว่าเผลอมันไม่อยากพูดนะ ก็มันไม่เผลอ พอลามือพอเบาหน่อยมันจะพุ่งใส่นั้นแล้ว เพราะงั้นจึงต้องบังคับให้หนักนะ พุทโธ ๆ ๆ ๆ ติดแนบอยู่นี้ เดี๋ยวจิตก็ค่อยอ่อนจากนั้นเข้ามา มาแน่ว ทีนี้ก็ลงแน่วเลย

ทีนี้เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามนะ พอพักจากทางด้านปัญญาแล้ว จิตพักสู่ความสงบแน่ว ก็สมาธิมันเก่งอยู่แล้วนี่ เป็นแต่เพียงว่าสมาธิไม่ได้ถอดถอนกิเลสนี่นะ ปัญญาต่างหาก มันก็เลยหมุนไปทางด้านปัญญา  เห็นสมาธิเป็นของเหลวไหลไปเสีย เมื่อเวลาจะพักมันก็ไม่อยากจะพัก  ทีนี้ดึงเข้ามาพักสมาธิ แบบนี้แหละแบบบังคับเลยนะ ต้องเข้มแข็งกัน อ่อนไม่ได้ มันออกไปแล้ว ฟัดกันแล้วทางด้านปัญญา ทางนั้นมันรุนแรงมาก บังคับให้สมาธิ มันก็ลงแน่วเลย เงียบไปหมดทีนี้ กิริยาท่าทางอะไรไม่มี รู้สึกว่าเหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามนะ ความทุกข์ความลำบากลำบนเกี่ยวกับเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ที่มันอ่อนเพลียนี้เบาลง ๆ สบาย เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม บังคับนะนั่นก็ดี มันลงขนาดนั้นแล้วยังบังคับ กำลังข้างนอกของปัญญามันยังหนักกว่านี้นะ ยังต้องบังคับเอาไว้ ถ้าออกจากนี้มันจะออกทันที

บังคับจนกระทั่งมันพอ พอกับความต้องการ ดูจิตของเรามีกำลังวังชาเต็มที่แล้วทีนี้ ความสุขความสำราญบานใจภายในนี้ โดยไม่ต้องยุ่งกับทางด้านปัญญาก็เต็มแล้ว ๆ เรียกว่าเบาไปหมดเลยนะ นั่นละเข้าสมาธิตอนมันจะตายจริงๆ รู้สึกมาเห็นผลทางสมาธิ ไม่งั้นซัดกับขั้นปัญญามันจะตายจริง ๆ จนมันพอแล้วทีนี้ แน่ใจเจ้าของทุกอย่างพอแล้ว กำลังของจิตนี้ก็เต็มที่ ความสุขของจิตก็เต็มที่ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็หมดไปเลย เหลือแต่ความกระปรี้กระเปร่าภายในจิตใจ กำลังวังชาของสมาธินี้เต็มปึ๋ง พอลามือนั้นแล้วมันจะผึงเลย ทีนี้ฟัดกันนี้ขาดสะบั้นไปเลยนะ นั่น

จิตออกจากสมาธิแล้วด้วยการพักเรียบร้อย มันก็เหมือนเราพักผ่อนนอนหลับ หรือพักรับประทาน มีกำลังแล้วควรแก่การงานทั้งหลายอีก นั่น ถ้าเราจะถือแต่ว่าการงานนี้ได้ผลได้ประโยชน์ การพักผ่อนนอนหลับ หรือการรับประทานอาหารไม่เกิดประโยชน์ มันจะได้ก็ตามมันตายได้ใช่ไหมละ ถึงเวลาทำงานก็ต้องทำงาน ถึงเวลาพักก็ต้องพัก พักนี่พักเอากำลัง อย่างเราพักผ่อนนอนหลับ หรือพักรับประทานอาหารชั่วกาลเวลาแล้วก็ออกทำงาน นี้ก็แบบเดียวกัน พักสมาธิ ไม่ได้อะไรก็ตามก็ได้กำลัง พอลามือเท่านั้นละผึงเลย ทีนี้ซัดกันเต็มเหนี่ยว พอถึงขั้นมันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วกลับมาอีก กลับมาเฉย ๆ ไม่ได้นะ ต้องเอาพุทโธบังคับ แบบนี้ตลอด ๆ

             นี่พูดถึงเรื่องจิตใจเวลาฝึกแล้วมันเป็นอย่างงั้นนะ มันไม่ใช่เป็นฝึกล้มลุกคลุกคลานอยู่ตลอดไปนะ ถึงเวลามันคล่องแคล่วแกล้วกล้านี่กิเลสผ่านไม่ได้เลย ขาดสะบั้น ๆ แต่ก่อนธรรมเราโผล่ไม่ได้ สติโผล่ไม่ได้ กิเลสเอาขาดสะบั้น ทีนี้มันพลิกกัน กิเลสโผล่มาไม่ได้ ปัญญามันเป็นของมันเอง ขาดสะบั้นไปเลย คือมันเชื่อมเข้าไปหามหาสติมหาปัญญา คือละเอียดลงไป ท่านเรียกว่ามหาสติมหาปัญญา ความไม่เผลอนี่ตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัตินี้ก็ไม่เผลอแล้ว แล้วยิ่งไปหามหาสติมหาปัญญามันจะเอาอะไรมาเผลอ มันยิ่งละเอียด ก็เหมาะสมกับกิเลสที่ละเอียด ๆ มันทันกัน ๆ ฟาดเสียจนขาดสะบั้นลงไป ไม่มีอะไรเหลือ โลกธาตุนี้ว่างไปหมดเลย

             จึงเรียกว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต มันก็เข้ามาในหัวใจเราหมด ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ฟังซิสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่า ถอนอัตตานุทิฐิ ความสำคัญว่าตนว่าตัวเสีย จะพึงข้ามพ้นจากพญามัจจุราชเสียได้ พญามัจจุราชจะตามไม่ทัน ผู้พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่าอยู่อย่างนี้ นี่ท่านสอนท่านโมฆราช มานพคนที่ ๑๖ ผู้นั้นพิจารณาก็ได้บรรลุธรรม นั่นละแบบของท่าน แล้วเวลามันพิจารณามันก็มาเป็นแบบของเราอีก ไม่ได้อาจเอื้อมนะ ไม่ได้วัดรอย มันเป็นก็บอกว่าเป็น ทีนี้ความว่าง ตั้งแต่ก่อนมันก็ว่างอยู่แล้ว จิตใจมันว่างมาเป็นลำดับลำดา ว่างในขั้นสมาธิ ว่างเวลาจิตเป็นสมาธิ       จิตเข้าสู่ความสงบแล้วมันก็ว่างไปหมด พอถอนออกจากสมาธิแล้วมันก็ไม่ว่าง

             ทีนี้พิจารณาเข้าไปจนกระทั่งถึงขั้นว่างของจิต จิตว่างตามฐานของตน มันก็ว่าง แต่ภายในตัวจิตเองมันยังไม่ว่าง นั่นเป็นขั้น ๆ พอพิจารณา นี่ละขั้นที่ว่ามันว่างหมด พอถึงขั้นนี้ฟาดกิเลสขาดสะบั้น ทีนี้ว่างทั้งภายนอกภายใน ทุกสิ่งทุกอย่างว่าง ตัวจิตเองก็ไม่ได้ยึดถือตัวเอง นั้นละเรียกว่าโลกสูญเปล่า ว่างเปล่าไปหมด จิตไม่มีอะไรที่จะเข้ามาผ่านได้เลย เป็นจิตที่ว่างตลอดเวลา ทีนี้เลยว่างตลอด เรียกว่านิพพานเที่ยงก็ว่างตลอด เที่ยงอยู่งั้นจะว่าไง นี่ภาคปฏิบัติฟังเอาซิ เวลามันถึงขั้นนั้นแล้วมันหมด จะไปถามใคร

             สติปัญญาอัตโนมัติก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญาหมุนตลอดนะ ไม่มีเวลาหยุดเวลาถอย ยุ่งที่สุด แต่ไม่สนใจว่ายุ่ง มันมีแต่มันจะพุ่งให้พ้นท่าเดียว ทีนี้พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปหมด สมมุติหมดจากจิตโดยประการทั้งปวง เพราะกิเลสเป็นตัวสมมุติ ยอดสมมุติคือกิเลสอวิชชา พออันนี้ขาดสะบั้นลงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ทีนี้ก็ว่างขึ้นมาหมดเลย สูญไปหมด ว่างไปหมดไม่มีอะไร ไม่มีอะไรมาพาดพิงจิต ทั้ง ๆ ที่โลกมันมีอะไร แต่ความว่างของจิตทะลุไปหมด ไม่มีขอบมีเขต ไม่มีเลย ว่างไปหมด ครอบโลกธาตุ ว่าได้เท่านั้น

             ทีนี้สติปัญญาที่หมุนตัวเป็นธรรมจักร ไม่ต้องบอกนะ ประหนึ่งว่าจะไม่มีวันพักผ่อนหย่อนตัวได้เลย พอกิเลสตัวเป็นข้าศึกขาดสะบั้นลงไปแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือคือสติปัญญาทุกประเภทนี้มันก็วางไปได้เลย ปล่อยเลย เหมือนเราทำงานเสร็จแล้วปล่อยเครื่องมือไป ปล่อยเครื่องมือ  อันนี้ยังไม่เสร็จ พอมันเสร็จเรียบร้อยแล้วปล่อยหมด อันนี้ก็เหมือนกัน สติปัญญาความพากความเพียรทุกประเภทเพื่อฆ่ากิเลส เมื่อกิเลสขาดสะบั้นลงไปตายเสียอย่างเดียว ความเพียรประเภทนี้มันก็หมด สติปัญญาที่หมุนตัวเป็นเกลียวอยู่จนกระทั่งนอนไม่ได้หมดโดยสิ้นเชิง เป็นหลักธรรมชาติ เราไม่ได้บังคับนะ บังคับให้หยุดความเพียรประเภทนี้ สติปัญญาประเภทนี้บังคับให้หยุด ไม่มี ก็อันนั้นตายแล้วจะให้ไปรบกับอะไร สติปัญญาเป็นเครื่องรบอันนั้น

             นี่ก็เหมือนว่าเครื่องมืออยู่กับมือเรา พออันนั้นเสร็จแล้วมันก็ปล่อยของมันเอง นั่นละที่สุดของทุกข์ ที่สุดของจิตที่ท่องเที่ยวในวัฏสงสาร เกิด แก่ เจ็บ ตายตลอดมา ไม่มีใครยิ่งกว่าใคร ในโลกอันนี้ทั้งสัตว์ทั้งบุคคล เรื่องภพเรื่องชาตินับไม่ได้เลย เราคนเดียวนี้ก็นับไม่ได้ มันมากต่อมาก เพราะเกิดตาย ๆ ด้วยอำนาจของกิเลสนี้พาหมุนให้เกิดให้ตาย แล้วก็ยังมีบุญมีบาปแฝงกันไปนั้นด้วย ทีนี้พอกิเลสตัวพาให้สร้างบาปสร้างบุญนี้มันสิ้นสุดลงไปแล้ว ทั้งหลายก็หมด บุญก็เกื้อหนุนขึ้น เหมือนบันได้พาดเอาไว้ เราก้าวขึ้นสู่บ้าน พอถึงบ้านแล้วบันไดกับเราก็หมดปัญหากันไป ส่วนบาปละอยู่ตลอด บุญเป็นเครื่องพยุง พอถึงที่แล้วบุญก็เป็นเหมือนบันได เราเข้าถึงบ้านแล้วบันไดก็เป็นบันได  ก็พาดอยู่ในบ้านนั้นแหละ แต่มันไม่เป็นบ้าน มันก็เป็นบันไดอยู่งั้น บุญก็เป็นบุญเป็นกุศล แต่มันไม่เป็นบ้าน คือจิตที่บริสุทธิ์

                 ธรรมธาตุนั้นคือบ้าน ท่านก็ใช้อันนี้ไปธรรมดา หมดโดยสิ้นเชิง เรื่องที่จะละกิเลสตัวใดอีก ได้รับความทุกข์มากน้อยดังที่เคยเป็นมา ๆ มันก็หมดไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือ เรื่องว่านิพพานเที่ยงมันก็ประจักษ์อยู่ในใจแล้ว ต่อไปนี้มันจะแปรไปอะไรอีกจิตดวงนี้ ที่มันเคยแปรมานี่  เคยเกิดในภพในชาตินับไม่ได้นะคนคนหนึ่ง ที่เจ้าของสำคัญว่าตายแล้วสูญนั่นแหละ ธรรมชาติของมันมันไม่ได้สูญ มันไม่ได้ฟังความสำคัญของเจ้าของว่าตายแล้วสูญนะ ออกจากนี้มันก็เข้าร่างนั้น ออกจากนั้นเข้าร่างนั้น สูง ๆ ต่ำๆ ไปตามบุญตามบาป เรื่อยอยู่งั้น ถ้าใครมีบาปมากก็จมไปเลย คำว่าจม จะจมเที่ยงไปก็ไม่เที่ยง ไม่ใช่นิพพาน เพราะอันนี้เป็นสมมุติ ตกนรกมันตั้งกัปตั้งกัลป์มันก็ค่อยเปลี่ยนตัวของมัน ค่อยหมดไป ๆ ฟื้นขึ้นมาได้แต่นาน มันไม่มีฟื้นอะไรอีกตั้งแต่เรื่องนิพพาน

                 นั่นเรียกว่าหมดแดนสมมุติ ในสมมุตินี้จะเป็นส่วนใดก็ตาม มีการเปลี่ยนแปลงไปได้ ช้าหรือเร็ว เช่นตกนรกกี่กัปกี่กัลป์ก็ช้า แต่มันก็เปลี่ยนของมันมาได้ พ้นจากนรกได้ นั่น สำหรับนิพพานถึงแล้วเป็นธรรมธาตุ เลยเขตสมมุติไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไม่มีในพระนิพพาน เพราะฉะนั้นจึงกล้าพูด ที่เขามาถามอยู่เขื่อนอะไร คนสงสัยสนเท่ห์ยุ่งกันไปหมด บางคนว่านิพพานเป็นอันตตา บางคนว่าเป็นอนัตตา มันก็ผางออกมาเดี๋ยวนั้นเลย เขาเขียนไว้มิใช่หรือ ได้อ่านมิใช่หรือ นิพพานคือนิพพานเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เด็ดไหมคำพูดนี้ อัตตาก็ดี อนัตตาก็ดี เป็นทางก้าวเดินเพื่อพระนิพพาน ไม่ใช่พระนิพพาน

                 เมื่อการก้าวเดินไปเพื่อพระนิพพานด้วย อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา พิจารณาไปอันนี้ จนถึงที่สุดแล้วอัตตา-อนัตตาก็เป็นอีกฝั่งหนึ่ง แล้วจิตก็ถึงที่สุดแล้ว นั้นคือพระนิพพาน เราพูดมาวันนั้นก็ไม่มีใครค้านมา เริ่มแรกที่จะได้พูดที่แก้ปัญหาตอนนี้ก็อยู่ที่เขื่อนภูมิพล เขาถามปัญหาตอนเช้า ตอบอย่างจัง ๆ ในตอนนั้นเลย ตอนบ่ายเขาก็ออกวิทยุเลย ออกทั่วประเทศไทย ออกไปดูเหมือนหลายเวลาละมั้ง ใครจะมาคัดค้านยังไง เราก็ไม่เคยเห็นใครมาคัดค้าน ตั้งแต่บัดนั้นมาเรื่องอัตตา-อนัตตาในพระนิพพานเเงียบไปนะ ไม่ได้มีใครพูดขึ้นมาอีก ปัญหาอันนี้จึงจะทำจิตใจของคนให้สงบตายใจได้ ว่างั้นเถอะ

                 นิพพานไม่ใช่อัตตา-อนัตตา  เป็นทางก้าวเดินต่างหาก พอถึงนั้นแล้วมันไม่มีอันนี้ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไม่มี พอถึงบ้านแล้วบันไดมันก็เป็นบันได้ มันไม่ใช่บ้าน แน่ะเป็นอย่างงั้นเสีย การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างงั้น พุทธศาสนาเรานี่หลักใหญ่อยู่ที่จิตตภาวนานะ ใครอยากมีความแน่นหนามั่นคงในศีลในธรรมต่อศาสนาเราให้มีการภาวนา การภาวนาจะมีผลแปลกประหลาดขึ้นภายในจิตใจ ขยายวงกว้างออกไป ๆ แล้วที่เราเชื่อถือมานมนานนั้นจะลงจุดนี้หมด อันนี้เป็นพยานไปเลย ความเชื่อศาสนาฝังลึกมากทีนี้ ฝังลึก ๆ มีหลักมีเกณฑ์ การทำบุญให้ทานทุกสิ่งทุกอย่างจะละเอียดลออกผิดปรกติกับคนไม่ได้ภาวนานะ เช่นอย่างเราเคยทำบุญให้ทาน เป็นจริตนิสัยของเราที่เคยมาตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยายของเรา นี่ก็ถือเป็นธรรมดา หรือว่าเป็นประเพณีของชาวพุทธ แต่พอภาวนาเข้าไป ๆ เป็นขึ้นมาแล้ว การทำบุญให้ทานก็เคยทำแต่จะมีความละเอียดเข้าไปอีกนะ

                 การทำบุญให้ทาน แม้วัตถุทานเอามานี้ยังต้องพินิจพิจารณา จะทำอะไรเป็นไปด้วยเจตนา ๆ ละเอียดลออ จากนี้ขยายออกไป ความเคลื่อนไหวของเราจะเป็นไปในทางบุญทางบาป มันรู้สึกตัว รู้สึกตัว นะ อะไรไม่ควรมันจะขยะ ๆ ในใจ เช่นเราเคยทำบาป ๆ ด้วยอะไร ๆ แต่ก่อนมันไม่ขยะ ทีนี้เวลาธรรมเข้าสู่ใจแล้วมันจะขยะ ๆ ไม่ควร ต่อไปมันหยุดเลย นั่น ไม่เอา ๆ นี่ละหลักใจจากภาวนาเป็นเครื่องประกันได้ ยกตัวอย่างเช่นพระโสดา เราก็เคยพูดแล้ว พระโสดาบันตั้งแต่วันบรรลุธรรมพระโสดาผึงขึ้นเท่านั้นละนะ ศีล ๕ ท่านมาพร้อมกันเลย

                            ศีล ๕ คืออะไร ปาณา อทินนา กาเม มุสา สุรา สมบูรณ์ด้วยกันไปหมด ท่านไม่ต้องรับศีลรับธรรมอะไรอีกแล้ว เจตนางดเว้น เรียกสมุเฉทวิรัต งดเว้นอย่างเด็ดขาดไปเลยโดยหลักธรรมชาติของใจที่เชื่อธรรมแล้ว จะทำประเภทเหล่านี้อีกไม่ได้เลย แม้จะไปเป็นหัวหน้าทำบุญให้ทานสถานที่ใดก็ตาม นำเขารับศีลรับพรอะไรก็ตามก็สักแต่กิริยา ท่านไม่ได้สงสัยท่านว่า ศีลด่างพร้อยหรือขาดทะลุท่านไม่มี นั่น เป็นอยู่ในใจนะ ไม่ต้องมีใครบอก รู้เอง ความขยะ ๆ หิริโอตตัปปะความสะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรมมาพร้อม อยู่ในใจนั้นหมด       

                 นี่ละเรื่องการภาวนา เรายังไม่พูดถึงโสดา พูดถึงเรื่องการภาวนาของเรา พอมีจิตใจสงบ มีหลักมีเกณฑ์เข้าบ้างจิตใจจะแสดงความละเอียด ในกิริยาของตนผิด ถูก ประการใด เหมือนกับว่าซักฟอกกันอยู่ในนั้น อะไรไม่เหมาะไม่สมจะมีอะไรสะกิดอยู่ในนี้ มันพูดยากนะ กิริยาของใจที่เตือนเจ้าของ ในสิ่งไม่ควรทั้งหลาย ๆ นี้เตือนเจ้าของ มันหากรู้ในเจ้าของเอง จะบอกใคร ๆ ยังไงมันบอกยากนะ ให้ภาวนาเข้าไปมันก็รู้เอง นี่ละที่ท่านละชั่วทำดี ท่านละ ๆ ๆ ไปเลยก็เพราะอันนี้ละ เมื่ออันนี้ไม่ควรแก่สิ่งเหล่านั้นก็ละไปเรื่อย ๆ ไม่ควรโดยประการทั้งปวง บาปไม่ทำโดยประการทั้งปวง

                 ดังพระพุทธเจ้าแสดงไว้ว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาปทั้งปวง ๑ กุสลสฺสูปสมฺปทา การยังกุศลคือความฉลาดให้ถึงพร้อม สจิตฺตปริโยทปนํ การทำจิตของตนให้ผ่องใสจนกระทั่งถึงความบริสุทธิ์ ๑ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ นี่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สอนอย่างเดียวกันหมด คือเมื่อถึงขั้นนี้แล้วไม่ทำ พระพุทธเจ้าทุก ๆ องค์ไม่ทำ ไม่ว่าจะบาปประเภทใดท่านไม่ทำ เป็นคนละโลกไปแล้ว จึงนำนี้มาสอน เวลาเป็นในใจไม่ต้องไปถามกัน มันหากเป็นเองรู้เอง นี่ธรรมมีในใจ

                 ทีแรกก็ได้อาศัยคนอื่นแนะนำเสียก่อน พอปฏิบัติไปพอจิตมีหลักมีเกณฑ์แล้วความพึ่งตัวเองจะมีในนั้น อะไรควรไม่ควรมันจะรู้ในตัวของเรา งานการทุกอย่างจะละเอียดลออนะ ไม่ใช่งานแบบซ่วมซ่าม ๆ เหมือนอย่างที่เคยทำกันนะ เจ้าของนี่เคยซ่วมซ่าม ๆ แต่เวลาจิตมีหลักมีเกณฑ์ในด้านธรรมะเข้าไปนี้มันจะค่อยละเอียดเข้าไป ละเอียดเข้าไป แล้วเจ้าของรู้ตัวเอง นั่น นี่ละเรื่องพุทธศาสนาเด่นอยู่ที่จิตตภาวนา ขอให้ท่านทั้งหลายที่เป็นชาวพุทธด้วยกันให้ทราบนะ ไม่ควรจะปล่อยวาง มันจะเห็นความแปลกประหลาดวันใดวันหนึ่ง รายใดก็ตาม แม้จะไม่เห็นก็ตามการภาวนาท่านบอกมีอานิสงส์มากยิ่งกว่ากุศลทั้งหลาย นั่น กุศลอันนี้จากการภาวนาของเรารับรองไว้แล้ว รับรองไว้แล้ว การภาวนามีอานิสงส์มากกว่าการกุศลทั้งหลาย

                 ทีนี้ยิ่งมีความรู้ขึ้นในใจด้วยแล้วก็ยิ่งเพิ่มเข้า ๆ นี้เป็นหลักได้เลยเรื่องพุทธศาสนา อยู่กับใจ ไม่ได้อยู่กับที่ไหน ๆ ตำรับตำราที่ไหนยกไว้ สาธุ แต่ความแน่มันอยู่กับในนี้ เป็นอย่างงั้นนะ จึงอยากให้พี่น้องได้ภาวนากันบ้าง ที่เอามาเทศน์ให้พี่น้องทั้งหลายฟังนี้ก็มีแต่เรื่องภาวนาล้วน ๆ นี่เราพูดถึงเรื่องนิสัยของเรานะ เราเป็นคนจริงจังทุกอย่าง ว่าทำอะไรเป็นอันนั้น ๆ เราไม่เคยเหลาะแหละ ไม่เคยโยก ๆ คลอน ๆ สุ่มสี่สุ่มห้าเราไม่เคยเป็น เราพูดเรื่องอะไรมันก็มาย้อนถึงเวลาเราปฏิบัติ เรื่องสอนคนสอนใครนี้ไม่สอนใครเลยนะ แม้ตั้งแต่เรียนหนังสืออยู่ผู้ใหญ่ท่านจะให้เป็นครูสอนปริยัติ เช่นสอนนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก สอนบาลีเพื่อเป็นมหานี้ไม่เอาเลย เพราะเรามุ่งจะออกโดยถ่ายเดียว ไม่เอาจริง ๆ  ปัดเลยไม่เอา

                 พอเรียนจบแล้วก็ไม่สอนใครอีก ออกปฏิบัติก็ไม่สอนใคร ธรรมะตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานจนกระทั่งถึงธรรมะมันแตกฉานภายในจิตใจ มันก็มีความรู้ความฉลาดมากน้อยมันก็มาสอนตนหมด มันไม่ได้คิดจะไปสอนใคร เข้าใจไหมละ มีแต่สอนตนตลอด เช่นไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืนนี่ก็สอนตนตลอด มันไม่ได้คิดว่าจะไปหาสอนคนนั้นคนนี้นะ นี่เวลาทำงานเจ้าของเองเป็นอย่างงั้นจริงๆ ไม่เคยได้สอนใครนะเวลาออกปฏิบัติ หากจะมีบ้างก็เป็นกาลเวลาที่จำเป็น เช่นเราเดินธุดงค์ไปพักค้างบ้านเขา เขามีงานในวัดเขา เขามานิมนต์เราไปเทศน์ บอกว่าเทศน์ไม่เป็นเท่าไรเขาก็ไม่ฟัง ก็เอาไปเทศน์ ก็ไปเพื่อไม่ให้เสียการเสียงาน เสียอะไรเขาเสียน้ำใจเขา ก็ไปให้เขาเสียแก้รำคาญ พูดง่าย ๆ ว่างี้นะ ก็มันไม่หวังเอาอะไร ก็เรียกว่ามันรำคาญละซิ ก็ไปเทศน์ให้เขาเสีย

                 ทีนี้เวลาเทศน์แล้วของอะไรเขาถวายมามอบให้หมดไปเลย ไม่เคยสนใจ สตางค์หนึ่งก็ไม่เคยเอา ถวายเท่าไรมอบหมด ไม่เคยมีเงินติดเนื้อติดตัวเลยเรา ไม่สนใจขนาดนั้นยิ่งกว่าธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างได้มาเท่าไรโละ หากว่าได้ไปเทศน์สถานที่ใดโละหมดเลย ไม่เคยแตะต้อง ไปเลย ๆ หากจำเป็นที่จะเทศน์ก็เทศน์อย่างงั้น แต่ทีนี้มันไม่ได้มีอยู่เรื่อย ๆ ไอ้นี้ที่เราทำงานนี้เราทำอยู่ตลอดเวลา งานความเพียรของเรา ความรู้ความฉลาดมีมากมีน้อยเท่าไรทุ่มเข้ามาแก้กิเลส ๆ ไม่ได้ไปสอนคน จนกระทั่งมันพุ่งไปหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว

                 สำหรับหมู่เพื่อนติดตามมาตลอดแหละไอ้เพื่อนฝูง หลังจากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นมรณภาพแล้วนี้ยิ่งหนาแน่นนะหมู่เพื่อน โอ้ยขโมยนี้เพราะมันอยู่กับใครไม่ได้ ความเพียรเจ้าของมันเป็นอย่างงั้น มันหมุนติ้ว ๆ ตลอดเวลา แล้วใครจะไปอยู่กับเราได้ ไปองค์หนึ่งเป็นน้ำไหลบ่าสองทาง ไปสององค์ไหลบ่าสองทางสามทาง เบาแล้ว ความเพียรไม่สนิทใจ ถ้าไปองค์เดียวนี้เป็นกับตาย เราคนเดียว อยากกินก็กิน ไม่อยากกินไม่ต้อง เวลาไหนก็เป็นเวลาของเรา เดินไปหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้เป็นเดินจงกรมทั้งวัน ไม่เคยเผลอตัวไปที่ไหนจิตอยู่กับนี้ เรียกว่าทำความเพียรทั้งวันไปเลย

                 ไปถึงสถานที่พักแล้วนี้ เอ๊วันนี้เราไม่ได้ทำความพากความเพียรไม่มี นั่นไปคนเดียวเห็นไหมละ อยู่ที่ไหนก็เป็นเรื่องของคนคนเดียว สติกับตัวอยู่ด้วยกัน มันเอาจริงเอาจังมากนะ นี่เรียกว่าตั้งแต่ออกประกอบความพากเพียรไม่เอาใครติดตัวไปเลย ไปคนเดียวเอาจริงเอาจัง ความรู้ความฉลาดรู้มามากน้อย ที่คิดจะไปสอนใคร ๆ ไม่มี ได้เท่าไรก็ทุ่มลงสอนตัวเอง จนกระทั่งมันถึงขีดมันแล้ว ผางแล้ว จากนั้นก็เป็นนิสัยอันนี้อยู่คนเดียวสบาย ๆ ไม่อยากเล่นกับใคร แม้พระเณรก็ไม่อยากยุ่ง อยู่คนเดียวสบาย แต่พระเณรมันรุมแล้วนะ ไปไหนนี้ขโมยไป ไม่ให้รู้นะ ขโมยไป หนีด้นดั้นไปในป่า

                 บางทีพระเณรพระด้วยกันขโมยหนีกลางคืน เอ๊ทำยังไง เดี๋ยวมันโผล่ไป ๆ ทำยังไง ไอ้เราก็รำคาญ พอทางนั้นเผลอออก ออกทางไหนมันก็เป็นป่าทั้งนั้น แต่ก่อนไม่เหมือนทุกวัน ซึ่งมีตั้งแต่หมู่บ้านเต็มไปหมดนะ มันไม่สะดวกไม่สบาย อยู่ไปกินไปวันหนึ่งพอยังอัตภาพให้เป็นไป  ถึงวันเท่านั้นพอแล้ว หาอะไรโลกอันนี้ จะเอาอะไรมันพิจารณามาหมดแล้ว อยู่อย่างงี้มันสะดวกสบาย  ฉันพอยังชีวิตให้เป็นไป แล้วจะไปหาหรูหราฟู่ฟ่าที่ไหนละ เลี้ยงอัตภาพพอเป็นไปเท่านั้น อยู่ที่ไหนก็อยู่สบาย ฉันเสร็จแล้วอยากพักที่ไหนก็ได้ อยากเดินจงกรมอยู่คนเดียว อารมณ์ของคนคนเดียวแสนสบาย ไม่ได้ยุ่งนะ เพราะงั้นใครมายุ่งมันจึงรำคาญ นี่เรื่องราว

                 ครั้นต่อมา ๆ มันก็รุมหนักเข้า ๆ จนกระทั่งได้ตั้งเป็นนั่นขึ้นมา มาสร้างวัดป่าบ้านตาด แต่ก่อนอยู่ในป่าในเขามันก็ตามอยู่จนได้ละ เพราะพระเณรขาดที่พึ่ง ครูบาอาจารย์องค์นั้นล่วงไป องค์นี้ล่วงไป ทีนี้ไม่มีที่ยึดที่เกาะก็รุมเข้ามาหาเรา รุมหาเราก็หนาเข้ามากเข้า สุดท้ายก็ไปไม่รอด จนได้เป็นอย่างทุกวันนี้ เราก็ไม่เคยคาดเคยคิดนะ สอนพระสอนเณรสอนอยู่ในป่าในเขาเงียบ ๆ พอมาสร้างวัดป่าบ้านตาดก็ยังสอนพระสอนเณร นี่เทปที่ได้มาออกจากการสอนพระสอนเณรโดยเฉพาะที่เป็นธรรมะประเภทแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วเรื่อยมา

                 จากนั้นก็กระจายออกไปจนกระทั่งช่วยโลก เห็นไหมละได้ ๖ ปีนี้แล้ว เป็นแกงหม้อใหญ่มากต่อมาก สอน ๖ ปี ฟังซิ ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้ไปหาสอนใคร เพราะนิสัยเจ้าของเป็นคนนิสัยอาภัพไม่ค่อยยุ่งกับอะไรนะ แต่ทำไมมันเป็นอย่างงี้ได้ละดังที่เห็นนี่แหละ การเทศนาว่าการก็ฟังเอาซิพี่น้องทั้งหลาย เอาเฉพาะออกช่วยชาติบ้านเมือง เป็นเวลา ๖ ปี เทศน์สักกี่กัณฑ์ฟังซิน่ะ เทศน์ไม่หยุดไม่ถอยตลอดมาถึง ๖ ปีเต็ม นี่มันก็ได้เทศน์ เทศน์ไม่ทราบว่าของเก่าของใหม่ละ ว่ามันไปเรื่อย เทศน์แล้วหายเงียบ ๆ ไม่ทราบว่าเทศน์ของเก่าของใหม่ เทศน์แล้วจำไม่ได้นะ พอเทศน์จบแล้วหายเลย ๆ ถึงเวลาจะเทศน์พูดก็อย่างเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ทราบอะไร ไม่ได้ไปคิดหาที่ไหนก็พูดขึ้นมาอย่างนี้แหละ พอจบนี้แล้วก็หายไปอีกเหมือนกันนะ เป็นอย่างงี้มา ๖ ปีเต็มๆ แล้ว

                 มากขนาดไหนเทศน์สอนคนทั้งประเทศมันก็ได้เทศน์จะให้ว่าไง แง่หนักแง่เบาที่ควรจะเทศน์แง่ไหนมันก็เป็นไปเอง ๆ เช่นแกงหม้อใหญ่ก็เทศน์ทั่ว ๆ ไป แกงหม้อเล็ก เช่นมีผู้ปฏิบัติ เช่นพระเจ้าพระสงฆ์มาสนใจทางปฏิบัติมันก็ออกทางแกงหม้อเล็กบ้าง จากนั้นก็หม้อจิ๋วบ้างแต่นาน ๆ จะมีทีหนึ่ง แกงหม้อใหญ่นี้ทั่วประเทศตลอดมาเลย มันก็เป็นมาอย่างงี้จะให้ทำยังไง เวลานี้มันก็เฒ่าแก่แล้วไม่ได้เร่งกับอะไรเลยแหละ ทนเพราะความเมตตาสงสาร ถึงขนาดที่ว่าร้องโก้กจะช่วยบ้านช่วยเมือง ก็ช่วยอย่างนั้นจริง ๆ สมเจตนาของเราที่เป็นความห่วงใยชาติบ้านเมือง ถึงขนาดร้องโก้กที่เมืองไทยเราจะจมให้เห็นต่อหน้าต่อตา จึงได้ฟัดกันใหญ่เลยละ จากนั้นมาทุกวันนี้ธาตุขันธ์อ่อนแล้วนะ อ่อน เทศนาว่าการที่ไหนไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว เหนื่อย หยุด

                 พออันนี้แล้วคิดว่าจะพักให้สะดวกสบายมันจะไม่สบายนะ ไอ้พวกยุ่งมันอยู่ที่ไหนอยู่รอบ ๆ ข้างนี่แหละมันจะยุ่งกันอยู่ ส่วนไอ้ปุ๊กกี้มันไม่มายุ่งกับเรานะ มีแต่เราไปยุ่งกับมันต่างหาก ไอ้คนนี่มันโถ มันของเล่นเมื่อไรวะ มองเห็นฟากทุ่งนาวิ่งใส่แล้ว เพราะฉะนั้นอยู่ในวัดเราจึงอยู่ไม่ได้นะ ออกไปไม่ได้ เห็นไม่ได้รุมเลย ๆ อยู่ในวัดก็ไม่ออกบางวัน ถ้าจะไปดูการดูงานก็ต้องไปเวลาเงียบ ๆ ตอนค่ำแล้วหนึ่ง ตอนแต่เช้าหนึ่ง ไปดูอะไร ๆ แล้วจะมาสั่งเสียอะไรก็มาสั่งเสีย นอกจากนั้นไปไม่ได้ ออกไม่ได้นะ รุม ๆ รำคาญ เทศน์แล้วนี่คิดว่าจะสะดวกสบายอาจจะเป็นความคิดเฉย ๆ ซิ เขาที่มายุ่งเราเขาไม่ได้เห็นด้วยนี่ จะว่าไง เพราะงั้นก็จะยุ่งอย่างงี้จนกระทั่งวันตายก็ไม่ทราบนะ ให้สังเกตุไปก็แล้วกันนะ

                 เรียกว่าเราวาสนาอำนวยอยู่ก็ถูกที่ว่านี้ คือเวลาออกก็ไม่ยุ่งกับใครเลย ได้ทำความพากความเพียรเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพียงคนเดียว ๆ แล้วที่จะหาก่อสร้างไม่มีเลย อะไรมายุ่งไม่ได้เรา มีแคร่เล็ก ๆ พอ เท่านั้นละพอ ทางจงกรมกับร้านเล็ก ๆ พอ อยู่อย่างสะดวกสบาย ๆ อารมณ์กับธรรมอยู่ด้วยกันแล้วมันไม่ได้ยุ่งกับอะไรนะ ธรรมกับใจอยู่ด้วยกันมันรื่นเริงบันเทิง เพลินอยู่ในตัวเอง คนเดียวนั่นแหละ เขาจะว่าบ้าเพลินคนเดียวก็แล้วแต่ใครจะว่า ก็เราไม่ได้เป็นบ้า ว่าร้อยปากพันปากมันก็ปากบ้าทั้งนั้น เราไม่ได้เป็น มันก็ผิดทั้งนั้น เราอยู่สบายของเรา

                 อยากให้พี่น้องทั้งหลายได้ภาวนากันนะ ภาวนานี่สำคัญมากทีเดียวนะ ถึงจะไม่รู้ไม่เห็นอะไรก็ตามการภาวนานี้มีผลมาก มากกว่ากุศลอย่างอื่นนะท่านแสดงไว้ในธรรม การภาวนาเป็นที่หนึ่งในการสร้างกุศลทั้งหลาย โลกทั้งหลายไม่ค่อยได้สนใจกัน เพราะไม่มีใครสอนก็ได้นะ เราก็มา สงสารจึงได้รื้อเรื่องภาวนา ไปที่ไหน ๆ สอนเรื่องภาวนาแนบไปด้วย เพราะนั้นคือรากแก้วของศาสนา แก่นของศาสนาอยู่ที่ภาวนา เวลาจะรู้ก็รู้ตามแก่น รู้จากแก่นนั้นละไม่รู้จักไหนนะ หายสงสัยจากนั้นแหละ เอาเท่านั้นละวันนี้นะเทศน์

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก