เทวดาก็ไม่เคยค้านคำพูดเรา
วันที่ 7 กันยายน 2545 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(Real)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)   วิดีโอแบบ(Real)

เทวดาก็ไม่เคยค้านคำพูดเรา

เดือนธันวานี้ก็จะลงกรุงเทพอีกแล้ว เป็นงานใหญ่เหมือนกัน คืองานครบรอบ ๖๐ ปีธนาคารชาติ เรียกว่ามีงานใหญ่พอสมควร ดูว่าจะมีงานผ้าป่าช่วยชาติในงานนี้ด้วยเราก็ไม่ทราบชัด เราอาจจะได้ลงไปราววันที่ ๘ ก็ได้ ลงวันที่ ๘ ทางโน้นเขาก็มาปรึกษาหารือเราวันที่ ๙ จากนั้นก็เริ่มงานเลย สำหรับพระก็เราเป็นผู้จัดเอง นิมนต์พระในที่ต่าง ๆ พระทั้งหมดเราจัดให้ทั้งนั้น สั่งพระให้สำรวจตรวจตราวัดต่าง ๆ ทางภาคอีสานที่มีกรรมฐานเป็นจำนวนมากกว่าที่อื่น ๆ เพราะคราวนี้เราจะเอากรรมฐานเข้ากรุงเทพ บางองค์ท่านคงจะไม่เคยเข้ากรุงหรืออย่างไรก็ไม่รู้ คราวนี้เราก็นิมนต์ท่านไปธนาคารครบรอบ ๖๐ ปี เรากะว่าจะเอาพระ ๖๑ องค์ วันที่ ๑๐ สวดมนต์ฉันเช้าที่นั่น

นี่หมายกำหนดการ พระสงฆ์รับบิณฑบาตตอน ๗ โมงเช้า ๗ โมงครึ่งฉันอาหาร ๘ โมงก็ว่างนิดหน่อย พอ ๙ โมงก็เจริญพุทธมนต์ เสร็จแล้วถวายจตุปัจจัยไทยทาน แล้ว ๙ โมง ๔๕ นาทีถึง ๑๐ โมง ทำพิธีมอบทองคำ แล้ว ๑๐ โมงแสดงพระธรรมเทศนาถวายผ้าป่าและทองคำช่วยชาติ หลวงตาอนุโมทนาให้พรเป็นอันเสร็จพิธี การแสดงธรรมไม่แน่นะ งานมันยุ่งเหยิงวุ่นวายเป็นโอกาสจะพอแสดงได้เราจะดูเอง แต่ใครจะมานิมนต์เราให้เทศน์ไม่ได้ เราจะดูเองควรเทศน์ไม่ควรเทศน์ เทศน์มากเทศน์น้อยเราจะดูเองทุกอย่างในงานนี้ เพราะคนจะมีมาก พระสงฆ์ก็มีมาก จะไปตั้งท่าตั้งทางเทศน์ไม่ดูกาลเทศะเวล่ำเวลาควรหรือไม่ควรไม่เหมาะ เพราะฉะนั้นเราจะดูเอง ถ้าสมควรที่จะเทศน์เราก็เทศน์เอง ไม่สมควรเทศน์ก็ระงับไปเอง

เพราะตามธรรมดาถ้ามีงานที่ไหนไม่คอยได้เทศน์ เช่นอย่างวัดป่าบ้านตาด ทุกครั้งตอนเช้าไม่ได้เทศน์นะ เพราะชุลมุนวุ่นวาย อันนี้ก็แบบเดียวกัน ก็สังคมมนุษย์ กรุงเทพก็สังคมมนุษย์ ที่นี่ก็สังคมมนุษย์ มันก็ยุ่งแบบเดียวกัน จึงไม่ค่อยมีเวลาเทศน์แหละ เราก็เทศน์มานานแล้ว หากจะมีโอกาสเทศน์เราจะเทศน์เองโดยไม่มีใครอาราธนาแหละ เราดูเอง สมควรไม่สมควรเพียงไรเราก็ดูของเราเอง เพราะเราไปในงาน เมื่อสมควรจะเทศน์เราก็เทศน์เอง ก็มีเท่านั้น

ท่านทั้งหลายฟังเทศน์หลวงตาที่ออกช่วยชาติบ้านเมืองนี้ เป็นเวลาร่วม ๕ ปีมาแล้วมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง หลวงตาอดคิดไม่ได้นะ เพราะเหตุใด ที่หลวงตานำธรรมมาเทศนาสอนพี่น้องทั้งหลาย หลวงตาทำเดนตายออกมานะ เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว พูดอะไรให้ใครฟังใครไม่อยากเชื่อนะ เพราะเขาไม่ทำ เขาไม่เคยทำ แต่เราทำ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่กับมือ หลักฐานพยานอยู่กับตัวของเรา เรานำแสดงออกได้อย่างชัดเจนไม่สะทกสะท้านว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เราไม่สนใจ เพราะความจริงอยู่กับเรา เราทำยังไง ๆ ตั้งแต่การประกอบความพากความเพียรล้มลุกคลุกคลานแทบเป็นแทบตายมาตลอดนี้ เราหาความสุขไม่ได้ว่างั้นเถอะ เพราะฉะนั้นเราจึงประมวลมาได้อย่างชี้นิ้วเลยเทียว ไม่สะทกสะท้านอีกเหมือนกันว่า เรื่องความทุกข์ความทรมาน ข้าศึกศัตรูใด ๆ ก็ตามในโลกนี้ สู้ข้าศึกศัตรูระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันเพื่อคว่ำกิเลสซึ่งเป็นตัวมหันตทุกข์บีบหัวใจสัตว์โลกตลอดมาให้จมลงไป จิตดีดขึ้นถึงพระนิพพาน ไม่มีอะไรหนักยิ่งกว่านี้นะ หนักมากทีเดียว เพราะมันเหนียวมันแน่น มันเฉลียวฉลาดไม่มีอะไรเกินกิเลสนะ

โลกทั้งหลายเรานี้พูดให้ตรง ๆ มันก็อยู่เหมือนสัตว์สาราสิงนั่นแหละ ถ้าเอาธรรมมาจับกันแล้วนะ ท่านจึงเรียกว่าสัตว์โลก ๆ แปลว่า ผู้ที่ยังติดข้องคาอยู่ในโลก คำแปลออก ไม่ได้หยาบอะไรแหละ กิเลสมันยิ่งไม่ชอบหยาบ ท่านว่าสัตว์โลก ๆ ธรรมพระพุทธเจ้าดูเป็นอย่างนั้น เทียบกันได้อย่างนั้น ห่างไกลกันไหม แล้วมันมีความเฉลียวฉลาดแหลมคมกล่อมสัตว์โลกได้ทุกประเภท ไม่มีสัตว์โลกตัวใดที่จะคัดค้านต้านทานอุบายวิธีการต่าง ๆ ที่มันกล่อมสัตว์โลก ไม่มี ธรรมเท่านั้นจับเข้าไป ถ้าไม่มีธรรมโลกนี้จะจมไปไม่มีต้นมีปลาย ต้นปลายไม่มี เหมือนมดไต่ขอบด้ง วนไปวนมา แต่มดไต่ขอบด้งมันไปอยู่ขอบเก่านะ แต่สัตว์โลกมันหมุนมันเวียน ทั้งลงทั้งขึ้น หมุนขึ้นหมุนลงอยู่นี้ ผู้มีความดิบความดีก็หมุนขึ้น ผู้มีความชั่วช้าลามกก็หมุนลง ๆ หมุนลงจนจม ทีนี้ผู้มีความดีมากก็หมุนขึ้น ๆ หมุนขึ้นสุดเขตก็พ้น นั่น มีอยู่สองอย่างเป็นคู่เคียงกันมา

เรื่องของกิเลสนี้เรายอมรับ เพราะได้ฟัดกันเสียจนกระทั่ง บางครั้งจะตายก็มอบเลยเทียว ส่วนการบำเพ็ญเราก็บอกเราไม่เคยสลบไสล ทุกข์นี้ยอมรับว่าทุกข์ แต่ไม่ปรากฏว่าสลบไสล แต่เมื่อถึงขั้นที่จะตายแล้วมอบเลย นั่นฟังซิ ไม่เคยสลบไสลก็ตาม เมื่อถึงขั้นที่ควรตายด้วยความเสียสละฟัดกันแล้ว อย่างไรก็ต้องตายไปเลยไม่มีเสียดาย นี่ละอำนาจของกิเลส ความเหนียวแน่นมั่นคง ความเฉลียวฉลาดกล่อมจิตใจสัตว์โลก ไม่มีตัวใดที่จะมีการคัดค้านต้านทานหรือสะดุดใจ ว่าอันนี้ผิดกิเลส หรือว่าตำหนิกิเลสไม่มี เพราะกิเลสมาเป็นเราเสียหมด โลกธาตุมีแต่กิเลสเป็นเรา เราเป็นสัตว์ สัตว์เป็นเรา เราเป็นกิเลส กิเลสเป็นเราไปหมด เมื่อมันเข้าถึงตัวเราสัตว์โลกต้องเห็นแก่ตัวเห็นแก่เรา คำว่าเราก็คือกิเลส ตัวรักสงวนอยู่ที่เรา นั่นคือกิเลส แล้วเราก็ไม่รู้ ถึงได้หมุนไปหมุนมา

เมื่อพิจารณาถึงเรื่องความเกิดตายของสัตว์โลก ไม่ว่าใครนะในโลกอันนี้ ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่าใครว่า ภพชาติมีมากมีน้อยต่างกันยังไงพอมาวัดมาตวงไม่มี ความทุกข์ความสุขสับสนปนเปนับไม่ได้เช่นเดียวกัน มันพอ ๆ กันหมด เพราะเรื่องกองทุกข์เกิดขึ้นจากกิเลส กิเลสเป็นตัวเหตุให้สร้างกองทุกข์ขึ้นมาเผาสัตว์โลก เผาแบบกล่อมเลย ๆ ไม่ให้รู้ พูดแล้วเราสลดสังเวชจริง ๆ นะเรื่องกิเลสกล่อมสัตว์โลกนี่

คิดดูซิอย่างที่เราเคยพูดให้ฟังเสมอ ปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นมันจะผ่านแล้วนี่นะ ไปถึงนั้น อวิชฺชาปจฺจยา นี้กษัตริย์วัฏจักรอยู่ในพระราชวัง ตัวชั้นเอกทีเดียว ตัวกล่อมได้สนิทมาก นอกนั้นก็ส่งบริษัทบริวารออกไปบีบบี้สีไฟสัตว์โลก ตัว อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา มันอยู่ภายใน ตัวนี้ไม่เจอง่าย ๆ แต่เวลาฟันเข้าไป ๆ บุกเข้าไป รบเข้าไป ๆ ก็ไปถึงตัวอวิชชา พอถึงตัวอวิชชาแล้ว นี่ละที่ว่าขนาดสติปัญญาอัตโนมัติ และมหาสติมหาปัญญาเชื่อมโยงกันตลอดเวลายังหลงได้ เห็นไหม นี่ละถึงว่ามันละเอียดที่สุดนะ พอไปถึงที่นั่นคำว่าอวิชชา นั่นละตัวหลอกลวงสุดยอดของมันอยู่ที่นั่น จนกระทั่งได้อัศจรรย์ตัวเอง นี่ก็เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว

ยืนอยู่ตอนเช้า ๗ โมงเช้า คือวันพระท่านให้ญาติโยมเข้ามาใส่บาตรเอง ท่านไม่บิณฑบาตวันพระ ท่านอาจารย์กงมา ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เราก็ไปเดินจงกรมอยู่นั้น ถึงเวลาก็ออกรับบาตรที่บริเวณลานวัดลานหินนั่น เขาก็ยืนเป็นวง ท่านก็เดินบิณฑบาต ราว ๗ โมงเช้าเดินจงกรมอยู่ทางด้านตะวันตกวัด ตามธรรมดามันก็แปลกประหลาดอัศจรรย์อยู่ แต่เวลานั้นมันถึงขึ้นอุทานนะ มองดูใจนี้มันสว่างจ้าไปหมดเลย ว่างไปหมด สว่างไปหมด อัศจรรย์ ขึ้นอุทาน โอ้โห จิตเรานี้ทำไมถึงอัศจรรย์ถึงขนาดนี้เทียวนา อัศจรรย์ตัวเองนะ นี่ละตัวอวิชชา ฟังซิแหลมคมไหม ถึงขนาดมหาสติมหาปัญญายังหลงกลมันได้ ถึงจะผ่านได้ก็ตาม หลงก็ต้องบอกว่าหลงซิ มันยังหลงอยู่ในระยะใด เช่นระยะ เห็นธรรมชาติอันนี้ว่าเป็นของอัศจรรย์ โอ๋ย อุทานขึ้นเลย โห จิตเราทำไมถึงเป็นของอัศจรรย์เอานักหนา สว่างไสวจ้าไปหมดเลย เกิดความอัศจรรย์

ยืนรำพึงนะ นี่ฟังซิท่านทั้งหลาย ตะเกียกตะกายมาถึงขั้นนี้ ขั้นสุดท้ายของกิเลสตัวหลอกลวงคืออวิชชา มันสว่างอยู่แล้ว เวลายืนรำพึงมันก็ยิ่งแสดงออกความแปลกประหลาดอัศจรรย์ สว่างไปหมด มองดูต้นไม้ภูเขามันว่างไปหมดเลย ความสว่างครอบไปหมด จึงออกอุทาน โอ้โห จิตเราทำไมจึงสว่างไสวและอัศจรรย์ถึงขนาดนี้เชียวนา พอว่าอย่างนั้นไม่นานนะ นี่ละธรรมขึ้นเตือน คือที่เราว่าจิตของเราอัศจรรย์นี่ คือเราหลงตัวนี้ หลงอวิชชาตัวพาเกิดพาตาย นี่ลวดลายของอวิชชาซึ่งเป็นกษัตริย์ของกิเลสทั้งหลาย ลวดลายขนาดนั้นนะ สุดท้ายกษัตริย์ก็ออกรบกันละซิ ตีเข้าไป ๆ จนกระทั่งถึงวงกษัตริย์เอาความแปลกประหลาดอัศจรรย์มาแสดง เราก็หลง หลงจนถึงอุทานตัวเอง ทำไมจิตใจเราถึงได้สว่างไสวและอัศจรรย์ถึงขนาดนี้เชียวนา

ไม่นาน ทีนี้ธรรมก็เตือนขึ้นมา อันนี้เป็นเรื่องหลงกิเลส กิเลสโผล่ขึ้นมาพูดง่าย ๆ ความสว่างไสวนี้คือยอดของกิเลส ทำให้เราหลงเราอัศจรรย์มัน นี่คือยอดของกิเลส ทีนี้ธรรมท่านก็เตือนขึ้นมา เรายังเสียดายอยู่ไม่หยุดนะไม่ลืม เตือนขึ้นมาว่า ถ้ามีจุดมีต่อม คำว่าจุดหรือต่อมนั้นเป็นไวพจน์ใช้แทนกันได้ จุดก็จุดนี้แหละ จุดสว่างไสว ต่อมก็คืออันนี้เอง ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้ จุดต่อมของผู้รู้คือของใจนั้นแหละ อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ขึ้นมาเลยเทียว ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ เราเลยงงไปเลย เอ๊ จุดที่ไหน ต่อมที่ไหน งงแก้ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ธรรมท่านแก้ถูกจุดที่เราเป็น คือว่าจุดก็คือจุดที่สว่างไสว ต่อมที่สว่างไสวครอบโลกธาตุ

เหมือนแสงตะเกียงเจ้าพายุ ความสว่างมันส่งไปไหนก็ตาม ไส้ตะเกียงที่ส่งแสงสว่างมันอยู่ภายในแก้วครอบใช่ไหมล่ะ นั่นละจุดตรงนั้นเอง จุดแห่งความสว่างของตัวภพคือตัวนั้นเอง ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ เราเลยงงไปเลยแก้ไม่ได้ นี่เป็นเดือน ๓ นะ พอเผาศพหลวงปู่มั่นเสร็จแล้วก็ขึ้นบนหลังวัดดอยธรรมเจดีย์ ก็ไปติดปัญหาตัวเองตรงนี้แหละ ติดแก้ไม่ได้ด้วย เอ๊ มันจุดอะไร มันต่อมอะไร มันบ้าจริง ๆ นะ ก็จุดนั้นแลจุดที่สว่างไสวเหมือนไส้ตะเกียงเจ้าพายุนั้น ตัวสว่างอยู่ที่ไส้ตะเกียงนั้นแหละ อันนี้ตัวสว่างคืออยู่ที่จิตนี่ คือธรรมชาตินี้มันครอบจิตไว้ มีแต่ความสว่างอยู่ข้างนอก ตัวจิตแท้อยู่ข้างในมันปิดเอาไว้ เราก็ไปหลงมันว่าเป็นของแปลกประหลาดอัศจรรย์

จนกระทั่งธรรมขึ้นมาเตือน เตือนก็เป็นคำ ๆ ขึ้นมานะ เราอยู่นิ่ง ๆ อย่างนี้แล้วขึ้นมาเป็นคำ ๆ เหมือนเราพูดกันนี้แต่ไม่มีเสียง หากเป็นคำพูดภายในใจว่า หากมีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ทางนี้ก็เลยงงไปเลย เราไม่ได้คิดจุดคือความสว่างไสว ก็แบกความรู้นี้ไปอำเภอบ้านผือ ศรีเชียงใหม่ เข้าในป่าในเขา ไปอยู่ทางถ้ำผาดัก ๓ เดือนแล้วกลับมา ติดนี่เดือน ๓ ติดปัญหาแบกปัญหานี้ไป แก้ไม่ตก จนกระทั่งกลับมาวัดดอยธรรมเจดีย์นั้นอีกแหละ จากบ้านผือแล้วมาสกลนคร ผ่านขึ้นวัดดอยฯ เลย คราวนี้ก็เป็นเดือน ๖ ไปทีแรกเผาศพท่านแล้วก็เป็นเดือน ๓ ขึ้นเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์ก็ไปทางอำเภอบ้านผือ อำเภอท่าบ่อ แต่ก่อนอำเภอศรีเชียงใหม่ยังไม่มี มีแต่อำเภอบ้านผือ อำเภอท่าบ่อ เข้าไปในป่าในเขาปัญหานี้ก็แก้ไม่ตก

จนกระทั่งกลับมา เดือนเมษากำลังจะสิ้นเดือนแหละ ปลายเดือนจะสิ้นเดือนเมษากลับมา ก็เข้าไปขึ้นวัดดอยธรรมเจดีย์อีก พอขึ้นวัดดอยธรรมเจดีย์ นั่นละวันตัดสินกันกับอวิชชาตัวกษัตริย์วัฏจักร ที่เราเคยพูดให้ฟังว่า วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่ม ตัดสินกันกับอันนี้ กับที่ว่า ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ตัดอันนี้แหละ พออันนี้มันจ้าขึ้นนี้ จุดต่อมที่ว่าสว่างไสวหุ้มห่อจิตที่เลิศเลอไว้นี้ พออันนี้ขาดสะบั้นลงไป อันนี้จ้าขึ้นมา คราวนี้จุดต่อมแห่งผู้รู้ที่ว่าสว่างไสวกลายเป็นกองขี้ควายไป เป็นยังไงต่างกันยังไงบ้าง พอความสว่างในหลักธรรมชาติเปิดตัวออกเต็มที่แล้ว อันนี้สว่างขนาดไหน อัศจรรย์ขนาดไหน กับความสว่างของอวิชชาที่ว่าเหมือนกองขี้ควาย เราเป็นผู้ติดเอง เป็นผู้ชมเชยความสว่างไสวของเราเอง แต่ครั้นแล้วก็เราเองเป็นผู้มาตำหนิความสว่างไสวซึ่งเป็นเหมือนกองขี้ควาย เป็นยังไงต่างกันไหมพิจารณาซิ นั่นละธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านครองโลก สาวกอรหัตอรหันต์ทั้งหลายทุกองค์ครองแบบนี้แหละ ธรรมชาติอันนี้นะ แล้วความสว่างไสวที่ว่าอวิชชานี่ มันเลยกลายเป็นกองขี้ควาย ซึ่งในขณะก่อนว่าเลิศเลออัศจรรย์ พอธรรมชาตินั้นตกลงไปแล้ว อันนี้ปรากฏจ้าขึ้นมาคราวหลังนี้ เลยไปตำหนิกองขี้ควายอย่างขยะแขยงเสียด้วยนะ

โอ้โห เราว่าเป็นของประเสริฐเลิศเลอ เป็นของอัศจรรย์ แล้วธรรมชาติที่ปรากฏขึ้นทีหลังนี้มันเลิศเลอพูดไม่ถูกเลย ก็เลยลงได้ในจุดที่ว่า ความสว่างอันนั้นคือกองขี้ควาย ฟังซิ แต่ก่อนว่าเลิศเลอ ทำไมไปเป็นกองขี้ควายได้ ถ้าธรรมชาติหนึ่งไม่เหนือนี้มันจะไปตำหนิกันได้ยังไงใช่ไหมล่ะ นี่ละที่ปฏิบัติมา เราจึงไม่เคยสะทกสะท้านกับสามแดนโลกธาตุนี้ พูดให้เต็มยศพูดตามอรรถธรรม เพราะฉะนั้นเราจึงพูดได้ทุกแง่ทุกมุมในการแสดงธรรมหนักเบามากน้อย เราไม่เคยว่าอันนั้นสูงอันนี้ต่ำ ไม่เคยมี ธรรมเหนือตลอดเวลา ความจริงก็เหนือ อะไรก็เหนือ ความเลิศเลอเหนือทุกอย่าง เหนือสภาพทั้งหลายที่ว่าไตรภพ คือความเกิดตายของสัตว์โลกอยู่ใน ๓ ภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เหนือหมดแล้ว แล้วเราจะไปกล้ากับอะไร จะไปกลัวกับอะไร จะไปหวังได้หวังเสียกับอะไร จะเอารัดเอาเปรียบกับสิ่งใด แล้วไปกล้าไปกลัวหาอะไรมันเหนือหมดแล้ว

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของโลกที่คลุกเคล้ากันอยู่ตั้งกัปตั้งกัลป์มา อันนั้นเหนือไปแล้ว พับทีเดียวเท่านั้นเหนือแล้ว แล้วเรื่องเหล่านี้มันก็รู้ขึ้นมาเองพร้อมกันหมดเลย นี่ละที่เราพูดเรื่องคือความแปลกประหลาดอัศจรรย์ แล้วก็ไม่มีใครบอก เวลาเป็นขึ้นเองมันก็รู้เองอย่างนั้นซี ใครมาบอกเมื่อไร ไม่มีใครบอก นั่นละถึงได้เห็นว่าธรรมชาตินี้กล่อมสัตว์โลกได้สนิทมากนะ ตั้งแต่ขั้นที่ว่านี่ ขั้นที่จะผ่านถึงนิพพานอยู่แล้ว พูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยนะ ก็ยังเหลืออันเดียวนี้ที่ปิดเอาไว้ หลอกเอาไว้ไม่ให้ไป หลอกเอาไว้ให้มาเพลินกับความสว่างไสวความอัศจรรย์

ธรรมท่านก็เตือน อย่าอยู่ที่นี่ไม่ถูก ความหมายก็ว่างั้น มาเปิดออก เตือน ถ้ามีจุดมีต่อม ก็คือธรรมชาติที่อัศจรรย์ที่สว่างไสวนี้แล แห่งผู้รู้ มันห่อผู้รู้อยู่หุ้มผู้รู้ไว้ ผู้รู้อยู่ข้างใน อันนี้มาแสดงฤทธิ์อยู่ข้างนอกเป็นของแปลกประหลาดอัศจรรย์ นี่ละจุดต่อมคืออันนี้เอง อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ ภพชาติกับกองทุกข์มันก็อยู่ด้วยกัน ท่านเปิดอย่างนั้นแทนที่จะจ่อเข้าไปนั้น มันยังไม่จ่อนะ

นี่เราเคยพูดเสมอระลึกถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่น ถ้าหากว่าท่านยังมีชีวิตอยู่นะ เมื่อธรรมอย่างนี้มันปรากฏกับตัวแล้ว ไปหาท่านแล้วกราบเรียนท่านตามเรื่องความเป็นของเรา ทั้งความอัศจรรย์ ทั้งธรรมที่เตือนขึ้นมานี้ เฉพาะอย่างยิ่งที่ว่า ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ท่านจะใส่ผางมาเลยทันที จุดก็จุดนั้นแล้ว ผู้รู้ก็รู้นั้นแล้ว จี้เข้าไป ๆ ที่เราเพลินมันอยู่นั้น นั้นละคือมหาภัยรู้ไหมความหมาย ตัวเลิศ ๆ เลอ ๆ นั้นแหละคือตัวมหาภัย จิตมันสะดุดปั๊บเดียวลงมันก็พังกันเดี๋ยวนั้นเลย พูดให้เต็มยศก็คือจะรู้ในขณะนั้นเลย พอท่านอธิบายธรรมนี้ให้ฟังจากปัญหาของเราที่ขึ้นกราบเรียนท่าน ท่านเปิดปัญหานี้ปั๊บ จะจุดไหน ก็จุดนั้นแหละจุดที่สว่างไสวที่อัศจรรย์นั้นแหละตัวมหาภัยรู้ไหม เพียงเท่านั้นมันมารู้ปั๊บมันก็พรึบเดียวหมดเลย นี่เราเสียดายท่านไม่อยู่ ท่านนิพพานไปแล้ว เราก็ไม่ลืมนะ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย นี่ละกิเลสหลอกสัตว์โลก

พวกเราทั้งหลายให้รู้เนื้อรู้ตัวบ้างนะ ศาสดาองค์เดียวเท่านั้นครอบโลกธาตุหมดแล้วจะว่าไงความเลิศความเลอ กิเลสมันก็เลวสุดยอดของมันเต็มโลกธาตุเหมือนกัน ธรรมก็ครอบโลกธาตุ ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าเชื่อธรรมเถิด เราอย่าเชื่อแต่กิเลสอย่างเดียว ใครอยู่ที่ไหน ๆ ก็มีแต่คนเชื่อกิเลส ๆ หมดโคตรหมดแซ่มากี่กัปกี่กัลป์ เป็นโคตรแซ่ที่เชื่อกิเลสให้กิเลสลากไปตลอดเวลา ผู้ที่จะรู้แฝงขึ้นมาในท่ามกลางแห่งโคตรแซ่ของตัว ๆ นั้นไม่มีเลย มันก็ยังไม่เข็ดไม่หลาบนะมนุษย์เรา

ฟังซิว่าไปเห็นที่อวิชชามันหลอกมันยังอัศจรรย์ตามมัน อัศจรรย์ขนาดไหนจนถึงออกอุทานได้ในตัวเอง ว่าโห.ทำไมจิตของเราจึงได้สว่างไสวและอัศจรรย์ถึงขนาดนี้เชียวนะ ๆ นั่นเห็นไหมเวลามันหลอกรู้ตัวเมื่อไร ขั้นนี้ไม่ใช่ขั้นธรรมดา ขั้นสติปัญญาอัตโนมัติเชื่อมโยงกับขั้นมหาสติมหาปัญญามันยังหลงกลของกิเลส คืออวิชชาที่เป็นจอมกษัตริย์วัฏจักรนี้ได้ ดูซิน่ะ ถ้าเป็นธรรมดาเราจะไปรู้ตัวได้ยังไง ขนาดที่ควรจะรู้ตัวได้แล้วมันยังติดได้เห็นไหมล่ะ มันละเอียดแหลมคมไหมกิเลส ให้ท่านทั้งหลายจำให้ดีนะ นี่ถอดออกมาจากหัวใจมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง

ทีนี้พออันนั้นขาดสะบั้นลงไปแล้ว มันก็เลยกลับกลายเป็นกองขี้ควายทั้งกอง แล้วมันวิเศษวิโสอะไรกองขี้ควาย แล้วเป็นบ้าอะไรไปว่ามันอัศจรรย์ นี่ละพูดง่าย ๆ มันสวนหมัดกันเข้าไปละซิ่ แล้วเป็นบ้าเหรอถึงไปว่ากองขี้ควายว่าเป็นของอัศจรรย์ ความอัศจรรย์มันเห็นแล้วที่นี่เข้าใจไหมล่ะ อันนั้นเลยกลายเป็นกองขี้ควาย เหนือกันขนาดไหนฟังซิพี่น้องทั้งหลาย ธรรมนั้นเหนือโลกเหนือขนาดไหน ธรรมเหนือกิเลสเหนือขนาดไหน มันเหนืออย่างนั้นแหละ

ธรรมพระพุทธเจ้าคงเส้นคงวาหนาแน่นเป็น อกาลิโก ไม่มีต้นมีปลาย ขอแต่ใครหมุนตัวไปทางไหน กิเลสกับธรรมอยู่ที่หัวใจอันเดียวกัน เราหมุนไปทางกิเลสกระซิบกระซาบลากถูเราไปนี้ เราก็ไปทางกิเลสเพื่อกองทุกข์ ๆ ตลอดไป ถ้าเราแย็บมาทางด้านธรรมะท่านเตือน เราหมุนไปทางด้านธรรมะเรื่องศีลเรื่องทาน การสร้างคุณงามความดีทั้งหลายเรียกว่า แง่ของธรรมแล้วก็ออกทางนี้ ออกทางนี้ก็ดึงขึ้น ๆ กิเลสดึงลงจากหัวใจเดียวกัน อยู่ด้วยกันนะ กิเลสก็อยู่ที่ใจ ธรรมะก็อยู่ที่ใจ ถ้าเราหนักไปทางไหนเรื่องจะเกิดขึ้น หนักไปทางกิเลสผลของกิเลสจะเกิดขึ้น ให้เกิดความทุกข์ความทรมาน

เบื้องต้นทำให้ดีดให้ดิ้นเสียก่อน ความคิดความอ่านความปรุงความแต่ง ความอยากความทะเยอทะยานเต็มอยู่ในหัวใจเรา นี่คือกิเลส อารมณ์อันนี้คืออารมณ์ของกิเลส มันผลักมันดันอยากให้รู้ให้เห็น อยากคิดอยากอ่านอยากไตร่อยากตรอง อยากทุกอย่างมีแต่เรื่องของกิเลสเต็มหัวใจ ถ้าเราไปตามมันก็ยิ่งอยากเพิ่มเรื่อย ที่จะให้ความอยากอิ่มเหมือนเรารับประทานข้าวไม่มีทาง ยิ่งตามเท่าไรยิ่งหิวยิ่งโหยมากเข้า นี่คือเรื่องของกิเลส อารมณ์ของมันคืออยาก อยากอย่างนั้นอยากอย่างนี้ พอเราตามมันไปแล้วก็เรียกว่าดีดว่าดิ้น ผลก็เป็นทุกข์ ทีแรกก็ว่าสมหวัง ๆ ถ้าว่าสมหวังบ้างก็เพียงเล็กน้อย ผิดหวังนะซี มีแต่ผิดหวัง ๆ อยู่ด้วยกองทุกข์

ทีนี้ทางด้านธรรมะนี้ก็เอาไป มากน้อยหมุนไป ๆ มันมีความสุขเป็นพื้นฐานแล้วความหวังก็สืบต่อกันไป ความสุขเป็นพื้นฐาน ๆ ความหวังมี ความตะเกียกตะกายก็ต้องมี ทีนี้เมื่อมีในทางที่ดี ๆ ก็เพิ่มเข้า ๆ ความผิดหวังไม่มีนะ คือจะผิดหวังก็เพื่อจะมีหวัง ไม่ได้เหมือนกิเลสนะ ถ้ากิเลสผิดหวังผิดไปเลย ๆ ถ้าธรรมะผิดหวังคือเราจะเอาอย่างนี้ มันไม่ได้อย่างนี้เสียเราก็ผิดหวัง แต่เวลานี้ผิดหวังวาระหน้ามันจะเอาให้ได้ นั่นเป็นอย่างนั้นนะ มันต่างกัน ธรรมท่านไม่พาจมนะ ผิดคราวนี้เอา คราวนี้ถูกจนได้ ๆ นี่ละเรื่องธรรมอยู่ในหัวใจของทุกคน เราอย่าไปตื่นลมตื่นแล้งให้โลกกิเลสโลกตาบอดมันมาโกหกเรา พวกนี้เขาไปเป็นครูเป็นอาจารย์เป็นศาสตราจารย์สอนโลกที่ไหน เวลาเขาพูดมาเป่าหูฟู่ ๆ ว่าบาปบุญไม่มี มรรคผลนิพพานไม่มี เราเชื่อล้มระนาวไปตามเขา โง่ไหมมนุษย์เรา พิจารณาซิ ศาสดาองค์เอก โลกวิทู รู้แจ้งโลก ดึงลากหนีเท่าไรมันไม่ยอมฟังเสียง นี่ละอำนาจของกิเลสมันหนักมันหน่วง ถ่วงจิตใจกล่อมจิตใจไปอย่างนี้ ให้พากันจำเอา

นี่ธรรมก็ประกาศก้องอยู่เวลานี้ ท่านทั้งหลายได้ฟังไหม ที่พูดเวลานี้ฟังไหมนี่ เราได้อุตส่าห์พยายามสอนมาได้ ๔ ปี ๕ ปี เปิดออกแล้วนะ หากว่าไม่มีการช่วยชาติบ้านเมืองคราวนี้ ธรรมเหล่านี้จะจมไปด้วยกันเงียบเลย จะไม่มี จะมีเฉพาะธรรมที่สอนพระในเทป ๆ สอนพระล้วน ๆ แม้สอนประชาชนก็ไม่มาก ไม่เหมือนคราวนี้ คราวนี้มีทั้งสอนประชาชนและพระเณรทั้งหลาย ส่วนประชาชนมากคราวนี้ ท่านทั้งหลายให้คิดนะ หลวงตาบัวตายหลวงตาบัวไม่มีเอาได้เอาเสียจากผู้ใด สอนท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายไม่เชื่อหลวงตาบัวจะจมไม่มีทาง ให้จำให้ดีนะ

ท่านทั้งหลายเชื่อหลวงตาบัวจะได้สัดได้ส่วนอะไรจากพี่น้องทั้งหลายไม่มี เราพอทุกอย่างแล้ว เราสอนด้วยความเพียงพอทุกอย่าง เอาก็เป็นผลประโยชน์ของผู้นั้น ไม่เอาก็เป็นผลเสียของผู้นั้น บันไดก็พาดไว้อย่างนั้น ใครจะขึ้นก็ขึ้น ใครไม่ขึ้นก็แล้วแต่ บันไดไม่ได้ไม่เสีย พระพุทธเจ้าศาสดาองค์เอกไม่เคยได้เคยเสีย สัตว์โลกต่างหาก ท่านสอนด้วยความเมตตาสงสาร บรรดาสาวกอรหัตทั้งหลายก็เหมือนกันว่า สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ เราถือท่านเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งเป็นพึ่งตายขอให้เชื่อฟังคำท่าน ถ้าจะหวังท่านพึ่งเป็นพึ่งตายให้เชื่อฟังท่าน อย่าไปเชื่อแต่กิเลสอย่างเดียว ซึ่งผู้ใดก็ไม่เคยพูดว่า กิเลส สรณํ คจฺฉามิ ก็ไม่เคยมี แต่มันติดอยู่ตลอดเวลาเข้าใจไหม กราบกิเลสตลอดเวลา พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ประกาศป้าง ๆ ให้นับถือว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ แอ้ ๆ ๆ หลับแล้วมันยังไม่จบประโยค เป็นอย่างนั้นนะพวกเรา

การสอนโลกคราวนี้เราสอนอย่างเปิดอกนะ เพราะเราแน่ในหัวใจเราแล้ว คือสอนนี้เสร็จเรียบร้อย ธาตุขันธ์ของเราซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้นี้เราก็ใช้เหมือนกับโลกทั่ว ๆ ไป ถึงกาลเวลาที่มันจะใช้ไม่ได้มันมี อย่างเวลานี้ก็ชำรุดทรุดโทรมลง เยียวยาทางโน้นซ่อมแซมทางนี้ไปเรื่อย ๆ แหละ ทีนี้เมื่อมันหมดสภาพแล้วก็ทิ้งปั๊วะเลย มอบลงในแดนสมมุติ ดินน้ำลมไฟเป็นแดนสมมุติ จิตที่พอตัวแล้วนั้นไม่ต้องไปถามหาที่ไหน รู้อยู่กับตัวตลอดเวลา ไม่มีการว่าเคลื่อนอย่างนั้นย้ายอย่างนี้ไปไหนนะ ไม่มี มีแต่ปล่อยธรรมชาตินี้แล้วก็ ธรรมธาตุ

นี่ละอำนาจแห่งการปฏิบัติความดี ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ ถ้าเชื่อเทวทัตก็ไหลไปเลยแหละ ลงนรกอเวจี พากันจำนะ โห.ได้อุตส่าห์พยายามสอนโลกมานี้ร่วม ๕ ปี พอถึงเดือนมกราก็เต็ม ๕ ปีนะ เราเริ่มประกาศเป็นผู้นำมาตั้งแต่เดือนมกรา วันที่ ๑๒ เมษานั้นออกอย่างเปิดเผย จึงได้ประกาศอันนั้นมาเรื่อย คือเราออกก่อนนั้นตั้งแต่เดือนมกรา นี่ละสอนอย่างเปิดเผย ธรรมะที่สอนโลกนี้สอนบรรดาพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทย หรือทั่วแดนโลกธาตุ เราไม่มีสงสัยแม้แต่เม็ดหินเม็ดทราย ที่แสดงไปนี้ผิดพลาดไป แสดงนี้หนักไปเบาไป แสดงนี้ต่ำไปสูงไป ไม่มี จะออกหนักออกเบาออกพร้อมกับความพอดี ๆ ทุกด้านทุกทางของธรรม ธรรมขั้นใดที่จะควรออกหนักเบามากน้อยจะพอดีกับธรรมขั้นนั้น ๆ แสดงออกพอดีกัน ๆ ธรรมขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง พอดีทุกขั้น ๆ

เพราะฉะนั้นการเทศนาว่าการสอนโลก เราก็ไม่เคยพูดเทวบุตรเทวดา แม้แต่เทวดาก็ไม่เคยค้านคำพูดของเรา ว่าอย่างนี้นะ เอ้า พูดให้มันจัง ๆ ในการที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นเกี่ยวหาอะไรมันไม่ใช่เรื่องอันนั้น เอาที่ควรจะเป็นประโยชน์อยู่นี่สอนซิ ครั้นเวลาเกี่ยวกับพวกนั้นเราก็ไม่เอาพวกนี้ไปยุ่งเข้าใจไหมล่ะ เวลาเรายุ่งกับพวกขี้หมานี้เราก็ไม่เอาเทวดามายุ่ง ให้มันอยู่ขี้หมูอยู่ขี้หมาอยู่แบ่งสัดแบ่งส่วนกันเข้าใจไหม นี่เราก็ไม่เอาทางโน้นมายุ่ง แล้วจะเป็นธรรมะขั้นใดก็ตาม ไม่ว่าสอนมนุษย์มนา เทวดา อินทร์ พรหม ไม่มีคำว่าสงสัย เพราะท่านเหล่านี้กราบธรรม ธรรมเหนือหมดแล้ว แล้วจะไปกล้าไปกลัวกับอะไร เหนือหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

การสอนโลกเราสอนในธรรมขั้นใดเราจึงไม่มีสงสัย แล้วการสอนลงไปแล้วจะมาทบทวนตัวเองว่าหนักไป เบาไป กว้างไปแคบไปอย่างนี้เราไม่มี ออกพร้อมพอดีเลย ๆ ทุกขั้นของธรรมตลอดถึงวิมุตติพระนิพพานก็ไม่มีที่จะทบทวน นี่ละธรรม ธรรมที่สอนพี่น้องทั้งหลายนี้เราไม่ได้มีอะไรทบทวน เราพอทุกอย่างแล้ว สอนตามแต่ผู้ที่จะรับผลประโยชน์ได้มากน้อยเพียงไร ให้ยึดไปประพฤติปฏิบัตินะ ตายแล้วไม่มีประโยชน์อะไรนะ ใครอยู่ที่ไหนตายได้ด้วยกัน มันอยู่ที่ลมหายใจ ถ้าลมหายใจขาดแล้วหมดเลย

เวลานี้มีชีวิตอยู่ให้ฝืนนะกับกิเลส ไม่ฝืนไม่ได้นะ ต้องฝืน มันกดถ่วงตลอดเวลา มันดึงตลอดเวลานะ กิเลสมันเหมือนสายยางมันดึงตลอดเวลา ธรรมเวลาเริ่มแรกนี้ มักมีอ่อนและอ่อน ไม่แข็งแรง จึงต้องได้ส่งเสริมบึกบึนนะ ต้องฝืนความอยากของกิเลสเป็นความอยากของธรรมอยู่เสมอ คือมันอยากไปตามกิเลสเราไม่ไป พอเรารู้แล้วเราไม่ไป นี่เรียกว่าฝืนกัน ฝืนหลายครั้งหลายหน ฝืนไปฝืนมามันก็เป็นช่องทางเดินอันราบรื่นดีงาม ทีนี้มันก็ค่อยราบรื่นไป ต่อไปก็ค่อยอยากไปทางด้านธรรมะ กิเลสก็ค่อยห่างไป ๆ ทีนี้พอธรรมะมีกำลังแล้ว ทีนี้มีแต่อยากธรรมะลื่นไปเลย ๆ นั่น ทางไหนก็ตามถ้าเราได้ชำระสะสางแล้วมันเกลี้ยงเกลาได้เหมือนกัน

ถนนหนทางที่เราไป เห็นไหมที่เขาซ่อมอยู่ตามถนนนั้น ไปที่ไหนก็มีซ่อม ก็ทางมันขรุขระมันใช้ไม่ได้เขาก็ซ่อมเพื่อใช้ได้ อันนี้ทางของเราก็เหมือนกันเราซ่อมทุกวัน ๆ ต่อไปพอตื่นขึ้นมามันจะระลึกถึงอรรถถึงธรรมนะ ถึงบุญถึงกุศล ซึ่งแต่ก่อนเราไม่เคยคิด คิดหาแต่เรื่องเพลิดเรื่องเพลินเป็นบ้าไปทั้งวัน แต่เวลาปฏิบัติตัวด้วยการฝ่าฝืนกับกิเลสหลายครั้งหลายหน ทางเดินของธรรม ความดีงามก็ค่อยราบรื่นไป ๆ ต่อไปก็รื่นไปเลย ๆ ดังที่เคยพูดแล้ว นี่รื่นไปแล้วนะ ที่ว่าถึงแดนที่ว่าจิตทำไมแปลกประหลาดอัศจรรย์ รื่นมาแล้วนะ รื่นมาทั้งวันทั้งคืน จะเอาให้หลุดพ้น ๆ ประหนึ่งพระนิพพานอยู่ชั่วเอื้อม ๆ นี่ละถ้าลงได้ขนาดนั้นแล้วมันไม่รู้จักกินจักนอนนะคนเรา หมุนนี้มีแต่จะออกท่าเดียว ๆ เห็นโทษของกิเลสเห็นอย่างถึงใจ เห็นคุณค่าของธรรมก็แบบถึงใจอันเดียวกัน เมื่อเป็นอย่างนั้นมันจะรอได้ยังไง มันก็หมุนติ้วละซี

เวลาไปเจอนี้เห็นไหนถูกมันหลอก ว่าตัวอัศจรรย์ตัวแปลกประหลาดให้นอนจมอยู่ในอันนั้นเสีย มันก็ไม่ไปละซีถ้านอนจมอยู่นี้ กิเลสคืออวิชชากล่อมอยู่นั้นแหละ ไปไม่ได้ ท่านจึงมาเตือนด้วยธรรมว่า ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ บอกให้เห็นโทษ นี่ทางกั้นกางพระนิพพานนะ ความหมายว่าอย่างนั้น เปิดออก อันนี้กองขี้ควาย เปิดออก ๆ เหยียบหัวมันไปเลย ความหมายก็ว่างั้น แต่มันก็ไม่อยากเหยียบ มันยังเอากองขี้ควายมาโพกหัวอีก จนกระทั่งมันจ้าขึ้นมาแล้วมันถึงรู้ว่า โอ๋ย.กองขี้ควายทำไมมันถึงหลงเอานักหนา แน่ะ เป็นอย่างนั้นนะ นี่ละธรรมเหนือกันขนาดไหน ใครเคยบอกเราอย่างที่ว่ากองขี้ควายอัศจรรย์ ก็ไม่มีใครบอก มันก็อัศจรรย์ของมันเอง ครั้นเวลาถึงขั้นที่ควรเอามาตำหนิความอัศจรรย์นี้ว่าเป็นกองขี้ควาย มันกตำหนิเอง เพราะเห็นสิ่งที่เลิศกว่านั้นแล้ว หายสงสัยแล้ว เป็นอย่างนั้นนะ

บาปบุญ นรกสวรรค์ อย่าไปสงสัยให้เสียเวล่ำเวลาให้กิเลสหลอกนะ สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ตามตรัสรู้ขึ้นมาแล้วจะสอนเป็นแบบเดียวกัน เพราะรู้อย่างเดียวกันเห็นอย่างเดียวกัน มีอยู่ตั้งกัปตั้งกัลป์เป็นแต่เพียงว่าเราตาบอดมันไม่เห็น แล้วโดนเอา ๆ นั่นเอง ผู้ท่านตาดีท่านเห็นเปิดทางให้ นั่นทางชั่ว นี้ทางดี ทางแดนนรกคือบาปคือกรรม แดนสวรรค์นิพพานคือบุญกุศลคุณงามความดี ให้ยึดไว้ให้ดี เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้

อ่านธรรมะหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่ www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก