ต้องการความดีให้ดูภายใน
วันที่ 16 เมษายน 2547 เวลา 8:15 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๗

ต้องการความดีให้ดูภายใน

 

         พวกเขารักษาด่านมันเป็นสองแห่ง น้ำหนาว อันนี้นานนะ เราสงเคราะห์มาตั้งแต่ไปสร้างตึกให้โรงพยาบาลหล่มสัก นั่นละต้นเหตุ เราไปดูโรงพยาบาลเรื่อยๆ สร้างตึก เวลาผ่านไปก็ดูครอบครัวด่านนั้นแหละ เขามีอะไรๆ เขาก็ขายสำหรับคนผ่านไปผ่านมา เราก็ดู แล้วก็ให้เขาซื้อของเขา เอานิดหน่อยซื้อไป เริ่มแรกนะ ซื้อแล้วเราเอานิดหน่อย แต่ให้เงินเต็มราคาของเรื่อย ดูกลับไปกลับมา จากนั้นก็ส่งเลย พอสร้างตึกเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ส่งเลยตั้งแต่บัดนั้น มันจะเป็น ๗ ปีหรือ ๘ ปีน้าตึกโรงพยาบาลหล่มสัก ตั้งแต่บัดนั้นมากระทั่งบัดนี้ สองด่านไม่เคยขาดเลยนะ เป็นประจำเดือนเลย เราไปรอบไหนก็ไปรอบนั้นๆ เรื่อยจนกระทั่งทุกวันนี้

ไปกรุงเทพกลับมานี้ยังไม่ได้ส่งให้เขา เขาคอยอยู่แล้ว พวกดอกไม้พวกอะไรที่เขาขาย มีข้าวหลามบ้าง ดอกไม้บ้าง เราซื้อเอาหมดนั่นแหละ ดอกไม้มีเท่าไรยกลังเลยซื้อหมด ข้าวหลามก็เหมือนกัน  ยกลังเหมือนกัน มีเท่าไรๆ มีกี่บั้งข้าวหลาม พวงมาลัยเขาเป็นลังๆ มาเลย คือเขารู้ เราเห็นใจเขานะ เห็นใจด้วย สงสารด้วย คือธรรมดาเขาจะไม่ทำมากอย่างนั้น ก็ไม่มีใครจะซื้ออะไรนี่นะ พอจวนเวลาเราจะไป เขาก็เตรียมดอกไม้ฟาดเป็นลังๆ เรารู้ ลังนี้มีเท่าไรก็เท่านั้น ยกหมดทั้งลังเลยแต่ไม่เอา ราคาเท่าไรจ่ายให้ตามนั้น อันนี้เอาไว้ขายตามทางเพื่อเป็นส่วนเพิ่ม เราว่างั้น ข้าวหลามก็เหมือนกันไม่เอา ตลอดมาอย่างนี้ ดอกไม้มีมาก บางทีถึงสองสามพันก็มี เราซื้อยกลังเลย ถามเขาเท่าไร เขาก็นับปุ๊บๆ เสร็จแล้ว เท่าไรคิดเป็นเงิน เราก็ให้ตามนั้นเลย ข้าวหลามก็เหมือนกัน บางทีเขาขอให้เอาข้าวหลามมา เราก็ว่าเรากินแล้วค่อยมานี่ ไม่เอา เอาให้พวกที่กินไม่มีเวล่ำเวลาเสีย เรากินแล้ว หมดเวลาแล้วไม่เอา ก็พูดไปอย่างนั้นแหละ พูดเฉยๆ

ส่วนที่เขามาขายตามด่านเล็กๆ น้อยๆ ไม่ค่อยเห็นนะเราไปนั้น เขาไม่เอาออกมาหรือยังไงก็ไม่รู้ ไม่เห็น ไปก็ยกทัพใส่กันตูมเลยแล้วไปเลยเรา มันเลยทับพวกนั้นหมดเลย เพราะเราไปแต่ละครั้งๆ สำหรับครอบครัวให้ครอบครัวละห้าร้อยๆ ส่วนเด็กมีเท่าไรให้คนละร้อยๆ หมดเลย เป็นพิเศษ คือรถเรามันเต็มพอดี สองด่านนี้เต็มพอดีเลย มากกว่านั้นก็ไม่ได้ เราไปตามทางเห็นแตงโมเห็นอะไร อู๊ยอยากได้ คืออยากได้ไปฝากเขา แต่รถเรามันเพียบพอแล้ว ทั้งๆ ที่รถเราแน่นหนามั่นคง มันก็หนักพอ เลยเอาไม่ได้ ได้เฉพาะที่เราไปเท่านั้นเองไม่ได้ส่วนเพิ่ม

ด่านทางเขาใหญ่ก็เหมือนกัน เราผ่านขึ้นไปเขาใหญ่ดูด่านเขา ก็แบบเดียวกัน ทีแรกไม่ได้เอาอะไรไปให้แหละ ไปธรรมดา หลังจากนั้นให้ เอาไปเต็มรถเลย อันนี้ ๑๓ ครอบครัว ได้เป็นพิเศษ ๑๓ ครอบครัว มันมีผลไม้เยอะตามนั้น รถเราไปไม่ต่ำกว่า ๓ คัน เต็มเอี๊ยดเลย ทุ่มลงนั้นหมดเลย พวกกุ๊ก พวกน้ำปลา พวกขนมปัง ข้าวสารเป็นพื้น น้ำตาลครอบครัวละหนึ่งกิโล เป็นห่อๆ ห่อละกิโล ทีนี้ไปได้พิเศษก็คือผลไม้ เราได้ทุเรียนไปฝากเขา สองครั้งนี้ได้ทุกครั้งนะ ไปฝากสองครั้ง คราวนี้ได้มากกว่าคราวก่อน เต็มเอี๊ยดๆ เลย ไปก็เทลงเลย เพราะเราจัดไปครบหมดทุกอย่างๆ แต่ก่อนมีไก่ด้วย เดี๋ยวนี้ไก่เขาไม่ขายกันก็เลยไม่ได้ ไก่ตามสายทางนี่เป็นถุงๆ พร้อมไปเลย ให้ครอบครัวละถุงๆ เลย คราวนี้ไม่ได้

นี่ไม่ใช่อะไรนะ มีแต่ความเมตตาล้วนๆ เมื่อวานมาก็ซื้อของจากทางมาบ้าง เอาแต่เล็กน้อย จ่ายให้เขามากกว่านั้นๆ เรื่อยตามทาง อย่างนั้นแหละ ไปมีแต่ไปให้ไม่ไปเอา มีแต่ให้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราจึงแบมือเลย เราไม่มีอะไรเราบอก เมตตานี่กวาดหมดเลยไม่มีเหลือ แล้วใครจะมาหาเรื่องว่าเราเอาเงินใส่พุงใส่อะไรเรา พวกนี้เราวิตกนะ ทำให้วิตกไม่ได้ เพราะเราคิดเป็นธรรมทุกอย่าง เขาจะว่ามายังไง อันนี้ไม่เอนเอียงจากธรรมเลย ไม่มี จะว่าดีว่าร้ายอะไรก็ตาม มันก็ตกไปๆ เหมือนกันหมดเลย ไม่อยู่ ตกไปหมดเลย แล้วก็ตกไปหาเจ้าของ ถ้าว่าร้ายมันก็ออกจากนี้(จิต) สร้างที่นี่มันก็เข้าที่นี่ ดีก็สร้างที่นี่เข้าที่นี่ไม่ได้เข้าที่ไหน

แต่โลกก็ขยันตำหนิติเตียนกันให้สมใจตัวเอง นั่นละเอาไฟมาเผาตัวเอง นี่ละกิเลสกับธรรมมันต่างกัน กิเลสได้ว่าให้เขาอย่างสมใจแล้วพอใจ นั่นละขนเข้ามาแล้วนะไฟ สมใจแล้ว เป็นอย่างนั้น แต่ไม่รู้จะทำยังไง แต่ก่อนก็ไม่รู้เหมือนกัน เวลามันรู้ปิดไม่อยู่ นอกจากพูดหรือไม่พูด เฉยเหมือนหูหนวกตาบอดไปอย่างนั้นแหละ เฉย เขาจะว่าอะไรเราเฉย ที่เราตอบโต้บ้างนั่นเพื่อเป็นคติแก่ผู้ฟังทั้งหลายต่างหากนะ ไม่ได้เพื่อโต้ตอบเขาแก้เขานะ แต่เขาไม่สนใจจะแก้ละ ถ้าเขามีภาชนะพอจะแก้ได้ เขาจะมาว่าเราอะไรอย่างนั้น เราเอาของดิบของดีให้เขา เขาไม่ยอมรับ เขาจะรับแต่ของชั่วคนพวกนี้ แก้ก็แก้ไปเพื่อคนอื่นได้ฟังเหตุผลต่างหากนะ เราไม่ได้แก้เพื่อคนนี้ คนนี้เราไม่สนใจ มีแต่ภาชนะเลอะๆ มันจะรับของดีได้ยังไง

ตำหนิเรามาก็แก้ของเขาไป ว่าเขาจะยอมรับ เขาไม่ได้ยอมรับนะพวกนี้ ก็ยิ่งจะเพิ่มเข้าไปอีก เมื่อเป็นเช่นนั้นจะไปยุ่งอะไรกับเขา แก้ไปนั้นมีแต่แก้เพื่อคนอื่นทั้งหลายจะได้เป็นคติ คำแก้ของเรา ยกตัวอย่างที่มันสะดุดหัวใจมากที่สุดก็คือพระด้วยกัน นี่เราพูดชัดๆ เลยเพราะมันออกมาทางทีวีเสียด้วย คนเห็นทั้งโลก แต่เราไม่ได้ออก เราตอบทางนี้มันออกทางวิทยุ มันก็รับกันทางวิทยุ ทางอินเตอร์เน็ต ทางนั้นเขาออกทางทีวีเลย ให้เห็นตัวอย่างชัดเจนว่าใครเป็นคนพูดอย่างนี้ๆ ยืนจังก้าให้โลกเขาได้เห็น เช่นอย่างสมมุติว่า ต่อว่าให้พวกพระป่าว่าเป็นพระวิกลจริต นี้แหมเราสะดุดแรงมากที่สุด สะดุดใจกึ๊ก โถขนาดนี้เชียวเหรอพระเราแท้ๆ ไม่ใช่ผู้อื่นผู้ใด พระแท้ๆ ทำไมพูดอย่างนี้ได้ลงคอ เลวร้ายยิ่งกว่าใครๆ ประชาชน เลวร้ายกว่าเขาไปอีกเยอะ เราเอามาพิจารณาด้วยความสลดสังเวช

เราไม่ได้ยกโทษคนนั้นนะ เอามาพิจารณาถึงเรื่องบาปกรรมที่พระสร้างใส่ตัวเองนี้ โดยไม่มองดูเพศของตัวเองบ้างเลย คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่เสียหายอย่างร้ายแรงทีเดียวไม่ใช่ธรรมดา ยกตัวอย่างผู้ที่พูดอยู่นี้น่ะ รับมรดกของพระพุทธเจ้ามาโดยสมบูรณ์เหมือนกับพระทั้งหลาย แล้วทำไมจึงเอามรดกที่พระพุทธเจ้ามอบให้มาตีหน้าผากพระพุทธเจ้า และตีพระสงฆ์ทั้งหลายทั่วประเทศเขตแดน ว่าพระที่อยู่ในป่าเป็นพระวิกลจริต ฟังซิน่ะ เราเป็นวิกลจริตอะไร มันเลยบ้าไปแล้ว มันเลยวิกลจริต เข้าถึงขั้นบ้าไม่ยอมรับบาปรับบุญอะไรแล้ว

พระบวชมานี้ปั๊บทีเดียวจะไม่มีเว้น ตามหลักศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้ด้วยความจำเป็น พอพระบวชเสร็จแล้วท่านสอนอนุศาสน์ ๘ นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ อกรณียกิจ ๔ คือห้ามไม่ให้ทำ เด็ดขาดไปเลย เป็นสิ่งที่ร้ายแรงมาก นิสสัย ๔ ก็คือ อยู่รุกขมูลร่มไม้ บิณฑบาต ถือผ้าบังสุกุล ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า คำว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ เรายกให้เต็มศัพท์เลยว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย นี่พระพุทธเจ้าประทานให้ อุปัชฌาย์ต้องให้อย่างนี้ทุกองค์ ไม่ให้ไม่ได้ ผิด จึงว่าร้ายแรงมาก บังคับเลยเทียว เพราะฉะนั้นพระทุกองค์ต้องได้ นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ หลังจากบวชปั๊บแล้วก็สอนอันนี้เลย เป็นประโยคสุดท้ายในการบวชเสร็จก็สอนอันนี้เลย

เบื้องต้นก็ขึ้น รุกฺขมูลเสนาสนํ จากนั้นก็ ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ เรื่อยเหมือนกัน คือบวชแล้วให้เธอทั้งหลายเที่ยวอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ฟังซิพระพุทธเจ้าละนี่ ทรงบำเพ็ญอยู่ในป่า ตรัสรู้อยู่ในป่า เห็นคุณค่าของป่าเป็นยอดทีเดียว จึงเอาอันนี้มาสอนพระ พระผู้ที่โจมตีพระป่าอยู่นี้ก็ได้รับเหมือนกัน นี่ละฟังให้ชัดนะ รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้เธอทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถ้ำ เงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟาง อันเป็นที่สะดวกแก่การบำเพ็ญสมณธรรม ไม่พลุกพล่านวุ่นวายด้วยสิ่งต่างๆ ที่เป็นข้าศึกของธรรม แล้วเธอทั้งหลายจงอุตส่าห์พยายามบำเพ็ญอย่างนี้ตลอดชีวิตเถิด ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย อุสฺสาโห ก็คืออุตสาหะ ยาวชีวํ ก็ตลอดชีวิต นี้เป็นบทสำคัญมาก

พระพุทธเจ้าสอนให้อยู่ในป่า พระองค์ทรงบำเพ็ญมาแล้ว บำเพ็ญอยู่ในป่า แล้วก็ตรัสรู้ในป่า ตรัสรู้ที่ใดก็เห็นแล้วในคัมภีร์ จำเป็นต้องบอกกันอะไร จากนั้นพระไปก็สอนให้อยู่ในป่าๆ ทั้งนั้นๆ เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ธรรมะข้อนี้ไม่เว้น อุปัชฌาย์องค์ใดต้องสอนธรรมะข้อนี้ เป็นโอวาทที่สำคัญเด็ดขาดมากทีเดียว แล้วผู้ที่ไปบวชต้องได้รับโอวาทข้อนี้มา แล้วเหตุใดจึงมาขยี้ขยำได้ถึงขนาดนี้ นี่ซิมันน่าคิดนะ พิจารณาซิ ออกจังก้าอยู่ที่ทีวีด้วยนะ ออกประกาศว่าเป็นความเลวร้ายของพระป่า ลามเข้าไปหาพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสกุลแห่งพระป่ามาแล้ว นั่นเห็นไหมล่ะเข้าถึง ตีกบาลพระพุทธเจ้าโดยลำดับ สาวกทั้งหลายโดยลำดับ มาถึงพระป่าซึ่งเดินทางสายเดียวกัน ถูกตีกบาลทั้งนั้น แล้วฟังซิพิจารณาซิ ผู้ที่มาโจมตีแบบนี้เป็นยังไง

โอวาทข้อนี้ได้รับมาแล้ว เป็นพระสมบูรณ์แบบด้วยโอวาทข้อนี้ข้อหนึ่งเช่นเดียวกันหมดพระในประเทศไทย จะเป็นอุปัชฌาย์ต้องฝึกซ้อมเป็นอุปัชฌาย์เสียก่อน ให้บวชด้วยวิธีอันถูกต้อง จึงจะยอมให้เป็นอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรได้ เมื่อให้ถูกต้องก็ต้องสอนธรรมข้อนี้ด้วย ถ้าธรรมข้อนี้ไม่สอนนี้ผิดเลย ปลดออกจากอุปัชฌาย์จะว่าอะไร มันก็เป็นอย่างนี้แล้วพิจารณาซิ มันเลวร้ายขนาดไหน ลงได้ว่าพระป่าเป็นวิกลจริต ตัวผู้ว่าเป็นอะไร มันเลยบ้าไปแล้วนั่น มันเลยวิกลจริต มันกลายเป็นขั้นบ้าหมดคุณค่าหมดราคา คำพูดเช่นนี้ตีหน้าผากพระพุทธเจ้าลงมา ตีศาสนาพุทธของเราแหลกหมดไม่มีอะไรเหลือเลย มันเป็นคำพูดที่สมควรแล้วหรือกับพระแท้ๆ ผ้าเหลืองหัวโล้นโกนคิ้วออกมาพูดจังก้าอยู่ โอ่อ่าฟู่ฟ่าว่าตัวรู้ตัวฉลาด ว่าเป็นจอมปราชญ์ มันจอมปราชญ์อะไร จอมมหาโจรมหาภัยปล้นศาสนา ตีหน้าผากพระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลายลงมาตลอด ด้วยคำว่าวิกลจริตเพราะการอยู่ในป่าของพระพวกนี้ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา เอาไปฟังซิ พิจารณาซิ

นี่ละวิธีการโจมตีของพวกนี้ ทางพระก็ไปแบบมหาโจรอันธพาล ไม่มีกิริยาของพระติดเลย คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่คำพูดของพระ ถ้าเป็นคำพูดของพระจะว่าพระพุทธเจ้าได้ลงคอยังไง พิจารณาซิ นี้ตีกบาลพระพุทธเจ้าลงมาโดยลำดับลำดา ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ ด้วยความโอ่อ่าฟู่ฟ่า เป็นจอมปราชญ์ของตัวเองให้โลกได้เห็น คือว่าให้สมใจก็เอา ให้ได้สมใจนั่นแหละ ด้วยความเคียดแค้นอะไรก็แล้วแต่ ถ้าดีใจไม่พูดอย่างนั้นคนเรา ต้องเคียดแค้น โจมตีแบบไหนถึงจะฉิบหายวายปวงของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วเป็นที่พอใจ กิริยาเหล่านี้ไม่ใช่กิริยาของพระ พระจะมาพูดอย่างนี้ไม่ได้ ยิ่งพูดถึงพระพุทธเจ้าและพวกพระอยู่ในป่าแล้วหมดค่าหมดราคาทุกอย่างเลย ยังเหลือแต่ลมหายใจฝอดๆ หมดโดยประการทั้งปวง ในความเป็นพระด้วยกันรู้กันหมด ศึกษาเล่าเรียนมาด้วยกัน ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมาพูดอย่างนี้ให้โลกเขามีสมบัติผู้ดีฟัง พระผู้มีสมบัติผู้ดีอยู่แล้วประจำตัวท่านก็ฟังไม่ได้ ยิ่งประชาชนเข้าไปอีกเขาก็จะฟังได้ยังไง นี่ละความเลวร้ายของพวกที่ทำลายชาติทำลายศาสนาเวลานี้ ทำอย่างนี้เอง

มันมีชิ้นดีอะไร ลงขนาดนี้แล้วเราจะไว้ใจได้ยังไง ลงขนาดตีหัวพระพุทธเจ้าได้ลงคอโดยสิ้นเชิง เรียกว่าเหง้าของศาสนาโค่นลงหมดเลยไม่มีเหลือ แล้วคำพูดอย่างนี้จะมีใครเคารพได้ลงคอไหม นอกจากประกาศความเลวร้ายของตัวเองว่าเลวกว่าเทวทัตเท่านั้นเอง มีเท่านั้น มันขนาดนั้นนะเวลานี้ ออกทุกแบบ เพศของพระก็ออกแบบนี้ ไม่มีแบบพระติดเลย เป็นมหาโจร เป็นอันธพาล เป็นนักเลงโต เป็นมหาภัยต่อชาติต่อศาสนาร้อยเปอร์เซ็นต์ การแสดงกิริยามาอย่างนี้ นี่เรายกมาเพียงเอกเทศ ที่โจมตีนอกจากนั้นมันก็เป็นแบบเดียวกัน บริษัทบริวารเดียวกัน ไม่ใช่เป็นจอมกษัตริย์เหมือนที่โจมตีพระพุทธเจ้ามาถึงพระป่า อันนี้รุนแรงมากที่สุด เสียหายมากทีเดียว วิธีโจมตีเหล่านั้นมันก็พวกบริษัทบริวารเดียวกัน หาอรรถหาธรรมไม่ได้เลยนำมาพูด เครื่องหมายของพระจึงไม่ปรากฏ นอกจากมหาภัยมหาโจร อันธพาลเท่านั้นพูดได้เต็มปาก ใครๆ เขาฟังแล้วเขาก็พูดได้ ประชาชนทั้งหลายตลอดพระเณรมีใครไปพูดอย่างนี้ เพราะเป็นเรื่องรุนแรง

โคตรเหง้าของพุทธศาสนาคือป่า พระพุทธเจ้าเป็นโคตรเป็นแซ่ของศาสนา อยู่ในป่า ทรงบำเพ็ญในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี ถ้าเราจำไม่ผิดนะ ก็เรียนมานานแล้ว นั่นละต้นเหง้าจริงๆ อยู่นั้น สมัยก่อนท่านไม่ได้ว่ามหาวิทยาลัยป่า ทุกวันนี้ตั้งมหาวิทยาลัยทันสมัยขึ้นมา มหาวิทยาลัยสงฆ์ ไปดูซิมหาวิทยาลัยสงฆ์ มีแต่ความรู้วิชาของติรัจฉานวิชา มีแต่ส้วมแต่ถานเต็มอยู่ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ เอาฆราวาสเข้าไปสอนพระ มีแต่สอนเรื่องวิชาทางโลกทางสงสารเรื่องกิเลสตัณหาล้วนๆ โดยอาศัยศาสนาเป็นเขียงเหยียบขึ้นๆ เท่านั้น ศาสนามีความหมายอะไร มหาวิทยาลัยสงฆ์มีแต่เรื่องเรียนวิชาเลอะๆ เทอะๆ เรียกว่าติรัจฉานวิชา ไม่ได้เป็นวิชาของพระพุทธเจ้าเพื่อคุณงามความดี เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์แต่ประการใดๆ เลย มีตั้งแต่เพื่อลากกันลงๆ ด้วยมหาวิทยาลัยสงฆ์

เอาฆราวาสไปสอนพระ เดินอ้วดอ้าดๆ โอ๊ย ท่าใหญ่เสียด้วยนะ ฆราวาสเข้าไปสอนพระ พระก็หมอบละซิ อู๊ย เราดูแล้วดูไม่ได้ เราสลดสังเวช เราไปดู เดินดูชัดๆ ดูด้วยการพิจารณา โอ๊ ศาสนานี้เริ่มหมดคุณค่าไปแล้ว กิเลสกำลังเข้าเหยียบ แล้วยอกันเต็มที่นะ เรียนแล้วก็ยกยอกันเต็มที่ ยกยอกิเลส เหยียบศาสนาลงเต็มที่เหมือนกันหารู้ตัวไม่ ฟังซิ

มหาวิทยาลัยของพระพุทธเจ้าพอเข้าไปศึกษาแล้ว สำเร็จออกมา องค์นี้สำเร็จพระโสดา องค์นี้สำเร็จสกิทา องค์นี้สำเร็จอนาคา องค์นี้สำเร็จพระอรหันต์ มาเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราจากมหาวิทยาลัยป่าของพระพุทธเจ้า นั่นเห็นไหมล่ะ ท่านเหล่านี้สำเร็จมาจากป่า แม้ปัจจุบันนี้ก็เหมือนกัน อย่างพ่อแม่ครูจารย์บวชแล้วเข้าป่าตลอดจนกระทั่งท่านนิพพาน นั่นเห็นไหม ท่านเป็นอย่างนั้น ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์ท่านก็ดูเอาซิตัวอย่างของท่านเป็นยังไง ท่านไปจุ้นจ้านๆ ในกระดูกหมูกระดูกวัว แล้วเอากระดูกหมูกระดูกวัวไปอวดมรรคผลนิพพานไหม ไม่เคยมี ท่านทำมาท่านทำอย่างนั้น

ทีนี้เวลานี้มันก็เป็นตรงกันข้ามแล้ว กิเลสมีอำนาจบาตรหลวงมากแล้วเหยียบธรรมลงๆ ของดีพลิกให้เป็นของชั่วไปหมด ของชั่วยกให้เป็นของดี ก็เหมือนเรายกกองขี้นั่นแหละ มันอยู่ในมือก็เหม็นอยู่ในมือ ยกขึ้นสูงเท่าไรมันก็เหม็น ยกขึ้นไปบนเมฆมันก็ไปเหม็นอยู่บนเมฆ กองขี้เข้าใจไหม ของเลวมันก็เป็นอย่างนั้น อยู่ที่ไหนมันก็เลว อยู่ในหัวใจเราก็เลว เอาออกไปไหนมันก็เลว กิริยาท่าทางแสดงออกไปด้วยความเลวร้ายเลวทั้งนั้น ไปแสดงอยู่บนฟ้าบนอากาศ มันก็ไปเลวอยู่บนฟ้าบนอากาศ ธรรมดาของเลวจะดีไม่ได้นะ แต่ของดีนี้จะเอาไปไว้ใต้ดินก็ดี

อย่างพุทธศาสนานี่ ธรรมที่เลิศเลอ เอ้า เหยียบลงไป เหยียบเจ้าของเอง นั่น ไม่ได้เหยียบถูกพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ท่าน เพราะท่านเลิศเลอพอแล้วเหยียบถูกท่านได้ยังไง มีแต่เหยียบกบาลเจ้าของ เหยียบคอเจ้าของลงไปๆ มันก็ไม่รู้ พอใจเหยียบนะทุกวันนี้ โลกพอใจเหยียบศาสนาแหลกเหลวไปหมด ไปดูที่ไหนจนจะดูไม่ได้นะ ถ้าดูแบบธรรมดาโลกๆ นี้ดูไม่ได้ แต่ธรรมดูแบบธรรม ดูเหมือนไม่ดู รู้เหมือนไม่รู้ เห็นเหมือนไม่เห็น แต่ถ้าพอที่จะเป็นประโยชน์บ้าง เป็นคติเครื่องเตือนใจคนบ้าง เราก็ออกเสียเวลานั้น คนนี้ไม่รับก็ตาม คนอื่นมีทางรับได้ มีแง่ที่จะเอาอยู่นั้น ไม่ใช่ว่าให้แล้วสมใจตัวเองไปเลย ท่านไม่ได้มุ่งอย่างนั้น ท่านมุ่งประโยชน์ ผู้นี้ไม่ได้คนนั้นจะได้ๆ นั่น

ดังที่พูดเวลานี้ ตัวเทวทัต ตัวจอมปลอม ตัวมหาภัย ตัวอันธพาล มันไม่ฟังนะ มันไม่สนใจละพวกนี้น่ะ คนดีมีอยู่มากจะฟังเป็นคติเครื่องเตือนใจตัวเอง คนนั้นอย่าไปสอนเลยมันเลยแล้ว พระมากุสลา ไม่กุสลาไม่สำคัญ มันเลยไปทุกอย่าง เรียกว่าบอกบุญไม่รับแล้ว จะไปสอนมันอะไร กุสลา ธมฺมา ให้มันเสีย ถ้าจะสอน ไปนั่งปั๊บแล้วก็มองดูกล้วยหอมกล้วยไข่ตามบริเวณนั้น กุสลา ธมฺมา กล้วยหอมอยู่ไหนนา ให้ไปถามอย่างนั้น อย่าไปถามว่าคนนี้ตายแล้วไปไหนนา จะไปยกเขาขึ้นสวรรค์นิพพาน บอกไม่มีหวัง ถ้าเขานิมนต์หลวงตาก็ไปจะไปหาดูกล้วยหอม ไหนล่ะกล้วยหอม ไหนล่ะกล้วยไข่ จะว่าอย่างนั้น คนนี้มันตายแล้วไปไหน ไปไหนก็ช่างโคตรมันซิ การตอบเข้าใจไหม มันขนาดนั้นแล้วมันจะเอาอะไรมาเป็นผลเป็นประโยชน์

ความเลวของจิตใจเป็นอย่างนี้ทุกวันนี้ พี่น้องทั้งหลายให้ดูเอานะ ที่มาพูดเหล่านี้เพราะความดี ดีเลิศมี ความเลว เลวอย่างร้ายแรงมี เอามาแก้มาชะมาล้างกัน ถ้ามีแต่เลวเสียจริงๆ แล้วมันก็เหมือนมูตรคูถอยู่ในถาน จะไปทำอะไรมันก็อย่างนั้น แน่ะ มันหมดค่าหมดราคาแล้ว ที่ยังดีอยู่ พลิกไปทางไหนดีก็พลิกออกไปทางนั้นเสีย เป็นประโยชน์ นั่น นี่คนดียังมี ไม่ใช่มีแต่คนชั่วที่เลวอย่างเดียว เป็นส้วมเป็นถานอย่างเดียว คนที่อยู่เหนือส้วมเหนือถานที่จะไปดิบไปดียังมีอยู่ นี่ละพระพุทธเจ้าสอนโลกท่านก็สอนอย่างนี้ คนที่เลวๆ พระองค์ไม่สอน

ใครจะไปฉลาดยิ่งกว่าศาสดาองค์เอกวะ ทีนี้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านปฏิบัติท่านก็ปฏิบัติเป็นธรรม ท่านย่อมทราบ ความควรหรือไม่ควรท่านก็รู้เหมือนกัน ควรเทศน์ก็เทศน์ไม่ควรเทศน์ท่านก็ไม่เทศน์ ปล่อยให้ไปตามบุญตามกรรมเสียเท่านั้นเอง มันเลวขนาดนั้นเดี๋ยวนี้ พระเหล่านี้ยิ่งเลวมาก ว่าจะไปชักจูงประชาชน มันชักจูงลงเหวลงบ่อไปแล้วเดี๋ยวนี้ มันไม่ได้ชักจูงในทางที่ดิบที่ดี ก้าวเข้าไปวัด พระเหมือนโยม โยมเหมือนพระ ไม่มีอะไรผิดแปลกกันเลยแล้วกราบกันหาอะไร เข้าไปหาอะไรเข้าไปวัด เกิดประโยชน์อะไร วัดก็คือที่ดิน จะประดับประดาตกแต่งอะไร มันก็ออกจากอิฐปูนหินทรายเป็นเครื่องประดับ มันก็พวกเดียวกัน

ตัวของตัวเลวแล้วอยู่ที่ไหนมันก็เลว ถ้าตัวของตัวดีแล้วอยู่ไหนดีหมด สำคัญอยู่กับการฝึกการปรับปรุงตัวเองดังที่ว่านี่ เราไปกรุงเทพสองสามวันกลับมาดูซิ ขัดถูกันขาวสะอาดสะอ้าน หัวใจมันได้ดูไหม นั่น เท่านั้นพอ มันไม่ได้ดูหัวใจ หัวใจให้มันสง่างาม อยู่ที่ไหนอยู่ไป ร่างกายนี่เป็นของสกปรกโสมมอยู่แล้วเต็มตัวของเขาของเรา พออยู่ได้อยู่ไป  นอนตรงไหน นั่งตรงไหน ซึ่งเป็นสภาพเหมือนกันแล้วอยู่ได้ทั้งนั้น ไม่ขัดกันไม่เถียงกัน มันเถียงกันแต่กิเลส อันนี้ไม่สะดวก อันนี้ไม่สบาย อันนี้ไม่ดี อันนี้ไม่สวย แต่งเท่าไรสวยเท่าไรยิ่งเลวเท่านั้น นี่ในสายตาของธรรม

สายตาของกิเลสว่านี่สดสวยงดงามมาก เลื่อมพั่บๆๆ สถานที่หลวงตาบัวนั่งอยู่เวลานี้เลื่อมพั่บๆๆ หอปราสาทบนสวรรค์สู้ไม่ได้ แต่ให้สายธรรมมาจับปั๊บนี่เลวยิ่งกว่าถาน สกปรกยิ่งกว่าถาน สะอาดเท่าไรยิ่งสกปรกยิ่งกว่าถาน นั่นละสายตาของธรรม เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้ดึงขึ้นจากสิ่งเหล่านี้ ที่กิเลสทั้งหลายว่าเป็นของดิบของดี มันเลว มันหลอกลวงสัตว์โลกให้จมอยู่นี้เพราะสิ่งเหล่านี้แหละล่อ สายตานั่น เข้าไปถึงใจ ใจก็เป็นบ้าดีดดิ้นไปตาม อันนั้นก็ดี อันนี้ก็สวย อันนั้นก็งาม ดูตั้งแต่ภายนอก เจ้าของดีหรือไม่ดีไม่ดู คนเราถ้าต้องการเป็นความดิบความดีแล้วให้ดูภายใน มันจะเคลื่อนไหวออกไปในกิริยาท่าทาง เริ่มตั้งแต่การคิด คิดผิดหรือคิดถูก ปรับปรุงตัวทันทีๆ พูดออกไปอันใดไม่เกิดประโยชน์อย่าพูด ที่เกิดประโยชน์เอ้าพูดไป มากน้อยตามควรแก่กาลเวลาหรือสถานที่บุคคล เป็นอย่างนั้นนะ นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า

อยู่ที่ไหนเห็นตั้งแต่เรื่องตกแต่งภายนอก มันไม่ได้สนใจตกแต่งภายในบ้างเลย นี่ที่เราสลดสังเวชเพราะอันนี้ โลกสั่งสมตั้งแต่ความสะอาดภายนอก คือความสกปรกของกิเลส มันประดับประดาตกแต่งให้เป็นของสวยของงาม มันงามอะไร หัวใจเสียเสียอย่างเดียว อะไรมันไม่มีงามทั้งนั้น ตกแต่งจิตใจให้ดีให้มีเหตุมีผล คิดดีหรือชั่วให้ดูตัวเอง เป็นบาปเป็นบุญดูตัวเอง เมื่อคิดดีแล้วพูดออกมาก็ดี กิริยาการทำทั้งหลายผิดหรือถูกดูเจ้าของตลอดเวลา นี้คือคนรักษาตัวด้วยอรรถด้วยธรรม ถ้าไม่มีธรรมเตลิดเปิดเปิง จมไปเท่าไรก็ยังไม่รู้ตัวว่าจม เรื่องกิเลสที่จะสอนคนให้รู้ตัวไม่มี นอกจากทำให้จมไปตลอด ถ้าธรรมแล้วสะกิดตลอดๆ ดังที่เคยพูดแล้ว

เราได้ภาวนาลงไป นิสัยใจคอเรามีจิตใจทำบุญศีลทานต่างๆ เช่น การให้ทานเราก็เคยประจำ วันหนึ่งๆ ไม่ได้ให้ทานไม่สบาย นี่เป็นนิสัยของผู้ทำบุญให้ทาน รักษาศีลอะไรๆ ก็ตาม เป็นของดีๆ ด้วยกัน แต่พอเอาภาวนาจับเข้าไป เอาภาวนาเข้าไปในคนๆ นั้นแหละ พอภาวนาเข้าไปจิตใจรู้เนื้อรู้ตัวขึ้นมา มองนั้นมองนี้เห็นผิดเห็นถูกของตัวเองขึ้นมา เพราะใจมันเปิดออกมาแล้ว อะไรๆ ผิดถูกมันจะรู้ เริ่มรู้ๆ ๆ แม้ที่สุดทานที่เคยให้ทุกวันๆ ซึ่งแต่ก่อนไม่เคย ทำตามนิสัย แต่กลับไปรู้อีก การที่ให้ทานวัตถุแต่ละอย่างพิถีพิถันพินิจพิจารณา นั่นเห็นไหมล่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะพินิจพิจารณา ละเอียดเข้าไปๆ คนมีจิตตภาวนาฝังใจ พอใจมีหลักมีเกณฑ์แล้วมันจะส่องออกไปภายนอก ผิดถูกชั่วดีมันจะรู้ตัวเองไม่ต้องมีใครสอน ค่อยรู้ไปๆ

นี่เราพูดถึงเรื่องประชาชนชาวพุทธเราธรรมดาๆ แล้วพูดถึงเรื่องนักภาวนาด้วยแล้ว อย่าเอามาเทียบกันเลยเข้าใจไหม อะไรๆ มันจะเป็นอยู่ในจิตกับธรรม เป็นของที่ละเอียดสุดยอด นี้ละเป็นเครื่องรื้อขนสัตว์โลกออกไป ท่านเอาธรรมอันนี้ ท่านไม่ได้เอากิเลสรื้อนะ รื้อก็รื้อลงข้างล่างกิเลส นี่ละท่านผู้มีธรรมท่านจึงละเอียดลออมากทีเดียว มองดูกิริยาท่าทางก็เหมือนเราๆ ท่านๆ นั่นแหละ แต่จิตใจสง่างามด้วยความแพรวพราว ความเฉลียวฉลาด ความผ่องใส ความบริสุทธิ์เป็นชั้นๆ ขึ้นไป งามอยู่ตรงนั้นนะไม่ได้งามที่ไหน

ที่พักที่อยู่เป็นแคร่ก็อยู่ไป ตรงไหนอยู่ไปเถอะ กินอะไรกินไป พอเลี้ยงอัตภาพให้เป็นไปวันหนึ่งๆ เท่านั้นเอง พอหลับพอนอนที่ไหนเอาทำไป แต่ภายในใจอย่าลดละนะ จะปรับปรุงจิตใจให้สง่างามมันจะสง่าขึ้นที่นี่ เมื่อจิตใจสง่างามอยู่ไหนได้หมดดีหมด เพราะจิตพาดีอยู่แล้ว พากันจำเอา นี่มีแต่งุ่มง่ามๆ เป็นบ้ากับเรื่องสกปรกโสมม โอ๊ย เราทุเรศนะ

ที่เราได้เอามาพูดนี้คือเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลก ถ้าเราไม่ได้เข้าไปช่วยชาติบ้านเมือง เราจะไม่ได้คละเคล้ากับสิ่งเหล่านี้ ทั้งหยาบทั้งกลางทั้งละเอียด ทุกอย่างคละเคล้าหมดเลย นอกจากจะนำมาพูดไม่พูด มันรู้หมดเห็นหมด โอ้โห โลกนี่มันสกปรกขนาดนี้นะ นู่นฟังซิน่ะ เอาธรรมเข้าไปจับๆ ตรงไหนๆ จนเข้ากันไม่ได้ๆ มิหนำซ้ำมันยังออกหน้าออกตาด้วยความดื้อด้านหาญธรรมอย่างหยาบโลนที่สุด คัดค้านต้านทานธรรม คัดค้านต้านทานผู้ทำดีทั้งหลาย เที่ยวคัดเที่ยวค้านเที่ยวโจมตี ดังที่เห็นอยู่เวลานี้เป็นยังไง นั่นละกองทัพมหาโจร กองทัพไฟบรรลัยกัลป์ กองทัพเทวทัตกำลังโจมตีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง ไปที่ไหนมีแต่พวกนี้ ความดีนิดหนึ่งไม่ทำ

เราเคยเห็นไม่ใช่หรือ เขาทำความดีเพื่อโลกเพื่อสงสารชาติไทยของเขา ทั้งการทำบุญให้ทานทุกด้านเขาทำ ขวนขวายมา เช่นการช่วยชาติบ้านเมืองด้วยโครงการอันนั้น สร้างแต่ความดิบความดีใส่ชาติบ้านเมืองของตน พวกนี้มีแต่เที่ยวถีบเที่ยวยันเที่ยวเตะ เที่ยวจุดเที่ยวเผาแหลกไปหมด ใครไปทำความดีที่ไหนเที่ยวคัดค้านต้านทาน นี่ดูเอาในเมืองไทยเรานี่ พวกนี้หรือพวกที่จะเป็นสรณะให้โลกได้รับความร่มเย็น  คือพวกหาทำลายตั้งแต่คนดี ความดีของคนที่เขาทำไว้นั้นหรือ ส่วนความดีมันไม่สนใจในตัวเอง ความชั่วทำวันยังค่ำอย่างองอาจทีเดียว อย่างไม่มียางอาย หน้าด้านที่สุดก็คือพวกนี้ เอ้า เทียบกันซิอยู่ในเมืองไทยด้วยกัน

เราพูดมันสลดสังเวชนะ เพราะเราพูดเราไม่ได้ก่อกรรมก่อเวรกับผู้ใด พูดตามอรรถตามธรรม ผิดถูกชั่วดีพูดได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะไม่เคยมีอะไรกับสิ่งใดในโลกนี้ พูดเรื่องสมมุติใจเราไม่ได้เป็นสมมุตินี่นะ มันก็พูดได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยของกิริยาของสมมุติที่แสดงมายังไง พูดได้หมดถ้าจะพูดนะ ถ้าไม่พูด เฉย แน่ะ ก็มีเท่านั้นเอง ไม่มีได้มีเสียกับสิ่งเหล่านี้นี่นะ ขอให้พี่น้องทั้งหลายพากันพิจารณา มาวัดมาวาก็อย่ามาเพ่นๆ พ่านๆ มาเที่ยวนู้นเที่ยวนี้ เถ่อนั้นเถ่อนี้ ดีไม่ดีมาตรวจราชการพระ พระเหล่านี้เป็นยังไง เจ้าของยิ่งกว่าหมาไม่เห็นดูตัวเอง เข้าใจหรือ ไปละไปตรวจดูพระวัดนั้นเป็นยังไงวัดนี้เป็นยังไง พระองค์นั้นเป็นยังไง พระองค์นี้เป็นยังไง เราเลวยิ่งกว่าลิงทำไมไม่ดูเจ้าของบ้าง นี่ถ้าว่าไปตรวจก็ตรวจอย่างนั้นซิ ตรวจตัวเองไม่ใช่ตรวจคนอื่น ไปดูพระท่านอะไร ดูตัวเองที่เป็นอันธพาลในหัวใจของตัวเอง แล้วก็แส่ส่ายไปกระทบกระเทือนกับคนอื่นมันดีแล้วเหรอ

มาวัดมาวาดูซิกิริยาท่าทางของการประพฤติปฏิบัติของพระท่านทำยังไง เฉพาะอย่างยิ่งวัดป่าบ้านตาด เอ้าดูเอา แล้วอันใดที่จะเป็นคติให้นำไปเป็นคติเอง ความดีอยู่กับเราทุกคนที่ขวนขวาย และความชั่วก็อยู่กับตัวของเราที่พอใจสร้างมันขึ้นมา มันก็เผาตัวเองนั่นแหละ พากันจำให้ดีนะ เอาละพอ

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก