ขันธ์เป็นเครื่องมือได้ทั้งกิเลสทั้งธรรม
วันที่ 1 พฤษภาคม 2547 เวลา 19:00 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

ขันธ์เป็นเครื่องมือได้ทั้งกิเลสทั้งธรรม

 

          วันนี้มีร้อนบ้างแต่ไม่มากนัก ถ้าร้อนมันบีบธาตุขันธ์ให้อ่อนเพลีย เย็นหรือหนาวนี้ดี หน้าหนาวเป็นที่หนึ่ง ธาตุขันธ์ดี ขันธ์ดีอยู่ หน้าฝนเป็นที่สอง หน้าแล้งเป็นที่สาม หน้าแล้งจะบีบจะบี้ ฉันจังหันก็ไม่ค่อยได้ เหนื่อย แม้แต่คนหนุ่มมันก็ยังเหนื่อย เวลาหน้าร้อนคนหนุ่มเราก็ยังเหนื่อย คนธรรมดาก็เหนื่อย

          ทุกหูนี่คอยจ่อฟังปากเดียวนี่นะ สำคัญอยู่นะ ถ้าฟังไปแล้วเอาเข้าในใจก็ค่อยยังชั่ว ฟังไปแล้วขับกันลงทะเลหมดยังเหลือแต่ตัวร่อนจ้อนมันไม่เป็นท่า ฟังความดีมันเป็นอย่างนั้นนะ ถ้าฟังความเลว-ความชั่วทั้งหลายนี้มันเร็วนะ เพราะจิตใจทั้งหมดมันมีแต่ความเลวครอบไว้หมด อะไรมาต้องอันนี้รับกันก่อน เป็นสื่อสารกันก่อน ดึงออกไปแล้ว ทำงานแล้วเพื่อเหยียบหัวใจเรา เวลามันมีแต่ฝ่ายต่ำล้วน ๆ ที่ครอบอยู่ในจิตใจนี้อะไรจะมีแต่จะต่ำไปเรื่อย ๆ นะ สูงมันไม่อยากขึ้นนะ เหมือนว่าได้ปีนขึ้นภูเขา มันไม่อยากขึ้นเพราะอำนาจของความต่ำมันดึงดูด มันมีกำลังมากทีเดียว

จึงได้พูดให้พี่น้องฟังอย่างชัดเจนออกจากพุทธศาสนา และออกจากหลักความจริงที่พระพุทธเจ้า-สาวกทั้งหลายท่านผ่านไปแล้ว ในเรื่องสิ่งกดถ่วงทั้งหลายเหล่านี้ ท่านผ่านไปหมดแล้วท่านถึงได้นำเรื่องมาสอนพวกเรา คือฝ่ายกิเลสนี้เป็นฝ่ายดึงลง ๆ ตลอด ไม่มีที่ว่าจะดึงขึ้น เรียกว่าไม่มีเลย มีแต่ดึงลง ๆ ทีนี้ฝ่ายดีถ้ามีน้อยสู้มันไม่ได้ก็ต้องยอมไปตามมัน นี่โลกที่ว่าชั่ว-ทุกข์ ไม่อยากชั่ว-ไม่อยากทุกข์ แต่ก็ยอมไปตามมันด้วยความกล่อมของมันให้พอใจกับฝ่ายต่ำ แล้วบืนไปตามฝ่ายต่ำด้วยความพอใจ ไม่รู้เลยว่าถูกต้มไปตลอดนะ

ให้อ่านทางด้านธรรมะให้ชัดเจน จากผู้ที่ขึ้นเวทีมาแล้วคือพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่าน ท่านขึ้นมาแล้วจัดเจนมากทีเดียว อ่านเรื่องของกิเลสท่านอ่านได้ละเอียดลออจัดเจนมากที่สุด ไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่าน เวลานำมาแสดงต่อโลกท่านจึงแสดงได้อย่างจะแจ้ง เปิดเผย เต็มตามความสัตย์ความจริง เพราะจิตท่านไม่มีเรื่องจอมปลอมพอที่จะหลบนั้นหลีกนี้ ถ้าผู้ต้องการความสัตย์ความจริง จริง ๆ ท่านก็ใส่ตูมเข้าไปเลย พุ่งเลยทีเดียว

ถ้ายังหย่อนกว่านั้นท่านก็ผ่อนธรรมะนั้นลง ถ้าเป็นสัตว์โลกทั่ว ๆ ไปท่านก็แสดงทั่ว ๆ ไป เป็นพื้นฐานอันหนึ่ง ขั้นแห่งธรรมที่จะตั้งรากตั้งฐานสร้างความดีแก่ตนท่านสอนไว้ในขั้นนี้ก่อน อย่างน้อยให้มีทาน ทานนี้เป็นพื้นฐานสำคัญ เรียกว่าปล่อยไม่ได้ เป็นความจำเป็น ในโลกนี้มนุษย์เราอยู่ร่วมกันต้องมีการเสียสละต่อกัน เห็นอกเห็นใจกัน คิดเฉลี่ยเผื่อแผ่จิตใจเรากับจิตใจของโลก มันเหมือนกัน ๆ แล้วเฉลี่ยให้พอเหมาะพอดีต่อกัน ประสับประสานกันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ด้วยความเสียสละ นี่เรียกว่าธรรมพื้น ๆ ที่มนุษย์อยู่ร่วมกันจะเป็นความสุข ความสงบเย็นใจต่อกันได้

คนเราเมื่อมีความดิบความดีต่อกันแล้ว เรื่องความเกรงใจกันด้วยอรรถด้วยธรรมมีมาเอง ค่อยเป็นไปเอง นี่เรียกว่าพื้นฐานแห่งการสร้างความดี ต้องขึ้นทานก่อน ความเสียสละ ความเห็นอกเห็นใจกัน เพราะมนุษย์สัตว์โลกนี้อยู่ร่วมกันต้องมีความเฉลี่ยน้ำใจต่อกัน ประสับประสานให้พอเหมาะพอดีกันแล้วก็อยู่กันได้ พอสงเคราะห์สงหาช่วยเหลือกันได้โดยประการใดก็ให้สงเคราะห์สงหาช่วยเหลือกันไป

อย่าเห็นแก่เขาเป็นทุกข์เราเป็นสุข แล้วไม่ได้คิดถึงเรื่องความทุกข์ของคนอื่น เวลาความทุกข์มาเจอเรา เราก็ต้องหาที่พึ่งเหมือนกัน นั่น เมื่อเราหาที่พึ่งเหมือนกันเขาก็หาที่พึ่ง เราพอมีที่จะช่วยเหลือได้แค่ไหนก็ช่วยเหลือกันไป นี่เรียกว่าธรรม เป็นพื้นฐานของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกัน เรื่องศีลก็เป็นลำดับไปอีก เรื่องศีลเป็นพื้นฐานเข้าไปอันดับสอง ไม่ได้ทั้งหมดทุกข้อมีด่าง ๆ พร้อย ๆ บ้างก็ตาม แต่ท่านเน้นหนักในการอยู่ร่วมกันนี้คือกาเมสุมิจฉาจาร นั่นเห็นไหมละ

ตัวไหนที่ตัวร้ายแรงที่สุดในห้าข้อนั้น ถ้าพูดถึงที่สุดของศีลทั้งห้านี้ร้ายแรงเสมอกันหมด แต่สิ่งที่มันจะโดนอย่างรวดเร็ว ๆ นี้ คือกาเมสุมิจฉาจาร  ได้แก่ราคะตัณหา ตัวกดถ่วง ตัวกินไม่อิ่มไม่พอ มีเท่าไรเป็นไม่พอเหมือนไฟได้เชื้อ ไสเชื้อเท่าไรแสดงเปลวขึ้นจรดเมฆ ไม่มีทางดับด้วยเชื้อไสเข้าไป แต่จะลุกลามขึ้นไป เพราะได้เชื้อมาก อันนี้เราเอาตามความอยาก ความหิวโหยของกิเลสตัวนี้แล้วจะทำให้แตกไปหมดเลยเชียว

นี่ละเป็นความสำคัญ ข้อนี้ท่านเน้นหนักเสียด้วย อย่างน้อยที่สุดให้มีข้อนี้เป็นประจำ ครอบครัวของเราเด็ดขาดในข้อนี้ให้ดี ถ้าอยากให้อยู่ร่วมกันเป็นผาสุกร่มเย็นในระหว่างสามี-ภรรยาเป็นต้น ให้ยึดศีลข้อนี้ไว้ให้ดี อย่าให้รั่วไหลแตกซึมไปไหนได้เลย เอาให้แน่นหนามั่นคงทุกคน ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหญิงฝ่ายชาย ฝ่ายผัวฝ่ายเมีย ต้องมีความมั่นคงในศีลข้อนี้ นี่เป็นพื้นฐานแห่งความสงบสุขเย็นใจ ความเย็นใจ ความอบอุ่น จะอยู่ในจุดนี้ เงินทองข้าวของมันเป็นธรรมดา คนมีคนจนโลกอนิจจัง มีคนมีคนจนเป็นธรรมดา

อันนั้นไม่รุนแรงเหมือนอันนี้ อันนี้ถ้าลงได้เข้าในรายใดแล้ว ไม่ว่าเศรษฐี ไม่ว่าคนทุกข์คนจนจะเป็นไฟเผากันได้โดยไม่ต้องสงสัย ท่านจึงได้ห้ามอันนี้ให้เด็ดขาดลงไป นี่เรื่องศีลคือข้อนี้เป็นสำคัญ ให้พากันจำไว้ไปปฏิบัติต่อกัน อย่าให้ระแคะระคายกันระหว่างผัวเมียที่อยู่ร่วมกัน รักกันแล้วค่อยเอากันด้วยความสมัคใจ ให้ถืออันนี้เป็นรากฐานสำคัญ เป็นตายเป็นด้วยกัน ตายด้วยกัน สุข-ทุกข์ไปด้วยกันด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ฝากเป็นฝากตายต่อกัน ในจุดนี้แล้วผาสุกร่มเย็น

สามีหรือภรรยาจะไปทำการทำงานนอกบ้านในบ้าน ใกล้ไกลไม่สำคัญ สำคัญที่ความตายใจและความเชื่อตัวเอง ว่าศีลข้อนี้เราแน่นหนามั่นคงแล้ว ไปที่ไหนเราไม่มีการข้องการแวะกับอะไร กลับมาได้มากได้น้อยก็เฉลี่ยเผื่อแผ่ในครอบครัว ร่มเย็นทั่วหน้ากันไปหมด ศีลข้อนี้เป็นสำคัญมากทีเดียว ท่านจึงสอนไว้ ให้พากันเข้มงวดกวดขันนะ สิ่งที่จะส่งเสริมศีลข้อนี้ให้ขาดทะลุไปเลยนั้นมันมีมากเข้ามา สิ่งหลอกลวงทุกอย่างเสริมเพื่ออันนี้ให้กำเริบขึ้นไปมีมาก  ให้ระวังให้ดี

ท่านสอนเบื้องต้นท่านสอนในข้อนี้ก่อน ศีลห้านี้เป็นพื้นฐานเหมาะสมแล้วกับมนุษย์เรา แต่ที่เน้นหนักที่สุดที่เฉียดกันไป สีกันมา ถูกันไปกันมา คือกาเมสุมิจฉาจาร ข้อที่สามนี้เป็นสำคัญมาก ใกล้ชิดติดพันมากทีเดียว จึงต้องให้ระมัดระวัง และอันตรายก็มากและรวดเร็วด้วย จึงต้องระวังข้อนี้ให้ดี ศีลจะมีมากน้อยควรให้มี อย่าถือเป็นความจำเป็นของผู้ใด เป็นภัยด้วยกันเป็นคุณด้วยกันสำหรับผู้ที่ล่วงเกินหรือผู้ที่รักษา  ผู้รักษาก็เป็นคุณด้วยกัน ผู้ล่วงเกินก็เสียหายด้วยกัน

เราไม่ต้องการความเสียหายแก่ตัวของเรา เราควรจะนำศีลเข้ามาสนับสนุนตัวของเราให้มีความแน่นหนามั่นคงในความประพฤติ หน้าที่การงานต่าง ๆ อยู่ในศีลในธรรมก็ร่มเย็น ได้มามากน้อยไม่ไปทุจริต คดโกง รีดไถใครมาเราก็อุ่นใจนะ ถ้าได้มาด้วยการฉกการลัก ปล้นจี้สะดมมานั้นได้มาก็เป็นฟืนเป็นไฟ เพราะผิดศีลข้อนี้ หาความสงบเย็นใจไม่ได้ แม้ที่สุดใบไม้ร่วงลงมาแค็กหนึ่งคือความระวังตน มันระวังอยู่แล้ว กลัวเขาจะมาจับมามัดไปซิเพราะเราไปทำความผิด พอได้ยินใบไม้ตกแค็กคักเผ่นแล้วนะ นึกว่าเจ้าหน้าที่เขาจะมาจับมามัดนะ ความระแวงเป็นทุกข์อยู่ภายใน เงินที่ได้มาไม่เกิดประโยชน์อะไร ไฟที่เผาหัวใจเผาตลอดเวลา ท่านเห็นชัดขนาดนั้นนะพระพุทธเจ้า

ในห้าข้อนี้มีความจำเป็นมากทีเดียวสำหรับสัตว์โลกที่อยู่ร่วมกัน เรื่องทาน เรื่องศีลให้มี เราเป็นชาวพุทธ จากนั้นก็ทำใจของเราให้มีความร่มเย็นด้วยภาคภาวนา เรื่องภาวนานี้พิสดารมากทีเดียว ถ้าลงภาวนาได้ปรากฏขึ้นในจิต แล้วความแน่นหนามั่นคงภายในใจจะเกิดขึ้นทันที ๆ ไม่ได้ระเวียงระวังอะไร  หรืออะไรมาช่วยสนับสนุน เราช่วยเราเอง เรารู้ในตัวของเราอะไรควรไม่ควรรู้ทันที หลักของการภาวนาเป็นธรรมที่เตือนตัวเองตลอด เมื่อได้หลักได้เกณฑ์ภาวนาไปโดยลำดับยิ่งเป็นธรรมเตือนตัวเองไปตลอด ไม่จำเป็นต้องหาคนอื่นมาเตือน หากรู้ภายในใจนี้ ความเชื่อมั่นในอรรถในธรรมก็หนาแน่นขึ้นไปโดยลำดับจากการภาวนา นี้ละรากฐานของบุญกุศลทั้งหลายอยู่จุดนี้

การให้ทานรักษาศีลที่เราเคยมีด่างมีพร้อย มีขาดบ้าง ทะลุไปบ้าง อะไรอย่างนี้ พอจิตตภาวนาเข้าสู่ใจแล้วสิ่งเหล่านั้นจะค่อยสมบูรณ์ขึ้นมา การให้ทานก็พิถีพิถัน เอาใจใส่ทุกสิ่งทุกอย่าง จากจิตของเรานี้เป็นผู้คอยสอดส่องดูแล ทำอะไรทำด้วยความจดจ่อ ทำด้วยความมีสติสตัง ด้วยความเจาะจงจริงๆ สิ่งเหล่านั้นก็ละเอียดลออและมีผลมากขึ้นเป็นลำดับลำดา นี่ละอำนาจแห่งการภาวนา เตือนออกมาภายนอกให้ละเอียดลออไปตาม ๆ กัน เช่นอย่างการให้ทานเราเคยให้เป็นประจำนิสัยของเรา ทั่ว ๆ ไปก็เป็นอย่างนั้น พอจิตตภาวนาได้ปรากฏขึ้นเป็นความแปลกประหลาดภายในจิตใจแล้ว เรื่องเหล่านี้จะค่อยละเอียดไปตาม ๆ กัน

การให้ทานก็พิถีพิถัน พินิจพิจารณา  ได้มาอย่างนี้เหมือนกันจนกระทั่งถึงที่ว่านั้นละ ได้มาแทนที่เจ้าของจะกินมันหากมีในใจ โอ้ยนี่สู้ทานไม่ได้ เอาไปทานเสียดีกว่า เจ้าของยอมอดเอาไปให้ทาน นี่ก็คือจิตดวงนี้ละมันเป็นเองนะ อดก็อด มีวันอิ่มวันหนึ่งจนได้ แต่การให้ทานนี้เราไม่ค่อยจะได้ทำตามใจมักใจหมายทุกครั้งทุกคราวไป เวลานี้เรามีความจะเป็นไปได้แล้วปั๊บเลยเชียว ให้ทานดีกว่าเอามากิน กินเสียเปล่า ๆ แน่ะ มันหากเป็นอยู่ในจิตนะ

ปรกติของชาวพุทธเรา อย่างน้อยการกินกับการให้ทานเสมอกัน มากกว่านั้นการให้ทานต้องดีกว่าการกินการใช้ของเราเสมอไป ทีนี้ยิ่งมีจิตตภาวนาเข้าไปแล้วยิ่งก้าวขึ้นไปอีก สูงกว่าตัวเองโดยตลอด การอยู่การกิน ใช้สอยอะไรนี้เรื่องการให้ทานนี่จะเหนือกว่า ๆ ทางนั้นจะออกก่อน ๆ มันหากเป็นในใจนะ อดก็อด อิ่มเมื่อไรก็ได้ยากอะไร ขอให้ทำทานให้จิตใจชุ่มเย็นพอ ชุ่มเย็นที่ใจนะ ให้ทานลงไปแล้วจะซึมซาบที่ใจ ร่างกายของเราถึงจะบกพร่องหิวโหยก็ตาม ไม่มีอะไรไปคว้าเอาน้ำปลากับน้ำพริกมาจิ้มมันก็พอเป็นไป

ส่วนจิตใจที่ขาดทานนี้แห้งตลอดนะ เราจะสมบูรณ์พูนผลด้วยการอยู่การกินก็ตาม ถ้าจิตใจได้แห้งจากการให้ทาน-การเสียสละไปเสียแล้วจิตหาความชุ่มเย็นไม่ได้ นี่สำคัญ ทีนี้พอจิตชุ่มเย็นอะไร ๆ ก็ค่อยดีไปตาม ๆ กันหมด อดบ้างอิ่มบ้างไม่เห็นสำคัญเลยนะ ไม่เป็นอารมณ์ เพราะอารมณ์อันดีงามฝังอยู่ที่ใจแล้ว คือบุญที่เกิดขึ้นจากการให้ทาน ค่อยละเอียดเข้าไป งานการทุกอย่างจิตที่มีจิตตภาวนาแล้วจะค่อยละเอียดไปตาม ๆ กัน หากเป็นข้อเตือนภายในใจตัวเอง

สุดท้ายไม่ต้องถามใคร มันก็รู้ของมันเอง อะไรที่ผิดปั๊บปัดออกเลยทันที ไม่ทำ ๆ จะทำแต่ความถูกต้องดีงามเป็นลำดับลำดาไป นี่อำนาจของจิตตภาวนา เพราะงั้นพระอริยบุคคลขั้นพระโสดาขึ้นไปตั้งแต่สำเร็จเป็นพระโสดา คือกระแสแห่งความมั่นคงของใจ กระแสแห่งพระนิพพานเข้าแทรกถึงจิตแล้ว โสตะแปลว่ากระแส กระแสธรรมแห่งความมั่นคง หรือกระแสพระนิพพาน พาดพิงเข้าถึงแล้ว จิตฝังลึกแล้วเป็นอจลศรัทธาในธรรมทั้งหลายแล้ว เชื่อบุญเชื่อกรรม ไม่ได้เชื่ออย่างงู ๆ ปลา ๆ เชื่อภายในจิต แม่นยำอยู่ภายในจิต

ตั้งแต่วันท่านสำเร็จพระโสดาแล้วเท่านั้น ศีลห้านี้สมบูรณ์ขึ้นมาทันที ฟังซิ แต่ก่อนเป็นธรรมดาเหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ พอจิตก้าวเข้าสู่กระแสนี้ปั๊บตายตัวแล้ว ทีนี้พลิกใหม่ไปหมด ศีลก็เป็นหลักธรรมชาติไปเลย มีเองในตัว รับศีลไม่รับศีลในศีลนั้นสมบูรณ์แล้ว เจตนาวิรัติ เรียกว่ากลายเป็นสมุจเฉทวิรัติ งดเว้นโดยเด็ดขาด สิ่งใดที่จะเป็นข้าศึกต่อศีลของตน คือศีลห้า ไม่ยอมล่วงเกินฝ่าฝืนเลย เป็นหลักธรรมชาติ นี่พระโสดา

ตั้งแต่จิตได้หยั่งเข้าสู่บุญสู่กรรม กระแสของธรรมคือพระนิพพานพาดพิงถึงแล้วเท่านั้น จิตจะมีความแน่นหนามั่นคงต่อบุญต่อกรรมของตนไปเรื่อย ๆ ท่านเรียกว่าศีลอริยเจ้า ศีลอริยบุคคล นับแต่โสดาขึ้นไป นี่เป็นศีลอริยบุคคล ตั้งขึ้นมาเอง รักษาเองโดยไม่ต้องระมัดระวังอะไร บังคับบัญชาไม่ให้ทำความชั่วแต่ก่อนต้องบังคับ เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง รู้เอง พลิกเอง เปลี่ยนเอง ปัดเอง นี่เรียกว่า อจลศรัทธา ยิ่งภาวนามีความลึกซึ้งเข้าไปมากเท่าไร ๆ ธรรมยิ่งละเอียดลออภายในจิตใจ การรักษาตัวยิ่งรอบคอบขอบชิต ภายในใจของตัวเองนี้ยิ่งจะผ่องใสขึ้นไปเป็นลำดับลำดา กิริยาอาการทุกอย่างก็สะอาดสะอ้าน ไปตาม ๆ กัน ความชั่วความผิดที่มัวหมองไม่เข้ามาติด ค่อยดีขึ้นไปตามใจที่สะอาด สะอาดเป็นขั้น ๆ ๆ ไป

พระสกิทาคานี้ละเอียดขึ้นไปกว่าพระโสดา พระอนาคานั้นเรียกว่าเป็นผู้สิ้นราคะตัณหา ที่จะพาให้ก่อกำเนิดเกิดตาย ๆ อยู่ทั่ววัฏจักรตั้งกัปตั้งกัลป์มานั้น พอสำเร็จเป็นพระอนาคาแล้วเท่านั้น จิตนี้ที่เคยถูกดิ่งลงๆ ด้วยอำนาจแห่งกามราคะเป็นตัวสำคัญมากทีเดียว ตัวนี้กดลง ถ่วงลง ดึงลง ๆ ตัวนี้รุนแรงมาก นี่ละให้เราได้ผ่านศาสนธรรม สนามรบกับกิเลสเสียก่อนแล้วรู้เอง ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงผ่านมาแล้ว วางไว้แล้วพื้นฐาน เราเดินเข้าไปนั้นก็รู้กันเอง ๆ แบบเดียวกันกับพระพุทธเจ้า

พอถึงขั้นพระอนาคาแล้วเรียกว่า จิตใจที่เคยมีกามกิเลสเป็นต้น ก็มีอันนี้ละตัวเป็นใหญ่เป็นโตที่สุดในโลกอันนี้ เป็นตัวที่กดถ่วงลงให้พาทำบาปทำกรรมก็ตัวนี้เป็นตัวรุนแรง พอตัวนี้ขาดลงไปแล้วจิตที่เคยถูกกดถ่วงนี้จะหมดไปเลย ดีดขึ้นน่ะทีนี้นะ แต่ก่อนมีแต่ถูกกดถ่วงดึงลง ๆ บืนแทบเป็นแทบตาย มันก็ลงอีกจนได้เพราะมันมีกำลังมากกว่า พอชำระสะสางอันนี้ขาดสะบั้นไปจากจิตใจแล้วจิตนี้จะดีดขึ้นเลย เพราะอันนี้กดถ่วงไว้ พออันนี้ขาดก็ไม่มีอะไรกดถ่วง ก็ดีด ถ้าเทียบก็เหมือนสำลีหมุนตัวขึ้นไป สำลีขึ้นไปบนฟ้า สูงไปเรื่อย สำลีเราวางนี้มันก็ลอยขึ้น ๆ มันไม่ลง        ทีนี้จิตใจเมื่อถึงขั้นนี้แล้วมีแต่จะก้าวขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ๆ พระอนาคามี  อนาคามีได้ระดับก็มี  

ท่านจึงสอนไว้ในสถานที่อยู่ของพระอนาคามี เป็น ๕ ชั้น อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิษฐา ๕ ชั้นนี้เรียกว่าสุทธาวาส  ที่อยู่ของพระอนาคามี เป็นชั้น ๆ แห่งภูมิธรรมของพระอนาคามี ผู้ที่สำเร็จในขั้นแรกยังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย พึ่งสำเร็จ  ถ้าสอบก็เรียกว่าสอบได้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เวลาตายแล้วจะเข้าอวิหา พรหมโลก ๕ ชั้นนี้ขึ้นอวิหา จากนั้นก็จะเลื่อนขึ้นไปอตัปปา ที่จะให้ลงไม่มี  พอจิตละเอียดเข้าไปก็เลื่อนขึ้นไป  ถ้าตายระยะนั้นก็ไปอตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิษฐา ไปเป็นขั้น ๆ ขึ้นไปตามขั้นของจิตที่ละเอียด ๆ สถานที่รับรองจิตที่ละเอียด ๆ นั้นก็มีเป็นขั้น ๆ ๆ ไปเลย 

ทีนี้เราจะไปหาที่ไหนในสุทธาวาส ๕ ชั้น พอจิตก้าวเข้านี่ปั๊บสุทธาวาส ๕ ชั้น กับชั้นของจิตเราในพระอนาคามีมันควรแก่ขั้นไหนจะรู้กันทันที ๆ สมมุติว่าตายปั๊บเข้าปุ๊บ ตายปั๊บเข้าปุ๊บ ติดแนบอยู่กับตัวเอง ไปได้ง่ายๆ เลย นั่นอย่างนั้นนะ  ไม่ไปถามหาชั้นไหนละ นี่เราพูดถึงพระอนาคามีที่เป็นแบบเชื่องช้าเป็นลำดับลำดาไป  เพราะพระอนาคามีก็มีหลายขั้น ผู้สำเร็จปึ๋งอนาคามีเต็มภูมิเลยก็มี ผู้นี้ก็ก้าวเข้าสู่อกนิษฐาทีเดียว  พอจากอกนิษฐาแล้วก้าวเข้าสู่นิพพาน ผู้ที่ยังไม่ถึงขั้นนั้นสอบได้ ๕๐ ๖๐ ๗๐ ก็ค่อยเลื่อนไป แต่ผู้นี้สอบได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี้ขึ้นอนาคามีเลย นั่นมันเป็นขั้น ๆ พระอนาคามี 

จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่พระนิพพานเหมือนกัน แต่ยังไงก็ตาม ๕ ชั้นนี้ เรียกว่าไม่เกิด พระอนาคามีไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว ก็คือตัวกิเลสตัวนี้แหละมันดึงลง ๆ  พออันนี้ขาดแล้วก็ค่อยขึ้นละทีนี้ ค่อยลอยขึ้นไป ๆ  ผู้ที่รวดเร็วก็ลอยผึงถึงนู้นเลย ผู้ที่ยังไม่รวดเร็วรองเป็นลำดับไปก็ค่อยลอยขึ้นไป ๆ  ถึงขั้นอกนิษฐา จากนั้นถึงนิพพาน สด ๆ ร้อน ๆ  ผู้ปฏิบัติ  ในตำหรับตำราท่านแสดงไว้ไม่ได้แน่นอนในหัวใจเรานะ  ใครก็เรียนเหมือนกันชั้นนี้  เรียนก็เรียนไปก็สงสัยไป  เพราะเจ้าของไม่เป็น  ทีนี้พอปฏิบัติแล้วพอเป็นปั๊บเข้ากันได้ เข้ากันได้ คือความจริงต่อความจริง ท่านแสดงไว้แล้วออกจากความจริงไม่ผิดพลาดแล้ว เรียกว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว  ผู้ปฏิบัติพอเป็นความจริงในขั้นนี้เข้ากันได้ ๆ ถึงที่สุด เป็นสด ๆ ร้อน ๆ อย่างนั้น 

อันนี้ละกิเลสตัวนี้มันรุนแรงมากทีเดียว สัตว์โลกนี้จมอยู่เพราะกิเลสตัวนี้   ไม่ใช่ตัวใดนะ ตัวนี้เป็นตัวรุนแรงที่สุด ตัวออกสนาม ตัวนี้จะเป็นผู้รับข้าศึกทั้งหลายทั้งปวง ไม่กลัวบาปกลัวอะไรทั้งนั้นละ คือกิเลสหนา ๆ ตัวนี้หนา ๆ ทำได้ทุกอย่างเลย พอตัวนี้บางเข้าไป บางเข้าไป เรื่องบุญเรื่องบาปจะค่อยสนิทใจเข้าไป เชื่อบุญเชื่อบาปหนักเข้า ๆ ทีนี้ก็เชื่อหนักเข้าไปเรื่อย ๆ นี่ตัวนี้ตัวหูหนวกตาบอดคือตัวราคะตัณหา พาคนให้หูหนวกตาบอด ใจบอดไปหมดเลย เมื่อได้ชำระอันนี้ลงไปแล้ว มันก็จะหูแจ้งตาสว่างขึ้นภายใน จนกระทั่งเข้าขั้นอันนี้แล้วก็ผึง ๆ เลย นี้เรื่องภาวนาเป็นอย่างนั้นนะ

ถึงเราไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ตาม ขอให้อบรมจิตให้มีความสงบก็เป็นพื้นฐานแห่งอรรถแห่งธรรม แห่งความดีงามทั้งหลายอยู่ในจิตของผู้ภาวนา มันหนักเข้า ๆ มันก็เป็นอีกเหมือนกัน เพราะใจดวงเดียวกันมันควรแก่ขั้นใดภูมิใดมันจะเป็นของมันเองจากการอบรมไม่หยุดไม่ถอยนะ ค่อยเป็นค่อยไปอย่างนั้น ธรรมะพระพุทธเจ้านี้สด ๆ ร้อน ๆ สำหรับปฏิบัติ  แต่ภาคปริยัตินั้นเราเหมือนท่าน ท่านเหมือนเรา ไม่มีอะไรผิดแปลกกัน จำได้แต่ชื่อเฉย ๆ ตัวจริงยังไม่เคยเห็นเพราะไม่เคยปฏิบัติ

ท่านว่าโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ก็จำได้แต่ชื่อ กิเลสเต็มหัวใจ  ถึงขั้นอรหันต์ก็เรียนแต่กิเลสเต็มหัวใจ มันเป็นอรหันต์ตั้งแต่ความจำ แต่ตัวจริงมันก็เป็นคนปุถุชนเหมือนเรานี้ ทีนี้เวลาปฏิบัติไปแล้วภาคปฏิบัติคือความจริง ทีนี้รู้ไปแค่ไหนก็เข้ากันได้ เข้ากันได้ เชื่อโดยลำดับลำดาเลย เรียกว่าภาคปฏิบัติ นี่ที่สด ๆ ร้อน ๆ นะ ธรรมพระพุทธเจ้าแสดงไว้  เช่นอย่างพระองค์ปรินิพพานแล้วตั้ง ๒,๕๐๐ กว่าปี อันนั้น มืดกับแจ้งต่างหาก กิเลสมันไม่มีมืดมีแจ้งมันอยู่ที่หัวใจเรา แก้มันออกเมื่อไรจิตใจก็ไม่มีมืดมีแจ้ง เป็นแต่เพียงว่ากิเลสปกคลุมไว้

พอกิเลสเปิดขึ้นมาเมื่อไรก็สว่างเมื่อนั้น  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวันเดือนปีนะ ขึ้นอยู่กับการชำระสะสางกิเลส ได้มากได้น้อยกิเลสจะค่อยเปิดตัวออก เปิดตัวออก ความรู้แจ้งภายในจิตจะเป็นขึ้น ๆ เป็นลำดับลำดา อยู่นี้ต่างหากจึงเรียกว่าสดๆ ร้อน ๆ นะ ไม่ได้วิ่งไปตามปีตามเดือน ศาสนาล่วงเท่านั้นเท่านี้ แล้วมาหลอกกันทั้ง ๆ ที่ไม่เคยภาวนานะ  มาหลอก  นี่ศาสนาล่วงเท่านั้นแล้ว  มรรค ผล นิพพานหมดแล้วนะ  ทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป  มรรค ผล นิพพานหมดแล้ว สิ้นเขตสิ้นสมัยแล้ว นี่เห็นไหมตัวกิเลสตัวหนาที่สุดตัวมาหลอก เราผู้บำเพ็ญตามแทนที่จะเชื่อศาสดามันก็ไปเชื่อคนตาบอดคนนั้นแหละ แล้วก็เลยบอดตาม ๆ กันไปเลย จึงไม่มีใครดี 

คนหนึ่งไปวัดไปวา คนหนึ่งมาพูดเยาะเย้ยถากถางเรื่องต่าง ๆ แล้ววิ่งไปตามเขาเสีย พระพุทธเจ้าโฆษณาสอนโลกมาถึงสามโลกธาตุ เฉพาะองค์ปัจจุบันเรานี้ตั้ง ๒,๕๐๐ กว่าปี มันไม่ยอมฟังเสียงศาสดาองค์เอก มันจะยอมฟังตั้งแต่พวกตาบอดด้วยกัน เพราะงั้นมันถึงได้ลงได้ง่ายนะ ขึ้นได้ยาก เมื่อยังไม่ถึงขั้นขึ้นได้ง่ายแล้วมีแต่คอยจะลง จิตนี้เมื่อถึงขั้นขึ้นแล้วไม่มีลง มีแต่หมุนขึ้นเรื่อย ๆ  ๆ ขอให้ชำระให้ได้เถอะ น้ำหนักของธรรมกับน้ำหนักของกิเลสมีเหมือนกัน อำนาจของกิเลสมีฉันใด อำนาจของธรรมก็มีฉันนั้นเหมือนกัน  สุดท้ายก็ธรรมเหนือกิเลส ทุกอย่างธรรมเข้าไปแทรกตรงไหนเหนือเข้าไป ๆ แก้ไปเรื่อย ๆ

ถ้าไม่เช่นนั้นไม่ได้นะ ให้เราพากันตั้งอกตั้งใจนะ คนชั่วคนดีมันมีอยู่ในโลกมาตั้งกัปตั้งกัลป์อย่าไปตื่นเต้นจนเกินเหตุเกินผล มันมีอยู่ทั่วไป อะไรมีมันก็แสดงออกมา เขาไม่มีความดี เขามีแต่ความชั่ว เขาก็แสดงความชั่วออกมา เรามีความดีเราก็ปัดออกเสียความชั่ว รักษาความดีของตนไว้เท่านั้นเอง  ถ้าเขาชั่วมาเราก็ชั่วไปรับกันนี้ก็ไปใหญ่เลย ไม่ดี หาคนดีไม่ได้

นี้เราพูดถึงเรื่องการอบรม เราเป็นชาวพุทธขอให้ได้ทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้  ตั้งแต่พื้น ๆ การให้ทาน รักษาศีล เอาให้ได้ตามภูมิเต็มภูมิของเราไปเรื่อย ๆ  จากนั้นเรื่องภาวนา ให้เป็นพื้นฐานของใจเสมอ เวลาจะหลับจะนอนทำใจให้สงบ  คือจิตนี้ความปรุงความแต่งของจิตมันเหมือนน้ำพุ  เราเคยเห็นมิใช่หรือน้ำพุมันจะพุ่ง ๆ ไปตลอด ๆ อย่างนี้ กิเลสไม่มีเวลาสงบ น้ำพุยังสงบได้นะ แต่กิเลสนี้ไม่มีเวลาสงบ  มันเหมือนน้ำพุออกจากใจ อยากคิดอยากปรุง อยากรู้ อยากเห็น อยากทั่วประเทศเขตแดน นอกเขตในเขตจักรวาล แต่มันอยากคิดมันก็พุ่งของมันไปตามประสาของมัน นี้เรียกว่ากิเลส 

ทีนี้เราจะระงับจิตที่มันพุ่ง ๆ เป็นน้ำพุของกิเลสนั้น ด้วยบทธรรมคือการภาวนา มีพุทโธเป็นต้น บังคับไว้ตรงนั้น มันอยากคิดก็ไม่ให้คิด เราคิดมาตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งบัดนี้ ทีนี้เราจะคิดทางด้านธรรมะเป็นเครื่องแก้กัน เช่นภาวนาพุทโธเป็นต้น เอาพุทโธปิดข่องที่มันพุ่งขึ้นมา พุ่งขึ้นมาจากหัวใจแล้วเอาพุทโธปิดเข้าตรงนั้น มันอยากจะคิดเท่าไรบังคับกัน เอาลองดูซิน่ะ สุดท้ายอันนั้นออกไม่ได้  ทีนี้ทางความคิดทางด้านธรรมะ เช่นคิดพุทโธก็เรียกความคิด ธัมโมหรือสังโฆเป็นความคิด แต่ความคิดเป็นธรรม ความคิดเป็นธรรมนี้แลปิดช่องทางของน้ำพุคือกิเลสซึ่งมันพุ่งออกมาโดยลำดับ ๆ 

ทีนี้พออันนั้นสงบลงไปน้ำพุคือกิเลสนั้นจะระงับลงไป ๆ ใจของเราจะสว่างไสว จะสงบเย็น นี้ละธรรมแก้กิเลส  ปิดกิเลสด้วยการภาวนา ใจของเราจะสงบเย็น ๆ บังคับเอาเรื่อย ๆ ไม่บังคับไม่ได้นะ ปล่อยให้มันไปนี้ไปตลอดเรื่องกิเลส เราอย่ารอวันรอคืนว่าวันนั้นจะดีวันนี้จะดีไม่มีทาง เราต้องเอาเวลาสด ๆ ร้อน ๆ แก้กิเลส เพราะกิเลสอยู่ในหัวใจสด ๆ ร้อน ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่มีคำว่ากิเลสตัวใดจะครึจะล้าสมัย เพราะอยู่ในหัวใจของสัตว์โลกมานานแสนนาน ไม่มีสัตว์ตัวใดเบื่อหน่ายอิ่มพอ เข็ดหลาบกับมันเลย   ติดมันไปตลอด  เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาธรรมเข้ามาแก้กัน 

เมื่อธรรมเข้ามาแก้ ดังที่ว่าอุบายที่จะแก้กิเลสเหล่านั้นแก้ด้วยจิตตภาวนา   เห็นได้ชัดอันนี้ ชัดมากทีเดียว เวลาอยากคิดมาก ๆ นี้ทางนี้ก็ฟัดกันเลย อยากคิดเท่าไรก็ไม่ยอมถอย ไม่เผลอกับพุทโธ เอ้าเป็นยังไงก็เป็นกัน สุดท้ายนั้นก็อ่อนลง ๆ พุทโธก็เด่นขึ้น ๆ แล้วระงับความทุกข์ทั้งหลายซึ่งเกิดขึ้นจากความคิดของกิเลส ทีนี้ความสุขเกิดขึ้นจากธรรมก็ปรากฏขึ้นมา ๆ เย็นสบาย ๆ  นี่ให้จำเอานะการอบรมจิตใจ ชาวพุทธเราควรจะได้จิตตภาวนาแฝงใจบ้างนะ เราจะมีหลักมีเกณฑ์เป็นลำดับ ทานก็เป็นหลักไป ศีลก็เป็นหลักแน่นหนามั่นคงไป เมื่อภาวนาเป็นหลักฐานแล้วจะดีไปตาม ๆ กันหมด ให้พากันจดจำเอา 

การเทศน์ทั้งนี้ การสอนทั้งนี้เราได้ผ่านมาหมดแล้ว ไม่ได้สอนแบบงู ๆ ปลา ๆ  ลูบ ๆ คลำ ๆ นะ สอนมาหมดแล้ว ผ่านมาหมด ฟัดกับกิเลสตัวคิดตัวปรุง เอาจนกระทั่งจะเป็นจะตายด้วยกัน ไม่ยอมปล่อยวาง คำว่าพุทโธกับสติติดกันตลอด เอ้าถึงไหนถึงกัน ตกนรกก็ให้มันตก พุทโธพาตกนรกมีเหรอ มีแต่กิเลสพาตกนรก เราติดกับพุทโธด้วยสตินี้แล้วมันจะตกนรกได้มีเหรอ เอ้าฟัดกันไป สุดท้ายกิเลสค่อยสงบลง ๆ พุทโธนี้เด่นดวงขึ้นมา เด่นดวงขึ้นมา จับได้อ๋ออย่างนี้เอง พอเราได้อย่างนี้แล้วก็เป็นหลักเป็นเกณฑ์ ยึดนี้เป็นยังไงก็ไม่ถอยทีนี้ นั่นเรามีหลักเกณฑ์ เป็นสักขีพยานในใจของเราแล้ว จิตใจก็เย็น ๆ

ความคิดความปรุงนี้เมื่อมันมีอยู่ในใจ คือความคิดนี้มีอยู่สองประเภท  ความคิดคือสังขารมันคิดมันปรุงขึ้นมา นี่เป็นเครื่องมือของกิเลสเป็นพื้นฐาน เมื่อกิเลสมีอยู่ภายในจิตใจแล้วสังขารนี้เป็นก็เครื่องมือ วิญญาณ-นามรูปอะไร ๆ มันก็ต่อกันไปเรื่อยๆ  เป็นเครื่องมือส่งเสริมของกิเลสไปเรื่อย ๆ ทีนี้เวลากิเลสดับลงโดยสิ้นเชิงแล้ว สังขารนี้ก็มี ท่านเรียกว่าเป็นขันธ์ล้วน ๆ รูปขันธ์ได้แก่กองร่างกายของเรา เรียกว่ารูป  ขันธะแปลว่า กอง ถ้าแปลไปทางหนังสือแปลว่า หมวด  ถ้าย่นเข้ามาหาวัตถุภายในของเรามีร่างกายเป็นต้น ขันธะ แปลว่า กอง กองรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ทีนี้เวลาท่านสิ้นกิเลสแล้ว ความคิดความปรุงนี้ก็กลายไปเป็นเครื่องมือของธรรม ความคิดที่กิเลสเอาไปใช้มาเสียตั้งกัปตั้งกัลป์นี้ พอธรรมเกิดขึ้นเท่านั้นกิเลสดับไป ความคิดความปรุงกลายไปเป็นเครื่องมือของธรรม เป็นขันธ์ล้วนๆ ขันธ์ไม่มีกิเลส รูปก็รูปเฉย ๆ ไม่มีกิเลส เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คำว่าเวทนาความสุขความทุกข์ เฉย ๆ มันก็มีอยู่ภายในร่างกายนี้เท่านั้น ไม่ได้ซึมซาบเข้าสู่ใจ สังขารความคิดความปรุงก็ปรุงตามอรรถตามธรรมที่ใช้ให้คิดเรื่องอะไร ๆ ก็คิดไป แล้วสังขารที่คิดตามอัตโนมัติของตนเองซึ่งไม่มีใครมาส่งเสริม นั่นเรียกว่าสังขารประจำขันธ์  เช่นความคิดความปรุงของพระอรหันต์ท่านก็มีเหมือนกันกับเรา 

ความคิดของปุถุชนร้อยทั้งร้อยเป็นความคิดที่เป็นไปด้วยกับกิเลสบ่งการให้คิดให้ทำ แต่ความคิดของพระอรหันต์นั้นกิเลสผู้บ่งการตายไปแล้ว ฉิบหายไปแล้ว มีแต่ธรรมนำมาใช้ ความคิดความปรุงทั้งหลายเหล่านี้เป็นอรรถเป็นธรรม ทำประโยชน์ต่อไป เช่นความคิดความปรุงอย่างนี้ใช้เป็นอรรถเป็นธรรมไปหมด  นั่นท่านเรียกว่าขันธ์ล้วน ๆ  ขันธ์ไม่มีกิเลส ขันธ์ไม่เป็นพิษเป็นภัยเหมือนกิเลสที่เป็นเจ้าของครองตัวอยู่ เหล่านี้เป็นภัยทั้งนั้น 

ทีนี้ว่ากิเลสสิ้นไปแล้วขันธ์อันนี้ไม่เป็นภัย นำมาใช้เป็นประโยชน์ต่อโลกจากขันธ์ล้วน ๆ นี้แหละ สัญญาก็จำไปตามเรื่องตามราวที่จะเป็นประโยชน์ ไม่ได้เป็นสัญญาความจำเพื่อเป็นกิเลสนะ สังขารคิดปรุงเรื่องต่าง ๆ  ก็คิดปรุงไปเป็นอรรถเป็นธรรมไปเสีย ไม่ได้คิดเพื่อกิเลส วิญญาณรับทราบสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายก็นำมาเป็นประโยชน์ได้เสีย ไม่มีกิเลสตัวใดฉุดลากไป เห็นสิ่งนั้นเห็นสิ่งนี้แล้วเกิดความชอบใจ ดีใจ เสียใจไปตาม นั้นคือเรื่องของกิเลส ตาเรากระทบรูปอย่างนี้เป็นภัยขึ้นมาแล้ว  มันจะปรุงแต่งขึ้นมา รูปหญิงรูปชาย รูปสวยรูปงาม รูปนั้นรูปนี้ แล้วกิเลสจะแปรสภาพไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สุด

แต่จิตที่บริสุทธิ์แล้วตาเห็นอะไรก็สักว่าเห็น หูได้ยินก็ได้ยินธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรมายึด เพราะกิเลสสิ้นซากไปแล้ว ตัวยึดมันสิ้นไปแล้ว จึงเรียกว่าขันธ์ล้วน ๆ นำมาใช้ประโยชน์ จนกระทั่งวันท่านนิพพาน ท่านใช้ขันธ์นี้ละทำประโยชน์ให้โลก ท่านไม่ได้ทำอะไรแหละ จะแก้กิเลสของท่านกิเลสสิ้นแล้วแก้หาอะไร หมดแล้ว ก็มีแต่เอาขันธ์นี้ละนำออกใช้ประโยชน์ เที่ยวเทศนาว่าการที่นั่นที่นี่ ดังพระพุทธเจ้าประกาศศาสนา หรือสาวกตลอดครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านสิ้นไปแล้ว ท่านแนะนำสั่งสอนทำประโยชน์ให้โลก ท่านเองท่านไม่อะไรท่านพอหมดแล้ว นี่เป็นขันธ์ล้วน ๆ  ขันธ์ไม่มีพิษมีภัย คือกิเลสไม่มีเจือปนก็เป็นขันธ์ล้วน ๆ

ขันธ์นี้จึงเป็นเครื่องมือได้ทั้งกิเลสทั้งธรรม เวลากิเลสยังครองตัวนั้นขันธ์เหล่านี้ก็เป็นเครื่องมือของกิเลส กิเลสยึดด้วยว่าเป็นของมันด้วย ใช้อันนี้ด้วย พอกิเลสนี้ดับลงไปแล้วขันธ์นี้ก็มีอยู่นั้นแหละ แต่ว่าความบริสุทธิ์เกิดขึ้นมาเต็มที่แล้วก็เอาขันธ์เหล่านี้มาใช้ แต่ธรรมท่านไม่ยึดขันธ์ ท่านเอาเป็นเครื่องมือเท่านั้น นั่น การปฏิบัติธรรม รู้ ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า เรื่องธรรมสด ๆ ร้อน ๆ อยู่ในหัวใจของคนทุกคน ทั้งกิเลสทั้งธรรม พระพุทธเจ้าก็แก้ที่หัวใจของพระพุทธเจ้า รู้สด ๆ ร้อน ๆ สั่งสอนสัตว์โลกสด ๆ ร้อน ๆ สาวกทั้งหลายก็รู้ที่นั่น สั่งสอนโลกสด ๆ ร้อน ๆ ใครรู้ขึ้นมาที่นั่น สด ๆ ร้อน ๆ เหมือนกันหมด  จึงว่าเป็นอกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา เป็นธรรมล้วน ๆ อยู่อย่างนั้น

เวลารู้ถึงขั้นใด ๆ แล้วมันก็รู้เอง นี่ละภาคปฏิบัติทำคนให้หายสงสัย ๆ ผู้ปฏิบัติหายสงสัยเป็นลำดับไป จนกระทั่งหายสงสัยโดยสิ้นเชิง ไม่มีสงสัย หมดพระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่านหายโดยสิ้นเชิง หมด ไม่มีอะไรที่จะต้องการแล้วในโลก  นี้ แม้เม็ดหินเม็ดทรายท่านไม่มี เพราะกิเลสเครื่องหมายแห่งสมมุติทั้งหลายนี้มีนิดหนึ่งเท่าเม็ดหินเม็ดทรายตัวพิษตัวภัยก็มีอยู่นั้นแหละ อันนี้สิ้นลงไปแล้วไม่มีเครื่องยึด  ไม่มีอะไรจะมายึดมาถือ ที่เรียกว่าขันธ์ล้วน ๆ จิตก็บริสุทธิ์เต็มเหนี่ยวแล้ว ครองกันไปพอถึงกาลเวลาเท่านั้น

พาอยู่พากิน พาขับพาถ่าย พาหลับพานอน พาเคลื่อนไหวไปมา ด้วยการปฏิบัติต่อขันธ์อันนี้ บรรเทา ถ้ายืนนานมันก็ทุกข์ เดินนานก็ทุกข์ นั่งนานก็ทุกข์ นอนนานก็ทุกข์ จึงต้องเปลี่ยนด้วยการเคลื่อนไหวไปมาที่นั่นที่นี่พอบรรเทาทุกข์ในขันธ์ ที่จะให้บรรเทาทุกข์ในใจของท่านไม่มี ท่านรับผิดชอบขันธ์แต่ไม่ยึดถือขันธ์  หากปฏิบัติต่อกันอย่างนี้จนกระทั่งถึงวันท่านนิพพาน ท่านปฏิบัติอย่างนี้เหมือนกันหมด    บรรดาพระอรหันต์ ท่านรู้ของท่านเองด้วยกันทุกองค์ ไม่ต้องไปถามใคร ผ่อนหนักผ่อนเบากับธาตุกับขันธ์ด้วยการเปลี่ยนนั้นเปลี่ยนนี้ อยู่ด้วยกันไป รับผิดชอบในขันธ์โดยสัญชาติญาณ ไม่ใช่รับผิดชอบโดยความยึดถือ หากเป็นหลักธรรมชาติอันหนึ่งที่รับผิดชอบกัน 

เราจะเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น พระอรหันต์เดินไปตามทาง ไปลื่นจะหกล้ม   พระอรหันต์จะช่วยตัวเองเต็มความสามารถ ไม่ควรล้มพระอรหันต์จะไม่ยอมล้มเลย จนกระทั่งสุดความสามารถแล้วพระอรหันต์ก็ล้มเหมือนกันกับเรา เข้าใจไหมละ นี่ละคือความรับผิดชอบ ที่ท่านจะหึงจะหวงธาตุอันนั้นไม่มี หากเป็นสัญชาติญาณหนึ่งที่ป้องกันตัว ระวังอยู่นั้น ผิดพลาดประการใดท่านจะระวังของท่าน เช่นอย่างเดินไปลื่น มันจะล้มท่านก็พลิกหาที่จะปลอดภัย ไม่ยอมให้ล้มง่าย ๆ  จนกว่าสุดวิสัย ไม่ใช่ว่าเป็นอรหันต์แล้วมันจะลื่นก็ลื่น มันจะเป็นอะไรก็เป็น ก็อรหันต์ผีบ้าซิอย่างนั้นเข้าใจไหม กูเป็นอรหันต์แล้วโยนลงหลุม ลงบ่อ ลงเหว ลงส้วมลงถาน กูก็ไม่เป็นไร นั่นมันอะไรกัน มันเลยหนอนไปแล้วเข้าใจไหม อรหันต์หนอนอย่างนั้น

          ให้พากันเข้าใจ จิตนั้นเลยไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรละในสามแดนโลกธาตุนี้จะไม่มีอะไรเหมือนธรรมชาตินั้นเลย ธรรมชาตินั้นท่านจึงบอกว่าเลิศว่าเลอ ว่านิพพานก็เป็นความสุขอย่างยิ่งอย่างเยี่ยม เลิศเลอ ๆ เลิศเลอก็อยู่ในวงสมมุติเราที่ตั้งขึ้นมา  แต่หลักธรรมชาติที่ท่านครองไว้นั้นมันเลยไปหมดแล้ว  เลยคำว่าเลิศว่าเลอนี้ไปหมด ท่านรู้เองเห็นเองของท่าน นั่น นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าใครปฏิบัติเป็นสด ๆ ร้อน ๆ อยู่อย่างนี้ อย่าไปเชื่อคนหูหนวกตาบอด เรา พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ต่างหากนี่นะ เราไม่ได้ว่าคนหูหนวกตาบอดสรณัง คัจฉามินี่เข้าใจไหม คนกินเหล้าเมายา มีผัวมีเมียมาก ๆ สรณัง คัจฉามิ ออกจากนี้ไปหาผัวหาเมียมาก ๆ นะ เอามาอวดหลวงตาหน่อย แต่ระวังหน้าผากนะ ถ้าเข้ามาที่นี่แล้วปั๊วะทันทีแล้วหงายหมาไปจะว่าไม่บอก เข้าใจไหม  คือมันหงายอย่างแรงก็ต้องหงายหมาหลบไม่ทัน เข้าใจเหรอ ให้พากันจำเอา

          นี่พูดอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ทางภาคปฏิบัติสด ๆ ร้อน ๆ ออกมา  พระพุทธเจ้าเทศน์ท่านจะเอาที่ไหนมาเทศน์ท่านเอาความจริงออกมา สาวกเอาของจริงออกมา กว้างแคบ ลึกตื้น หยาบละเอียด หนาบาง ตามวิสัยของภูมิพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายต่างกัน แต่ความจริงนี้เหมือนกัน ไม่สงสัยด้วยกันในการสอนโลก ท่านไม่สงสัย เพราะท่านประจักษ์หมดแล้วในหัวใจ สอนโลกจึงไม่ลูบ ๆ คลำ ๆ  สอนด้วยความแม่นยำ ถูกต้องไปหมดเลย  พากันตั้งใจเอานะ 

วันนี้ก็เทศน์เพียงเท่านั้นละ  ไม่เทศน์มาก  เอาละพอ

(ลูกศิษย์กราบเรียนหลวงตา ถึงการเสด็จมาเป็นองค์ประธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ในการทอดผ้าป่าช่วยชาติและทรงสดับพระธรรมเทศนา มีดังนี้

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จเป็นองค์ประธานถวายผ้าป่าช่วยชาติ วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๑  เวลา ๑๕.๐๐ น. สวนแสงธรรม พุทธมณฑลสาย ๓  อันนี้เป็นพิธีเปิดโครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๑ เวลา ๑๓.๐๐ น. ห้องประชุมพัชราคม โรงพยาบาลศิริราช เป็นองค์ประธานถวายผ้าป่าช่วยชาติและรับฟังพระธรรมเทศนา

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๑ เวลา ๑๓.๐๐ น. เสด็จวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เป็นองค์ประธานถวายผ้าป่าช่วยชาติและรับฟังพระธรรมเทศนา

วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๒  เวลา ๑๔.๐๐ น. เสด็จวัดบรรพตคีรี ภูจ้อก้อ อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร เป็นองค์ประธานเปิดเขมปัตเจดีย์ ถวายผ้าป่าช่วยชาติและฟังพระธรรมเทศนา

วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๒ เวลา ๑๔.๐๐ น. เสด็จอาคารกรมโยธี กองพลทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ ค่ายกรมโยธี อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เป็นองค์ประธาน ถวายผ้าป่าช่วยชาติและรับฟังพระธรรมเทศนา

วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เวลา ๑๔.๐๐ น. วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เป็นองค์ประธาน ถวายผ้าป่าช่วยชาติและรับฟังพระธรรมเทศนา

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๒ เวลา ๑๗.๐๐ น. เสด็จสนามกอล์ฟรถไฟ สวนจตุจักร กทม. เป็นองค์ประธานถวายผ้าป่าช่วยชาติและรับฟังพระธรรมเทศนา

วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๓  เวลา ๑๖.๐๐ น. เสด็จวัดป่ามัชฌิมาวาส อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ เป็นองค์ประธาน ถวายผ้าป่าช่วยชาติและรับฟังพระธรรมเทศนา

วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓ เวลา ๑๔.๐๐ น. เสด็จหอประชุมราชแพทย์ วิทยาลัยโรงพยาบาลศิริราช เป็นองค์ประธานถวายผ้าป่าช่วยชาติและรับฟังพระธรรมเทศนา

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๓ เวลา ๑๗.๐๐ น. เสด็จหอประชุมอ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี เป็นผ้าป่าอ้อยช่วยชาติ เป็นองค์ประธานถวายผ้าป่าช่วยชาติและรับฟังพระธรรมเทศนา

วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ เวลา ๑๔.๐๐ น. เสด็จวัดป่ากกสะทอน อ.เมือง จ.อุดรธานี เป็นองค์ประธานถวายผ้าป่าช่วยชาติและรับฟังพระธรรมเทศนา

วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ เวลา ๐๘.๓๐ น. เสด็จวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เป็นองค์ประธานถวายกฐินทองคำช่วยชาติและรับฟังพระธรรมเทศนา

วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๗ เวลา ๑๔.๐๐ น. เสด็จมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   บางเขน กทม. เป็นองค์ประธานถวายผ้าป่าช่วยชาติและรับฟังพระธรรมเทศนา) 

ให้พร

 

          ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก