พุทโธ ธัมโม สังโฆ คือที่พึ่งอันเกษม
วันที่ 2 พฤษภาคม 2547 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

พุทโธ ธัมโม สังโฆ คือที่พึ่งอันเกษม

 

         ฟังนะ พระพุทธเจ้าท่านแสดงถึงเรื่องสัตว์ทั้งหลายไขว่คว้าหาที่พึ่ง ที่ยึด ที่เกาะ ท่านแสดงไว้เป็นบทบาลีว่า

         พหÿ เว สรณํ ยนฺติ     ปพฺพตานิ วนานิ จ,

อาราม รุกฺขเจตฺยานิ           มนุสฺสา ภยตชฺชิตา,

เนตํ โข สรณํ เขมํ             เนตํ สรณมุตฺตมํ

ในเบื้องต้นว่า ไม่ใช่ตัวของเราไขว่คว้า ใจนี้ไขว่คว้ายิ่งกว่าร่างกาย ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามใจ มนุษย์เรานี้มีภัย ได้แก่ความทุกข์ ความลำบากเดือดร้อน บีบบี้สีไฟ ย่อมวิ่งหาที่ยึดที่เกาะ วิ่งใส่ภูเขาใหญ่ๆ บ้าง ว่าจะเป็นที่พึ่ง ที่เกาะ เป็นของขลัง แล้วก็วิ่งใส่เจดีย์ร้าง ปพฺพตา ได้แก่ภูเขา อารามวัดร้างบ้าง เจดีย์บ้าง เจดีย์อะไรก็ไม่ทราบท่านถือว่าเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง แต่ท่านบอกว่านั่นไม่ใช่ที่พึ่ง ให้กำจัดภัยได้ ดังที่ตัวเป็นภัยวิ่งหาที่ยึด จัดหาสิ่งเหล่านี้มากำจัดปัดภัยเหล่านี้ไม่ได้ ท่านบอกนะ

         โย จ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ คโต ผู้ใดมาระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จากนั้นท่านก็พูดถึงเรื่องธรรมขั้นสูง จนกระทั่งถึงความหลุดพ้น นี้เป็นความจริงที่เกาะยึดได้อย่างดีเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งถึงความพ้นทุกข์ได้ นับตั้งแต่เกาะยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งขึ้นไป จนกระทั่งถึงเรียนรู้ในหลักอริยสัจสี่ นี่เป็นทางพ้นทุกข์โดยตรง จนกระทั่งเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ชัดเจน หลุดพ้นจากทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง ท่านว่า เอตํ โข สรณํ เขมํ นั่นเป็นสรณะที่เกษมสำราญมาก โย จ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ คโต คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

         จากนั้นก็กล่าวถึงอริยสัจสี่ เหล่านี้เป็นที่พึ่งที่เกาะของใจได้เป็นอย่างดี นี่คือพระพุทธเจ้าทรงเล็งดูสัตว์ทั้งหลายที่ไขว่คว้า เหมือนสัตว์ตกน้ำในมหาสมุทร เช่น สัตว์มนุษย์เราตกน้ำในมหาสมุทร ถ้าปลาตกน้ำในมหาสมุทรก็ไม่มีปัญหา นั้นเป็นที่อยู่ของเขาอยู่แล้ว มนุษย์เรานี้ตกน้ำนี้ขัดต่อหลักความเป็นจริง ไขว่คว้าหาที่ยึดที่เกาะ ท่านจึงสอนให้ที่ยึดที่เกาะทางด้านจิตใจ ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไปที่ไหนอย่าลืมพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ให้ติดแนบกับใจ อย่าไปหลงโลกหลงสงสารตามกิเลสที่พวกคลังกิเลสเขาถือว่าเป็นของขลัง ถือว่าเป็นของล้ำยุคล้ำสมัยมาตลอด ได้แก่กิเลสหลอกลวงสัตว์โลก

ด้วยเหตุนี้สัตว์โลกจึงไม่รู้จักเข็ดหลาบอิ่มพอ แม้จะได้รับความทุกข์ความทรมานมาประการใดก็ตามก็ไม่ทราบสาเหตุว่าความทุกข์นี้เป็นมาจากอะไร นี่ละเรื่องของจิตใจมันไขว่มันคว้าตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงหาที่ยึดที่เกาะให้จิตเรา เมื่อจิตได้ยึดหลักพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คุณงามความดีทั้งหลายที่เราสร้างมาเหล่านี้ ซึ่งล้วนแล้วตั้งแต่เป็นที่ยึดที่เกาะ จิตใจของเราจะมีหลักมีเกณฑ์เป็นลำดับลำดาไป จนกระทั่งถึงความพ้นทุกข์ นี่ละเป็นที่พึ่งอันเกษมสำราญต่อสัตว์โลก ได้แก่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แล้วเรียนเข้าไปถึงการแก้กิเลสด้วยอริยสัจสี่ จนถึงความพ้นทุกข์ นี่คือแดนเกษมของจิตที่ยึดที่เกาะ

ส่วนที่เป็นโมฆะได้แก่เข้าไปยึดอยู่ตามภูเขา อยู่ตามเจดีย์ร้าง วัดร้างอะไรต่างๆ นึกว่าจะมีของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์วิเศษอยู่ในที่นั่น มันไม่มี จึงว่าไม่ใช่ที่ยึดที่เกาะ ท่านบอกว่า เนตํ โข สรณํ เขมํ นั้นไม่ใช่สรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ที่ฝากเป็นฝากตายได้ ไม่เหมือนพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และผู้เรียนจบอริยสัจสี่พ้นทุกข์ไปโดยสิ้นเชิง เหล่านี้เป็นสรณะที่พึ่งอันเกษมของสัตว์โลก เพราะฉะนั้นขอให้พากันยึดนี้เป็นหลักใจ ส่วนการวิ่งเต้นขวนขวายโลกอันนี้อยู่เฉยๆ ไม่ได้ เพราะธาตุขันธ์มันมีความบกพร่องต้องการอยู่ตลอดเวลา

จึงต้องพาอยู่พากิน พาหลับพานอน พาขับพาถ่าย เปลี่ยนอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน เพื่อบรรเทาขันธ์เหล่านี้ บกพร่องอะไรก็หามาเยียวยา นี่เรื่องขันธ์ก็มีความบกพร่องไปทางหนึ่ง แต่ขันธ์บกพร่องอะไรนี้ได้รับความเยียวยาง่ายกว่าจิตใจที่บกพร่อง ซึ่งไม่รู้ว่าอะไรจะเป็นเครื่องเยียวยาของจิต ก็ไปคว้าเอายาพิษเข้ามาเผาจิตหนักเข้าไปทุกทีๆ ท่านจึงสอนให้มีหลักมีเกณฑ์ที่ยึดที่เกาะที่เป็นคุณแก่จิตใจ ได้แก่คุณธรรมทั้งหลาย ทาน ศีล ภาวนา ระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นหลักใจเอาไว้ นี่คือที่พึ่งอันเกษมสำราญแก่ผู้ยึดผู้เกาะ และหลุดพ้นจากภัยไปได้โดยลำดับ

จึงขอให้พากันยึดหลักนี้ไว้ให้ดี เราเป็นชาวพุทธอย่าให้มีแต่ชื่อ แล้วกิเลสลากถูลงหลุมลงบ่อไปเสีย คำว่าชาวพุทธก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะงั้นจึงให้เกาะตามที่สอนนี้ อยู่ที่ไหนอย่าปล่อยอย่าวาง โลกนี้มันวุ่นไปด้วยกิเลสทั้งนั้นละ หาที่ยึดที่เกาะไม่ได้ เฉพาะโลกมนุษย์เรานี้แหละ ใครที่จะได้มีที่ยึดที่เกาะเป็นที่เกษมสำราญ ทั้งๆ ที่โลกกว้างแสนกว้างมนุษย์เรานี้มีกี่พันล้านมีแต่เหลวไหลๆ เสียทั้งนั้นทีเดียว ที่จะเป็นที่ยึดที่เกาะ มีความเกษมสำราญมั่นใจตัวเองด้วยความอบอุ่น ด้วยความดีทั้งหลาย มีศีลธรรมเป็นต้น อย่างนี้ไม่ค่อยมีและไม่มี เพราะฉะนั้นโลกจึงไม่ว่างจากความทุกข์ตลอดมาและจะตลอดไป

ถ้ามีอรรถมีธรรมเป็นเครื่องเยียวยารักษา แม้จะมีโรคมีภัย ได้แก่กิเลสบีบบี้สีไฟจิตใจ เราก็มีธรรมเป็นเครื่องเยียวยา ระงับดับกันได้เป็นกาลเป็นเวลาไป ดีกว่าผู้กินตั้งแต่ยาพิษแต่ไม่เคยสนใจยามาแก้ยาพิษ คนนี้มีแต่ตายท่าเดียว คนที่สร้างตั้งแต่ความชั่วช้าลามก ไม่สนใจกับความดีงามพอที่จะมาบรรเทาหรือลบล้างกันบ้าง คนนั้นก็มีแต่จมท่าเดียวเท่านั้น จึงพากันระมัดระวังให้รักษาตัวของเราทุกคน เราไม่รู้ว่าที่ยึดคืออะไร คิดดูซิอย่างไปเห็นพระเห็นครูบาอาจารย์ว่าเป็นที่เคารพบูชา ปุ๊บปั๊บเข้ามา นึกจะมาขออรรถขอธรรมนะ เข้าไปเป็นเครื่องสักการบูชา ขอชานหมากค่ะ ฟังซิน่ะ

ชานหมากเป็นของทิ้งแล้วขอไปทำไม ทำไมจึงโง่เอานักเอาหนา ของดิบของดี ท่านสอนท่านไม่เอาชานหมากมาสอนนี่นะ ท่านเอาอรรถเอาธรรมมาสอน ควรจะยึดอรรถธรรมเป็นที่ระลึกของใจ นี่ขอชานหมาก ขลังแท้ๆ เสียด้วยชานหมาก นี่ละมันบ้าแท้ๆ นะ เอาต่อหน้าต่อตาครูบาอาจารย์เลย มันอดสลดสังเวชไม่ได้นะ ความโง่เง่าของมนุษย์ ความหนาของมนุษย์ ไม่ยอมเอาอรรถธรรมที่สอน แต่ไปเอาของทิ้งอย่างงั้น ชานหมากทิ้งแล้วเกิดประโยชน์อะไร นี่ยังไปคว้ามาว่าดีกว่าอรรถกว่าธรรมเสียอีก

มันเห็นประจักษ์ๆ ตลอดมา ยิ่งเราเกี่ยวกับสังคมตลอดมาอยู่แล้ว โอ๊ยเห็นทุกอย่างนะ แต่ธรรมไม่ได้เหมือนโลก รู้เห็นก็เหมือนไม่รู้ไม่เห็น เมื่อไม่มีเหตุการณ์ที่จะแสดงออกเพื่อความแก้ไขดัดแปลงประการใด รู้เพียงรู้ เห็นเพียงเห็น ผ่านไปๆ ไม่ใช่วิสัยที่จะไปแนะนำสั่งสอนซึ่งจะเพิ่มยาพิษให้เขาเข้าไปอีก เพราะพวกนี้สงวนตั้งแต่ยาพิษ เสาะแสวงหาตั้งแต่ยาพิษ คือกิเลสตัวเป็นภัย เราอยากว่าทุกหัวใจเลย ที่จะเสาะแสวงหาอรรถหาธรรมมาเป็นเครื่องบรรเทา แก้ไขสิ่งที่เป็นพิษเหล่านี้ไม่ค่อยมี

เมืองพุทธเราเป็นเมืองเลิศเลอของศาสดาอยู่แล้ว ควรจะได้หลักธรรมมาเป็นเครื่องยึดนะ นี่น้อยก็ตามขอให้จริงเถอะแล้วเป็นคุณเป็นประโยชน์แก่เรา ทั่วโลกมีพุทธศาสนาน้อยกว่าเพื่อนเขา ถ้าว่าคนนับถือก็น้อย พระพุทธเจ้าอุบัติได้เพียงพระองค์เดียว มาสั่งสอนสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์จากภัยไปโดยลำดับ ผู้นับถือพระพุทธศาสนามีน้อยมากมาโดยลำดับ เพราะเหตุไรจึงมีน้อยมาก ดังพระพุทธเจ้าท่านรับสั่งว่า ผู้ที่จะไปนรกนั่นมันเท่ากับขนโค

โคตัวหนึ่งมีทั้งเขามีทั้งขน เขาของโคมีเพียงสองเขา แต่ขนของโคเต็มตัว นี่ละสัตว์โลกที่จะบืนลงไปแดนนรกเท่ากับขนโค ผู้ที่จะบืนไปเพื่อความสุขความเจริญคือสวรรค์-นิพพานเท่ากับเขาโคเท่านั้น เรียกว่ามีจำนวนน้อยมากในชาวพุทธของเราโดยเฉพาะนี้แล เราอย่าไปพูดทั่วโลกดินแดน พูดตรงไปตรงมามันล้วนแล้วตั้งแต่ขนโคทั้งนั้น เราจะไปยึดไปเกาะที่ไหน ไม่มีที่ยึดที่เกาะ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเหมือนกับคนตกน้ำในมหาสมุทร เกลื่อนอยู่ในมหาสมุทร ต่างคนต่างไขว่ต่างคว้า ต่างคนต่างแหวกว่าย หาที่ยึดที่เกาะ ที่ยึดที่เกาะก็มองไม่เห็น มหาสมุทรฝั่งไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน เราตกอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร เรารอตั้งแต่จะจมจะตายโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ทางอื่นไม่มี

สัตว์โลกทั้งหลายที่ไม่มีที่ยึดที่เกาะเลยนั้น เหมือนกับมนุษย์เราตกลงในท่ามกลางมหาสมุทร แหวกว่ายกันไป พอถึงกาลเวลาแล้วก็ตายไปด้วยกัน หาความพ้นภัยไม่ได้ ทีนี้ผู้มีศีลมีธรรม ถึงจะอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรก็มีเรือ มีผู้มาช่วยเหลือ เรือเล็กเรือใหญ่ผ่านมาเอาขึ้นไปๆ ประการหนึ่ง ประการที่สอง ไม่ไปตกในท่ามกลางมหาสมุทรที่จะให้เกิดความล่มจมโดยถ่ายเดียว แต่ไปเกิดริมฝั่งมหาสมุทรที่ขึ้นฝั่งได้ง่ายดายๆ นี้คือคนมีบุญ เขาตกอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร ไม่มีฝั่งมีฝา รอแต่จะจมโดยถ่ายเดียว ถ้าเกิดตกลงไปริมมหาสมุทร คือริมฝั่ง ปีนขึ้นได้ๆ และเรือแพก็เต็มอยู่ริมฝั่งมหาสมุทร เราขึ้นได้ เกาะได้ง่ายดาย นี่คนมีบุญมีกุศลเป็นอย่างนั้น

ทีนี้พูดถึงเรื่องผู้หลุดพ้นแล้วไม่ต้องพูด มหาสมุทรไหน ก็ข้ามไปหมดแล้ว เรียกว่าสุขถึงแดนเกษมแล้ว นี่ก็เพราะธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องฉุดลากขึ้นไป ให้จำคำนี้ไว้นะพี่น้องทั้งหลาย คำนี้เป็นคำสดๆ ร้อนๆ จะฉุดจะลากเราได้อย่างทันตาเห็น ประจักษ์ใจของเรานี้แล ถ้าเราฝืนธรรมก็จะประจักษ์ใจของเราด้วยฟืนด้วยไฟเผาไหม้ เพราะอำนาจของกิเลสที่เป็นฟืนเป็นไฟ มันฉุดมันลากลง แล้วก่อไฟเผาเราตลอดไป นี่คือผู้ไม่มีฝั่งมีฝา

ทีนี้เราเกิดอยู่ในท่ามกลางแห่งโลกสมมุตินี้ ซึ่งเท่ากับท่ามกลางมหาสมุทร หมุนตัวไปไหนมันก็ไม่มีที่เกาะที่ยึดอีกเหมือนกัน เหมือนกับสัตว์โลกตกน้ำในมหาสมุทรนั่นแหละ คือเราตกอยู่ในท่ามกลางแห่งมหาสมมุติ-มหานิยมก็ไม่มีที่ยึดที่เกาะ ถ้าไม่มีศีลมีธรรมเสียอย่างเดียว ถ้ามีศีลมีธรรมก็เหมือนคนที่ตกก็ตกไปฝั่งมหาสมุทร อย่างหนึ่งไม่ตก ทั้งสองพวกนี้มีความปลอดภัย หรือมีความทุกข์น้อยยิ่งกว่าผู้จมในกลางมหาสมุทร เพราะฉะนั้นจงอย่าแสวงหาความชั่วช้าลามก มันจะพาเราลงกลางมหาสมุทร ไม่มีฝั่งมีฝา รอแต่ความจมและตายโดยถ่ายเดียว เกิดมาชาติไหนก็อยู่ในท่ามกลางแห่งฟืนแห่งไฟ แห่งความทุกข์ร้อน หาความสุขความเจริญไม่มีในตัวของเรา

คนหนึ่งๆ เกิดมากี่ภพกี่ชาตินับได้เมื่อไร พระพุทธเจ้าท่านรับสั่งว่าภพชาติของสัตว์โลกนี้ไม่มีใครจะแข่งขันกันได้ เพราะต่างคนต่างเกิดต่างตายสูงๆ ต่ำๆ ลุ่มๆ ดอนๆ มาอย่างนี้เหมือนกัน การแข่งภพแข่งชาติจึงแข่งไม่ได้ แต่ถ้าผู้มีคุณงามความดีสร้างแล้วภพชาติทั้งหลายที่ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ก็จะหดย่นเข้ามา สั้นเข้ามา จนกระทั่งนับได้เลย ดังพระอริยบุคคลขั้นพระโสดา พอท่านสำเร็จเป็นขั้นพระโสดาแล้ว ตามธรรมดาจะเกิดไปอีกกี่กัปกี่กัลป์เหมือนดังที่เกิดมาแล้ว ตายมาแล้วนั้นแล

แต่พอได้กระแสแห่งธรรมเข้าถึงใจแล้วเท่านั้น ตัดภพตัดชาติที่ยืดเยื้อ หาฝั่งหาฝา หากำหนดกฎเกณฑ์ไม่ได้ ให้ย่นเข้ามา ถึงอย่างมากพระโสดาจะไม่เลย ๗ ชาติ คือเกิดตายๆ อยู่เพียง ๗ ชาติ ใน ๗ ชาตินั้นก็ไม่ตกอบายภูมิ คือนรกหนึ่ง เปรตหนึ่ง อสุรกายหนึ่ง สัตว์เดรัจฉานหนึ่ง ท่านเรียกว่าอบายภูมิ ๔ หาความสุขไม่ได้ ท่านผู้สำเร็จพระโสดานี้จะไม่มาเกิดในภูมิทั้งสี่นี้ มาเกิดแดนมนุษย์ แล้วก็มาสร้างคุณงามความดี พอพ้นจากนี้ก็ขึ้นไปแดนสวรรค์

พออายุแดนสวรรค์สิ้นลงแล้วลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีก อย่างช้าที่สุดไม่เลย ๗ ชาติ เรียกว่าอย่างช้า อย่างกลางก็ ๓ ชาติ กลับไปกลับมาเกิดอยู่เพียง ๓ ชาติก็พ้นทุกข์ไปได้โดยสิ้นเชิง อย่างอุกฤษฏ์เป็นที่หนึ่ง ก็คือมาเกิดเพียงชาติเดียว แล้วบรรลุธรรมถึงที่สุดวิมุตติพระนิพพานไปเพียงชาติเดียวเท่านั้น นี่ละผู้มีธรรมมีฝั่งมีฝา แต่ถ้าผู้ไม่มีธรรมเรื่องการเกิดการตายเราจะนับไม่ได้ตลอดไป เหมือนอย่างนับไม่ได้ตลอดมา เราเป็นนักเกิดนักตาย ท่านจึงสอนว่าจิตเป็นนักท่องเที่ยว มันท่องเที่ยวตลอดเวลาด้วยบุญด้วยกรรมสูงๆ ต่ำๆ เป็นอำนาจแห่งบุญแห่งกรรมของตน เพราะงั้นให้พากันรู้เนื้อรู้ตัว สร้างคุณงามความดี

วัฏวนที่ทำให้เราได้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน เพราะเรื่องตายกองกัน ตายกองกันทั้งสัตว์ทั้งบุคคลนี้จะได้หดย่นเข้ามา ย่นเข้ามา จนกระทั่งที่ว่านี้ ๗ ชาติ ๓ ชาติ ๑ ชาติพ้นไปเลย เพราะอำนาจแห่งความดีเท่านั้น จะตัดกระแสแห่งวัฏวนนี้ได้ อย่างอื่นไม่มี ให้พาจดจำเอานะ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีที่ยึดที่เกาะ เรื่องสถานที่ สมบัติเงินทองข้าวของใครก็ทราบทั่วหน้ากัน นี่เป็นเครื่องอาศัยชั่วเวลาที่มีชีวิตอยู่ ต้องมีที่อยู่ ที่หลับที่นอน มีอาหารการบริโภค มีเครื่องใช้ไม้สอยตามสมควรแก่อัตภาพฐานะของเรา เราก็ไม่เป็นทุกข์ นี่ก็เพียงอาศัยชั่วกาลเวลาที่มีชีวิตอยู่

พอชีวิตหาไม่แล้วสิ่งเหล่านั้นก็เป็นโมฆะ เพราะร่างกายของเราหมดความหมายแล้ว แต่ใจนั่นซิไม่หมดความหมาย นี่ละจะคืบคลานออกไป ถ้ามีความดีก็ขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้ามีความชั่วก็ดิ่งลงๆ เพราะอำนาจแห่งความชั่ว เมื่อเรารู้ตัวตั้งแต่บัดนี้ที่ยังไม่ตายก็ให้รีบเร่งขวนขวายสร้างความดีงาม และให้เห็นความผิด บาปกรรมทั้งหลายนั้นว่าเป็นภัย-มหาภัยต่อตัวของเราทุกคน ถ้าเรากล้าหาญชาญชัยไปสร้างมหาภัย มหาภัยนั้นแหละจะมาเป็นเจ้าอำนาจบาตรหลวง ทรมานเราให้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน มากน้อยยืดยาวขนาดไหนจะขึ้นอยู่กับกรรมชั่วที่เราทำมามากน้อย เมื่อทราบเสียตั้งแต่ต้นมืออย่างนี้อย่าพากันทำเสีย อดก็อด ทุกข์ก็ทุกข์ไปเถอะ ที่ไม่ตกนรกเพราะการทำบาปยังดีนะ ให้พากันจดจำเอาไว้

         วันนี้แนะนำท่านทั้งหลายให้หาที่ยึดที่เกาะ ดังที่แสดงไว้เบื้องต้น ว่า

         พหÿ เว สรณํ ยนฺติ     ปพฺพตานิ วนานิ จ,

อารามรุกฺขเจตฺยานิ            มนุสฺสา ภยตชฺชิตา,

เนตํ โข สรณํ เขมํ             เนตํ สรณมุตฺตมํ

มนุษย์ทั้งหลายเมื่อมีภัยรอบด้าน กลัวภัยวิ่งเข้าหาที่ยึดที่เกาะ เช่นภูเขาบ้าง อาราม วัดร้างบ้าง เจดีย์ร้างบ้าง เพื่อเป็นที่เกาะที่ยึด เหล่านี้ไม่ใช่ที่พึ่งที่ยึดให้เป็นความสุขเกษมสำราญบานใจ สมหมายของใจได้เลย ต้องอาศัยว่า โย จ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ คโต นี่ท่านว่าใครระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไว้ในจิตใจ ท่านว่าเอตํ โข สรณํ เขมํ เอตํ สรณมุตฺตมํ นี้เป็นสรณะที่พึ่งอันเกษมโดยแท้ จึงพากันให้ยึด พุทโธ ธัมโม สังโฆ นี้พาสัตว์ให้พ้นจากทุกข์มามากมายก่ายกอง

กิเลสตัวมันไม่ครึ มันทันสมัยนี้มีแต่ลากลงๆ จมลงถ่ายเดียว ให้เอามาวัดมาตวงกัน แล้วคัดเลือกเสียตั้งแต่บัดนี้ที่ยังไม่ตาย ตายแล้วนิมนต์พระมากุสลาไม่เกิดประโยชน์นะถ้าเจ้าของโง่เสียอย่างเดียว นิมนต์พระวัดไหนเอาทั่วประเทศไทยนิมนต์มากุสลาก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าตัวโง่สร้างความชั่วใส่ตัวเสียอย่างเดียว พระโปรดไม่ได้นะ เราต้องเป็นผู้โปรดเราด้วยการสร้างความดี อย่าไปสร้างความชั่วที่เป็นภัยต่อตัวเอง พระวัดไหนเต็มประเทศไทยก็มาโปรดไม่ได้นะ ถ้าเราไปทำความชั่วแล้ว เมื่อไม่ทำความชั่วช้าลามกแล้ว ทำตั้งแต่ความดีงามทั้งหลายเราก็มีความดี นี้ละ กุสลา ธมฺมา ให้ตัวของเราด้วยความฉลาดสร้างความดีงามแก่ตน ท่านเรียกว่าสร้างกุศล จะนิมนต์พระมา กุสลา ไม่กุสลาไม่สำคัญ สำคัญที่ตนให้ฉลาดสร้างกุศลแก่ตนเสียตั้งแต่บัดนี้จะไม่สายเกินไป จำให้ดีนะ พอไม่เทศน์มากนักละเหนื่อย

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com  หรือ  www.Luangta.or.th

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก