จิตมั่นคงขึ้นอยู่กับจิตตภาวนา
วันที่ 4 พฤษภาคม 2547 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๗

จิตมั่นคงขึ้นอยู่กับจิตตภาวนา

 

ก่อนจังหัน

          (นั่งภาวนาบริกรรมพุทโธ พุทโธดับไป กายหนูแยกออกไปกายหนึ่ง แล้วร่างกายที่เห็นมันแห้งมันเหี่ยวในกายนั้น เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เสร็จแล้วจิตเราย้อนมาถามเราว่ากลัวไหม จิตหนูบอกว่าไม่กลัว แล้วมันบอกว่าที่เห็นของจริง เสร็จแล้วมันแปรสภาพจากเหี่ยวแห้ง และไฟลุกไหม้ มันแปรสภาพให้ดูค่ะ เสร็จแล้วมันก็ดับไป) ถูกต้องแล้วนะ เอานั้นเป็นเครื่องสอนตัวของเรา เป็นอย่างนั้นแหละ จึงบอกว่านี่ละของจริง ของจริงมีอยู่ในตัวไม่เห็นต้องบอกว่านี่ละของจริง เหมือนนี่เอง เข้าใจไหม ไม่ต้องตกใจ มันจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง จิตนี้เป็นนักรู้ ควรจะรู้ยังไงรู้แล้วมาสอนตัวของเรา อย่าไปตื่นนะ อย่าไปตื่นเต้นตกใจกลัว ไม่ต้องนะ

          นั่นละธรรมท่านแสดงออกในเรื่องต่าง ๆ ที่จะมาสอนเรา เพราะจิตมันยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านี้ เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้วมันจะค่อยถอนตัวเข้าไปภายในตัวเอง เข้าใจเหรอ มีเท่านั้นเหรอ (มีอีกค่ะ หลังจากนั้นไม่กี่วัน กลับไปนั่งภาวนาที่บ้าน จิตสงบเย็นดี มาพิจารณาตา ตาซ้ายหลุดออกมาให้เห็น นึกถึงตาขวา ตาขวาหลุดออกมาให้เห็น จิตมันเห็น ข้างในมันเห็นน่ะ แล้วเห็นผมตัวเอง ผมมันก็หลุด ๆ ออกมาให้เห็น  จนกระทั่งจิตมันยอมรับว่าไม่มีอะไรสวยงาม เสร็จแล้วมาเห็นผิวหนังที่ปาก ปากก็เบี้ยว เห็นฟัน ฟันก็หลุดออกมาทีละซีก ๆ)

          นั่นละสอนขนาดนั้นละ เราโง่ พระธรรมท่านสอนให้รู้ในตัวของเราเป็นอย่างนั้นแหละ (อันนี้เป็นทางดำเนินของมรรคใช่ไหมค่ะ) ถูกต้อง ๆ มรรคหรือไม่มรรคก็ช่างเถอะน่ะ มันถูกต้องก็บอกแล้ว ให้พิจารณาอย่างนี้ มันเห็นอย่างนั้นตัวนี้ยังไม่เป็น เข้าใจเหรอ เรื่องภาวนาของเล่นเมื่อไร มาเทศน์ให้ท่านทั้งหลายฟัง เอามาโม้มาอวดเหรอ มาหลอกเหรอ มันอัศจรรย์ขนาดไหนยังบอกแล้ว แต่อันใดที่ไม่อาจแสดงให้ฟังได้ก็ไม่แสดง เป็นแต่เพียงบอกแนวทางให้รู้ตามนิสัยของตน เวลาเป็นขึ้นมาแล้วมันจะเป็นไปตามนิสัย รู้แปลก ๆ ต่าง ๆ อะไรจะพิสดารยิ่งกว่าใจ

          เรื่องอัศจรรย์อยู่ที่ใจกับภาวนา ในโลกอันนี้ไม่มีอะไร มีเท่านี้บอกตรง ๆ เลยนะ สามแดนโลกธาตุไม่มีอะไรที่จะเลิศเลอยิ่งกว่าใจเมื่อได้รับการฝึกฝนอบรมแล้วจะแสดงฤทธิ์เดชครอบโลกธาตุนู่นน่ะมันของเล่นเหรอใจนี่ ให้ได้ภาวนาบ้างซิ นี้มีตั้งแต่นั่งเฝ้ากองกระดูกอยู่เฉย ๆ ไม่ได้สนใจ และหวงกองกระดูกไม่อยากตาย ๆ ก็มันจะตายอยู่แล้ว ไม่อยากตายยังไง พิจารณาให้มันรู้รอบหมดแล้วมันจะตายเมื่อไรก็ตายไปซี เรารู้หมดแล้ว ปล่อยวางหมดแล้ว ก็เหมือนเป็นเครื่องมือใช้เหล่านี้ เป็นเครื่องมือของใจ เหมือนอย่างนี้ ๆ เป็นเครื่องมือของเรา ปล่อยไป ๆ เบาเลยทีนี้ มันหนักก็เพราะหนักอุปทานความยึดมั่น เราอยากให้รู้ให้เห็น

         

หลังจังหัน

          เราไปแล้วเราก็เป็นห่วงบรรดาพี่น้องทั้งหลาย อย่างเทศน์เมื่อคืนนี้เทศน์เกี่ยวกับเรื่องจิตตภาวนามากกว่าอย่างอื่นนะ เพราะจิตนี้เป็นสำคัญมากทีเดียว เวลานี้ถูกส้วมถูกถานคือกิเลสประเภทสกปรกโสมมต่าง ๆ มันครอบอยู่ในหัวใจ ใจเราเลยกลายเป็นใจส้วมใจถาน ไม่มีคุณค่าไม่มีราคาเลย ทั้ง ๆ ที่อยู่ใต้ส้วมใต้ถาน นี่คือความเลิศเลอ ธรรมอันเลิศเลออยู่ใต้นั้น ถ้าเราได้เปิดออก ๆ เฉพาะอย่างยิ่งคือจิตตภาวนา อันนี้เห็นชัดมากทีเดียว จิตตภาวนาของเรา

เมื่อเราทำใจของเราให้สงบด้วยการภาวนาแล้ว ใจค่อยสงบเข้าไปก็จะเห็นโทษความวุ่นวายทั้งหลายเข้าเป็นลำดับ ยิ่งใจมีความสงบมากเท่าไรยิ่งเห็นโทษแห่งความวุ่นวายในจิตใจของตัวเองที่มันคิดนั้นคิดนี้ ไม่มีเวลาสงบ มีแต่จะได้จะเอาตลอด ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มันก็จะเอา และเป็นความทุกข์เดือดร้อนตลอด ทีนี้เวลาเราทำจิตสงบ พักจิตจากอารมณ์ทั้งหลายที่เป็นเรื่องก่อกวนจากกิเลสเข้ามาสู่บทธรรม ให้ธรรมทำหน้าที่ เช่นภาวนาแทนความคิดทั้งหลาย เอาความคิดภาวนาเข้าแทน จิตใจของเราจะสงบ

พอเริ่มสงบ ก็จะแปลกประหลาดจากสิ่งที่เราเคยผ่านมาทั้งหลายเป็นลำดับลำดาไป ยิ่งมีความแน่นหนามั่นคงขึ้นเท่าไรโลกนี้จางไป ๆ ไม่ต้องบอกมันจางเองนะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเคยถือว่ามีราค่ำราคาทั้งหลายมันจะลดตัวมันลด เพราะมันสู้ธรรมภายในใจไม่ได้ ธรรมภายในใจได้ปรากฏขึ้นมานี้มันจะเกาะนี้ ๆ แน่นเข้าไป ๆ ความทุกข์ก็เป็นอันว่าปล่อยเข้ามาตาม ๆ กัน ทีนี้ความสุขก็จะหนุนเข้ามาสู่ใจของเรา อันนี้สำคัญ จึงว่าอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้ภาวนากันบ้าง เราเป็นชาวพุทธ

การเทศนาว่าการสอนทางด้านจิตตภาวนา เราอยากจะพูดว่าไม่มีใครเทศน์ ไม่มีใครสอนกัน พระท่านก็ไม่เทศน์ เพราะอะไรไม่เทศน์ มันก็มีแยกอยู่ว่า หนึ่งไม่เคยภาวนา สองภาวนาไม่ได้เรื่องได้ราว เพราะการภาวนาไม่จริงไม่จัง มันก็ไม่รู้ไม่เห็นสิ่งที่ควรจะรู้เห็นก็นำมาสอนคนอื่นไม่ได้ นั่น นี่ละพุทธศาสนาจึงขาดที่ภาวนาซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของพุทธศาสนา อยู่ที่ภาวนานี่ทั้งนั้นนะ พอภาวนาได้ติดเข้าไปในใจแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันจะขยายตัวออก ด้วยความมีสาระสำคัญ ๆ ของใจ แล้วมีอำนาจ มีความสำคัญขึ้นเป็นลำดับ

สิ่งภายนอกที่มันมีอำนาจเหยียบย่ำทำลายจิตใจของเรา เพราะไปเสกสรรมันขึ้นมานั้นมันจะจางไป ๆ จิตใจค่อยสว่างไสวสบายไปเรื่อย ๆ แม้จะไม่ได้อย่างพระพุทธเจ้า–สาวก เราก็ได้อยู่ในฐานะลูกศิษย์มีครู มีความสงบเย็นใจ มีพักผ่อนหย่อนตัว พักข้างนอกพักข้างใน รู้จักพักผ่อนนะ ถ้าไม่มีภาวนาเลยไม่พักจนวันตาย จิตน่ะ มันจะหยุดแต่เวลาหลับเท่านั้นละ เวลาปิดเครื่องก็คือเวลาหลับ พอตื่นขึ้นมาทีนี้เปิดเครื่องหมุนติ้ว ๆ อย่างนี้เหมือนกันหมดจิตใจ เพราะฉะนั้นจึงหาความสุขไม่ได้ในจิตทุก ๆ ดวงไป ถ้าจิตดวงใดได้เข้าสู่จิตตภาวนาตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหลักที่แม่นยำมากที่สุด ในโลกนี้มีพุทธศาสนาเท่านั้นเป็นหลักที่แม่นยำตายตัว สอนเพื่อความพ้นทุกข์ด้วยดี โดยสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว ถ้าเราได้สนใจปฏิบัติเราจะเห็นความสำคัญในตัวของเรา

เวลานี้เราไม่ได้เห็นตัวของเขาเป็นสำคัญนะ เป็นบ๋อยของสิ่งทั้งหลาย เป็นน้อยกว่าเขา วิ่งตามเขาตลอดเวลาเพราะเราไม่มีสาระ เราจึงเห็นว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นสาระแล้ววิ่งตามเขาไปไม่หยุดหย่อน และสร้างความทุกข์ไปในเวลาเดียวกัน เวลาเราได้สร้างจิตตภาวนาขึ้นภายในจิตใจแล้วเท่ากับสร้างสารคุณ สร้างความสนใจทุกอย่าง แน่นหนามั่นคงขึ้นภายในจิตใจ ข้างนอกไม่ต้องบอกมันหากปล่อยหากวางของมันเอง เรื่องการทำงานก็ทำไปเพื่อธาตุเพื่อขันธ์ ไม่ได้เพื่อความเพลิดความเพลินให้เป็นฟืนเป็นไฟเผาตัวเองเหมือนแต่ก่อนนะ มันมีการแยกการแยะ

เวล่ำเวลาที่จะทำประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องโลกคือธาตุคือขันธ์เราก็ทำ เวลาที่เราจะมาอบรมจิตใจของเราให้เป็นผลประโยชน์ทางด้านจิตใจ ได้แก่ภาวนาเราก็ทำของเรา ทีนี้ผลทางนอกคือเกี่ยวกับเรื่องธาตุเรื่องขันธ์เราก็ได้เยียวยารักษา ไม่บกพร่อง ทางภายในจิตใจของเราซึ่งมีธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงเท่านั้น ที่เหมาะสมที่สุด เอ้าเราก็ได้ทำลงไป ใจก็ได้รับผลอันนี้ขึ้นมาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงตนเอง ให้มีความสงบเย็นใจนะ นี่เรื่องพุทธศาสนา พระพุทธเจ้ากระเทือนโลกทั้งสามกระเทือนขึ้นจากนี้ จากพระทัยจากใจของท่าน ท่านอบรมภาวนาจนกระทั่งเป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นศาสดาของโลกทั้งสามได้เลย ไม่มีใครเป็นได้เหมือนพระพุทธเจ้า แต่ท่านเป็นได้นะ นี่ก็เพราะใจ

เมื่อใจมันเลิศขึ้นกับตัวเองแล้วใครจะว่าอะไร ๆ มันไม่มีความหมายละนะ ขอให้เป็นขึ้นในใจของเราเสียอย่างเดียว ใครจะมาติฉินนินทาด่าทออะไรก็ตาม หรือจะมาเหยียบย่ำทำลายแบบไหนก็ตามมันจะมีแต่ลมปาก ๆ ของเขาเอง เขาสร้างความชั่วของเขาเอง เขาก็ไปเสวยความชั่วของเขาที่สร้างขึ้นนั้นแล จิตใจของเราที่มีธรรมแล้วเหนือสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มันจะสนใจกับสิ่งเหล่านี้เลย จะสนใจตั้งแต่ความดีของตัวเองที่จะเพิ่มขึ้น ๆ เท่านั้น

เราจึงอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้ภาวนา อย่าเตลิดเปิดเปิง อย่าดิ้นอย่าดีดจนเกินไป มันไม่ได้ให้ความสุขแก่ใคร จึงขอให้มีธรรมเป็นเครื่องยับยั้งจิตใจ เป็นเครื่องเร่งความดีงามใส่ตัวเอง แล้วรั้งจิตที่มันจะไปสู่ทางไม่ดี แล้วให้รั้งเอาไว้ บังคับเอาไว้ นี่ผู้ชื่อว่าเราเป็นผู้รับผิดชอบในตัวของเราเอง การเทศนาว่าการให้ท่านทั้งหลายฟังมา เฉพาะอย่างยิ่งการออกประกาศตนเป็นผู้นำช่วยชาตินี้เรียกว่าเทศน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย ๖ ปีเต็มเทศน์ไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ทราบว่ากี่กัณฑ์ เทศน์ด้วยความเมตตาสงสาร 

ทางด้านวัตถุก็อยากจะได้หนุนเข้าสู่คลังหลวง ซึ่งเป็นหัวใจของชาติไทยเรา ทางด้านนามธรรมก็อยากขวนขวายหาธรรมเข้าสู่ใจของพี่น้องชาวพุทธเรา จึงมีน้ำหนักมากยิ่งกว่าด้านวัตถุเสียอีก เราจึงสอนทั้งด้านวัตถุสอนทั้งด้านธรรมะเข้าสู่ใจจนเต็มกำลังความสามารถ เป็นเวลา ๖ ปี หากจะพูดแล้วไม่โอ้ไม่อวด มีพระองค์ไหนที่เทศน์แบบหลวงตานี้ ทั่วประเทศไทยมาได้ ๖ ปีเทศน์ไม่หยุดไม่หย่อน ถ้าว่าคัมภีร์ก็คัมภีร์แตกไปเลยนะ ไปทราบว่าจะไปค้นพระไตรปิฎกเล่มไหน ๆ เทศน์ถึง ๖ ปี บางวัน วันละสองกัณฑ์สามกัณฑ์ก็มี เทศน์ไม่หยุดไม่ถอย

นำมาเทศน์ให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ด้วยการปฏิบัติธรรมที่ปรากฏผลขึ้นมาแล้ว เรียกว่ากินไม่หมด ฟังนะท่านทั้งหลายให้ฟัง นี่ละธรรมเมื่อความอัศจรรย์ได้เต็มหัวใจตัวเองแล้ว ไม่มีอะไรจะเสมอเหมือนเลย มีแต่เรื่องความเลิศความเลอ เอ้ากินไม่หมด อย่างเทศนาว่าการ เอ้าเทศน์ไป ถ้าเหตุผลกลไกที่ควรจะรับประโยชน์ได้จากการเทศน์นี้จะออกทันที ๆ ถ้าไปที่ไหนก็เหมือนเขาไปทอดแห ทอดปลานั่นแหละ กางแหไว้นี่จะทอดลงตรงไหนก็มีแต่ขี้หมูราขี้หมาแห้ง มันก็ทอดไม่ลง ก็เดินผ่านไป ๆ ถ้ามีปลาตัวใหญ่ผุดขึ้นมาเท่านี้ แหนี้จะหลุดมือไปเองพันกันเลย นี่ก็คือเรื่องอรรถเรื่องธรรมอยู่ในหัวใจของสัตว์โลกที่มาเกี่ยวข้อง

ถ้าแบบที่หลับหูหลับตาอยู่ไป กัดหญ้ากินหญ้าไปเหมือนวัวเหมือนควายก็จะไปเทศน์สอนหาอะไร นี่ก็เท่ากับแบกแหไปอย่างนั้นแหละ ถ้ามีผู้สนใจในอรรถในธรรมมากน้อยที่ควรจะเป็นประโยชน์แหนี่จะเริ่มไหวตัว ๆ ยิ่งมีรายสำคัญ ๆ ที่ควรจะหลุดพ้นได้อย่างรวดเร็วนี้เท่ากับปลาตัวใหญ่ผุดขึ้นมาแหนี้จะพันกันทันทีเลย เอามาจากไหน แหนี้คือธรรมอันนี้มาจากไหน มันรับกันทันที ออกรับกันทันที จึงเรียกว่าธรรมไม่มีประมาณ ในหัวใจขอให้สิ้นกิเลสเถอะ อันนี้เป็นไปตามนิสัยวาสนาของผู้ที่จะนำมาแสดงนะ

ความบริสุทธิ์นี้บริสุทธิ์เหมือนกัน พระอรหันต์ทั้งหลายบริสุทธิ์ แต่ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงก็เป็นไปตามนิสัยวาสนาของตนไม่เหมือนกัน บางองค์ก็มีความเชี่ยวชาญทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างพระสารีบุตรเฉลียวฉลาดแหลมคม ไม่มีสาวกองค์ใดสู้ได้ ความบริสุทธิ์เหมือนกัน แต่อำนาจวาสนาที่ตั้งความปรารถนาไว้ตั้งแต่การบำเพ็ญบารมีมาโดยลำดับ  เวลาถึงจุดหมายปลายทางแล้วขอให้มีอย่างนั้น ๆ มีความมุ่งหมายเอาไว้ เช่นอย่างมีฤทธาศักดานุภาพ มีสติปัญญา มีอะไรก็แล้วแต่ ปรารถนาไปตาม ๆ กัน พอถึงขั้นสมบูรณ์เต็มที่แล้วนิสัยวาสนาที่ปรารถนาไว้นั้นแลจะออกแสดง ออกแสดงหนักเบามากน้อยตามนิสัยของตน วาสนาของตน

เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทั้งหลายความบริสุทธิ์เหมือนกันก็จริง แต่นิสัยวาสนากว้างแคบ ลึกตื้น หยาบละเอียด มีบริษัทบริวารคนเคารพนับถือมากน้อยนี้ต่างกัน  ต่างกันในอุปนิสัยของผู้สร้างมานะ ไม่ใช่พอสำเร็จแล้วจะเป็นเหมือนกันหมด ไม่เหมือน เหมือนเฉพาะความบริสุทธิ์ ท่านบอกไว้แล้วว่า นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย ท่านผู้ถึงความบริสุทธิ์แล้วตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา จนกระทั่งถึงสาวกองค์สุดท้ายเสมอกันหมด ท่านว่า ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน

แต่สิ่งที่ยิ่งหย่อนต่างกันก็คือนิสัยวาสนา นิสัยวาสนาบารมีที่ทำความปรารถนาไว้ในเวลาบำเพ็ญความดีงามทั้งหลาย พอถึงจุดที่หมายแล้วนิสัยวาสนานั้นจะแสดงออก ตามภูมิของตนที่ปรารถนาเอาไว้ ๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่บริสุทธิ์แล้ว การทำประโยชน์ให้โลกจึงได้มากน้อยต่างกัน บางองค์สำเร็จอรหันแล้ว อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านไปทำประโยชน์ให้ใคร ท่านไปอยู่ในป่ากับช้าง ฉันทันตสระ ๑๑ ปี ช้างอุปัฏฐากดูแลท่าน นี่เป็นปฐมสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านไม่เที่ยวโปรดใครเลย หลานของท่านคือพระปุณณมันตานีบุตร นี้เป็นธรรมกถึกเอง ได้หลานคนเดียว องค์ท่านเองท่านไม่สนใจกับใคร

นี่ละต่างกันนิสัยวาสนา ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นปฐมสาวกนะ เป็นรัตตัญญู ได้ผ่านโลกมานาน จนกระทั่งถึงวันจะนิพพานแล้ว ออกจากฉันทันตสระนั้นมาทูลลาพระพุทธเจ้าเข้าสู่นิพพาน แล้วจากนั้นนิพพานเลย นี่ท่านไม่ได้ไปสอนใครเลย อย่างพระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์นี้ โอ้โห บริษัทบริวาร ก็เป็นอรหันต์เหมือนกัน อรหันต์นี้เกิดทีหลัง พระอัญญาโกณฑัญญะ นิสัยวาสนากว้างขวางมากต่างกัน นี่ละเรื่องนิสัยวาสนาจึงไม่เหมือนกัน

เราก็ได้เทศน์เต็มภูมิของเรา เราพูดจริง ๆ อย่างอาจหาญชาญชัย ดึงหัวใจออกมากางให้ท่านทั้งหลายดู ใครจะตำหนิติเตียนยกโทษขนาดไหนเราไม่เคยสนใจ ไอ้เรื่องมูตรเรื่องคูถ มันเคยผ่านมาแล้วเรื่องนินทาสรรเสริญไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรกับมัน ได้ประโยชน์จากเราสร้างประโยชน์เพื่อหัวใจเราเท่านั้น ออกจ้าขึ้นมานี้เราได้จากการสร้างเพื่อเรา ไม่ได้ได้จากเขาตำหนิติชมแล้วได้ผลขึ้นมานี้เราไม่เคยได้ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เคยสนใจ

เขาจะว่าอะไร ใครจะว่าอะไร ก็คำสรรเสริญนินทาเหล่านี้มันเป็นธรรมของเก่าของแก่มาตั้งดึกดำบรรพ์กาลไหน ๆ แยกกันไม่ออก มันมีมาอย่างนี้ดั้งเดิม ท่านจึงเรียกว่า  เอส ธมฺโม สนนฺตโน ธรรมเหล่านี้เป็นของเก่าแก่มาตั้งดึกดำบรรพ์ อย่าพากันตื่นเต้น พระพุทธเจ้าท่านสอน ตื่นเต้นอะไร ได้มา-เสียไป ได้ลาภยศเสียไป นินทา-สรรเสริญ สุข-ทุกข์เจือปนกันไป ในโลกอันนี้มันเป็นอย่างนี้ อย่าพากันตื่นเต้นกับมัน โลกธรรม ๘ ให้พิจารณาตัวเอง

ถ้าตำหนิให้ตำหนิตัวเอง บกพร่องตรงไหนให้แก้ตัวเอง แก้เข้าไปจนกระทั่งถึงขั้นสมบูรณ์ เมื่อขั้นสมบูรณ์เต็มที่ในหัวใจแล้วจะไม่มีที่ไหนตำหนิติเตียนตนได้เลย ท่านอยู่ด้วยความสมบูรณ์พูนผลคือพระอรหันต์ ท่านไม่มีข้อใดที่จะมาตำหนิติเตียนตนเองได้เลย ว่าเราบกพร่องตรงนั้นตรงนี้ ไม่มี ท่านบริสุทธิ์เต็มส่วน นี่นิสัยวาสนาของคนเราต่างกัน ผู้มีบริษัทบริวารมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับนิสัยวาสนา เป็นมาจากสายกรรม สายกรรมเคยเกี่ยวโยง บุพเพนิวาสชาติปางก่อนเคยเป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นเจ้าเป็นนาย เป็นญาติเป็นมิตรกันมาแต่ไหนแต่ไร เวลามามันก็มาตามสายนั่นแหละ มาตามสายบุญสายกรรมที่เคยเกี่ยวเนื่องกันมา

ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าเสด็จไปกับพระอานนท์ กำลังเสด็จไป พระกัสสปะท่านมาตามหลัง เห็นตัวอย่างอย่างนี้ละนะ พอเดินไปสักครู่พวกแม่ค้าเขาขายของ หลั่งไหลมานี่ หาบสินค้าขายของมาเต็มบ่า ๆ มาถึงที่นั่น เขาเห็นพระพุทธเจ้าเขาก็เฉย แน่ะฟังซิน่ะ เขาก็เดินผ่านไป ๆ พอเขาผ่านไปแล้วพระพุทธเจ้ารับสั่งพระอานนท์ ว่า อานนท์เราพักที่นี่แหละ เราคอย พวกนี้เป็นลูกศิษย์พระกัสสปะ พระพุทธเจ้าใหญ่กว่าพระกัสสปะเขาไม่สนใจเพราะไม่ใช่สายของเขา พวกแม่ค้าทั้งหลายที่หลั่งไหลไปนี่ไปเห็นพระกัสสปะนี้จะลงทันทีเลย แล้วของทั้งหลายนี้เขาจะถวายพระกัสสปะหมด เพราะฉะนั้นเราจึงรออยู่ที่นี่ เดี๋ยวพระกัสสปะจะพาคณะลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายมาหาเรา วันนี้เรากินกับพระกัสสปะละ เราไม่มีอะไร สู้กัสสปะไม่ได้ เห็นไหมละ

นี่มันมาตามสายบุญสายกรรม ไปถึงพระกัสสปะลงทันทีเลย สายบุญสายกรรมที่เคยบุพเพนิวาสชาติปางก่อนเคยเป็นลูกศิษย์ลูกหา ญาติมิตร บริษัทบริวารกันมา มันหากเป็นอยู่ในใจนั้นแหละ นี่มันเป็นตามสายบุญสายกรรม ผู้ที่มีบริษัทบริวารมากน้อยเพียงไรก็เป็นสายบุญสายกรรมที่เกี่ยวข้องกันมาแต่ก่อน ผู้ไม่มีก็เป็นสายบุญสายกรรมอันหนึ่ง เราจะไปชมผู้มี ตำหนิผู้ไม่มีไม่ได้นะ เป็นกรรมของใครของเรา เป็นอย่างนั้น

ที่เราได้สอนพี่น้องทั้งหลายมานี้เราก็สอนเต็มภูมิ วาสนาของเราตัวเท่าหนูนี้ก็ตามเราก็สอนเต็มภูมิของหนูเหมือนกันนะ สอนพี่น้องทั้งหลายเราสอนด้วยความไม่สงสัยในธรรมทั้งหลาย ถอดออกจากหัวใจทั้งนั้นที่สอน พูดแล้วสาธุ เราไม่ได้ประมาทคัมภีร์ คัมภีร์เราก็เรียนมา ๆ ก่อนที่จะออกไปปฏิบัติเราก็เรียนคัมภีร์มาแล้ว ถ้าตามโลกสมมุตินิยมก็สอบได้ ๆ ๆ จนได้เป็นมหาเปรียญ นี่ก็เรียนเปรียญมา อาศัยอันนี้เป็นแนวทางที่ก้าวเดิน เป็นแบบแปลนแผนผัง

เราก็นำแปลนคือที่เราเรียนมาแล้วนี้ไปปฏิบัติตนเอง ผลปรากฏขึ้นมา ๆ จนกระทั่งเป็นสมบัติของตัวเองโดยสิ้นเชิง ธรรมอันนี้แลออกสอนโลก พระพุทธเจ้าก็ธรรมของพระองค์เอง สาวกทั้งหลายเอาธรรมของท่านเองสอนโลก ท่านไม่ไปหาคัมภีร์ที่ไหนละ คัมภีร์เกิดทีหลังนะ ....(ช่วงกลับหน้าเทป).... เราก็เรียนมาโดยลำดับลำดา ครั้นเวลามาปฏิบัติ ๆ ๆ ผลก็ปรากฏขึ้นจากการปฏิบัติ มากน้อยเป็นสมบัติของเรา ๆ ๆ

กาลเวลาที่จะเทศนาว่าการอย่างนี้ มันก็เป็นขึ้นมาในสมบัติของเรา มีเท่าไรหยิบยื่นให้ หยิบยื่นให้เรื่อย เราไม่ไปหาคว้าในคัมภีร์ เราพูดตรง ๆ ถ้าเทศน์ตามคัมภีร์ไปไม่รอด เทศน์สักสองสามกัณฑ์หมดแล้ว ต้องไปดูหนังสือแล้วมาเทศน์อีก ได้ยินเพื่อนฝูงเขาว่าถูกเขานิมนต์ไปเทศนาว่าการ ไปพูดที่นั่นที่นี่ โอ้ยนี่ยังไม่ได้ดูหนังสือเลยจะไปเทศน์ได้ยังไง เรายังติดใจไม่ลืมนะตั้งแต่สมัยก่อนนู้นที่เรายังไม่ปฏิบัติ เราได้ยินอย่างนั้น และปฏิบัติมาก็ได้ยิน จะไปเทศน์ที่ไหนต้องดูหนังแส่หนังสือ มิหนำซ้ำยังจดใส่กระดาษเล็ก ๆ ติดย่ามไปด้วย ไปทั้งพูดทั้งเทศน์ ทั้งดูนี้ ดูหัวหน้าแล้วพูดไป

นี่พูดสาธุไม่ได้ดูอะไรเลย ดูอันนี้ทีเดียวกับที่มาเกี่ยวข้องเป็นยังไง มันเกี่ยวโยงกันยังไง มองดูปั๊บนี่มันจะวิ่งถึงกันหมดเลย เข้าใจเหรอ นี่ละภาคปฏิบัติ คุยหรือไม่คุยท่านทั้งหลายฟังซิน่ะ นี่เราจวนจะตายแล้วนะ จับนี้ปั๊บเข้าไปเหมือนเรด้าร์ ปั๊บเข้าไปควรจะเทศน์หนักเบามากน้อยมันจะขึ้นของมันเอง ไม่ต้องบอก ๆ แล้วไม่ไปคว้าหาคัมภีร์ใด เอาคัมภีร์เดิมของพระพุทธเจ้า ของสาวกทั้งหลายออกจากหัวใจเราซึ่งเป็นคัมภีร์ของเราเอง เทศนาว่าการหนักเบามากน้อย

เราไม่เคยคิดว่าจะจนตรอกจนมุมในการเทศนาสั่งสอนสัตว์โลก แม้เทวบุตรเทวดาเราไม่เคยพูดถึงก็ตาม มันเกี่ยวโยงกันอยู่กับสิ่งเหล่านี้ แต่ฐานะของเทวบุตรเทวดากับฐานะของเราการต้อนรับขับสู่ การเทศนาว่าการจะเอามาคละเคล้ากันไม่ได้ เวลาเทศน์สอนเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม มนุษย์ยุ่งไม่ได้ ทีนี้เวลาเทศน์สอนมนุษย์ ท่านไม่มายุ่งแหละ ท่านไม่อยากมายุ่งกับมนุษย์ขี้เหม็นเข้าใจไหม พวกเราก็สับยำกันไปอย่างนี้ละ เข้าใจแล้วเหรอ

นี่เราสอนเต็มภูมิเลย ไม่มีอะไรปิดบังลี้ลับ เอ้ามีผู้ใดเข้ามาอีก มาพูดถึงเรื่องจิตตภาวนาเป็นยังไงๆ มันจะออกรับกันทันที ๆ เพราะมันเต็มในหัวใจนี้แล้วไม่มีขอบเขต น้ำมหาสมุทรเต็มมหาสมุทรมันก็มีฝั่งมีฝา หัวใจกับธรรมเต็มกันแล้วล้นฝั่งไปเลย ไม่มีขอบมีเขต คือเลยสมมุติไปหมด ฝั่งฝาอะไรเป็นสมมุติ อันนี้เลยฝั่งเลยฝาไปแล้ว เลยสมมุติไปแล้ว ถึงกาลเวลาที่จะเทศนาว่าการหนักเบามากน้อยมันจะเป็นของมันเอง นี่ท่านทั้งหลายฟังนะเราจวนจะตายแล้ว

ภาคปฏิบัติจากธรรมของพระพุทธเจ้า ธรรมพระพุทธเจ้าจริงหรือปลอม ขอให้ปฏิบัตินะจะได้เห็นขึ้น เราปฏิบัติภาวนาของเราก็จะรู้จะเห็น ดังเมื่อเช้าเขามาถามถึงเรื่องภาวนา นี่ก็เป็นลู่เป็นทางให้เขาที่จะพอเป็นไปแล้ว ให้พากันปฏิบัตินะเรื่องจิตตภาวนาเป็นสำคัญมาก จิตใจของเราจะแน่นหนามั่นคงมากขึ้นอยู่กับจิตตภาวนา ไม่วอกแวกคลอนแคลน ถ้าจิตตภาวนาได้ฝังลึกเท่าไร ๆ ในธรรมทั้งหลายแล้ว จิตใจของเราจะยิ่งแน่นหนามั่นคงกับธรรมทั้งหลาย การให้ทานรักษาศีลทุกสิ่งทุกอย่างจะมีความละเอียดลออสนใจเป็นพิเศษ ๆ ภายในจิตใจของคนซึ่งเป็นนักภาวนานั้นแล ให้พากันจดจำเอานะ

วันนี้พูดเพียงเท่านี้แล ก็สมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์ แก่กาลเวลา กลับไปบ้านไปเรือนแล้วให้ประกอบหน้าที่การงาน เรื่องการพนันขันต่อ สิ่งอะไรที่จะเสียหายอย่าพากันสนใจนักนะ ชาติไทยของเรา เมืองไทยของเรามันเก่งทางการพนัน อะไร ๆ ก็การพนัน ๆ เสียอันนี้นะเมืองไทยเรา พุทธศาสนานี้มันเขี่ยลงทะเลหมด มีแต่เรื่องการพนันมากที่สุด นี่ละทำคนให้เสียมาก คนเล่นการพนันนี้คนไม่มีหลักมีเกณฑ์ สมบัติหาหลักหาเกณฑ์ หาที่เก็บไม่ได้นะ ได้มามากน้อยไหลออกหมด เสียหมด ถ้าเสียไปเสียเป็นเงินเป็นทอง ถ้าได้มาเป็นความส่งเสริมความคึกความคะนองให้เป็นบ้าต่อไปอีกนะ ถ้าได้มาก็เป็นอย่างนั้น ถ้าเสียไป เสียไปเป็นเงินเป็นทองไม่เกิดประโยชน์

เหมือนเราไปบิณฑบาตตามหมู่บ้านได้ข้าวเต็มบาตรมานี้ เราจะขอบิณฑบาตกับพี่น้องทั้งหลายที่เป็นนักการพนันให้ลด ๆ ๆ ๆ ให้หยุดเสียดีกว่า เราไม่เล่นการพนันเราก็ไม่ตาย อันนี้ดีกว่า เล่นการพนันเสียหายมากนะ เอาละให้พรทีนี้

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com  หรือ  www.Luangta.or.th

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก