สะเดาะเคราะห์ให้ชาติ
วันที่ 11 กันยายน 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

สะเดาะเคราะห์ให้ชาติ

วัดป่าภูสังโฆถวายทองคำ ๒ กิโล ๓๐ บาท ๕๒ สตางค์ เงินดอลลาร์ ๓๐๐ ดอลล์ เงินไทย ๒๐,๐๐๐ บาท อนุโมทนาสาธุการด้วยกันนะ (สาธุ) เรายกให้ว่าเก่ง เก่งอย่างนี้เราอยากให้เก่งมาก ๆ เก่งอย่างอื่นไม่อยากให้เก่ง เก่งหาทองมานี้เอามาเถอะว่างั้นเลย ทางแถวนี้ก็มีภูสังโฆ ผาแดง มาเรื่อย ๆ จากนั้นก็มาจากที่ต่าง ๆ ในวงกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่นมาหมดแหละ มีมากมีน้อยอุตส่าห์ขวนขวายมาด้วยกัน เราเห็นใจนะ เห็นใจพระสงฆ์องค์เจ้า บวชมามุ่งหน้าต่ออรรถต่อธรรม แต่ทีนี้เมื่อโลกมีความยุ่งเหยิงวุ่นวายก็ต้องได้หันมาช่วยโลก องค์ไหนอยู่ที่ไหน ๆ กวาดเข้ามา ๆ ช่วยกันๆ

อย่างหลวงตาพาพี่น้องทั้งหลายช่วยอยู่เวลานี้ หลวงตาเคยสนใจกับสิ่งเหล่านี้เมื่อไร ไม่สนใจนะ พอกระเทือนปึ๋งร้องโก้กเท่านั้น ทีนี้ดีดเลยนะ นั่นเห็นไหมล่ะ พอจักรตัวใหญ่ดีด ตัวเล็กตัวน้อยอยู่ที่ไหนก็ดีดล่ะซี เลยดีดไปตาม ๆ กันนะ รู้สึกว่าน่าอนุโมทนามากทีเดียวบรรดาพระสงฆ์ท่านอุตส่าห์พยายามช่วยบ้านช่วยเมือง พระสงฆ์เหล่านี้เป็นลูกของบ้านเมืองทั้งนั้น ใครอยู่ที่ไหนก็ดูซิ วัดป่าบ้านตาด ทุกภาคเต็มอยู่นี้หมดเลยไม่มีเว้น เป็นประจำมาตลอดตั้งแต่เริ่มสร้างวัด พระที่มาอยู่ที่นี่ทุกภาคเลยไม่เคยขาด ท่านมีพ่อมีแม่ด้วยกัน นั่นฟังซิ ใครอยู่ที่ไหนมีพ่อมีแม่ ความทุกข์ความจนก็ต้องทุกข์จนไปทุกหย่อมหญ้า พระสงฆ์ท่านก็ลูกมีพ่อมีแม่ ก็ต้องสงสารบ้านเมือง สงสารพ่อแม่ แผ่นดินไทย ก็ต้องอุตส่าห์พยายามดีดดิ้น อย่างนี้ละได้มา

สรุปทองคำ ดอลลาร์และกฐิน วันที่ ๑๐ กันยา ทองคำได้ ๑ บาท ดอลลาร์ได้ ๒๐ ดอลล์ กฐินทองคำได้ ๔ กอง เงินสดได้ ๖ กอง รวมเป็น ๑๐ กอง ทองคำที่ได้หลังจากมอบคลังหลวงเมื่อวันที่ ๑๑ เมษา ๔๕ ได้ ๒๐๔ กิโล ๑๗ บาท ๘๔ สตางค์ รวมทองคำทั้งหมดได้ ๕,๒๖๓ กิโลครึ่ง กฐินทองคำ ๘๔,๐๐๐ กองนั้น ทองคำได้ ๖๑๕ กอง เท่ากับน้ำหนัก ๒ กิโล ๒๒ บาท ๓ สลึง เงินสดได้ ๒,๕๓๙ กอง เท่ากับเงินสด ๔,๐๖๒,๔๐๐ บาท รวมกฐินทองคำและเงินสดได้ ๓,๑๕๔ กอง ยังขาดอยู่อีก ๘๐,๘๔๖ กอง ในจำนวน ๘๔,๐๐๐ กองของกฐิน กรุณาทราบตามนี้

นี่เรายังมั่นใจอยู่ คือเวลาไปกรุงเทพในงานช่วยชาติคราวนี้ ช่วยชาติก็คือว่า ธนาคารชาติครบรอบ ๖๐ ปี แล้วนิมนต์พระมา เราเป็นผู้นิมนต์เองพระ ตามความต้องการของทางธนาคารนั้น อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๖๑ องค์ วันที่ ๑๐ ธันวา นั้นเราค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า เราจะมอบทองในวันนั้นด้วย ๕๐๐ กิโลนะ เวลานี้ทองคำเราได้ไว้แล้ว ๒๖๓ กิโลครึ่ง ทีนี้เวลาบวกกันเข้าจากการรวบรวมทองคำกฐินนี้เรียบร้อยแล้วนั้น ถ้าได้ตามนั้นแล้วก็เรียกว่า ๓๒๐ กิโล กับทองคำที่ได้ไว้แล้ว ๒๖๓ กิโล นี่มันก็เลย ๕๐๐ ไปแล้วใช่ไหม นี่ละเราจะไปหลอมแล้วเอาเข้าคลังหลวงพร้อมกันนี้ จะเป็นเครื่องประดับชาติของเราไปอีกแง่หนึ่งนะ

งานนี้เป็นงานธนาคารชาติของเรา เรียกว่างานคลังหลวงของเราว่างั้นเถอะ ที่รักษามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ปู่ย่าตายายมา เป็นคลังหลวง ๆ มาอย่างนี้ รวมแล้วคลังหลวงก็อยู่ในธนาคารชาตินั้น จึงเรียกว่าเป็นงานของชาติ ทองคำเราก็บวกเข้าไปในนี้อีก อนุโมทนาสาธุการเสริมสร้างความดีงาม หรือกิตติศัพท์กิตติคุณของชาติไทยเราให้เพิ่มขึ้นอีกด้วยทอง ๕๐๐ กิโลนี้ เราจึงกะว่าจะมอบในคราวนี้อีกให้ได้ ๕๐๐ กิโล แล้วเราก็ได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ทองคำเรามอบแต่ละครั้ง ๆ นั้นต่อไปนี้เราจะไม่ให้ต่ำกว่า ๕๐๐ กิโล คือแต่ก่อน ๔๐๐ ก็ได้ เท่าไรก็ได้เราไม่กำหนด คราวนี้กำหนดเพื่อจำได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย คือมอบแต่ละครั้ง ๆ ครั้งละ ๕๐๐ พอสองครั้งก็ ๑ ตัน กะว่าคราวนี้จะได้มอบทองคำอีก ๕๐๐ กิโล ในเดือนเมษาพอได้อีกเอาอีก เราจะเร่งมอบให้ได้ ๑๐ ตันนะ

พี่น้องทั้งหลายฟังให้ถึงใจนะ ทองคำเราคราวนี้เพื่อแก้เคราะห์ร้ายของชาติไทยเราซึ่งผ่านมาเมื่อสามสี่ปีนี้จะจม จะไม่เป็นอย่างอื่นเลย พี่น้องทั้งหลายพอรู้ตัวก็ต่างคนต่างดีดดิ้นขึ้นมา จึงได้ฟื้นตัวขึ้นมา เวลานี้ฟื้นตัวขึ้นมามากแล้วจนเป็นที่พอใจโดยลำดับ ทีนี้ทองคำ ๑๐ ตันนี้จึงเป็นเครื่องประดับ แก้หรือว่าสะเดาะเคราะห์ที่มันจะจมอยู่เมื่อเร็ว ๆ นี้ เอาทอง ๑๐ ตันเราสะเดาะเคราะห์ เป็นเครื่องประดับชาติไทยของเรา อันนี้เหมาะสมมาก หลวงตาถึงได้ออกประกาศพี่น้องทั้งหลาย การช่วยชาติในคราวนี้ ชาติไทยจะล่มจมใครเขาทราบกันทั่วโลก จนจะหมดหวัง ต่างคนต่างหายใจแขม่ว ๆ แล้วก็ฟื้นตัวขึ้นมาได้

แล้วเราจะเอาอะไรสะเดาะเคราะห์ ก็ต้องเอาทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน นี่ละเราถึงได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบด้วยการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ส่วนดอลลาร์นั้นจะได้เท่าไรก็ไม่ว่า แต่ค่อนข้างแน่ใจจะไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้าน เวลานี้ได้ ๗ ล้านแล้ว กว่าทองคำจะไปถึง ๑๐ ตัน เงินดอลลาร์ยังเหลืออยู่ ๓ ล้านนี้แน่ใจ เราไม่ว่าค่อนข้างละ เรียกว่าแน่ใจไปเลยว่าจะได้ครบเป็น ๑๐ ล้าน ส่วนเงินสดเราไม่พูด ดังที่เคยเรียนให้ทราบแล้ว สองอย่างนี้ ทองคำ ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ที่กะว่าจะได้มอบในวันที่ ๑๐ ธันวา นี้เราไม่ได้กำหนดนะ ถ้ามันได้ถึงสองแสนก็อาจมอบด้วยกัน เพราะดอลลาร์กับทองคำทั้งสองนี้ไปด้วยกัน ไม่ควรจะไปแยกเขาออก คราวที่แล้วดอลลาร์เราตั้งสามแสน แล้วทองคำสี่ร้อยกว่าแท่งไปด้วยกัน คราวนี้เราควรจะไปด้วยกันได้ก็ให้ไป ตั้งแต่สองแสนขึ้นไปอาจจะเข้านะ เวลานี้ถ้ารวมนี้แล้วก็เป็น ๗ ล้านแล้ว รวมที่ยังไม่เข้าบัญชีก็ ๗ ล้านแล้ว นี่ละก็ค่อยเป็นมาอย่างนี้แหละ

เราเห็นน้ำใจพระสงฆ์ท่านมากคราวนี้ สายกรรมฐานแสดงน้ำใจออกมา อยู่ลึกขนาดไหนๆ ทุกข์จนขนาดไหน น้ำใจท่านไม่ได้ทุกข์จน ท่านพยายามขวนขวายประกาศเชื้อเชิญญาติโยมที่อยู่ใกล้ชิดในบริเวณท่านพักอยู่นั้น คนละเล็กละน้อย ๆ รวมกันมันก็มากขึ้น ๆ อย่างที่ว่านี่ เวลานี้ก็ได้ทองคำตั้ง ๕ ตัน กับ ๒๖๓ กิโลครึ่งแล้ว มีประชาชนนำหน้าการนำทองคำเหล่านี้ออกเพื่อชาติของเรา พระสงฆ์ท่านหนุนหลังอยู่ตามที่ต่าง ๆ ไม่ว่านิกายใดนะ นิกายของชาติไทยเรา ท่านช่วยทั้งนั้น

อย่างที่ทางสายอาจารย์ชา นั่นก็เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ให้ชื่อให้นามไปอย่างนั้นแหละ ธรรมยุต มหานิกาย ตั้งแต่ไก่มันก็มี เราก็เรียกไปตามชื่อเฉย ๆ เราไม่ได้ติดใจนะ ติดใจอยู่กับการปฏิบัติของพระเรา จะเป็นนิกายใดก็ตาม สังคมทั่วประเทศเขตแดนยอมรับกันแล้วไม่มีปัญหา เสมอกันไปเรียบร้อยแล้ว ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ จะเป็นนิกายใดก็ตามถ้าปฏิบัติดีแล้วดีด้วยกัน พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงผูกขาดเรื่องมรรคผลนิพพาน ไม่มีคำว่าสัคคาวรณ์ มัคคาวรณ์ ห้ามมักผลนิพพานไม่มี เป็นสิทธิของผู้ปฏิบัติ จะเป็นนิกายใดก็ตาม แม้กระทั่งประชาชนญาติโยมก็มีสิทธิ์เต็มตัวด้วยกัน เป็นพัก ๆ

เกี่ยวกับพระในวัดประเทศไทยเราก็มี ๒ นิกาย มีสิทธิในการประพฤติปฏิบัติตัวเพื่อความเป็นพระดีตามหลักธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า แล้วมีสิทธิที่จะตักตวงเอามรรคผลนิพพานได้เช่นเดียวกันหมดทั้งสองนิกาย ไม่มีนิกายใดยิ่งหย่อนกว่ากัน การที่จะไปยกธรรมยุต มหานิกาย ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ยกไปอย่างนั้นแหละ มันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ จะยกให้ฟากสวรรค์ชั้นพรหมก็ไม่เป็นท่าถ้าปฏิบัติไม่ดี ถ้าปฏิบัติดีอยู่ไหนดีหมด

นี่ละหลักธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วก็ประกาศให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ นี่หลวงปู่มั่นเป็นผู้พูดเอง สายหลวงปู่ชานี้เป็นสายมหานิกาย เข้าไปอบรมอยู่กับหลวงปู่มั่นเรา มีหลายองค์ครูบาอาจารย์สายนี้นะ ไปอบรมแล้วลงใจในการประพฤติปฏิบัติกับท่านแล้วขอญัตติ ฟังซิน่ะ ท่านไม่ยอมให้ญัตติ ฟังซิเรื่องของท่านอาจารย์มั่น ท่านไม่ยอมให้ญัตติ ไม่จำเป็นต้องญัตติ ท่านว่าอย่างนั้น ทั้งธรรมยุต มหานิกาย เป็นพระที่สมบูรณ์แบบ สมควรแก่มรรคแก่ผล สังคมก็ยอมรับเรียบร้อยด้วยกัน เสมอหน้าแล้ว ไม่จำเป็นต้องญัตติ ถ้าญัตติแล้วโลกมันถือกันอีกแง่หนึ่ง ท่านทั้งหลายมีคณะ คณะของท่านทั้งหลายใหญ่มากทีเดียว ถ้าท่านทั้งหลายมาญัตติ เขาก็จะแยกว่าเป็นธรรมยุตเป็นมหานิกายเสีย แล้วผู้ที่ควรจะได้รับประโยชน์จากคณะของท่านจำนวนมากก็จะขาดไป เพราะฉะนั้นเพื่อความชอบธรรมแล้ว จึงไม่ต้องญัตติ นี่ท่านบอกเองนะ

เอา เข้ามาอบรม ความดีหาเอาทุกคน ให้มาอบรมด้วยกัน แล้วก็ได้มรรคผลนิพพานไปด้วยกัน นี้เป็นจุดมุ่งหมายของธรรมแห่งศาสดาของเรา ท่านว่างั้น ไม่ให้ญัตติ ท่านเหล่านั้นท่านจึงไม่ญัตติ จึงมีแยกกันมาทุกวัน ๆ นี้ อย่างสายอาจารย์ชานี้ก็ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เป็นผู้สั่งเองว่าไม่ให้ญัตติ นั่นฟังซิน่ะ ใครเป็นคนสั่ง หลวงปู่มั่นเองสั่ง ท่านเหล่านี้ก็มีความเคารพรักในครูบาอาจารย์ท่านก็ไม่ญัตติ ท่านก็เป็นพระสมบูรณ์แบบเสมอหน้ากันหมดไม่ว่าธรรมยุต มหานิกาย ในชื่อนั้นเสมอหน้ากันแล้ว การปฏิบัติขึ้นอยู่กับบุคคล ใครปฏิบัติดี พระองค์ใดปฏิบัติดี ดีอยู่ในวงนั้น ๆ แทรกกันเข้าอย่างนั้น เหล่านี้ท่านก็มาช่วย ทางฝ่ายท่านอาจารย์ชาท่านก็มาช่วย ทองคำ ดอลลาร์ ตามแต่เกิดแต่มีท่านมาช่วยตลอด ก็อย่างนี้แหละ ท่านแสดงน้ำใจ

สำหรับเราเองถึงตัวเท่าหนูก็เหมือนกันไม่ได้วัดรอยครูบาอาจารย์นะ เราก็เห็นอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่จะแยกจากท่านแม้แต่นิดหนึ่ง ธรรมเป็นศูนย์กลางอันใหญ่หลวง เป็นสิทธิของทุกคนที่จะก้าวเข้าสู่ธรรมได้ นี่มรรคผลนิพพานเป็นสมบัติอันใหญ่หลวงมากทีเดียว แล้วก็เป็นสิทธิของผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อจะก้าวเข้าสู่มรรคผลนิพพานได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าธรรมยุต มหานิกาย ประชาชนผู้หญิงผู้ชายได้ทั้งนั้นตามขั้นภูมิของตนในเพศต่าง ๆ แต่นิสัยนั้นอยู่ภายในจิต ใครมีนิสัยมากน้อยเพียงไรเป็นอยู่ภายในจิตทั้งหญิงและชาย มีได้ด้วยกันทั้งพระทั้งเณร การปฏิบัติก็ปฏิบัติตามกำลังความสามารถของตน มรรคผลนิพพานมีได้ด้วยกัน ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน เป็นแต่เพียงว่าเพศวางไว้เป็นขั้นเป็นตอนไปอย่างนั้น

เวลานี้เราก็กำลังพยายามเต็มความสามารถ เพื่อพี่น้องชาวไทยทั้งชาติของเรา เมื่อทองคำได้ ๑๐ ตันแล้วหงายเลยนะ เวลานี้เราพยายามตะเกียกตะกายเพื่อทองคำ ๑๐ ตัน แล้วในขณะเดียวกันเพื่อประดับชาติไทยของเราก่อนที่เราจะตายไปขอให้สมหวังในนี้ เพราะเราตั้งหน้าตั้งตาเอาอย่างสุดขีดสุดแดน ในชีวิตของเรามี ๒ ครั้งเราเคยพูดแล้ว ครั้งแรกก็สละเพื่อตัวเอง เอา เป็นก็เป็น ตายก็ตาย เพื่ออรรถเพื่อธรรม จากนั้นมาก็สละเพื่อพี่น้องชาวไทยเรา ในชีวิตของเรามี ๒ ครั้ง ครั้งนี้เราก็จะเอาให้เต็มเหนี่ยว

จุดมุ่งหมายแห่งความตั้งใจของเรานั้นก็คือว่า ทองคำขอให้ได้ ๑๐ ตัน จากบรรดาพี่น้องทั้งหลายที่เป็นลูกชาวพุทธเหมือนกันหมด ขอให้อุตส่าห์ตะเกียกตะกายด้วยกัน มีมากมีน้อยอย่างนี้แหละ ได้มาเห็นไหม แต่ละชิ้น ๆ รวมกันแล้วเป็นยังไง แล้วรวมกันอีก ๆ เป็นยังไง ก็เต็มคลังหลวงได้ ถ้าถึงนี้แล้วเราไม่ต้องบอก อย่างการเทศนาว่าการทุกวันนี้ เราทำเพื่อเป็นสายเกี่ยวโยงกับทองคำ ๑๐ ตัน ซึ่งเราประกาศไว้แล้วว่าเราเป็นผู้นำอยู่ ทีนี้การเทศนาว่าการเพื่อเป็นสายเกี่ยวโยงกันนี้จึงต้องมี ถ้าไม่มีอย่างนี้ไม่เหมาะ เราจึงต้องอุตส่าห์พยายามเทศน์ ในเวลาจำเป็นก็เทศน์ให้บ้าง ไม่เหมือนแต่ก่อน คือเทศน์ให้เฉพาะที่จำเป็น ๆ เพื่อเป็นสายเกี่ยวโยงกับทองคำของเรา เมื่อทองคำได้ถึง ๑๐ แล้วไม่ต้องบอก การเทศนาว่าการมันคอยแต่จะล้มอยู่แล้ว ล้มทันทีเลย ทุกอย่างก็เลยล้มไปตามกัน

จากนั้นก็ปล่อยละที่นี่ ให้พากันดำเนินหน้าที่การงานตามหลักศาสนธรรม ชาติบ้านเมืองของเราก็จะมีความสงบร่มเย็น ไม่ชิงดีชิงเด่น อย่าไปชิงความชั่วช้าลามก อย่าไปชิงเรื่องส้วมเรื่องถาน เก้าอี้แต่ละตัว ๆ โต๊ะแต่ละตัว ๆ นั้นคือส้วมคือถานนะ ถ้าผู้มีเจตนาจิตใจที่ลามกจกเปรตแล้วเข้าไปนั้นเข้าไปหาส้วม เข้าไปแย่งเก้าอี้กัน เข้าไปหาส้วมหาถานนะ แล้วก็เอามาโปะคนไทยทั้งชาติ มีตั้งแต่ส้วมแต่ถานเต็มหัวเมืองไทย พวกนี้ก็นั่งกินโต๊ะกันอยู่บนส้วมบนถาน บนหัวมันก็มีแต่ส้วมแต่ถานคือความสกปรกของเขาเอง เลยมีแต่ส้วมแต่ถานเต็มบ้านเต็มเมือง ดูได้ไหมล่ะ นี่ละความที่จิตใจต่ำทรามเป็นอย่างนี้ อย่าให้เป็นอย่างนั้นพี่น้องทั้งหลาย

ชาติบ้านเมืองก็คนทั้งชาติเป็นผู้ตั้งขึ้นตั้งแต่วงรัฐบาลลงมา จากนั้นวงรัฐบาลก็ตั้ง ขยับขยายออกไป กระทรวงนั้นกระทรวงนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ตั้งไปเพราะประชาชนมอบความไว้วางใจให้แล้วตั้งแต่คัดเลือกผู้แทนเสร็จลงไป ใครเป็นผู้นำมอบให้คนนั้นเป็นผู้นำ ประชาชนก็เป็นแต่เพียงว่าคอยดูแลสังเกตอย่างเงียบ ๆ ปากมีเหมือนไม่มี หูมีเหมือนไม่มี ใจมีเหมือนไม่มี ทั้ง ๆ ที่พิจารณาสังเกตอยู่นั้นแหละ เพราะฉะนั้นวงราชการวงไหน ๆ หรือใครจิตใจต่ำทราม ประชาชนพ้นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้ทราบ ต้องทราบด้วยกัน ประชาชนก็คือคนด้วยกัน ต้องทราบด้วยกัน

เพราะฉะนั้นวงราชการเราที่ทำหน้าที่แทนชาติบ้านเมือง ควรจะเห็นอกเห็นใจพี่น้องชาวไทยเราทั้งชาติ การสละตัวไปเป็นคนรับใช้ของประชาชนทั้งหลาย ไม่ใช่ไปเป็นนายเหยียบหัวเขานะ เขาให้ไปเป็นคนรับใช้แทนเขา ให้เป็นคนใช้แทนเขา แล้วให้ทำหน้าที่ด้วยความสุจริตยุติธรรม เก้าอี้ตัวไหนโต๊ะตัวไหนก็ตามให้เข้าด้วยความบริสุทธิ์ใจ เข้าด้วยความเป็นธรรม ผู้ตกแต่งจัดให้แยกย้ายไปสถานที่ใดตำแหน่งใด ยศถาบรรดาศักดิ์ขั้นใดภูมิใดก็ให้เป็นธรรม อย่าเห็นแก่พรรคแก่พวก สุดท้ายมันจะเห็นแก่ภาค ถ้าลงเห็นแก่ภาคแล้วทำลายชาติไทยทั้งหมด คำว่าเห็นแก่ภาคนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ ทำลายชาติไทย เพียงเห็นแก่ตัวก็เริ่มแล้ว ยังเห็นแก่พวกของตัวขยายเข้าไปแล้ว พวกของตัวแล้ว ภาคของตัวนี้หมดนะเมืองไทย อย่านำมาใช้นะ อย่างนี้เสียหายมากทีเดียว

คำว่าชาติไทยคือความสามัคคีรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างอวัยวะของเรา คนหนึ่ง ๆ มีอวัยวะครบสมบูรณ์จึงจะเรียกว่าคนเต็มแบบเต็มฉบับ ๆ ถ้าขาดอะไร ๆ ไปแล้วเรียกว่าคนขาดบาทขาดตาเต็ง อันนี้เห็นแก่พรรคเห็นแก่พวก แล้วไปเห็นแก่ภาค ทำลายไปเรื่อยๆ หมดเลยนะ อย่านำมาใช้ในเมืองไทยเป็นอันขาด เราเป็นลูกชาวพุทธ เกิดมาด้วยการเชื่อบุญเชื่อกรรม อยู่ใต้อำนาจของกรรมด้วยกัน ให้ทำหน้าที่ของตนด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เอ้า จนก็จนไปเถอะกับคนไทยทั้งชาติ ว่าข้าราชการคนนี้ทำการรับใช้พี่น้องชาวไทยจนไม่มีอะไรเหลือ ข้าวจะกรอกหม้อก็ไม่มี ให้เห็นสักทีหนึ่ง ข้าราชการคนไหน ว่างั้นเลย หลวงตาบัวจะตีเกราะประชุมทันทีเลย ตีเกราะประชุมแล้ว ถ้าการประชุมนี้ยังน้อยไป เราจะเอาหมามาตีเกราะประชุมอีก ไอ้ปุ๊กกี้ ไอ้หยอง ไอ้หมี ไอ้จ้ำหลอด ดาวเทียมจะเอามาหมด มาตีเกราะประชุม

สูรู้ไหม นั่น เวลาตีเกราะประชุมแล้ว ผู้คนมามาก ๆ แล้วหมาก็มาแล้ว สูรู้ไหม เวลานี้ข้าราชการผู้นี้ ท่านเป็นผู้ทำดิบทำดีสละตัวต่อชาติบ้านเมือง เวลานี้จนตรอกจนมุมเพราะการสร้างความดีต่อชาติ แล้วไม่มีข้าวจะกรอกปากกรอกอะไร สูมีข้าวบ้างไหมกูให้เมื่อเช้านี้สูเอาไปไหนหมด จะไปเรียกจากท้องหมาออกมาช่วย เมื่อมันหมดจริง ๆ แล้วจะไม่ยอมตายเฉย ๆ นะ จะไปกว้านเอาในท้องหมามา ท้องเราก็จะกว้านออกมาช่วยข้าราชการผู้นี้ ด้วยความเสียสละ ไม่เสียดาย แม้อยู่ในท้องลากออกมาได้เลย เข้าใจเหรอ ขอให้ทำตัวเป็นคนดีอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าไม่ดีแล้วมันดูไม่ได้นะ

เมืองไทยเรามันจะจมเพราะคนชั่วคนเห็นแก่ตัว นอกจากเห็นแก่ตัวแล้วก็พวกของตัว เดี๋ยวมันจะกลายเป็นภาคของตัวไปอีก อันนี้กลืนหมดทั้งชาตินะ อย่านำมาใช้เป็นอันขาด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งทำลายชาติบ้านเมืองให้ล่มจมได้ทั้งนั้น จึงขอให้สมานสามัคคีกันเข้า อวัยวะส่วนไหนที่บกพร่องให้รีบแก้ไขดัดแปลง หาหยูกหายามาใส่เพื่อเป็นความสมบูรณ์พูนผลในคนคนหนึ่ง ๆ ชาติไทยของเรา พวกไหนไม่ดีตัดออก อย่านำมาใช้ แยกพวกแยกเหล่าใช้ไม่ได้นะ แล้วจะทำลายชาติบ้านเมือง ให้ต่างคนต่างสมัครสมาน ใครไม่ดีให้รีบแก้ไขตนเองเรียกว่าเราเป็นลูกศิษย์มีครู ศาสดาองค์เอก ครอบอยู่ทั่วประเทศไทย ทำไมเวลาทำหน้าที่การงาน เอาแต่ส้วมแต่ถานไปโป๊ะหัวพระพุทธเจ้ามีอย่างเหรอ มันไม่สมควรอย่างยิ่งเราเป็นลูกชาวพุทธ ขอให้ต่างคนต่างตั้งอกตั้งใจ

ตั้งแต่วงราชการงานเมืองเข้ามาหาประชาชน ให้หันหน้าหัวใจเข้าสู่กันด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีดูแลความสุขทุกข์ซึ่งกันและกันเป็นลำดับลำดาไป ชาติไทยของเราก็เจริญรุ่งเรือง ดังเวลานี้ทองคำของเราก็ได้ถึง ๕ ตันกว่าแล้ว นี่เพราะความรักชาติ ความพร้อมเพรียงสามัคคี ความเสียสละของพี่น้องชาวไทยเราทั้งชาตินั้นแหละ แล้วขอให้หนุนขึ้นเป็นลำดับลำดา แล้วจะเจริญรุ่งเรือง

วันนี้พูดเป็นคติเครื่องเตือนใจให้พี่น้องทั้งหลายทราบทั่วหน้ากัน ตั้งแต่วงรัฐบาลลงมาจนกระทั่งถึงประชาชนทั่ว ๆ ไป ให้ได้ฟังแล้วไปพินิจพิจารณาตามหลักธรรมที่สอน นี้คือธรรมนะที่เอามาสอนนี้ หลวงตาบัวจะมีอำนาจวาสนามาจากไหน ก็เอาธรรมพระพุทธเจ้ามาสอนพี่น้องทั้งหลาย เพราะฉะนั้นภาษาทุกอย่างที่เราแสดงไปนี้ ไม่ว่าดุ ว่าด่า ว่าเด็ดว่าอะไรก็ตาม เป็นภาษาธรรมเท่านั้นที่ทำคนให้ดี เหมือนเขาถากไม้ ไม้ที่มันตรงแล้วเขาก็ถากเรียบ ๆ ที่ไหนมันคดงอมากเขาก็ถากหนักมือ ๆ อันนี้เขาถากเพื่อจะเอาไม้ต้นนั้นเป็นต้นเสา อย่างนี้เป็นต้นนะ เพื่อถากให้เป็นต้นเสา ถากหนักถากเบาถากเพื่อเอาต้นเสามาเป็นประโยชน์ อันนี้ธรรมพระพุทธเจ้าสอนหนักสอนเบาสอนมากสอนน้อย ที่กิเลสมันว่าสกปรกโสมม มันล้วนแล้วตั้งแต่ธรรมเป็นธรรมที่สะอาดชะล้างมา หนักบ้างเบาบ้างตามเรื่องของกิเลสมันมีคลื่นต่าง ๆ กัน เหมือนต้นเสาที่มันคดมันงอก็มีตรงก็มีอย่างนั้นแหละ ภาษาของธรรม

หลวงตาจึงเทศน์อย่างนี้ตลอดไป เทศน์อย่างอื่นไม่ได้ไม่ใช่ภาษาของธรรม ภาษาของกิเลสปลิ้นปล้อนหลอกลวงหาความจริงไม่ได้ เชื่อถือกันไม่ได้ แต่ภาษาของธรรมว่ายังไงเป็นอย่างนั้นเลย ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก จึงเรียกภาษาของธรรม กรุณาทราบตามนี้ ใครอยากฟังธรรมอยากปฏิบัติตามธรรมให้ยอมรับความจริงของตน ผิดให้ยอมรับว่าเจ้าของผิดให้รีบแก้ไขตัวเอง ใครเป็นคนผิดให้แก้ไขความผิดของตัวเอง นี้เรียกภาษาธรรมสอนให้แก้ความผิด เข้าใจเหรอ เอาละพอเท่านี้

โยม : ดิฉันไปผ่าตามาเจ้าค่ะ ไปผ่าตาที่ศูนย์อุดร พอไปเห็นที่หลวงพ่อทำเอาไว้ก็รู้สึกปีติ แต่ทีนี้สำหรับตัวเองนี้ก็เห็นแต่ทุกข์นะเจ้าคะ เห็นทุกข์ของทุก ๆ คนที่ไป ที่ดวงตาของหลวงพ่อนะเจ้าค่ะ ก็นึกถึงหลวงพ่อว่า ความเมตตาของหลวงพ่อนี่ไม่มีที่สิ้นสุดและทั่วโลกไปหมดนะเจ้าคะ

หลวงตา : ถูกต้องแล้ว ก็อย่างนั้นแหละ นี่ละเข้าไปโรงพยาบาลเมื่ออาทิตย์หนึ่ง พอเข้าไปนั้นก็เอาอีก เข้าไปทีไรต้องทุกที แบกมาจนหลังโก่งหรือหลังแอ่นก็ไม่ทราบแหละ มันหนัก พอไปวันนั้นก็เอาแล้ว ไม่ว่าที่ไหนโรงพยาบาลนะเหมือน ๆ กัน โรงพยาบาลใหญ่เท่าไรยิ่งรุมใหญ่เลย ห้องนั้นมาห้องนี้มา เราก็ไปห้องตาเราก่อน เขาทราบไหมว่าเราเป็นลูกศิษย์ของหลวงตาบัว เขาทราบหรือเปล่าล่ะ

โยม : ทราบเจ้าค่ะ

หลวงตา : ทราบเหรอ ถ้าเขาไม่ทราบอีกเราก็ขึ้นหนักขึ้นอีกซิ บอกว่าข้าเป็นลูกศิษย์ของหลวงตาบัว ยังไม่ยอมเชื่อเหรอ ข้าเป็นอาจารย์ของหลวงตาบัว ให้ตามันลุกวาวเลย คราวนี้นั่นละทีนี้ตื่นเข้าใจไหม ก็บอกว่าลูกศิษย์หลวงตาบัวมันยังไม่ยอมฟัง ก็ยังไม่เชื่อเหรอถ้าไม่เชื่อจริง ๆ ข้านี้เป็นอาจารย์ของหลวงตาบัว มันจะลุกวาวเลยตา เข้าใจไหม หาที่มันตื่นละซิ นี่ ๖-๗ วันนี้ไป พอไปก็รุมมาเลย เราไปดูเครื่องมือตา คือเขาสั่งมานี้มันล้านกว่า เราเข้าไปดู พอไปดูแล้วก็รุมมา ก็เอาอีกแล้วที่นี่ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เอกซเรย์อันหนึ่งอยู่ทางโน้น ทางหนึ่งอยู่ทางนี้มีความจำเป็นเท่ากัน

ทีนี้เวลาจำเป็นจริง ๆ ก็จะโยกย้ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์นั้นมาสู่ทางนี้ เสียค่าขนย้ายตั้งเป็นแสน ๆ เขาว่าอย่างนั้น เราก็พิจารณาตามเหตุตามผล แล้วทางนี้มีอะไรเราถาม ทางโน้นมีอะไรเขาก็ชี้แจงให้ทราบ น้ำหนักเท่ากัน เอ้า ถ้าอย่างนั้นเอานี้เสีย เลยไม่ต้องโยกย้ายเราสั่งให้ใหม่เลย เท่าไรล่ะเอกซเรย์เครื่องนี้ ว่าสามล้านกว่า เอาเลย เลยสั่งเลย นี่กำลังสั่งเวลานี้ กับอีกอันหนึ่งอยู่ข้าง ๆ กันนั้น อันนั้นจะกี่แสนไม่ทราบเอามันทั้งหมดเลย

เรียกว่าเอาแบบที่เขาพูดนิทาน เอานิทานมาประกอบนะ คือ เจ๊กได้เมียไทย ครั้นถึงเวลาแล้วเมียไทยเขาทำบุญให้ทาน เจ๊กก็ไม่รู้ภาษีภาษา ไป ไปนิมนต์พระมาฉันจังหันที่บ้านนี้หน่อยวันพรุ่งนี้ อยากทำบุญว่างั้น บอกผัวว่า เวลาไปก็อย่าแต่งตัวรุ่ม ๆ ร่าม ๆ คือเจ๊กมันใส่กางเกงขาก๊วยหรืออะไร อย่าไปรุ่ม ๆ ร่าม ๆ นักนะ เวลาไปก็รัดทางโน้นทางนี้ให้ดี แล้วไปนิมนต์ท่านมา เขาก็ฟังเฉยละเจ๊กเข้าใจไหม

ถ้าหากว่าอะไรที่เขาไม่รู้เรื่องเขาจะตรงไปตรงมา เหมือนเซ่อที่สุดนะ แต่อันไหนที่รู้แล้วไม่มีใครเก่งยิ่งกว่าเจ๊กเรื่องความฉลาด เข้าใจไหม ทีนี้พอไปก็ปุ๊บปั๊บกราบปลก ๆ มาอะไรล่ะเฒ่าแก่ ไม่พูดอะไรเฉยนะ ก็ล้วงเอาเทียน เอาเทียนว่างั้น คือเอาเทียนให้พระ แล้วอะไรล่ะ เฉยปุ๊บปั๊บมากราบปลก ๆ กลับ พอลงไปบันไดแล้วก็หันหน้ามา วันพรุ่งนี้ไปฉันข้าวบ้านอั๊วนะ เขาก็ลงมา พอไปถึงบ้านเมียถาม นี่ไปนิมนต์พระแล้วเหรอ ไปนิมนต์แล้วว่างั้น เอากี่องค์ล่ะ เอาแม่มันหมดวัดเลย นี่เอาจุดนี้เข้าใจไหม เอาแม่มันหมดวัดเลย หมดท่าเลย ที่นี่เข้ากันได้ไหมกับนิทานตะกี้นี้ พูดเรื่องอะไร เอาแม่มันหมดวัด

โยม : เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สามล้านครับ

หลวงตา : อันนี้ก็เลยเอาแม่มันหมด นี่ละที่เขาว่าหลวงตาพูดชอบตลก มันก็มีแง่ให้ตลกมันจะไม่ตลกยังไง มันไปเกี่ยวโยงกันอยู่นี่ ก็ลากมาทั้งหมดเลย ทั้งโคตรทั้งแซ่เอามาหมดเลย

โยม : กราบเรียนต่อนะเจ้าค่ะ ดิฉันไปที่โรงพยาบาล ก็เห็นแต่คนทุกข์นะเจ้าคะ

หลวงตา : โอ๊ย.เห็นคนทุกข์เราเห็นมานานแล้ว อยากปลงธรรมสังเวช ก้าวเข้าสู่โรงพยาบาล ยั้วเยี้ย ๆ ๆ ทุกอย่าง ป่าช้าผีดิบ ผีตายอยู่นั้นหมด เตียงแต่ละเตียง เตียงคนเป็นคนตายมันอยู่ด้วยกัน คนนี้รักษาหายแล้วไปบ้าน คนนี้รักษาไม่หายตายอยู่บนเตียง ๆ จึงเรียกว่าป่าช้าอยู่ในที่นั่น เอ้า ทีนี้ให้มีญาณละซิ ไปนอนดูซิโรงพยาบาลนั้น กลางคืนมาจับแข้งจับขาดึงนั้นดึงนี้ พวกนั้นตายอยู่ในนั้น พวกไปก็มี พวกไม่ไปป้วนเปี้ยนอยู่นั้นก็มี มันน้อยเมื่อไร ถ้าหากพูดธรรมะกับพวกนี้เขาจะหาว่าบ้าอีก นี่ซีมันลำบาก เข้าใจเหรอ จิตวิญญาณตัวที่สัมภเวสี ยุ่งอยู่เรื่องการเกิดการตายของตัวเอง หาภพหาชาติ เวลามีคนเจ็บไข้ได้ป่วยไปนั้นก็มากวน กวนขอความช่วยเหลือไม่ใช่กวนอะไรนะ เขาไม่ตั้งมากวนมายุมาแหย่ทำลายเราอะไรแหละ เขามาขอความช่วยเหลือ แต่คนนี้ก็เป็นบ้าไป โอ๊ย.เมื่อคืนนี้ผีหลอก ไม่รู้ว่าเขามาขอความช่วยเหลือ ไอ้พวกบ้ามันเป็นชั้น ๆ อย่างนี้นะ เอาละอย่าให้พูดมาก พูดไปเท่าไรมันยิ่งกระจายเข้าใจไหม เท่านั้นแหละ

โยม : พอไปผ่าเสร็จแล้ว เขาก็นำมาไว้ที่เตียง ก็ภาวนาถึงหลวงพ่อ พอเขาฉีดยาชาเสร็จแล้วยาชาก็เสื่อมคลายไป ก็เกิดปวดตา ดิฉันก็นึกว่าเรามานี่ เราทุกข์อะไร ก็นึกว่าทุกข์ที่ตา เอ้า ทุกข์ที่ตาก็ช่างเถอะ พอทุกข์ที่ตาเจ็บแล้วมันก็มาจับไข้อีกเจ้าค่ะ ปวดตา ปวดศีรษะแล้วก็มาจับไข้ จับไข้ก็ภาวนาไปเรื่อย ๆ จะเป็นยังไงก็เป็นไป เพราะเรามาที่โรงพยาบาลนี้แล้ว มันจะเป็นยังไงก็เป็นไป ไม่ได้นึกอะไร ก็ภาวนาไปเรื่อย ๆ ภาวนาถี่ ๆ เข้า การภาวนาหายไปนะเจ้าคะ พอหายไปก็ไม่ได้อาลัย มันเหมือนกับสะดุดเจ้าค่ะ แล้วก็หมุน พอหมุนแล้วก็ดับเงียบไปเฉย ๆ ก็ไปเห็นแสงสว่างขึ้นมา รู้สึกตัว เอ๊.นี่เราอยู่ที่ไหน เราเป็นอะไรเราอยู่ที่ไหน พอดูไปอีกทีก็เป็นแสงมาอีกแสงหนึ่ง เป็นแสงที่แพรวพราวสวยมาก ก็มองอยู่อย่างนั้น แล้วเรามาอยู่ที่ไหนเราเป็นอะไร ไม่ได้เป็นอะไรเลยนะเจ้าค่ะ เพราะดูแล้วโล่งหมดเลยเจ้าค่ะ ที่อยู่ไม่ใช่อยู่ที่โรงพยาบาลน่ะเจ้าค่ะ โล่งไปหมดเลยแสงนี้วาวสวยมากเจ้าค่ะ แพรวพราวเชียวเจ้าค่ะ

สักประเดี๋ยวหนึ่งก็ลุกขึ้นมาอีก ก็เห็นคนเดินมา ๒ คน เขาจะมาเคาะประตูห้องดิฉันอยู่นะเจ้าคะ ก็จริง ๆ เดี๋ยวก็มาเคาะจริง ๆ เป็นหมอ เขามาถามว่าหนาวไหม ก็ไม่ได้ตอบว่าอะไร เพราะจิตอันนี้ยังดูที่แสงสว่างอันนั้นอยู่ ก็เฉย ๆ เขาก็ถาม เดี๋ยวจะเอายามาให้ แต่เขาก็ยังไม่ได้จับตัว แต่จิตนี้ยังเห็นแสงสว่างอันนี้อยู่ เขาก็มาจับตัวว่าเดี๋ยวทานยาหน่อย จะได้หายปวดหายไข้ เขาว่าอย่างนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาก็ประคองตัวขึ้นมา พอทานยาไป ก็นึกในใจว่าเราไม่ควรจะทานยา เพื่อเราจะได้เห็นในสิ่งอันนี้เจ้าค่ะ

หลวงตา : เราทานหรือไม่ทานเมื่อเขาให้แล้ว

โยม : ทานเจ้าค่ะ เขาบอกว่าจะได้หายปวดหายไข้ ก็เลยทานไป เขาไม่ให้กระดิก ๘ ชั่วโมง ไม่กระดิกก็รู้สึกมันเมื่อยไปหมดทั้งตัว มันก็เงียบไปเฉย ๆ ก็เห็นแสงสว่างอันนี้ที่จะได้กราบเรียนหลวงพ่อ

หลวงตา : เอาละ มีเท่านั้นเหรอ เอาสรุป นิสัยของคุณ มักจะได้พูดตรง ๆ เลย ได้ของดิบของดีเวลาจนตรอกจนมุม ถ้าธรรมดาไม่ค่อยได้ ถ้าเวลาจะตายจริง ๆ แล้ว นั่นละได้ตอนนั้น มันมีนิสัยต่างกันคนเรา นี่มาพูดให้ฟังทีไรแบบสลบไสลไปแล้วค่อยได้ของแปลกประหลาดขึ้นมา ๆ เรื่อย ๆ อย่างนี้

ท่านวันชัยก็คล้ายกัน ลูกกับแม่คล้ายกัน ท่านวันชัยก็เล่าให้ฟังถึงเรื่องจะได้ของแปลกประหลาด ตอนถ่ายท้องอะไร ๆ คล้ายกันอย่างนี้ละ ทีนี่เมื่อมันเป็นอย่างนั้นแล้วมันมักจะไปแถวนั้น ใครจะทุกข์ลำบากขนาดไหนเมื่อของดีวิเศษอยู่ฟากทุกข์นั้น มันก็ต้องไปของมันจนได้ มันดิ้นไปได้ บางคนก็ไปเรียบ ๆ บางคนต้องเกิดอุปสรรคเสียก่อนแล้วได้เหตุผลกลไก ได้ธรรมะอันสำคัญอย่างนี้ขึ้นมาจากอุปสรรค ต่างกันอย่างนี้นะ เอาละนะ

อ่านธรรมะหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่ www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก