ธรรมขั้นอยู่กับใครไม่ได้
วันที่ 10 พฤษภาคม 2547 เวลา 8:10 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

ธรรมขั้นอยู่กับใครไม่ได้

 

         ปี ๒๔๙๓ เราจำพรรษาที่หนองผือ ๙๔-๙๗ จำที่ห้วยทราย ๔ ปี หลวงพ่อชาลี ที่เราไปเผาศพเมื่อวานนี้ ไปอยู่กับเราคงระยะห้วยทราย จน ๙๘ ปลายปีเดือนพฤศจิกา เรากลับมาจากจันท์ก็มาอยู่ที่นี่ ตั้งแต่ ๙๘ มาจนกระทั่งป่านนี้ ๔๘ ปีที่สร้างวัดนี้ ไปเมื่อวานไปวัดมัชฌิมวงศ์ ที่วัดเผาศพเราจำไม่ได้เลย เปลี่ยนหมด แต่ก่อนเป็นดงทั้งหมดรอบวัด เป็นดงทั้งหมดเลย ดงสัตว์ ดงเสือ ดงเนื้อ เต็มไปหมด จนกระทั่งถึงบ้านไชยวาน วังสามหมอ มันต่อกันไปนี้เป็นดงใหญ่ ตอนที่เรามาพักอยู่วัดมัชฌิมวงศ์นั้นเป็นดงทั้งหมด เราไปพักอยู่ทางด้านตะวันออก ไม่ได้อยู่ในเขตวัด ไปอยู่ในป่าอีก ทั้งๆ ที่วัดนี้ก็เป็นป่า มีพระอยู่ในวัด นอกเขตวัดไปนี้ไม่มีพระ เราไปอยู่ในป่าเหมือนกัน

ไปคราวนี้ไม่รู้เลย มันเป็นบ้านเป็นเรือนเป็นไร่เป็นนาไปหมดเลย เขาว่าวัดมัชฌิมวงศ์ เหอ วัดมัชฌิมวงศ์เหรอ วัดมัชฌิมวงศ์ในแถวนี้มีกี่วัด ว่ามีวัดเดียวเท่านั้น เอ้อ ถ้าอย่างนั้นยอมรับ เราเคยมาอยู่ที่นี่ เราว่างั้น คือมันเปลี่ยนขนาดนั้นละ ต้นไม้นี่ โหย สูงจรดเมฆ ไม้ยางทั้งนั้น แต่ก่อนก็มีแต่ไม่ใหญ่อย่างนี้ มันเป็นดงจริงๆ ศาลามีก็ไม่ได้หลังใหญ่โตอะไรเลย มีศาลาหลังเดียวเล็กๆ กุฏิกระต๊อบๆ อยู่ในป่า ถึงอย่างนั้นเรายังไม่อยู่ ออกไปอยู่โน้นอีก นอกเขตนั้น อยู่ในป่าไปอีก เขาบอกว่าทางป่าช้า เราอยู่ทางป่าช้านั่นละ ไปพักภาวนาอยู่ที่นั่น

ตอนนี้ละตอนมาจากโคราช พรรษา ๘ มาจากโคราช มาว่าจะตามพ่อแม่ครูจารย์ให้ทันมันไม่ทัน ท่านไปได้สองสามวันแล้ว เราก็เลยออกไปเที่ยวทางอำเภอกุมภวา ทางโน้นเป็นดงเป็นป่าทั้งนั้นนะ ไปที่ไหนสะดวกสบาย บ้านเป็นบ้านเฉพาะๆ  ดงรอบหมดเลย ไปคราวนี้มันเป็นไร่เป็นนา เป็นทุ่งเป็นบ้านไปหมดเลยเทียว จำไม่ได้เลย ว่าวัดนี้เป็นวัดมัชฌิมวงศ์ เราไม่เชื่อ ก็เหมือนที่เราไม่เชื่อว่าเป็นวัดอรัญญิกาวาส ที่อำเภอท่าบ่อ นั่นก็เป็นดงจริงๆ ที่ตลาดใหม่นี้เขาพึ่งมี ไม่รู้ ๘ ปีเรากลับมาเป็นบ้านเป็นเรือนหมด พรรษา ๘ ออกจากนี้ไปหนองคายที่อำเภอท่าบ่อ ไปพักวัดอรัญญิกาวาส อยู่ในป่า จากนั้นเราก็ไปหาพ่อแม่ครูจารย์ตั้งแต่พรรษา ๘ พรรษา ๑๖ เราย้อนกลับมา เข้าไปในภูเขาไปอยู่ทางถ้ำผาดัก นั่นก็ป่าเสือที่นั่นก็ดี

ท่านเจ้าคุณ(ธรรมเจดีย์) ท่านไปด้วยวันนั้น เราขอไปด้วย โอ๊ย แล้วกัน ก็เราจะไปหาทำความเพียร ท่านก็เป็นอุปัชฌาย์เราด้วย ก็ต้องได้เป็นกังวล ก็เป็นจริงๆ ทีแรกเราพักอยู่ในบริเวณศาลาเล็กๆ ท่านไปเยี่ยมอาจารย์หล้า อยู่นั้นเราไม่สบายเพราะจิตมันหมุนเป็นธรรมจักร จะอยู่กับใครได้ ก็เลยออกจากนั้นมา อยู่นั้นก็ห่างอยู่นะ ท่านก็ยังวิตกกับเราอยู่ อยู่ห่างๆ นั้นก็ดี เป็นอย่างนั้นนะ ว่าเข้าไปอยู่ป่าเสือ จากนั้นมาเราก็ไปเที่ยวดูที่นั่นที่นี่ ไปเห็นที่นู่นเหมาะ ป่าลึกๆ โน่น ให้ญาติโยมเขาไปทำแคร่ให้เรียบร้อย เราไปทำภาวนาของเราที่นั่น จะมาฉันร่วมก็ตอนเช้า จากนั้นแล้วเราก็จะไปโน้น เราคิดว่างั้น เพราะจิตมันหมุนเป็นธรรมจักรตลอดเวลา พรรษา ๑๖ เดือน ๔ ระหว่างนี้มั้ง เดือน ๔ ละมีนา เดือนเมษาอยู่ทางโน้น อยู่ในป่า

อยู่กับท่านมันไม่สะดวก ท่านก็คุยธรรมะแหละ แต่เป็นธรรมะธรรมดาพื้นๆ นั่นซี ไม่ใช่ธรรมะที่เราหมุนติ้วๆ นั่น มันก็เข้ากันไม่ได้ อยู่ที่นี่ก็ไม่สบาย ตอนค่ำคืนก็ต้องมาหาท่าน แน่ะ เราไปอยู่นู้นกลางคืนเราไม่มา เราจะมาแต่ตอนเช้า เราไปอยู่นู้นว่างั้น เราก็ให้เขาทำแคร่ให้เล็กๆ อยู่ลึกๆ ไกลจากท่านไป เรียกว่าเหมาะว่างั้นเถอะ เราจะมาฉันจังหันร่วม จากนั้นแล้วไม่มา ถึงเวลาฉันจังหันเราถึงจะมา เราคิดอย่างนั้น เพราะงานของเราไม่ว่าง ให้เขาทำแคร่ให้เสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็มา แล้วท่านไปที่นั่นนะ แน่ะ เวลาเรามาที่พักของเราแล้ว ท่านก็พาโยมไป ไหนมหาบัวไปทำแคร่ที่ไหน ว่างั้น ให้โยมเขาพาไปดู

ตอนค่ำเราอยู่แคร่เรายังไม่ไป ทำเสร็จวันนั้นแหละแต่ยังไม่ไป ตอนค่ำลาท่านแล้ววันหลังจึงจะไป ว่างั้นนะ พอเรากลับมาท่านก็ไปดู เรามาหาท่านตอนค่ำ ทีนี้ท่านเปิดเผยแล้วนะ ตั้งแต่อยู่ที่นี่เราก็วิตกกับเธอ ไปอยู่ป่าลึก ก็ไม่เห็นลึก เพราะตอนเช้าตอนเย็นเราก็มาเกี่ยวข้องกับท่านอยู่ที่นี่นะ มันไม่สะดวกในงานของเรา เพราะฉะนั้นจึงหลีกไปโน้น จะมาเฉพาะตอนเช้าเท่านั้น เราคิดว่างั้น เวลาทำเสร็จแล้วท่านก็ไปดูแล้วกลับมา ตอนค่ำเราก็ไปหาท่าน คิดว่าจะลาท่านไปวันพรุ่งนี้ ว่างั้นนะ ท่านว่า เราก็ไปดูที่เธออยู่นะบัว ที่เดิมนี้มันก็เปลี่ยวพอแล้วบัว ยิ่งไปอยู่ที่นั่น โอ๊ย เราวิตกนะบัว น่ากลัวนะบัว อย่าไปเถอะ ว่าอีกแหละ

อู๊ย เรายังไงกัน ท่านก็อยู่ตามสภาพของท่าน กับสภาพของเรามันต่างกัน โอ๊ย อย่าไปเถอะบัวเราเป็นห่วงเธอ นั่นป่าจริงๆ นะนั่น พวกสัตว์พวกเสือ ท่านเปิดออกแล้วนะ น่าเป็นห่วงนะบัว อย่าไปเถอะ ก็เราจะฝืนท่านยังไงได้ใช่ไหมล่ะ ตกลงเลยไม่ได้ไป ไปทำร้านไว้เฉยๆ อันนี้จิตมันหมุนอยู่ตลอด มันอยู่ไม่ได้ หลายครั้งนะลาท่านไปที่นั่นที่นี่ ท่านก็มีอุบายพูดอย่างนั้นตลอด พอครั้งที่สามเราจะขอไปอยู่ในเขาลูกนี้ ชี้ไป เห็นอยู่ภูเขา เขาว่ามีสถานที่ดีอยู่ พอลาครั้งที่สามท่านเปิดเลยนะ เอ๊อ บัวเอ๊ย เรามาอยู่กับเธอนี้เธอเป็นกังวลกับเรา เธอไม่สะดวก เราไปแล้วเธอจะสะดวกสบายแหละ ว่างั้น เราไม่รู้จะว่ายังไงก็เรามันอยู่ไม่ได้ มันหมุนตลอด จากนั้นเราก็หาอุบายลาหนีออกไปเลย ท่านก็เลยว่า เอ๊อ มหาบัวอยู่กับเรานี้ไม่สะดวกสบาย เป็นยังไงน้า ท่านพูดกับโยมท่านอาจารย์หล้านะ มหาบัวมาอยู่กับเรารู้สึกดิ้นทางนู้นดิ้นทางนี้เรื่อย ท่านไม่รู้เรื่องของเรานะ อยู่กับเราไม่ค่อยสนิท มักจะไปที่นั่น มักจะไปที่นี่ เป็นยังไงน้ามหาบัว ว่างั้น

ท่านรู้สึกจะมีอะไรกับเรา แต่เรามันหนักในทางนี้ ไม่เป็นกังวล เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องโลกๆ เรื่องของเราเป็นเรื่องธรรมล้วนๆ  หนีจากท่านเสียจนได้ พอเราหนีมาแล้วไม่กี่วันท่านก็หนีมา มาก็มาพูดอยู่ทางวัดโพธิฯ พูดให้พระกรรมฐานฟัง ท่านไม่รู้เรื่องของเรา ทีแรกท่านคิดจะยกโทษเรานะ มหาบัวอยู่กับเราไม่เป็นสุข เป็นยังไงไม่รู้นะ เดี๋ยวลาไปนั้น เดี๋ยวลาไปนี้ ลาอยู่งั้น ไม่เป็นสุขมหาบัว เป็นยังไงน้า พอดีไปคุยกับพระที่เคยคุยธรรมะกับเรา เป็นพระกรรมฐานที่เคยคุยธรรมะกับเรา ท่านเล่าเรื่องเป็นลักษณะที่ว่าไม่พอใจในเรา ว่าเราอยู่กับท่าน เราไม่พอใจ คงเป็นอย่างนั้น

มหาบัวเป็นยังไงไม่ทราบน้า มาอยู่กับเราแล้วไม่อยู่เป็นสุข เดี๋ยวลาไปนู้น เดี๋ยวลาไปนี้ จนกระทั่งเราให้ไปก็ไปเลย เป็นยังไงน้ามหาบัว พระองค์นั้นก็เราเคยเล่าให้ฟังแล้วนี่ ท่านเลยเล่าให้ฟังที่นี่นะ โอ๋ย เวลานี้ท่านกำลังพิจารณาอย่างนั้นๆ ท่าน(เจ้าคุณธรรมเจดีย์) จ่อฟังนะ ธรรมะของท่านกำลังเร่ง ท่านอยู่กับใครไม่ได้ ท่านหลีกหนีมาๆ มีแต่หลีกอันเดียว ความเพียรของท่านเต็มเม็ดเต็มหน่วย นี่ท่านมากับพระเดชพระคุณ ท่านอาจจะเป็นห่วงความเพียรของท่าน ท่านถึงไปที่นั่นที่นี่ เหอๆ เรื่อยเข้าไปนะ จ้อเข้าไป พระองค์นั้นก็เลยเล่าเรื่องธรรมะของเรา ธรรมะประเภทนี้ท่านเคยเล่าให้ฟังแล้ว ท่านไม่มีวันมีคืน ท่านอยู่กับใครไม่ได้ ท่านต้องหลีกไปอยู่องค์เดียวๆ ของท่านอย่างนั้น เหอๆ จ้อเข้าเรื่อยนะที่นี่ เป็นอย่างนั้นแหละ อ๋อ เพราะฉะนั้นเธอถึงอยู่กับเราไม่ติด ว่างั้นนะที่นี่

ไปอยู่กับเรา เธอไปทำที่อยู่ลึกๆ เราก็เป็นห่วงอยู่แล้ว มิหนำซ้ำยังโดดไปโน้นอีก ไปภูเขาลูกโน้นลูกนี้อีก อ๋อ อย่างนั้นเอง ที่นี่ลงใจนะ อ๋อๆ เป็นอย่างนั้นเอง พระองค์นี้เราเคยเล่าให้ฟัง ว่าท่านอยู่กับใครไม่ได้ ท่านหลีกหนีจากหมู่จากเพื่อนตลอดเวลา มานี้มากับพระเดชพระคุณท่านก็มา มาด้วยความจำเป็นท่านก็มา พระเลยเล่าให้ฟัง แต่ท่านก็อดคิดเรื่องงานของท่านไม่ได้ ต้องหลีกต้องเร้น เอ๊อ อย่างนั้นเหรอ เราไม่รู้ อ๋อ เป็นอย่างนั้นเอง ทีนี้พอเรากลับมาคราวหลังนี่ขอโทษเรานะ เอ๊อ บัวเราได้คิดผิดกับเธอมามาก ตอนเธอไปอยู่กับเรา ว่าเธอรังเกียจเราอะไรต่ออะไร  เราอดคิดไม่ได้นะ ทีนี้พระมาเล่าให้ฟังแล้วเราพอใจๆ เราขอโทษนะบัว ขอโทษเธอนะ โอ๊ย จะเป็นไร เราก็ว่างั้นแหละ

ทีนี้ท่านเห็นโทษของท่านนะ ที่ว่าเราอยู่ไม่ได้อย่างนี้เพราะความเพียรเป็นอย่างนั้นๆ พระเล่าให้ฟัง เอ๊อๆ อย่างนั้นเหรอ แล้วจ้อฟัง พอเรามาเลยขอโทษเรา เราไม่ลืมนะ ขอโทษเธอนะบัว ข้าเข้าใจผิด นึกว่าเธอรังเกียจข้า ท่านเปิดออกมาเลย พอมาจากนั้นก็ขึ้นเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เดือน ๖ ละขึ้น เดือนพฤษภา ขึ้น จากนั้นไป ท่านก็ไล่ไปสกลนคร เราก็จะไปสกลฯอยู่แล้ว เราจะไปตามสบายของเรา ท่านผูกพันมากนะ ท่านให้ไปบวชหมอเจริญ วัฒนสุชาติ ตอนนั้นเขาเรียนแพทย์ ให้ไปสวดกรรมวาจาให้เขา ท่านจะไปบวช แล้วให้เราไปสวดกรรมวาจา ให้รอท่านอยู่วัดสุทธาวาส ว่างั้น พอบวชแล้วเราก็เปิดขึ้นเขาไม่ฟังเสียงใครละ ท่านก็อยู่สกลนคร วัดสุทธาวาส ถึงเวลาท่านกลับมา เราเปิดหนีเลยไปวัดดอยธรรมเจดีย์ นั่นเป็นครั้งสุดท้าย เวลาไปก็เดือน ๓ อยู่ที่นั่นแล้วไปโน้น เดือน ๖ กลับมา

(ตอนที่เป็นโรคขัดหัวอกก็ตอนนี้ใช่ไหมคะ) โน่นอยู่ในเขา ทางที่ว่าไปถ้ำผาดัก ลงจากนั้นแล้วก็มาอยู่ตีนเขา ลาท่านเจ้าคุณมา ท่านเอาไว้ไม่อยู่ว่างั้นเถอะน่ะ จะอยู่ได้ไงมันหมุนติ้วๆ  ก็มาขัดหัวอกที่นั่น หายจากนั้นแล้วถึงได้มาสกลนคร แล้วขึ้นวัดดอยธรรมเจดีย์ (ท่านอาจารย์หล้าที่พ่อแม่ครูจารย์พูดถึง เป็นลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์หรือว่า..) องค์นั้นแหละ ท่านอยู่นั้น ท่านอาจารย์หล้าท่านอยู่องค์เดียวท่านลึกๆ ไปอาศัยพวกทำไร่ทำสวนอยู่ลึกๆ ท่านเจ้าคุณก็อยากไปเยี่ยมท่าน ชวนเราไปด้วย เราจะไปลำพังเราต่างหากนี่นะ ตกลงเราก็ต้องไป ก็ท่านเป็นอุปัชฌาย์เราจะว่าไง ไปแล้วมันก็ไม่สบายอย่างว่า เพราะจิตมันหมุนตลอดเวลา อยู่กับใครไม่ได้ ฟังซิ

นี่ละถึงขั้นมันจะไป ฟังเอาซิจิต ถึงขั้นมันจะผึงจะไปแล้ว อยู่กับใครไม่ได้ แม้แต่อยู่กับพระด้วยกัน อย่างท่านเจ้าคุณกับเพื่อนฝูงด้วยกันยังอยู่ไม่ได้ เสียเวลา เหมือนน้ำไหลบ่า เดี๋ยวคิดกับองค์นั้น พูดกับองค์นี้ ไม่ได้ มันจ่อเหมือนนักมวยเข้าวงใน หมุนติ้วๆ อยู่งั้นตลอดเวลาเว้นแต่หลับ พอตื่นก็ปุ๊บแล้ว เอากันแล้วตลอด ไม่ได้คิดถึงดินฟ้าอากาศที่ไหนๆ มีแต่หมุนอยู่ภายในตลอด การขบการฉันไม่สนใจ ไปลำพังเจ้าของ อยากฉันเมื่อไรก็ฉัน ไม่อยากฉันหมุนติ้วตลอดเลย นี่เป็นความเพียรในระยะนั้น เรียกว่าเป็นความเพียรอัตโนมัติ สติปัญญาอัตโนมัติหมุนตลอด ถึงขั้นมันจะไป พูดเปิดเสียทีเดียวเพราะมันจวนจะตายแล้ว นี่ละธรรมเมื่อมีกำลังแล้วเป็นอย่างนั้น ถึงขั้นนี่แล้วไม่อยู่ จิตหมุนติ้วๆ อยู่กับใครไม่ได้เลย

         เพราะฉะนั้นเราถึงหลบถึงหลีกหนี อยู่องค์เดียวพอเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่นแล้วก็หลีกหนี หลบหนีเรื่อย ไม่ให้ใครทราบนะ ไปไม่บอกใครเลย จะออกไปทางไหนไม่บอก ไปอยู่นี้ประมาณสองอาทิตย์บ้างอะไรบ้าง เดี๋ยวพระเณรก็ตาม หลบหนีอีกแล้ว ไปอีกแล้วอยู่อย่างนั้น ก็ไปจนตรอก ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์ไปด้วย เราก็ทนไม่ได้ เราก็ลาหลีกไปนั้นหลีกไปนี้ท่านก็จับละซิ จับดูเรื่องความดิ้นของเรา เดี๋ยวลาไปนั้นเดี๋ยวลาไปนี้ๆ เอ๊ มหาบัวเป็นยังไงอยู่กับเราอยู่ไม่ติด เหมือนจะรังเกียจเราอะไร ท่านว่าไป

         จนกระทั่งพระมาท่านก็เล่าให้พระฟังซิ เล่าให้พระฟัง ทีนี้พระที่ได้ฟังก็เคยได้ฟังธรรมะกับเราแล้ว พระก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ท่านจ่อฟัง เหอๆ เข้าเรื่อย เป็นอย่างนั้นๆ เอ้อ อย่างนั้นเหรอ จ่อ โอ๊ย เราคิดกับมหาบัวคิดผิดมาพอแล้ว ว่ามหาบัวรังเกียจเรา โอ๊ย เป็นอย่างนั้นเองนะ เพราะฉะนั้นเธอถึงอยู่กับใครไม่ได้ ทีนี้ลงแล้วนะลงใจ เวลาเรามาทีหลังมาพบท่าน ท่านขอโทษเลยนะ ท่านก็พูดตรงๆ เราได้คิดผิดกับเธอมากแล้วนะบัว ว่าเธอรังเกียจเรา อยู่กับเราไม่เป็นสุข เดี๋ยวลาไปนู้นเดี๋ยวลาไปนี้ๆ ไม่รู้กี่ครั้ง จนกระทั่งท่านว่า เออ ถ้าเธอหนีไปจากข้าแล้วเธอก็จะสบายแล้วนะบัว ท่านเปิดออกมาให้เราฟัง ฟังก็ฟังแต่มันไม่ถอยอันนี้ ท่านพูดออกมาเอง

         ทีนี้ท่านก็มาพูดให้พระฟัง ท่านเล่าเข้ากันได้ บทเวลาพระเล่าเรื่องภาวนาของเรานี้ ท่านจึงจ่อหูตลอด เหอๆ อย่างนั้นหรือๆ โอ๊ย อย่างนั้นเราคิดผิดกับมหาบัวพอแล้ว เรานึกว่ามหาบัวรังเกียจเรา ท่านไม่รังเกียจ ท่านเล่าเรื่องความเพียรให้ฟัง โอ้ๆ อย่างนั้นลงใจเลยนะ พอมาเห็นเราขอโทษเลยเชียว นั่นเป็นอย่างนั้น เราได้คิดผิดกับเธอมามากแล้วนะบัว ว่าเธอรังเกียจเรา เราได้ทราบแล้วจากพระเล่าให้ฟัง โอ๊ย เราพอใจบัว เราผิดๆ ท่านบอกว่าท่านผิด นั่นแหละเรื่องราว

         นี่พูดถึงเรื่องความเพียร ก็คิดดูซิอยู่กับใครไม่ได้เลย ต้องไปองค์เดียวๆ ตลอด ตั้งแต่ปรกติเราก็ไปองค์เดียวอยู่แล้ว ยิ่งธรรมะประเภทนี้เข้าถึงใจแล้วเท่านั้นอยู่กับใครไม่ได้เลย จะไปองค์เดียวอยู่องค์เดียวเท่านั้น อยากฉันก็ฉัน ไม่อยากฉันกี่วันช่างมัน  ทางนี้ไม่ได้ละนี่ หมุนติ้วๆๆ นี่ละธรรมะฆ่ากิเลส ถึงขั้นฆ่ากิเลสอยู่ที่ไหนฆ่าทั้งนั้น กิเลสฆ่าคนทรมานคนเป็นอัตโนมัติของมัน มันเป็นกิเลส อยู่ภายในก็เป็นกิเลส ผลักดันออกมาให้คิด ให้พูดให้ทำอะไร ได้เห็นได้ดูได้ยินอะไรเป็นกิเลสทั้งนั้นๆ เป็นอัตโนมัติ กิเลสสร้างผลประโยชน์ของมัน แล้วสร้างฟืนสร้างไฟให้เรา เป็นอย่างนี้ตลอด ไม่ว่าหัวใจใดเป็นอย่างนี้ กิเลสทำงานเป็นอัตโนมัติในวัฏจักรของมัน

         ทีนี้พอธรรมอันนี้ขึ้นรับกันแล้วทีนี้ฟัดกัน เวลาธรรมเป็นอัตโนมัติแก้กิเลสฆ่ากิเลสแบบเดียวกันอีก อยู่ที่ไหนฆ่าแต่กิเลส แก้แต่กิเลสตลอดเวลา เว้นแต่หลับๆ นี่อัตโนมัติฆ่ากิเลส แต่ก่อนกิเลสฆ่าสัตว์ ฆ่าธรรมภายในใจของสัตว์ เวลาธรรมมีกำลังแล้วฆ่ากิเลสแบบเดียวกันเลย มันประจักษ์เอามากอันนี้ คืออยู่กับใครไม่ได้เลย ต้องอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวตลอดเวลาไม่มีคำว่าเผลอ เผลอไปไหนว่างั้นเลย ก็มันหมุนติ้วๆ ตลอดเวลา แม้ที่สุดฉันจังหันอยู่นี้มันก็บดก็เคี้ยวไปอย่างนั้นอาหาร มันไม่ได้อยู่กับนี้นะ มันอยู่กับนู้น หมุนอยู่ภายในลึกๆ เหมือนเรารับประทานอาหารมันจะคิดไปเรื่องโลกเรื่องสงสารมันก็คิดตามเรื่องอัตโนมัติของกิเลส ใช่ไหมล่ะ ทีนี้อัตโนมัติของธรรมฆ่ากิเลสตลอด ก็แบบนั้นแหละ

         นี่ละตอนที่ว่าอยู่กับใครไม่ได้เลย ต้องอยู่องค์เดียวเท่านั้น พอดีท่านเจ้าคุณท่านก็ไปอยู่ด้วยละซีมันถึงดีดถึงดิ้น มันอยู่ไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้จริงๆ คิดดูซิท่านพูดอะไรมันไม่เห็นเป็นข้อหนักแน่นอะไรยิ่งกว่าเราจะฆ่ากิเลสให้ผ่านพ้นไปเสีย อันนี้หนักแน่นมาก ท่านว่าอะไรเราก็เฉย จนกระทั่ง เอ้อ บัวเอ๊ย เวลาเราไปแล้วนี้เธอก็จะสบายละ เธอไม่สบายเพราะเราอยู่ที่นี่ มันก็ฟัง เฉย ก็รู้อย่างนั้น แต่มันลึกกว่าที่ท่านพูดนี่ซีเรื่องของเรา มันหมุนติ้วๆ ท่านพูดถึงขนาดนั้นนะพูดกับเรา เพราะไม่อยู่เป็นสุขแหละ เดี๋ยวลาไปนั้น เดี๋ยวลาไปนี้ มันไม่สบาย คุยกับท่านนี้ก็เหมือนกับเราจับดินสอกับกระดาษจะเขียน มันเขียนไม่ได้ แต่มือกับดินสอจับกันอยู่กับกระดาษ มันเขียนไม่ได้ เพราะต้องฟังท่านคุย จิตของเราที่จะหมุนมันหมุนไม่ได้ เข้าใจไหมล่ะ ก็ต้องรอ ทีนี้มันรำคาญซิ พอออกจากท่านไปปั๊บนี่มันก็ปั๊บๆ ๆ เขียนเลย เป็นอย่างนั้นละ นี่เวลามันหมุน

         จากนั้นแล้วมันก็เข้ามหาสติมหาปัญญา อันนี้ซึมไปเลยเชียว พูดยาก พูดไม่ได้ละ แต่เจ้าของไม่สงสัย มันเป็นเองสงสัยอะไร สติปัญญาอัตโนมัติขั้นนี้นับว่ามันเป็นอย่างนั้นแล้วหมุนแล้ว ยิ่งเข้าไปหามหาสติ มหาปัญญายิ่งละเอียดหรือว่าซึมไปเลย สติปัญญาเป็นอันเดียวกันเลย ตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัตินี้มันก็เป็นอันเดียวกันแล้ว อันนั้นยิ่งสนิทเข้าไปอีก ซึมไปเลย ฆ่ากิเลสแบบซึมไปเลยๆ นี่มันได้ผ่านเสียทุกอย่าง เพราะฉะนั้นมันถึงได้พูดได้ทุกอย่าง เพราะเรามันคนวาสนาอาภัพ มันยากมันลำบากมันถึงได้ทำทุกแง่ทุกมุมทุกอย่าง ทีนี้มันก็รู้ก็เห็น ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาได้มากมายละซิ ใครพูดที่ไหนมันก็รู้ทันทีๆ มันหนักขนาดนั้น

         เวลาถึงขั้นนั้นแล้ว ทีนี้ถ้าไม่บังคับไม่นอนนะนั่น ไม่ว่ากลางคืนกลางวัน ไม่บังคับให้นอนจริงๆ ไม่นอน คือมันเพลินกับงาน หมุนอยู่ตลอดเวลา นี่จะให้นอนธรรมดาโอ๋ยไม่ได้เลย ต้องบังคับให้นอน เวลาบังคับนั้นห้ามทำงานอย่างนั้น ให้เข้ามาอยู่กับพุทโธ เอาพุทโธเป็นคำบริกรรม ฟังซิน่ะกลับมาหาพุทโธอีกนะ เอาคำบริกรรม คือพุทโธ ให้จิตอยู่กับพุทโธไม่ให้ออกไปทำงาน บังคับให้อยู่กับพุทโธๆๆ ถี่ยิบ สติทั้งมวลรวมเข้ามาหาอยู่กับพุทโธอันเดียว จ่อนี้ แล้วจิตก็ค่อยสงบๆ แน่วเลย พอจิตสงบแน่วลงไปแล้วมันปล่อยงานละที่นี่ โอ๋ยเหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามนะ มันเบามันสบายทุกอย่าง

         ถึงอย่างนั้นยังต้องบังคับ ออกไม่ได้ ออกมันจะโดดผึงใส่งาน เพราะงานนั้นมีน้ำหนักมากกว่านี้อีก อันนี้เพียงพักจิตเฉยๆ มันไม่ได้ทำงาน พอเห็นว่าได้กำลังแล้ว จิตทีนี้มีความกระปรี้กระเปร่า มีกำลังวังชา แน่นหนามั่นคง ความผาสุกสบาย เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามอยู่ในนั้น นี่เรียกว่าสั่งสมกำลังในสมาธิ พอได้กำลังแล้ว ได้พอแล้ว พอรามือ ที่ว่าเผลอไม่ได้นะ มันไม่มีเผลอ พอรามือคืออ่อนมือพับดีดผึงเลย ปล่อยเลยที่นี่พุ่งๆๆ เลย

         นี่ละจิตที่มีกำลังจากสมาธิแล้ว สมาธิเป็นเครื่องหนุนกำลัง มันเห็นได้ชัด พอออกจากนี้แล้ว สมมุติว่าไม้ท่อนนี้ มีดเล่มเก่านี่แหละ ไม้ท่อนเก่านั่นแหละ คนๆ เก่า ฟันทีนี้ขาดสะบั้นๆ เลย เพราะกำลังก็ดี มีดก็ลับหินมาแล้ว ฟันนี้ขาดสะบั้นเลย เวลามันซัดกันอยู่นั้นเลยไม่ทราบว่าเอาทางสันทางคมลง คือมันชุลมุนมาก พอจิตพักแล้วมันออกไปนี้มันก็ซัด ที่นี่ซัดขาดๆๆ แม้เช่นนั้นมันก็ยังต้องได้บังคับทุกครั้งนะ มันจะตายจริงๆ เพราะสติปัญญาทำงาน มันเหน็ดเหนื่อยในหัวอก เหนื่อยอยู่ในหัวอก จากนั้นก็พักเข้ามาสู่สมาธิ เวลามันจะเป็นจะตายจริงๆ มันถึงเข้านะ ไม่ถึงขนาดนั้นไม่เข้า เข้าสมาธิจิตสงบแน่ว พอออกจากนี้ก็ดีดผึงๆ เลย

         นี่ละเรียกว่าความเพียรอัตโนมัติ สติปัญญาอัตโนมัติ แล้วก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญาหมุนติ้ว เรื่องโลกสงสารมันไม่ได้สนใจกับอะไร เหมือนโลกไม่มี มีแต่งานของเราโดยเฉพาะๆ มันจึงไม่สนใจกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอะไร มีแต่อันนั้นทำงาน เหมือนนักมวยเข้าวงในกัน ออกจากที่มาพัก โถ มองเห็นน้ำโดดใส่น้ำ มันหิวน้ำ มันจะตาย ดื่มน้ำนี่สำลักกั้กๆๆ มันกลืนไม่ทันมันจะตาย เวลาต่อยกันอยู่นั้นมันไม่สนใจนะ

         เดินจงกรมก็เหมือนกัน ถ้าลงได้ลงทางจงกรมเท่านั้นแหละ ก็ทำอยู่นั้นอยู่ทุกวี่ทุกวัน เท้ามันก็แตกละซิ  อย่างพระโสณะก็แบบเดียวกันนี้ มันถึงหยั่งทราบกันทันที อ๋อ ท่านว่าฝ่าเท้าแตกเพราะเหตุนี้เอง อย่างอื่นจะบังคับเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกนี้เป็นไปไม่ได้ ถ้าว่าเป็นความเพียรหมุนอย่างนี้ยอมรับทันที เพราะเราเป็นสักขีพยานตรงๆ ไม่ได้สวมรอย ถ้าลงได้ลงทางจงกรมแล้วเอาอยู่นั้นแหละ ตั้งแต่ฉันเสร็จแล้วฟาดจนค่ำ เอ้ากลางคืนครั้นได้ลงแล้ว เดินก็เอาแบบนั้นเหมือนกัน ก็มันเดินอยู่ทุกวี่ทุกวัน ฝ่าเท้าเรามันก็ค่อยบางเข้าไปๆ คือหนังหุ้มอยู่ข้างนอก เดินไม่หยุดไม่ถอยบางเข้าไปๆ มันก็เข้าไปถึงเนื้อ เรียกว่าฝ่าเท้าแตก มันไม่ได้แตกละมันกัดซึมเข้าไป มันไม่ได้แตกอย่างนี้นะ มันซึมเข้าไปแล้วบางเข้าๆ ไปถึงเนื้อ ท่านก็เลยเรียกในหนังสือว่าฝ่าเท้าแตก

         เรามันเป็นอย่างนั้น เวลาเดินจงกรมพอมานั่งออกร้อนฝ่าเท้านี่ โอ๋ย เหมือนน้ำร้อนลวกหรือไฟลน ออกร้อนเป็นกำลัง ก็ต้องมาดูจริงๆ เหอฝ่าเท้านี่มันแตกเหรอ ก็เอาฝ่าเท้ามาดูมันก็ไม่แตก แต่เอามือลองไปสัมผัสดู เอามือสัมผัสมันเสียว นี่คอยจะทะลุแล้วนะ พอมือลูบคลำอย่างนี้เสียว ถ้าเลยจากนี้ก็ทะลุ นั่นละท่านเรียกว่าฝ่าเท้าแตก แต่ของเรายังไม่แตก ยังไม่ทะลุ เป็นแต่เพียงว่าเอามือลูบคลำอย่างนี้เสียวแปลบๆ มันจวนแล้ว แต่นี้กิเลสมันแตกก่อนเสีย ฝ่าเท้าเลยยังไม่แตก ไม่งั้นฝ่าเท้าแตกแน่ๆ ความเพียรประเภทนี้ ไม่มีวันมีคืนถ้าลงได้ลงแล้วเอาเลย

         ถ้าเดินก็ไม่รู้เวล่ำเวลา ไม่ว่ากลางวันกลางคืน ฉันเสร็จถ้าว่าฉันนะ ถ้าไม่ฉันก็ฟัดเต็มเหนี่ยวจนจะก้าวขาไม่ออกค่อยมา มันเป็นยังไงมันไม่ได้สนใจกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ถึงขนาดหนักแล้วจนจะก้าวขาไม่ออกถึงมาพัก พักอันนี้มันก็ไม่พัก มันพักแต่ร่างกาย เรื่องสติปัญญากับกิเลสมันไม่ได้พักกัน หมุนติ้วๆ อยู่งั้นตลอดเวลา ยอมรับว่าท่านเดินจงกรมฝ่าเท้าแตก แตกแบบนี้เอง จะแตกด้วยการบังคับให้เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกเราไม่เชื่อ ถ้าว่าหมอนแตกเราเชื่อเข้าใจไหม ฝ่าเท้าแตกเราไม่เชื่อ พอมาถึงจุดเราเข้าอันนี้เชื่อทันที อ๋อฝ่าเท้าท่านแตก แตกเพราะอย่างนี้เอง คือความเพลินในความเพียร ลืม

         ถ้าว่านั่งนี่ก็เหมือนกันอีก ลงได้นั่งแล้วก็เอาแหละ แบบไหนก็เหมือนกัน มันอยู่ในจิต มันไม่ได้ออกมาร่างกาย มันจึงลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่เหลือกำลังแล้วมันไม่แสดง ถ้ามันเหลือกำลัง เช่นอย่างเดินจงกรมจนจะก้าวขาไม่ออก โอ้เหนื่อยแล้วเหรอ เหนื่อยแล้วก็ถอยมาพัก พักอันนี้มันก็ไม่พัก มันเห็นชัดๆ อย่างนั้น นอนก็ไม่หลับ นอนเฉยๆ อันนี้หมุนมันจะหลับได้ยังไง ถึงขั้นมันจะไปไม่อยู่ หมุนท่าเดียว

         นี่ละเห็นโทษของกองทุกข์ ความเกิดแก่เจ็บตาย เห็นโทษของกิเลสตัณหาเห็นอย่างนี้เอง มีแต่จะออกให้พ้นๆ และเห็นคุณของธรรมนี้ก็เหมือนกัน เหมือนว่าธรรมนี้ดึงขึ้น ทางนั้นจะดึงลง ทางนี้ก็บืนขึ้น ทางนั้นก็บืนลง ส่วนตัวบืนลงมันมีกำลังน้อยแล้ว มันไม่ค่อยมี มีแต่จะบืนขึ้นเท่านั้นละ ถึงขั้นเป็นอย่างนั้นแล้วมันเป็นเองด้วยกันทุกคน นอกจากขิปปาภิญญานะ ขิปปาภิญญาท่านผึงของท่านไปเลย ผ่านปึ๋งไปเลย พวกเราๆ ท่านๆ นี่ต้องได้สมบุกสมบันเป็นอย่างว่า อย่างเราเองนี้ โอ๊ ทุกข์ยากลำบาก ไปอยู่ที่ไหน ที่ว่าเขาตีเกราะประชุมมันก็อย่างว่า มันไม่ได้สนใจอะไรกับใคร อาศัยเขาเฉยๆ เนื้อหนังกินอิ่มมาอยู่ในหัวใจของเราหมุนติ้วๆ

         นี่ละจิตใจของเราเมื่อได้รับการอบรม ถึงขนาดที่มีกำลังของด้านธรรมะกล้าแล้วๆ กับกิเลสนี้ขาดสะบั้นไปเลยๆ คำว่าต่อสู้กิเลสถึงขั้นนี้แล้วมันขาดสะบั้นๆ จนกระทั่งกิเลสมันหมอบเงียบเลย ค้นคุ้ยเขี่ยหาตรงไหนก็ไม่เจอๆ หายเงียบ ยังเหลือแต่จิตที่จ้า ด้วยสติปัญญาอันแหลมคมๆ กำหนดหากิเลสตัวไหนไม่มีๆ แต่มันคิดเอาเฉยๆ ไม่ได้เป็นความสำคัญนะ เหอนี่ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ แล้วเหรอ คือมันคุ้ยเขี่ยหากิเลสมันก็ไม่เห็น แต่ความเข้าใจว่าสิ้น ไม่มี เห็นว่าคุ้ยเขี่ยหาไม่เห็น เหอ ไม่ใช่มันเป็นพระอรหันต์น้อยๆ แล้วเหรอ เราว่าเฉยๆ ไม่สำคัญผิดไปตาม ไม่สำคัญ ก็รู้อยู่ว่ามันยังอยู่ เป็นแต่เพียงว่ามันละเอียดมันไม่แสดงตัว

         ทีนี้จิตอันหนึ่งมันก็ผุดขึ้นมา เหอนี่มันไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ แล้วเหรอ มันว่าเจ้าของ เสร็จแล้วก็ซัดกันอีก แล้วโผล่ขึ้นมาก็ฟัดกันๆ บทเวลาเป็นพระอรหันต์น้อยหรืออรหันต์ใหญ่ก็ไม่ทราบ เวลามันผางขึ้นมา ไม่เห็นเหอได้เป็นพระอรหันต์ใหญ่ ไม่เห็นว่า  ผางทีเดียวหมดเลย ปัญหาเหล่านี้ไม่มีเหลือเลย อรหันต์น้อยอรหันต์ใหญ่หมดไม่มีเหลือ อันนี้ผางขึ้นเท่านั้น อย่างที่เคยพูดไปถามใครวะ ไม่มีคำว่าอรหันต์น้อยอรหันต์ใหญ่ ไม่มี ผางเดียวเท่านั้นขาดสะบั้นไปหมดทั้งอรหันต์น้อยอรหันต์ใหญ่ ไม่ได้สำคัญว่าเป็นนั้นเป็นนี้ อันนี้ละตัวผางขึ้นมานี้ตัดสินขาดสะบั้นไปหมด เรียกว่าศาลฎีกา ผางเลยเชียว

         นี่ละการอบรมจิตใจ เวลามันล้มลุกคลุกคลานก็เคยเล่าให้ฟังตั้งแต่พื้นฐานทีแรก ไปอยู่บนภูเขา น้ำตาร่วงบนภูเขาสู้กิเลสไม่ได้ ตั้งสติพับล้มผล็อยๆ ก็เราตั้งหน้าจะไปสู้ แต่มีแต่กิเลสซัดเราๆ มันยังไงกัน ได้เคียดแค้น น้ำตาร่วง ไม่ลืมนะ อันนั้นละเป็นสาเหตุให้เกิดความเคียดแค้นมุมานะที่จะฟัดกับกิเลสให้ได้ เราจึงกล้าพูดซิว่าความเคียดแค้นนี่ ถ้าเคียดแค้นให้สัตว์ให้บุคคลตัวใดก็ตามเป็นกิเลส ถ้าเคียดแค้นให้กิเลสซึ่งเป็นภัยต่อตัวเอง จะฆ่ากันนี้ ฟันกัน ทำลายกันนี้เป็นธรรม แน่ะเป็นอย่างนั้นนะ ก็เราอาศัยอันนี้มุมานะ เราเคียดแค้นให้กิเลส ยังไงจะเอาให้มันได้ มันหมุนด้วยความเคียดแค้นเป็นกำลังมันเป็นธรรม ซัดกันไป พอได้ทีเท่าไรยิ่งหนักมือเข้า คิดถึงเรื่องน้ำตาร่วง ทีนี้ได้ที่แล้วก็ฟัดกันลงๆ เลย เป็นอย่างนั้นนะ

         คำพูดเหล่านี้ท่านทั้งหลายจะไปหาฟังที่ไหน หลวงตาตายแล้วจะไม่มีใครพูดนะ  ถ้าพูดภาษาของโลกเรียกว่าอย่างอาจหาญชาญชัย แต่ภาษาของธรรมที่เป็นอยู่ในจิตไม่มีคำว่ากล้า ว่าอาจว่าหาญ หลักความจริงมียังไงออกผึงๆ เลย คำว่ากล้าว่าหาญ ว่ากลัวไม่มี นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้า อกาลิโกๆ ท้าทายสำหรับผู้ปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา ควรจะได้รับผลประโยชน์ในขั้นใดภูมิใดจะได้ ไม่สงสัย อย่าเอาเรื่องกิเลสมาปิดมากั้นทางเดินด้วยกาลเวลา ว่าพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว กาลนั้นสมัยนี้ มรรค ผล นิพพานไม่มี กิเลสทั้งนั้นหลอกๆ ธรรมท่าน อกาลิโก เป๋งๆ กิเลสก็ อกาลิโก เหมือนกัน มันมีอยู่ทุกกาลสมัย เผลอเมื่อไรมันต่อยเรา ทีนี้เราก็ฟัดกับกิเลสอย่างเดียวกันเป็น อกาลิโก พากันจำเอานะ เอาละวันนี้พูดมันก็เป็นกัณฑ์หนึ่งแล้วนะ ไม่ใช่เล่นๆ

         (ขณะตอนนั้นปึงบังใหญ่โตกว่าหลวงปู่บัวเยอะไหมคะ หลวงปู่บัวบอกว่าแหมกุฏิทรุดถล่มทลาย) มันคนละแบบ บัวนั้นกับบัวนี้มันไม่เหมือนกัน บัวนั้นเป็นลูกศิษย์ของบัวนี้ อันนั้นท่านบอกว่าเหมือนคานกุฏิขาดตูมลงไปเลย พออันนั้นผึงเหมือนคานกุฏิขาด ทั้งๆ ที่กุฏิก็ยังดีอยู่ พอจิตมันถอยจากนั้นแล้ว เหอ คานกุฏิดูแล้ว กุฏิก็ดีๆ อยู่ อ๋อ นี่มันคานอวิชชาขาด ท่านว่างั้น ท่านพูด อย่างนั้นแล้วเป็นคนละแบบ ผางทีเดียวเหมือนคานกุฏิขาดตกลงพื้น ท่านว่า พอจิตมันทำงานของมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอถอยออกมามารู้เรื่อง ดูกุฏิก็ธรรมดาอะไรก็ธรรมดา ไหนนึกว่าคานกุฏิมันขาดตกลงพื้น กุฏิก็อยู่ดีๆ อ๋อนี่คานอวิชชาขาด ท่านว่างั้น หลวงพ่อบัว เราก็ไปแบบหนึ่ง ทีนี้อรหันต์น้อยอรหันต์ใหญ่เลยหายหมดนะ พออันนี้ผางขึ้นเท่านั้น เหอมันไม่ได้เป็นพระอรหันต์น้อยๆ มาแล้วเหรอ ทีนี้ทั้งน้อยทั้งใหญ่ล้มหมดเลย ผางขึ้นตรงกลาง ล้มทั้งน้อยทั้งใหญ่ หันไม่หันไม่เห็นไปสำคัญ แน่ะเป็นอย่างนั้น

         เอาละทีนี้พอเทศน์ อาการนี้ก็ไม่ค่อยดีนะ ภายในยังมีอยู่ รู้อยู่ รู้สึกเบาลดลงนิดหน่อย มันเป็นอยู่ในนี้ เป็นหวัดนั่นละท่า เมื่อเช้าฉันยาแก้หวัดแล้ว

         เราจึงได้พูดมันสลดสังเวชนะ ที่เขาว่าเราเป็นปาราชิกอวดอุตริมนุสธรรม มันหลับตามาพูด ทั้งโคตรพ่อโคตรแม่มันไม่เคยภาวนา โคตรพ่อโคตรแม่เราไม่เคยภาวนาก็ตาม แต่เราภาวนาเข้าใจไหม มันอยู่ตรงนี้ นั้นมันทั้งโคตรมันก็ไม่เคยภาวนา   ยังมาโจษเราว่าเป็นปาราชิกราแชกเพราะอวดอุตริมนุสธรรม เราพูดสนุก ลูกบักห่า อยากว่างั้น พูดสนุกก็พูดซี หลับตามาโม้ คนตาบอดมันเป็นอย่างนั้นละ อวดดิบอวดดีตลอด มันอวดชั่วมันไม่ได้ดี ถ้าดีแล้วไม่อวด อย่างที่เขาว่าเป็นปาราชิกกับธรรมชาตินี้มันจ้าครอบโลกธาตุมานี้ได้ ๕๐ กว่าปี เขาว่างั้นมันก็ฟังอยู่ เราไม่เห็นมีอะไร เรามีแต่สลดสังเวช  อ้อ แน่ะ ทีนี้ให้พร

       

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก