บำรุงจิตให้ดี
วันที่ 11 พฤษภาคม 2547 เวลา 8:10 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

บำรุงจิตให้ดี

 

ก่อนจังหัน

 

พระให้ตั้งใจภาวนานะ มาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งใจภาวนานะ วัดนี้ไม่ได้ทำงานอะไรนอกจากการภาวนา ไม่ให้มีงานอะไรมายุ่ง งานยุ่งเป็นงานเรื่องของกิเลส สั่งสมกิเลส งานภาวนาเป็นงานชำระสะสางกิเลส นี่ละทางเดินของพระพุทธเจ้า คือเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นี้คืองานของพระโดยตรง บวชเข้ามาแล้วไล่เข้าอยู่ในป่าในเขา รุกฺขมูลเสนาสนํ เห็นไหมล่ะ ได้ทุกองค์พระโอวาทข้อนี้ องค์ไม่ได้ไม่มี เพราะเป็นอนุศาสน์ข้อสำคัญ นิสสัย ๔ คืออันนี้ละสำคัญมาก ได้ทุกองค์ อยู่ในป่าเหมือนกระจ้อน กระแตไม่ได้นะ กระจ้อน กระแตเขาเป็นสัตว์ ไอ้เราเป็นพระอยู่ในป่าจะไปทำแบบสัตว์ไม่ได้นะ ป่าของพระเป็นป่ารุกขมูลที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

งานของพระคืออะไร เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจหนังหุ้มเท่านั้นพอ เลิกหนังออกหมดแล้วเป็นยังไง ดูกันได้ไหมเหล่านี้ โลกนี้มันติดหนังนั่นแหละไม่ได้ติดอะไร หนังบางๆ เท่านั้นเองมันติด พระพุทธเจ้าจึงสอนลงไปถึง ตโจ แปลว่าหนัง พอถึงหนัง เลิกหนังออกหมดแล้วดูกันไม่ได้ทั้งนั้น จากนั้นก็พิจารณาเข้าไป นี่กรรมฐาน ๕ งานของพระ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ จากนั้นท่านก็ไล่ไปถึงอาการ ๓๒ ไปข้างในๆ มีแต่สิ่งที่สัตว์โลกทั้งหลายติดทั้งนั้น เพราะหนังห่อหลอกเอาไว้ พอพิจารณาเข้าไปตามหลักความจริงของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เท่านั้นทะลุเข้าไปหมด พิจารณา นี่งานของพระ งานนี้เพื่อถอดถอนกิเลสโดยถ่ายเดียว ไม่ใช่งานสั่งสมกิเลส นี่ละงานดั้งเดิม งานที่พระพุทธเจ้าประทานให้ งานของพระ

ไม่ใช่เที่ยวหาก่อนั้นสร้างนี้ ยุ่งนั้นยุ่งนี้ เรี่ยไรนั้นเรี่ยไรนี้ กวนบ้านกวนเมือง กวนญาติกวนโยม เอามาแล้วมาสร้างอยู่หรูหราฟู่ฟ่า นอนอยู่เหมือนหมูพระเรา ดูไม่ได้นะ พระบวชมาไม่ใช่เพื่อหมูนะ เพื่อพระ เพื่ออรรถเพื่อธรรม เข้ามาในวัดนี้ให้พากันตั้งอกตั้งใจ อย่าขี้เกียจขี้คร้าน ความขี้เกียจขี้คร้านเป็นเรื่องของกิเลส ความขยันหมั่นเพียรต่อสู้กันกับกิเลสนั้นท่านเรียกว่าธรรม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยความขยันหมั่นเพียร วิริเยนทุกฺขมจฺเจติ คนจะหลุดพ้นจากทุกข์ได้เพราะความเพียร ไม่ใช่เพราะความขี้เกียจขี้คร้าน จำกันนะ

ผมไม่ค่อยได้แนะนำสั่งสอน ถ้าสอนก็สอนกลางๆ อย่างนี้แหละ ประชาชนญาติโยมเต็มอยู่ในนี้ สอนพระกับสอนประชาชนมันต่างกัน สอนประชาชนเป็นอย่างหนึ่ง สอนพระเป็นอย่างหนึ่ง นี้เอามาคละเคล้ากัน ให้ไปแยกแยะเอาเองนะเจ้าของเป็นพระ แม้จะอยู่กับประชาชน เราก็เป็นพระ งานของพระคืออะไร งานของประชาชนเป็นเรื่องของเขา งานของพระเราคืออะไร ให้จำให้ดี ดังที่สอนนี้แหละ

อย่าเผลอสตินะ สตินี่สำคัญมาก ถ้าสติครอบอยู่ในจิตแล้วกิเลสจะไม่เกิด ถึงยังไม่ออกก็ตามกิเลส สตินี่เป็นพื้นฐานสำคัญ บังคับกิเลสทุกประเภทเอาไว้ไม่ให้กำเริบเสิบสาน นอกจากนั้นปัญญาหยั่งเข้าไปฟาดขาดสะบั้นไปหมดเลย ต้องมีสติ อยู่ที่ไหนให้มีสติ จากสติแล้วก็สัมปชัญญะ รู้รอบทั้งตัวเลย เรียกว่าสัมปชัญญะ สติจ่อในจุดที่ตนต้องการ อย่าเผลอนะสติ สติเป็นของสำคัญ จำให้ดีทุกองค์ๆ เอาละให้พร

 

หลังจังหัน

 

         (กราบขออนุญาตพระหลวงตานำสังฆทานมาถวายแทนหลวงปู่สังวาลย์ค่ะ ขอบารมีพระหลวงตาให้หลวงปู่สังวาลย์หายออกจากโรงพยาบาลกลับวัดสังฆทานเจ้าค่ะ) ต่างคนต่างมีบารมี หลวงตาก็บารมีเบื่ออาหารวันนี้ ต่างคนต่างมีบารมี นักธรรมะด้วยกันไม่มีอะไรเลย เรื่องธรรมะไม่หวั่นไม่ไหวกับอะไร ธรรมะใหญ่กว่าทุกอย่าง สภาพที่เป็นขึ้นมานี้ธรรมะอยู่เหนือ ดู วันนี้ก็เป็นแบบหนึ่งเบื่ออาหารไม่หยุด ว่ามันเบาๆ นี้ทำไมมันเบื่ออีก ขัดปวดนี้ค่อยเบาลง ปวดตามกระดูกตามแถวนี้จนจะลุกจะก้าวเดินไม่ได้ นี่ค่อยเบาลง วันนี้กลับมาเบื่ออาหารอีก มองดูอาหารนี้มันขวางทันที ฝืนฉันไปอย่างนั้น เราก็ไม่เห็นมีอะไรเพราะเคยกินมาตั้งแต่วันเกิด มาบวชเราก็ฉันมาตั้งแต่วันบวช ฉันได้ไม่ได้ก็ดูก็รู้กันอยู่นี่เป็นยังไง

ไม่ได้ตื่นเต้น เราพูดจริงๆ ท่านทั้งหลายให้จำเอานะ นี่ละเรียนธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ ไม่หวั่น เรื่องร่างกายนี่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้เท่านั้น หัวใจเป็นใหญ่ นั่นอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นจึงให้พากันบำรุงจิตใจให้ดี ขอให้จิตใจเป็นหลัก อย่าเอนอย่าเอียง สังขารร่างกายมันเอนมันเอียงอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวเป็นนั้นเดี๋ยวเป็นนี้อยู่ตลอด เคลื่อนไหวไปมาตลอด ส่วนจิตนั้นมันเที่ยงตรงกับอรรถกับธรรมเรื่อยๆ ไป ฟาดให้มันสว่างจ้าหมดแล้ว อะไรเป็นอะไรมันรู้หมดเท่านั้นเอง นี่ละอำนาจของใจ แต่มีใครล่ะที่พูดอย่างนี้ ก็มีบ้าตัวเดียวนี่ อีตาบัวนี่พูดอยู่ เดี๋ยวอีตาบัวตายจะไม่มีใครพูดอย่างนี้ให้ฟังนะ ท่านทั้งหลายให้ฟังเสีย ถอดออกมาจากหัวใจทุกอย่างมาพูด ไม่มีโกหก เราปฏิบัติต่อเราก็ไม่เคยโกหกตัวเอง สู้กิเลสสู้เป็นขั้นๆ เป็นตอนๆ วันไหนจะเอาพักไหนๆ ถ้าลงแพ้กิเลสมันนอนไม่หลับ ลุกขึ้นมาฟัดอีกอยู่อย่างนั้น ให้ได้พักที่เอากัน

เดินกรรมฐานนี่ยาเม็ดเดียวไม่เคยติดย่าม ตั้งแต่ออกเดินกรรมฐานไม่มีอะไรติดย่าม ยาไม่มีติดย่ามเลย เป็นอะไรมา ก็มันเป็นมันเอามาจากไหน โรคภัยมันอยู่ในนี้ มันหายก็จะหายที่นี่ ไม่หายที่นี่ก็ตายเท่านั้นเอง แน่ะ ธรรมะฟาดลงไปตรงนี้จ้า ไม่ตื่น พอพูดอย่างนี้ก็ระลึกถึงที่มาอยู่หนองผือ ไข้มาลาเรียละซี ไอ้เราตัวนักละไข้มาลาเรีย โชกโชนมากไข้มาลาเรีย เพราะเปลี่ยนที่เรื่อย ถ้าหากว่าอยู่กับที่แล้วมันเป็นอยู่ทีแรก ต่อไปมันก็ไม่เป็น ถ้าเปลี่ยนเรื่อยมันจะเป็นเรื่อย เรามันเปลี่ยนอยู่ตลอด เป็นอยู่ตลอด มาอยู่หนองผือนี่ก็เป็นไข้มาลาเรีย ฟัดเสียจน โถ เอาเต็มเหนี่ยวเลย มาของเก่าก็ตามนะ ถ้าย้ายหนีไปที่อื่นแล้วกลับมาก็เป็นอีก อ้าว ทำไมเป็นอย่างนั้น เป็นไข้นอนอยู่แคร่เตี้ยๆ ลุกไม่ขึ้นเลย ท่านก็ถามแหละ ส่วนมากท่านจะถามถึงอยู่เรื่อยเรื่องเรา เพราะเป็นหัวหน้าหมู่คณะ

พอพูดอย่างนี้ก็ย้อนไปถึงท่านอีกแหละ นั่นก็เป็นไข้ตอนหนึ่ง พอสว่างตามธรรมดาท่านจะได้ยินเสียงไม้กวาดแล้ว พอสว่างเสียงแคร็กๆ เราออกหน้าแล้วนั่น เห็นไหม เหมือนเป็นบ๋อยของหมู่เพื่อน ชักจูงหมู่เพื่อนทุกอย่าง พอดีคืนวันนั้นเราเป็นไข้ลุกไม่ขึ้นเลย ฝนตกด้วย ใบไม้ก็หล่นลง เราลุกไม่ขึ้น พอสว่างเท่านั้นท่านลงมาเดินกลางวัด พ่อแม่ครูจารย์มั่น อย่างนั้นนะ ลงมายืนกลางวัด เรานอนเราได้ยินเสียงนี่ พระเณรไปไหนหมด เหอ พระเณรไปไหนหมด ท่านว่างั้น แล้วมีพระองค์หนึ่งมากราบเรียนท่านว่า ท่านถามว่าท่านมหาไปไหน นั่นเอาแล้วนะ ส่อให้เห็นแล้ว วันนั้นสว่างแล้วไม่ได้ยินเสียงไม้กวาดเลย

ตามธรรมดาเราจะออกก่อนเพื่อน ทุกอย่างออกตลอด นำตลอดทุกอย่าง วันนั้นฝนตก ลมมีบ้างเล็กน้อย ใบไม้เต็ม พอสว่างท่านลงมาแล้ว พระไปไหนหมดๆ นี่ท่านยังไม่เห็นพระลงมากวาดนะนั่น เห็นไหมล่ะ ฟังซิ หัวหน้าขาดเพียงองค์เดียวเท่านั้น พอถามพระเณรไปไหนหมด ท่านมหาไปไหน ท่านเป็นไข้ เหอ ขึ้นอีกแล้ว ท่านมหาไข้องค์เดียววัดร้างไปหมดเลยหรือ นั่นเห็นไหมล่ะ เป็นยังไงพระนี่ นั่นเห็นไหม นั่นก็เป็นตอนหนึ่ง อีกตอนหนึ่งก็เป็นไข้อีกเหมือนกัน เราก็ลุกไม่ขึ้นอีกแหละ ท่านทราบเลยให้พระเอายามาให้ ยาท่านได้มาจากไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ายานี้ยาเทวดาสู้ไม่ได้

คือทีแรกให้พระเอามาเสียก่อน เอามาให้เรา ท่านมอบยาให้พระมา ยาเม็ดขาวๆ มาให้เรา เราบอกไม่ฉัน ท่านให้เอามาเองนะมาให้เรา เราบอกเราไม่ฉัน พระเลยถือกลับไปหาท่าน ไม่นานท่านโผล่มาแล้ว ไหนเป็นยังไงเป็นไข้นั่นน่ะ ท่านว่าอย่างนี้นะ ทีนื้ท่านถือยามาเอง นั่นเห็นไหมล่ะ ไหนเป็นยังไง เอ้าๆ ฉันยานี้ลงไปหายเลย ยานี้ยาเทวดาสู้ไม่ได้ ท่านว่าอย่างนั้น ตกลงเราก็ฉัน ท่านเอามาเอง พอฉันแล้วท่านก็ไม่เคยถามอีกเลยว่ายาเป็นยังไง เราก็ไม่เคยสนใจกับยาจนกระทั่งป่านนี้ เป็นอย่างนั้นนะพ่อแม่ครูจารย์กับเรา มันทันกัน นิสัยแบบคล้ายกันหมด มันเด็ดทุกอย่าง เพราะท่านอ่านออกหมดนี่ ให้พระเอายาไปให้ฉันเรายังไม่ฉัน ท่านเอามาเอง มาคราวนี้ เอ้ายานี้ฉันนี้หายเลยเดี๋ยวนี้ หายเลยๆ ยานี้ยาเทวดาสู้ไม่ได้ ท่านว่างั้น ท่านเอามาเราก็ฉัน ฉันแล้วเราก็เฉย ท่านก็เฉยไม่เคยถาม เพราะท่านพูดเฉยๆ นี่

นี่ละเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย ไปที่ไหนไม่เคยมียาติดตัวนะตลอดมา ทีนี้ยาจีนมาสุมเรานี้ อ้าว ทำไมมันถึงเกินเหตุเกินผลนักวะ ให้พัก นี่เห็นหยุดไป ไม่หยุดไม่ได้นะเราจะเลิกหมดเลยยานี่ ยามันมาเป็นใหญ่เป็นตนเป็นตัวขึ้นมาแล้ว ธรรมไม่มีตนมีตัวยังไงกันนี่ เราพูดตรงๆ อย่างนี้ เมื่อวานเห็นเงียบไปยา ยาจีนนั่นละ มันสุมเข้ามาอะไรนักหนา เราไม่ได้เป็นบ้ายานะเราบอกตรงๆ อย่างนี้ ฉันไปอย่างนั้นแหละ ดูไปฉันไปต่างหากนะ จะมาเป็นใหญ่กว่าเราไม่ได้ เมื่อวานนี้หายเงียบไป ไม่มีละ เพราะเอาหนักเข้าๆ มันฉันอะไรทั้งเช้าทั้งเย็น วันละสองหนสามหน มันฉันยังไงนักหนา ก็เราไม่เคยนี่

นี่พูดถึงเรื่องใจ ใจเป็นสำคัญนะ ใจเป็นหลัก เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอะไรก็ตาม ถ้าใจไม่เอนไม่เอียงแล้ว มันเจ็บก็รู้ว่ามันเจ็บ ทุกข์รู้ว่าทุกข์อยู่อย่างนั้น ถ้าใจเอนเสียอย่างเดียวนี้เป็นไฟไปหมดนะ ร่างกายจะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม เป็นมากขึ้นเพราะใจเป็นตัวเสริม กองทุกข์อยู่กับใจ ความกังวลอยู่กับใจ กระจายออกไปทั่วสรรพางค์ร่างกายเลยกำเริบกันไปหมด ทุกข์นะ เป็นไข้ก็ไข้ใหญ่เลยเทียว ถ้าใจไม่กำเริบไม่เป็นไรแหละ สำคัญอยู่ที่ใจ การพูดทั้งนี้เราผ่านมาหมดแล้วนะ ไม่ได้มาพูดโม้เฉยๆ  พูดด้วยการทำมาเรียบร้อยแล้ว ฟังซิว่า ยาไม่เคยติดย่ามเลย เป็นยังไงก็ฟัดกันเลยๆ ตลอดเวลา

มาเห็นตั้งแต่ยั้วเยี้ยๆ มีตั้งแต่เป็นบ้ากับหยูกกับยาตลอดเวลา จามก็ไม่ได้วิ่งหาหมอ หมอไม่มาตามหมอมา เป็นอย่างนั้นนะ มันอ่อนเอาจริงๆ คนไทยเรานี้อ่อนเอามากในเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกสิ่งทุกอย่างหมอเป็นใหญ่ทั้งหมดเลย คนไข้เราหมอบกับหมอๆ จะพิจารณาตัวเองบ้างไม่มี เรารู้มานานแล้วแหละ วันนี้เป็นวันโอกาสที่จะพูดเราพูดเฉยๆ ดูมาตลอด ขอแต่ผิดปรกตินิดหนึ่ง วิ่งหาหมอๆ ไม่เป็นตัวของตัวเลย อะไรๆ อ่อนเปียกๆ โอ๊ย นี่จะทำยังไง การทำมาหาเลี้ยงชีพทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะอ่อนแบบเดียวกันนี้ นั่น มันคิดไปหมดนะ มันไม่มีอะไรเข้มแข็งเลย เพราะหัวใจไม่เข้มแข็ง ถ้าหัวใจเข้มแข็งทุกสิ่งทุกอย่างจะเข้มแข็งไปตามๆ กันนะ อันนี้ใจอ่อนเสียอย่างเดียว เฉพาะการเจ็บไข้ได้ป่วย เพียงจามฟิกๆ เท่านั้นเป็นบ้าขึ้นแล้ว หาหมอๆ มันบ้าอะไร

ตั้งแต่ไอ้ปุ๊กกี้เรามันก็จามได้ ทำไมคนจามไม่ได้แล้วมันเป็นบ้าอะไร ไอ้ปุ๊กกี้เราไม่เห็นเป็นบ้าวิ่งหาหมอ แต่นี้เป็นบ้าหาหมอ มันยังไงกัน นี่ปฏิบัติมาอย่างนั้นปฏิบัติตัว เวลาปฏิบัติกรรมฐานก็เด็ดไปแบบหนึ่ง เวลามาอยู่อย่างนี้จะว่าเด็ดไม่เด็ดมันไม่เห็นมีอะไร ว่างั้นเถอะ พูดให้มันตรงก็ว่า มันเลยไปเสียทุกอย่าง ไม่เห็นเป็นกังวลกับอะไร อะไรจะเจ็บไข้ก็เจ็บไปซี ก็เครื่องมือ แน่ะ ตรงไหนพอซ่อมได้ก็ซ่อมไป เหมือนเครื่องมือเราซ่อมได้ก็ซ่อมไป ซ่อมไม่ได้ก็ทิ้งไปๆ เท่านั้นเอง อันนี้มันก็แบบเดียวกัน ร่างกายของเราเป็นเครื่องมือล้วนๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ จิตเป็นจิต เมื่อต่างอันต่างจริงแล้วก็รู้ชัดเจนว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือล้วนๆ เจ็บไข้ได้ป่วยก็เจ็บ รักษาไปตามสภาพมันนี้แหละ ควรกินยาก็กิน ควรทำอย่างไรก็ทำ ถ้ามันเลยเถิดนั้นแล้วไม่เอา แน่ะ

พลิกปุ๊บทันทีเลยนะ ถ้ามันจะเลยขอบเขตแห่งความพอดีของธรรม ต้องเอาธรรมจับตลอด ไม่ใช่เอาสิ่งเหล่านั้นมาเหยียบหัวธรรมนะ ไม่ให้เหยียบพูดจริงๆ แล้วก็ไม่เห็นเป็นอะไร นี่เห็นไหมอายุขนาดไหนแล้วเดี๋ยวนี้ ไม่ได้คุยนะ ตั้งแต่ออกมาปฏิบัติเป็นอย่างนั้น เฉพาะที่ออกปฏิบัตินะ เวลาเรียนหนังสือก็ธรรมดาเหมือนโลกทั่วๆ ไป เวลาออกเป็นอย่างนั้นละ เด็ดตลอดเลย คิดดูว่ายาไม่ติดย่ามแม้เม็ดเดียว เป็นอะไรมาฟัดกันเลยๆ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ อย่างที่เอายามาสุมให้อย่างนี้ ก็ดูอยู่นี่ยามันใหญ่กว่าธรรมที่ไหน อะไรควรรักษายังไงๆ นี่มันจะเลยเถิดก็ดูอยู่แล้ว ปัดออกละซิ

         เยียวยารักษาไปอย่างนั้น อย่าว่าแต่ถึงนั้นเลย ถึงวาระตายก็เหมือนกันไม่ให้ใครยุ่งด้วย เวลาเราจะตายให้สมเกียรติที่เราเทศน์สอนโลกทั่วประเทศไทย นอกจากนั้นทั่วโลกดินแดน เทวบุตรเทวดาไม่ต้องพูด นี่เทศน์ได้หมด เวลาจะตายแอ้ๆ มันดูได้ไหมล่ะ เวลายังมีชีวิตอยู่เทศน์สอนโลกดุนั้นด่านี้ยุ่งไปหมดเลย บทเวลาเจ้าของจะตายแอ้ๆ มันดูได้ไหม เข้ากันได้ไหม นี้บอกไม่เป็นว่างั้นเลย ถึงวาระมันจะตายแล้วเหมาะที่ไหนปั๊บเข้าเลย ไม่กังวลกับอะไร จะปล่อยขันธ์ แบกมาตั้งแต่วันเกิด เอ้าเฉพาะอย่างยิ่งฟาดจิตให้มันขาดสะบั้นจากอุปาทาน อุปาทานหมดแต่ความรับผิดชอบในขันธ์ยังมี ก็แบกกันมาอยู่อย่างนั้นจะว่าไง แบกความรับผิดชอบ ไม่ได้แบกเป็นอุปาทาน แบกมาหนัก หนักมาอย่างนั้น ถึงวาระแล้วเหรอ จะไม่อยู่เหรอ ไป ไปเลย หายห่วง

         ธรรมพระพุทธเจ้าจริงขนาดนี้ในหัวใจ ใครจะว่าบ้ากันทั่วโลกก็ตามเถอะ อันนี้ไม่เป็นบ้าเสียอย่างเดียวพอหมด ไม่สงสัยใคร ไม่ไปพึ่งพิงใคร พึ่งพิงอะไรทั้งหมดไม่พึ่งเลย นั่นละการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติไปมันค่อยรู้ไปเห็นไปๆ นี่เอะอะมีแต่จะตายๆ ร้องแอ้ๆ อะไรก็ไม่รู้ ต้องแข็งบ้างซีคนเราปฏิบัติ ยิ่งพระกรรมฐานด้วยแล้วสำคัญมาก พระธรรมดาเอะอะก็วิ่งเข้าหาหมอๆ บางรายก็ไม่ออกจากโรงพยาบาลเลย สุดท้ายตายกับโรงพยาบาลก็มี พระกรรมฐานเราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ความพอเหมาะพอดีกับผู้ปฏิบัติธรรมมีอยู่ ดูเอา ควรยังไงไม่ควรยังไงก็รู้กันเอง เป็นอย่างนั้นละ เราไม่เห็นยุ่งอะไรนะ

         คิดดูซิเกิดอุบัติเหตุเขาวิทยุโทรศัพท์ถึงกันกริ๊งกร๊างๆ มาจะตรวจ เป็นอะไรดู เขาบอกว่ากระดูกแตก แล้วมีอะไร นอกจากนั้นไม่มีอะไร เขาเตรียมห้องหับไว้เรียบร้อยแล้ว คิดว่าเราจะอยู่สักสามเดือนสี่ปีก็ไม่รู้แหละ พอเสร็จเราไปแล้วนะ อ้าว เตรียมห้องไว้แล้ว เตรียมก็เตรียมซินี่จะไปวัด ไปเลย เฉย แน่ะอย่างนั้นแล้ว ไม่สนใจกับใคร ความพอเหมาะพอดีอยู่กับตัวเองทุกอย่าง จะไปอยู่กับใครวะ อยู่กับเรานี่นะ

         เรื่องพ่อแม่ครูจารย์ไม่ต้องพูดแหละ พอเริ่มป่วยบอกแล้วนะ เราลืมเมื่อไร เพราะเป็นจุดสำคัญๆ ตอนนั้นเราไปอยู่อำเภอวาริชภูมิ ไปภาวนาอยู่ภูเขาวาริชภูมิ ไปเยี่ยมท่าน กลับไปหาท่านนั่นละ แต่บริขารยังไม่ได้เอามา กลับมากราบเยี่ยมท่านธรรมดา เพราะมันนานไปหลายเดือน เราก็จะไปอีก พอไปถึง นี่ท่านมหาไปที่ไหน ที่วิเวกที่ไหน ที่ไหนมันก็มีที่วิเวก นั่นท่านหมายความว่าจะไม่ให้ไปแล้วนะ รอบๆ เหล่านี้มีแต่ที่วิเวกทั้งนั้น วิเวกที่ไหน นี่ผมเริ่มป่วยแล้วนะเมื่อวานซืนนี้ นั่นจับแล้วนะ วานซืนนั้นคือขึ้น ๑๔ ค่ำ วัน ๑๕ ค่ำเราอยู่ วันค่ำ ๑ เรามาถึงท่าน นั่นละท่านว่าวานซืน วันแรมค่ำ ๑ เดือน ๔ เรามาถึงท่าน ท่านบอกว่าเริ่มป่วยแล้วเมื่อวานซืนนี้ ก็ขึ้น ๑๔ ค่ำ

         พอว่างั้น ป่วยคราวนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะ นั่นเห็นไหมล่ะ ไม่หาย ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปละที่นี่ ท่านพูดผางๆ เลยนะ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วไม่หาย แต่ไม่ได้ตายง่ายนะโรคนี้โรคทรมาน ท่านว่างั้น เราจับได้หมด พอท่านว่างี้ กระผมยังไม่ได้เอาของมา ไม่เอามาก็ไปเอาเสียซิ นั่นเห็นไหมจ้ำเข้าแล้วนะที่นี่ บทเวลาท่านจะเอาแล้วเอาแล้วนะ พอจากนั้นเราก็กลับไป กลับไปก็มาเลยก็อยู่ตลอด ท่านบอกว่าอย่าเอามายุ่งนะหยูกยาอะไรๆ มันเหมือนกับรดน้ำใส่ต้นไม้ที่มันตายยืนต้นนั่นแหละ จะรดน้ำพรวนดินประการใดให้มันผลิดอกออกผลไม่มีทาง

         อันนี้ก็ยังแต่มันไม่ล้มเท่านั้น ไม้ตายยืนต้น คือยังมีลมหายใจอยู่ เท่านั้นละ ให้มันหายไม่หายละ อย่าเอาอะไรมายุ่งนะ ท่านบอกแล้ว ใครก็ว่าอันนั้นดีอันนี้ดี ท่านไม่สนใจ เฉยเรื่อย เรื่องหยูกเรื่องยาท่านไม่ยุ่งเลย ดูถนัดชัดเจน จนกระทั่งท่านมรณภาพไปไม่ได้ยุ่งกับหยูกกับยาอะไรมากนะ เพราะท่านบอกอย่าเอาอะไรมายุ่ง ก็ท่านบอกแล้วตั้งแต่ต้นว่าป่วยนี้จะไม่หาย มีแต่จะตายท่าเดียว เอายาเทวดามารักษาก็ไม่หาย ท่านบอกอย่างนี้ อย่าว่าแต่ยามนุษย์เลย เราจับทุกระยะๆ นะ แล้วท่านก็ปฏิบัติตามนั้น ใครจะว่าอะไรเฉย ท่านไม่ค่อยยุ่งกับหยูกกับยา เฉย เวลาเขามากุลีกุจอยุ่งท่านนัก อันนั้นดีอันนี้ดี ท่านก็พอแสดงน้ำใจให้เขานิดหนึ่งเท่านั้นละ ที่จะให้ท่านเต็มใจจริงๆ ท่านเฉย ไม่เอา จนกระทั่งวาระสุดท้าย

         นั่นเป็นยังไง ท่านเป็นใหญ่ของท่าน เราดูตลอด แล้ว ๘ เดือนนะนับตั้งแต่วันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๔ จนกระทั่งถึงวันท่านมรณภาพเป็นเวลา ๘ เดือน มันไม่ได้ตายง่ายนะโรคนี้โรคทรมาน แล้วก็เป็นไปเรื่อยๆๆ เป็นอย่างนั้นละ ท่านไม่มีอะไร เรียนให้ถึงซิ ไม่มากก็ขอให้มีธรรมในใจ อย่าดีดอย่าดิ้นเกินไป การรักษาก็รักษา หัวใจกระวนกระวายมากนี้เอายาอะไรมาใส่มันก็ไม่หายนะ คือหัวใจพากำเริบ ถ้าหัวใจสงบดีอยู่ยาควรหายมันก็หาย ควรเบาก็เบา ถ้าจิตใจยังกำเริบอยู่แล้ว เอาอะไรมาใส่มันก็เป็นเครื่องเสริมกันทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับใจนะ

         หลวงพ่อสังวาลย์นี้ก็ทรุดเรื่อยๆ ละ แล้วก็เข้าโรงพยาบาลอยู่ตลอดเห็นไหมล่ะ เราวิตกวิจารณ์ ท่านเป็นผู้มีบุญมีนิสัยวาสนากว้างขวาง เราชมเชยสรรเสริญท่านตลอด แต่เวลานี้ร่างกายของท่านจะไม่เอาไหนแล้ว รักษาไว้ลมหายใจฝอดๆ อยู่ ความรู้คือใจครอง ร่างกายทั้งหลายมันใช้ไม่ได้แล้วเวลานี้นะ มีเท่านั้นละ พูดเท่านั้น เราพูดอย่างนี้คนทั้งโลกเขาฟังไม่ได้นะ เข้าใจไหมล่ะ อย่างเราพูดอยู่เวลานี้เรื่องโรคเรื่องภัย เรื่องหยูกเรื่องยา เรื่องจิตใจ ไม่มีใครสนใจพูดเรื่องจิตใจ จะเป็นบ้าแต่กับยาภายนอก อ่อนเปียกตลอด

         เราพูดอย่างนี้ไม่มีใครพูด เราพูดคนเดียวเขาก็ว่าเราบ้า บ้าก็ช่างเถอะบ้าแบบหลวงตานี่ ใครจะว่าบ้าก็ว่าไปเถอะ เราสบายเรา เราพอ พวกที่ว่าเราบ้าก็พวกบ้าใหญ่ บ้าไม่เลิกพวกนี้ เดี๋ยวโรคอันนี้ขึ้นมายุ่งอีก โรคนั้นมายุ่งอีก นี่บ้าไม่เลิกเข้าใจไหม จามฟิกเป็นบ้าอีกแล้ว จามฟิก ตดแตกออกมา โอ้จามก็จาม วิ่งไปถ่าย วิ่งหาทั้งยาแก้หวัด หาทั้งยาแก้อาการถ่ายท้องเลยเป็นบ้า นี่เรียกว่าบ้าไม่เลิก เข้าใจเหรอ

         คราวนี้ขอให้ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๑ ตัน ส่วนดอลลาร์มันก็จะได้อยู่ อันนี้เราไม่เอาแน่กับมัน เพราะเงินไทยมันขาดอยู่ตลอด เนื่องจากผู้มาขอนี่ซิ มาขอไม่หยุดไม่ถอย ให้ทางนู้นให้ทางนี้ๆ ไม่พอ จึงต้องเอาดอลลาร์มาช่วยกันไป เพราะฉะนั้นดอลลาร์จึงว่าไม่แน่นัก ส่วนทองคำร้อยทั้งร้อยตลอด ไหนเขาว่าทองคำมาพิมพ์เป็นธนบัตรได้ มันเป็นยังไงลองเล่าให้ฟังซิ (ทองคำเราอยู่ในคลังหลวงเป็นหลักประกันที่แน่นหนามั่นคง ถ้าเรามีความจำเป็นในการที่จะพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้เพิ่มเติม ก็พิมพ์ได้เพราะเรามีทองคำหนุนอยู่ครับผม)

         สมมุติว่าอย่างที่เราได้ทองคำ ๑๐ ตันนี้จะมีสิทธิพิมพ์ธนบัตรออกได้ประมาณเท่าไร (ก็แล้วแต่รัฐบาลเขาจะเห็นความจำเป็น แต่ไม่เหนือทองคำที่เป็นหลักประกันในคลังหลวง) ไม่จำเป็นเขาก็ไม่พิมพ์ว่างั้น (ตอนนี้เขาไม่พิมพ์ละครับ เพราะต่างประเทศจะช่วยเงินมา ท่านนายกฯทักษิณท่านบอกว่าเงินไม่ต้องช่วยมา ตอนนี้เมืองไทยเราพอ เลี้ยงตัวเองได้แล้ว) เงินในคลังเราเวลานี้หนาแน่นขึ้นใช่ไหม (ตอนนี้สี่หมื่นสองพันล้านเหรียญสหรัฐครับ)  นั่นน่ะ เงินในคลังหลวง แต่เงินตามบ้านตามเมืองเรานี้รู้สึกว่ามันฝืดเคืองอยู่มากนะ ไปที่ไหนการค้าการขายรู้สึกฝืดเคือง มันเป็นยังไงเศรษฐกิจภายนอกมันไม่เป็นท่า เศรษฐกิจภายในที่กองอยู่ในคลังหลวงไม่ได้ไปใช้อะไรมันสมบูรณ์ เศรษฐกิจภายนอกไปค้าขายที่ไหนก็มีแต่ขาดทุนๆ มันเป็นยังไงเศรษฐกิจของพวกเรา ไม่ใช่จ่ายมากเกินไปเหรอ ฟุ่มเฟือยเกินไปละมัง สุรุ่ยสุร่ายใช้ไม่ได้นะ ให้ประหยัดมัธยัสถ์

         โยม            ปัญหาอินเตอร์เน็ตครับ ปัญหาจากเว็บไซต์ของหลวงตา คนที่หนึ่ง ข้อหนึ่ง ข้าพเจ้าทรมานกายตนเองด้วยการเดินต่อเนื่องกัน ใช้เวลา ๔ ชั่วโมงในการเดิน  ทุกก้าวเดินเป็นการทำจงกรม  โดยมีคำภาวนาพุทโธอยู่ตลอด  มีจิตส่งออกนอกบ้าง พบว่า

         ข้อ ๑.๑        ขณะที่จิตภาวนาพุทโธแน่วอยู่จะรู้สึกถึงความเจ็บ  แต่ไม่ทุกข์ทรมาน  จิตรับรู้และเฉยอยู่  พิจารณาแบบนี้ถูกต้องหรือไม่

         หลวงตา        ถูกต้องแล้ว เอ้าว่าไป

         ข้อ ๑.๒        แต่ถ้าเจ็บปวดมากก็พิจารณาว่า  กายคือธาตุ ๔ ความเจ็บนี้ไม่ใช่ของเรา  ก็จะรู้สึกเบากายอย่างประหลาด มีกำลังเดินจงกรมต่อไปแม้จะเจ็บเท้ามากก็ตาม  พิจารณาอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ 

         หลวงตา        ถูก ข้อที่สองก็ถูก และให้พิจารณาต่อไปนะ ไม่ใช่ถูกแล้วนอนอยู่เหมือนหมู

         ข้อ ๑.๓        ข้าพเจ้าใช้วิธีเดียวกันนี้ในการพิจารณาความเจ็บปวดของถุงน้ำดี ซึ่งเจ็บปวดมาก  จะพิจารณาอย่างไรให้จิตติดนิ่งอยู่  โดยไม่เกิดอาการทุกข์ทรมาน  เพราะเมื่อมีอาการขึ้นมาจะไม่สามารถ ยืน เดิน นั่ง นอน ได้เลย ต้องดิ้นทุรนทุรายไป

         หลวงตา        อันนี้ให้สติอยู่กับอันนั้น เราภาวนาอะไรให้บริกรรมภาวนาอยู่ในจุดที่มันปวดมากๆ นั้น เบาๆ นะ มีสติอยู่ตรงนั้น เข้าใจแล้วเหรอ

         ข้อ ๑.๔        ข้าพเจ้านั่งสมาธิสงบได้ไม่ดีเท่าการเดินจงกรม  หรือการเพ่งนิ่งอยู่ที่สิ่งหนึ่งสิ่งใด  จะทำให้จิตสงบเร็วมาก 

         หลวงตา        อิริยาบถใดถูกต้องก็เอาอิริยาบถนั้น ถ้าเดินได้ผลดีกว่านั่งก็เดินมากกว่านั่ง ถ้านั่งดีกว่าเดิน ได้ผลดีกว่าก็นั่งมากกว่า เท่านั้นละ

         โยม            ข้าพเจ้าได้ตั้งจิตถวายอายุขัยของข้าพเจ้าให้หลวงตาห้าปี  เพื่อให้หลวงตาได้อยู่ช่วยโลก  ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อโลกมากกว่า  ขอให้หลวงตาได้โปรดรับการถวายนี้ด้วยเทอญ 

         หลวงตา        ไม่รับ หลวงตามีลมหายใจแล้วไม่จำเป็นต้องอาศัยใคร เอาละพอ

         โยม            ขอให้หลวงตามีอายุยืนเป็นร้อยปีขึ้นไปด้วยเถิด

         หลวงตา        เท่าไรก็ตามไม่เอา เราจะดูลมหายใจของเรานี่แหละ เอ้าว่าไป

         โยม            คนถามชื่อณีครับ

         คนที่สอง เวลาที่ทำสมาธิกระผมจะไม่ให้จิตดิ่งลงลึกมากนัก คือจะประคองจิตไว้แล้วจะพิจารณาที่ตัวผู้รู้ พยายามลงที่ไตรลักษณ์ มันจะมีอาการเป็นอย่างนี้ครับ เมื่อจับตัวผู้รู้ได้อยู่หมัดแล้วจะเกิดอาการรู้สึกว่า มีการแบ่งเป็นสองอย่าง ตัวรู้ตัวไปสัมผัสทุกสิ่งที่มีมา ตัวที่มาสัมผัส เมื่อพิจารณาลงไป ตัวที่มาสัมผัสนี้จะเห็นว่ามันไม่เที่ยง เกิดผุดอยู่ตลอดเวลา และเป็นอยู่ของมันต่างหาก แต่ตัวที่ไปสัมผัสหรือตัวผู้รู้มันวกวน พิจารณาลงไตรลักษณ์ โดยเฉพาะข้ออนัตตา ถ้ามันชัดขึ้นมา เหมือนกับว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเลยที่เป็นเรา มีแต่สองสิ่งคือตัวที่สัมผัสและสิ่งสัมผัส แต่พิจารณาตัวนี้ให้มันชัดยากมากๆ มันจะยึดตัวรู้อย่างแน่น พิจารณากายให้เป็นธาตุยังพอทำได้ แต่ถ้าพิจารณาตัวนี้มันจะคอยวิ่งมายึดเป็นตัวตนอย่างเร็ว ตัวที่ไปสัมผัสทุกสิ่งนี้มันอะไรแน่ครับ กระผมรู้สึกว่าทุกอย่างอยู่ที่นั้น แล้วเวลาที่พิจารณาลงไตรลักษณ์ทำไมมันวกวนและทำยากมากครับ ผมปฏิบัติอยู่นี้ผิดถูกอย่างไรโปรดชี้แจงด้วยครับ

         หลวงตา        เรื่องทำความสงบให้จิตนิ่งสงบให้ทำบ้างนะ อันนี้การพิจารณานี้ออกเป็นกาลเป็นเวลา พื้นฐานของจิตที่จะแน่นหนามั่นคงต่อการพิจารณาต่อไปนั้นเป็นเรื่องของความสงบเป็นพื้นฐาน จิตมีสมาธิมันจะพิจารณาของมันละเอียดลออ ถ้าจิตไม่มีฐานนี้มันวอกแวก พิจารณาไปอะไรก็วอกแวก เพราะฉะนั้นท่านถึงสอนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อปัญญามีสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก เรียกว่าเดินได้คล่องตัว ถ้าไม่มีสมาธิหนุนนี้มันแฉลบไปนู้นแฉลบไปนี้ ท่านจึงสอนให้มีสมาธิเป็นเครื่องหนุน อิ่มอารมณ์ ใจมีสมาธิใจอิ่มอารมณ์ พิจารณาอะไรก็ชัดเจนๆ ถ้าใจไม่มีสมาธิมันหิวโหย พิจารณาอันนี้มันแฉลบไปนู้นแฉลบไปนี้ เลยไม่เกิดปัญญา มีแต่สัญญาอารมณ์เป็นกิเลสไปหมดเสีย

         โยม            กราบเรียนครับเวลาที่ทำสมาธิ กระผมจะไม่ให้จิตดิ่งลงลึกมากนัก คือจะประคองจิตไว้แล้วจะพิจารณาที่ตัวผู้รู้

         หลวงตา        มันจะลงไปไหนให้มันลง บอกงี้ก่อนนะ มันจะลงไปไหนผู้รู้นี่อยู่กับตัว มันจะลงไปไหนไม่ละผู้รู้ มันจะรู้ของมันเอง มันจะลงก็ให้มันลงความรู้นี่ เหมือนเราลงบ่อเราก็ลงเอง เราขึ้นบ่อเราก็ขึ้น ความรู้อยู่กับเรา เข้าใจไหม

         โยม            ต้องบอกให้ลงลึกไปเลยไม่ต้องประคองจิต

         หลวงตา        ไม่ต้องประคอง แต่ว่าอย่าละผู้รู้กับสตินะ เอาให้อยู่นั้น มันจะลงไปไหนลง ปล่อยมันไปเข้าใจเหรอ

         ทีนี้จะให้พร

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก