พักยา
วันที่ 1 มิถุนายน 2547 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๗

พักยา

 

ก่อนจังหัน

 

         พระมามากตลอดสำหรับวัดนี้ ความเพียรของท่านทั้งหลายคืออะไร ตั้งสติให้ดี สติให้อยู่กับตัวตลอดเวลา เคลื่อนไหวไปมาที่ไหนสติกับจิตให้ติดแนบกันไปอย่าเผลอ นั่นละมีสาระอยู่ในนั้น ถ้าสติขาดเสียอย่างเดียวไม่เป็นท่าละความเพียร จำคำนี้ให้ดีนะ สติเป็นพื้นฐานๆ ตลอด เวลามีสติจะไม่ค่อยผิดพลาดงานภายนอกก็ดี งานภายในกิเลสก็ไม่เกิด กิเลสจะเกิดเวลาเผลอสติ เช่นสังขารปรุงแป๊บออกมานี่ สติเผลอแล้ว แล้วสังขารผลักดันออกมาสติมีอยู่จะรู้ทันทีๆ บังคับไม่ให้ผลักดันออกมาคิด จำให้ดีวิธีทำความเพียร สติเป็นเครื่องบังคับและบีบบี้กิเลสได้เป็นอย่างดี อย่าสักแต่ว่าทำนะทำความเพียร

อยู่ที่ไหนมีสติ คือความระลึกรู้ๆ ตลอดเวลาๆ  เวลาเข้าทางจงกรมสติก็ติดแนบ ออกก็ติดแนบ เดินจงกรมก็ติดแนบกิเลสจะไม่เกิด แล้วจิตจะมีวันสงบ เพราะสติเป็นเครื่องคุ้มครองรักษาจิตใจไว้ด้วยดี กิเลสอยู่ภายในมันจะไม่ผลักดันออกมา เราอย่าเข้าใจว่ากิเลสมาจากทางโน้นทางนี้ กิเลสอยู่ภายในใจนั้นแหละผลักดันออกมาให้อยากคิดอยากรู้อยากเห็นต่างๆ นี้ มีแต่เรื่องกิเลสอยู่ภายในผลักดันออกมาให้อยากๆ ถ้าสติมีอยู่แล้วบังคับเอาไว้มันก็ไม่ออก กิเลสก็ไม่เกิด จุดนี้เป็นจุดสำคัญมาก วิธีทำความเพียรสติเป็นพื้นฐาน บังคับให้ดี เรื่องความคิดความปรุงนี้อยากที่สุดนะ เรื่องอยากไม่มีอะไรอยากยิ่งกว่าความอยากคิดอยากปรุง มันหากเป็นของมันอยู่ในนั้น เพราะมันชำนิชำนาญ เรื่องของกิเลสชำนาญมากทีเดียว ชำนาญในวัฏจักร บนหัวใจสัตว์ตลอดมากี่กัปกี่กัลป์ อยู่ที่จุดนี้เท่านั้น ถ้าสติบีบบังคับเข้าไปๆ นั่นเรียกว่าไปทำลายโรงงานของกิเลส อยู่ตรงนั้นแหละ พากันจำให้ดีนะ

ข้อวัตรปฏิบัติอย่าให้บกพร่อง ทุกสิ่งทุกอย่างกิจการงานของพระ ที่เป็นข้อวัตรปฏิบัติภายนอกให้มีสติ ถ้าสติมีแล้ว ทำงานอะไรก็เรียบร้อย ถ้าสติเผลอไปเสียไม่ว่างานภายนอกภายใน เลอะๆ เทอะๆ ไปทั้งนั้น จำคำนี้ให้ดีนะ วัดนี้เป็นวัดที่ตั้งหน้าตั้งตาประกอบความพากเพียรมาตั้งแต่ต้นเริ่มสร้างวัดสร้างวามีตลอดมา จึงไม่ให้บกพร่อง งานการอะไรจะมีมากน้อย ไม่ให้เข้ามายุ่งในงานประกอบความพากเพียรอันเป็นงานใหญ่โตของพระเรา นอกนั้นเป็นงานข้าศึกละมาก งานนั้นงานนี้มีแต่งานกิเลส ไม่รู้นะว่าเป็นงานกิเลส สติเคลื่อนปั๊บออกไปนี่มันเอาไปกินหมดแล้วๆ จำให้ดีนะ ให้พร

 

หลังจังหัน

 

         เดี๋ยวนี้มันคันไปหมดทั้งตัวนะเรา ไม่ทราบเป็นไง แต่ก่อนคันเป็นที่ๆ ทีนี้คันไปหมดทั้งตัว คันที่นั่นคันที่นี่ เกาที่นั่นเกาที่นี่ อยู่อย่างนั้น มันอะไรก็ไม่รู้ ไอ้ยาแก้คันนี้ มองหากุฏิไม่เห็น มีแต่ยาล้อมรอบ ยาแก้คัน ไอ้คันนี้ก็ล้อมยาอีกทีหนึ่ง มันไม่ได้หาย (ขออนุญาตค่ะ หลวงตาคงจะเป็นแพ้ยาค่ะ) นั่นละเราจึงบอกว่าให้งดยาทั้งหลาย เพราะตามปรกติเราไม่เคยยุ่งกับยามาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งออกปฏิบัติด้วยแล้วยาเม็ดเดียวไม่เคยติดย่ามเลย เป็นอะไรก็ซัดกันเลยๆ

         พอพูดอย่างนี้แล้วก็ระลึกที่พ่อแม่ครูจารย์มาป่วยอยู่ที่หนองผือ ไข้มาลาเรียนี่ละเราตัวเก่งละ คือไข้มาลาเรียนี่ถ้าอยู่ที่เดียวไข้เท่านั้นมันก็หายไป ถ้าเปลี่ยนที่เรื่อยไข้เรื่อย ก็เรามันเปลี่ยนที่เรื่อยมันก็ไข้เรื่อย มาอยู่หนองผือนี้ก็เหมือนกันไข้ พ่อแม่ครูอาจารย์นี่ให้พระเอายามา ยาอะไรก็ไม่รู้แหละ ให้พระเอายามาเม็ดหนึ่ง เรานอนลุกไม่ขึ้น ท่านให้พระเอายามาให้เราฉัน เราบอกเราไม่ฉัน ท่านให้เอามา เอาละยังไม่ฉันแหละ พระก็เอากลับคืนไป ไม่นานท่านมาเอง เราอยู่แคร่เล็กๆ พอมา “ไหนเป็นยังไงไข้” ท่านว่าอย่างนั้นนะ

         ทีแรกท่านให้พระเอายามาให้ฉันก่อนแต่เราไม่ฉัน พระเอากลับไปหาท่าน แล้วท่านมาเองมาหาเรา “ไหนเป็นยังไงไข้” ท่านพูดแปลกๆ นะอุบายวิธีการ ไข้นี่มันคอยยาเม็ดนี้แหละ ไหนใครเป็นไข้ โอ๋ย ไข้นี่มันคอยยาเม็ดนี้แหละ นี่ๆ ท่านเอามาเองนะคราวนี้ นี่มันคอยยาเม็ดนี้แหละ พอฉันยาเม็ดนี้แล้วหายเลย ยานี้เทวดาสู้ไม่ได้ เอ้าๆ จะทำยังไงก็ท่านเอาไปให้ เราก็ฉัน ฉันแล้วเราก็ไม่เคยสนใจกับยา ท่านก็ไม่เคยสนใจกับยาว่าฉันแล้วจะเป็นยังไง ท่านก็ไม่เคยถาม   ไอ้เราก็ไม่เคยพูดถึง  หายมาจนกระทั่งป่านนี้ละ  เกี่ยวกับเรื่อง หยูกเรื่องยา ถึงขนาดพ่อแม่ครูจารย์เอายามาให้ฉัน ไม่ได้ยุ่งกับหยูกกับยาอะไรนี่แต่ก่อน ท่านเห็นว่าจริงจังทุกอย่างแล้วท่านก็มาให้กำลังใจ ความหมายว่างั้นแหละ

ก็ท่านเคยปฏิบัติมาแล้วต่อลูกศิษย์ของท่าน อาจารย์มหาทองสุก ดังที่เขียนไว้ในประวัติท่าน ดูเหมือนมีนะ ที่เป็นไข้อยู่ทางเชียงใหม่ นิสัยของท่านเรียบๆ นิสัยอาจารย์มหาทองสุก เวลาเป็นไข้ก็เลยกลายเป็นอ่อนไปเลย ท่านไปเยี่ยมไข้อาจารย์มหาทองสุก ดังที่เขียนไว้ในประวัตินั่น ท่านได้ทำท่าลองดู เป็นยังไงเป็นไข้อ่อนเปียก สู้ผู้หญิงไม่ได้ ไปเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มเสีย เอาเครื่องนุ่งห่มผู้หญิงมา เราเป็นผู้ชายแต่ดูมันอ่อนแอท้อแท้ สู้ผู้หญิงไม่ได้ ไปเอาเครื่องนุ่งห่มของผู้หญิงมานุ่งห่มเสีย เอาเครื่องนุ่งห่มผู้ชายไปให้ผู้หญิงเสีย ท่านว่างั้น ทางนั้นก็เลยร้องไห้ท่านอาจารย์มหาทองสุก พอท่านเห็นอาการอย่างนั้นแล้วท่านพลิกนะ เออ คงไม่ได้ผลแล้ว คงจะเสียใจ ไม่ได้ผลละคราวนี้ คราวหลังพลิกใหม่ คราวนี้ โอ๋ย อ่อนนิ่มไปหมด อันนั้นดีอันนี้ดี ยาอะไรดีๆ หมดเลย นั่นเป็นอย่างนั้นนะท่านพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงของท่าน

สำหรับเราเองเราไม่เคยกับยา บอกอย่างนั้นจริงๆ ไม่เอาเลย เที่ยวยาเม็ดเดียวก็ไม่เคยติดย่าม เป็นอะไรซัดกันเลยๆ มาอยู่หนองผือก็แบบเดียวกัน ท่านจึงให้พระเอายามาให้ฉัน เราก็ยังไม่ฉันอีก ทีนี้ท่านก็ถือมาเอง เมื่อเห็นว่าจริงจังแล้วท่านก็ถึงกัน มาเองเอายามาให้ ไข้มันคอยยาเม็ดนี้แหละ คือคอยยาเม็ดท่านถือมานั่นละ ฉันยานี่มันหายละ เอ้า ยานี่ยาเทวดาสู้ไม่ได้ เอ้าฉันลงไปนี้หายเลย เราจะทำยังไงก็ท่านเอาไปให้เอง ตกลงเราก็ฉัน

         ฉันแล้วเราก็ไม่สนใจกับยา ท่านก็ไม่สนใจถามเราอีกเลยนะยาเม็ดนั้น เท่านั้นแหละ ใครจะไปเด็ดยิ่งกว่าหลวงปู่มั่นวะ เรื่องความเด็ดเดี่ยวทางด้านจิตใจ เรานี่ โห เรื่องไข้มาลาเรียนี้โชกโชนที่สุดเลยเรา เพราะไม่อยู่ที่เก่า เดี๋ยวอยู่ที่นี่แล้วไปอยู่ที่นั่น เอ้าไข้อีกไข้มาลาเรีย หมอเขาบอกว่าไข้มาลาเรียถ้าอยู่ที่เดียวมันไข้เสียทีเดียวเท่านั้นหายไปเลย  ไม่ไข้อีกแหละ ถ้าเปลี่ยนที่เรื่อยไข้เรื่อย เขาว่า อันนี้เรามันเปลี่ยนที่เรื่อยมันก็ไข้เรื่อยๆ มาหนองผือนี่ก็ไข้ ไข้มาลาเรีย ไม่เคยมียานะ ไม่เคย

         ไปอยู่ที่ไหนมีแต่ไข้มาลาเรียเพราะเปลี่ยนที่เรื่อย เปลี่ยนที่เรื่อย ไข้มาลาเรียจะมี หมอเขาบอกว่าถ้าเปลี่ยนที่ไปเท่าไรมันก็ไข้ไม่หยุดละ มาลาเรียไข้เรื่อย ถ้าอยู่ที่เก่าแล้วก็ไม่ไข้อีก ไข้เท่านั้นแหละเขาว่า แต่เรามันเปลี่ยนที่เรื่อย อันนี้ถึงได้บอกว่ามันยุ่งเพราะยาเหล่านี้น่ะ เวลานี้ยามาเป็นสนามรบตีกันอยู่กับร่างกายของเรานี้ เราจึงบอกให้งดยา เราไม่เคยอย่างนี้ไม่เคย มันชุลมุนเหลือเกินยา ก็มีคราวนี้ที่ยามารุมเรามาก แทนที่โรคจะหายไปกลับกำเริบ เป็นแบบหนึ่งๆ ขึ้นมาในนี้ มันไม่เห็นเป็นผลว่าหายด้วยยานะ มันเหมือนเป็นความกังวลวุ่นวาย โรคแปลกๆ เกิดขึ้นมาเรื่อย เป็นเรื่อย เราจึงบอกให้เลิกยาเสียก่อน

         เราไม่ได้เป็นน้อยกว่ายานะ อะไรมาเราดูมันตลอด นี่เราก็อนุโลมไปอย่างนั้น ฉันไป เราไม่ได้เคยตื่นเต้นกับหยูกกับยาอะไรนี่ ฉันไปๆ มีแต่ผลลบปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ ผลบวกไม่มี จึงบอกให้งดเสียก่อน ยาอะไรๆ ให้งด ให้เหมาะที่สุดแล้วให้เราอยู่คนเดียวเรา ไม่ต้องเอาอะไรมายุ่ง เราจะดูของเราเอง เพราะเรารับผิดชอบในร่างกายเรามาตั้งแต่เกิดแล้ว ว่างั้นเลย ทำไมจะไปเอาอย่างอื่นมารับผิดชอบยิ่งกว่าที่เราเคยปฏิบัติมา จึงว่าให้งดเสียก่อน ยาอะไรลงไปไม่เห็นเป็นผลเป็นประโยชน์นะ มีแต่กวนเรื่อยๆ เลยกลายเป็นผลลบไปเรื่อยๆ จึงว่าให้พักเสียก่อนยา

         ให้เราอยู่ลำพังเราสบาย ถ้าเราอยู่ลำพังเรา เราสบายที่สุดไม่มีอะไรยุ่งเลย ดูแต่เรื่องของขันธ์มันดีดมันดิ้นของมัน ไม่มีอะไรเข้ามากวน อันนั้นมากวนอันนี้มากวนทีนี้มันก็เสริมขึ้นในขันธ์เลยยุ่งไปหมด เราเคยบอกแล้วว่าสมมุติทั้งมวล จิตเวลามันยึดนี้ครอบโลกธาตุ กระแสของจิตครอบได้หมด ยึดได้หมด เวลามันปล่อยเข้ามาๆ ปล่อยเข้ามาทั้งหมดจนกระทั่งถึงร่างกาย ส่วนเหล่านั้นปล่อยมันก็แล้วไปเลย ส่วนร่างกายนี้ปล่อยแล้วมันไม่แล้วของมัน นี่จึงได้ว่า อ๋อ เรื่องสมมุติทั้งมวลนี้มารวมอยู่ที่ขันธ์แห่งเดียว คือขันธ์นี้อยู่กับเรา เราเป็นผู้รับผิดชอบในขันธ์ ความรู้นี่รับผิดชอบอยู่ในนี้ อะไรๆ ไม่มายุ่งมาเกี่ยว

         แต่เรื่องขันธ์นี่ยุ่งตลอด เขาก็ไม่ได้บอกว่าเขายุ่งนะ เขาหากเป็นของเขาเอง เช่น อย่างคันนั้นคันนี้ก็เรื่องของขันธ์ เจ็บนั้นปวดนี้อยู่ในขันธ์นี้ ไม่ได้อยู่ที่อื่นนะ มารวมอยู่ในขันธ์ จึงว่าเอ้อสมมุติทั้งมวลอยู่ที่นี่ ถึงจะปล่อยจะวางเสมอกันหมดแล้วก็ตาม แต่ในขันธ์นี้ยังมีการแสดงให้เห็นอยู่ ถึงปล่อยขนาดไหนมันก็แสดง เช่นเจ็บนั้นปวดนี้ หิวกระหายอะไร อยากหลับอยากนอน เหล่านี้เป็นเรื่องกวนเป็นเรื่องการแสดงของขันธ์ แต่เขาไม่ได้บอกว่าเขารบกวนเรา เราประมวลมาพูดว่าสมมุติทั้งมวลมาอยู่ในขันธ์ที่จิตรับผิดชอบ นอกนั้นไม่มี แต่ในขันธ์นี้ถึงไม่ยึดมันก็มีของมัน

         เหมือนกับว่ามีผู้มีคนมีเด็กเดินขวักไขว่ไปมาอยู่อย่างนั้นละในห้องนั้น ผ่านไปผ่านมาอยู่ในห้องนั้น ห้องนั้นคือขันธ์ทั้งหมด แล้วอาการที่มันแสดงอยู่ในห้องนั้นเหมือนสัตว์อะไรเดินผ่านไปผ่านมาอยู่ในนั้นแหละ อยู่ในห้องนั่นละ ที่อื่นไม่มี แต่อยู่ในห้องคือห้องขันธ์มันมี เราจึงได้ดู อ้อ สมมุติทั้งมวลรวมแล้วมาอยู่ในขันธ์นี้แห่งเดียว นอกนั้นไม่มี มาอยู่ในขันธ์แห่งเดียว แสดงอยู่ตลอดในขันธ์นี้นะ พาอยู่พากิน พาหลับพานอน พาขับพาถ่าย มีแต่เรื่องบรรเทาขันธ์ทั้งนั้น มันแสดง ถึงว่าอ๋อมารวมอยู่ในขันธ์ รวมนี้หมดเลยอยู่ในขันธ์

         ส่วนที่มันยังเหลืออยู่เป็นธรรมดาของมันในขันธ์ เช่นว่าชอบนะหากชอบในวงขันธ์ อันนั้นดีอันนี้ไม่ดี อันนั้นชอบอันนี้ไม่ชอบ มันเป็นอยู่ในวงขันธ์นี้เท่านั้น ไม่ได้เข้าไปหาจิตเป็นหลักธรรมชาติ คนละฝักละฝ่าย คนละฝั่ง ว่างั้นเถอะ เป็นธรรมชาติ แต่อันนี้มันก็แสดงของมันอยู่อย่างนี้ จึงได้ว่าสมมุติทั้งมวลนี้มารวมอยู่ในขันธ์แห่งเดียว มีเท่านี้ ความชอบนั้นไม่ชอบนี้มี เพราะขันธ์เป็นสมมุติ สิ่งเหล่านี้ความรู้ที่ประจำขันธ์นี้มันก็มีอยู่ด้วยกัน ว่าชอบนั้นไม่ชอบนี้ เอ้ออันนั้นดีอันนี้ดี อันนี้น่ารักอันนั้นน่าชัง ว่างั้นนะ แต่มันอยู่ในขันธ์เท่านั้นละ ไม่นอกจากขันธ์ มันเป็นธรรมชาติของมัน อันนั้นอร่อยดี อันนี้ไม่อร่อย เช่นอย่างเบื่ออาหารมันก็เป็นอยู่ในขันธ์ โอ้ วันนี้ฉันจังหันดีนะ นี่ก็อยู่ในขันธ์ อย่างนี้ละ

         จึงได้ดูมันถนัดชัดเจน อยู่ในขันธ์ล้วนๆ ไม่นอกเหนือจากนี้เลย ส่วนกับจิตนั้นเป็นคนละฝั่ง มันไม่มีปัญหาอะไรแล้ว แต่ธรรมชาตินี้มันก็แสดงของมัน ทีนี้จิตเป็นนักรู้รับผิดชอบ แสดงอะไรขึ้นมาจิตมันก็รู้ๆๆ ความรู้ในวงขันธ์กับความรู้รับอันหนึ่งมันก็เป็นกระแสของอันนั้นที่รับผิดชอบอยู่มันก็มารับทราบกันอยู่นี้ แต่มันอยู่ในวงขันธ์เท่านั้น ไม่นอกเหนือจากนั้นไป ทีนี้พอขันธ์ดับปั๊บเท่านั้นหมดโดยสิ้นเชิง เรื่องสมมุติหมดไม่มีอะไรเหลือเลย ที่ยังเหลือก็เรียกว่ามาเหลืออยู่ในขันธ์

         บรรดาพระอรหันต์ท่านที่สิ้นกิเลสแล้วสมมุติทั้งมวลก็มารวมอยู่ในขันธ์ ให้ท่านรับผิดชอบให้รู้ให้เห็นมันอยู่อย่างนั้น มีเท่านั้นไม่นอกเหนือจากนั้นไป พออันนี้ดับมันก็พรึบหมดไม่มีอะไรเหลือ ขึ้นชื่อว่าสมมุติในสามแดนโลกธาตุดับลงเป็นวาระสุดท้าย คือขันธ์ดับ พออันนี้ดับหมดทีนี้สมมุติเป็นอันว่าหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีที่จะรับทราบสิ่งนั้นสิ่งนี้อะไรมากวนอีกแหละ อันนี้มีขันธ์มันกวนท่านรู้อยู่ มีเท่านั้นเอง

         ที่พูดนี้เราพูดในสิ่งที่ควรพูดได้นะ ที่ไม่พูดได้ที่มีอยู่ในขันธ์นี้ก็มีเยอะ รู้อยู่ในนั้น เรียกว่าขันธ์ ส่วนธรรมชาตินั้น จะทำอะไรให้เป็นอะไรอีกมันหมดปัญหาโดยสิ้นเชิง  เพราะอันนั้นเป็นวิมุตติไปแล้ว อันนี้เป็นสมมุติ มันก็แสดงตามสมมุติของมัน อันนั้นที่ผ่านไปแล้วก็เป็นอันนั้นไปเสีย ไมได้เกี่ยวข้องกันเลยแหละ จะบังคับให้เป็นมันก็ไม่เป็น นั่นละเรียนจิต เรียนธาตุ เรียนขันธ์  เรียนโลกเรียนสงสาร เรียนด้วยอรรถด้วยธรรม เรียนอย่างอื่นไม่รู้ ไม่รอบนะ ไม่จบไม่สิ้น ถ้าเรียนด้วยอรรถด้วยธรรมนี้มีวันจบสิ้นลงได้

         มีใครล่ะมาพูดอย่างนี้ ฟังซิน่ะ นี่พูดอยู่ในท่ามกลางของโลกสมมุติพูดอยู่อย่างนี้แล้ว พอพูดขึ้นมาก็หาว่าอุตริอย่างนั้นอย่างนี้ ฟังซิ พวกกองมูตรกองคูถ มันเป็นอย่างนั้นละฟังซิ คือมันมีแต่ความสกปรก การพูดออกมานี้ออกมาจากความไร้สาระของผู้นั้นเอง นั่น จะไปกระทบกระเทือนอะไรกับอรรถกับธรรมเหล่านั้น มันเป็นขึ้นกับเจ้าของ เผาเจ้าของ แสดงความไร้สาระ ความเลวร้ายของเจ้าของออกมาให้เห็นโดยชัดเจนๆ ส่วนที่จะไปโจมตีอรรถธรรมอันนั้นไม่มีทาง มันก็เป็นอยู่กับเจ้าของ เผาเจ้าของเอง

         ความไร้สาระ ความเลวร้ายทั้งหลายอยู่กับผู้แสดงออกมา ไม่ได้อยู่กับที่ไหนนะ อยู่กับผู้นั้นละ นั่นละผู้นั้นแสดงความเลวร้าย แสดงความไร้สาระ ทุกสิ่งทุกอย่าง   แสดงออกมาจากผู้นั้นแหละ ธรรมชาตินั้นจะมีอะไร ทำอะไรลงไปมันก็มาเข้าหาเจ้าของ เพราะเจ้าของเป็นภาชนะอยู่โดยดี ทั้งดีทั้งชั่วจะเกิดขึ้นจากเจ้าของ เจ้าของเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด สมกับว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ กรรมเป็นของของตน แสดงออกดีชั่วขึ้นมาจากเจ้าของก็ลงหาเจ้าของไม่ไปที่ไหนละ

         มันคันอย่างนั้นอย่างนี้ เกายิบๆ แย็บๆ เกาไปทุกแห่งทุกหน เราว่ามันเป็นเพราะยาเลยเชียว เราไม่ได้เหมาอื่นละ เป็นเพราะยา จึงว่าให้พักยาให้หมด เวลานี้เป็นยากวน โรคก็มีอยู่ในนั้นยาเข้ามาเสริมเข้าไปอีกเลยกวนกันใหญ่ นี่เราก็เลยยุ่งไปด้วยนะ อะไรๆ ที่ไม่เคยเกิดเคยเป็นมันเป็นขึ้นหมดในระยะที่เอายามาชุมนุมกัน มาเป็นสนามรบกับเรา เลยไม่เห็นมีอะไรเป็นประโยชน์นะ เราดูงั้น เพราะฉะนั้นจึงว่าปัดออก เราอยู่ลำพังเรานี้สะดวกสบาย ไปไม่ได้ก็ไม่ไป อยู่เสีย นั่น

         ก็ดูแต่เพียงขันธ์เท่านั้น มันดีดของมันเฉยๆ มันจะเป็นอะไรไป มาเยียวยาก็เยียวยาขันธ์ ทีนี้เวลามากไปๆ มันก็เลยเกิดเหตุขึ้นกับขันธ์นั้นละ ยุ่งกันใหญ่เลย  จึงให้พักไปเสียหมด ยาไม่เอา ยาเทวดามาจากไหนก็ตามเถอะ หลักธรรมชาติก็คือขันธ์ มันอยู่กันได้มันก็อยู่ อยู่ไม่ได้มันก็ไปเท่านั้นเองหาตื่นมันอะไร ก็ไม่เคยมาแล้วนะกับยาเหล่านี้ พึ่งมาเป็นตอนนี้ละ ตอนเอายามายุ่งมากๆ นี่เราก็ไม่ได้หลงมัน อะไรมาก็ดูมันๆ มันไม่ได้มาเป็นใหญ่กว่าเราสิ่งเหล่านี้ เราดูมันได้ถนัดชัดเจน จึงได้ชัดเจนว่าเป็นเพราะยาว่างั้นเลย ให้ระงับยาไปเสียหมด เป็นอะไรก็ให้มันเป็นซิ เกิดตายมันมีอยู่กับทุกคนไปตื่นมันหาอะไร เรียนอริยสัจไม่เรียนเรื่องเกิดเรื่องตายเรียนเรื่องอะไร รู้มันแล้วไปหลงมันหาอะไร มันก็มีเท่านั้นเอง

         (ขออนุญาตค่ะ ไม่ทราบใครจะมาค่ะ) หลวงพ่อสังวาลย์ ทีแรกท่านจะเอาทองคำมา เราก็บอกว่าเอ้อท่านก็เพียบเต็มที่แล้วก็ควรจะให้ผู้อื่นมาแทนท่าน สะดวกดีกว่าท่าน เราก็บอกงั้น แต่นี้ท่านก็อยากมา ท่านจะมา เราก็เลยปล่อยเอ้าตามเรื่องหัวใจเถอะ ใจได้สมัครพอแล้ว เอ้าตายที่ไหนก็เป็นมงคลแก่ใจทั้งนั้นละ ปล่อยเลย ควรไม่ควรอะไรก็เป็นเรื่องของขันธ์อีกอันหนึ่ง แต่เรื่องของใจนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง เมื่อท่านยังจะมาอยู่ก็แสดงว่าใจของท่านเป็นอย่างนั้น เราก็เลยปล่อย ท่านจะมาก็มาละ นี่ฟังว่ามาเครื่องบินเที่ยวเช้า (กราบเรียนครับ หลวงปู่สังวาลย์ไม่ได้มาครับ ให้ตัวแทนมาครับ) เหรอ เอ้อ ให้ตัวแทนมา ท่านเป็นคนใจบุญสุนทาน

         อย่างขานี่เหมือนกัน เข่าเรานี่ ทีแรกว่ามันเป็นไข้อยู่ภายในลำไส้ เลยเอายามาขับมันว่างั้นนะ พอขับออกไปมันก็ออกไปปวดหัวเข่า เราก็บอกว่าเอ๊ะทำไมมันปวดหัวเข่า หมอเขาบอกว่ายาขับมันออกไป ทีนี้ขับออกไปแล้วมันไม่ขับออกไปซิ ขับออกไปอยู่ที่หัวเข่าเรื่อยมา ขับไปอยู่ที่หัวเข่าแล้วก็สร้างความหมดกำลังขึ้นมาที่เข่าที่ขา ขาไม่มีกำลัง ทีนี้มันก็เลยไล่กันอยู่แถวนี้ไม่ออกนะ มันไล่มาหัวเข่านี้แล้วก็เลยอยู่ที่นี่ ไอ้เราเป็นผู้รับเคราะห์รับกรรม มีแต่ยามันมีแต่เรื่องผูกมัดเข้าไป มันไม่มีเรื่องคลี่คลายเลยนะ ดูอะไรยาว่าแก้อะไรฉันลงไปไม่เห็นแปลก เอ๊ทำไมเป็นอย่างนี้ ปวดในนี้ปวด มันปวดอยู่หัวเข่า เวลาลุกขึ้นเข่าอ่อนขาอ่อน ลุกไม่ขึ้นนะ

         นี่ก็คอยที่ว่าใครจะมาแทน (ลูกศิษย์มาแทนครับ) มันเบื่ออาหาร อะไรๆ เบื่อหมด มองดูอาหารนี้เหมือนของไม่เคยขบเคยฉันนะเบื่อ อย่างเมื่อเช้านี้เหมือนกันฝืนเฉยๆ นะ ถ้าอยู่ลำพังเราแล้วไม่ฉัน นี้ก็เกี่ยวยั้วเยี้ยๆ ก็มาอย่างนั้นแหละนะ ถ้าธรรมดาแล้วไม่ฉัน ถ้ามันไม่สบายไม่ฉันเลย หยุด เฉยๆ สบายไปเลย แต่นี้มันก็ทนมาอย่างนั้นละ นั่งก็อย่างนี้ละทนนั่ง มันแปลกๆ อยู่ตั้งแต่เราเคยพูด เวลาชุลมุนกับชาติบ้านเมืองมันก็ไม่มีอะไรนะ มันก็หมุนของมันไปเรื่อยๆ พอว่ายุติการช่วยชาติแล้วเท่านั้นละมีลักษณะเหมือนเด็กจะตื่นนอน ยิบแย็บๆ อ้าวจะไปแล้วเหรอ มีลักษณะยิบแย็บ อย่างนั้นละมันแปลกๆ อยู่

         (ยังมีเรื่องศาสนาอีกเจ้าค่ะ ศาสนาสำคัญกว่าชาติ เป็นเรื่องของพ่อแม่ครูจารย์โดยตรง เรื่องของสงฆ์โดยตรง) ศาสนาก็อยู่กับเราหมดแล้วเป็นห่วงอะไร แน่ะถ้าจะตอบกันก็ตอบอย่างนั้น ทำอะไรดูไม่มีอะไรดีขึ้นๆ เอ๊ แปลกๆ อยู่นะ เรื่องศาสนานี่พวกเทวทัตกำลังเข้าทำลายมากนะเวลานี้ แหม ไปเลือกเฟ้นเอาตัวสำคัญๆ เข้ามาด้วย เข้ามาทำลายศาสนา ตั้งเรื่องนั้นขึ้นมา ตั้งเรื่องนี้ขึ้นมา ตั้งแต่เปรตสองตัวนี้ไปอยู่ในวงศาสนา ไม่ได้สงบนะตั้งแต่ตั้งพวกเปรตพวกผีเข้าไปวงศาสนา ตั้งหน้าไปทำลายจริงๆ หมด ไม่มีความรู้สึกเรื่องบาปเรื่องบุญเลย จะเอาให้ได้สมใจๆ ที่เป็นกองฟืนกองไฟกองมูตรกองคูถอยู่ในหัวใจนั้นทั้งหมด ไม่มีอรรถมีธรรมแฝงเลย

         (ยอดทองคำทั้งหมดที่ได้แล้วครับ) ทองคำส่วนที่เกิน ๑๐ ตัน ส่วนที่มอบเข้าคลังหลวงแล้ว ๓๑๒ กิโลครึ่ง ส่วนที่อยู่กรุงเทพฯ ๒๒ กิโล ส่วนที่อยู่อุดร ๑๕ กิโลครึ่ง รวมทั้งหมดได้ ๓๕๐ กิโล ขาดอีก ๖๕๐ กิโลจะครบจำนวน ๑ ตัน กรุณาทราบตามนี้

         (ตัวแทนหลวงพ่อสังวาลย์นำทองคำ ๑๑๐ กว่าบาทมาถวาย) เรียกว่ากิโลครึ่งที่หลวงพ่อสังวาลย์ท่านนำมา ท่านมีจิตใจที่กว้างขวางมาก ฝากความขอบบุญขอบคุณไปถึงท่านด้วยนะ ว่าหลวงตาพอใจมากกับทองคำของท่าน และพอใจมากกับน้ำใจของท่านที่ได้สร้างคุณงามความดีมาอย่างกว้างขวาง หายากพระอย่างท่านนี่นะ เพราะฉะนั้นหลวงตาจึงขอขอบบุญขอบคุณมาทั้งทองคำนี้ด้วย ขอบบุญขอบคุณในน้ำใจของท่านที่กว้างขวางเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส ทำประโยชน์ให้โลกได้อย่างกว้างขวางมาด้วย เข้าใจเหรอ (สาธุ) พอใจ และขอขอบบุญขอบคุณคุณทั้งสองที่อุตส่าห์พยายามทำหน้าที่แทนหลวงปู่สังวาลย์มาด้วยเช่นกันนะ ขอขอบบุญขอบคุณ เอ้อพอใจ

         ทีนี้จะอนุโมทนานะ และมีอะไรอีกไหมล่ะเกี่ยวกับหลวงพ่อสังวาลย์ (ตอนนี้อาการไม่ดีครับ ปอดไม่ทำงาน พระอุปัฏฐากให้กราบเรียนถามว่าจะนำท่านเข้าโรงพยาบาลเพื่อให้เครื่องช่วยหายใจไหมครับ) ถ้าตามความเห็นของเราแล้วก็ไม่เข้าแหละ ปล่อยตามสภาพนั้นเลย ให้ท่านอยู่สะดวกสบายท่าน ไม่มีอะไรรบกวนท่านนะ นี่เป็นความรู้สึกความเห็นของหลวงตานะ เพราะมันหมดสภาพแล้วเอาเข้าไปก็ไม่เห็นมีอะไร มีแต่สิ่งจะกวน ถ้าเกี่ยวกับหมอแล้วหมอก็จะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็กวนกันเฉยๆ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรแหละ สู้อยู่ด้วยความสงบไม่ได้ ให้ท่านอยู่อย่างนั้นละดีแล้ว

         หลวงตาเองก็เป็นอย่างนั้น เมื่อมันดูอะไรๆ มันหมดสภาพแล้วปัดออกหมด เราอยู่เฉพาะเรา เป็นสภาพของเราเอง นี้เหมาะกว่าทุกอย่าง เข้าใจแล้วเหรอ เอาละทีนี้จะอนุโมทนานะ โมทนาขอบบุญขอบคุณไปถึงหลวงพ่อสังวาลย์และบริษัทศรัทธาทั้งหลายโดยทั่วกันด้วยนะ ให้พร

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก