เอาความดีมาจากไหน
วันที่ 5 มิถุนายน 2547 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๗

เอาความดีมาจากไหน

 

ก่อนจังหัน

 

พระที่มา มาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้ดูนะข้อวัตรปฏิบัติ อย่ามาเก้งๆ ก้างๆ ให้เห็น ครั้นเข้ามาในวัดนี้จะรู้ทันทีเลย มันขวางตาทันที แสดงว่าไม่มีข้อวัตรปฏิบัติมาดั้งเดิม พอเข้ามานี้มันขวางทันทีๆ เป็นอย่างนั้นนะ ให้ดูกัน มาศึกษาหาอะไร มาเก้งๆ ก้างๆ เอานิสัยเก่าแก่มาใช้ บวชเข้ามาไม่สนใจข้อวัตรปฏิบัติศีลธรรมของตัวเอง มาเก้งๆ ก้างๆ เอานิสัยที่ไม่รู้ตัวนั้นเข้ามาขวางหมู่ขวางคณะ ดูมันดูไม่ได้นะ แล้วมีพระองค์ไหนที่ไปเก้งๆ ก้างๆ เก็บกระดาษเศษใส่ถังอยู่นั่น เราเห็นมาได้สองสามวันแล้วนะ เมื่อวานนี้ชี้แล้วนะ ถ้าเลยจากนี้แล้วไล่ออกจากวัด ไม่ให้เห็นอย่างนี้ เลอะเทอะทั่วไปไม่อดอยาก

เรากลั่นกรองความดีงามเพื่อโลก อย่าให้เห็นนะสิ่งสกปรกโสมม มันเลอะเทอะไปหมดนะเดี๋ยวนี้ สกปรกมากทีเดียว วงศาสนาเรานี้เลยกลายเป็นวงอลัชชีไปนะเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่วงพระวงเณรให้ความสงบร่มเย็นแก่ตนและประชาชน มันกลายเป็นวงอลัชชี สร้างแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ตัวเองและวัดวาอาวาส ตลอดถึงประชาชนทั่วๆ ไป กลายเป็นฟืนเป็นไฟไปหมดเพราะความอลัชชี ไม่มียางอายบาปนั้นแหละ ให้พร

 

หลังจังหัน

 

         เราสงสารโรงพยาบาล โรงไหนมาๆ โอ๊ย เต็มกำลัง เพราะคนไข้เข้าไปชีวิตจิตใจมอบไว้กับหมอ ทีนี้หมอไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือก็ก้าวไม่ออก คนไข้ก็ผิดหวัง นี่เอาตรงนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามช่วยเครื่องไม้เครื่องมือ พอจะได้ชนิดไหน เอาให้ๆ บางครั้งติดหนี้ก็มีเพราะเห็นแก่คนไข้จากเครื่องมือเครื่องนั้นๆ ติดหนี้ติดไป เอ้าสั่งมาเสียก่อนเราจะใช้หนี้ทีหลัง เอาความจำเป็นนี้ไปก่อน อย่างนั้นละที่หลวงตาปฏิบัติต่อโรงพยาบาลอย่างนี้เรื่อยมา เพราะฉะนั้นจึงติดหนี้เรื่อย ติดหนี้อย่างอื่นไม่ติด สร้างตึกกี่ตึกๆ เราคำนวณไว้เรียบร้อยๆ ค่าตกแต่งๆ เงินจะตกเข้ามาพอดีๆ โรงพยาบาลถ้าเป็นตึกก็เหมือนกัน ไม่มีคำว่าติดหนี้ติดสิน แต่แบบจ๊ะเอ๋ละซี เครื่องมือ ปุบปับเข้ามามาขอเครื่องมือ เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมืออะไรๆ ถามดู เป็นความจำเป็นต่อคนไข้มากมาย พอดีจังหวะ หนึ่ง เงินไม่พอ สอง ไม่มีเงิน ขนาดนั้นละ คือจ่ายถึงขนาดว่าเงินไม่พอหรือไม่มีเงิน ทีนี้ความจำเป็นท่วมท้น ตกลง เอ้า สั่งมาเลย คือเราเป็นตัวประกันแล้ว

ทางบริษัทกรุงเทพ เขารู้หมดนะที่เป็นนามของเราสั่งเข้าไปนี่ เขารู้หมดเลย สั่งไปมาเลยๆ บริษัทต่างๆ รู้หมดเกี่ยวกับโรงพยาบาลเครื่องมือแพทย์ นี่ละเราติดเรื่อยแหละติดหนี้เกี่ยวกับโรงพยาบาล คือเครื่องมือแพทย์สำคัญ ถ้าอย่างอื่นอย่างที่สั่งมานี้ก็พร้อมแล้วๆ ไม่มีปัญหาถ้าเป็นเราสั่งเอง ถ้ามันมาปุบปับเลยนี้ ติดหนี้ตรงนี้ละ อันใดที่เราตกลงสั่งเรียบร้อยแล้วไม่ติดทั้งนั้น ตึกจะกี่หลังก็ตามไม่ติด เพราะเราคำนวณไว้เรียบร้อย เงินในบัญชีของเรา เวลาเราตายแล้วให้ไปหาโฆษณานะ ว่าหลวงตาบัวมีเงินหลายล้าน มันมีหลายล้านจริงๆ เดี๋ยวนี้ ล้านเหล่านี้เพื่อตึกนั้นๆ อย่างนั้นนะ เขาไม่รู้ซิ ถ้าเราเกิดมาตายเสียอย่างนี้เขาก็จะว่า เงินในบัญชีหลวงตาบัวว่าทุกข์จน ทุกข์ยังไงเงินในบัญชีเป็นล้านๆ  เขาหารู้ไม่ว่าบัญชีเหล่านี้มีกำหนดยังไง จ่ายที่ไหนๆ บ้าง อยู่ในนั้นเสร็จนะ

เราตายไปเสีย เขามาเห็นแต่เงินน่ะซี เขาไม่เห็นที่เราจะจ่าย นี่ละเวลาเราตายแล้วให้ไปโฆษณากันนะว่า หลวงตาบัวมีเงินอยู่ในบัญชีมากมายก่ายกอง ท่านทั้งหลายคงทราบแล้วมัง ว่าเงินในบัญชีนี้เราคำนวณไว้เรียบร้อยๆ ที่จะจ่ายที่ไหนๆ เป็นแต่เพียงยังไม่ถึงวาระยังไม่ออกๆ กำหนดไว้ตามนี้ละ เพราะฉะนั้นจึงไม่ติด ถ้าเรากำหนดเรียบร้อยแล้วไม่ติด นอกจากมันมาแบบจรมา ปุบปับมานี้ติดได้ๆ เพราะจะไปแตะต้องเงินในบัญชีนั้นไม่ได้ เพราะนั้นเป็นส่วนใหญ่ที่เรากำหนดไว้แล้ว อย่างนั้นไปแตะไม่ได้ จึงยอมเอาเงินเหล่านี้ติดไปๆ เรื่อยไป ส่วนเงินที่เรากำหนดไว้ๆ เราไม่แตะ นั่นเป็นอย่างนั้น

ทั้งๆ ที่เราติดหนี้นะ เงินในบัญชีก็มี แต่มีเพื่ออันนั้นๆ ไปพอดีอยู่แล้ว ไปแตะไม่ได้ เพราะนี้เรากำหนดไว้แล้ว ตกลงให้เขาเรียบร้อยแล้ว เราต้องจ่ายตามนั้นๆ อันนี้ไม่ได้ตกลง มันมาทีหลัง ตกลงต้องติดหนี้ไปก่อนจำนวนนี้ แล้วหามาให้ทีหลัง เวลานี้ตึกใหญ่กำลังสร้าง ๖๐ ล้าน ฟังซิน่ะ เงินตั้ง ๕๐-๖๐ ล้าน บัญชีบรรจุตึกเหล่านี้ไว้ในนั้นนะ เพราะฉะนั้นเงินจะต้องมีถึง ๓๐-๕๐ ล้าน อยู่ในนั้น แต่มีเพื่ออันนี้เองเข้าใจไหมล่ะ ไม่ได้มีเพื่ออะไร คือไปเห็นเงินในบัญชีแล้วตาลุกวาวนะ ว่าหลวงตาบัวทุกข์จนทำไมจึงมีเงินอย่างนี้ อย่างนั้นนะเขาว่า ความจริงเรากำหนดไว้เรียบร้อย เพราะฉะนั้น เวลาทีมาแบบจ๊ะเอ๋ อย่างนี้เราจึงแตะอันนั้นไม่ได้ ต้องเอาอันนี้ออกช่วยๆ กรุณาพี่น้องทั้งหลายทราบไว้อย่างนี้นะ เงินหลวงตาบัวที่จะติดตัวไปด้วยส่วนเป็นเงินของตนนี้ บอกว่าบาทเดียวก็ไม่มี ว่างั้นเลย เราไม่เคยมี มีแต่ความเมตตาสงสาร ไปที่ไหนๆ เป็นอย่างนั้นทั้งนั้น ความเมตตานี้ไม่มีเหลือแหละ กวาดออกหมดเลย

ทางบริษัทพวกโตโยต้าหรือบริษัทอะไรก็ตามรถยนต์กับเรานี่ เข้าใจกันได้ดี บริษัทต่างๆ ที่ขายเครื่องมือแพทย์รู้จักเราหมดนั่นแหละ ถ้าว่าเป็นเราสั่งปุ๊บปั๊บเลยเทียว คือไม่มีเคลื่อนเรา ว่าอย่างไรเป็นอย่างนั้นเลย เท่าไรถึงไหนถึงกัน ไม่มีคำว่าหลอกลวงต้มตุ๋น แม้เม็ดหินเม็ดทรายเราไม่มี เพราะฉะนั้นอะไรมาผิดพลาดด้วยเจตนากับเราจึงเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ดีไม่ดีไม่ติดต่อเลย คนนั้นบริษัทนั้นไม่ติดต่อเลยถ้ามีทุจริตกับเรานะ ถ้าบริสุทธิ์หรือผิดพลาดโดยไม่มีเจตนา ยอมรับ บางทีเขาส่งสิ่งของมาผิดพลาด เราให้ส่งกลับคืน เขารีบส่งมาแก้ใหม่ทันที พร้อมกับขอโทษมาด้วย อันนี้เป็นลูกน้องเขาส่งมาผิดพลาด เขาขอโทษ อย่างนี้ก็ให้อภัยกันไปตลอด ถ้ามีเจตนามีเล่ห์เหลี่ยมกับเรานี้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะเราไม่เคยมีเล่เหลี่ยมกับใคร ถึงไหนถึงกันเลย

เหนื่อย ขาอ่อนลุกไม่ได้ วันนี้ไม่เอาไหนเลย อ่อนมากเทียว ฉันจังหันก็จะฉันไม่ได้นะเมื่อเช้านี้ ฝืนเอาได้สองสามคำ คือมันฝืนมันไม่ยอมรับเลย ถ้าเป็นอยู่คนเดียวไม่ฉันนะ นี่ก็เกี่ยวกับยั้วเยี้ยๆ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วมันก็กระเทือนหมดโลก ยุ่งกันไปหมด เราก็อุตส่าห์พยายามรักษาอันนี้ ลงมาฉัน ฉันได้คำสองคำก็ฉัน ถ้าอยู่คนเดียวไม่เอา เคยปฏิบัติมาอย่างนั้น สมมุติว่าเจ็บไข้ได้ป่วยนี้ไม่ฉัน ไม่ออกบิณฑบาตแล้วไม่ฉัน แล้วแต่จะฉันเมื่อไร เราเคยปฏิบัติตัวของเรามาอย่างนั้นแล้ว การขบการฉันอาหารการกินนี้ ออกปฏิบัติเรายังไม่เคย ที่ว่าเจ้าของฉันไม่ได้ เขาเอาอาหารมาให้ฉันไม่เคยมีในภาคปฏิบัติของเรา ถ้าฉันไม่ได้ไม่ต้องฉันเท่านั้นเอง ไม่ให้เอามาให้ทั้งนั้นๆ แม้แต่อยู่ในวัดนี้ก็ไม่เคยมี ที่เราฉันไม่ได้เอาอาหารไปให้ฉันที่กุฏิ ไม่เคยมีนะ ฉันได้ก็ฉัน ฉันไม่ได้ไม่ต้องฉัน เด็ดมาตลอด ถึงเฒ่าแก่อย่างนี้มันก็มีนิสัยนั้นมาตลอด

ตั้งแต่เราออกปฏิบัตินี้เราพูดจริงๆ เราเด็ดจริงๆ นะไม่ใช่ธรรมดา เพราะฉะนั้นเวลามาพูดให้ใครฟังเขาไม่อยากจะเชื่อกัน เพราะเขาไม่เคยทำ ก็เรามันทำอยู่นี่ เชื่อไม่เชื่อก็เราทำเอง ความแม่นยำจะไปจากไหนถ้าไม่ไปจากเราผู้ทำ การฝึกหัดตัวเองเพื่อความเป็นคนดี ฝึกหัดมาตั้งแต่วันบวชจนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลา ๗๑ ปี นี่ฝึกหัดตัวเพื่อความดีงาม ไม่เคยได้แป้วใจเลยว่าได้ไปทำความเสียหายที่ตรงไหนๆ ตั้งแต่วันบวชมา ศีลก็บริสุทธิ์เต็มเหนี่ยว สมาธิตลอดปัญญา ฟาดมันถึงวิมุตติหลุดพ้น ด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัติเพื่อความดีงาม ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ต้องดัดสันดานกัน การฝึกหัดนี้ฝึกหัดตั้งแต่ต้น

พอพูดอย่างนี้แล้วยังระลึกได้ที่แม่มานั่งปั๊บใกล้ๆ นี่นะ วันนั้นวันเราจะออกไปกับท่านพระครู ออกไปเป็นนาคบวช แม่มานั่งปั๊บ นี่แม่จะบอก เราเตรียมของที่จะไปกับท่านพระครูแล้ว เป็นนาคจะไปบวช มานั่งปั๊บลงข้างๆ นี้ นี่แม่จะบอก วันนั้นสรุปผลงานดีหรือไม่ดีของลูกก็วันนั้น ธรรมดาพ่อแม่ไม่เคยยกยอลูก ดีชั่วก็รู้กันอยู่ วันนั้นมานั่งปั๊บข้างๆ นี่แม่จะบอกนะ “หน้าที่การงานทุกอย่างแม่ไม่ได้ต้องติ การประพฤติเนื้อประพฤติตัวก็เหมือนกันแม่ไม่เคยได้ต้องติ ที่แม่วิตกวิจารณ์เป็นห่วงเป็นใยมากเวลานี้ก็คือการนอนนะลูกนะ

         การนอนนี้เหมือนตาย นี่ที่แม่เป็นห่วงมาก เวลาไปบวชแล้วพระท่านไปบิณฑบาตบ้านใกล้เรือนเคียง ที่ไหนก็ตาม กลับมายังนอนไม่ตื่น ไปปลุกท่านบัวมาฉันจังหันอย่าให้แม่ได้ยินเลยนะ แม่จะเอาหัวมุดดินลงเลย แม่อายบ้านอายเมืองเขา สั่งแล้ว นี่แม่ไม่รู้จักความรู้สึกภายในใจของเรา คือเวลาเราจะไปไหนแต่เช้านี้ บอกแม่ แม่ปลุกหน่อยนะวันพรุ่งนี้เช้าจะออกไปธุระแต่เช้า พอแม่ทราบเท่านั้นทอดธุระนะ ถึงเวลาแม่ก็มาปลุกเอง นอนจึงแบบตายเลยๆ แม่ไม่รู้ภายในใจของเรา ส่วนพี่ชายเขาบอกเหมือนกัน บอกแม่ให้ปลุก บางทีแม่ยังไม่ปลุกเขาลุกไปแล้วๆ ไอ้เรานี้ไม่เคยมี แม่ทราบเท่านั้นว่าจะปลุก นอนนี้แบบตายเลย ถึงเวลาแม่ปลุกถึงลุกไป

         นี่ละที่แม่จับเอามาเป็นข้อวิตกวิจารณ์ พี่ชายบางทีเขาไปยังไม่ได้ปลุก ทั้งๆ ที่บอกให้แม่ปลุก แต่เราไม่เคยมี ไม่เคยมีจริงๆ เพราะทอดธุระ ไม่ใช่อะไรนะแม่ไม่รู้ ทีนี้เราก็ไม่ตอบ ไม่บอกแม่ละ เฉย พอไปถึงวัดละที่นี่เข้าเป็นนาคแล้ว สอนตัวเองที่นี่ ทีนี้แม่ไม่ได้ตามมาสอน มาปลุกมาอะไรนะ เราต้องเป็นตัวของเราเต็มตัว นั่น บอก สอนเจ้าของ ต้องเป็นตัวของเราเต็มตัว ตั้งแต่นั้นมานี้เอ้านอนจะเอาเวลาไหน ดีดผึงๆ กำหนดเวลานอนจะตื่นเวลาเท่านั้นกำหนดปั๊บดีดผึงๆ การตื่นนอนของเราเหมือนกับแม่เนื้อตื่นนายพราน สะดุ้งผึงไปเลยๆ ไม่เคยกลับมานอนซ้ำอีกนะ ไม่มี

         นี่ละการฝึกตนฝึกมาเสียจนชิน พอตื่นนอนนี้มันจะดีดของมันเอง สมมุติว่ามีเพื่อนฝูงนอนอยู่ใกล้ๆ นี่ตื่นนอนเหมือนกัน เพราะการตื่นนอนของเราดีดผึงๆ ฝึกอย่างนี้ไปได้ ๑๘ ปี ๑๘ พรรษา คือเป็นเอง พอรู้สึกนี่มันจะเป็นของมันเอง เมื่อมันเป็นนิสัยแล้วดีดผึงๆ การนอนนี้กำหนดเวลาไหนได้หมดเลย ได้ไม่มีเคลื่อนๆ เพราะจิตมันจริงจังทุกอย่าง จนกระทั่งพรรษา ๑๘ ถึงได้มาฝึกหัดใหม่ เอ้อแต่ก่อนการฝึกหัดอย่างนั้นก็เพื่อข้าศึกศัตรู การรบ การประกอบความพากเพียร ก็สมควรแล้วที่ฝึกหัดอย่างนั้น นี่วิตกในตัวเอง

         ทีนี้ฝึกเสียใหม่ เรื่องราวอะไรดังที่เป็นนั้นก็ไม่มีแล้ว การตื่นนอนพอรู้สึกทิศทางต่างๆ แล้วค่อยตื่นขึ้นมาด้วยความมีสติธรรมดา ไม่ให้ผาดโผนโจนทะยานเวลาตื่น โดดผึงๆ เลย ฝึกหัดมาตั้งแต่พรรษา ๑๘ โอ้ยนานนะกว่าจะได้ คือพอรู้สึกมันดีดขึ้นก่อนแล้วการฝึกหัดของเจ้าของ จนกระทั่งมันได้ เวลาได้แล้วอย่างทุกวันนี้ตื่นแล้วก็ไม่อยากลุก มันเป็นอย่างนั้นละ มันฝึกได้แนบสนิทมากเดี๋ยวนี้ ตื่นนอนแล้วไม่สนใจจะลุก ไม่เหมือนแต่ก่อน นี่การฝึกเราพยายามทำความดีของเรามาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งถึงทุกวันนี้

         ทุกวันนี้ไม่ได้ฝึกแหละ มีแต่ปล่อย ปล่อยตามเรื่องของธาตุของขันธ์ ไม่ได้ปล่อยตามเรื่องของกิเลสตัณหา แต่ก่อนเอาจริงเอาจังทุกอย่าง ว่าอะไรเป็นอย่างนั้นๆ เจ้าของต้องฝึกหัดตนเอง เด็ดเฉียบขาดอยู่ในนั้น มันฝืนเราไปไม่ได้ละ ธรรมเหนือกว่า ความสัตย์ความจริงเหนือกว่า ว่ายังไงเป็นอย่างนั้นๆ เรื่อยมา นี่เราก็ทำประโยชน์ให้เราเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนกระทั่งหมด หาทางต้องติไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามุ่งหวังอย่างแรงกล้าเป็นที่พอใจทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว สมบูรณ์แบบ จากนั้นก็เกี่ยวข้องกับประชาชนญาติโยม พระเณร โลกสงสารว่างั้นเถอะ ก็ค่อยสั่งสอนกันมาเรื่อยๆ อย่างนี้ สำหรับเราเราไม่มีอะไรแล้ว ไม่มี มีแต่สงเคราะห์โลก

         จนกระทั่งออกช่วยชาติบ้านเมือง ท่านทั้งหลายก็เห็นไม่ใช่เหรอ การเทศนาว่าการทั่วประเทศไทย และเดี๋ยวนี้ออกทั่วโลกทางอินเตอร์เน็ต เทศน์มากี่ปี เป็นเวลา ๕๔- ๕๕ ปีนี้แล้ว ธรรมะที่เทศน์ไปทั้งหมดนั้นเอามาจากไหน พิจารณาซิ ถ้าเราจะไปเอาตามคัมภีร์ไม่ทัน ต้องเอาตามคัมภีร์ใน คัมภีร์จิตใจ ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วเปิดโล่งเลย เปิดเสียให้ชัดเจน ไม่ได้คิดว่าไปเทศน์ในสถานที่ใดจะอัดจะอั้น เห็นว่าที่นั่นสูงที่นี่ต่ำไม่มี ธรรมเหนือกว่าหมดแล้ว

         ที่จะสงเคราะห์ว่าคนในสังคมนี้สมควรจะได้รับธรรมะประเภทใด มองดูปั๊บ เอ้าพูดให้มันชัดเจน เหมือนเรดาร์จับปั๊บเลย การที่จะเทศน์ออกมาให้เหมาะสมกับสังคมนั้นๆ มันจะเป็นออกมาเอง ควรที่จะเทศน์ขนาดไหนจะไปพอดิบพอดี นี่เป็นอย่างนั้น ถ้าควรเทศน์ขนาดไหน ธรรมะมีประเภทแกงหม้อใหญ่ แกงหม้อเล็ก แกงหม้อจิ๋ว ถ้าหม้อใหญ่ก็เรียกว่าเทศน์สอนประชาชนทั่วๆ ไป แกงหม้อเล็กมีผู้ปฏิบัติ เช่นพระเจ้าพระสงฆ์มาเกี่ยวข้องสนใจทางด้านจิตตภาวนา แกงหม้อเล็กก็ออก ถ้ามีแต่พระล้วนๆ แกงหม้อจิ๋วทั้งนั้นละ พุ่งๆ เลย

         ธรรมเหล่านี้ไปเอามาจากไหน ฟังซิท่านทั้งหลาย อวดหรือไม่อวดเวลานี้ ท่านทั้งหลายก็เห็นแล้วหลวงตาไปเทศน์สอนโลกทั่วประเทศไทย ยังทั่วโลกอีกด้วย เป็นเวลา ๕๔ ปี ธรรมะนี้ไปค้นในคัมภีร์ไหนไม่ทัน ถ้าค้นในคัมภีร์ธรรม ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันนี้เปิดโล่งไปหมด สมควรที่จะสงเคราะห์สงหาขนาดไหนๆ จะเป็นเองๆ อยู่ในนี้ ที่จะคิดว่าจะจนตรอกจนมุมไม่เคยคิด มันเต็มอยู่ในหัวใจนี่แล้ว เหมือนเราไขก๊อกน้ำ น้ำเต็มอยู่ในถังแล้ว เปิดด้านไหนๆ เอ้าเปิดออกมาทั้งนั้นๆ เปิดแคบเปิดกว้างจะออกตามนั้นน้ำ

         ธรรมะก็เหมือนกันควรจะแคบจะกว้าง หม้อใหญ่ หม้อเล็ก หม้อจิ๋ว จะออกทั้งนั้นๆ นี่เราพูดให้เต็มยันผลแห่งการปฏิบัติธรรม ธรรมเวลาเกิด เกิดอย่างนี้เอง พระพุทธเจ้าก็ธรรมเกิด ตรัสรู้ขึ้นมาสอนโลกได้ทั้งสามโลก พระสงฆ์สาวกแต่ละองค์ๆ  ตามนิสัยวาสนา ธรรมเกิด ท่านจะแสดงตามอรรถตามธรรมภายในหัวใจของท่าน ท่านยังไม่ไปเอาคัมภีร์ใบลานที่ไหนมาเป็นแบบเป็นฉบับตลอดไป ท่านจะเอามาเป็นครั้งเป็นคราวที่สัมผัสสัมพันธ์ ท่านไม่ปฏิเสธเรื่องคัมภีร์ก็ดี แต่คัมภีร์ในของท่านแม่นยำ แน่นหนามั่นคงมาก พระพุทธเจ้าสาวกทั้งหลายออกจากคัมภีร์ในทั้งนั้น

         คัมภีร์นอกนี้มาจดจารึกทีหลัง ที่ว่าพระไตรปิฎก นี่ศาสนาล่วงไปแล้วตั้งเท่าไร  สังคายนาตั้งสามครั้งสี่ครั้งจึงได้มีคัมภีร์ออกมา แต่ก่อนมีคัมภีร์เดิม แล้วบรรดาผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดก็ได้ไปค้นคิดเอาคัมภีร์นี้ออกมา หากว่าท่านผู้เชี่ยวชาญท่านสิ้นไปเสียอย่างนี้จะไม่มีร่องรอยเลย จึงจดจารึกไว้เสียตั้งแต่ตอนที่พอเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นจึงมีคัมภีร์พระไตรปิฎก พระไตรปิฎกนี้เกิดทีหลังนะ ไม่ได้เกิดก่อน พระพุทธเจ้าเกิดก่อน พระสงฆ์สาวกทั้งหลายเกิดก่อนพระไตรปิฎก ธรรมของท่านที่สอนโลกสอนธรรมภายในใจทั้งนั้น คัมภีร์นี้ออกเป็นเงาเท่านั้นเอง ตัวจริงอยู่กับหัวใจของท่านหมดท่านเทศน์

         อันนี้ก็ย้อนเข้ามาที่เราเทศน์นี่ อดีต-อนาคต-ปัจจุบันอยู่ในความจริงอันเดียวกัน ธรรมขอให้รู้ภายในใจจะเทศน์เต็มภูมิตามวาสนาของตัวเองนั้นแหละ นี่เราก็เทศน์เต็มภูมิวาสนาของเรา เทศน์สอนพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทย ไม่ปรากฏว่าได้อัดได้อั้น ขึ้นสังคมใดก็ตาม สังคมนั้นสังคมใหญ่สังคมเล็กโลกเขาถือกันอย่างนั้น แต่นี้ไม่มี ถือเอาคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง จะสังคมใหญ่น้อยขนาดไหน สูงต่ำขนาดไหนไม่คำนวณ คำนวณที่ว่าสังคมนี้มีจำนวนคนขนาดนี้ จะธรรมะประเภทไหนพอเหมาะพอดีกับสังคมเหล่านี้จะได้รับประโยชน์ไปเป็นที่ระลึกข้อปฏิบัติของตน มันจะออกตามนั้นๆ ให้สูงกว่านั้นไม่ได้

         ถ้าธรรมะประเภทที่ผู้ตั้งใจปฏิบัติมาแล้วมันจะขึ้นไปเอง ขึ้นเอง ถึงแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วพุ่งเลย ไปหามาจากไหนพิจารณาซิ ออกจากนี้ นี่ที่เขาว่าหลวงตาบัวออกมาจากป่าสำเร็จเป็นอรหันต์ พระพุทธเจ้าออกมาจากตลาดกระดูกหมูกระดูกวัวหรือมาตรัสรู้น่ะ ท่านตรัสรู้ในกระดูกหมูกระดูกวัวในท้องตลาดหรือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในป่า นี่ก็มาหาเรื่องว่าหลวงตาบัวอยู่ในป่าแล้วมาอุตริมนุสธรรมว่าเป็นอรหัตอรหันต์ โฆษณาโจมตีหลวงตาบัว เราไม่เคยหวั่นประสากองมูตรกองคูถ มันจะมาอวดทองคำทั้งแท่งที่เต็มอยู่ในหัวใจนี้ได้ยังไง ก็ทองคำทั้งแท่งเต็มหัวใจ มูตรคูถมันเต็มอยู่ในหัวใจของคนสกปรกต่างหาก แล้วจะมาเห่าว้อๆ มันเห่าหาอะไร พิจารณาซิ

         เราไม่เคยสะทกสะท้าน ถึงกาลเวลามาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เราไม่เคยสะทกสะท้านไม่ว่าสังคมใดในแดนมนุษย์เรานี้ ว่าสังคมนี้สังคมใหญ่ท่านผู้มียศถาบรรดาศักดิ์สูงอย่างนั้นๆ เทศน์จะขยะแขยงไม่มีบอกตรงๆ มีแต่ว่าสังคมนี้ควรแก่ธรรมะประเภทใดเท่านั้นเองใหญ่น้อย ธรรมะประเภทนั้นจะออกๆ เป็นลำดับลำดา ไอ้เรื่องที่จะสะทกสะท้านกับสถานที่ต่างๆ สังคมต่างๆ ว่าสูงว่าต่ำเราไม่มี เราบอกตรงๆ มีแต่ว่าจะสงเคราะห์สังคมนั้นๆ ให้พอเหมาะพอดี ด้วยธรรมประเภทใดจะออกเองๆ

         นี่เราเทศน์มาอย่างนี้ตลอดวันเราหมดสิ้นชีวิตของเรา หมดความสามารถ ให้ท่านทั้งหลายทราบเสีย นี่ผลแห่งการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เปิดอ้าอยู่ตลอดเวลา สระใหญ่คือใจของเรา น้ำคือธรรมอยู่กับใจ กิเลสตัณหาคือจอกคือแหน มันปกคลุมหุ้มห่อสระใหญ่นั้นไว้ เมื่อมีผู้ไปเปิดจอกเปิดแหนออกมากน้อยก็เห็นน้ำอยู่ในสระในบึงนั้นใสสะอาด ใช้สอยอาบดื่มได้สนิทใจทุกอย่างๆ และเปิดออกเท่าไรน้ำก็กระจ่างขึ้นมา เปิดจอกแหนออกหมดเลยสระนี้เต็มไปด้วยน้ำ นี้ใจของเราก็เหมือนกัน เวลานี้มีจอกมีแหนมีแต่กิเลสมันปิดบัง ธรรมภายในใจไม่มี

         เพราะฉะนั้นจึงพากันเปิดออก เปิดจอกเปิดแหน ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัว ความขี้เกียจขี้คร้าน ความไม่เอาไหน ความไม่เชื่อบุญเชื่อกรรม นี้คือจอกคือแหนมันปกปิดกำบังธรรมเอาไว้ ธรรมก้าวไม่ออก เปิดอันนี้ออกไปด้วยการทำบุญให้ทาน ขยันหมั่นเพียรในการประพฤติปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี แล้วจอกแหนนี้จะขยายตัว ธรรมแท้ๆ จะปรากฏขึ้นภายในใจของเรา ซึ่งเทียบกับน้ำในสระ สระใหญ่คือใจ น้ำคือธรรมอยู่กับใจ จอกแหนคือกิเลสทั้งหลายนั้นน่ะมันปกคลุมใจให้พากันเปิดออก

         ทีนี้เวลาเปิดออกหมดแล้วมันก็เต็มภูมิ เต็มภูมินิสัยวาสนา สระเล็กสระใหญ่สระน้อยตามเหล่านั้น สระใหญ่เต็มสระ สระเล็กเต็มสระ สระขนาดไหนน้ำเต็มสระ นี้สาวกทั้งหลายท่านนำธรรมมาแสดงเต็มสระของท่าน คือหัวใจของท่าน ตามนิสัยวาสนา สระเล็กสระใหญ่ นิสัยวาสนากว้างแคบขนาดไหนเท่ากับสระเล็กสระใหญ่ ท่านนำมาสั่งสอนสัตว์โลก เราจะเป็นสระไหนก็ตาม สระของเราน้ำคืออรรถคือธรรมเต็มหัวใจ เราจึงเทศน์สอนโลกมาตลอดเวลานี้ ใครจะมาตำหนิติเตียนอะไรเราไม่เคยสนใจ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสกปรกทั้งนั้น ความสะอาดคือธรรมต่างหากที่เราเสาะแสวงหา เราได้อรรถได้ธรรมที่สะอาดมาสอนโลก เราจึงสอนเต็มเม็ดเต็มหน่วยในเวลามีชีวิตอยู่ เราตายไปแล้วก็สุดวิสัยที่จะเทศน์สอนได้

         นี่ละผลแห่งการปฏิบัติธรรม อกาลิโกไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา เหมือนเปิดจอกเปิดแหน เปิดออกเมื่อไรจะเห็นน้ำเมื่อนั้น ถ้าไม่เปิดตั้งกัปตั้งกัลป์ก็ไม่เห็น นี่ตายกองกันอยู่นี้ไม่เปิดกิเลสตัณหาออกก็ไม่เห็นอรรถเห็นธรรม ตายกองกันจมอยู่ในนรกทุกสถานที่มีแต่สถานที่ตายกองกันของสัตว์โลกผู้ประมาททั้งนั้น เราอย่าพากันประมาท ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตัวให้ดี โลกมนุษย์นี้สำหรับชาวพุทธเรานี้เหมาะสมแล้วได้พุทธศาสนามาครองใจ

         นอกนั้นมีแต่เสี้ยนแต่หนามเอามาเสกสรรปั้นยอว่าเป็นศาสนาๆ มันคือกองฟืนกองไฟเครื่องส่งเสริมกิเลสตัณหา ฆ่าฟันรันแทงกันทั้งๆ ที่ศาสนามีอยู่เต็มโลกเต็มสงสาร ทำไมหาความสงบจากศาสนาบ้างไม่มี มันเป็นอะไร ก็มันไม่ใช่ศาสนธรรม มันเป็นเครื่องส่งเสริมกิเลสตัณหาต่างหากเต็มอยู่ในหัวใจของผู้เป็นเจ้าของศาสนา แล้วจะเอาของดิบของดีมาสอนได้ยังไง ก็มีแต่ฟืนแต่ไฟ เห็นกันก็เอาศาสนารบกัน เท่านั้นเอง นี่ศาสนาพุทธเราไม่รบกับใคร รบกับกิเลสในหัวใจตนเอง รบกับความชั่วช้าลามกในหัวใจตนเองต่างหาก เปิดออกๆ แล้วจะมีความสงบร่มเย็น

         ดังที่เราปฏิบัติมานี้เป็นตัวอย่างได้หรือไม่เป็น เราจะตายแล้วใครจะมายกยอเราก็ไม่เอา มายกยอสรรเสริญ ตำหนิติเตียนเราไม่รับ เหมือนน้ำเต็มแก้ว เอาน้ำมหาสมุทรมาเทใส่มันก็ล้นไปหมด อันนี้ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันเต็มเปี่ยมแล้ว เอาอะไรความยกยอสรรเสริญ ความติฉินนินทามามันก็ไหลออกหมด ไม่เอาเลย  เราจะทำประโยชน์ให้โลกในเวลามีชีวิตอยู่นี้เต็มเม็ดเต็มหน่วยของเรา ที่ช่วยโลกมานี้ก็ ๖ ปีเต็ม สิ่งที่เราพึงปรารถนาและประกาศให้พี่น้องทั้งหลายก็ได้มาเต็มเม็ดเต็มหน่วย สมความมุ่งมาดปรารถนาทุกอย่าง

         ทองคำเราว่าจะให้ได้ ๑๐ ตัน เวลาได้มารวมแล้วตั้ง ๑๐ ตันกับ ๓๑๒ กิโลครึ่ง  และดอลลาร์ก็ให้ได้ ๑๐ ล้าน ก็ได้ตั้งสิบล้านสองแสนกว่า นี่ได้มาสมมักสมหมาย ส่วนเงินสดนี้เราได้เข้าซื้อทองคำเพียงสองพันล้านกว่าบาทเท่านั้น นอกจากนั้นกระจายทั่วประเทศไทย ด้วยการสงเคราะห์สงหาคนทุกข์คนจน สถานสงเคราะห์ โรงร่ำโรงเรียน โรงพยาบาล ที่ราชการทั่วประเทศไทย เราช่วยด้วยเงินสดนี้นะ เพราะฉะนั้นเงินสดจึงไม่ได้เข้าซื้อทองคำมากนัก เพียงสองพันกว่าล้านเท่านั้น ส่วนออกช่วยโลกสงสารนี้เป็นพันๆ เป็นหมื่นๆ ล้าน

         นี่เราทำประโยชน์ให้พี่น้องทั้งหลาย เพราะฉะนั้นใครจะมากล่าวโทษกล่าวกรรมเรา โจมตีเราอย่างที่โจมตีทุกวันนี้ พวกนี้คือข้าศึกศัตรูของชาติของศาสนา ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ เราไม่เคยทำลายชาติทำลายศาสนามาตั้งแต่วันบวชจนกระทั่งบัดนี้ มีแต่การส่งเสริมอุ้มชูชาติและศาสนาเต็มกำลังความสามารถของตน ด้วยการประกอบความดีและทำประโยชน์ให้แก่โลกเท่านั้น เราไม่มีอะไรเป็นข้าศึกศัตรู แต่เขามาโจมตีเราเป็นยังไง ฟังซิน่ะ มาโจมตีคนทำดี ไอ้คนทำชั่วมันไม่โจมตี มันไม่มีความดีทำ เขาทำที่ไหนไปเที่ยวโค่นเที่ยวทำลายไปหมด

         เมื่อเร็วๆ นี้ก็ออกทางหนังสือพิมพ์ไม่ใช่เหรอ เมื่อวานนี้ก็ได้อ่าน ที่ออกสนามหลวง เอาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โจมตีครูบาอาจารย์ โจมตีผู้ทำดีทั้งหลายตลอดทั่วประเทศไทยที่อุ้มชูชาติตนเองด้วยการขวนขวายหาเงินเข้ามาสู่ชาติ มันก็โจมตีไปเสียแหลกหมด พวกนี้หรือพวกที่จะปกครองบ้านเมือง ท่านทั้งหลายให้ดูทั่วหน้ากันนะ พวกนี้ละพวกมหาภัยต่อชาติต่อศาสนา ไม่มีใครละ วันนั้นเป็นวันวิสาขบูชาน่าจะมีคำพูดคำจาที่เป็นสิริมงคลให้แก่พี่น้องชาวพุทธเรา ซึ่งไปชุมนุมฟังวันวิสาขบูชาซึ่งตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และปรินิพพานวันนั้นพอดี

         เวลาขึ้นเทศน์เอาตั้งแต่มูตรแต่คูถเอาแต่เสี้ยนแต่หนาม เอาแต่ฟืนแต่ไฟเผาคนทั้งสนามหลวงนั้นเต็มไปหมด หาที่จะเป็นสิริมงคลไม่มี มีแต่โจมตีผู้ทำดี ยกตัวอย่าง หลวงตาบัว เขาเลี่ยงทางกฎหมาย หลวงตาองค์นั้นหลวงตาองค์นี้ว่างั้น เขาไม่ออกชื่อ ถ้าออกชื่อมันผิดกฎหมาย ก็เลี่ยงโจมตีๆ ไปอย่างนั้นตลอดมา แล้วใครเขาก็ทราบกันหมด เรื่องผ้าป่าใครเป็นคนทำ แน่ะมันก็บอกชัดเจนอยู่แล้ว นี่ละพวกมหาภัยขึ้นไปวันนั้น ดูว่าได้โอกาสฟัดให้เต็มเหนี่ยว เขาจึงได้ให้นามประกาศนียบัตรติดหัวมันไปหรือไงไม่ทราบ ว่าพระกาฝาก เข้าใจไหมล่ะ ขึ้นไปทำลายศาสนาอยู่บนเวทีสนามหลวงวันนั้น วันวิสาขบูชาซึ่งเป็นวันมหามงคลกลับกลายเป็นวันโลกวินาศไปหมด ทำลายจิตใจคนมากมายก่ายกองวันนั้น

         ท่านทั้งหลายให้จำเอานะ นี่ละพวกเปรตพวกผีไปไหนจะหาความเจริญไม่ได้ จะหาความชุ่มเย็นไปสู่ความยิ้มแย้มแจ่มใสไม่ได้ มีแต่เอาฟืนเอาไฟไปเผา นี่ให้จำเอานะ เราทำดีขนาดไหนเต็มกำลังความสามารถของเรา แล้วยังจะทำอีกต่อไปจนกระทั่งสิ้นสุด  แม้ที่สุดเวลาเราจะตายเราก็เขียนพินัยกรรมไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าเวลาเราตายนี้ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นเก็บหอมรอมริบสมบัติเงินทองที่เขามาบริจาคเรา ให้คณะกรรมการเก็บไว้อย่างเรียบร้อยแล้วไปซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวงทั้งหมด เราจะเผาเราด้วยไฟ เพราะไฟเป็นประโยชน์แก่คนตาย ส่วนสมบัติเงินทองเป็นประโยชน์แก่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ จะเอาสมบัติเงินทองเหล่านี้ไปเป็นประโยชน์แก่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ เช่นซื้อทองคำเข้าคลังหลวงเป็นต้น เราทำอย่างนี้ตลอดมา

         แล้วก็ถูกโจมตีๆ พวกนี้พวกโลกวินาศ เวลานี้กำลังเต็มบ้านเต็มเมือง ออกหน้าออกตาหน้าด้านที่สุดนะเวลานี้ บ้านเมืองไทยของเราเป็นเจ้าของทั้งศาสนา เป็นเจ้าของของคนทั้งชาติ สมบัติของคนทั้งชาติด้วย แล้วพวกเปรตพวกผีพวกมหาโจรมหาภัยที่เข้ามาลุกลามเวลานี้เราคิดว่ายังไงบ้าง พิจารณาให้ดีนะ หลวงตาบัวตายแล้วจะไม่มีใครบอกอย่างนี้นะ ให้ดำเนินรักษาชาติศาสนาของเราให้เข้มแข็งแม่นยำทุกอย่าง อย่าอ่อนแอท้อแท้ เป็นแบบเต่าหดหัวอยู่ในกระดอง ให้เขาตีกระดองแตก หมดทั้งชาติทั้งศาสนานะจำให้ดี

         เวลาหลวงตาบัวตายแล้วก็ให้ก้าวเดินตามนี้ ซึ่งเป็นทางเดินอันเป็นสิริมงคล แก่ชาติแก่ศาสนาของเราแล้ว ให้พากันก้าวเดิน หลวงตาชีวิตเหมือนกับท่านทั้งหลาย หมดลมหายใจเมื่อไรก็ตาย ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ให้ก้าวเดินรักษาสมบัติชาติของตนเองศาสนาของตนเองให้เป็นที่แน่นหนามั่นคง อย่าปล่อยให้พวกมหาโจรมาตีกระดองๆ เราไม่ใช่เต่า เข้าใจเหรอ เอ้าลุกขึ้นฟัดกันทันทีกับความชั่วเป็นอะไรไปวะ วันนี้พูดเพียงเท่านี้ละ ยังมีอะไรจะอ่านอีก จะอ่านอีกเดี๋ยวมันจะขึ้นอีกนะ

         ผู้กำกับ                 อันนี้น่าสนใจมากกว่าเมื่อวาน เพราะว่าเป็นการโกหกคำโตที่ในรัฐสภาครับ หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยประจำวันนี้

         หลวงตา        หนังสือพิมพ์ไทยก็ดี หนังสือพิมพ์อะไรก็ดีเป็นหัวใจของชาติเรา ขอให้ออกด้วยความสุจริตยุติธรรมต่อชาติต่อศาสนาของเรา อย่าเห็นแก่ค่าจ้างรางวัลที่เขาไปจ้าง ให้ปลิ้นปล้อนหลอกลวง แล้วมาทำลายชาติและศาสนาของตน ไม่สมควรอย่างยิ่งกับหนังสือพิมพ์ที่เป็นหัวใจของชาติ เพราะฉะนั้นหนังสือพิมพ์ทุกฉบับขอให้ออกตามความสัตย์ความจริง เพื่อประชาชนทั้งชาติเขาจะได้ไว้ใจ นอนใจ ตายใจกับเรา หนังสือพิมพ์เราก็ขายได้สะดวกสบายเลย

         เอาจะจนไปเพื่อรักษาชาติเอาให้จนไปเถอะน่ะ ไอ้จนแบบไปหาต้มตุ๋นเขามา เป็นเศรษฐีมันก็จนอยู่ในตัวของมันนั่นแหละ เราขอขอบคุณและอนุโมทนากับหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่ออกประกาศให้พี่น้องชาวไทยเรา ซึ่งเขาเชื่อถือหนังสือพิมพ์อยู่แล้วให้เป็นที่เข้าอกเข้าใจตามความสัตย์ความจริงตลอดมา และขอขอบคุณตลอดไปด้วย ขอให้ออกหนังสือพิมพ์เป็นความสัตย์ความจริง อย่าเห็นแก่สินจ้างรางวัล จะเป็นการทำลายชาติศาสนาของตน เอาละทีนี้อ่านต่อไป

         ผู้กำกับ        คอลัมน์วิจารณธรรม ประจำวันนี้นะครับ หัวข้อเรื่องว่า “เลิกหลับอยู่กับกองกิเลสได้แล้วครับ”

        หลวงตา       เออ เลิกหลับอยู่กับกองกิเลสได้แล้ว เอ้าตื่นยังไง เอ้าว่าไปตื่นยังไง

         ผู้กำกับ        ข้อความมีดังต่อไปนี้นะครับ

                          เลิกหลับอยู่กับกองกิเลสได้แล้วครับ!

        คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงให้พุทธบริษัทเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในทุกเมื่อ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดในเมื่อผมได้นำข้อมูลการจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระพุทธศาสนา(องค์การมหาชน) ที่ส่อว่าเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรงชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ พุทธบริษัทกลับทำเป็นหลับไม่รู้ตื่น

         ผู้ที่รู้ตื่นตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ กลับกลายเป็นพระรุกขมูลที่บำเพ็ญธุดงควัตรภาวนาอยู่ตามป่าตามเขาโน่น?

         นอกจากพระภิกษุสายวัดป่าดังกล่าวแล้ว ก็เห็นจะมีสาธุชนอีก 2 กลุ่มด้วยกันที่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้รู้ลึกซึ้งถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับกฎหมายมหาภัยฉบับนี้ กฎหมายมหาภัยนี้ก็คือ “ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระพุทธศาสนา (องค์การมหาชน) พ.ศ...” ซึ่งสาธุชนกลุ่มนี้ได้นำเรื่องราวไปร้องขอความช่วยเหลือกับท่านส.ว. ชงค์ วงษ์ขันธ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม วุฒิสภา

         ทราบว่าในการประชุมแจงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันก่อน ท่านส.ว. ชงค์ ได้ชงเรื่องนี้ต่อที่ประชุม จากนั้นรองนายกฯ ดร.วิษณุ เครืองาม ก็ลุกขึ้นมาตอบว่าเรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการยังไม่มีรายงานใดๆ เข้ามา

         ให้ตายเถอะ! ผมอยากสบถดังๆ จะเป็นไปได้ไง ในเมื่อร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ผู้รับจ้างเขาดำเนินการจนเป็นรูปเป็นเล่มเสร็จเรียบร้อยไปตั้งนานแล้ว ผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งฯจำนวน 29 ท่าน ซึ่งแต่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2547 ก็ตัวท่านเองนั่นแหละ แล้วจะมาว่ายังไม่ทราบความคืบหน้าจะเป็นไปได้อย่างไรกัน

         ให้รู้สึกทะแม่งๆ ยังไงชอบกล ??

         เอ้า วกมาถึงสาธุชนอีกกลุ่มหนึ่งบ้าง ท่านนี้ได้มีจดหมายมาถึงผม บอกว่าอยากจะขอให้ผมช่วยลงเนื้อหาของภัยอันตรายจากร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้อีกสักรอบด้วย ชาวพุทธทั่วไปยังไม่ทราบ และเขาท่านนี้ก็ยินดีที่จะช่วยกระจายข่าวบอกไปถึงพุทธบริษัทให้ได้รับทราบอีกทางหนึ่ง

         ครับ ต้องขออนุโมทนาบุญต่อสาธุชนท่านนี้ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย ขอให้บุญกุศลที่ชาวพุทธเชื่อว่ามีจริง จงช่วยอภิบาลให้ท่านและครอบครัวจงประสบแต่ความร่มเย็นเป็นสุขในทุกเมื่อทั้งในภพนี้และภพหน้า ผลบุญกุศลจากที่ท่านมีความตั้งใจทำนุบำรุงปกป้องรักษาพระพุทธศาสนานี้ใหญ่หลวงจะนับจะประมาณมิได้

         ช่างผิดกับพระบางรูปผู้มากด้วยบรรดาศักดิ์ ลาภ ยศ และสรรเสริญอย่างสิ้นเชิง ซึ่งท่านเหล่านั้นยังคงอิ่มเอมอยู่กับยศถาบรรดาศักดิ์ จนเกิดอาการหลับไม่รู้ตื่น หรือที่เรียกกันว่า หลับลึก ถึงจะจับสบงกระตุกปลุกอย่างไรก็ไม่รู้จักเป็นผู้ตื่นเสียแล้ว

            จะคิดว่าเป็นการเอาเปรียบพระภิกษุสายวัดป่าก็ไม่น่าจะผิด ก็ทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาที่บรรพชนทั้งหลายได้สร้างสมมาหลายชั่วอายุคน หวังให้เป็นทรัพย์มรดกตกทอดไปถึงพุทธศาสนิกชนรุ่นหลังๆ ซึ่งควรที่พระภิกษุสงฆ์รุ่นนี้จะได้ร่วมกันช่วยเหลือดูแลรักษา เพราะเป็นกิจของสงฆ์โดยตรง แต่กลับทำเป็นธุระไม่ใช่

         ภาษาโจ๋เขาเรียกว่ากินแรงเพื่อน !

         จะบอกว่าอาตมาไม่รู้ก็ไม่ได้ เพราะพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้ศิษย์ตถาคตได้รู้ทุกสิ่งด้วยปัญญา แล้วทำไมล่ะถึงไม่รู้จักศึกษาค้นคว้าเพื่อให้เกิดปัญญาได้รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ควรจะรู้ ยุคนี้เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสารกฎหมายทางบ้านเมืองก็มีบัญญัติไว้ ไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐปกปิดข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนควรรู้

         ทำไมถึงไม่ขอเอกสารหลักฐาน การจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระพุทธศาสนาจากผอ.สำนักพุทธมาพิจารณาดูบ้าง

         ดูกันให้จะจะแก่ตาซิว่า ในมาตรา 48 แห่งบทเฉพาะกาลนั้น ได้มีการบัญญัติให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้และเงินงบประมาณของสำนักงานศาสนสมบัติไปเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระพุทธศาสนาจริงหรือไม่?

         เพราะนั่นหมายถึงเงินของคณะสงฆ์ในกองทุนศาสนสมบัติ ที่สะสมมานานหลายชั่วอายุคน จะต้องตกไปเป็นสมบัติขององค์การที่ดำเนินการอย่างเบ็ดเสร็จด้วยกลุ่มคนเพียง 7 คนเท่านั้น แล้วยังจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวอีก !?

                                                                                                 ณ หนูแก้ว

                                                                     จากหนังสือพิมพ์ไทย

                                                                   ฉบับวันที่ 5 มิ.ย. 47

         หลวงตา      วันนี้ก็ไม่มีอะไรจะตอบละ มันจะแจ้งไปหมดแล้ว บอกชัดเจนแล้ว ไม่มีข้อขัดแย้งตรงไหนพอจะขัดแย้งกันในเวลานี้

         ผู้กำกับ        ก็ตัวมหาภัยไปโกหกคำโตในสภาครับ คือ ส.ว.ชงค์ วงษ์ขันธ์ เขาถามขึ้นในที่ประชุมของวุฒิสภา แล้ว ดร.วิษณุ เครืองาม ก็ตอบว่าร่างดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่มีรายงานใดๆ เข้ามา ทั้งๆ ที่ตัวท่านเองเป็นผู้ตั้ง

         หลวงตา       ใครเป็นผู้ดำเนินการเดี๋ยวนี้ คือใคร

         ผู้กำกับ        ตัวท่านเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา

         หลวงตา       ก็นั่นแล้ว มันตั้งขึ้นมามันหลบมันหลีกอย่างนั้นละ พลิกแพลงเปลี่ยนแปลง ตัวหัวมันละตั้งขึ้นมาจะทำลายทั้งชาติทั้งศาสนาเวลานี้ พอเขาจับหางมันได้ มันแฮ่ๆๆ มันกลัวมันหางขาด เอ้าว่าไป

         ผู้กำกับ        อันนี้เป็นการโกหกออกทั้งทีวี และวิทยุ เห็นทั้งภาพทั้งเสียงไปทั่วประเทศ

         หลวงตา       เออนั่นละ   มันโกหกนี้มันฆ่าตัวมันเอง  เข้าใจเหรอ  ประกาศวัน วิสาขบูชา แทนที่จะให้ได้อย่างใจที่กำลังโมโหโทโสคับแค้นหัวใจ เปิดออกเต็มเหนี่ยว มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาหัวใจชาวพุทธเรา แล้วจะเอาความดีมาจากไหน เข้าใจไหมล่ะ ก็มีเท่านั้น

         ผู้กำกับ        สมกับที่หลวงตาว่าเป็นตัวมหาภัยอย่างร้ายแรง

         หลวงตา       ก็ไม่สมยังไง ก็เราไม่หาอุตริหลอกใครนี่วะ เราเอาความจริงมาพูด คอขาด ขาดไปเลยยังบอก เรื่องของเราที่ออกจะให้ผิดธรรมผิดวินัยไม่มี มีแต่ตรงแน่วๆ ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูกไปเลย ไม่เคยสะทกสะท้านกับใครในสามแดนโลกธาตุ กราบแต่ธรรมอย่างเดียว ธรรมว่ายังไงไปอย่างนั้นละ เอาละนะ

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com  หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก