เรดาร์ของธรรม
วันที่ 12 มิถุนายน 2547 เวลา 8:10 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๗

เรดาร์ของธรรม

 

         ถ้าพี่น้องชาวพุทธเราได้มีความสนใจต่อพุทธศาสนาแล้ว มนุษย์เราชาวพุทธเราจะมีคุณค่าขึ้นมากนะ เดี๋ยวนี้มีแต่วิ่งตามกิเลส มีแต่ว่ากิเลสทันสมัย ตัวล้าสมัยไม่ได้ดูตัวเอง ถ้าวิ่งตามกิเลสมากเท่าไรยิ่งล้าสมัยๆ หมดราค่ำราคา วิ่งเข้าสู่อรรถสู่ธรรมที่กิเลสว่าครึว่าล้าสมัยนั้นละทันสมัย กิเลสมีแต่ตัวดึงลงๆ ธรรมะดึงขึ้นๆ หาความสุขความเจริญเพราะการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เรื่องศาสนาเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อไร ศาสนานี้เราหมายถึงเรื่องพุทธศาสนานะ เราไม่ได้ว่าทั่วๆ ไป เราพูดเป็นภาษาธรรม ตรงไปตรงมา คำว่าศาสนาๆ แปลว่าคำสั่งสอน คำสั่งสอนของกิเลสก็ได้ ศาสนธรรมเป็นคำสั่งสอนของธรรม ธรรมนี้ตรงไปตรงมาไม่เอนไม่เอียง ส่วนกิเลสปลิ้นปล้อนหลอกลวง ไม่มีอะไรเกินกิเลส

ทีนี้คนเมื่อวิ่งตามกิเลส มันถึงดิ้นกันละซี ดิ้นแต่ไม่เห็นผลเห็นประโยชน์อะไรตามที่วิ่ง ได้มามีแต่ความรุ่มร้อน ดีไม่ดีนอนไม่หลับๆ เอาแบบนอนไม่หลับอย่างพระสาวกทั้งหลายท่านก้าวเดินเพื่อตามเสด็จพระพุทธเจ้าให้ทัน ให้หมุนอย่างนั้นลองดูซิ จิตใจนี้จะยิ่งสง่างามๆ อยู่ตลอดเวลา นี่ถึงกาลที่ควรจะพูดเราก็พูด แล้วแต่มันจะมาสัมผัส ไม่ได้พูดเพื่อโอ้เพื่ออวด เอาธรรมออกมา ถึงกาลเวลาใดที่จะหยิบอะไรออกมาโชว์กันเพื่อความดีงาม ให้เป็นมงคลแก่หูแก่ตาแก่จิตใจก็ต้องนำออกมา อันนี้ก็เหมือนกันถ้าพูดถึงว่า กิเลสพาสัตว์โลกหมุน มีแต่กองทุกข์ทั้งนั้นๆ  แต่โลกไม่มอง วิ่งตามกิเลส ขาหักก็ไป ขาหนึ่งยังอีกไปอีก สองขาหักแล้วมือยังมีอีก คลานไปอีก บืนไปอีก นี่คือมันมองข้างหน้าไม่ได้มองดูต้นเหตุของมันที่ไสไปเพื่อตกเหวตกบ่อ อยู่ข้างหลัง อยู่ในหัวใจของสัตว์โลก มันดันออกไปๆ โลกจึงมองแต่ข้างหน้า

ส่วนธรรมะท่านไม่เป็นอย่างนั้น ท่านรอบด้าน มองข้างหน้าเรียกว่ารอบไปหมดธรรมะ ธรรมะพระพุทธเจ้ามาสอนโลกนี้เรียกว่า โลกวิทู รู้รอบไปหมด มาสอนโลกจึงไม่มีคำว่าผิด เรียกว่าสวากขาตธรรม นี่ละศาสนธรรมเป็นอย่างนี้ ท่านตรัสไว้ตรงไหนไม่มีที่คัดค้าน ทีนี้พอถึงระยะที่จะพูดถึงเรื่องธรรมะท่านหมุน ธรรมะท่านหมุน หมุนเท่าไรยิ่งเบิกกว้างออกๆ เวิ้งว้างๆ เบิกกว้างออกๆ จนกระทั่งถึงพ้นจากทุกข์ปุ๊บ หมดสิ่งยุ่งเหยิงวุ่นวายในสามแดนโลกธาตุนี้ เรียกว่าสิ่งที่เพลิดเพลินลุ่มหลงของกิเลสวัฏวน แต่ธรรมนี้หมุนตัวออกได้แล้วมาดูนี้ดูกันไม่ได้นะ ให้มันหมุนอย่างนั้นบ้างซิจิต

หมุนในอรรถในธรรมเท่าไรยิ่งมีความสุขความเจริญ กิริยาวาจาความประพฤติหน้าที่การงานจะเรียบไปตามๆ กันเลยถ้าหัวใจดีเสียอย่างเดียว ถ้าใจเลวเสียอย่างเดียวอะไรเลวไปหมด คนทั้งคนเขาจะตั้งชื่อขนาดไหนก็ตาม ตัวนี้ลงจมก้นนรก ชื่ออยู่นู่นฟากจรวดดาวเทียมตั้งชื่อตั้งนาม เอาแต่ชื่อแต่นามมาเป็นของดิบของดียิ่งกว่าความประพฤติ ที่ออกจากอรรถจากธรรมท่านแนะนำสั่งสอนเอาไว้ เพราะฉะนั้นดิ้นเท่าไรมันจึงหมุนตัวเองๆ ดิ้นทางวัฏวนเป็นอย่างนี้ ดิ้นเท่าไรยิ่งวกยิ่งวน ธรรมะนี่เป็นวิวัฏจักร หมุนออก หมุนเท่าไรก็ยิ่งออกๆ

เมื่อถึงกาลเวลาที่จะพูดแล้ว นี่เป็นกาลเวลาที่เหมาะสม เรียกว่าธรรมหมุน กิเลสหมุนมีแต่กองทุกข์ ทีนี้ธรรมหมุน พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้เรียบร้อยแล้ว ก็มาเห็นประจักษ์ เอามาเป็นพยานกัน ท่านว่าพระโสณะเลิศเลอทางความพากเพียรมาก เพราะเหตุไร พระโสณะนี้เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกก่อนได้บรรลุธรรม เมื่อได้บรรลุธรรมเรียบร้อยแล้วพระพุทธเจ้าทรงตั้งสมณศักดิ์ สมณศักดิ์ในครั้งพุทธกาลมีแต่สมณศักดิ์ของพระอรหันต์นะ ตั้งสมณศักดิ์แต่ละองค์ ๘๐ องค์ท่านตั้งสมณศักดิ์ให้ องค์นี้เลิศทางนั้น องค์นั้นเลิศทางนั้น องค์นั้นเก่งทางนั้นๆ

พระโสณะนี่ท่านประกอบความเพียรจนกระทั่งเดินจงกรมฝ่าเท้าแตก เราก็ได้นำมาคิด ฝ่าเท้าแตกนี้มันแตกยังไง บังคับบัญชาจิตใจของเราให้เดินจนฝ่าเท้าแตกมันก็ยังไม่ลงใจ เวลาออกปฏิบัติที่นี่ นี่ละเข้าแล้วนะ มาถึงขั้นธรรมขั้นนี้บนเวที คือกิเลสกับธรรมอยู่ในหัวใจ ฟัดกันบนหัวใจ พอมาถึงขั้นนี้แล้วหมุนตลอดเวลาเลย ไม่ว่ากินอยู่หลับนอน เว้นแต่หลับเท่านั้น นอกจากนั้นกิเลสกับธรรมจะฟัดกันบนหัวใจเรานี้ ซัดกันตลอด ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวไปมาที่ไหนความพลั้งเผลอไม่มี ซัดกันอยู่นั้น นี่จึงไปรู้เรื่อง คือบางคืนไม่นอนเลย มันหมุนของมันที่จะออกจากทุกข์ เห็นโทษของกิเลส เห็นหนักมากเท่าไร เห็นคุณค่าของธรรมที่จะหลุดพ้นยิ่งหมุนติ้วๆ เข้าไปเลย

เมื่อมันหมุนไม่หยุดไม่ถอยแล้ว เจ้าของก็จะไม่ได้หลับได้นอน มันจะตาย ธาตุขันธ์นี้จะตาย อ่อนเปียกไปหมดเลย ก้าวขาจะไม่ออก เดินจงกรมนี้ไม่รู้จักหยุด ฟังซิเวลาธรรมหมุน ธรรมหากเป็นในใจ ถึงเวลาธรรมมีกำลังหมุนเอง เหมือนกันกับกิเลสมีกำลัง พาสัตว์โลกหมุนให้จมลงๆ นั้นแลไม่ผิดแปลกกันเลย กิเลสหมุนสัตว์โลกนี่หมุนอัตโนมัติ พอตื่นนอนขึ้นมาไม่ต้องว่าติดเครื่องไม่ติดเครื่อง สังขารเกิดขึ้นแล้ว อวิชชาหนุน เปิดติดเครื่องแล้วออกเลยๆ หมุนตลอดเวลา โลกสงสารกว้างแคบขนาดไหน กองทุกข์ย่อมหมุนไปตามกันทั้งหมดเลย นี่เรียกว่ากิเลสพาหมุน หมุนโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องคิดต้องปรุงต้องบังคับบัญชา มันหากหมุนอยู่ในตัวของมันเอง นี่เรียกว่ากิเลสทำงานบนหัวใจของสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นโลกจึงไม่มีประมาณเรื่องความทุกข์ อยู่ที่ไหนมีหมด

คนเราคนเดียวนี้ ยืนเดินนั่งนอนไม่เลือกว่าทุกข์จะออกเวลาไหนจะเข้าเวลาไหน เว้นแต่เวลาหลับสนิทเท่านั้น นอกนั้นหมุนตลอด นี่เรียกว่ากิเลสทำงานอัตโนมัติ ทีนี้เวลาผู้ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญธรรม เอ้า ยกเข้ามาหาตัวของเรากำลังจะตายแล้ว ให้ท่านทั้งหลายทราบเสียว่า ธรรมพระพุทธเจ้าปลอมหรือจริง สดๆ ร้อนๆ เป็นอกาลิโก เวลาได้ดำเนินธรรมเข้าถึงจุดนี้แล้ว จุดที่ว่านี้ มันจะหมุนชุลมุนวุ่นวาย จากนั้นก็หมุนติ้วเลยเป็นธรรมจักร หมุนตัวตลอดเวลา ฆ่ากิเลสทั้งวันทั้งคืนเว้นแต่หลับเท่านั้น เวลาไหนเป็นเวลาฟัดกับกิเลสอยู่ภายในหัวใจตลอดเวลา นี่เรียกว่าธรรมทำงานโดยอัตโนมัติ ฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ หักวัฏจักรให้ม้วนเสื่อลงโดยอัตโนมัติ หมุนตัวเป็นเกลียว บางคืนนอนไม่ได้ตลอดรุ่งเลย คือจิตมันไม่พานอน

กิเลสกับธรรมฟัดกันจะนอนได้ยังไง มันก็หมุนกันตลอด สุดท้ายก็แจ้งๆ  กลางวันยังจะไม่นอนอีก ถึงขนาดจะเป็นจะตาย บังคับยับยั้งเข้าสู่สมาธิคือความสงบเย็นใจ ปล่อยงานเสียทั้งหมด เมื่อจิตเข้าสู่ความสงบแล้วเหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม คือเวลาออกสู้กิเลส สติกับปัญญาหมุนกันนี้ก็เป็นการทำงานอันหนึ่งบนหัวอกของเรา ร่างกายก็บอบช้ำ จิตใจก็บอบช้ำ แต่ธรรมะกับกิเลสฟัดกันไม่ถอย เอาเครื่องมือคือร่างกายของเรานี้ทำงานมันก็อ่อนเปียกไป จึงต้องบังคับเข้าสู่สมาธิพักงาน ไม่ให้ทำงานเลย ให้อยู่กับความสงบแน่ว นั่นเรียกว่าพักงาน ให้พักเวลานั้นเท่านั้น

จิตที่สติปัญญาเป็นอัตโนมัติในการสังหารกิเลสแล้วต้องหมุนตลอดเวลา ท่านทั้งหลายฟังเสียนะ ได้มาเทศน์หลอกท่านทั้งหลายเหรอ ถอดออกมาจากหัวใจบนเวที คือหัวใจที่ฟัดกับกิเลสมาแล้ว พอสติปัญญาเป็นอัตโนมัติแล้วจะหมุน เหมือนกันกับกิเลสหมุนตัวเป็นอัตโนมัติเพื่อสัตว์โลกได้รับความทุกข์ ทีนี้ธรรมะหมุนเป็นอัตโนมัติเพื่อสังหารกิเลสให้เป็นสุคโต หรือเป็นบรมสุข ก็หมุนแบบเดียวกัน ไม่มีเวลาหยุดยั้งเลย จิตได้ถึงขั้นนี้แล้วถอยไม่ได้มีแต่หมุนตลอด เพราะเห็นโทษของกิเลส เห็นถึงขนาดนั้น ขนาดที่ว่าไม่มีเวลาหลับนอน มีแต่จะบืนออก เห็นคุณค่าของธรรมก็เหมือนกับว่าดึงออกๆ เห็นคุณค่าของธรรมมีน้ำหนักเท่ากันกับเห็นโทษของกิเลสแล้วมันก็อยู่ไม่ได้จิตใจเรา หมุนไม่หยุดไม่ถอย

จนกระทั่งกิเลสตัวที่พาเราหมุนแต่ก่อนนั้น ขาดสะบั้นลงไปหมด ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่หมุนตัวฆ่ากิเลส ขาดสะบั้นลงไปแล้วโลกธาตุนี้ว่างไปหมดเลย โลกธาตุประหนึ่งว่าหวั่นไหวกระเทือนไปหมด แต่ความจริงก็คือกระเทือนระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดอยู่บนหัวใจนี้ กระเทือนในร่างกายของเรา ตัวสะดุ้งไปเลยเทียว นั่นท่านบอกว่าเหมือนฟ้าดินถล่ม นี่บนเวทีหัวใจ ทีนี้พอกิเลสขาดสะบั้นแล้วอะไรที่จะมาเป็นกองทุกข์ในโลกทั้งสาม ตั้งแต่ขณะนั้นแล้วความทุกข์ภายในใจของพระอรหันต์ไม่มีเลยเมื่อสิ้นกิเลส ก็กิเลสนั่นแลพาให้เป็นกองทุกข์ เมื่อถึงขั้นสิ้นกิเลสลงไปแล้วทุกข์ไม่มี จิตพระอรหันต์ไม่มีความทุกข์ ตั้งแต่ตรัสรู้แล้ว บรรลุธรรมแล้ว จนกระทั่งถึงวันนิพพาน

จะเป็นทุกข์บ้างก็มีแต่เจ็บท้อง ปวดศีรษะ ในขันธ์นี้ ขันธ์มันเป็นสมมุติ กิเลสเป็นสมมุติ นี่เวลามันหมุนตัวของมันทำให้หลุดพ้นจากทุกข์ นี่ธรรมพาหมุนตัว กิเลสพาหมุนตัวมีแต่ลงกองทุกข์ๆ เรื่อยๆ ให้พากันจำเอาเสียนะ มันมีสิ่งแข่งขันลบล้างกันอยู่ ท่านจึงว่า โลกมีธรรมต้องมี ถ้ามีแต่โลกก็มีแต่ความสกปรกโสมมชะล้างกัน สิ่งชะล้างเครื่องชะล้างไม่มีคือน้ำดับไฟ ไฟมันก็แสดงเปลวอยู่ภายในใจ เมื่อน้ำดับไฟคือธรรม ดับลงไปๆ จนกระทั่งไฟดับหมดแล้วทุกข์ก็หมด ความร้อนก็หมด ทุกอย่างหมดโดยสิ้นเชิง นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้า

เราพูดถึงเรื่องจิตมันหมุนในศาสนธรรม ทีนี้แยกออกมาหาประชาชนชาวพุทธเรา ควรที่จะหมุนจิตเข้าสู่อรรถสู่ธรรมบ้าง พอจะได้เห็นความสุขเป็นเกาะเป็นดอนในวันหนึ่งคืนหนึ่งในหัวใจของเรา อย่าให้มีตั้งแต่ความทุกข์ร้อน อยู่ไม่มีหลักมีเกณฑ์ วันหนึ่งคืนหนึ่งอยู่ด้วยกันไม่มีหลักมีเกณฑ์ที่ยึดของจิต หาที่ยึดเหนี่ยวไม่ได้ เคว้งคว้าง เหมือนสัตว์หรือบุคคลตกลงในมหาสมุทร ว่ายกันป๋อมแป๋มๆ แต่หาฝั่งหาฝาไม่ได้ ว่ายไปเพื่ออะไร เพื่อบรรเทาความทุกข์ ก่อนที่จะตายก็ต้องว่ายเสียก่อน สุดท้ายแล้วมันก็ตายจมอยู่ในกองทุกข์ นี้จิตใจที่ไม่มีที่ยึด มหาสมุทรคือกิเลส ใจของเราเหมือนคนเหมือนสัตว์ตกลงในมหาสมุทรคือกิเลสนั้น ป๋อมแป๋มๆ อยู่ทั่วโลกทั่วสงสาร

ถามใครว่าที่ยึดที่เกาะอยู่ที่ไหน ไม่มีๆ นี่คือคนวิ่งตามกิเลสโดยถ่ายเดียว ไม่ได้หมุนหาธรรมพอเป็นที่ยึดที่เกาะเลย ผู้มีอรรถมีธรรมแฝงอยู่ภายในจิตใจ แม้จะตกจะจมก็ตาม หากดลบันดาลมีเครื่องพยุง เดี๋ยวเรือเขามา อาศัยเรือเกาะเรือเกาะเป็นฝั่งเป็นฝา เรือเล็กเรือใหญ่ตามอำนาจแห่งบุญกุศลของตนที่สร้างมามากน้อยผ่านไปได้ ผู้ที่อยู่ใกล้ฝั่งก็มีพอข้ามฝั่งไปได้ ถ้าผู้มีบุญมีกุศลแล้ว เหมือนกับคนตกน้ำแล้วมีฝั่งที่ยึดที่เกาะ มีเรือมารับ มีสิ่งที่มาช่วยเหลือจนได้ ถ้าปล่อยให้จมอยู่นั้นจมจนตาย นี้ถ้าปล่อยให้จมในวัฏวนนี้จมตลอดไปไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้เลย จึงต้องมีบุญมีกุศล

พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกของโลก สอนไม่มีผิด สอนอรรถสอนธรรมเพื่อเป็นที่ยึดที่เกาะ ให้จิตใจของเราได้ยึดได้เกาะ เวลาตายไปแล้วสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีความหมายนะ ใครจะมีมากมีน้อย พอหัวใจกับลมหายใจขาดจากกันเท่านั้น สิ่งเหล่านั้นหมดความหมาย ร่างกายก็หมดความหมาย จิตใจยังมีความหมายอยู่จะเกาะอะไร เมื่อไม่มีความดีงามก็มีแต่ความทุกข์ มีแต่ความชั่วของตัวเองลากเข็นลงไปสู่กองทุกข์อีกไม่มีเวลาหยุด เพราะฉะนั้นท่านจึงให้สร้างคุณงามความดีเพื่อเป็นที่ยึดที่เกาะบ้าง อยู่ไปๆ วันหนึ่งๆ มาพิจารณามาดูจิตนี้ร้อนเป็นไฟ แล้วเพลินไปกับกิเลสเสียพอบรรเทาทุกข์ที่ร้อนเป็นไฟชั่วระยะ สุดท้ายไม่มีที่เกาะ ตายเปล่าๆ ถ้าผู้มีศีลมีธรรมมีความดีงามในตน พิจารณา อ๋อ อันนี้เป็นสิ่งที่อาศัยชั่วกาลเวลาที่มีลมหายใจอยู่ ตายไปแล้วมีบุญกุศล มันรู้อยู่ภายในใจ มีที่ยึดที่เกาะอยู่ในนี้เป็นลำดับลำดาสำหรับผู้สร้างบุญสร้างกุศล

ยิ่งผู้ที่หลุดพ้นไปแล้วจ้าไปหมดเลย ที่พึ่งอยู่ที่ไหนท่านไม่หาละ ตัวของท่านเป็นตัวที่พึ่งเองแล้วเรียบร้อย ให้พากันอุตส่าห์พยายาม อย่าพากันลืมเนื้อลืมตัวจนเกินไป เวลานี้กิเลสครอบสัตว์โลกร้อนไปหมดทีเดียว ไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึดเครื่องเกาะ ศาสนาก็ไม่ทราบศาสนาอะไรต่อศาสนาอะไร คำว่าศาสนามีเต็มโลก โลกนี้ไม่ว่างจากศาสนา ชาติใดวรรณะใดมีศาสนาประจำตนๆ แต่ศาสนานั้นเป็นศาสนาอะไร เป็นศาสนธรรมที่พาพ้นทุกข์ หรือเป็นศาสนากิเลสเครื่องสอนสัตว์โลก ให้ล่มจมในสัตว์โลก ศาสนามากต่อมากเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นศาสนามีเต็มโลกสงสาร ความสงบสุขของโลกจึงไม่ปรากฏเลย เพราะศาสนานี้เป็นเครื่องส่งเสริมกิเลส เป็นคลังใหญ่ของกิเลส

แต่ละศาสนาๆ เป็นคลังของกิเลสทั้งนั้น เนื่องจากผู้เป็นเจ้าของศาสนาเป็นคลังของกิเลส ระบายออกมาสอนบริษัทบริวาร มีแต่เรื่องของกิเลสออกมา บริษัทบริวารยึดไปปฏิบัติก็ปฏิบัติตามกิเลส มันก็เป็นฟืนเป็นไฟเผาทั้งโลกไปเลย เพราะฉะนั้นศาสนามากขนาดไหนจึงไม่มีความหมาย เพราะมันเป็นศาสนะของกิเลส ศาสนะของธรรมมีความหมายเต็มตัว เราไม่ได้ยกโน้นเหยียบนี้ เราเอาความจริงมาพูด ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าท่านจึงเรียกว่า เอกนามกึ ตรัสรู้แต่ละครั้งพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีคู่แข่ง เพราะยากแสนยากที่จะมาตรัสรู้ นี่ละองค์ที่มาตรัสรู้ เรียกว่ารู้รอบด้านเลยการสอนโลกๆ

พวกเราพอดีมาเกาะติดพุทธศาสนา ควรจะยึดมาเป็นหลักใจ ให้ได้เป็นที่พึ่งที่ระลึก เวลาอะไรจะพังมันมีนะ ร่างกายของเราจิตใจของเรา เวลาลมหายใจขาดพังหมด สมบัติภายนอกภายใน ยศถาบรรดาศักดิ์สูงต่ำพังไปด้วยกันหมด แต่บุญกุศลที่เรายึดเราเกาะไว้ที่เคยบำเพ็ญมานี้จะติดอยู่กับใจของเรา อันนี้ละพาเราไป ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ เราเกิดมาพบพุทธศาสนาเลิศเลอสุดยอดแล้ว เป็นศาสนธรรมของผู้สิ้นกิเลสจริงๆ พระพุทธเจ้าเป็นผู้สิ้นกิเลส ไม่ใช่ศาสนกิเลสของผู้เป็นเจ้าของศาสนานั้นคือคลังกิเลสนะ คลังกิเลสจะสอนโลกให้ร้อนไปตามๆ กันหมด ดีไม่ดียกศาสนารบกันๆ ศาสนาไปรบกันมีอย่างหรือ เช่นพระพุทธเจ้ามารบกันไม่เคยมี ธรรมมารบกันไม่เคยมี เห็นแต่กิเลสพารบธรรมเท่านั้น เข้าใจ เอาให้ดีนะทุกคน เอาเท่านั้นละวันนี้ พูดไปพูดมาเหนื่อยแล้ว

ลูกศิษย์ หลวงตาคะ เวลามาใกล้หลวงตาจิตใจสงบ รู้สึกว่านิพพานอยู่ใกล้ๆ แต่พอไปทำงานไปอยู่กับโลกกระแสโลกก็พาไปอีก คำถามคือว่าเราจะมีธรรมะอะไร หรือมีวิธีปฏิบัติอะไรที่เราจะครองธรรมและอยู่ในกระแสโลกได้อย่างมีความสุข

หลวงตา ก็บอกว่าให้ยึดธรรมนะซี ถ้ายึดกิเลสก็เป็นไฟไปด้วยกัน เข้าใจหรือเปล่าล่ะ อันนี้มันยึดแต่กิเลสแล้วจะมาหาเอาอะไรเป็นที่เกาะ ก็เอากิเลสเกาะมาแล้วมันไม่ดี เอาธรรมเป็นที่เกาะบอกแล้ว

ลูกศิษย์ พอพูดถึงธรรมก็เป็นอะไรที่เป็นก้อนกลมๆ นะคะหลวงตา แต่มีเฉพาะเจาะจงไหมคะ เช่นธรรมหมวดนั้นข้อนั้นอะไรอย่างนี้

หลวงตา ได้ ในเบื้องต้นเราต้องยึดคำบริกรรมติดหัวใจเรา เขียนหนังสือก็ได้ เรานึกอยู่กับพุทโธเขียนหนังสือก็ได้ ทำงานก็ได้ เหมือนเขานึกวิ่งไปตามกิเลส เข้าใจไหม เขาก็ทำงานของเขาได้เหมือนกัน เข้าใจ? ทำงานก็ได้ ทีนี้ยึดธรรมแล้วทำงานก็ได้เหมือนกัน เข้าใจหรือที่นี่

ลูกศิษย์ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องบริกรรมอยู่ตลอดเวลา

หลวงตา ไม่บริกรรมก็ตาม สติให้มีก็นั่นแหละเป็นธรรมอันหนึ่งแล้ว สติธรรมปัญญาธรรม เข้าใจหรือ สติมีอยู่ในตัวแล้วคนไม่ค่อยลืมตัวง่ายๆ ถ้าสติธรรมนะ ถ้าสติของกิเลสแล้วเป็นกิเลสวันยังค่ำเหมือนกัน เข้าใจหรือ เขาจะทำอะไรก็ต้องจดจ่อมีสติสตัง คนชั่วก็ดีนะ สตินี้เป็นได้สองทาง สติธรรม สติของกิเลส ปัญญาของธรรมปัญญาของกิเลส แล้วแต่เราจะนำมาใช้ นี้ให้ใช้สติของธรรมปัญญาของธรรม เข้าใจหรือ นี่แหละที่ยึด มาจากมหาสารคามมาจนกระทั่งป่านนี้ไม่มีที่ยึด แล้วจะมาหาที่ยึดของหลวงตาบัวๆ จะบอกโน่นไปยึดไปเกาะเอาหนามที่หนาๆ เช่นหนามระกำอะไรแถวนั้น ไปยึดดูซิน่ะ อันนี้มันก็มีหนามเหมือนกันในวัดนี้ มันมีกิเลสเหมือนกัน แต่เราชำระอยู่ที่ไหนก็เป็นการดีด้วยกัน ไม่ว่าอยู่ในวัดนอกวัดเข้าใจไหม เสี้ยนหนามมันมีด้วยกัน เราหลีกเสีย แน่ะ ก็เท่านั้นเอง

ลูกศิษย์ หลวงตา ข้าน้อยเปิดสอนวิชาหนึ่งชื่อว่า พุทธศาสน์กับการดำเนินชีวิตประจำวัน สอนพวกเด็กๆ คือชีวิตเรา ข้อสำคัญคือเราต้องตัดสินใจในทุกเรื่อง ก็เลยสอน concept หลักก็คือสอนเรื่องอริยสัจสี่ เวลาจะตัดสินใจอะไรก็ให้ดูเหตุผลของกิเลส กับเหตุผลของธรรม ทุกข์สมุทัยเป็นเหตุผลของกิเลส แล้วก็มรรคกับนิโรธเป็นเหตุผลของธรรม แต่เราก็คือเหตุผลของกิเลสมันมากกว่า นี่คือหลักการใหญ่ๆ ที่สอนให้เด็กๆ หลวงตาจะฝากอะไรเพิ่มเติมไหมคะ

หลวงตา ก็พูดแล้วถ้าทำตามก็จะไปถามอะไร นี่มันไม่ทำมีแต่นกขุนทองนั่นซี แก้วเจ้าขา มันไม่ได้เรื่อง เป็นอย่างไรล่ะ เป็นดอกเตอร์ กิเลสมันหลุดลอยไปสักตัวไหม

ลูกศิษย์ เริ่มบ้างแล้วเริ่มหลุดบ้างแล้วค่ะ

หลวงตา เริ่มก็ต้องอาศัยธรรมเข้าไปแทรกใช่ไหม ไม่มีธรรมไม่ได้ตายจมเปล่าๆ เข้าใจไหมดอกเตอร์ อย่าว่าแต่ดอกเตอร์ ดอกแต้ก็เหมือนกันนั่นแหละ (หัวเราะ) ถ้าธรรมแทรกตรงไหน มีสง่าราศีขึ้นทันทีมีค่าทันทีนะ งานการทุกอย่างถ้ามีธรรมเข้าแทรกตรงไหนจะมีคุณค่าเป็นลำดับลำดาไป แต่นี้โลกมันไม่มอง มันดิ้นไปข้างหน้า ก็มีเท่านั้นแหละ

เป็นยังไงผู้ว่าฯ(จังหวัดหนองบัวลำภู)ฟังเทศน์ธรรมะวันนี้ ฟังธรรมะวันนี้มันจะมีธรรมะสูงไปหน่อย มันไปสัมผัสตรงนั้นมันขึ้นไปนั้นเลย พื้นๆ ก็หากเป็นเอง แต่เรื่องสัมผัสของธรรม เวลาธรรมะได้หมุนตัวออก ก็เหมือนกับกิเลสหมุนตัวของสัตว์นั่นแหละ ความหมายว่างั้น

ผู้ว่าฯ มาที่วัดหลวงตาแล้วสบายใจ งานหนักๆ ที่อยู่ในจังหวัดพอมาที่วัดหลวงตาเหมือนกับงานทั้งหมดมันหายไปครับ

หลวงตา นั่นแหละ เอาธรรมเข้าชะล้างมัน ไปถึงโน่นมีอรรถมีธรรมอะไรก็ไม่ลุกลามไปในทางไม่ดี มีความรู้สึกตัวๆ ไปเรื่อย การประกอบหน้าที่การงานก็ราบรื่นดีงาม เป็นอย่างนั้น การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างนั้นแหละ อยู่ไหนก็สบายๆ ถ้ามีธรรมพอเป็นพอไปทุกคนนั่นแหละ ไม่ว่าชาติชั้นวรรณะใด ธรรมสวมเข้าไปปั๊บนี่เป็นเครื่องประดับขึ้นทันที สง่างามภายในใจของตนขึ้นทันที หลวงตาก็ลำบากนะ ยิ่งเฒ่าแก่มาเท่าไรธาตุขันธ์อ่อนเปียก เป็นห่วงใยโลกก็ห่วงมากเข้าๆ เป็นอย่างนั้นแหละ

สำหรับวัดนี้ไม่มีคำว่าสั่งสม ไม่มีเลย บอกว่าไม่มีเลย มีเท่าไรออกหมดๆ ส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าพระสงฆ์ แยกไปถวายวัดนั้นวัดนี้ ส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนผู้ยากจนเข็ญใจ จำเป็นอะไรก็แยกให้ๆ ในวัดนี้ไม่มีอะไรเหลือแหละ เป็นยังไงฟังธรรมะหมุนติ้ววันนี้

ลูกศิษย์ วันนี้หลวงตาแข็งแรงขึ้นด้วย เสียงดัง

หลวงตา ถ้าพูดเรื่องธรรมเป็นจริงๆ นะ ยิ่งพูดธรรมะสูงเท่าไรอันนี้มันจะออกของมันผึงๆ เลย มันเป็นของมันเอง ถึงจะออดแอดก็ตาม พลังของธรรมมันขึ้นในใจ สมควรจะออกมากน้อยมันจะดีดของมันผึงๆ ๆ เลย เพราะฉะนั้นจึงได้พูดที่ว่า เขาฟ้องร้องหลวงตา ๒ ข้อ ว่าหลวงตาบัวอยู่ในป่าออกมาแล้วมาอวดอุตริตนเองว่าสำเร็จพระอรหันต์ นี่ข้อหนึ่ง ข้อสอง หลวงตานี้เรี่ยไรเงินประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ผิดกฎหมายอาญา ก่อนที่เขาจะเกษียณนี้เขาจะฟ้องหลวงตาบัวเสียก่อน จนป่านนี้ก็ไม่เห็นมาฟ้อง เงียบอยู่ ธรรมะข้อต้นนี้ออกแล้ว ข้อสองก็ออกไปพร้อมกันแล้ว เฉลยรับกันเลย

ว่าหลวงตาบัวเป็นอรหันต์เถื่อนออกมาจากป่า รื้อมาจากพระพุทธเจ้าเสียก่อน พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญอยู่ในป่า ตรัสรู้อยู่ในป่า โคตรของพุทธศาสนานี้อยู่ในป่า สาวกอรหัตอรหันต์อยู่ในป่า บำเพ็ญในป่า ตรัสรู้ในป่าตลอดมา ทีนี้หลวงตาบัวออกมาจากป่าแล้วว่าอวดอุตริมนุสธรรม แล้วท่านเหล่านั้นเป็นยังไง ถ้าอวดอุตริมนุสธรรมท่านเหล่านั้นก็ต้องอวดอุตริมนุสธรรมหมด ทีนี้ย่นมาหาหลวงตาบัว ถ้าว่าหลวงตาบัวอวดอุตริมนุสธรรมแล้ว ธรรมหลวงตาบัวนี้สอนโลกมา เฉพาะอย่างยิ่ง ๖ ปีที่ช่วยโลกมานี้ เทศน์สักกี่กัณฑ์ทั่วโลกดินแดน เอา ธรรมะข้อไหนที่ผิดให้ค้านมา ตั้งแต่พื้นแห่งธรรมถึงนิพพาน เอ้า  ค้านมาหลวงตาจะรอรับตอบ จนกระทั่งป่านนี้ก็ไม่มาให้เราตอบเลย มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ขี้หมูขี้หมามาเห่าฟ่อๆ หาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันกองขี้หมา เข้าใจไหม ไปสนใจอะไรกองขี้หมา ธรรมจ้าอยู่นี้ เอาธรรมนี้ทำประโยชน์ให้โลก ขี้หมามันทำประโยชน์ให้โลกได้เหรอ มันมาหาโจมตีนั้นโจมตีนี้ คนไหนสะอาดมันก็ไปโปะให้เลอะเทอะไปๆ เท่านั้นเอง จึงได้บอกว่าธรรมเราสอนโลกขนาดไหน จนกระทั่ง ๖ ปีเต็มอย่างน้อย กระจายทั่วโลกดินแดน แล้วธรรมข้อไหนที่ผิดเพี้ยนไปจากธรรมของพระพุทธเจ้า ว่าเป็นอรหันต์เถื่อน เอ้า ค้านมา จนกระทั่งป่านนี้ก็ไม่ได้ค้าน นี่พูดถึงเรื่องว่ามันเข้ามาในจิตนี้เอง จิตดวงนี้มันมีขอบเขตเมื่อไร ถ้าพูดถึงเรื่องอรรถเรื่องธรรม สูงเท่าไรมันยิ่งหมุนตัวเอง ร่างกายออดแอดจิตไม่ได้ออดแอดนะ มันพุ่งๆ เลยเทียว

นี่ที่มาสอนโลก สอนเล่นๆ เมื่อไร ใครจะว่าอะไรไม่สนใจ ประสากองขี้หมูขี้หมา ถังขยะ เรื่องธรรมเหนือตลอดๆ อยู่แล้ว จะมาสนใจอะไรขี้หมูขี้หมา ถ้าเห็นว่าขี้หมูขี้หมาดีก็สู้ขี้หมูขี้หมาไม่ได้ ก็ต้องยอมขี้หมา กลัวเขาติฉินนินทาซี นี่ไม่กลัวไม่กล้า มีแต่ธรรมล้วนๆ เท่านั้นสอนโลก เราจึงไม่เคยมีสะทกสะท้านกับใคร ใครจะว่าอะไรไม่สนใจ มาพูดกับลูกศิษย์ลูกหาเราพูดอย่างนี้ ส่วนเราเองเงียบไม่สนใจเลย เวลามาพูดกับลูกศิษย์ลูกหาก็เอากิริยาของสมมุติมาพูด เขาว่าอย่างนั้นเราแก้ไปอย่างนี้อย่างนั้น เราจะไปหาแก้อะไรของเรา เข้าใจไหมล่ะ เรื่องของเราเองแก้หาอะไร การพูดเหล่านี้ก็เพื่อประชาชนได้ทราบความจริงนั่นเอง

เรื่องพลังของจิต พลังของธรรม ไม่มีข้อเปรียบเทียบ ขอบเขตไม่มี อย่างเราเทศนาว่าการจะตีบตันอั้นตู้ เทศน์แล้วมันหมดแล้วๆ นี้ไม่มี เปิดโล่งตลอดเลย เอา ถามมาแง่ไหนมุมใด ผางออกเลยๆ เพราะมันเต็มครอบโลกธาตุอยู่แล้วจะเอาอะไรมาจนตรอกจนมุม อย่างโลกสมมุติเขาว่าจนตรอก ธรรมไม่มีจนตรอก นอกจากสมควรออกมากน้อยหรือไม่สมควรจะออกไม่ออก ดึงก็ไม่ออก เมื่อสมควรจะออกมากน้อยจะออกเอง เปิดหมดทั้งถังเลยก็พุ่งเลย ธรรมะเป็นอย่างนั้น

ดังที่เราเคยพูดกับหลวงปู่แหวน  เราใส่ปัญหาท่าน เหตุที่จะไปพูดอย่างนั้นก็เพราะว่า หลวงปู่แหวนก็เป็นที่ร่ำลือมาแต่ไหนแต่ไร กิตติศัพท์กิตติคุณท่านร่ำลือมา และท่านก็อาจจะทราบว่าหลวงตาบัวนี้ก็อาจจะมีร่ำลือบ้างเหมือนกัน ท่านก็อยากทราบเรื่องของเรา เราก็ยิ่งอยากทราบเรื่องของท่าน คือเอาความจริงออกมายันกัน เพียงเท่านั้นแล้วพอไม่ต้องไปถามใคร พอสองต่อสองซัดกันเท่านั้นเข้าใจปัญหาของกัน พอเข้าไปก็ใส่ท่านก่อนเลย เราเป็นฝ่ายโจมตี พอใส่ปัญหาปั๊บเข้าไปท่านก็ผางออกมาเลย นั่นเห็นไหมล่ะ ปัญหานี้ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้ แล้วการตอบถ้าไม่รู้ก็ตอบไม่ได้ มันบังคับอยู่ทั้งสองเลย

ผู้ถามถ้าไม่รู้จะถามไม่ได้ปัญหาข้อนี้ เพราะปัญหาข้อนี้ไม่ได้มีในพระไตรปิฎก แต่มีในความจริงสำหรับผู้ปฏิบัติ พระไตรปิฎกพูดแล้วสาธุเราไม่ได้ประมาท เพียงผิวเผินเท่านั้นเอง หลักใหญ่จริงๆ อยู่ในหัวใจของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ ท่านจดจารึกออกไปนี้เป็นผิวเผินไปเท่านั้น พอเป็นแบบเป็นฉบับเข้าใจไหมล่ะ หลักจริงๆ ต้องเอาออกจากหัวใจเจ้าของ ไปทีแรกใส่ปัญหาข้อแรกปั๊บท่านก็ออกผึงเลย พอจบปั๊บหายสงสัยแล้วเรา ใส่อีกข้อที่สองอย่างหนัก เรียกว่านิวเคลียร์นิวตรอน ท่านก็เอานิวเคลียร์นิวตรอนรับเลยผาง ถามปัญหาข้อแรกเราไม่ลืม ๑๐ นาที ถามปัญหาข้อที่สอง ๔๕ นาที อันนี้ไหลเลยนะ เรียกว่าท่านคว่ำถังใส่เราเลย ไม่ว่าแต่จะแบ่งให้นะ คือคว่ำถังเลยทีเดียว ใส่เปรี้ยงๆ โอ๋ย เหมือนคนทะเลาะกัน

มีเรากับท่าน กับพระอุปัฏฐากท่านองค์หนึ่ง สามองค์เท่านั้นเข้าไปในห้อง ตั้งเข้าไปเอากันจริงๆ นี่ละฟังเสียงลั่นเลยในวัดนั้น คนไม่รู้เรื่องก็จะว่าพระทะเลาะกัน นี่พลังของธรรม เข้าใจไหม พอเราแย็บเข้าไปปั๊บเท่านี้ท่านก็ผางออกมา คว่ำถังเลยทีเดียว นั่นเห็นไหมล่ะ จากนั้นหายสงสัยแล้วว่าท่านเป็นพระประเภทใด ในขณะเดียวกันเราไม่ต้องบอก พูดตรงๆ ให้ฟัง ท่านก็หายสงสัยในเราเหมือนกัน พูดง่ายๆ เพราะธรรมะนี้เป็นธรรมะถึงกัน ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้ ถ้าไม่รู้ตอบไม่ได้ อันนี้เวลาถามผึงท่านตอบผึงมา ถามผึงตอบผึง เรียกว่าเปิดหัวใจใส่กันเลย พูดแล้วท่านหัวเราะฮ่าๆๆ ตัวแดงหมดนะ นี่ละพลังของธรรมฟังซิท่านทั้งหลายไม่เคยได้ฟัง

ถ้าทางโลกแล้ว ลงตัวแดงหมดนี่ฆ่ากันเลือดทาแผ่นดินเลย ถ้าเป็นเรื่องของกิเลสใช่ไหม ลงถึงขนาดนั้นตัวแดงผางๆ นี่พลังของธรรมออกมา กิริยาอันนี้เป็นเครื่องมือของธรรม ตัวแดงก็เป็นพลังของธรรมที่พุ่งออกมา ฟังเสียงท่านหัวเราะฮ่าๆๆ เรียกว่าตั้งแต่ท่านมาอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง ดูจะไม่มีใครขี้ดื้อขี้ด้านไปไขก๊อกท่านแหละ ก็มีแต่เรานี่ไขก๊อก ท่านก็ฟาดทั้งถังเลย ถ้าเทียบแล้วเหมือนถังน้ำใหญ่ๆ บริสุทธิ์สุดยอดแล้ว ไม่สมควรที่จะนำไปชะไปล้างสิ่งใด เพราะสิ่งนั้นไม่สมควรที่จะนำน้ำมาชะล้าง ใครไปหาท่านก็อือๆ ออๆ ไปตามเรื่องตามราวไปเรื่อยๆ ท่านไม่มีอะไรจะออก ถังน้ำใหญ่ๆ ไม่ออก

ทีนี้พอถึงกาลเวลาแล้ว อย่างนั้นละ ผางใส่กันเลย คว่ำถังเลยทีเดียว ท่านจะมีในวันนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงรื่นเริง กิริยาของท่านรื่นเริงมาก ทั้งพูดทั้งหัวเราะ คือพอพูดจบแล้วท่านยังท้าทายด้วยนะ เอ้า ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ถ้าเห็นว่าผิดตรงไหนให้ท่านมหาค้านมา ท่านขึ้นอย่างนั้นนะผางๆ เลย กระผมไม่ค้าน กระผมหาธรรมอย่างนี้แหละ ท่านฮ่าๆ ๆ เลย ก็เราหาธรรมอย่างนี้จริงๆ ถึงใจ

นี่เราพูดถึงพลังของธรรม ร่างกายเป็นเครื่องมือ ธรรมอยู่ในใจผางออกมานี้ เอาเครื่องมือแสดงออกมา เครื่องมือจึงเป็นเหมือนคนมีกิเลสทั่วๆ ไป เพราะเครื่องมือนี้ใช้ได้ทั้งทางธรรมทั้งทางกิเลส เมื่อกิเลสสิ้นไปแล้วมีแต่ธรรมใช้ ร่างกายเป็นเครื่องมือ จึงออกเป็นกิริยาเหมือนกันกับกิเลสแสดงออก ไม่มีผิดกันเลย เป็นแต่เพียงว่าภายในใจของท่านไม่ได้รุ่มร้อน ไม่ได้เป็นฟืนเป็นไฟเหมือนกิเลสพาแสดง เป็นน้ำเป็นท่าออกมาชะล้างตรงไหนสะอาดไปหมดๆ เลย

ลูกศิษย์ อย่างข้าน้อยเป็นครูสอนหนังสือ จะทำอย่างไรจะอธิษฐานอย่างไรจึงจะสอนธรรมะเก่งๆ อย่างหลวงตา ไม่ทราบว่าหลวงตาอธิษฐานหรือเปล่า อยากถามดูเฉยๆ

หลวงตา ก็ยังบอกแล้ว หลวงปู่แหวนนั่น แล้วไปเปิดยังไงท่านถึงคว่ำถังให้เลย ก็เอาปัญหานี้ไปเปิด น้ำนี้เต็ม ก๊อกนี้มีรอบตัว ใครจะไขตรงไหนไขได้ๆ นี่ธรรมะพื้นๆ ถ้าธรรมะสุดยอดแล้วอย่างว่าแหละ คว่ำถังใส่กันเลย อย่างนั้นแหละ เอาประมาณไม่ได้ การเทศนาว่าการที่ไหนก็ตามเราพูดจริงๆ สามแดนโลกธาตุนี้เราไม่เคยมีอะไรที่จะทำให้ขยะแขยง ให้กลัวให้กล้า ไม่ว่าสังคมใดในสังคมมนุษย์เรานี้ก่อน สังคมเทวบุตรเทวดาไม่ต้องพูด ถ้าหากว่ามีเทวบุตรเทวดามาเกี่ยวข้อง ฟัดกันอีกกับเทวบุตรเทวดา มนุษย์นี้ไม่ต้องพูด แต่นี้พูดกับมนุษย์ เทวดาท่านไม่ยุ่ง

ธรรมะอันนี้จะไม่มีอะไรว่าสูงว่าต่ำ จะสังคมใดก็ตาม มนุษย์เรานี้ชั้นไหนก็ตาม ธรรมะนี้จะเหนือตลอดเวลาเลย เวลาจะเทศนาว่าการเกี่ยวข้องกับสังคมใดนี้ มองปั๊บพูดให้มันง่ายๆ เอาให้มันชัด มันจวนจะตายแล้วนี่นะ พอนั่งปั๊บกำหนดปั๊บ ภาษาทุกวันนี้เขาเรียกเรดาร์ใช่ไหม อันนี้จับปั๊บรู้รอบเลย ควรจะเทศน์ธรรมะประเภทใดนี้บอกอยู่ตัวๆ เสร็จ ควรจะเทศน์ธรรมะขั้นนี้กับประชาชนกลุ่มนี้ๆ มันจะออกพอดิบพอดีกัน ดึงขึ้นก็ไม่ขึ้น ถ้าพอเหมาะกับนี้แล้ว ดึงลงก็ไม่ลง ถ้าธรรมะสูงกว่านี้เอาไว้ก็ไม่อยู่ ดึงขึ้นๆ ถ้าธรรมะคว่ำถังแล้วไม่มีถอยเลย มันเป็นขั้นๆ

เรื่องที่จะไปขยะแขยงว่า สังคมนี้เขาเป็นสังคมชั้นผู้ดี มีความรู้ความฉลาดอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มี ลบหมดเลย มีแต่จะสงเคราะห์ในสมาคมกลุ่มนั้นๆ สงเคราะห์ยังไงๆ ต้องเอาสมาคมเป็นแบบฉบับ พอมองเห็นสมาคมนั้นมันจะรับกันเลย ควรจะเทศน์หนักเบาขนาดไหนมันจะบอกของมันเสร็จ เข้าใจหรือที่นี่ ที่ว่าอันนี้สูงนะๆ ธรรมะเรานี้ต่ำหรือสูงนา ไม่มี

ลูกศิษย์ สรุปแล้วหลวงตาไม่ได้อธิษฐานว่าสอนเก่ง แต่ต้องปฏิบัติ เมื่อรู้ธรรมแล้วก็จะออกมาเอง

หลวงตา ไม่ได้อธิษฐาน ส่วนจะอธิษฐานก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ตั้งความปรารถนาเราทราบไม่ได้นะ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปตามคำอธิษฐานในเบื้องต้น แม้พระอรหันต์เหมือนกันก็ตาม จิตท่านบริสุทธิ์เท่ากัน เสมอกันหมด แต่นิสัยวาสนาบุญญาภิสมภารที่จะลึกตื้นหนาบางเกี่ยวกับเรื่องเครื่องประดับความบริสุทธิ์เข้าใจไหม อันนี้ท่านต้องตั้งความปรารถนา ไม่ปรารถนาไม่เป็น เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ ก็ปรารถนาเป็นพระอัครสาวกข้างขวาข้างซ้าย ให้มีความรู้ยังไงๆ ท่านก็อธิษฐานของท่าน เพราะฉะนั้นเวลากิริยาท่านแสดงออกจึงไม่เหมือนกัน บรรดาสาวกทั้งหลายที่สำเร็จอรหันต์แต่ละองค์ ท่านต้องมีความปรารถนาของท่านอย่างใดอย่างหนึ่ง เวลาแสดงออกก็เป็นไปตามความปรารถนานั้น

อันนี้เราก็จำไม่ได้ว่าเราเคยปรารถนามาแต่เมื่อไร ในขณะที่จะเทศน์ไม่มี ไปที่ไหนๆ ก็ปุ๊บเลย เอาเลยๆ มันอาจมีมาตั้งแต่ต้น เหมือนกันกับที่พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายท่านเคยมีมาแล้ว เราก็เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ไม่ใช่ครูบาพระพุทธเจ้า จะเหนือพระพุทธเจ้าไปไหน พระพุทธเจ้าพามียังไงก็ต้องมีอย่างนั้น เข้าใจหรือเปล่าล่ะ อันนี้เราไม่ปฏิเสธ แต่เวลาที่จะเทศนาว่าการอย่างปัจจุบันที่นำมาใช้ทุกวันไม่มี เราบอกเราไม่มี แล้วไม่มีทำไมเทศน์ได้ มันก็อาจมีคำอธิษฐานมาตั้งแต่ก่อน หรือว่ามี อย่างนี้ก็ได้ ไม่ต้องว่าอาจ เพราะแถวเดิมมีอยู่แล้วใช่ไหม เข้าใจหรือที่นี่

ลูกศิษย์ แล้วข้าน้อยจะอธิษฐานว่า ขอให้เป็นคนที่มีสติปัญญา พูดให้คนอื่นได้สัมมาทิฏฐิ เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า  ขอพรหลวงตาด้วย

หลวงตา เอา ให้สำเร็จ แต่สำเร็จไปตามขั้นของตัวเองนะ จะไปแข่งพระพุทธเจ้าไม่ได้ มาแข่งครูบาอาจารย์เดี๋ยวตีปากเอานะ เอาละเท่านั้น

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com  หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก