สมนาคุณหมอ
วันที่ 18 มิถุนายน 2547 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๗

สมนาคุณหมอ

 

         (หมอเติ้งที่รักษาโรคถ่ายท้องหลวงตามากราบนมัสการเยี่ยม) เราจะสมนาคุณหมอสัก ๕ หมื่น หมอนี่มีคุณต่อชาติไทยของเล่นหรือ ถ้าหากว่าไม่มีหมอเราตายไปแล้วไม่ได้ช่วยชาตินะ เรื่องใหญ่อยู่ตรงนั้น (พวกลูกศิษย์รวบรวมปัจจัยร่วมทำบุญด้วย) โรคของเรานี่เป็นโรคจะตายถ่ายเดียว พอหมอนี้มาเอายาให้กินฟื้นขึ้นเลยเทียว ทันทีทันใด ดีดผึงๆ เลย นับว่าเป็นปาฏิหาริย์ ยานี้ก็เป็นยาวิเศษ หรือว่ายาเทวดาเข้าแทรกด้วยก็ได้มันถึงรวดเร็วนักหนา แบบผิดหูผิดตานะ ดีดผึงๆ เลย เราก็ออกช่วยโลกในขณะนั้นเลยเทียว นี่เรื่องก็ผ่านมาเรียบร้อยแล้วตามความมุ่งหมายทุกอย่าง สมบูรณ์แบบ เช่นทองคำให้ได้ ๑๐ ตัน ก็ได้ตั้ง ๑๐ ตันกับ ๓๑๒ กิโลครึ่ง ดอลลาร์ให้ได้ ๑๐ ล้าน ก็ได้ ๑๐,๒๑๔,๖๐๐ ดอลล์ ได้สมบูรณ์แบบตามที่เรากำหนดไว้

เอ้า นับรวมเข้ามาได้เท่าไร เงินสดรวมแล้วเป็น ๙๕,๓๖๐ บาท เอาให้ได้ถึงแสนเดี๋ยวนี้ (อีก ๕ พันเจ้าค่ะ) ทีนี้เศษแสนเราเอา อยู่ในแสนให้ทางนี้ทั้งหมด เศษแสนเท่าไรเราเอา สมนาคุณผู้มีคุณซิ นี่มีคุณต่อชาติ ยังเกี่ยวโยงไปถึงศาสนาด้วย ถ้าเราตายเสียนี่ชาติจะเป็นยังไง ศาสนาจะเป็นยังไง เพราะเวลานี้เราหนุนอยู่ทั้งชาติทั้งศาสนาเกี่ยวโยงกันไป เฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ศาสนากำลังหนาแน่นขึ้นมา ก็เราเป็นหัวหน้าอยู่อย่างนี้แหละ ถ้าเราตายแล้วก็หมดเลยไม่มีอะไรเหลือ (ที่หลวงตาเมตตาให้เขาหนึ่งแสน เขาบอกเขาไม่เอา เขาขอถวายหลวงตา เขาอยากทำบุญกับหลวงตาเจ้าค่ะ) นี่เราก็เอาเงินให้อย่างเดียว รับไปๆ เอาบุญอย่างเดียวถูกต้องแล้ว นี่เราให้เงินอย่างเดียวก็ถูกต้องเหมือนกัน เอาไปเลย

(เขาจะขอพักที่วัดระยะหนึ่งก่อน) อยู่ได้เป็นไรไป (เขาบอกเขาศรัทธาหลวงตาอยากร่วมทำบุญกับหลวงตา หลวงตาเมตตาเขาเขาก็ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง) อย่างนั้นเราก็เห็นใจทั้งสอง (สาธุ) นี่ก็มุ่งต่อบุญ บุญเป็นของละเอียดสูงมากทีเดียว เอ้า ยอมรับ ว่าจะให้เลยกลับคืนมา เราว่าจะให้เงิน ๕ หมื่น กลับมาได้อีก ๕ หมื่น เอาละ ทางนั้นได้บุญไป ทางนี้ได้เงินมา ยานี้เป็นเรื่องปาฏิหาริย์จริงๆ จนกระทั่งเราสงสัย ยาที่หมอเติ้งเอามาให้ฉัน พูดถึงยาหมอเติ้ง เราพูดว่าเราจะฉันยาขนานนี้ขนานเดียว ถ้าไม่ถูกก็เลิกเลย ยาปัดกัน เราจะพุ่งเท่านั้นเอง พอเอายามาฉันนี้ดีดผึงเลยนะ แปลก พอกินยาหมอเติ้งแล้วก็ดีดผึงๆ เลย

เขาบอกไว้หมด ยานี้เวลาฉันแล้วมันจะถ่าย ถึงจะถ่ายอย่างไรก็ตาม เพราะแต่ก่อนท่านถ่าย ท่านถ่ายด้วยโรคของท่าน คราวนี้จะถ่ายด้วยยา มันจะถ่ายมากขนาดไหนจะไม่เพลียเหมือนถ่ายโรค ว่างั้น ฉันลงไปนี้มันจะถ่ายมาก ท่านไม่ต้องตกใจ ถ่ายเท่าไรให้ถ่ายไปเถอะ พอฉันลงไปก็จริงๆ เลย แหม ถ่ายเอาเสียจริงๆ จังๆ แล้วทำไมมันถึงถ่ายมาก ช่างหัวมันเถอะเขาว่า แล้วก็ไม่เพลียนะ ถ่ายแล้วไม่เพลีย ถ่ายเรื่อยๆ จนกระทั่งโรคนี้เบาลงการถ่ายก็เบาลงๆ ตามเขาอธิบายนั้นแหละ จากนั้นการถ่ายก็เป็นปรกติ คนก็แข็งแรงขึ้น ที่มันถ่ายวันละเก้าหนสิบหนนั้นลดลงๆ แบบฮวบๆ เลย จากนั้นไม่ถ่าย มีแต่ยานี้ถ่ายแทนๆ เลย เพราะหมอคนนี้แหละ ไม่งั้นเราไม่ได้ออกช่วยโลก ตายเลย

เวลาออกช่วยโลก ทั้งชาติทั้งศาสนาอยู่ด้วยกัน ตกลงเลยช่วยทั้งสอง เวลานี้ไม่ใช่ธรรมดา ช่วยทางชาติแล้วก็ยังช่วยทางศาสนาอีก ศาสนาก็เกิดเป็นไฟลุกอยู่ภายในกรุงเทพมหานครที่เป็นเมืองนักปราชญ์ทั้งหลาย มันเลยเป็นเมืองอันธพาลไปหมด ทำลายศาสนาแหลกหมด พระป่าจึงออกมาชำระกันเป็นครั้งๆ ใช่ไหมล่ะ นี่ก็เราเป็นหัวหน้าทั้งนั้นแหละ ทุกอย่างอยู่ในเรานี้หมด ทางศาสนาสำคัญมาก เด่นมากทีเดียว เพราะวงกรรมฐานทั้งหมดอยู่กับเราคนเดียวคอยชี้ขาด อะไรควรจะชี้ขาด ชี้ขาดเลย ก็ก้าวตามนั้นเลยๆ เวลานี้กำลังวงศาสนา กำลังพิจารณากันอยู่เป็นพักๆ ๆ ตั้งแต่นู้นมหาคะนิดสงคณิสแสนเรื่อยมา ตั้งสมเด็จสังฆราชเข้ามา จะโกยเอาสมบัติของพุทธศาสนาออกไป สามพักเอากัน นี่ก็มาอยู่ที่พักที่สามเวลานี้ ส่วนพักสมเด็จพระสังฆราชกำลังเอากันอยู่ นี่ก็เป็นหัวหน้าทั้งนั้นจะว่าไง เพราะฉะนั้นจึงได้ว่าช่วยทั้งชาติทั้งศาสนา

ศาสนาก็หนักไปแบบหนึ่ง ชาติก็หนักไปแบบหนึ่ง พอชาติเบาบางผ่านจากชาติเข้ามา ก็มาโดนเอาทางศาสนา เวลานี้กำลังค้ำยันกันอยู่เรื่องศาสนา ถ้าเราตายเสียสิ่งเหล่านี้ก็จะหมดความหมายไปเลย มันก็กลืนเลยๆ กลืนไม่ยากนะ แต่นี้มันมีก้างขวางคอๆ มันกลืนไม่ได้ ก้างขวางคอ ไม้ค้ำคอ เข้าใจไหม เป็นชั้นๆ  จึงว่าทั้งชาติทั้งศาสนาอยู่กับคนนี้คนเดียว ถ้าหากว่าเราตายไปเสีย ทั้งชาติทั้งศาสนาจะเป็นยังไง พิจารณาวาดภาพเอาเองก็แล้วกัน นี่ก็ผ่านมาได้ๆ นี่ก็สายมากแล้วไม่เทศน์อะไรมากแหละ

เมื่อวานนี้ก็ถ่ายออกหมดไม่มีเหลือเลย เมื่อวานซืนก็อาเจียน พอฉันเสร็จแล้วไปฉันน้ำ เพราะเรารู้สึกผิดปรกติในธาตุขันธ์เราเกี่ยวกับน้ำ ทีนี้พอฉันน้ำลงไป รู้สึกว่าเดี๋ยวมันจะจาม จามแล้วก็จะอาเจียน พอฉันกึ๊กๆ ลงไปสักเดี๋ยวก็จาม นั่นเริ่มแล้วนะ พอฉันเสร็จแล้วมันก็จาม พอจามแล้วก็อาเจียน เอาเสียจนหมดไม่มีอะไรเหลือเมื่อวานซืน เมื่อวานนี้ก็อีกเหมือนกัน เอาหมดเลยไม่มีเหลือ จึงเพลียมากเมื่อวาน แต่เมื่อเช้านี้รู้สึกฉันได้บ้างพอประมาณ ต่อไปมันจะต้องได้ระวังน้ำนะ คอยสังเกตดูเสียก่อน

ที่เรายับยั้งตัวเองอยู่ตลอดเวลา รักษาด้วยยานั้นยานี้ ก็เพราะเราเป็นห่วงบรรดาพี่น้องทั้งหลายต่างหากนะ เราไม่ได้เป็นห่วงเรา เราพูดจริงๆ  เหมือนหนึ่งว่าจิตใจเวลานี้ยืมวันอยู่ไปเท่านั้น ยืมวันยืมคืน มาพักบ้านนั้นกี่คืนๆ แล้วก็จะออกนะ นี้เกิดมากี่กัปกี่กัลป์กี่ภพกี่ชาติมันก็ไม่เคยคิดไม่เคยเป็น แล้วชาตินี้เกิดมาอายุก็ถึง ๙๑ ปีนี้ กำลังจะเต็มวันที่ ๑๒ สิงหานี้ จะเต็ม ๙๑ ปี พอโครงการช่วยชาติยุติลง ทุกอย่างเหมือนว่าปลดเปลื้องภาระอะไรที่หนักหน่วงทั้งหลายนี้ออกๆ พอออกแล้วจิตใจมันมีลักษณะยิบๆ แย็บๆ นี้ก็เล่าให้ฟัง เหมือนเด็กจะตื่นนอนมีกระดุกกระดิก ลักษณะยิบแย็บๆ คำว่ายิบแย็บๆ นี่ ควรจะไปแล้ว นั่นความหมาย จะไปพูดง่ายๆ

โลกนี้อยู่มา ๙๑ ปีควรจะไปแล้ว มีลักษณะยิบแย็บๆ อยู่ภายใน อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้ แต่ก่อนเราก็ไม่เคยเป็น แม้ถ่ายจนจะตายอยู่แล้วมันก็ยังไม่เป็น แต่คราวนี้มีลักษณะยิบแย็บๆ  เหมือนกับว่ายับยั้งรั้งกันไว้ เพื่อประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองของเรา เช่นทางศาสนาเวลานี้ก็กำลังชุลมุนวุ่นวาย เรื่องใหญ่โตก็มาอยู่ตรงนี้ กรรมฐานทั้งหมดมาอยู่นี้หมดเลย จึงได้พิจารณาเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ ถามเรื่องยานั้นยานี้อยู่ ถ้าไม่มีอะไรแล้วถามหาทำไม เท่านั้นพอ ไปเลย เพราะการไปเราบอกตรงๆ เราพูดอย่างตรงไปตรงมาสมกับสอนพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทย ไม่มีการสะทกสะท้าน ไม่ได้สอนด้วยความสงสัยสนเท่ห์อะไร นำออกมาด้วยความสัตย์ความจริง เป็นที่แน่ใจๆ ตลอดเลย เราสอนก็สอนอย่างนั้น

การเทศนาว่าการออกมาจากความจริงล้วนๆ เราสอนด้วยความแน่ใจทุกอย่าง ทีนี้พอปลดเปลื้องมา อันนี้มันมีลักษณะยิบแย็บ ถ้ายิบแย็บมันค่อนข้างจะไปแน่ เพราะฉะนั้นจึงมีการยับยั้งกันไว้ ถ้าปล่อยมันก็จะไปจริงๆ  การไปของเราไม่ยากอะไรเลย ถึงเวลาแล้วปั๊บเข้าร่มไม้ร่มไหนแล้วไปเลยของเรา เราไม่มีอะไรเหมือนอย่างโลกทั้งหลายทั่วไป ว่าหลวงตาคุยไหมนี่ ให้เป็นในหัวใจก็แล้วกันไม่ต้องถามใคร รู้เอง ระหว่างขันธ์คือธาตุขันธ์ของเรากับใจ แต่ก่อนมันพัวพันกันอย่างไรๆ บัดนี้มันเป็นยังไงมันก็รู้นี่ เวลามันขาดจากกัน เป็นแต่เพียงความรับผิดชอบขาดแล้วทิ้งเมื่อไรได้เลย ความพัวพันคืออุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น มันทุกข์ทั้งร่างกายทุกข์ทั้งใจ มันเกี่ยวโยงกันอยู่ ทีนี้เมื่อใจปล่อยออกหมดเสียแล้ว ยังเหลือแต่ความรับผิดชอบอย่างเดียว รักษาเยียวยากันไปจะเป็นยังไง พอเป็นไปได้แค่ไหน เป็นไปไม่ได้แล้วเหรอ สลัดปั๊วะเดียวไปเลย เพราะมันไม่มีอุปาทาน เข้าใจไหมล่ะ

เราสอนโลกเราสอนหมดทุกอย่างด้วยความไม่มีอุปาทานในสิ่งทั้งหลาย แล้วย่นเข้ามาหาธาตุขันธ์นี้ ซึ่งเป็นความกังวลในโลกทั้งสามนี้ มันปล่อยหมด จนกระทั่งถึงเรื่องขันธ์นี้มันก็ปล่อย แต่ปล่อยขันธ์นี้ปล่อยแล้วยังมีความรับผิดชอบอยู่ลึกลับตามธรรมชาติของมันเอง ทีนี้เวลาอันนี้มันกวน ก็มีแต่ขันธ์แหละกวน ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศไม่กวน กว้างแคบโลกธาตุไม่กวน ที่กวนก็คือธาตุขันธ์ร่างกายของเรา ขันธ์กวน กวนยังไง ไม่ยึดก็ตาม ไม่ซึมซาบก็ตาม ก็เหมือนเราอยู่ในห้อง มีเด็กมีคนเดินผ่านไปผ่านมา เขาไม่มาทำไมเราก็ตาม แต่เขาผ่านไปผ่านมา มันก็เป็นเรื่องสัมผัสสัมพันธ์กับความรู้ของเราอยู่โดยดี คนนี้ผ่านไปคนนั้นผ่านมา ความรับทราบ รับทราบตลอดเวลา อันนี้ทุกข์ผ่านมาทุกข์ผ่านไป เจ็บนั้นปวดนี้ผ่านไปผ่านมา นี่ละเรื่องมันกวนเรา เดี๋ยวเจ็บท้อง เดี๋ยวปวดหัว เดี๋ยวเป็นนั้นเป็นนี้ นี่เรียกว่าขันธ์มันผ่านไปผ่านมาของมัน มันก็ไม่ได้ว่ามันรบกวนเรานะ ไอ้เราก็ไม่ได้ว่ามันรบกวนใจของเรา แต่มันหากเป็นอยู่ด้วยสัญชาตญาณที่จะให้รับทราบๆ มันจึงมารวมอยู่ในขันธ์เรา ทุกอย่างไม่มี มีอยู่ในขันธ์อันเดียว

เช่น ความสุขความทุกข์ เฉยๆ ก็อยู่ในกาย ความเจ็บนั้นปวดนี้อะไรก็เป็นเวทนา มันก็อยู่ในกาย รับทราบๆ ถึงไม่ยึดมันก็ผ่านไปผ่านมา จึงเรียกว่ากวนกัน มีที่ให้รับทราบอยู่ นอกนั้นหาย พออันนี้เยียวยารักษาไม่ได้แล้ว เป็นไปไม่ได้แล้วเหรอ ปล่อยปั๊บ ผึงเลย นั่น ก็มีเท่านั้น นี้เราก็อุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกายช่วยชาติบ้านเมืองมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็รู้สึกว่าได้ผลเป็นที่พอใจ ทางด้านวัตถุเราก็ได้เป็นที่พอใจตามที่กำหนดหมายไว้ว่า สิบตันสิบล้าน ได้เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างก็ได้สมมักสมหมาย ทีนี้ขันธ์ของเรานี้มันก็จะปลดเปลื้องของมันไป เราจึงได้เตือนเสมอ นี้จวนตายแล้วนะๆ ถ้ารั้งไม่ได้ มันถึงกาลเวลาจริงๆ รั้งไม่ได้ก็ปล่อยเลย นั่น ถ้ามันพอรั้งได้ก็รั้งกันๆ  ถ้ารั้งไม่ได้ก็ปล่อย

เราเป็นห่วงเรื่องโลกเท่านั้น สำหรับเราเองไม่มีอะไรเป็นห่วง สอนโลกด้วยความอาจหาญชาญชัย แม่นยำทุกอย่าง ใครจะเชื่อไม่เชื่อเป็นเรื่องของเขา เรื่องของเราออกจากความแม่นยำๆ เรื่องสอนพระเรื่องสอนโลก เพราะฉะนั้นขอให้พากันยึดกันถือนะ คำพูดที่ว่าคำพูดแบบนี้ ท่านทั้งหลายเคยได้ยินที่ไหนไหม แต่ก่อนเราก็ไม่เคยพูด เพราะมันไม่เคยรู้จะเอาอะไรมาพูด เวลามันรู้ขึ้นมาแง่ไหนๆ มันก็พูดได้ตามแง่แห่งความรู้นั้นๆ ที่มันปรากฏขึ้นมาๆ มันรู้เสียเต็มเหนี่ยวมันก็พูดได้เต็มยัน ถ้าถึงกาลเวลาที่ควรพูด เข้าใจเหรอล่ะ

นี่ละพุทธศาสนาเราแม่นยำ เรื่องมรรคเรื่องผลนั้นเรียกว่าประกาศท้าทายอยู่กับตัวของเราเองที่จะนับถือพระพุทธศาสนา แนวทางที่ว่าศาสนธรรม คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าคือแนวทางที่ถูกต้องแม่นยำ อย่าปลีกอย่าแวะ ถึงแน่ว่างั้นเลย เรียกว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วไม่มีผิดมีพลาด แนะยังไงสอนยังไงตรงแน่วตามนั้น ให้บืนไปตามนี้เถิด อย่าออกนอกลู่นอกทางด้วยความสะดวกสบาย แฉลบออกไปลงเหวนะ กิเลสมันหลอกให้ลื่นไปหมดนะ ถ้าเรื่องของกิเลสลื่น เร็วที่สุดนะลงเร็ว ถ้าเรื่องของธรรมต้องฉุดกันไว้ ๆ เรารักเราเราต้องฉุดเราเข้าใจไหมล่ะ เอาเพียงเท่านั้นละ เอาละทีนี้จะให้พร

โยม ขอหลวงตารั้งไว้นาน ๆ นะเจ้าคะ

หลวงตา เอ้า ก็ฟังคำเตือนซิ เราอย่าประมาทตัวของเรา นานไม่นานมันก็อยู่ในวิสัยของเราเองเข้าใจเหรอ ทีนี้จะให้พร

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com  หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก