พระเดินขบวน
วันที่ 18 กันยายน 2545 เวลา 7:45 น. ความยาว 44.51 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)   วิดีโอแบบ(Real)

พระเดินขบวน

วัดดอยธรรมเจดีย์นี้แต่ก่อนพระมีถึงหกเจ็ดสิบ เจ็ดสิบกว่าก็มี เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ไปนานแล้ว พระคงจะมีมากอยู่ตามเดิม เพราะบริเวณนั้นกว้างขวางมากดูเหมือนเป็นพัน ๆ ไร่ แล้วก่อกำแพงรอบ พระอยู่สบาย วัดดอยธรรมเจดีย์สร้างระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๘-๙๙ ในย่านนี้ ท่านอาจารย์กงมาท่านสร้าง สร้างไม่นานหลวงปู่มั่นเราก็ล่วงไป บริเวณกว้างขวางมาก ท่านเริ่มสร้างวัดเราก็เริ่มไปอาศัยท่านตั้งแต่ต้นเลย คืออาศัยท่านหมายถึงว่าเป็นทางผ่านเข้ามาสกล ลงมาจากภูเขาก็มาพักที่วัดดอย แล้วก็ลงไปทางสกลนคร ผ่านไปผ่านมาอยู่เรื่อย ๆ บางทีก็ขึ้นมานั่นผ่านขึ้นเขา วัดนี้เราจึงได้เคยไปอาศัยอยู่ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมา ไป ๆ มา ๆ อยู่นั้น แต่ก่อนเต็มไปด้วยเสือนะที่นั่น คือป่าสัตว์ป่าเสือป่าเนื้อ มีอยู่ทั่ว ๆ ไป

เวลาท่านไปสร้างวัดใหม่ ๆ ฝนตกชุกมาก ทีนี้เห็ดออกเกลื่อนอยู่ตามข้าง ๆ วัด ในวัดนอกวัด เห็ดเต็ม ท่านเดินอยู่ในวัดท่านก็เห็นเลยเรียกเณรมา เณร นี่เห็ดมันเกลื่อนอยู่ในวัดนี่ นอกวัดมันยิ่งจะมากกว่านี้ ไปพากันไปหาหาบเห็ดสักหน่อยว่ะ โยมเขายังหาบเก่งนัก ว่างั้นแล้วท่านก็ออกไป คือมันไม่มีเขตวัดมันก็ลามปามเป็นดงไปหมด พอออกไปเดินผ่าน ๆ เสือมันมานอนหมกตัวอยู่หน้าวัด จอมปลวกก็ไม่ใหญ่โตนัก มีพวกหญ้าคาหญ้าอะไรปกคลุมอยู่นั้น เสือมันอยู่จอมปลวกเล็ก ๆ มันขบขันดี ท่านพาเณรไปหาเก็บเห็ดละซี เสือมันอยู่นั้น พาเณรไปเดินซุ่มซ่าม ๆ เสือมันก็ เฮ่อ ๆ ขึ้นตรงนั้นข้าง ๆ มันอยู่ในป่าคือเป็นหญ้าคาเป็นอะไรจอมปลวกนั้นน่ะ เสือมันแอบอยู่นั้น คนเดินเพ่นพ่าน ๆ ไป มันก็ เฮ่อ ขึ้นทันที มันคำราม

มึงอยู่นี่เหรอ มึงอย่าร้องดังนักซีกูก็กลัวเหมือนกัน ดูขนแข้งกูยังปลิวไปหมดแล้วเดี๋ยวนี้ ท่านพูดสบายนะ ขนแข้งกูมันปลิวไปหมดแล้วเดี๋ยวนี้ มึงอย่าร้องเสียงดังนักนะ กูก็กลัวเหมือนกัน มันร้องสองหนสามหนท่านก็เดินฉากไป มันก็เลยอยู่นั่นนะ ท่านก็ไม่เห็นมีความรู้สึกกลัวอะไรนะ ท่านพูดเล่นกับเสือได้สบาย มึงอย่าร้องดังนักซีกูก็กลัวเหมือนกัน ดูขนหน้าแข้งกูมันปลิวไปหมดแล้ว นี่หมายถึงว่าเสืออยู่ข้างวัด ก็มันเป็นดงไปหมดไม่ทราบว่าเขตวัดแค่ไหน มันไม่มีเขตแดน ท่านไปปักกลดลงที่นั่น พึ่งเริ่มจะสร้างอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เสือมันอยู่มันทำเลหากินของเขา ถ้าเขาไม่ขึ้นบนเขา เขาก็ออก บางทีไปนอนอยู่ในถ้ำ ท่านไปสร้างวัดที่นั่น ถ้ำก็อยู่กลางวัดอีกด้วย เสือไปหากินมันไม่อยากเข้าป่าลึก มันก็อยู่ตามแถวนั้น เพราะมันเป็นดงเป็นป่าเหมือนกันหมด

วันนั้นก็พอดีตอนตี ๔ เณรนี่มันตายแล้วนะ ชื่อเณรแก๊ก มันไปนอนอยู่ในถ้ำนั้น กางมุ้งนอนอยู่นั้น ถ้ำที่เสือมันเคยมานอน มันเอากระดูกวัวกระดูกอะไรมากินอยู่ในนั้นก็มี เห็นกระดูกเกลื่อนอยู่นั้น ทีนี้เณรก็ไปนอนอยู่ในถ้ำนั้นแหละ ประมาณสักตี ๔ เขาขึ้นมาเขาจะมานอนพักกลางวัน เพราะทำเลนั้นไม่มีใครเข้าไป ถ้าเข้าไปเขาคำรามขึ้นมันก็เปิงไปหมดนั่นแหละ ใครจะไม่กลัวเสือ ตั้งแต่ท่านอาจารย์กงมาท่านยังบอก ขนหน้าแข้งกูปลิวไปหมดแล้วเดี๋ยวนี้ มึงอย่าร้องดังนักซี นี่เห็นไหมล่ะ จิตเวลามันจำเป็นมันเป็นอย่างนี้นะ จะเป็นบางราย เณรกำลังเริ่มภาวนาดูว่าสักประมาณตี ๓ กว่า ๆ เสือเข้ามา มุ้งอยู่นี้ เสือมันก็ไม่รู้ว่าคนอยู่ที่นั่น มันก็เข้ามาในถ้ำ ถ้ำมันมีหินเป็นก้อน ๆ คือเป็นที่หลบซ่อนมันดี ๆ นั่นแหละ เป็นก้อน ๆ เป็นซอก คนก็นอนอยู่นี้

เณรกำลังนั่งภาวนา ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรนะ ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นอะไร เสือก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน ต่างคนต่างไม่รู้กัน เสือก็เข้ามาข้างมุ้ง คนอยู่ในมุ้งนั่งอยู่ ข้างมุ้งข้างนอกกับข้างในมันก็ติดกันอยู่ใช่ไหม ทางนี้กำลังเริ่มนั่งภาวนา ฟังเสียงหายใจฟูดฟาด ๆ มันไม่ระวังมันจะมานอน เสียงหายใจมันเสียงฟูดฟาด ๆ เอ๊ มันเสียงอะไรน้า ยังไม่รู้นะเณรน่ะ มันก็มาติดมุ้งนั่นแหละ มันอยู่ข้างนอกคนอยู่ข้างใน เพราะมันเป็นก้อนหิน มันแคบ ๆ มันก็แอบเข้ามา คนก็อยู่ร่องนี้ มันก็แอบมานี้เพราะมันเคยมานอน เสียงหายใจฟูดฟาด ๆ ข้างๆ มุ้ง เณรก็ยังไม่รู้ ว่ามันอะไรน้า เอ๊ มันเสียงอะไรเสียงฟูดฟาด ๆ มานี่ ทีนี้พอระลึกรู้ว่าเป็นเสือเท่านั้นนะ เข้าใจแล้วว่าเป็นเสือแล้ว ทีนี้พุทโธผึงลงเลยจิตนะ ลงขณะนั้นเลยแต่ตี ๔ นั่นแหละ ทีนี้ก็เลยหายไปเลยเรื่องเสือเรื่องสัตว์อะไร หายหมดเลย จนกระทั่งจิตถอนขึ้นมาเป็นเวลาพระกำลังจะออกบิณฑบาตพอดี พระเลยถามหาเณร เณรมันไปยังไงวันนี้น่ะ หายเงียบไปเลยไม่เห็น เณรไปไหน จนพระจะบิณฑบาต

คือธรรมดาเณรจะทำข้อวัตรปฏิบัติอยู่แล้ว แต่วันนั้นจิตมันรวมพึ่งถอนขึ้นมา พอรู้สึกตัวว่าเสืออยู่ทางนี้ กำหนดแล้วก็โดดออกจากมุ้งวิ่ง เสือ ๆ ๆ ลงไป พระกำลังยุ่งหาเณรอยู่ เณรมันไปยังไงต่อยังไงกัน กำลังวุ่นหาเณร สักเดี๋ยวเณรก็วิ่งลงไป เสือ ๆ ๆ มันเสืออะไรเณรนี่ โหย เสืออยู่ในถ้ำ นึกว่าเณรไปไหนหายเงียบไปไม่เห็นมา เณรก็เลยเล่าให้ฟัง จิตผมรวมใหญ่ ว่างั้นนะ ตั้งแต่ได้ยินเสียงเสือมันหายใจฟูดฟาด ๆ พอรู้ว่าเสือก็พุทโธ ๆ ๆ แล้วปึ๋งทีเดียวเลยลงเลย นี่พึ่งถอนขึ้นมา ถอนมาก็โดดจากมุ้งมาเลย เสืออยู่ในถ้ำนะว่างั้น ทีนี้พระก็เลยตั้งตัวใหม่ กำลังจะออกบิณฑบาต ไหนมันอยู่ไหน ต่างองค์ก็ต่างไป แต่ต้องรักษานะพระไม่ใช่จะโผล่เข้าไปทีเดียว ต้องเดินฉากตรงโน้นเดินฉากตรงนี้ ไปดูมันมีหรือไม่มี มันอยู่นั้นหรือไม่อยู่ ถ้ามันอยู่นั้นก็จะเห็น เพราะถ้ำมันแคบ ๆ ใครก็ตาสอดเข้ามา องค์นั้นไปทางนั้น องค์นี้ไปทางนี้ สอดไปส่ายมาไม่เห็น ก็เฉียดใกล้เข้าไป ๆ จนกระทั่งถึงถ้ำ เสือไปแล้ว

คือมันรู้ว่าเป็นคนอยู่ในมุ้ง เสือก็รู้ว่าคนอยู่ในมุ้ง มันจะมานอนที่นั่น มันก็เลยหนีไปเลย หนีตอนนั้นตอนจิตเณรรวม พอพุทโธ ๆ ๆ ผึงทีเดียวลงแล้วก็หายเงียบไปเลย เสือมันก็ไปของมันไม่อยู่นะ มันหนีไปเลย แล้วเข้าไปดู อู๋ย รอยเสืออยู่ตีนมุ้ง ตีนมุ้งอยู่ข้างใน นั่นเห็นไหมเสือ นี่ละจิตเวลามันจำเป็นเป็นอย่างงั้น ลงผึงเลย นี้เป็นบางรายนะลงอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ท่านมีนิสัยอย่างนั้นท่านจึงชอบเรียนลัด ไปหาที่กลัว ๆ พอเจอปั๊บจิตจะย้อนเข้าไปทางในปึ๋งแล้วรวมเลย ทีนี้หายหมด เรื่องภายนอกไม่มี ดับไปหมดเลย ถ้าจิตได้ลงขนาดนั้นแล้วต้องดับหมดไม่มีอะไรเหลือ พอจิตถอนขึ้นมาระลึกรู้ได้ว่าเสืออยู่นี้ เตรียมท่าเตรียมทางแล้วโดดออกนี้ปึ๋งไปเลย เสือหนีไปแต่เมื่อไรไม่รู้ นี่วัดดอยธรรมเจดีย์

ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยมาอีกนะ พอมันรู้ว่ามีคนอยู่ที่นั่นแล้วมันก็เลยไม่มาอีก ไม่มาอยู่ในถ้ำ แต่การเดินฉากไปฉากมามันมาเรื่อย ๆ มันมาในบริเวณวัด เพราะเป็นทำเลเที่ยวของเขา เขาเที่ยวผ่านไปผ่านมา เขามาตามประสาเขา จะได้ยินเสียงบาทย่างเท้าเขานี่จะเป็นบทเป็นบาทเหมือนคน เสียงเสือหนึ่ง เสียงคนหนึ่ง เสียงนกยูงหนึ่ง จะเดินเป็นบทเป็นบาท เป็นก้าว ๆ มา สวบ ๆ นกยูงก็เหมือนกัน คนก็เหมือนกัน ถ้าเดินธรรมดานี้คนเดินเป็นก้าว ๆ ในป่าจะเดินสวบ ๆ เสือก็แบบเดียวกัน นี่หมายถึงมันไม่รู้มันไปตามประสาของมัน มันไม่ระวัง เสือก้าวเดินบาทย่างเท้ามันเหมือนเสียงคนเดินสวบ ๆ

พอพูดนี้เราก็ระลึกได้ เรากำลังเดินจงกรมอยู่นอกวัดไปโน้น อยู่ในป่า เราก็เคยเล่าให้ฟังแล้ว เดินจงกรมไม่ให้ใครเห็นก็ยังบอกแล้ว กลางคืน เราออกจากนี้ไปเดินจงกรมอยู่ในป่าทางด้านตะวันออก ทีนี้พระท่านก็อยู่ทางด้านนี้ แล้วข้าง ๆ มันมีรั้วอะไรบ้างพอเป็นเครื่องหมาย เสือมันก็มาข้างรั้ว พระท่านเดินจงกรมอยู่นี้ เสือมันตรงไปหาเรา เราอยู่ทางโน้น พระนั่นรู้ เวลาเราเดินฉากไปนี้พระท่านอยู่นี้ท่านมองเห็นเรา กำลังเริ่มมืดแล้วเราไป เราก็เดินจงกรมอยู่นั้น เดินอยู่ในป่า ไม่มีไฟนะ เราไม่เคยจุดไฟก็ยังบอกแล้ว อยู่ที่ไหนก็ไม่จุดไฟ ทีนี้ก็เดินจงกรมอยู่ในป่า อันนี้เขาก็มาตามภาษาเขา นี่ก็เสือเราไม่สงสัยเลย ไม่เห็นตัวก็ตาม เพราะเคยได้ยินเสียงเสืออยู่ตลอด

เราเดินจงกรมไปทางด้านตะวันตก เขาก็มานี้จะออกมาทางจงกรมนี้ จะตัดไปทางรั้ว ข้าง ๆ รั้วเป็นทางเดินของเขา นอกรั้ว เราก็เดินจงกรม เสียงเขาเดินมาเป็นบทเป็นบาท ๆ มา นี่เสือมานี้นะ มันจะเป็นยังไงคอยดู แน่ะจะว่ากลัวหรือไม่กลัวก็ไม่ทราบนะ จะคอยดูมันมาถึงนี้แล้วมันจะทำยังไง จะคอยดู เราก็เดินจงกรมเรื่อย ๆ เหมือนไม่มีอะไร เขาก็เดินมา ก็มันเป็นดงนี่ เขาไม่ระวัง เราจะว่าระวังหรือไม่ระวัง เราก็ภาวนามีสติอยู่กับตัวคอยสังเกตเขาอยู่ เดินไปเดินมา พอเขาออกโผล่มาใกล้ ๆ นี่นะ มันคงจะมาเจอเราเข้าท่านะ เงียบเลยนะเสียง ที่มันเดินมาเป็นบทเป็นบาท ๆ พอมาถึงที่นั่นแล้วเงียบเลย เราก็เดินของเราเรื่อยเฉยไม่สนใจ จนเงียบผิดสังเกตเป็นเวลานาน เราก็ไม่หยุดนะ เราก็เดินของเราอยู่อย่างงั้น ทั้ง ๆ ที่มาถึงแล้วมันเงียบ เราก็เดินของเราเรื่อย เห็นมันเงียบเกินประมาณแล้วก็เลยยืนอยู่กลางทางจงกรม นิ่งฟังสังเกต ไม่มีอะไรเลยหายเงียบเลยนะ

นี่แสดงว่าเขารู้เราในขณะนั้น นี่เขาเก็บเสียงแล้วนะ เสียงนี้ไม่ได้ยินออกเลย ได้ยินแต่เสียงมา พอมาเงียบตรงนั้นแล้วหายเงียบ จนกระทั่งเราได้เวลาแล้วออกจากทางจงกรมออกมาก็หายเงียบเลย ไม่มีเสียงอีกเลย นั่นละเสือ ถ้าเขารู้แล้วเขาจะเก็บ กิริยาทุกอย่างเขาเรียบเหมือนแมว ไม่รู้ละ อันนี้สวบ ๆ ๆ มาถึงนั้นแล้วหยุดเลย เราก็เดินจงกรมอยู่ข้างนั้น ห่างกันประมาณสักสองวาละมั้ง เท่านั้นแหละ ก็มันเป็นดง ทางจงกรมก็แคบ ๆ มันโผล่ออกมามามองเห็นเราเลยหยุด คงจะถอยหลังกลับท่านะ เลยถอยไปเลย เงียบเลย ไม่ได้ยินเสียง แม้นิดหนึ่งก็ไม่มีเลย แน่ะเป็นอย่างงั้น ก็ทราบชัด ๆ ว่าเสือ

ทีนี้พอเรากลับออกไป พระองค์นั้นท่านก็เดินจงกรมอยู่ข้างทางนั้น ทางเราไปทางนี้ กุฏิท่านอยู่นั้น พอเราเดินไปนั้น อ้าว ครูจารย์เดินจงกรมอยู่นั้น เห็นเสือไปนั้นไหม ไม่เห็นแต่ได้ยินเราว่างั้น ก็มันมืดจะเห็นอะไร มันไปจากนี้แล้ว มันเดินสวบ ๆ ตรงไปหาครูจารย์ แล้วจากนั้นไปแล้วก็เลยเงียบเลยจนกระทั่งป่านนี้ว่างั้น มันก็ไปนั่นแล้ว ไปหาทางจงกรมผมมันก็เงียบไปเหมือนกัน หายเงียบไปเลย จากนั้นเราก็เดินผ่าน นี่หมายถึงพวกเสือที่มันทราบอะไรแล้ว กิริยาของมันนั้นจะไม่มีเลย เหมือนแมว ถ้าไปธรรมดามันเดินสะเปะสะปะก็ได้ อย่างมันหายใจนี่ ลูกคอมันยังหายใจ

เรานั่งอยู่กุฏิข้าง ๆ รั้ว เวลามันมากลางคืน เสียงหายใจฟูดฟาด ๆ ข้าง ๆ หนองผือนะ มันเป็นดงเสือนี่ ก็รู้ว่าเสียงเสือ แต่เราก็เคยกับเสือแล้วก็ไม่ทราบว่ากลัวหรือไม่กลัว คิดดูซิเราเดินนี้ มันก็เดินสวบ ๆ มานี้เราก็เดินเฉยอยู่งั้นจะว่าไง มันจะไปยังไงมายังไง เฉย จนกระทั่งหายเงียบไปเลย มันเคย แต่ที่จะเจอตัวจัง ๆ กับเสือนี้ไม่เคยนะเรา เราไม่เคย เราบอกว่าไม่เคย เพราะเราไม่เคยเห็นตัว แต่เสียงมันอย่างงั้นมันมีอยู่ตลอด บางทีมันก็ร้องตามภาษามัน อ๋าว ๆ ๆ ขึ้นข้าง ๆ ทางจงกรมนี้ก็มี มันร้องอ๋าว ๆ ๆ เสือโคร่งนะ เขาก็ไปตามภาษาของเขา เขาไม่ได้ขู่คำรามใส่ใครแหละเขาไปตามภาษา เราก็ฟัง อย่างนั้นมีอยู่เสมอ แต่ที่จะไปเจอกับเสือนี้ยังไม่เคยมี ทั้ง ๆ ที่ไปอยู่ในป่าเสือนั่นแหละ

คือป่านี้มันมีหลายประเภท ประเภทป่าธรรมดาก็มีเสืออยู่ทั่ว ๆ ไป แต่ป่าเสือจริง ๆ แล้วเป็นสถานที่ระวังมาก ความเพียรดีมากนะ นั่นละท่านฝึกทรมานท่าน ท่านฝึกอย่างนั้น ถ้าที่ไหนเป็นที่น่ากลัวมากเข้าไปอยู่ที่นั่น สติสตังดีทั้งวันทั้งคืน นอนก็เว้นแต่หลับ นอกนั้นตั้งตลอดเวลา ทีนี้เมื่อสติตั้งอยู่กับจิตรักษาจิต จิตก็ไม่ออกเพ่นพ่าน ไม่แสดงเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่นกลัวนั้นกลัวนี้ จิตออกไปหลอกเจ้าของนะ ออกไปว่าเสืออยู่ที่นั่นเสืออยู่ที่นี่ แล้วมันก็เอาคำว่าเสืออยู่ที่นั่นที่นี่มาหลอกเจ้าของให้กลัว ทีนี้เวลาจิตมันไม่ออกมันก็ไม่ออกไปหลอกเรา มันอยู่กับคำบริกรรม เช่น ผู้ภาวนาบริกรรมก็อยู่กับคำบริกรรม คำบริกรรมรักษาจิต ทีนี้จิตก็มีกำลังขึ้นมา แล้วสงบเย็นขึ้นมา ๆ แข็งขึ้นมาเรื่อยนะถ้าว่าแข็ง จากนั้นความกลัวหายหมด แม้จะคิดออกไปเรื่องสัตว์เรื่องเสือก็ไม่กลัว เพราะฐานของมันดีแล้ว นี่มันเคยอย่างนั้นแล้ว

เพราะฉะนั้นเวลาเราไปภาวนา พระกรรมฐานที่ท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรมจริง ๆ ท่านถึงมักหาแต่ที่อย่างนั้นแหละ หาแต่ที่กลัว ๆ อย่างนั้น คือรักษาจิตได้ง่าย เพราะไม่กลัวจิตมันเพ่นพ่าน มันดื้อนะ จิตนี่พอมันอยู่ที่ไหนชักชิน ๆ รู้สึกชิน ๆ เข้ามานี้ ภาวนาจิตจะเผลอ ๆ อย่างนี้ไม่ดี เปลี่ยนใหม่พลิกใหม่ ตั้งท่าเรื่อย อย่างงั้นการฝึกเจ้าของต้องรู้จักอุบายวิธี คือสติกับจิตนี้ถ้าประคองกันอยู่แล้วจะไม่กลัวอะไรนะ ไม่ยอมคิดออกไปข้างนอก เสือนี้จิตคิดออกไปแล้วว่าเสือ เสือเป็นภัย มันคิดแล้วมันกลัวทันที ความคิดนั่นแหละไปหลอกเจ้าของให้กลัว เมื่อเอาพุทโธแทนเข้าไปเสียไม่ยอมให้ออก มันอยากจะคิดเท่าไรบังคับไว้ไม่ให้ออก ทีนี้จิตมันก็อยู่กับพุทโธ ๆ ก็ค่อยแน่นหนามั่นคงขึ้น

นี่ละอารมณ์ของธรรมกับอารมณ์ของกิเลสมันต่างกัน ถ้าคิดถึงเสือ ดีไม่ดีเป็นบ้าเลยนะเข้าใจไหม มันหลอกเจ้าของ หลอกจนกลัวถึงขั้นบ้าก็ได้ ทีนี้เรากำหนดพุทโธเป็นคำบริกรรมติดกับจิตนี้ ไม่ยอมให้ออก บังคับกันอย่างหนาแน่นมั่นคง ทีนี้สติกับคำบริกรรมก็อยู่ด้วยกัน ๆ แล้วสั่งสมกำลังขึ้น ๆ หนาแน่นขึ้น ๆ ทีนี้ความกลัวก็ไม่มี เพราะเจ้าของออกไปหลอกเจ้าของ ต่อไปมันก็กล้าหาญชาญชัย คิดออกไปถึงเสือก็หายเงียบ คิดไปหาเรื่องอะไรก็หายเงียบ นั่นมันไม่หลอก ฐานของจิตดีแล้วมันก็ไม่กลัว เป็นอย่างนั้นนะ ท่านจึงชอบหาอยู่ในป่าในเขาเรื่อย ๆ กรรมฐาน

สำหรับเราไม่เคยเจอเสือเราก็บอกเราไม่เคยเจอ แต่เรื่องได้ยินเสียงมันผ่านไปผ่านมาหรือ หรือเสียงมันคำรามอะไรนี้ได้ยิน เขาก็เป็นเขา เราก็เป็นเรา ก็ต่างคนต่างอยู่ เขาก็ไปของเขาเขาไม่ได้มายุ่งกับเรา อย่างนั้นมี แต่ความระวังของเรานั้นละเป็นสิ่งที่จะให้ตั้งสติได้ดีขึ้น ๆ ยิ่งส่งจิตเข้าอยู่ภายในกับคำบริกรรมแน่นหนามั่นคง นั่นท่านฝึกหัดจิตใจภาวนาท่านทำอย่างนั้น

การภาวนาของพระท่านมีหลายแบบหลายฉบับ แต่ละองค์ ๆ นี้เป็นวิชาของตัวเองนะ จะไปศึกษาจากใครก็ตาม ไม่ศึกษาก็ตาม เวลาฝึกตัวเองหากมีอุบายวิธีการต่าง ๆ ฝึกตัวเอง อย่างที่เคยพูดให้ฟังว่าเดินบุกหาเสือนั่น ใครสอน ก็เราสอนเราเอง มันกลัวเกินไปนี่ กลัวจริง ๆ นะลืมเมื่อไร ตั้งหน้าจะเดินจงกรมเสือมาหมอบอยู่สองฟากทาง มันไม่มีเสือสักตัวแหละ สัญญานี่มันหลอกเรา ตัวนี้หมอบที่นี่ ตัวนั้นหมอบที่นั่น หมอบเกลื่อนไปหมด มีแต่เสือรอกินพระขี้ขลาดองค์เดียว โอ๊ย ทำไมมันมากมายนัก มันหลอกเจ้าของ กลัวมากจนตัวสั่นไปละซี ทีนี้พลิกตัดสินใหม่ เอา กำหนดดูให้ดี จะเอากันแล้วละนะนั่น ตัวไหนใหญ่ที่สุดที่หมอบอยู่ข้างทาง หมอบภาพหลอกเรา สังขารไปปรุง เสือตัวนี้หมอบที่นี้ ตัวนั้นหมอบที่นั่น หมอบเป็นแถว มีแต่สังขารไปหลอก มันไม่มีเสือ

ทีนี้สังขารก็ถามสังขาร หลอกกันนั่นแหละ สังขารอันหนึ่งเป็นกิเลส สังขารอันหนึ่งเป็นธรรม เอา ตัวไหนที่มันใหญ่ที่สุดจะให้ตัวนั้นกิน ตัดสินจะให้เสือกิน เอาตัวไหนใหญ่ที่สุดกำหนดไป ตัวหนึ่งมันจะหลอก ตัวนั้นใหญ่ที่สุด ก็บึ่งใส่ตัวนี้ ไปไม่มี ไม่เห็นมีเสือสักตัว หนึ่งแล้วนะ นั่นโกหกเรา จับไว้แล้ว เอาตัวไหนอีก ตัวนั้นอีกตามไปอีก สองสาม ไม่มีสักตัวเดียว เอา ตามตัวไหนอีก ตามไป ไม่มี โอ๋ มึงหลอกกูนะ ทีนี้ก็บุกใหญ่เลยเทียว เป็นอย่างงั้นนะ ทีนี้ความกล้าหาญชาญชัยมันก็ขึ้นของมัน คิดไปทางไหนจะให้กลัวไม่มีเลย ไม่กลัวจริง ๆ กล้าหาญไปหมด แม้เสือจะเดินดุ่ม ๆ เข้ามาหานี้จะเดินไปลูบคลำหลังมันได้สบาย ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนกลัวจนตัวสั่น บทเวลามันกล้ามันเป็นอย่างนั้นนะ มันไม่ได้กลัวนี่ อันตรายอะไรก็มาเถอะ ลงจิตมันได้แข็งแกร่งแล้วยังไงมันก็ไม่ถอย เมื่อไม่มีอะไรแล้วไปหาอะไรล่ะ กลับคืนมาเดินจงกรมธรรมดา พอมันมีลักษณะ หือ เอาอีกเหรอ เอาอีกนะ เอาอีกนั่นตั้งท่าขึ้นแล้วนะ ซัดกันอยู่อย่างงั้น การฝึกทรมาน

แล้วก็ได้ดีเพราะเหตุนี้นะ เมื่อได้ดีเพราะเหตุนี้มันจะยากลำบากทุกข์ขนาดไหนก็ต้องทนคนเรา เพราะทางเดินเพื่อผลมันอยู่ที่นี่ก็ต้องก้าวเดินอย่างนี้ ครูบาอาจารย์ท่านไปภาวนาท่านภาวนาอย่างนั้น ท่านจึงหาอยู่ในป่าในเขาลึก ๆ แต่ก่อนมันเป็นป่าเป็นเขาของสัตว์จริง ๆ ไม่ว่าเนื้อว่าเสือว่าสัตว์ประเภทต่าง ๆ เต็มไปหมด ที่ไหนมีเหมือนกันหมด ในสมัยที่เราเที่ยวนั้นสมบูรณ์แบบ สำหรับป่าแล้วไม่บกพร่องนะ มันก็หมดไปตอนนี้แหละ แต่ก่อนไปไหนสะดวกสบายมาก การฝึกทรมานเจ้าของจึงสนุกทำ ตรงไหนที่กลัวมากที่สุด มันมีจริง ๆ เสือตรงนั้น ป่าของเขา บุกเข้าไปเลย ไปที่นั่นก็ตั้งท่า สติดีอยู่กับตัวทั้งวัน กลางวันเสือก็มาได้เพราะอยู่ในป่าของเขา กลางคืนก็มาได้ ทีนี้สติก็ต้องระวังตัวตลอดเวลา เป็นความเพียรตลอด นั่น ทีนี้จิตก็มีกำลังขึ้น ๆ เห็นได้ชัด

นี่ละการฝึกทรมานจิตใจ การภาวนานี้เป็นสำคัญมากนะ พี่น้องทั้งหลายอยากจะทราบความเลิศเลอของธรรมพระพุทธเจ้าแล้วให้พากันภาวนา มันกลัวอะไรอย่าออกไป ให้เอาคำบริกรรมบีบบังคับความคิดไม่ให้มันคิดไปเรื่องโน้น ให้คิดกับธรรม คิดกับธรรมจะสั่งสมกำลังอันดีงามขึ้นมา ถ้าคิดถึงเรื่องโลก เช่น เสือบ้าง ผีบ้าง นี้ นั่นเป็นความคิดของกิเลสนะ มันจะมาเขย่าเราให้กลัว คิดมากเท่าไรยิ่งกลัวมากๆ แล้วตั้งตัวไม่อยู่ ดีไม่ดีเป็นบ้า เข้าใจไหม นั่นความคิดของกิเลส ทีนี้ความคิดเป็นธรรม ไม่ให้คิดอันนั้น ให้คิดกับคำบริกรรม คิดกับพุทโธหรือธัมโม เป็นต้นนะ ให้อยู่นี้ไม่ให้เผลอ สติตั้งไว้นี้ ตั้งไว้นานจิตมันก็สั่งสมกำลังขึ้นแน่นหนามั่นคง ค่อยสงบเย็น ๆ แน่นหนามั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะคิดออกไปข้างนอกก็ไม่กลัว เดินไปเลยก็ไม่กลัว นั่นเห็นไหมล่ะ นี่ละวิธีฝึกจิต

การพูดอย่างนี้เราเคยทำมาหมดแล้ว ถึงขนาดเดินบุกป่าไปเลย เอา ใครจะว่าบ้าก็ตาม ถ้าเรายังไม่หายกลัวเราจะไม่กลับที่พัก จะออกไปบ้านใดเมืองใดก็ตาม เราจะบุกต่อสู้กับความกลัวของเรา ใครว่าบ้าก็ตามเราไม่ใช่บ้า เราดัดเราต่างหากนี่ บุกไปเลยกลางคืนนะ นี่หมายถึงกลางคืน ถ้าหากว่ามันไม่หยุดความกลัวนี้มันจะไปตลอด เพราะตั้งใจจะดัดมันนี่ เมื่อมันหายกลัวแล้วไปหาอะไร กลับคืนมา แต่ไม่ได้ถึงขนาดที่จะไปแบบที่ไปโดนบ้านโดนเรือนเขา ในป่าในเขามีบ้านนะ มันจะไปเท่าไรก็ตามถ้าหากว่าจิตนี้ยังฝึกไม่ได้ จะเอามันจนถึงขนาดที่ว่าที่สุด ว่างั้นเถอะนะ แต่นี้มันไปกล้าเสียเลยกลับคืนมา นี่ละการฝึกเจ้าของ คือกลับมาแล้วด้วยความสง่าเผย อาจหาญไม่ได้มีกลัวอะไรเลย เดินจงกรมนี้ปึบ ๆ ๆ กล้าหาญชาญชัย จิตสงบเย็น

นี่ละอำนาจของจิตสงบเย็น ทำให้หายกลัวหมด ไม่มีสิ่งที่น่ากลัวเลยทั้ง ๆ ที่ขณะก่อนมันกลัวจนตัวสั่น แต่เวลาจิตสั่งสมกำลังได้แล้วด้วยจิตตภาวนา มีสติควบคุมแล้วมันจะสร้างกำลังขึ้นมาภายในใจแน่นหนามั่นคง ทีนี้ไม่กลัวอะไรเลย อะไรก็ไม่กลัวว่างั้นเลย กำหนดดูสามแดนโลกธาตุนี้จะกลัวอะไรไม่มี สมมุติว่าผ่านมาก็เข้าหาได้เลย ช้างทั้งตัวก็มาเข้าเลย นั่นฟังซิ เสือทั้งตัวก็มา งูตัวไหนชนิดไหนมา ที่เห็นว่าเป็นภัยมา ให้ถอยไม่มี มันเชื่ออยู่ในนี้เข้าใจไหม แน่นหนามั่นคงปึ๋ง ๆ อยู่นั่น นี่การฝึก ทีนี้เวลาเราได้สติปัญญา ได้เป็นผลประโยชน์ทางนั้นแล้ว เราจะไปทำทางอื่นมันก็ขัดกันนะ ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนเราก็ต้องฝืน เพราะผลของเราอยู่ทางลำบากอันนี้ บุกเลย นั่นเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นพระกรรมฐานท่านฝึกอบรมท่านจึงมีวิธีการต่าง ๆ กัน ไม่เหมือนกัน เวลามาเล่านี่ซิไปคนละแบบ ๆ โดยที่ว่าเป็นเรื่องคิดขึ้นจากตัวเองได้ หาอุบายวิธีคิดขึ้นมา ฝึกทรมานตัวเองได้เป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นท่านถึงตวงเอามรรคเอาผลพระในครั้งพุทธกาล บางองค์สำเร็จในปากเสือก็มี อันนี้พระพุทธเจ้าทรงรับสั่ง คือเสือกินพระองค์นั้นปั๊บ ท่านกำหนดรู้ทันที เออ กินเข้าไป สำเร็จในปากเสือ สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา เสือกำลังคาบเอาไปกิน ท่านสำเร็จขึ้นมา เพราะอะไร เพราะธรรมมีหลายขั้น ถ้าเป็นขั้นธรรมดานี้เป็นอีกแบบหนึ่ง ทั้งตัวสั่นขี้ราด ขี้แตกเยี่ยวราดไปอย่างนี้ เข้าใจไหม แต่นี่จิตของท่านขั้นนั้นไม่ใช่ขั้นอันนี้ ขั้นนั้นเป็นขั้นไม่มีคำว่ากล้าว่ากลัว กล้าก็มีแต่กล้าทางด้านธรรมะโดยถ่ายเดียว ไม่ได้คิดว่าน่ากลัวน่ากล้าอะไร คิดแต่เป็นธรรมทั้งหมด เสืองับเข้าไปนี้ก็เป็นธรรมอันหนึ่งเสีย อันนี้ก็สังขาร เสือก็เป็นสังขาร รูปธรรม ธรรมก็เป็นผู้พิจารณา ท่านสำเร็จในปากเสือก็มี ในธรรมขั้นนี้สำเร็จได้เลย เรียนเข้าไปมันก็รู้เองนะ พอถึงขั้นจะสำเร็จได้ สำเร็จอย่างนี้ได้ แต่ยังไม่ถึงขั้นนี้ไม่สำเร็จ มันเป็นขั้น ๆ ของภูมิจิตภูมิธรรม

อย่างที่พระท่านสำเร็จในปากเสืออย่างนี้เรียกว่า ขั้นสติปัญญาหมุนติ้วแล้ว มีแต่จะพุ่ง ๆ ออกถ่ายเดียว อะไรมาผ่านเป็นทางเดินของธรรมทั้งหมด ไม่มีเป็นอุปสรรค ผ่านได้สบายไปเลย นั่นจึงเรียกว่า ท่านสำเร็จในปากเสือ บางองค์ว่าเป็นกรรมของท่านเอง อย่างนั้นก็มี องค์อย่างนี้ไม่สำเร็จ มีอยู่นะครั้งพุทธกาล เสือกินพระมี องค์ที่สำเร็จในปากเสือก็มี บางองค์เสือเอาไปกินเลยก็มี เป็นกรรมของท่านเอง ว่าอย่างนั้นมีในตำรา

นั่นละพระท่านฝึกทรมาน องค์ไหนที่มีปรากฏชื่อลือนาม เฉพาะที่ลูกศิษย์มั่นนี้ ให้เข้าถึงท่านซิ ธรรมะประเภทนี้ท่านจะไม่พูดกับใครเลย เป็นสมบัติของใครของเราเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ แต่เวลาเข้าถึงกันแล้วนั้นละที่จะได้ฟังความละเอียดลออ อุบายวิธีการต่าง ๆ ในการฝึกตัวเองจากท่านแต่ละองค์ๆ จะไม่เหมือนกันเลยนะ องค์นี้เด็ดทางนี้ ๆ เป็นเรื่องวิชาของท่านเอง เทคนิคอุบายวิธีการต่าง ๆ เกิดจากท่านเอง ๆ องค์นี้เด็ดทางนั้น องค์นั้นเด็ดทางนั้น เด็ดที่ไหนก็เป็นประโยชน์สำหรับท่าน ๆ อย่างที่เราเอามาพูดเพียงเอกเทศนี่นะ ที่ว่าบุกเข้าไปหาเสือให้เสือกินอย่างนี้ เราก็ไม่ได้เรียนจากใคร ทำไมมันกลัวนัก เอ้า ตัวไหนเก่งให้มันกินก่อน แล้วมันก็ไม่มีเสือ มันก็ได้อุบายวิธีการนี้มา แล้วความกล้าหาญชาญชัยของเราก็ได้มาเป็นผลประโยชน์

ทีนี้เวลามันมีลักษณะขึ้นมา หือ เอาอีกเหรอวันนี้มันรีบหมอบนะ หือ วันนี้เอาอีกเหรอ มันก็หมอบนะ เพราะเอาจริงนี่ คำว่าเอา เอาจริง ๆ ว่างั้นเถอะ มันรู้ว่าเราเอาจริงเอาจังมันก็หมอบ ถ้าลักษณะสะเทินน้ำสะเทินบก โอ๊ย.ทั้งขี้แตกเยี่ยวราด เข้าใจไหม เสือไม่ทราบจะกินคนหรือจะกินขี้กินเยี่ยวก่อน เพราะมันราดไปตาม ๆ กัน เข้าใจไหม มันเป็นอย่างนั้นนะ อุบายวิธีการต่าง ๆ เก่งไปคนละแบบ ๆ นี่ท่านตักตวงเอามรรคผลนิพพาน

ไม่ใช่ไปอยู่อย่างสบาย นอนอย่างสบาย กินอย่างสบาย อะไรหรูหราฟู่ฟ่าเหลือเฟือในสิ่งภายนอก แต่ภายในใจแห้งผากจากธรรมทั้งหลายใช้ไม่ได้ ถ้าตามหลักธรรมแล้ว การอยู่ภายนอกเป็นเรื่องการอาศัยเท่านั้น จะอยู่จะกินจะหลับจะนอนอะไร พอเป็นไปพอ หลักใหญ่อยู่กับธรรมมุ่งอยู่กับธรรม เพราะฉะนั้นพระกรรมฐานท่านอยู่สถานที่ใด ท่านจึงสบายไปหมด การอยู่การกิน การหลับการนอน อดอยากขาดแคลนท่านไม่สนใจ ท่านสนใจแต่จิตกับธรรมมุ่ง อย่างไรจิตจะดำเนินเพื่อความสะดวก ภาวนาสะดวก ๆ ท่านมุ่งต่อนั้น ท่านเอาอันนั้นเป็นเกณฑ์ อันนั้นเพียงอาศัยไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้นเอง ถ้าจิตหนักแน่นในธรรมแล้ว สิ่งภายนอกที่เป็นด้านวัตถุท่านจะไม่สนใจนะ อยู่ไหนอยู่ได้หมด เพราะอยู่กับธรรมต่างหาก ธรรมเป็นจุดมุ่งหมายอยู่นั้นเป็นประจำ ทีนี้ก็เป็นขึ้นมาอย่างที่ว่าเพราะจิตอยู่กับธรรม

นี่เราพูดถึงเรื่องในครั้งพุทธกาล ตามตำรับตำรามีไหม แล้วมาสมัยปัจจุบันนี้ก็เป็นแบบเดียวกันอีก ครูบาอาจารย์องค์ใด ๆ ที่สำเร็จขึ้นมาเป็นครูเป็นอาจารย์สอนลูกศิษย์ลูกหาเป็นที่แน่ใจ มีตั้งแต่อุบายวิธีการอย่างนี้ ท่านฝึกท่านมาแทบเป็นแทบตาย โอ๊ย. องค์ไหนท่านพูดขึ้นมา ฟังนี้จนเรียกว่า ถ้าลืมตาแล้วหลับไม่ลง ถึงขนาดนั้นมันถึงใจเพลินฟังไปเลยท่านพูดนะ

เวลาคุยกันนี้ ท่านไม่ได้มีนะ การบ้านการเมืองการซื้อการขาย การได้การเสีย เรื่องหญิงเรื่องชายท่านไม่มี มีแต่เรื่องธรรม ๆ ไปอยู่ที่นั่นเป็นอย่างนั้น ๆ ๆ มีแต่การบำเพ็ญและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการบำเพ็ญทั้งนั้น องค์นี้เล่าขึ้นมาเป็นคติแก่องค์นี้ เอ้า องค์นี้เล่าขึ้นมาปั๊บก็เป็นคติต่อกัน ๆ พูดกันเป็นชั่วโมง ๆ นี้ครู่เดียว คือจิตไม่ได้ออกไปอยู่ตามเวล่ำเวลา อยู่กับอรรถกับธรรมที่ประสานกันตลอดเวลาในขณะที่สนทนากัน เป็นอย่างนั้นนะ ท่านอยู่ที่ไหนๆ ท่านสบายไปหมด นี่ละผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรม เมื่อมุ่งอรรถมุ่งธรรมแล้วก็เจออรรถเจอธรรมละซิ นี่เราเสาะแสวงหาธรรม ธรรมมีอยู่ตลอดเวลาทำไมจะไม่เจอ กิเลสมันมีตลอดเวลา ใครค้นไปที่ไหนมันก็เจอกิเลส มันก็เผาทั้งวันทั้งคืนยืน เดิน นั่ง นอน ทั่วโลกดินแดน มีแต่กิเลสเผาหัวใจสัตว์โลกทั้งนั้น ด้วยความดิ้นความดีด ความไม่รู้จักประมาณ ความไม่รู้จักเป็นจักตายทำให้ฉิบหายได้นะ นี่เป็นอย่างนั้น

สำหรับผู้ที่มุ่งต่ออรรถต่อธรรมนั้น ท่านไม่ได้มีแหละเวล่ำเวลา จะเป็นจะตายที่ไหนท่านพุ่ง ๆ ของท่านเลย แล้วองค์นั้นสำเร็จ โสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ขึ้นมา นี่ละท่านเรียนสำเร็จมาอย่างนี้ ท่านสำเร็จ สำเร็จจริง ๆ มาสอนโลกเป็น สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรานี้ เวลามาสมัยปัจจุบันนี้แล้วไม่ว่าท่านว่าเรา แต่อยากพูดอย่างเต็มปากเพราะตามีหูมี คนชั่วคนดีตามีหูมีใจมีด้วยกัน ในครั้งพุทธกาล ตำรับตำราก็มีอยู่อย่างนี้แหละ เต็มตู้เต็มหีบ พระไตรปิฎกสมบูรณ์แบบทุกอย่าง เรียนมาก็เป็นนกขุนทองไปเสีย เป็นหนอนแทะกระดาษไปเสีย ไม่ได้สนใจกับอรรถกับธรรมที่เรียนมาเพื่อผลประโยชน์นั้นเลย เรียนมาเพื่อจำชื่อจำเสียง เพื่อเอาชื่อเอาเสียงไปทางกิเลสตัณหาพอกพูนหัวใจนั้นไปเสีย การปฏิบัติจึงไม่สนใจ แล้วเมื่อเป็นเช่นนั้นธรรมถึงจะเรียนจบพระไตรปิฎกมันก็มีแต่ความจำ ไม่ได้มีความจริง เพราะไม่ได้ปฏิบัติหาความจริง มันก็มีแต่ความโลเล ๆ อย่างนี้

อย่างเมืองไทยของเรานี้ เมืองไหนจะมีธรรมะ พระไตรปิฎกมากยิ่งกว่าเมืองไทย แล้วสรุปลงมาแล้ว ยกตัวอย่างเป็นพระนี่แหละ พระที่ไหนจะเลวร้ายยิ่งกว่าพระในเมืองไทยเราวะ นับหลวงตาบัวด้วย เพราะดีกับชั่วมันเกิดอยู่ด้วยกันนี่นะ เราก็มีดีเราก็มีชั่วตั้งแต่วันเกิดมา ทำไมเราจะไม่รู้ดีรู้ชั่วของเรา เอ้า พระทั้งหลายเณรทั้งหลายทั่วประเทศไทย มันมีกิเลสด้วยกันก็ต้องมีการสร้างความชั่วช้าลามกและมีนิสัยด้วยกัน ความดีมันก็จะมีแทรกด้วยกันนั่นแหละ แล้วเวลานี้มีแต่ความเลวร้ายแสดงออกมาเต็มบ้านเต็มเมืองเต็มโลกเต็มสงสารซึ่งเราไม่เคยคาดคิด พุทธศาสนาของเรานี้พระนำมาปฏิบัติจะเป็นคติตัวอย่างอันสงบร่มเย็น เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่ประชาชนทั้งหลายให้เขาได้ยินได้ฟังแล้วอบอุ่นจิตใจ

เหมือนลูกมีพ่อมีแม่ แล้วกลับกลายเป็นลูกกำพร้าดูหน้าพ่อหน้าแม่ก็ไม่ได้ ดูหน้าพ่อหน้าแม่คือดูพระเจ้าพระสงฆ์ที่เคยให้ความร่มเย็นเป็นสุข มันกลายเป็นเปรตเป็นผี ยุแหย่ก่อกวนทางชาติทางศาสนาให้แหลกไปหมด อย่างเวลานี้ดูเอาในเมืองไทยเรานี้เห็นไหม นี่ศาสนาท่านสอนอย่างนี้เหรอ ทำไมมันทำได้ลงคอถ้ากิเลสมันไม่หนาเสียจนกระทั่งไม่มีหูมีตา จะดูสิ่งดีชั่วประการต่าง ๆ เท่านั้น แล้วมันเป็นอย่างนี้ดูเอาซิ ดูท่านดูเราดูให้เสมอซิ เวลานี้พระเณรในประเทศไทยของเรา นับตั้งแต่วัดป่าบ้านตาดนี้ลงไปออกกระจายไปหมด มันดูได้เมื่อไรเวลานี้ พระเณรบวชมามากเท่าไรยิ่งทำศาสนาให้ล่มจมลงไปด้วยความหน้าด้าน ความไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่สนใจกับธรรมกับวินัย ยิ่งไปกว่ากิเลส อยู่ที่ไหนก็มีแต่เรื่องกิเลสตัณหาเต็มไปหมด

เรียนธรรมจิตก็เป็นกิเลส แล้วก็เอาธรรมนี้มาเป็นเครื่องมือเหยียบไปเป็นเครื่องมือของกิเลสแหลกไปหมดนี้ ฟังซิเวลานี้มันน่าอายไหม เมืองไทยเรามีพระมากที่สุด แล้วความเลวร้ายแทบจะไม่มีอะไรเกินเมืองไทยนะเวลานี้ ยุแหยุก่อกวนทำความแตกร้าวซึ่งกันและกัน มีที่ไหนธรรมพระพุทธเจ้าไม่มี ถ้าผู้เรียนธรรม ปฏิบัติตามธรรมแล้วจะหาแต่ความสงบร่มเย็นใส่ตัวเอง สังวรธรรม ความสำรวมระวังกาย วาจา ใจ ของตน มีสติสตังระมัดระวังตามสายธรรมของพระพุทธเจ้า จะมีแต่ความสงบร่มเย็นเต็มหัวใจเรา ระบายออกไปทางกิริยามารยาททางไหนจากของดี คนอื่นจะได้ดีไปโดยลำดับลำดา

นี่เรื่องการปฏิบัติตามธรรม ธรรมไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย อกาลิโก เสมอต้นเสมอปลาย ผลิตผลให้ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้ตามกำลังของตนเสมอไปนั่นแหละ ทีนี้เมื่อเราไม่ปฏิบัติแล้วมันเป็นยังไง เราดูเอาซิ ดูไปให้ทั่วถึง เอ้า ดูไปตั้งแต่วัดป่าบ้านตาด นับแต่หลวงตาบัวลงไป ดูออกไปทั่วประเทศไทย มันเป็นยังไงพระทุกวันนี้ หัวโล้นก็โล้นเหมือนกันหมด ผ้าเหลืองครองเหมือนกันหมด แต่สติปัญญาเอาไปให้กิเลสถลุงกันไปหมด แล้วเข้ามาเหยียบย่ำทำลายศาสนาของพระพุทธเจ้ากำลังจะให้แหลกให้เหลวอยู่เวลานี้จะเป็นใคร พวกพระพวกหัวโล้น ๆ นี่ จะออกเดินขะบงขบวน สนับสนุนกันมีที่ไหนศาสนาพุทธเรา พระที่จะไปหาเดินขบวนเชื้อเชิญ มาสนับสนุนกำลังวังชาเหยียบย่ำชาติบ้านเมือง และศาสนาของตัวเองให้ล่มจมมีที่ไหน

แต่เวลานี้มันก็มีอยู่ในเมืองไทยของเราแล้ว ปฏิเสธได้ไหม ฟังซิพี่น้องทั้งหลาย ดูเอาซิ มันเลวร้ายที่สุด ถ้าเป็นพระก็พระพวกนี้เลวร้ายที่สุด ไม่ควรจะให้อยู่ในประเทศไทยมันหนักประเทศไทย ถ้าเป็นหลวงตาบัวเป็นขับออกเลยนะ พี่น้องทั้งหลายอย่าเสียดายหลวงตาบัว หลวงตาบัวไม่มีความหมายอะไรละให้ขับลงไปลงแม่น้ำโขง ให้ปลาฉลามกินเสีย ถ้าคนกินมันก็จะเป็นพิษเป็นภัยแก่ปากแก่ท้องของผู้ไปกินนั้นแหละ เพราะตัวอาหารนั้นมันเป็นภัย อันนี้ก็เหมือนกัน พระองค์ใดที่ไม่ดี เขี่ยลงทะเลหลวงเสีย มันหนักศาสนานะ

ทำไมก็เรียนแท้ ๆ ธรรมของพระพุทธเจ้าสอนแต่ความสงบร่มเย็น สอนตั้งแต่ความประสานสามัคคีซึ่งกันและกัน การที่จะแยกแยะ การจะยุแหย่ทำลายกันนี้ไม่มีในวงศาสนา มันไปหามาจากไหนถึงได้เป็นอย่างนี้ ทั่วฟ้าดินแดนเป็นไปด้วยกันหมด ไม่ได้พูดออกท่านออกเรา เอาเสมอกันหมด ความผิดความถูกมีอยู่กับทุกคน ให้ไปพิจารณาซิ มันดูได้ไหมเวลานี้เมืองไทยของเราน่ะ เป็นเมืองพุทธเมืองศาสนา เมืองให้ความร่มเย็น กลับกลายเป็นเมืองเป็นฟืนเป็นไฟทั้ง ๆ ที่พระเณรที่เคยให้ความร่มเย็นแก่โลกมาเป็นเวลานานนั้นแล มันกลายมาเป็นไฟเสียหมดแล้ว เผาบ้านเผาเมืองไปได้ มองดูพระดูเณรก็ไว้ใจไม่ได้เวลานี้ ยิ่งมองดูเปรตดูผีเสียอีกนะ คือเปรตผีมันอยู่ที่ไหนก็ไม่ค่อยกลัวกัน แต่ดูพระดูเณร เอาจริง ๆ มันเป็นจริง ๆ นะ กำลังซ่องสุมกันท่านั้นท่านี้ อวดรู้อวดฉลาดอวดยศอวดศักดิ์ เอาอำนาจป่า ๆ เถื่อน ๆ มาเหยียบย่ำทำลายหัวพระพุทธเจ้า คือศาสนธรรมที่ทรงสอนไว้แล้ว นั้นเหมือนพระเศียรหรือหัวพระพุทธเจ้า มันกำลังเหยียบย่ำทำลายพวกหน้าด้านที่สุดนี่ คือพวกเราพวกหลวงตาบัวนี้แหละ จะเป็นพวกไหนไปวะ มันน่าสลดสังเวชไหมพี่น้องทั้งหลายดูซิ

โอ๊ย.น่าทุเรศจริง ๆ นะ อายเมืองเขาที่เขาไม่มีพระไม่มีพุทธศาสนา เราเป็นเมืองพุทธศาสนากลายเป็นเมืองผีไปต่อหน้าต่อตา เผากันเองทั้งชาติก็เผาไม่ถอย ทั้งศาสนาก็เผาไม่ถอย ตกลงจะไม่มีที่อยู่ทั้งชาติทั้งศาสนา ก็เหลือแต่พวกส้วมพวกหนอนเต็มอยู่ตามวัดตามวาตามพระตามเณร พวกนี้พวกเลวร้ายที่สุด พากันจำเอานะ แล้วทีนี้ย่นเข้ามาหาตัวของเราอีกแต่ละคน เราเป็นหนอนเป็นส้วมเป็นถานให้กิเลสเหยียบย่ำทำลายอยู่ตลอดเวลา หรือมี พุทโธ ธัมโม สังโฆ บ้าง มีความสำรวมระวังบ้างไหม มีความอุตส่าห์พยายามทำความพากความเพียร เดินจงกรมทำสมาธิให้จิตสงบบ้างไหม หรือมันส่งเสริมตั้งแต่ความชั่วช้าลามกดังที่กล่าวมานี้เหรอ ถามตัวเองทุกคน แล้วจะได้คติธรรมมาเป็นเครื่องเตือนเรา เอาละเพียงแค่นี้พอเสียก่อนนะ วันหลังถ้ามีอีกจะพูดอีก

โยม : หลวงตาครับกราบเรียนเรื่องพระนี่แหละครับ

หลวงตา : เอ้า ว่าไปซิ อ่าน ฟัง

โยม : อันนี้จากหนังสือเดลินิวส์ วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๕ นะครับ เขาขึ้นต้นว่า แต่ที่น่าห่วงช่วงโค้งสุดท้ายปฏิรูปราชการ กลายเป็นการที่วางแผนใช้ผ้าเหลืองเข้ามายุ่งการเมือง ล่าสุดมีคำสั่งจากพระระดับบิ๊ก ให้พระทั่วประเทศชุมนุมใหญ่หน้าศาลากลางจังหวัดกับหน้ารัฐสภา กดดันให้วุฒิสภาเปลี่ยนชื่อ กระทรวงศาสนาเป็นกระทรวงพระพุทธศาสนาให้ได้ สะกิดพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร และวุฒิสภาอย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ระวังมีคนพยายามสร้างพุทธลัทธิใหม่ หวังใช้ความศรัทธาเป็นฐานอำนาจการเมือง แผน ๓ ขั้น สำหรับลัทธิที่ว่าถูกกำหนดไว้

๑. ตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานอิสระดูแลศาสนาพุทธ แทนที่กรรมการศาสนาซึ่งชงเรื่องเรียบร้อยเตรียมเข้าประชุมวุฒิสภาชุดใหญ่

๒. กดดันตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนา ด้วยการระดมพระแสดงพลังและ

๓. ผลักดันร่างกฎหมายสงฆ์เข้าสู่สภา ที่จะเกิดม็อบพระครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งหมดถ้าทำสำเร็จคงได้เห็นลัทธิพุทธโฉมใหม่ที่จะมีการกุมกลไกอำนาจ บริหารสงฆ์เบ็ดเสร็จ มีเม็ดเงินมหาศาลในมือ มีสื่อคอยปลุกระดม สามารถสั่งไปยังพระวัดทั่วประเทศให้ซ้ายหัน ขวาหัน นี่แหละอันตรายใหญ่หลวง ใครอยู่หลังฉากยืนยันได้ พันตำรวจโท ทักษิณ เคยได้รับข้อมูลไปแล้ว สายสัมพันธ์โยงใยถึงการเมืองขั้วใหม่ที่กำลังก่อตัว จบครับผม

หลวงตา : นี่ท่านทั้งหลายก็ได้ฟังแล้วไม่ใช่เหรอ หนังสือพิมพ์เขาออกมา ก็ออกมาเพื่อเตือนคนไทยเรา ซึ่งมีทั้งดีทั้งชั่วอยู่เวลานี้ เวลานี้ชั่วออกหน้าเป็นต้นมหาเหตุ ที่จะทำลายชาติไทยของเราซึ่งพี่น้องทั้งหลายเป็นคนชาติไทยเป็นผู้รักไทย ขอให้ฟังให้ถึงใจทุกคน ๆ นะ อย่าคบค้าสมาคมกับพวกนี้เป็นอันขาด ถ้าไม่อยากให้ชาติไทยของเราจม ให้ต่างคนต่างเข้มข้นมีความเข้มแข็งขึ้นกว่านี้ อย่าอ่อนเปียกนะ ต้องมีความเข้มแข็ง เจ้าของสมบัติต้องเข้มแข็ง มหาโจรมาเจ้าของสมบัติต้องซัดกันเลย ไม่มีอะไรมีแต่กำปั้นฟาดลงไป ถ้าท่านทั้งหลายไม่มีกำปั้นที่จะฟาด แล้วไปยืมกำปั้นหมาหลวงตาบัวนะ ไอ้ปุ๊กกี้ ไอ้หยอง ไอ้หมี เวลานี้ยังไม่ออกจากกรง ไปหาหมัดมาฟัดกับมันได้ ฟัดอย่าถอยนะ

เวลานี้ข้าศึกสงครามเกิดจากพวกผ้าเหลืองดังที่ว่านี่ ตะกี้นี้เราก็เทศน์ก็เห็นกันแล้วใช่ไหม ไม่มีในประวัติของพระพุทธเจ้าของเราที่จะสอนสาวกให้มาทำลายชาติบ้านเมือง อย่างนี้ไม่เคยมี ถ้ามีก็จะมีคราวนี้เองใช่ไหม ดูให้ถนัดชัดเจนนะ มาผลักดันอะไร สมบัติอะไรเรื่องพระที่จะไปเกี่ยวข้องกับบ้านกับเมืองว่าเพียงเกี่ยวข้องเท่านี้นะ ไม่ต้องว่าที่บุกเข้าไป บีบบังคับรัฐบาลให้ทำตามอำนาจป่า ๆ เถื่อน ๆ ของตน เพียงเท่านี้ก็พอแล้วนะ ให้สนใจกับทางภาคปฏิบัติซิ พระมีอะไรเป็นหน้าที่ของพระ นี่ไม่ใช่หน้าที่ของพระ ไปเที่ยวบีบเที่ยวบี้ทั้งชาติทั้งบ้านเมืองให้จมไปด้วยกันอย่างนี้ไม่ใช่พระ นี้คือยักษ์ ยักษ์มหายักษ์ออกจากพระหัวโล้น ๆ นี้เอง ให้จำกันทุกคน

หน้าที่ของพระบวชมาแล้วท่านสอนว่ายังไง นี่ก็เคยพูดแล้ว ให้ไปอยู่ในป่าในเขา รุกขมูลร่มไม้ ปล่อยอารมณ์สิ่งยุ่งเหยิงวุ่นวายเหล่านี้ที่พระเองเสาะแสวงหามานี่น่ะ มันเป็นฟืนเป็นไฟอย่าหามา หาแต่อรรถแต่ธรรม หาแต่ที่สงบสงัด มาตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตนเองให้ได้ผลขึ้นมาแล้ว สั่งสอนสัตว์โลกให้มีความสงบร่มเย็นไปตาม ๆ กัน นั้นจะเป็นที่อนุโมทนาสาธุการจากเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม พระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรกเลย สมความมุ่งหมายของพระองค์ที่สอนโลกให้มีความสงบร่มเย็นต่อกัน นี้ไม่ใช่ความสงบร่มเย็นต่อกัน มันจะทำลายกัน แล้วไม่มีใครทำลาย พระก็มาทำลายชาติบ้านเมือง เคยมีเหรอในเมืองไทยเรา หลวงตาบัวบวชมานี้ ๖๘ ปีนี้แล้วก็ยังไม่เคยเห็น มีแต่ส่งเสริมรักษาบำรุงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้เจริญรุ่งเรืองสงบร่มเย็นทั่วหน้ากัน ไม่ใช่เป็นมหาโจรมาปล้นชาติปล้นศาสนา บีบบี้สีไฟเอาแบบหน้าด้านอย่างที่เป็นอยู่เวลานี้ จำเอานะ อ่านจบแล้วเหรอ (จบแล้วครับผม)

นี่ละเป็นคติได้เป็นอย่างดีนะ เลวมากที่สุดถ้าไม่รีบแก้ไขเสียตั้งแต่บัดนี้ เราอย่าหวังเลิศเลอในการจะบีบบี้สีไฟทั้งชาติทั้งศาสนา ซึ่งเป็นสมบัติของตัวเองให้จมลงไป แล้วจะเอาตัวกาฝากนี้ขึ้นมาครองบ้านครองเมือง คือพวกเปรตผีนี้มันเป็นไปไม่ได้ เข้าใจแล้วเหรอ ว่าจบแล้วมันก็ไม่จบ เอาละพอ

โยม : อันนี้กราบอ่านถวายต่อนะครับ รัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร หมายมั่นปั้นมือจะผลักดันการปฏิรูประบบราชการให้สำเร็จภายในวันที่ ๑ ตุลาคมนี้ แต่การปฏิรูปราชการที่กำลังดำเนินการได้ปรากฏเนื้อเน่า ที่จะกลายเป็นเนื้อร้ายแฝงเข้ามาด้วย และจะทำให้เกิดภัยร้ายแรงในอนาคต นั่นคือการปรับโครงสร้างในกระทรวงศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งจะแยกตัวออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ตามร่างเดิมของรัฐบาลนั้นกำหนดว่า กรมที่จะมีความสำคัญในกระทรวงการศาสนาคือ กรมการศาสนา ซึ่งทำหน้าที่ดูแลกิจการพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่น ๆ แต่ว่าร่างดังกล่าวเสนอถึงขั้นคณะกรรมการวิสามัญ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ของวุฒิสภา ปรากฏว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเสียใหม่ โดยผ่ากรมการศาสนาเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกให้แยกตัวออกเป็นอิสระ เรียกว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

หลวงตา : โธ่ ยาวก็ยาวนะ เอาละพอสมควรแล้ว ยุติไว้เท่านี้เสียก่อน อ่านเท่านี้ละวันนี้ เพราะเราได้พูดมามากแล้ว ยุติเรื่องนี้ไว้เพียงเท่านี้แหละนะ เอาละ ทีนี้ออกนี้แล้ว เรายุติเอง เอาละมันยืดยาว เวล่ำเวลาก็ไม่พอ เราค่อยพิจารณากันไปเรื่องของพวกเราเอง ทุกคนต่างจะวินิจฉัยใคร่ครวญเพื่อคัดออกอันไหนที่เป็นภัยต่อชาติ แล้วกวาดเข้ามาสิ่งใดที่เป็นคุณต่อชาติต่อศาสนาของเรา ให้พากันเข้าใจอย่างนี้ก็แล้วกันนะ

อ่านธรรมะหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่ www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก