สมัยอลัชชีเกิด
วันที่ 9 กรกฎาคม. 2547 เวลา 8:05 น. ความยาว 28.37 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

สมัยอลัชชีเกิด

 

         เมื่อวานนี้ได้ไปโรงพยาบาลท่านอาจารย์ฝั้น เพราะไม่ได้ไปนานแล้ว ตั้งแต่เอาโคมไฟไปให้ ดูเหมือน ๑๐ กว่าปีแล้วมั้ง โคมไฟไม่ดี เราไปดูเรียบร้อยแล้วไม่ดีจริงๆ ก็เลยสั่งมาให้ โคมไฟผ่าตัด ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่ได้ไปอีก เมื่อวานนี้ตั้งหน้าไป ก็เลยได้ให้เครื่องกระตุ้นหัวใจเครื่องหนึ่ง สี่แสนเท่าไรนะ แล้วเครื่องกดกริ่งเรียกพยาบาลเวลาจำเป็นสำหรับคนไข้ อันนี้เรายังไม่ตกลง ให้หมอทางนี้ไปพิจารณากันเสียก่อน แต่เครื่องกระตุ้นหัวใจตกลงแล้วสั่งแล้ว เมื่อวานนี้ก็ไม่ได้ช่วยมากนักเพราะแบ่งทางโน้นทางนี้

ผู้กำกับ กราบเรียนครับ ตอนเช้านี้พระประมาณ ๓๐๐ องค์ ฆราวาสประมาณ ๒๐๐ รอฟังเทศน์หลวงตาทางอินเตอร์เน็ตอยู่ที่สวนแสงธรรมครับ

หลวงตา พิจารณากันไปเถอะ ก็เรื่องเหตุผลกลไกหลักเกณฑ์มีอยู่ ธรรมวินัยมีอยู่ จะเถลไถลเสือกไปไหน เราไม่ใช่หมาไม่ใช่สัตว์นี่นะ หลักเกณฑ์มีอยู่ ธรรมวินัยมีอยู่ ก็เดินตามนั้น มันก็เป็นเรื่องของมนุษย์อยู่ร่วมกันได้ เราก็พูดอย่างนี้แหละ เรียกว่าเทศน์แล้วใช่ไหมล่ะ มันเสือกไปหาอะไรหลักเกณฑ์ก็มีอยู่แล้ว ดิ้นไปหาอะไร ก่อกวนเรื่องนั้นเรื่องนี้ ปฏิบัติไปตามสิ่งที่เห็นว่าถูกต้องแล้วนั้น เหล่านั้นมันไม่ได้ถูกแหละ ที่ชำระมานี้มีแต่ปลอมทั้งนั้นๆ ชำระมากี่ครั้งกี่หนแล้ว ก็เอาหลักความจริงไปชำระกันๆ อันนี้ก็มาอีกแล้วมีแต่เรื่องสกปรกทั้งนั้นพวกนี้น่ะ จะให้เราพูดว่าไง

ผู้กำกับ เขาไปรวมกันอยู่ที่สวนแสงธรรม เลยแจ้งมาว่าตอนหลวงตาเทศน์เช้านี้เขาก็รอฟังอยู่

หลวงตา ฟังก็ฟังซิ อะไรควรค้านก็ค้านกันซิ อะไรที่ถูกต้องก็ยอมรับว่าถูกต้อง เราหาจุดถูกต้องนี่นะ อะไรมันขัดมันแย้งต่อของจริงก็ปัดออก ปฏิเสธกันคัดค้านกันอย่างนั้นเป็นธรรมดา เราก็พูดว่างั้น จะให้พูดว่าไง ไม่พูดมากแหละ ก็เคยปฏิบัติมาแล้วกับสิ่งเหล่านี้ เคยปฏิบัติอยู่แล้วก็ปฏิบัติตามนั้นไป ปฏิบัติมากี่ครั้งแล้วนี่ มีแต่เรื่องชำระอันนี้ เรื่องเลวร้ายๆ ตลอดเลย แหม เราก็แปลกอัศจรรย์เหลือเกิน ไม่มีธรรมมีวินัยแล้วจะเอาอะไรเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ไม่มีขอบเขต กฎหมายบ้านเมืองก็เหยียบย่ำทำลายธรรมวินัย เหยียบย่ำทำลายไม่ฟังเสียงกัน อันนี้มันก็เป็นลัทธิของสัตว์ ถ้าลัทธิของมนุษย์ต้องยอมรับความจริง ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไร ต่างคนต่างศึกษามาแล้วนี่นะ มาเถียงกันหาอะไร ฟังกันไปเถอะ ฝ่ายไหนก็คนด้วยกันฟังกันซิจะเป็นอะไร มีเท่านั้นละไม่พูดอะไรมาก พูดเท่านี้ก็ได้เงื่อนแล้ว พิจารณากันไปซิ ก็ไปฟังไปพิจารณากันนี่นะ ไม่ใช่ไปนั่งเป็นหัวตออยู่นี่

มันมารวมอยู่นี้นะเรา ทางโลกทางธรรมมาอยู่นี้หมดเวลานี้ ที่มันมารวมส่วนใหญ่ก็คือว่าเราเป็นธรรมล้วนๆ ว่างั้นเถอะ อะไรผิดบอกผิดทันทีเลย อะไรถูกบอกว่าถูกเลย ความอ้อมค้อม ว่าสูงว่าต่ำ ลูบหน้าปะจมูก เราไม่มีในธรรมทั้งหลาย ธรรมเหนือทุกอย่างแล้ว ที่ได้นำมาแสดงนี้มีแต่ธรรมล้วนๆ นี่ละเหตุที่จะเข้ามาในจุดนี้ ถ้าพูดว่าเด็ดเราเด็ดจริง ถ้าขัดต่อหลักธรรมหลักวินัย ต่อส่วนรวมแล้วไม่เอาทั้งนั้น ปัดเลยๆ เพื่อส่วนรวมจะได้อยู่เย็นเป็นสุข อะไรเป็นเสี้ยนเป็นหนามเป็นเนื้อร้ายตัดออกๆ แม้แต่อยู่ในอวัยวะของเรานี้ เรารักสงวนด้วยกันทุกสัดทุกส่วนในร่างกายของเรา แต่ส่วนใดที่เป็นเนื้อร้ายแก้ไม่ตกแก้ไม่หายอย่างนี้จะทำไง ควรตัดก็ต้องตัดออก

อย่างเขาตัดแข้งตัดขาอย่างนี้ ก็เนื้อร้ายมันอยู่ในนั้น ถ้าปล่อยไว้มันก็ลุกลามเข้าไปหาอวัยวะส่วนใหญ่ทำให้เสียไปหมด นี่ก็เหมือนกันนั่นแหละ อะไรเป็นเนื้อร้ายตัดออกๆ เพื่อเนื้อดีจะได้คงเส้นคงวาหนาแน่นเป็นชาติเป็นศาสนาต่อไป ถ้าจะปล่อยให้เนื้อร้ายลุกลามไปนี้ก็หมด ชาติก็หมด ศาสนาก็หมด เรื่องเหล่านี้ส่วนมากมันมีแต่เนื้อร้าย พูดจริงๆ เราเอาหลักธรรมหลักวินัยออกกางนี่นะ กฎหมายบ้านเมืองก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง เราก็ปล่อยให้ทางบ้านเมืองเขาพิจารณาแล้วมาเล่าให้ฟัง ประกอบกันกับธรรม เราพูดเป็นธรรมไปล้วนๆ อย่างนี้ละ นี่อย่างหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เรื่อยๆ ก็อย่างนี้เอง

คือเราเด็ดขาดได้ทุกอย่าง ควรจะเด็ดเด็ดจริงๆ ไม่มีรอเลย ถ้าอะไรไม่ควรเด็ดก็จะไปเด็ดหาอะไร แน่ะ มันก็บอกอยู่แล้วในเหตุผล อย่างที่ว่าเนื้อร้ายนี่แหละ จะทำยังไงเมื่อหมอเขาชี้แจง หมอเขาเรียนหลักวิชามาแล้วทุกอย่าง ยอมรับเขา เมื่อหมอบอกว่ามีโรคชนิดนั้นๆ อยู่ในนี้เป็นเนื้อร้าย แล้วไม่ตัดไม่ได้ ถ้าเราไม่เชื่อหมอเสียอย่างเดียวก็หมดเลยร่างกายของเรา ตายไปเลย คนๆ นั้นตาย ถ้าตัดออกเสีย เนื้อร้ายมันก็ออกไป ส่วนดีเหลือไว้ก็บำรุงกันต่อไปจนถึงอายุขัยได้

อันนี้ก็เหมือนกัน อายุขัยของชาติของศาสนาก็อยู่กับเมืองไทยของเราทุกคน อะไรเป็นเนื้อร้าย อะไรเป็นของดี  ก็ให้พิจารณากันก็แล้วกัน เราจะปล่อยให้เนื้อร้ายลุกลามมันก็หมดทั้งชาติทั้งศาสนานั่นแหละ เราต้องกำจัด เราเป็นเจ้าของของชาติ เป็นเจ้าของของศาสนา จะปล่อยให้สิ่งเลวร้ายทั้งหลายเข้ามาเหยียบย่ำทำลายเหมือนบ้านเมืองไม่มีเจ้าของไม่ได้ บ้านเมืองมีเจ้าของ ต้องปฏิบัติตามหน้าที่สิทธิของบ้านเมืองที่มีเจ้าของซิ ก็มีเท่านั้นแหละ เท่านี้ก็เข้าใจแล้วไม่ใช่เหรอ ให้พิจารณากัน

เราเบื่อจริงๆ นะ เพราะเราไม่มีอะไรเลยกับโลก จำเป็นก็ต้องได้พูดกันอยู่อย่างนี้ เหมือนว่าเรานี้เป็นอะไรพูดไม่ถูกนะ เจ้าเหตุเจ้าการณ์เจ้าเรื่องเจ้าราวอะไรเหมือนมาอยู่กับนี้หมด ทั้งๆ ที่เราไม่มีอะไรมันก็เข้ามาอย่างนี้แหละ ให้ได้พูดได้จา ก็อย่างนั้นละอย่างกล่าวแล้ว ฟังกันซิ ฝ่ายใดพูดออกมาก็ฟังด้วยกัน ต้องฟังกันซิ มนุษย์ถ้าจะอยู่ร่วมกันต้องฟังกัน ถ้าจะไม่อยู่ร่วมกันก็กัดกันเท่านั้นเองจะมีอะไร หลักเกณฑ์มีอยู่นี่นะไม่ใช่ไม่มีหลักเกณฑ์

โฮ้ สำคัญนะตัวโลภ ตัวละโมบโลภมาก ตัวตะกละตะกลามนี้เป็นเนื้อร้ายที่สุดเลย กินไม่เลือกๆ จะให้ได้อย่างใจๆ ขอให้ท้องป่องแล้วก็พอ อันนี้สำคัญมาก มันเป็นเนื้อร้าย เวลานี้อันนี้เป็นเนื้อร้ายทำลายชาติ ทำลายศาสนาอยู่เวลานี้ไม่มีอะไร อันนี้แหละ ตามหลักธรรมหลักวินัยท่านก็ไม่มี อย่างตั้งสมเด็จสังฆราชหรืออะไรเหล่านี้ ไม่มีในหลักธรรมหลักวินัย ขนบประเพณีอันดีงามท่านตั้งมาแล้ว สวยงามพอดูแล้ว จำเป็นอะไร หลักธรรมวินัยก็รับรองยืนยันแล้วสำหรับพระป่วย พระพุทธเจ้าป่วยใครเป็นผู้ทำหน้าที่แทนพระพุทธเจ้า เป็นศาสดาแทนพระองค์ก็ไม่เห็นมี ถึงเวลาแล้วก็เสด็จไปนิพพานปึ๋งเลย บรรดาพระสาวกองค์ใดปรากฏชื่อลือนามเป็น สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราอยู่นี้ ก็ไม่เห็นไปตั้งอะไรแทนท่าน ท่านก็เป็นสรณะมาตลอด เรามันดีมันวิเศษวิโสอะไรถึงดิ้นถึงดีดถึงปีนเอานักหนาด้วยความตะกละตะกลามนั่นละ อยากเป็นสิ่งที่โลกเขาไม่เห็นด้วย เขาไม่เห็นชอบ

ตะกละตะกลาม โลภมาก บวชเข้ามาแทนที่จะดูธรรมดูวินัย สนใจในหลักธรรมหลักวินัย ซึ่งเป็นหลักแห่งความสงบร่มเย็นของโลก ไม่ยอมสนใจเลย มีแต่เรื่องตะกละตะกลาม เรื่องเนื้อร้ายทั้งนั้น ที่จะทำลายชาติและศาสนา อย่างน้อยก็ทำโลกให้กระทบกระเทือนกันอย่างที่เห็นอยู่เวลานี้ ตั้งไปหาอะไรหลักธรรมหลักวินัยมีอยู่ สังฆราชท่านก็ตั้งมาสักเท่าไรๆ ก็มีผู้ดูแลอุปถัมภ์อุปัฏฐาก หลักธรรมวินัยก็มียืนยันอยู่แล้ว พระสงฆ์ที่ป่วย บรรดาพระทั้งวัดเป็นอุปัฏฐากทั้งนั้น นั่นเห็นไหมล่ะ ดูแลพระเจ้าพระสงฆ์ แม้พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงดูแลพระสงฆ์ที่เจ็บไข้ได้ป่วย เช่น พระปูติคัตตะ ยกมาซีแบบแผนมีอยู่ ป่วยเสียจนตัวเน่าเฟะ พระเจ้าพระสงฆ์ปฏิบัติอุปถัมภ์อุปัฏฐากจนทนไม่ได้

พระศาสดาเสด็จมาเองทีเดียวมาอุปถัมภ์อุปัฏฐากดูแล พระสงฆ์ก็แตกฮือเข้ามาอีกมาช่วยพระพุทธเจ้า นี่ลำบากลำบนอะไร เห็นไหมศาสดาทำหน้าที่แทนทันทีเลย แทนพระสงฆ์ทั้งหลาย ทีแรกพระสงฆ์ทำไม่หวาดไม่ไหว คือ ปูติคัตตะ หมายถึงว่ากายเน่าหมดจนดูไม่ได้ จมูกจะหักว่างั้นเถอะ พระท่านต่างองค์ต่างก็แตกกระจัดกระจายออกไป พระพุทธเจ้าเสด็จมาทำหน้าที่เอง เหมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าไม่มีจมูกนะ ก็เหม็นเหมือนกันกับบรรดาพระทั้งหลาย พระองค์ก็ทรงทำหน้าที่เอง พระองค์ไปหาใครมาใหญ่กว่าพระองค์อีกล่ะ ก็พระศาสดามาทรงทำหน้าที่เสียเอง เรื่องราวก็เป็นอย่างนั้น นี่ละแบบแผนมีมา ท่านไม่เห็นมีความยุ่งยากอะไรนี่นะ

สังฆราชก็ตั้งกันมาโดยลำดับ ปฏิบัติกันมาอย่างนี้ แต่สังฆราชของเรามันเป็นยังไงถึงได้ยุ่งยากเอานักหนา พิลึก ทึ้งทางนั้นทึ้งทางนี้ ใครก็อยากเป็นสังฆราชไปหมดเลย นี่เป็นธรรมเป็นวินัยแล้วเหรออย่างนี้ บวชมาหาธรรมหาวินัยมันไม่สนใจนะ พวกนี้จะหาแต่เรื่องอย่างนี้ละ เรื่องธรรมเรื่องวินัยไม่สนใจจะปฏิบัติ สนใจแต่เรื่องมูตรเรื่องคูถ เรื่องเน่าเรื่องเหม็นเรื่องปฏิกูล เรื่องน่ารังเกียจน่าเกลียดทั้งนั้น เอามาปฏิบัติกันอยู่เวลานี้ โลกถึงได้เดือดร้อนวุ่นวาย มันไม่ยอมฟังนะ มันดื้อมันดื้อจริงๆ นะผู้ที่ดื้อ ดื้อขนาดนั้นละ ไม่ฟังเสียง เรื่องอรรถเรื่องธรรมไม่มีละเวลานี้

ในกรุงสยามเรานี้เวลานี้กำลังอลัชชีเกิดแล้ว อลัชชีในกรุงสยาม พระก็เป็นอลัชชี ฆราวาสก็เป็นอลัชชี ต่างคนต่างไม่กลัวบาปกลัวกรรม แบบมุทะลุดุดันกันไปเลยทั้งฝ่ายพระฝ่ายฆราวาส นี่คืออลัชชีในกรุงสยามเราให้ดูเอา ใครยังไม่เคยเห็นอลัชชีให้ดู เวลานี้ไม่ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมแล้ว ฟังตั้งแต่เสียงตะกละตะกลามเป็นบ้ายศนั่น ตะกละตะกลาม บ้ายศบ้าอำนาจ มันไปอย่างนั้นนะเดี๋ยวนี้ ธรรมไม่มี ยศของธรรมไม่มีอย่างนั้น ท่านตั้งของท่านเอง

พระพุทธเจ้าก็ทรงตั้งเอง เป็นศาสดาขึ้นมาไม่มีใครไปตั้งพระพุทธเจ้านะ ตรัสรู้ขึ้นมาโดยการบำเพ็ญของพระองค์เองอยู่ในป่าเสียด้วย แล้วบรรดาพระสาวกทั้งหลายก็เข้าไปอยู่ในป่า อบรมศึกษากับพระพุทธเจ้าในป่า ได้สำเร็จมรรคผลนิพพานขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างนี้แหละ นี่ละท่านเสกสรรท่านเอง ท่านไม่ให้ใครที่จะไปตั้ง เป็นบ้าไปอาจไปเอื้อมไปยื้อแย่งแข่งดีกัน หาแต่ยศแต่ลาภ มันอะไรกัน พระพุทธเจ้าหาที่ไหน พระองค์ทรงทำเอง พระสาวกทำเอง สำเร็จเป็นอรหัตอรหันต์ขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นยังไงล่ะ ใครไปปลดท่าน แล้วท่านไปหายศหาลาภมาจากไหน

ถ้าว่าเป็นสมณศักดิ์ของท่าน ก็เป็นพระพุทธเจ้าประทานให้เสีย อย่างพระสาวก ๘๐ องค์ได้รับเอตทัคคะสมณศักดิ์ต่างๆ กัน คนหนึ่งเด่นทางหนึ่งๆ ก็เป็นพระพุทธเจ้าประทานให้พระสาวกอรหันต์ ไม่มีกิเลสท่านก็ไม่มีอะไรดีดอะไรดิ้น ไม่เหมือนคลังกิเลสตัวเนื้อร้ายทุกวันนี้ มันดีดดิ้นหาตั้งแต่.... ตะกละตะกลามเหลือประมาณ พระสมัยทุกวันนี้วิ่งเต้นหาตั้งแต่ส้วมแต่ถาน ไม่ได้วิ่งหาอรรถหาธรรมนะ ไม่ฟังเสียงใครเลย อยากเป็นเอาเหลือประมาณสมเด็จสังฆราชก็ดี เป็นมาแล้วใครจะกราบล่ะ พิจารณาซิ โลกเขาไม่ได้ยินดี โลกเขาว่าเหม็นคลุ้งแล้ว เรายังจะมาเป็นสังฆราชเหม็นคลุ้งให้เขากราบได้ลงคออยู่เหรอ จึงดีดจึงดิ้นเอานักหนา มันน่าดูไหมนี่ เราพูดกลางๆ อย่างนี้ไม่ระบุผู้ใดละ ใครเป็นอย่างนี้มันก็เป็นแบบเดียวกันหมด

อย่างหลวงตาบัวดิ้นขึ้นเป็นสังฆราชนี้ หลวงตาบัวก็เหม็นคลุ้งหมดแล้ว ใครจะมากราบหลวงตาบัวลงคอ เป็นยังไง หรือใครไม่กราบก็ตามได้เป็นก็เอาอย่างนั้นเหรอ มันก็พิลึกอีกแหละอันนี้ก็ดี เหม็นยิ่งกว่าขี้ไปอีก มันเลยนั้นไปแล้ว โอ๋ย น่าทุเรศนะ ดีดดิ้นไม่เข้าท่าเข้าทาง ไม่ใช่ทางของมนุษย์ ไม่ใช่ทางของพระ พระแท้สงบร่มเย็น เสาะแสวงหาแต่อรรถแต่ธรรมเป็นความสงบ เสกสรรตัวเองให้เป็นพระดีขึ้นมาเท่านั้นพอแล้ว จำเป็นอะไรจะต้องไปเสกสรรให้คนอื่นมาเคารพนับถือซึ่งตัวเหม็นเหมือนขี้นี่ ใครจะไปเคารพนับถือได้ ไม่มีใครเคารพ เรื่องมันเกิดขึ้นเพราะเหตุอันนี้เองที่ยุ่งอยู่เวลานี้ มันดีดมันดิ้นตะกละตะกลาม โลภเหลือประมาณเหลือเหตุเหลือผล

เรื่องของพระไม่มีอย่างนี้ แล้วมันเอามาจากไหนก็ไม่รู้ มันตะกละตะกลามอยู่เวลานี้ กีดขวางชาติศาสนาอยู่เวลานี้ มันเอามาจากไหนก็ไม่รู้ เราไม่เห็นในคัมภีร์ พระพุทธเจ้าแสดงก็มีแต่ให้บำเพ็ญตัวเอง ให้เป็นคนดีขึ้นในตัวเองๆ ใครเคารพนับถือไม่เคารพนับถือไม่จำเป็นยิ่งกว่าตัวเองจะตำหนิติเตียนส่งเสริมตัวเองเท่านั้น นี่เป็นความถูกต้องดีงามสำหรับธรรมของพระพุทธเจ้า อันนี้มันเรื่องราวอะไรก็ไม่รู้ แหมยุ่งมากจริงๆ สมัยอลัชชีเกิดนี่ เต็มกรุงสยามเวลานี้ เต็มเมืองไทยเรา ทั้งเขาทั้งเรากลายเป็นอลัชชีหมด หาผู้ละอายบาปกลัวบาปไม่มี วิ่งใส่แต่มูตรแต่คูถ ตะกละตะกลามกับมูตรกับคูถไปเสียหมด กับอรรถกับธรรมทองคำทั้งแท่งไม่สนใจกันเลย นี่ละศาสนาจะจม ชาติจะจมได้ด้วยเหตุนี้เอง เพราะจิตใจของมนุษย์ต่ำทราม เลวมากทีเดียว โลกจึงเดือดร้อน

ศาสนาท่านให้ความสงบร่มเย็นมานานสักเท่าไร เวลานี้ก็กลายเป็นฟืนเป็นไฟเข้าไปแล้ว เพราะพวกเปรตพวกผีเอาไฟไปเผานั่นเอง เปรตผีจะเป็นพวกไหน ก็พวกเราๆ ท่านๆ นี่เป็นเปรตเป็นผี เอาไฟไปเผาศาสนาด้วยความเห็นผิด ไม่ได้สนใจกับอรรถกับธรรม กลายเป็นเรื่องเป็นฟืนเป็นไฟไปเผาศาสนาเสียเองอย่างนี้ มันดูไม่ได้นะ เอาเท่านั้นละพอ

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com  หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก