จิตมีเจ้าของ
วันที่ 27 กันยายน 2545 เวลา 18:00 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๒๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๕

จิตมีเจ้าของ

ลมพัดมา พัดลมเหรอ มันมีแต่หาความสะดวกให้ร่างกายพวกนี้นะ ในวัดนี้ก็เหมือนกัน วัดป่าบ้านตาดก็เหมือนกัน ไปที่ไหนเห็นแต่ตระแต่เตรียมเพื่อร่างกาย อยู่สะดวกสบาย ตกแต่งอันนั้น ตกแต่งอันนี้ ยุ่งอันนั้น ยุ่งอันนี้ ในวัดเราเดินผ่านมานี้เห็นทำถนน ขยายถนนออกไปอีกแล้ว เพื่อความสะดวก การไปการมา หัวใจมันจมในกองขี้ไม่เห็นพูดกัน เราโมโหนะ ก็มันดูตลอดเวลา ดูขี้กับทองคำทั้งแท่งมันดูอยู่ตลอดเวลา มันไม่คันฟันได้ยังไง มันน่าคันฟันนะ มีแต่เพื่อความสะดวกสบายกับการอยู่ การกิน การหลับ การนอน การใช้ การสอย ยุ่งไปหมดทั่วโลกนะ มองดูแล้วมันดูไม่ได้นะ

เข้ามาในวัดก็ โห หรูหราฟู่ฟ่า เมืองเทวดาสู้ไม่ได้ แต่ผู้ที่เข้าไปอยู่นั้นมีตั้งแต่มูตรแต่คูถ ไปอยู่ในหอปราสาท ในวัดในวา ในบ้านในเรือน มีแต่มูตรแต่คูถเข้าไปอยู่นั้น ตกแต่ง มองดูแล้วสวยงามจนจะดูไม่ได้นะ มองดู ๆ เพื่อความสะดวกแก่ร่างกาย ทางหู ทางตาดูอะไรแล้วรื่นเริงบันเทิง เป็นบ้ากับกองขี้ ต้องว่าอย่างนี้นะ ธรรมพระพุทธเจ้าประกาศลั่นโลกมา มันไม่ยอมฟังเสียง ดูมันเห็นจะให้ว่าไง เวลามันมืดมันก็มืด เวลามันแจ้งจะให้พูดว่าไง มันเห็นก็บอกว่าเห็น สอนโลกก็สอนแทบเป็นแทบตาย

พวกเรานี่แหละ หาแต่เรื่องปรนปรือกับเรื่องสิ่งภายนอกอันเป็นเรื่องของกิเลสสร้างความวุ่นวายไม่หยุดยั้งล้วน ๆ นะ มันเป็นอย่างนั้นนะเวลานี้ นี่พระพุทธเจ้าท้อพระทัย เราตัวเท่าหนูจะท้อหรือไม่ท้อก็ตาม มันคันฟันก็บอกว่าคันฟัน ดีที่ไม่ได้กัดเอามันแหลกไปหมด แถวนี้มันแตกฮือ ๆ เขี้ยวสั้น ๆ เวลามันกัดมันเอาเก่งนะ มันเป็นยังไง มันพิลึกจริง ๆ นะเรื่องกิเลส อำนาจของกิเลสมองไม่เห็น หรูหราฟู่ฟ่า รื่นเริงบันเทิง เคลิ้มหลับไปตามมันตลอด ๆ ไม่มีเวลาตื่นเนื้อตื่นตัว นี่แหละกิเลสกล่อมสัตว์โลก ธรรมะจับนี่มันเห็นหมด

สอนโลกไม่ได้สอนด้วยความมืดบอดนะ มันรู้แล้วเห็นแล้วจึงได้มาสอน เพราะงั้นจึงไม่สงสัยในการสอนโลก ไม่ว่าจะธรรมะขั้นใด ขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูงสุดไม่ได้มีสงสัยเลย ถอดออกมาให้เห็น เหมือนอย่างนี่ตาบอดเหรอดูซิ ตาดูบ้างซิ จะหลับกันตั้งกัปตั้งกัลป์นั้นเหรอ จะไม่ยอมตื่นเหรอ หลับก็อยู่ในกองทุกข์ละซิ ถ้าหลับอยู่ในกองทุกข์ ถ้าลืมตาบ้างจะมีทางออกนะ ลืมตาก็คือธรรม เมื่อเห็นโทษแล้วต้องหาทางออก เมื่อไม่เห็นก็ชนไปตลอด โธ่ มืดจริง

ใครจะว่าบ้าก็ว่าตนเอง ก็เราไม่ได้เป็นบ้า เราสอนโลกอยู่เวลานี้เป็นบ้าได้ยังไง เรารู้ตัวของเรา ใครจะมารู้ยิ่งกว่าเรารู้เรา เราไม่ไปหาหลักฐานพยานที่ไหนมาเป็นข้อยืนยันว่าเราเป็นบ้าหรือเป็นคนดี ก็เรารู้ สอนพวกบ้าต่างหาก บ้าไม่เลิก สอนอยู่นี้มันก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราว พิลึกจริง ๆ นะ ให้มีการยับยั้งชั่งตัวบ้างซิ มีการหักการห้ามแก้ไขดัดแปลงบ้าง ทุกข์ยากลำบาก เพราะกิเลสทำทางให้รื่นไว้แล้ว ทุกข์ยากลำบากในการฝืนมันก็ทนเอา มันจะไม่ลื่นลงนรกทั้งเป็นทั้งตายอยู่ตลอดไปนะ ถ้าฝืนไปกับธรรมแล้วไม่ลงจมในกองทุกข์ตลอดไป จะมีทางเล็ดลอดไปได้

นี่ก็ได้พูดให้ฟังหมดแล้ว เวลามันมืดมืดจริง ๆ นะ อำนาจของกิเลสมันปิด ปิดเอาอย่างมืดมิดปิดทวารเลย พระอาทิตย์จะมีกี่ดวงไม่มีความหมาย กิเลสเป็นอย่างเดียวเท่านั้นมืดหมดเลย เวลาธรรมส่องออกจากนี้ บำเพ็ญธรรมให้เกิดขึ้น นี้ก็เปิดออก อันไหนที่มันเคยมีอยู่แล้ว ทำไมมันจะไม่เห็น มันมีอยู่แล้ว นอกจากเราตาบอดเราไม่เห็นเฉย ๆ ตาบอดก็มืดไปตั้งกัปตั้งกัลป์ ลืมตามันก็เห็น ไม่ลืมเลยนี่มันจะเอาอะไรมาเห็น ทุเรศจริง ๆ นะ การตกการแต่ง เรื่องวัตถุที่จะเป็นเครื่องปรนปรือเพิ่มความเคลิ้มหลับให้กิเลสเก่งมาก ไปที่ไหน แหม ดูไม่ได้นะ

ทางมันจะพาไปไหน มันบอกหมดสิ่งที่กำลังเคลิ้มหลับไปตามมัน มันหลอกหรือไม่หลอกก็ไม่รู้ เครื่องหลอกของกิเลส สวยงามภายนอก อันนั้นดีอันนี้ดี หูก็ฟังอย่างไพเราะเพราะพริ้ง ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีเกี่ยวกับเรื่องร่างกาย ใจนี้มันเป็นไฟมันไม่ได้ดู หาสิ่งภายนอกมาเยียวยารักษามันไม่มีความหมายนะ สิ่งภายนอกมันเป็นเครื่องเพิ่มเข้าไปอีก มืดเข้าไปอีก เวลามันเปิดออกมันเปิดจริง ๆ นี่ธรรมของศาสดาองค์เอก ธรรมสอนโลก ธรรมคู่บ้านคู่เมือง คู่โลกคู่สงสาร คือพุทธศาสนาเท่านั้น ถ้าได้จ้าเข้าไปนี้มันเห็นหมดเลย

เต็มกำลังของตัวเอง พระพุทธเจ้าเต็มองค์ศาสดา บรรดาสาวกทั้งหลายก็เต็มองค์ท่าน ๆ สำหรับความบริสุทธิ์เสมอกันหมด ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่าใคร แต่ความรู้ความเห็นที่สว่างกระจางแจ้งเป็นไปตามภูมินิสัยวาสนาที่ได้ทำความปรารถนาไว้มากน้อยกว้างแคบ เวลารู้ขึ้นมาก็ตามภูมิวาสนาที่ได้ปรารถนาเอาไว้ ทำความปรารถนาไว้ เช่นพ้นทุกข์แล้วยังอยากอย่างนั้นอย่างนี้ มีอำนาจวาสนา มีบุญญาภิสมภาร มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ให้รู้นั้นเห็นนี้ ปรารถนาไปมันก็รู้ก็เห็นไปตาม

เพราะฉะนั้น จึงว่ามีเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน ความรู้ของพระสาวกที่รู้เห็นเต็มใจก็เต็มวาสนาของตัวเอง ไม่เลยนั้นไป พระพุทธเจ้าก็เป็นศาสดาองค์เอก โลกวิทู ๆ ท่านบอกรู้แจ้งโลก โลกนอกโลกในตลอดทั่วถึงเห็นหมด พวกเราไม่ว่าโลกนอกโลกในมืดหมด มันไปคนละแบบ มันไม่ได้แจ้ง มืดหมด ๆ เดินไปที่ไหน ๆ บางทีเดินไปนี้ชนนั้นชนนี้ ไปตึกรามบ้านช่องสูง ๆ เท่านั้นชั้นเท่านี้ชั้น เราก็พูดกับเขาแบบโลกเขา พูดอย่างอื่นไม่ได้ ต้องพูดแบบโลกเขา ไปชนนั้นชนนี้ เขาก็คอยบอก คนไม่เคยเข้าบ้านเข้าเมืองเป็นอย่างนี้แหละ ดูไป ๆ เดินไปดูไป ในป่าในเขาเดินป่านี่พุ่งเลย ไม่เห็นมีอะไรมาข้อง แต่เวลาเข้าตึกเข้าร้านเขานี้ต้องเหยาะ ๆ แหยะ ๆ ดูนั้นดูนี้ ไม่งั้นชน เวลาเข้าอยู่ในป่าในเขา เดินนี่ โถ ผึง ๆ พอข้าม ๆ พอลอด ๆ ปุ๊บปั๊บ มันสบาย ไม่ได้เป็นอารมณ์กับเขาเลย ต่างกันนะ

เวลาเข้ามาสถานที่กิเลสมันตกแต่ง มาดูแล้ว เราก็เป็นธรรมหมอบให้กิเลสเสีย ไปไหนก็ซุ่ม ๆ ซ่าม ๆ เป็นยังไงละไม่เคยเห็น เคยอยู่แต่ในป่า หมอบไปตามกิเลสเสียก่อน โอ๊ย ทุกขังนะ นี่ละอย่างอยู่ในวัดนี้ก็เหมือนกัน ตกแต่งนั้น ตกแต่งนี้ยุ่งไปหมดนะ ไม่ทราบจะตกแต่งไปเผาหัวมันอะไรนักหนา พูดอะไรมันก็ไม่ถนัด มันไม่ถึง ตัวมันมืดมันบอด เดินมานี่ก็เดินไปนู้น หลบนั้นหลบนี้มา มาเห็นถนนขยายถนนออกไปกุฏิพระ มันไม่เหมาะสม ไม่เอายางมะตอยมาลาด เอาเสื่อเอาหมอนปูเรียบมันก็ยิ่งจะสวยงามกว่านี้นะ มันอดคิดไม่ได้นะ เสริมกิเลส

ที่ไหน ๆ ตกแต่ง น่าทุเรศนะ ในวัดแท้ ๆ พระกรรมฐานแท้ ๆ ยังมาตกแต่ง ดูซิอย่างวัดป่าบ้านตาดเวลานี้เลอะเทอะสุดยอดนะ ท่านทั้งหลายอย่าเข้าใจว่าวัดป่าบ้านตาดเป็นวัดแบบฉบับ แบบเลอะเทอะ ไปที่ไหนจนดูไม่ได้ ปลูกนั้นสร้างนี้อยู่ตลอด มองเห็นแต่สิ่งก่อสร้างเต็มไปหมด เวลาเราอยู่มันไม่ทำ เวลาเราออกมานี่ละใครจะทำอะไรก็ทำ กลับไปก็ทำเสร็จแล้ว หลายครั้งหลายหนมันก็เต็มวัด ในบริเวณศาลาออกไปนั้นเหมือนส้วมเหมือนถาน ก็มีแต่เข้าไปฝากทางพระเท่านั้น เป็นที่ธรรมชาติ พระท่านอยู่ด้วยความสะดวกสบาย ภาวนาสงบ อารมณ์เย็นใจ ไม่มีอะไรกวน

พวกสัตว์ก็เต็มอยู่ในนั้น ยั้วะเยี้ย ๆ ท่านก็อยู่กับเขาสบาย เพราะสัตว์เหล่านี้ก็รู้แล้วว่าอยู่กับพระ เขาก็ไม่ทราบว่าเราเป็นพระหรือไม่เป็นพระ สัตว์ประเภทนี้ไม่ทำอะไรเรา คงว่าอย่างนั้น เขาก็อยู่สบายของเขา พระก็อยู่สบาย ไม่ว่ากระจ้อน กระแต กระรอก นก อยู่ในวัดนั้นเต็มหมด เขาไม่สนใจกับพระ พระก็อยู่สบาย สัตว์ก็อยู่สบาย พระท่านก็ไม่สนใจกับสัตว์ นอกจากท่านเมตตาเป็นพื้นฐาน อาหารการกินของสัตว์ประเภทต่าง ๆ เช่น พวกกระจ้อน กระแต กระต่าย ท่านก็หามาไว้เป็นที่ ๆ พวกกระต่ายก็หาผักมาไว้เป็นกอง ๆ เป็นแห่งๆ ทั่ว ๆ ไป พวกกระจ้อน กระแตหรือกระรอก ท่านก็ทำเป็นร้านเอาไว้ แล้วเอากล้วยเอาอาหารมาวางไว้ในร้าน ผูกแล้วแขวนไว้ก็มี วางไว้ในร้านก็มี นี่มีอยู่ทั่ววัด พระท่านจัดให้เขา ทีนี้เขาก็มาหากิน ต่างคนต่างอยู่สบาย

พระท่านก็ทำภาวนาดูหัวใจ หัวใจตัวดีดตัวดิ้น คิดนั้นคิดนี้ หัวใจของคนทั่ว ๆ ไปนี้ เรียกว่าเป็นสัตว์ไม่มีเจ้าของ ที่กลับมาคอก มาบ้านมาเรือน เหมือนสัตว์เลี้ยงที่เขาเลี้ยงไว้นั้น ไม่มีทาง ปล่อยไปตัวไหนก็หายไปตายไป เพราะไม่มีเจ้าของ เจ้าของคืออะไร สติปัญญารักษาจิต ไม่เคยมี ปล่อยไปตามยถากรรม คิดเรื่องไหนก็ตาม เพลินไปกับความคิด คิดดีใจก็เป็นบ้าไปกับความดีใจ คิดเสียใจก็เป็นบ้าไปกับความเสียใจ มันมีแต่เรื่องจมทั้งนั้น กิเลสมีแต่เรื่องกล่อมให้หลงไปหมดนะ คิดเรื่องดีใจก็ติดไป เสียใจให้ใครยิ่งคิดทั้งวัน นี่ก็ติดอยู่อย่างนั้น คือเป็นสัตว์ไม่มีเจ้าของ

สัตว์มีเจ้าของ เช่นผู้บำเพ็ญธรรม ยกตัวอย่าง เช่นพระกรรมฐาน ท่านอยู่ในป่าในเขา มันคิดเรื่องอะไรท่านจะคอยตีเรื่อย ๆ แล้วเอาธรรมหนุนเข้าไปให้มันทำงานอยู่กับธรรม ไม่ให้ทำงานอยู่กับฟืนกับไฟคือกิเลส มันคิดเรื่องอะไร ๆ จิตนี่มันจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ มันต้องดิ้นต้องดีด ดูหัวใจใครก็รู้ ธรรมก็มีในหัวใจ ผู้บำเพ็ญธรรมเป็นผู้รักษาตัวได้ดี เวลาคิดไปไหนพอรู้ว่าไม่ดีมันจะหยุดกึ๊กนะ ผู้รักษาธรรมจะสะอาดกว่ากัน ถ้าเป็นผ้าก็ประเภทผ้าขาว ถึงจะด่างดาวบ้างมันก็มีประเภทผ้าขาว รู้อะไรแฝงเข้ามาบ้าง มันไม่ใช่เป็นหลังหมี ดำไปหมด ไม่รู้

พวกเรานี้พวกหลังหมี ดำกว่าหลังหมีอีก โอ้ย พวกหลังหมี อะไรมาแปดมาเปื้อนไม่รู้ เพราะมันดำอยู่แล้ว ถ้ามันมีขาวดำ ๆ ด่าง ๆ บ้าง อะไรแทรกเข้ามาก็พอจะทราบบ้าง ถ้ามันขาวอยู่ มันรู้ได้เร็ว เหมือนผ้าขาวอะไรมาแปดเปื้อนมันรู้ได้เร็ว จิตที่พยายามรักษาอยู่ก็จะเริ่มรู้ความคิดผิดถูกชั่วดีของตัวเอง ที่เป็นเหมือนกับสีต่าง ๆ เข้ามาปาดหัวใจ ปัดออก ๆ เรื่อย มีความสงบเย็นใจ จิตมีความผ่องใสเท่ากับผ้ามีสีสะอาดขึ้น อะไรมาแปดเปื้อนรู้ทันที รู้เร็วขึ้น ๆ และรู้ทันที

ถ้าเป็นสัตว์ก็เรียกว่าสัตว์มีเจ้าของ ไม่ได้ปล่อยเลยตามเลยแล้วแต่จะขึ้นเขียงใด สัตว์ไม่มีเจ้าของนี้ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ ขึ้นเขียงไหนขึ้นทั้งนั้น สัตว์มีเจ้าของไม่ได้ขึ้นเขียงง่าย ๆ นะเพราะเจ้าของติดตาม เขาก็กลัวเจ้าของ พวกโจรมารทั้งหลาย ไม่ได้เอามาฆ่ากินอย่างง่าย ๆ นะ เพราะมีเจ้าของรักษา นี้จิตมีเจ้าของ คือสติธรรมปัญญาธรรมรักษาอยู่ กิเลสก็ไม่เอาไปกินง่ายๆ เขียงของกิเลสนี้รอบโลกเลย ขึ้นเขียงไหนขึ้นได้สบาย สับยำอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ถ้าหากมีเสียงเหมือนเรายำลาบ อันนี้เสียงลั่นทั่วโลกธาตุ มีแต่เสียงกิเลสมันยำหัวใจสัตว์โลก แล้วหูดับตับไหม้ไปเลย คือมันดังสะเทือนไปหมด

อันไหนก็เป็นสัตว์ไม่มีเจ้าของ หัวใจคนใด ๆ ก็ไม่มีเจ้าของ ขึ้นแต่เขียงให้กิเลส กิเลสมันก็สับก็ยำทั่วโลกดินแดน เสียงสะเทือนไปหมด เราว่าแต่เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า โอ้ย วันนี้ฟ้าร้องทางนู้นทางนี้นะ ฟ้าผ่านะ เวลาเสียงกิเลสยำหัวใจเราไม่เห็นได้ยิน นี่จิตไม่มีเจ้าของ มันก็อยู่เพ่น ๆ พ่าน ๆ เหมือนสัตว์ พูดให้มันชัดเจน ให้ท่านผู้ฟังฟังให้ถึงใจ การพูดนี้เป็นธรรมล้วน ๆ เพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจโดยแท้ มันไม่มีเจ้าของ หาความสุขความเจริญภายในจิตใจไม่มี เพราะไม่เคยรักษา ไม่เคยเสาะแสวงหาความดีที่จะทำจิตใจให้มีความสุข ความสงบเย็นใจ

มันก็มีแต่ความดีดความดิ้น ดิ้นไปไหนก็มีดิ้นขึ้นเขียง หาความสุขไม่ได้นะ โลกจึงดีดดิ้น หาจุดหมายปลายทางไม่ได้ คือโลกที่กิเลสครอบหัวใจนั่นแหละ พอแยกมาทางด้านธรรมะ ผู้มีศีลมีธรรมบ้าง ย่อมรู้ผิดถูกดีชั่วได้บ้างพอประมาณแล้วค่อยแก้ไขดัดแปลงตัวเองไป อะไรที่ไม่ดีเรียกว่าไม่ดีแล้วก็ไม่ทำ หักห้ามเอาไว้ ไม่ว่ากิริยาใดที่เกี่ยวกับความไม่ดีๆ ปัดออก ๆ สั่งสมแต่ความดีงามขึ้นเรื่อย ๆ แล้วทีนี้จิตจะค่อยมีฝั่งมีฝา มีความสงบร่มเย็นขึ้นมาเรื่อย ๆ นี่หมายถึงประชาชนทั่ว ๆ ไป

ถ้าหมายถึงท่านผู้ตั้งใจปฏิบัติกรรมฐาน เช่น พระธุดงค์กรรมฐานที่ท่านชอบอยู่ในป่าในเขา เพื่ออรรถเพื่อธรรมแล้วท่านจะระวังตลอดเวลา อยู่ไหนท่านอยู่ด้วยความระมัดระวังรักษา เรื่องความทุกข์ความลำบากลำบนต่าง ๆ ที่โลกทั้งหลายพัวพันกันและดีดดิ้นกันเพราะความทุกข์นั้นท่านไม่ค่อยมี เพราะอยู่ในความระมัดระวังรักษาตลอด ชำระเรื่อย รักษาเรื่อย จิตชำระเท่าไรยิ่งผ่องใสขึ้น ยิ่งส่งความสุขให้เจ้าของขึ้นเป็นลำดับลำดา จากนั้นก็สว่างจ้า อะไรผ่านไม่ได้ สว่างจ้ามันเห็นหมด อะไรผ่านเข้ามาปั๊บที่เป็นภัยมันรู้ ปัดปุ๊บ

เวลาจิตมันสว่าง มันรู้เร็วเห็นเร็ว มันปัดปุ๊บ ๆ ต่อไปก็เป็นอัตโนมัติ ปัดความผิดโดยลำพังตัวเอง สติปัญญาไม่ได้ตั้งอกตั้งใจก็ตาม แต่ความคล่องแคล่ว ของสติปัญญานี้มันมีอยู่ในตัวแล้ว มันปัดปุ๊บ ๆ เลย นี่เรียกว่าจิตมีเจ้าของ ผู้นี้จะครองความสุข ผู้บำเพ็ญนี้ครองความสุข นี้ตามทางของศาสดา ผิดจากนี้แล้วมีแต่ทางของกิเลส จมกันวันยังค่ำ ตั้งกัปตั้งกัลป์ ไม่มีทาง ถ้าเป็นทางของธรรม ทางของศาสดา มีวันที่จะค่อยหลุดค่อยพ้น มีวันที่จะเบาบางภายในจิตใจซึ่งเคยมีกองทุกข์มาตลอด จะค่อยเบาบางเพราะการระมัดระวังรักษาจากตัวเอง

แล้วถึงขั้นผู้ที่บำเพ็ญจริง ๆ เพื่อมรรคเพื่อผลจริง ๆ ท่านหนักแน่นตลอด ยิ่งบำเพ็ญไปมากเท่าไรผลที่เป็นที่พึงพอใจยิ่งหนักมาก เห็นโทษเห็นภัยของกิเลสซึ่งเคยมีดั้งเดิม แต่ไม่เคยเห็น มันก็เห็นมากเข้า ๆ ผู้นี้แลผู้ทรงความสุข โลกไม่เห็น เห็นตั้งแต่ตื่นลมตื่นแล้ง คิดดูสิอย่างว่า บ้านนั้นเจริญ บ้านนี้เจริญ เมืองนั้นเจริญ เมืองนี้เจริญ เช่นอย่างเมืองไทยเราเป็นบ้าเห่อ อะไรที่ได้ออกมาจากเมืองนอกเมืองนาแล้วมาอวดกัน แม้ที่สุดแอปเปิ้ลแอปแป้นก็เอามาอวดกัน อยู่ในเมืองไทยไม่อดไม่อยาก ไม่เหลือบมอง ไม่เหลียวแล เหยียบไป

นี่คนเหยียบชาติเจ้าของ ดูถูกชาติเจ้าของ ไม่เหลียวแลชาติเจ้าของยิ่งกว่าชาติผู้อื่น นั่นทั้งหมอบทั้งคลาน ทั้งกราบ ทั้งไหว้ อะไรตกมาจากชาติอื่น ๆ หมอบเลย ยอมรับ ๆ พอใจ ๆ และก็มาอวดกัน มันเลวหลายชั้นขนาดไหนเมืองไทยเรา ถ้าหากว่าต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาฟิตตัวเองให้เป็นเนื้อเป็นหนังในตัวเองแล้ว เมืองเขาเป็นยังไง แล้วเอาเป็นคติตัวอย่างอย่างดี อย่าเห่อจนเกินไป เวลาเรายังไม่มีความรู้วิชาก็อาศัยเขาเสียก่อน เอาของเขามาเป็นแบบเป็นฉบับ เพราะเรายังไม่สามารถ ซื้อมาเพื่อมาพินิจพิจารณาแก้ไขดัดแปลง แล้วฟิตตัวให้ดีขึ้น

อย่างนั้นจึงเป็นบ้านเป็นเมืองที่มีหลักมีเกณฑ์ มีผู้รับผิดชอบ คือตัวของเราแต่ละคน ๆ รับผิดชอบในชาติบ้านเมืองของเรา มันก็ไม่เห่อ นี่ที่สำคัญอันนี้ อะไรๆ ดีหมดถ้าเป็นของนอกบ้านนอกเรือนของตัวเอง ดีทั้งนั้น นี่ละเสียตรงนี้ ให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้ ดีชั่วก็ลูกของเรา ลูกของเรา ผัวของเรา เมียของเรา ครอบครัวของเรา รับผิดชอบกันไป อันใดที่จะให้ดีพยายามปรับปรุงแก้ไขกันไป เมืองไทยของเราแต่ละเมืองมีครอบครัวด้วยกัน ให้ต่างคนต่างปรับปรุงแก้ไข

ถือของเราเป็นสำคัญกว่าของผู้อื่น ของในสำคัญกว่าของนอก ถือของเราสำคัญกว่าของนอก สมบัติอะไร ๆ ในเมืองไทยของเราถือเป็นสำคัญ ต่างคนต่างส่งเสริม เช่นการซื้อการขาย ซื้อกันขายกันในเมืองไทยของเรา เงินไม่รั่วไหลแตกซึมไปไหน ครั้นทำไป ๆ มันค่อยสร้างเนื้อสร้างหนังในตัวของเรา ต่อไปแข่งเขาได้ ถ้ามีแก่ใจ แบบของใครมาก็หมอบราบ ดีไปหมด เขาตดออกมา ตดเขาดีกว่าตดเรา ก็ไปกราบตดเขาอีก ขนาดกราบตดเขาได้ เลวขนาดไหน

มันดูหมดเลยนะดูโลก ฟิตตัว อันใดที่ยังไม่สามารถก็เอาของเขามาก่อน เช่นซื้อก็ซื้อมา อันไหนที่ควรจะตามรอยเขาได้เราก็ตามรอย เรามาฟิต มาทำ อันไหนที่ตามไม่ได้ก็ยอม แต่อย่าไปลืมตัว นี่มันมีเห่อ มาจากเมืองนั้นเมืองนี้ เมืองสันพร้า ฟาดหน้าผากค่อยถูกกับคนลืมตัว เมืองสันพร้า ฟาดหน้าผากมันค่อยถูกนะ กับคนลืมตัว พูดออกมาแบบลืมตัว ฟังแล้วมันฟังไม่ได้นะ นอกจากเฉย ๆ บ้าง เหมือนตุ๊กตา ภายในนี้มันคันฟัน โคตรพ่อโคตรแม่มึงเอาเมืองนอกหรือมาเลี้ยงมึง มีพ่อแม่มึงเท่านั้นเลี้ยงมึง มึงทำไมไม่ดูหน้าพ่อแม่ ดูโคตรวงศ์ตระกูล ดูชาติ ดูบ้านเมืองของตัวเอง มึงทำไมไปเห็นข้างนอกดีกว่าข้างใน พอว่าแล้วเปี๊ยะอีกทีหนึ่ง รู้ตัวรึยัง อยากว่าอย่างนั้นซ้ำเข้าอีก

เมืองไทยเราเป็นเมืองเห่อนะ เอาธรรมจับเห็น ไม่มีแก่ใจที่จะแก้ไขตัวเอง แบบเฉื่อยชาไปเลย เพื่อความเห่อที่เป็นนิสัยอยู่แล้ว ลูกหลานเกิดขึ้นมาก็เห่อตามพ่อตามแม่ เลยกลายเป็นเมืองเห่อ เสีย ให้พิจารณาซิ พูดตั้งแต่วัตถุต่าง ๆ ที่เป็นบ้าวัตถุภายนอกแล้วก็ต่อเข้าไปเรื่อย ๆ นี่เอาธรรมวัดกัน แก้ไขภายในหัวใจให้ดี หัวใจไม่รกรุงรัง หัวใจสะอาดอยู่ไหนดีหมด อย่างที่ว่าพระท่านอยู่ในป่าในเขา ท่านมีที่หลับที่นอน ที่อยู่ ที่กินดีที่ไหน ถ้าเป็นโลกเมืองไทยเรานี้ไปดู ดูไม่ได้นะ เหมือนแดนนรก สถานที่ของท่านอยู่ ไม่เหมือนแดนสวรรค์เหมือนอย่างเรา

ทีนี่เวลาให้ท่านมาดูเราอีก อันนี้เหมือนแดนสวรรค์จริง แต่คนที่อยู่ในบ้านในเรือนแดนสวรรค์นี้มันคือสัตว์นรก มันเป็นนรก หาความสุขไม่ได้ ไปอยู่หอปราสาทราชมณเฑียรกี่ชั้นก็ตาม ได้อยู่โอ่อ่าแค่นั้นก็เอา ทั้ง ๆ ที่หัวใจเป็นไฟ แต่ธรรมท่านไม่เป็น อยู่ไหนท่านอยู่ได้หมด สะดวกสบายไม่มีอะไรเกินผู้มีธรรมครองใจ สบายไปหมด อะไรมีแต่เห่อภายนอก วัดป่าบ้านตาดเดี๋ยวนี้มันเป็นวัดสำเพ็งไปแล้วนะ เลอะเทอะไปหมด โอ้โห พิลึกพิลั่น เราไม่เคยทำมาอย่างนั้น ทีนี้มันมากเข้า ๆ ทางนั้นไหลมา ทางนี้ไหลมาในแง่ต่าง ๆ ความแปลกประหลาดที่จะทำให้เสียมันก็ยิ่งแสดงขึ้นมา ๆ

นี่แหละเป็นอย่างนี้ ในวัดป่าบ้านตาดเราทุเรศ เวลาเราไม่อยู่นี้เอาแล้วนะ เวลาเราไปมันไม่กล้า เสียงค้อนตะปูเป้ก ๆ ขึ้น มันกระเทือนหูเราแล้ว มันระวัง จากนั้นมาหน้า พอได้ยินแล้วปั๊บ ๆ มาเลย นี่ทำอะไร เหตุผลกลไกอะไร นั่น ทำไมไม่ดูหัวใจ อย่างในตำราท่านแสดงไว้ เวลาท่านเรียกกัน พระ เช่นเรียกเณรหรือเรียกญาติโยมก็ตามจะมาทำอะไรให้ ท่านไม่ให้เรียกโว้กเว้ก ๆ นะ นี่ในตำรา ท่านให้โบกมือ คือท่านชอบความสงบ จิตใจกับสติไม่ได้ห่างจากกัน พระที่ปฏิบัติที่จะกำจัดมหาภัยออกจากใจ ท่านชำระท่านตลอด จนกระทั่งสง่างามครอบโลกธาตุไปได้ด้วยการบำรุงรักษาใจ

ถ้าทำยังไงมันก็ได้ ทำไปทางกิเลสก็เป็นกิเลสวันยังค่ำ ทำไปทางธรรมก็เป็นธรรมวันยังค่ำ เพราะมีการให้ผลเสมอกัน กิเลสก็อยู่ในใจ ธรรมก็อยู่ในใจ เราส่งเสริมทางไหน ทางนั้นก็แสดงตัวขึ้นมา ส่งเสริมกิเลส กิเลสแสดงตัวขึ้นมา ผลของมันเป็นกองทุกข์ ส่งเสริมทางด้านอรรถธรรม ธรรมก็แสดงตัวขึ้นมา ผลเป็นความสุขความเย็นใจ อยากให้ท่านทั้งหลายไปสำนักที่ท่านปฏิบัติอรรถธรรมโดยแท้แล้ว จะผิดกันคนละโลกกับที่เราพากันอยู่ กันหลับ กันนอน เห่อ ๆ กัน ที่ท่านอยู่เหมือนเป็นเศษเป็นเดนไปหมด พวกเราดูไม่ได้นะ แต่ท่านพอใจ เพราะท่านมุ่งต่อธรรม ท่านไม่ได้อาศัยไม่ได้มุ่งต่อนี้

จิตท่านไม่ได้เป็นอารมณ์กับหินผาหน้าไม้ กับถ้ำเงื้อมผา ป่าช้า ป่ารกชัฏ ท่านไปอยู่เพื่อความสะดวกสบาย ท่านจึงไม่ติดอยู่ในนั้น แต่ธรรมกับจิตนี้หมุนกันติ้ว ๆ แก้ออก ๆ ชำระออก สว่างไสว อยู่ไหนสบายหมดเลย ก็มันไม่มีอะไรกวนใจ สิ่งที่กวนใจก็คือกิเลส มันคิดแง่นั้นแง่นี้อยู่ตลอด มันดีดมันดิ้นที่สุดอยู่ในจิตใจ พอชำระได้โดยลำดับ ความดีดดิ้นก็สงบเข้ามา ๆ จนกระทั่งชำระได้โดยเด็ดขาด ไม่มีอะไรดีดดิ้นเลย ทำให้เห็นชัดเจน อ๋อ กิเลสเท่านั้นกวนหัวใจ เมื่อไม่มีกิเลสแล้วไม่มีอะไรกวนใจ

นั่นละบรมสุข มีก็เป็นเพียงขันธ์ล้วน ๆ คิดปรุงไปธรรมดาๆ แต่ความคิด ความปรุงอะไรมันก็ไม่ได้นำไฟมาเผาเรา เพราะไม่มีเชื้อไฟอยู่ภายใน คือกิเลสตัวสำคัญอยู่ภายใน เอื้อมไปทางไหน ตัวนี้เป็นผู้ฉุดผู้ลาก ผู้ผลักผู้ดันให้ออกให้เข้า พอผู้นี้หมดแล้วเรื่องขันธ์ความคิดความปรุงก็เป็นธรรมดา มองเห็นก็เห็นธรรมดา ไม่เป็นภัย ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ไม่มีอะไรที่จะมากระทบกระเทือนจิตใจเพราะการเห็น การได้ยินได้ฟัง เนื่องจากกิเลสมันม้วนเสื่อไปแล้ว ก็มีแต่ขันธ์ล้วน ๆ คิดดับไป ๆ ไม่มีเงื่อนต่อ เพราะกิเลสไม่มีเงื่อน ไม่มาต่อให้เห็นอยู่สบาย ๆ

พระอรหันต์ท่านถึงมีแต่ขันธ์ล้วน ๆ ขันธ์ล้วน ๆ คือขันธ์ไม่มีกิเลสเป็นเจ้าของ อยู่ไหนก็อยู่สบายๆ คิดก็คิดเหมือนโลกแต่ท่านไม่ได้คิดเตลิดเปิดเปิง เหมือนโลกคิด โลกคิดนี้คิดเตลิดเปิดเปิง ตั้งแต่ตื่นนอนคิดจนกระทั่งหลับ มันไปโลกไหนก็ไม่ทราบ ตัวเองก็ตอบไม่ได้เพราะมันเลยเถิดแล้ว มันไปจนเลยเถิด จิตของพระอรหันต์ท่านเป็นหลักธรรมชาติ ขันธ์นี่มันต้องดีดของมัน รูปหรือร่างกายของเรา เวทนา ความสุขความทุกข์ มันมีอยู่ในร่างกาย เพราะใจบริสุทธิ์แล้ว ทุกข์ไม่มีในใจท่าน

สัญญาความจำบ้านนั้นเมืองนี้ จำหญิง จำชาย จำชื่อ จำเสียง ท่านก็จำได้ธรรมดา สังขารก็คิดปรุงเรื่องราวต่าง ๆ คิดได้ ๆ วิญญาณ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์กับรูป เสียง กลิ่น รส ท่านก็รับทราบธรรมดา ๆ แต่ไม่มีเงื่อนต่อ เพราะไม่มีเจ้าตัวการ คือกิเลสอยู่ภายในใจ จึงเรียกเป็นขันธ์ล้วน ๆ คิดอะไรก็คิดแล้วดับไป ไม่มีเงื่อนต่อที่จะสร้างกองทุกข์ขึ้นมา เหมือนขันธ์ที่มีกิเลสบีบบังคับ ท่านผู้เป็นเช่นนั้น ท่านดูโลกได้อย่างถนัดชัดเจนมาก ท่านผู้ไม่มีอะไรเรื่องของโลกเข้าไปเกี่ยวข้องภายในใจได้เลย โดยหลักธรรมชาติ

ไม่ใช่ท่านปิดท่านป้องนะ มันเป็นคนละฝั่งละฝาแล้ว ตายตัวแล้ว โลกเป็นโลก ธรรมเป็นธรรม มองดูกันโลกก็เป็นโลก ธรรมก็เป็นธรรม ท่านไม่ได้มาคละเคล้ามาเผากันเหมือนแต่ก่อนที่กิเลสเป็นเจ้าของ มองเห็นปั๊บไม่ดีใจก็เสียใจ ไม่รักก็ชัง เรื่องของกิเลสเป็นอย่างนั้น มีน่าโกรธ มีน่าเกลียด พอเห็นปั๊บเข้าไป กิเลสอยู่ภายในมันต้องทำให้เป็นอย่างนั้น แต่อันนี้ดับไปแล้ว เห็นสักแต่ว่าเห็น ท่านไม่ได้ตื่น ไม่มีคำว่าน่ารักว่าน่าชัง รัก ชังท่านไม่มี แต่ว่าน่ารักน่าชังก็อาจมีได้ คือมันน่ารักเฉย ๆ แต่ท่านไม่รัก เข้าใจไหม น่าชังเฉย ๆ แต่ท่านไม่ชัง น่าเกลียดเฉย ๆ แต่ท่านไม่เกลียด คือท่านไม่มีอะไรที่จะไปเป็นอย่างนั้น

มันต่างกันอย่างนี้นะ อย่างน้อยก็ขอให้รู้จักประมาณบ้าง การอยู่ การใช้ การสอย อย่าพากันฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว แซงหน้าแซงหลังกัน ความคิดชิงดีชิงเด่น ถ้าเป็นธรรมแล้วชิงฟืนชิงไฟมาเผาตัวเองนั้นแหละ ถ้าว่าชิงดีชิงเด่นชิงไปแล้วมันดีสิ แต่มันไม่ดี ชิงเฉย ๆ แต่ความสำคัญของกิเลสหลอกเอา ๆ มันก็เสียตรงนั้น ให้อยู่พอดีกันบ้าง อย่าให้เลยเถิด อะไร ๆ ก็เลยเถิด จิตใจนี้มันหิวโหย มันไม่พอ ได้อะไรมาก็ไม่พอ ไม่มีคำว่าพอ ใจของกิเลสเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงเอาธรรมเข้าไปแทรกว่า เท่านี้พอ เครื่องใช้ไม้สอย ใช้ขนาดไหนพอ เอาเท่านั้นพอ แล้วจะไม่ยุ่ง วิ่งเต้นหาสร้างกองทุกข์ให้ลำบากเปล่า ๆ คนเราก็มีที่ยึดติดสบาย ๆ เป็นกาลเป็นเวลา มีธรรมเป็นเจ้าของก็มีขอบมีเขต ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องรักษาแล้วเตลิดเปิดเปิง พากันจำไว้นะ

ยังจำได้อยู่นะ ลำตะคอง (ว่าจะมากราบเรียนหลวงตาว่า เขาผลิตไฟฟ้าได้ น้ำไม่รั่วแล้วเจ้าค่ะ ปั่นไฟได้แล้ว ไม่รั่วแล้วเจ้าค่ะ ดีแล้ว ต้องกราบขอบพระคุณหลวงตา) อันนี้มีอยู่สองอย่างนะ ถ้าพื้นที่ พวกดินพวกอะไรไม่ดี เราทำไม่ดีมันก็มีรั่วมีแตกไปเป็นธรรมดา นี่เป็นอย่างหนึ่ง อย่างหนึ่งถึงจะดีก็ตาม มันมีสิ่งลึกลับแทรกอยู่ในนั้น อันนี้จะไม่มีดี ทำเท่าไรมันก็เป็นของมันจนได้ เพราะมันมีลึกลับอยู่นั้น สิ่งลึกลับก็มีธรรมเป็นเครื่องชำระล้างกัน แล้วก็เรียบไปเลย (เอาบาตรพระไปฝังเจ้าค่ะ หลวงปู่ลีท่านแนะนำ) ก็ดี เวลานี้ใช้การใช้งานอะไรได้เรียบร้อยแล้วนะ (ปั่นไฟใช้แล้วเจ้าค่ะ) อย่างนั้นก็ดี เมื่อวานมาก็ผ่านมา เวลาขากลับไปก็ผ่าน แต่ไม่แวะนะ อย่าให้แวะนะ

เข้าใจเหรอที่ว่ามันมีอยู่สองเรื่อง เรื่องหนึ่ง ที่ดินอันนั้นมันไม่เหมาะสมของมัน ทำลงไปแล้วมันก็มีรั่วไหลแตกซึม ทำอีกมันก็เป็นของมันอีก ถ้าพื้นที่มันไม่ดีแต่เราไม่รู้ว่ามันไม่ดียังไง แต่มันก็ไม่ดีอยู่ของมันเอง เวลาเราทำแล้วมันก็มีรั่วไหลแตกซึมของมันไป อันหนึ่งนั้น ถึงพื้นที่จะดีก็ตามแต่มันมีสิ่งลึกลับอยู่ภายใน อันนี้ดลบันดาลได้ทุกอย่างนะ ดีขนาดไหนก็ไม่ดี มันหากมีของมันที่จะต้องทำให้พังจนได้ นี่เป็นอีกประเภทหนึ่ง อันนี้แก้ได้ด้วยธรรม (หลวงตาแก้ให้แล้ว) อย่ามาหาเรื่องนะ เราพูดกลางๆ ต่างหาก ไม่ให้มาข้องแวะเรา

ที่เทศน์ตอนเช้าเกี่ยวกับเรื่องเทวบุตรเทวดาแผลงฤทธิ์แปลก ๆ ต่าง ๆ มันเป็นไปได้ สัตว์ประเภทลึกลับ แยกจากเทวบุตรเทวดาไปก็เป็นประเภทลึกลับ แล้วมีทางทำได้ เป็นได้อีก ที่มองไม่เห็นตัวเลย แต่ฤทธิ์ศักดานุภาพมีของมันเอง

www.Luangta.com

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก