ให้ดูตัวใจกับภาวนา
วันที่ 28 กันยายน 2545
สถานที่ : วัดสันติธรรมาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดสันติธรรมาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
วันที่ ๒๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๕ [บ่าย]

ให้ดูตัวใจกับภาวนา

หัวใจใดที่มีความมืดบอดขนาดไหน ไม่สนใจกับศีลกับธรรม ยุ่งแต่กับเรื่องกิเลสตัณหาที่จะลากลงสู่นรกอเวจีโดยถ่ายเดียว นี่ละพูดมันหลง นี่ก็ขาดไปแล้ว หลงหน้าหลงหลัง โลกที่จะหลบลู่ดูหมิ่นธรรม แต่ธรรมนี้มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ละเอียดลออ สุขุมคัมภีรภาพ เลิศเลอกว่านี้มาแต่ไหน แต่ผู้ที่ทรงธรรมนี้คือพระอรหันต์ พระพุทธเจ้า และเรามาเป็นพระอรหันต์ผู้เชี่ยวชาญ เรียกว่าท่านมีครบสมบูรณ์แบบของท่าน ตามภูมิของท่าน ภูมิของพระพุทธเจ้าเป็นอีกแบบหนึ่ง ภูมิของพระสาวกทั้งหลายที่มีความเชี่ยวชาญนั้นเป็นอีกแบบหนึ่ง ภูมิพระอรหันต์ทั้งหลายลดลงมาเป็นอีกแบบหนึ่ง ๆ มีอยู่ประจำใจท่าน

อันนี้ท่านก็ไม่พูด ไปไหนท่านก็ไม่พูด เพราะไม่ใช่วิสัยที่จะนำมาพูดให้โลกได้เห็น แต่ท่านก็ทรงจิตไว้ประจำจิตของท่านมาตลอด มันก็รับกันปั๊บ ๆ ท่านเข้าใจ ท่านก็ไม่พูดอีกแหละ เพราะโลกไม่เหมือนธรรม ธรรมนี่สุขุมมาก ไม่ผาดโผนโจนทะยาน ไม่ดีดไม่ดิ้น ไม่อยากคุย อยากโม้ อยากอะไร มีเหมือนไม่มี รู้เหมือนไม่รู้ เหมือนถึงกาลเวลาที่จะนำออกพูดหนักเบามากน้อย ท่านจะนำออกโดยเหตุผลที่พอเหมาะพอดีกัน ถ้าไม่มีเหตุผลที่เข้ามาเกี่ยวข้องควรจะรับประโยชน์แล้ว ท่านก็เหมือนไม่รู้ไม่เห็น จะว่าท่านตาบอดหูหนวกก็ไม่ผิด ต่างกัน

พี่น้องทั้งหลายจะไม่เข้าใจว่า จะมีตั้งแต่เรื่องของโลกที่เขาใช้ทันสมัยอยู่อย่างนี้โดยถ่ายเดียว ธรรมท่านใช้มานานแล้ว พระพุทธเจ้าองค์ไหน ๆ ใช้นี้ทั้งนั้น คือใช้แบบคล้ายคลึงกัน แต่เป็นนามธรรมที่เลิศเลอสุดยอดยิ่งกว่านี้ไปอีก มาตั้งแต่กาลไหน ๆ พระสาวกทั้งหลายก็ใช้แบบเดียวกันมาอย่างลึกซึ้ง มาสมัยนี้อันนี้ (หลวงตาชี้ที่ไมโครโฟน และหมายถึงเทคโนโลยีทันสมัยในปัจจุบัน)ขึ้นรับกัน ทีนี้โลกก็เห็นแต่นี้ จึงลบล้างธรรมได้ว่าธรรมไม่มีอย่างนี้ มันมีแต่โลก ทั้ง ๆ ที่ธรรมมีอย่างนี้มานานแล้ว ท่านทั้งหลายเข้าใจซะนะ ไม่งั้นจะมืดดำไปอีก

ทำใจให้สว่างสิ เห็นเล็ก เห็นน้อย รู้เล็ก รู้น้อย จะเป็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ในหัวใจของเราด้วยแล้วสิ่งที่เรารู้เราเห็นในนั้นเป็นสมบัติของเราด้วย นั่นน่ะสมบัติของเราคือภาคปฏิบัติ ผลของภาคปฏิบัติเกิดขึ้นมาในหัวใจของเรา ทั้งรู้ทั้งเห็น ทั้งเป็น ทั้งเป็นสมบัติของเราอยู่ในนั้นเสร็จเลย อย่างที่ท่านแสดงไว้ เช่น ชะระภิญโญ ผู้มีความรู้พิเศษ ๖ ประการ ท่านแยกออกมาจากหัวใจท่าน หูทิพย์ ฟังหูของสัตว์โลกทั่วไป สนทนากัน อย่างเราคุยกัน ท่านก็ฟังได้ ฟังเสียงเปรต เสียงผี เสียงสัตว์นรกครวญครางอยู่ในนรกแต่ละหลุม ๆ และพวกเปรตพวกผีได้รับความทุกข์ความทรมาน และความลำบากลำบนมากน้อยเพียงไร ท่านก็เห็นด้วย เหล่านี้แสดงออกมาท่านก็ได้ยินด้วย เรียกว่าหูทิพย์ ฟังอย่างโลกมนุษย์ฟังด้วยหูเนื้อไม่ได้ ท่านฟังได้ด้วยหูทิพย์

ตาทิพย์ จักษุญาณ ท่านเห็นได้ด้วยตาทิพย์ ตาโลกเห็นไม่ได้ ตาท่านเห็นได้ ท่านแยกออกมาเป็น ๖ ประเภท ที่เป็นสมบัติของพระอรหันต์ประเภท ชระภิญโญ ท่านครองอยู่นะ หูทิพย์ ตาทิพย์ ดำดิน บินบน ดำดินลงพื้นก็ไม่มีใครเห็น อยู่บนก็ไม่มีใครรู้ จิตของท่านสว่างไสวไปหมดแล้ว คนคนเดียวทำเป็นรูปเป็นภาพ เนรมิตออกมาผู้เดียวนี้เป็นพัน ๆ หมื่น ๆ แสน ๆ ล้าน ๆ ก็ได้ ใจของท่าน มโนมยิทธิ ฤทธิ์ทางใจ เหาะเหินเดินฟ้า ดำดิน บินบน ทำได้ทุกแบบ อย่างที่ว่าคนคนเดียวเนรมิตให้เป็นกี่ร้อยคนก็ได้ พลิกปั๊บให้เป็นสัตว์ก็ได้ อำนาจของธรรมพลิกปั๊บให้เป็นสัตว์ได้ ธรรมไม่ได้เป็นสัตว์ แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ ให้เป็นแบไหน ๆ ได้ทั้งนั้น

นี่ละธรรมที่เป็นพื้นฐานของโลกมานานแสนนานกี่กัปกี่กัลป์ เป็นมาอย่างนี้ เป็นแต่เพียงว่าผู้ที่จะค้นพบธรรมเหล่านี้มีเป็นราย ๆ ไป ไม่ได้มีทั่วไป เพราะเกี่ยวกับการปฏิบัติ และนิสัยวาสนาด้วย จึงได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เป็นแก้วสารพัดนึก อยู่กับทุกท่านทุกคน เป็นแต่เวลานี้พวกมูตรพวกคูถ สิ่งสกปรกโสมมทั้งหลาย คือกิเลสมันครอบเอาไว้ มันจึงแสดงตัวออกมาหลอกลวงสัตว์โลกให้หลงตามมัน โลกจึงหลงไปตามสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ไม่เห็นสิ่งที่เลิศเลออยู่ภายในหัวใจของตน ว่าเลิศเลอแต่อย่างใด เพราะไม่เห็น คือสิ่งเลวร้ายทั้งหลายปิดบังไว้หมด

ท่านผู้ชำระจิตใจกับชำระจิตใจกับสิ่งมืดมนอนธการในใจและสร้างฟืนสร้างไฟเผาสัตว์โลก ค่อยจางไป ๆ เหมือนเมฆที่หนาแน่น เมฆดำ ๆ ปิดกึกพระอาทิตย์ส่องมาไม่เห็นเลย ประหนึ่งว่าไม่มีพระอาทิตย์ เพราะเมฆมันปิดท้องฟ้า มองขึ้นไปบนฟ้าหาพระอาทิตย์ไม่เห็น นี่ที่เมฆมันปิด เวลาเมฆจางไป ๆ พระอาทิตย์มีอยู่แล้วมันก็เห็น กลางวันเห็นชัด กลางคืนมีตาร้อยดวงมันก็ไม่เห็น ต้องแยกแยะสิพูด ใช่ว่ามีตาจะเห็นหมด ไม่เห็น

พูดถึงใจของเรา ไม่มีอะไรจะเลิศยิ่งกว่าใจ และไม่มีอะไรเลวร้ายยิ่งกว่าใจ ใจรับทั้งความเลวร้าย ซึ่งเป็นสายทางแห่งกองทุกข์ มหันตทุกข์ และรับทั้งสิ่งดีและดีเลิศ เรียกว่าเป็นมหาคุณอัศจรรย์อยู่ที่ใจดวงเดียว นอกจากนั้นไม่มีอะไรเลิศเลอ ไปที่ไหนก็เห็นด้วยกันรู้ด้วยกัน ก็ไม่มีใครรับความวิเศษวิโสพอจะมาแข่งขันกันว่า ฉันไปเห็นสิ่งนั้น ฉันเลิศเลอ ฉันไปได้ยินสิ่งนี้ ฉันเลิศเลอเอามาอวดกันอย่างนี้ไม่มี ตามีหูมีใครก็เห็น ใครก็รู้ ก็เพียงรู้ ๆ เห็น ๆ เท่านั้น แต่ไม่แก้ความทุกข์ที่ฝังในใจออกได้ เหมือนธรรมที่สอดเข้าไปตรงไหนแก้ออก ๆ ได้โดยลำดับลำดา มันต่างกันอย่างนี้

นี่ท่านสอนให้อบรมภาวนาบ้าง เราวิตกวิจารณ์อันนี้มากนะ ไปที่ไหนไม่เว้นการแสดงธรรมเพื่ออบรมจิตใจ ปู่ย่าตายายของเรา คือเราเป็นลูกชาวพุทธ ไปที่ไหน ๆ เป็นเหมือนกันหมด ทั่วประเทศไทย เรียกว่าทุกภาค การทำบุญให้ทาน เฉลี่ยเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันนี้ เป็นพื้นฐานของชาวพุทธเรา อันนี้ก็เป็นนิสัยอันหนึ่งของเรามาแล้ว แต่ส่วนกลางที่จะอบรมจิตใจให้เป็นความสงบเย็น จนกระทั่งสว่างไสวได้เอามาอวดกันบ้าง สำหรับผู้ภาวนาด้วยกันหนึ่ง ผู้ไม่เคยภาวนาหนึ่งให้เขาได้ยินบ้างจากผลแห่งการบำเพ็ญของเรา ซึ่งปรากฏขึ้นมาเป็นความสว่างไสวและเล่าให้เพื่อนฝูงฟัง พอที่จะเป็นเครื่องดูดดื่มจิตใจนะ อย่างนี้ไม่ค่อยมี

เพราะฉะนั้น เราไปที่ไหนจึงต้องสอน ช่วยโลกมาเป็นเวลา ๔-๕ ปีนี้แล้ว เราจะสอนเกี่ยวกับเรื่องจิตใจ ๆ โดยเฉพาะ ๆ นะ ทุกแห่งทุกหน เป็นคู่เคียงกับวัตถุ วัตถุก็เชื้อเชิญบรรดาพี่น้องทั้งหลายให้ขวนขวายเข้าสู่จุดรวม เช่นช่วยชาติ เราก็สอนและคอยบิณฑบาตเงินทองข้าวของเพื่อคลังหลวงของเรา ซึ่งเวลานี้กำลังบกพร่องมาก เราก็สอนและบรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลายก็ขวนขวายตามนั้น ทองคำเวลานี้ก็ได้ตั้ง ๕ ตันกว่าแล้วนะ แน่ใจว่าจะได้อีกวันที่ ๑๐ ธันวาฯ ซึ่งเป็นวันธนาคารชาตินี้อีกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ กิโล เป็นวัตถุอันหนึ่ง สอนเพื่อนำอันนี้เข้าสู่คลังหลวง

พวกดอลลาร์เงินสดก็เหมือนกัน เหล่านี้เป็นด้านวัตถุ บรรดาพี่น้องทั้งหลายก็มีความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน บริจาคตามกำลังโดยลำดับลำดา ผลก็เห็นอย่างนี้ เวลานี้ทองคำก็ได้เข้าสู่คลังหลวงตั้ง ๕ ตันกว่าแล้ว ทางด้านวัตถุก็เพิ่มพูนขึ้นมา ดอลลาร์ดูเหมือนได้ ๗ ล้านแล้วเวลานี้ ส่วนเงินสดแยกไปทางทองคำ ๙๔๑ ล้าน นอกจากนั้นกระจายออกไปทั่วประเทศไทยเราทุกภาค เช่นสร้างโรงพยาบาล โรงร่ำโรงเรียน สถานสงเคราะห์ คนทุกข์คนจนเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีเงินรักษา มาขอร้องจากเรา เราให้ ๆ ๆ ๆ หมด ไม่เคยปฏิเสธหรือปัดเลยว่าแม้รายเดียว นี่คือเงินจำนวนเหล่านี้แหละ ที่ช่วยโลกสงสาร

เห็นผลจากพี่น้องทั้งหลายที่มีความพร้อมเพรียงสามัคคีซึ่งกันและกัน ต่างท่านต่างบริจาค โลกจึงได้รับความร่มเย็นหนาแน่นขึ้นโดยลำดับ เช่นโรงพยาบาล ขาดแคลนนี้ก็ค่อยบรรเทาขึ้น โรงร่ำโรงเรียนก็ไม่ทราบว่ากี่สิบหลัง โรงพยาบาลก็กี่สิบหลัง ตึก ๆ นะ นี่เราพูดแต่ส่วนใหญ่ ๆ นี่ก็กำลังของพี่น้องชาวไทยเราร่วมมือร่วมใจกัน เป็นความเสียสละจากเราที่ถือพุทธศาสนา มีความเมตตาสงสารซึ่งกัน มีการทำบุญให้ทาน นี่ทางด้านวัตถุ

ทางด้านนามธรรม คือจิตตภาวนา การอบรมจิตใจให้มีความสงบเย็น อันนี้ไม่ค่อยมีผู้นำ และไม่ค่อยมีใครสอน จะเนื่องจากเหตุการณ์ใดเราก็พอทราบได้ด้วยกัน เราแย็บออกมาอีกทีหนึ่งว่า ที่ไม่มีผู้สอนก็อาจจะไม่มีผู้ทำ พอรู้พอเห็นให้สอนกันบ้างก็ได้ และไม่สนใจเลย ก็ไม่ทราบจะเอาอะไรมาสอนกันทางจิตตภาวนา ตัวเองก็ไม่สนใจ แล้วก็ต่างคนต่างไม่สนใจทางจิตตภาวนา ศาสนาก็เลยมีแต่กิ่งแต่ก้านสาขาดอกใบ การทำบุญให้ทาน สงเคราะห์สงหาทั่วโลกดินแดนนี้เป็นกิ่งก้านออกมาจากหัวใจที่เราฝังลึกว่าเราเชื่อพุทธศาสนา

แต่ธรรมที่เรารู้ขึ้นจากการภาวนาของเราให้เป็นพลังอันสำคัญที่จะดูดดื่มคือการสร้างความดีทั้งหลาย ทางด้านวัตถุ ด้านใดก็ตามให้กว้างขวางออกไปนั้นไม่ค่อยมี เพราะจิตใจไม่ได้อบรม พอเป็นทุนเป็นรอนหรือเป็นกำลังของตัวเอง ที่จะผลักดันความดีทั้งหลายให้กระจายหนักขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้เองพุทธศาสนาเราจึงบกพร่องทางด้านจิตตภาวนา เมื่อบกพร่องทางนี้แล้วมันโอนเอนได้จิตใจนะ ถ้ามีจิตตภาวนาเข้าฝังลึกปรากฏในจิตใจแล้วจะไม่เอนง่าย ๆ นะ มันฝังลึกเป็นลำดับลำดา

การให้ทานยิ่งหนักแน่นขึ้น แต่ก่อนก็เป็นนิสัยอยู่แล้วนะ ทีนี้พอจิตของเราฝังลึกลงในธรรมสำคัญ ๆ อันนั้นแหละเป็นเหตุให้ดลบันดาลจิตใจของเรา การให้ทาน เคยทำอยู่แล้วมันยังดูดดื่มเข้าไปอีก หนักเข้าไปอีก การรักษาศีล การระมัดระวัง ความดีความชั่ว จากภัยทั้งหลาย มันก็หนักเข้า ๆ การทำบาป คนที่เคยทำบาป เบาลง ๆ นี่ละอำนาจแห่งจิตตภาวนา มันบอกเองนะ ไม่มีใครบอก มันก็บอก เพราะเราละอายในใจของเราต่อบาปต่อกรรมทั้งหลาย เราจะไปทำอะไร ทำที่ไหนมันก็เป็นหัวใจดวงที่จะทำ พอว่าจะทำสิ่งนั้นปั๊บมันสะดุดกึกแล้ว มีธรรมเตือน มันหยุดกึก ๆ

แม้ที่เคยทำบาปมากมาก็ลดลงๆ นี่อำนาจของจิตตภาวนา เตือนอยู่ภายใน อย่างน้อยมีสงบร่มเย็นภายใน ความสุขทั้งหลายที่เราหาตั้งแต่วันเกิดมาจนกระทั่งป่านนี้ทั้งท่านทั้งเรา ทั่วโลกดินแดน ใครได้เอาความสุขนี้มาอวดกันบ้าง จากวัตถุนั้นวัตถุนี้ จากตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง ยศถาบรรดาศักดิ์ บริษัทบริวาร ใครมีมากกว่ากันเอามาแข่งกัน และเป็นความสุขในการแข่งด้วยอย่างนี้ไม่มี เรื่องโลกต่างคนต่างดีดต่างดิ้นเพราะเป็นเรื่องของโลก เป็นเรื่องทางกิเลส ดีไม่ดีหลอกคนให้หนักเข้าไปอีก ให้หลงจนกระทั่งลืมเนื้อลืมตัว ไม่ระลึกถึงจนกระทั่งความตายก็ไม่ระลึก ทั้ง ๆ ที่เราจะตายอยู่เหมือนโลกทั่ว ๆ ไปก็ตาม แต่ความเพลิดความเพลินให้ลืมเนื้อลืมตัวมันปิดความตายเสียหมด ความเฒ่าแก่ชรา มันไปไม่ได้หาไม้เท้ามาค้ำมายันไป เห็นไหมมันถอยง่าย ๆ เหรอกิเลสลากคน

เรื่องกิเลสมันปิดบังจิตใจ ทีนี้พอภาวนาเข้าไปแล้ว จิตมันค่อยสงบเย็นเข้าไป ความสุขอันนี้แข่งได้หมด ใครมีความสุขทั่วแดนโลกธาตุ ได้จากสิ่งนั้น ๆ มาอวดกัน ข้าได้เป็นเบอร์หนึ่ง เป็นความสุขไม่เคยมี แต่ทางด้านจิตตภาวนา ถึงไม่อวดก็รู้ เด่นขึ้นในหัวใจ ผู้ที่รู้ทั้งหลายยอมรับกันทันที พอจิตสงบเย็น ความสุขทั้งหลายจะมารวมนี้นะ ที่เราหาแทบเป็นแทบตาย หาที่ไหนมันไม่เจอ บทเวลามาเจอ เจอจิตที่มีความสงบ เพราะน้ำดับไฟ คำว่าน้ำได้แก่คำภาวนาของเรา เช่นพุทโธก็ดี ธัมโม หรือสังโฆ ตามแต่จริตนิสัยชอบ อานาปานสติก็ดี หรือมรณานุสสติ อันใดก็ตาม เอาเข้ามาบริกรรมใจของเรา ให้สติจ่ออยู่นี้

ไม่ต้องไปหวังพึ่งผลอะไร ไม่ต้องไปวาดภาพ เราภาวนานี้จะไปสวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้ หรือจะไปเป็นอะไร ไม่ต้องไปคิด เอาปัจจุบัน มีสติจ่ออยู่ตรงนี้นะ เมื่อจิตเมื่อได้รับการบำรุงรักษาด้วยสติและธรรมคือคำบริกรรมนั้นแล้ว จะค่อยสงบตัวลง พอสงบตัวลงไปมากน้อย ความสุขจะเด่นขึ้น ๆ ทีนี้ไม่ต้องวัดมันก็รู้แล้ว อ๋อ ความสุขอย่างแท้จริง เอาแค่นี้ก่อนนะว่าอย่างแท้จริง ขึ้นเป็นแท้จริงแล้วนะ ยังไม่ถึงไหนแหละ เพราะเราไม่เคยเจอ พอมาเจอเข้าแล้วมันตื่นมันเต้น อ๋อความสุขแท้ ๆ มาอยู่ที่ใจ แท้จริงแล้วอยู่ที่ใจ

ทีนี้มันขยับเข้า ๆ ยิ่งจิตรวมลงผึง นี่เป็นอัศจรรย์เป็นขั้น ๆ นะ ให้ท่านทั้งหลายฟังจากการปฏิบัติ นี่ได้ปฏิบัติมาแล้ว สอนโลกมานี้ได้เป็นเวลา ๕ ปี นานหรือไม่นาน เราก็ไม่เคยคิดเคยคาดว่าจะได้สอนโลกอย่างนี้ แต่คงเป็นนิสัยวาสนาดวงชะตาของชาติไทยเรา มันเกี่ยวมันโยง สัมผัสสัมพันธ์กัน ไปที่ไหนคนก็เชื่อ หลวงตาไม่ได้อวดนะ คือพูดตามหลักความจริง ไปเทศนาว่าการที่ไหนก็ไม่เห็นใครแสดงความรังเกียจ การดำเนินของเราเพื่อพี่น้องทั้งหลายดำเนินด้วยความราบรื่น หาที่ตำหนิตัวเองก็ไม่ได้ ว่าได้มีทุจริตต่อพี่น้องทั้งหลายแม้แต่บาทเดียวเราก็ไม่เคยมี ฟังสิเงินจำนวนเท่าไร ทองคำ ดอลลาร์ ไม่มีนะ หลวงตาเรียกว่าไม่มีแม้แต่บาทเดียว

นั่นละบริสุทธิ์กับพี่น้องทั้งหลายขนาดนั้นด้วยความเมตตานี้เองนะ แล้วก็ทำมาตลอด แล้วใครจะมาตำหนิ เราก็ยอมรับเหตุผลที่ไปจากเราเป็นยังไง เหตุผลข้างนอกที่เข้ามารับกัน เขาจะมาตำหนิเราได้ยังไง นอกจากพวกเปรตพวกผีมันหาแต่ที่ตำหนิ เช่นอย่างหลวงตาสงเคราะห์โลกจนไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว เขาก็หาว่าหลวงตาเอาเงินมาจากพี่น้องชาวไทยเรามาเข้าพุงตัวเองหมด อันนี้เป็นเรื่องปลิ้นปล้อนหลอกลวง อย่าเอามาเป็นประมาณนะ เราสร้างดีต้องดีตลอด เราภูมิใจ

ทีนี้พี่น้องทั้งหลายซึ่งมีเจตนาเพื่อความดีด้วยกันแล้ว จะตำหนิกันได้ลงคอยังไง ไม่ตำหนิ นี่แหละที่หลวงตาพาดำเนินอยู่เวลานี้ แล้วการแนะนำสั่งสอน หลวงตาก็ไม่สงสัยในอรรถในธรรม ทุกขั้นของธรรม ตั้งแต่ธรรมขั้นพื้น ๆ สอนอย่างแม่นยำเลย ขั้นใด ๆ สอนอย่างแม่นยำ ถอดออกมาจากหัวใจเพราะได้บำเพ็ญที่หัวใจ ผลเกิดขึ้นที่หัวใจ รู้ที่หัวใจ ถอดจากหัวใจมาสอน จึงเป็นที่แน่นอน ๆ การสอนไปแล้วไม่ว่าหนักเบามากน้อย สำนวนโวหาร การเทศนาว่าการจะหนักหรือเบาขนาดไหน กว้าง แคบ ลึก ตื้นขนาดไหน เราไม่เคยนำมาวิพากวิจารณ์ ว่าเราไปเทศนาว่าการที่นั่นที่นี่ เราได้ไปพูดเบาไปหรือหนักเบา หรือดุด่าว่าการประการใดบ้าง อย่างนี้เราไม่เคยมี เพราะพร้อมแล้วทุกอย่าง

ควรจะหนักก็หนักไปพร้อม ควรจะเบาเบาไปพร้อม พอดีไปพร้อม จบแล้วหายเงียบเลย ไม่วินิจฉัย เพราะถูกต้องแล้ว เหมือนเขาถากไม้ เขาถากไม้ ไม้ตรงไหนที่ควรจะถากให้เรียบ ๆ เช่นไม้ที่ตรง ๆ เขาก็ถากเรียบ ๆ ตรงไหนคดงอเขาก็หนักมือเข้าไปในการถาก สุดท้ายเขาก็ไม่เป็นอารมณ์ในการถาก ว่าถากไม้ตรงนั้นหนักมือไป เบาไปไม่มี เขาไม่เห็นมีคิดอะไรกับเรื่องการถากไม้ เพราะเขาเชื่อฝีมือเขา อันนี้ก็เชื่อธรรม เมื่อธรรมได้ปรากฏขึ้นในหัวใจแล้วควรที่จะเทศน์หนักเบามากน้อยเพียงไร หากเป็นความดีกันในการแนะนำสั่งสอน เช่นเดียวกับเขาถากไม้พอดีกับไม้ชนิดต่าง ๆ ตรงบ้าง คดบ้าง งอบ้าง เขาจะหนักมือ เบามือไปตามลำดับลำดา

เพราะงั้น การสอนโลก เราจึงพูดได้อย่างองอาจกล้าหาญ กล้าหาญนี่เลยโลกไปอีก ไม่ใช่กล้าหาญธรรมดา ไม่มีสะทกสะท้าน สามแดนโลกธาตุ เราไม่เคยมีอะไรเหนือธรรมไปได้เลย ออกปั๊บนี่ธรรมก็จ้าไปหมดแล้ว ครอบโลกธาตุไปหมด แล้วอะไรจะมาเหนือ ภาษาถังขยะของกิเลสมันเหนือธรรมที่ไหนมา ไม่เคยมี มีแต่ธรรม ท่านเรียกว่า โลกุตตรธรรม แปลว่าธรรมเหนือโลกตลอด เวลาออกตามหลักความจริง เป็นความจริงแล้วถูกต้องแล้วออกได้ด้วยกัน ไม่ว่าพระพุทธเจ้า ไม่ว่าสาวก องค์ใดก็ตาม ท่านจะออกได้เต็มภูมิของท่าน โดยไม่มีความสะทกสะท้าน เพราะความจริงเป็นอันเดียวกัน ท่านสอนอย่างนั้น

นี่ก็ได้มาสอนพี่น้องทั้งหลาย ทางด้านจิตตภาวนาไม่ค่อยมีใครสอน อย่างน้อยก็อาจไม่มีใครทำ หรือไม่มีใครทำและไม่มีใครรู้ เมื่อเป็นอย่างนั้นจะเอามาสอนได้ยังไง เมื่อมีธรรมอยู่มากน้อยมันก็ต้องรู้ ยิ่งรู้ ๆ รู้เต็มหัวใจมันอยู่ได้ยังไง เมื่อสมควรจะสงเคราะห์กัน เราเป็นเศรษฐีทั้งคน เขาเป็นคนทุกข์คนจนคลานเข้ามาหาเรา ขอเงินสักห้าบาท สิบบาท เรามีเงินเป็นล้าน ๆ ทำไมจะให้เขาไม่ได้ เงินเรามีมาก มันก็ยื่นให้กันจนได้นั่นแหละเรา

อันนี้เมื่ออรรถเมื่อธรรม เมื่อมันมีขึ้น ๆ ความเมตตาสงสารมันก็มาพร้อมกัน เมื่อมาพร้อมกันแล้ว ควรจะออกหนักเบามากน้อยมันก็ออกเต็มเหนี่ยวได้เลย อย่างที่สอนพี่น้องทั้งหลายเรียกว่าภาษาธรรม ภาษาธรรมไม่เหมือนโลก โลกไม่เคยได้ยินภาษาธรรม ถ้าได้ยินก็ได้ยินคราวที่หลวงตาออกมาช่วยชาติ เรานำภาษาธรรมมาพูดจึงคัดต่อภาษาของกิเลส หูกิเลส ใจกิเลสมาตลอด ถึงขัดก็ตาม เหมือนสิ่งสกปรกชะล้างกันไปเรื่อยเลย สกปรกตรงไหนค้านไม่ค้านก็ตาม มันสกปรกมากน้อย สาดน้ำไปตามสถานที่ที่มันสกปรกมากน้อยให้สะอาด ๆ ได้ เป็นที่พอใจ

อันนี้ธรรมะสอนโลกก็แบบเดียวกัน การสอนจึงไม่ได้คำนึงว่าเทศน์นี้หนักเบาไป หรือกว้างเกินไป ลึกเกินไปไม่มี พอดี ๆ กับผู้รับฟัง นี่ก็ได้สอนทางด้านจิตใจ ทางด้านภาวนาเพราะไม่มีใครรู้ใครเห็น นี่มันจ้าอยู่จะให้ว่าไง นี่พูดกับพี่น้องทั้งหลายพูดอย่างนี้ อวดท่านทั้งหลายแล้วเหรอ กิเลสเท่านั้นที่จะมาหาเรื่อง ทั้ง ๆ ที่มันไม่เคยบำเพ็ญธรรม กิเลส มันถือธรรมเป็นข้าศึกดั้งเดิม พอธรรมโผล่ขึ้นเหนือกิเลสมันจะตีปุ๊บ มันไม่ยอมให้ธรรมโผล่ขึ้นมา

ถ้าเรื่องของกิเลสโลภเท่าไรยิ่งดี ได้โกรธเท่าไรยิ่งดี มีเมียตั้งสิบคน ยี่สิบคน มีผัวร้อยคนยิ่งดี ๆ เรื่องของกิเลสไม่พอ เรื่องธรรมพอดีปุ๊บ มีผัวเดียวเมียเดียวพอแล้ว วิ่งหาอะไร ผู้หญิงมันมีกี่อัน ผู้ชายมีกี่อัน หญิงในโลกนี้มีกี่อัน แล้วหญิงเมียเรามีกี่อัน ผู้ชายในโลกนี้มีกี่อัน เทียบปั๊บมันมีเหมือนกันแล้ว วิ่งหาอะไร นั่นธรรม เท่านั้นอยู่กันเป็นสุข สามีภรรยาอยู่กันเป็นสุข ๆ ไม่ต้องทะเลาะเบาะแว้ง ระแคะระคายถึงขนาดที่ว่าทะเลาะแล้วก็แตกจากกัน เพราะการกินไม่พอ กินไม่อิ่มคือกิเลส ธรรมะใส่เข้าไป พอ ๆ ผัวเดียว เมียเดียวพอแล้ว นี่เรียกว่าภาษาของธรรม

พูดถึงเรื่องอรรถเรื่องธรรมภายในใจ เวลามันเกิดขึ้นมากน้อยนี่มันจะกระจ่างออก ๆ ภายในใจ แต่ก่อนมันมืดมันบอด ตั้งแต่วันเกิดมา ไม่เคยคาดเคยคิดว่ามันจะได้รู้ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ที่รู้เห็นขึ้นมาจากการภาวนา แต่เวลาเราทำลงไปแล้ว ทำถูกทาง ทางที่รู้เห็นมันก็ต้องรู้เห็นจนได้นั่นแหละ ต่อไปก็กระจ่างๆ เต็มภูมิของตัวเอง เมื่อเต็มภูมิของตัวเองแล้ว ไม่ว่าท่านผู้ใด พระพุทธเจ้าพระองค์ใด สาวกองค์ใดก็ตาม ท่านจะพูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยของท่าน ไม่มีความสะทกสะท้าน ธรรมประเภทนี้ไม่ค่อยมีในหัวใจของโลก เพราะงั้นจึงขอให้ท่านทั้งหลายได้อบรมภาวนาบ้าง

ตอนกลางค่ำกลางคืนเป็นเวลาพักสงบเพื่อหลับเพื่อนอน ก่อนจะหลับจะนอนให้มีการภาวนา พุทโธ ธัมโม หรือสังโฆประจำใจบ้าง ทุกวัน ๆ ไม่ได้มากขอให้ได้ทุกวัน ถึงเราไม่รู้ไม่เห็นอะไรก็ตาม ผลที่เราทำอยู่นั้นจะฝักตัวอยู่ภายในจิตใจของเรา ถ้าพูดภาษาแพทย์เขาเรียกฝักตัว พูดภาษาธรรมรู้สึกจะหยาบไป เหมือนว่าเคารพไม่พอ เรียกว่าซึมอยู่ในนั้น พูดอย่างนี้เหมาะดี หลายครั้งหลายหนก็แสดงตัวออกมา สงบร่มเย็นแล้วก็ค่อยสว่างไสว ดีกระจายออกไป สิ่งเหล่านั้นมีอยู่เมื่อไรๆ จิตนี่มันมืดบอด มันไม่เห็น พอมันกระจ่างไปมันก็รับกันเลย

ทีนี้เราปฏิเสธได้ไหมว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มี เมื่อเราเห็น เราลืมตาปั๊บนี่ต้นไม้มีอยู่แล้ว เราหลับตาเราไม่เห็น พอลืมตาขึ้นมาปฏิเสธได้ยังไงว่าต้นไม้ไม่มี มันก็มีก่อนที่เราไม่เห็น อันนี้ธรรมชาติ สิ่งทั้งหลาย พวกเปรต พวกผี สัตว์ทั้งหลายทั่วแดนโลกธาตุ แต่ใจมันบอดมันไม่เห็น พอใจกระจ่างขึ้นมานี้เห็นหมด จะไม่มีอะไรมากยิ่งกว่าสัตว์โลกประเภทต่างๆ ที่เสวยกรรมตามอำนาจแห่งกรรมของตนนี้เต็มท้องฟ้ามหาสมุทร ไม่ว่าในน้ำบนบกมีเหมือนกันหมด เต็มไปหมด นี่เวลามันจ้ามันเห็นหมด นี่ล่ะธรรมอัศจรรย์ อัศจรรย์ที่ใจ เรื่องที่จะมาแข่งขันกันภายนอกไม่ต้อง เห็นอันนี้พอ ๆ มีแต่ความเมตตาล้วน ๆ ออกต่อโลกต่อสงสาร

เราจึงอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้อบรมจิตใจ ให้พอมีความสงบร่มเย็นบ้าง มันมีหลายขั้นนะใจ ธรรมเราบำเพ็ญเข้าไป แล้วจะก้าวขึ้น ๆ เต็มภูมิวาสนาของเรานั้นแหละ ก้าวไม่ถอยก็เจริญขึ้น ๆ เอาจนเต็มหัวอก เต็มวาสนาของเราแล้วอยู่เอง รู้เห็นอะไรมันก็ไม่ต้องไปถามใคร ไม่ต้องไปหาสักขีพยาน เจออะไรปั๊บไม่เคยเห็นมันก็ยอมรับ ๆ ทันที นี่แหละอำนาจแห่งความแปลกประหลาดอัศจรรย์ภายนอกจากจิตที่ทรงตัวเป็นมหัศจรรย์ล้นพ้นแล้ว ยังแสดงความแปลกประหลาดให้เราเห็นอีก อันนั้นเป็นกิ่งก้าน พวกเปรต พวกผี พวกนรกอเวจี สวรรค์ชั้นพรหมนี้นอกจากใจนี้ออกไป ตัวใจที่ทรงมหาคุณอยู่แล้วอันนี้เป็นเอก อันนี้สำคัญมาก ขอให้ได้อันนี้ไม่มากก็ตาม

เราอย่าไปคาดสวรรค์ชั้นพรหม เปรต ผีอะไรเลย ให้ดูตัวใจกับภาวนา เวลาเท่านี้พอแล้ว มันก็กระจายของมันไปเอง ควรรู้รู้เอง ควรเห็นเห็นเองนะ นี่เราเป็นห่วงโลกมากตอนนี้ การภาวนาไม่ค่อยมีในชาวพุทธเราเลย ซึ่งเป็นหลักธรรมชั้นเอก ประจำพุทธศาสนา พุทธศาสนาแท้อยู่ที่ภาวนา รากแก้วรากฝอย เป็นแก่นก็อยู่ที่นี่หมดนะ พากันอบรมภาวนา เราก็สร้างความดีของเรา ทีนี้ไปเกิด ไปเถอะน่ะ ไม่ว่าทางบาปทางบุญ กรรม กรรมดี กรรมชั่ว ใครทำลงไปของผู้นั้น ถ้าเป็นกรรมชั่วก็เป็นภัยแก่ผู้นั้นโดยตรง ถ้าเป็นกรรมดีก็เป็นผู้พึ่งเป็นพึ่งตายกับความดีอันนั้นเอง ไปเลย

ถ้าลงนรกก็ไม่ต้องมีใครถาม เป็นเอง ไปเอง กรรมนั่นแหละบังคับให้ไป พาไปสวรรค์ นิพพาน ก็คือกรรมดีพาไปเอง อันนี้ไม่ต้องมีใครบอกทาง ขอให้ทำเสียตั้งแต่บัดนี้ เวลามีครูมีอาจารย์ท่านสอนหรือท่านบอกทาง ให้ทำเสียตั้งแต่บัดนี้ ตายแล้วไม่ต้องไปหาทาง ไม่ต้องไปถามใคร จะไปเองเบื้องหน้ากาลกุศลนี้นะ วันนี้พูดเพียงเท่านี้นะ

www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก