มีข้อบังคับตัวเองวันเข้าพรรษา
วันที่ 31 กรกฎาคม. 2547 เวลา 8:20 น. ความยาว 55.22 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

มีข้อบังคับตัวเองวันเข้าพรรษา

 

         (หลวงตาครับ พล.ต.ท.อุดม เจริญ ออกทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับพระที่ไปประชุมที่วัดอโศการาม เขาบิดเบือนความจริง) พวกนี้มีตั้งแต่อย่างนี้ๆ ตลอดนะ (เขาบอกพระเราไปประชุมแค่ ๓๐๐ รูป ที่จริงมัน ๘,๕๐๐ กว่า) มัน ๘ พันกว่า มีลงทะเบียนบัญชีไว้เรียบร้อย ความจริงพระไปประชุมที่วัดอโศการาม ๘ พันกว่ารูป มีบัญชีตลอด องค์ไหนมาเข้ากองบัญชีๆ นี่มันมาโกหกว่า ๓๐๐ องค์ อุดม เจริญ มันเจริญทางไหนก็ไม่รู้ มันหลอกโลกเก่งที่สุด อุดม เจริญ นี่ วิษณุนี่คนหนึ่ง สองกษัตริย์นี้เก่งมากทีเดียว เที่ยวต้มเที่ยวตุ๋นเที่ยวหลอกเที่ยวลวงมนุษย์มนา เขาว่าเป็นสถาบันต้มตุ๋น สถาบันกาฝาก มหาภัยกินชาติกินศาสนากินพระมหากษัตริย์ เขายกชื่อว่าสถาบันนะ สถาบันกินชาติ กลืนศาสนา กลืนพระมหากษัตริย์ สองสามตัวนี่สำคัญมากนะ นี่กำลังอ่านข้อบิดเบือนอยู่เวลานี้ บิดเบือนความจริงที่วัดอโศการาม

เขาว่า ๓๐๐ พระท่านลงทะเบียนบัญชี ในกองบัญชี เข้าลงบัญชีจำนวนเท่าไร ท่านออกมาด้วยความถูกต้องแม่นยำ นี่มันหลอกโลก เอ้าอ่าน อ่านคำหลอกโลก สถาบันหลอกโลก เอ้าอ่านไป (พล.ต.ท.อุดม เจริญ ผอ.สำนักพุทธฯ ให้สัมภาษณ์ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อ ๗.๓๕ น.โดยให้สัมภาษณ์ว่า การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ทางรัฐบาลและมหาเถรสมาคมได้ทำการถูกต้องตามขั้นตอน และขบวนการตามกฎหมายทุกอย่าง และพูดต่อไปอีกว่าการเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์วัดป่าที่มาประชุมที่วัดอโศการาม สมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๔๗ ตามที่ปรากฏตามข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับนั้น

พล.ต.ท.อุดม ชี้แจงให้พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศว่าไม่เป็นความจริงตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ได้ให้เจ้าหน้าที่ของฝ่ายเราไปดูแล้ว ปรากฏว่ามีพระมาประชุมเพียง ๓๐๐ รูป) พวกที่ไปดูก็คือพวกโกหกเข้าไปดู ความจริงพระ ๘ พันกว่ารูป พระท่านลงทะเบียนบัญชี มีกองทะเบียนๆ ลงบัญชีเรียบร้อยออกเป็นความจริง ๘ พันกว่ารูปชัดเจนมาก นี่มันเอาคนไปดูก็คือพวกโกหกด้วยกันไปดู มีเท่าไรก็โกหกออกมาอย่างนี้ละ เอ้าอ่านต่อไป

(ให้เจ้าหน้าที่ไปดูแล้วมีพระเพียง ๓๐๐ รูป รถยนต์ ๔๐ คัน) มันตาบอดหรือพวกไปดูนั่น มันแต่งแต่คนตาบอดไปดูซิ คนตาดีลงทะเบียนไว้ตั้ง ๘ พันกว่า นี่คนตาบอดไปดูก็มาลูบจมูกประชาชนอีกแล้ว (เขาว่ามีพระ ๓๐๐ รูป มีรถ ๔๐ คัน แต่ละคันมีประชาชนโดยสารมา ๒๐-๓๐ คนเท่านั้น จึงชี้แจงมาให้พี่น้องพุทธศาสนิกชนได้ทราบ และกล่าวต่อไปว่า การเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์วัดป่าไม่เป็นความจริง จบแค่นี้ครับ) ที่เป็นความจริงก็คือความจอมปลอมที่กำลังหลอกต้มอยู่เวลานี้ใช่ไหมล่ะ เขายกชื่อของเขาว่าสถาบัน เมื่อวานนี้เราขึ้นรถมาเห็นใบปลิวเขาออกที่สนามหลวง ใบปลิวมีรูปของหลวงตาบัวหนึ่ง ทองก้อนหนึ่ง ว่าอันตราย เขาว่างั้น พวกเราต้องรีบกำจัด ไม่งั้นมันจะทำลายสถาบัน สถาบันกาฝาก มหาภัย สถาบันต้มตุ๋นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นี่สถาบันของเขา ให้กำจัดนะสองคนนี่ อันตราย เป็นอันตรายต่อสถาบันกลืนชาติ กลืนศาสนา กลืนมหากษัตริย์ของเขา

(อันนี้ของจริงครับ จากพระที่ไปประชุมที่วัดอโศการามครับ ๑.พระไปประชุม ๘,๕๒๔ รูป) นั่นเห็นไหมล่ะ นี่คือความจริง (ท่านประชุมเรื่องดังต่อไปนี้นะครับ เรื่องที่หนึ่ง การยื่นรายชื่อขอให้ถอดถอนนายวิษณุ เครืองาม ออกจากตำแหน่ง ๒. ไม่รับมติการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ๓.มีมติให้ลงลายมือชื่อถวายความจงรักภักดี ถวายพระราชอำนาจคืนแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการปฏิบัติต่อสมเด็จพระสังฆราชทุกกรณี ๔. หนังสือพิมพ์ที่ไปเผยแพร่ทั่วโลก ลงภาพโถส้วมที่นำไปมอบให้ สว. ๒๕ คน ที่ให้สัมภาษณ์ข่มขู่ประชาชนทั่วๆ ไปว่า จะยื่นลายมือชื่อมาทำไม ไม่มีประโยชน์ หนังสือพิมพ์ต่างประเทศเขาเอาไปลง ลงภาพโถส้วมประกอบกับ สว.ด้วย)

สว.เขาแปลว่ามหาโจรหรือไง (ถ้าแปลตามที่เขาบัญญัติไว้ก็ว่า สมาชิกวุฒิสภา) (ดร.วิษณุ ได้ให้สัมภาษณ์โต้ตอบว่า รัฐบาลได้ทำถูกต้องตามกระบวนการทุกอย่าง ถ้าทนไม่ได้ก็จะฟ้องกลับคุณทองก้อน) ให้ฟ้องมา ยกโคตรมาฟ้อง (หนังสือพิมพ์ได้นำคำเทศน์ของหลวงตาลง มีบางส่วนว่า มีคนสกปรกในรัฐบาล จึงทำให้ประชาชนเดือดร้อนวุ่นวายทั่วประเทศไทย) จะให้ว่ามีแต่คนสะอาดทั้งนั้น ว่างั้นเหรอ หรือจะให้ตอบว่าไง หมดแล้วเหรอ (ครับ) เราอยากให้หมดตั้งแต่ยังไม่อ่านจะว่าอะไร มันกวนสูบบุหรี่เรา เห็นไหมควันถมดัง ถมจมูกนี่

มีพระองค์หนึ่งเป็นเพื่อนกันชื่อกอง มีนิสัยตลก เราบวชใหม่ ท่านบวชก่อนเรา ๑ ปี เราขึ้นไป พระท่านสูบบุหรี่คุยกัน มีแต่พระใหม่ๆ สูบบุหรี่ พูดทำท่าเหมือนเสียด้วยนะ เอ้อ พระใหม่เหล่านี้บวชมามันได้ดูธรรมวินัยไหม มันพึ่งบวชนี่ สูบบุหรี่มันได้พินทุอธิษฐานหรือเปล่า อ้าว การสูบบุหรี่ก็ต้องพินทุอธิษฐานหรือ อู๊ย ยังไม่รู้พระวินัยหรือ ขึ้นอีก ทำท่าขู่อีก ยังไม่รู้หรือพระวินัยน่ะ สูบบุหรี่ทำไมไม่พินทุอธิษฐาน แล้วพินทุอธิษฐานว่ายังไง ไม่รู้นี่นะพึ่งบวชมา ของง่ายๆ แค่นี้ก็ยังไม่รู้อีก ทำท่าย้ำเข้ามา แล้วว่าง่ายน่ะว่ายังไง ก็ว่า อิมัง ควันถมดัง อธิษฐามิ โอ๊ย บักห่า เราอยากว่าอย่างนี้ มันตลก พูดมียิ้มนิดเดียวเท่านั้น ไม่หัวเราะ อย่างมากยิ้มนิดหนึ่ง โฮ้ มันก็มีหัวทางนี้นะ

วันนี้คนมามากนะ แล้ววันพรุ่งนี้ก็จะมาก เพราะวันพรุ่งนี้เป็นวันเข้าพรรษา เข้าพรรษาก็คือฤดูฝน แปลแล้ว วสฺสํ ๆ พรรษา ก็คือตัว พ ออกจากตัว ว ภาษาบาลี พรรษาแปลว่าฤดูฝน วันนี้ยังเป็นฤดูร้อนอยู่ พอพรุ่งนี้ก็เป็นฤดูฝน นั่นละที่ว่าเข้าพรรษาในฤดูฝน เราลืมแล้วนะในพรรษานี้มีบิณฑบาตในวัดวันหนึ่ง เป็นวันนี้นะ เพราะวันพรุ่งนี้เป็นวันธุดงค์ท่านแล้ว ท่านถือธุดงค์เกี่ยวกับเรื่องอาหารการบิณฑบาตอย่างนี้ ท่านจะปฏิบัติแต่ตอนเช้าแล้ว เพราะฉะนั้นที่ว่ารับบิณฑบาตในวัดจึงเป็นวันนี้แน่นอน คืออันนั้นมันมีเครื่องบังคับอยู่ วันพรุ่งนี้ท่านเริ่มสมาทานธุดงค์แล้วนะ วันเข้าพรรษา อันใดที่ควรยึดปฏิบัติแต่เช้าท่านก็จะปฏิบัติไปเลย เช่นอย่างบิณฑบาตอย่างนี้ ท่านจะไม่รับอาหารที่ตามมาทีหลังๆ อันนี้เกี่ยวกับอาหารบิณฑบาตตอนเช้า ท่านก็ปฏิบัติแต่ตอนเช้าไปเลย ที่ปฏิบัติตลอดไปก็มี ปฏิบัติตอนเช้าก็ต้องเอาตั้งแต่เช้า

วันที่ ๑๖ เราไปเทศน์ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยนั้น ได้ยินกันบ้างหรือเปล่า (เขาออกวันที่ ๑๘ ครับ) คนที่ไปฟังในสถานีก็เยอะเหมือนกัน เราก็ตั้งใจเทศน์สงเคราะห์เป็นเวลา ๕๔ นาที ธรรมดาเทศน์เขามีเวล่ำเวลา แต่นี้เขาให้โอกาสเราเลย เราก็เทศน์ไปตามอัธยาศัย เห็นสมควรแล้วก็จบ เป็นเวลา ๕๔ นาที ได้เนื้อธรรมเยอะอยู่นะ เพราะการเทศน์ของเรา จะว่าเป็นไปตามนิสัยหรืออะไรก็ตาม พอเริ่มขึ้นแล้วจะเรื่อยเลย ไม่มีการหยุดพักเป็นวรรคเป็นตอนอะไร เว้นแต่ลมหายใจๆ สูดลมหายใจ แล้วตลอดไปเลยจนกระทั่งจบ วันนั้นก็ตั้งใจเทศน์สงเคราะห์ เพราะทราบแล้วว่าเทศน์นี้คนจะฟังทั่วประเทศไทย เราจึงตั้งใจเทศน์สงเคราะห์วันนั้น ที่สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นเขาจะออกทางไหนก็แล้วแต่ ส่วนอัดเทปคงมากละ อัดเทปก็ทั่วไปอีกเหมือนกัน

ไปกรุงเทพคราวนี้ไปเทศน์ที่สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยแห่งเดียว ไม่ได้ไปเทศน์ตามสถานที่ต่างๆ นอกจากเทศน์อยู่ในสวนแสงธรรมเท่านั้น นี้เทศน์ทุกวันทั้งเช้าทั้งเย็น เทศน์ตลอดเลย ก็พอดีกับที่สวนแสงธรรมมีสถานีวิทยุชุมชนของพวกเรา เปิดได้ตลอดเลย มีสถานีของเรานี่ละที่จะได้ฟังเทศน์ตลอดไป คือธรรมะต่างๆ นี้จะออก ธรรมะที่เทศน์ไปทั้งหลายนี่นะจะทยอยออกไปส่งไปที่สถานีนี้ละ สถานีชุมชนที่สวนแสงธรรม จะเทศน์ไปเรื่อยต่อไปเรื่อย จะได้ฟังทุกประเภทของธรรม เพราะที่เทศน์ไว้นั้นมีทุกประเภท เฉพาะที่เทศน์สอนพระล้วนๆ นี้มีธรรมประเภท เรียกว่า แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋ว ๆ ทั้งนั้น เทศน์นอกจากนั้นก็ทั่วๆ ไป

วันนี้เป็นวันประชุม เรียกว่า อาสาฬหะ คือวันประชุมรวม จะเข้าพรรษาวันพรุ่งนี้ วันนี้เป็นวันเพ็ญ เดือน ๘ เป็นวันรวมกันที่จะเข้าพรรษา เมื่อเข้าพรรษาแล้วพระท่านมีข้อวัตรปฏิบัติ  ท่านจะสมาทานธุดงค์ข้อใดเพิ่มเติมอีกในธุดงค์ ๑๓ ข้อ   ควรแก่กาลสถานที่เวล่ำเวลาต่างกัน ในพรรษานี้ท่านจะอธิษฐานในธุดงค์ ๑๓ ข้อ ท่านเคยรับอยู่แล้วข้อใด ปฏิบัติอยู่แล้วกับข้อใด แล้วท่านจะสมาทานเพิ่มเติมเข้าอีกในข้อใด เป็นเรื่องของพระที่ท่านมีธุดงควัตร เข้าใจไหม

ธุดงค์ แปลว่า เครื่องกำจัดกิเลสนั่นเอง กำจัดความสกปรกโสมม เรียกว่าธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลสตัวสกปรกโสมม ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ พี่น้องทั้งหลายกรุณาทราบทั่วหน้ากัน ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เช้าไปแล้ว ท่านจะไม่รับบิณฑบาตที่ตามมาดังที่เคยปฏิบัติ ท่านจะรับแค่หน้าวัดเท่านั้น ถือเอาเขตหน้าวัดอันเก่านี่นะ ไม่ใช่หน้าวัดอันใหม่ นอกนั้นท่านไม่รับ นี่เป็นธุดงค์ข้อหนึ่งซึ่งต้องปฏิบัติตอนเช้าไปเลย จากนั้นธุดงค์ต่างๆ ปฏิบัติตลอดเวลาก็มี อันตอนเช้าก็บังคับแต่เช้าไปแล้ว นี่พระท่านมีเครื่องบังคับท่าน สำหรับพระผู้มุ่งปฏิบัติต่อศีลต่อธรรมต่อมรรคผลนิพพาน ท่านจะไม่ลดละในการประพฤติปฏิบัติตัวตามร่องรอยแห่งศาสดาคือธรรมและวินัย นี่ละศาสดาของพวกเราทั้งหลาย คือธรรมและวินัย ท่านจะปฏิบัติอย่างเข้มงวดกวดขัน

เฉพาะวินัยนั้นท่านปฏิบัติสม่ำเสมอ เคร่งครัดมาตลอดอยู่แล้ว ส่วนธรรมนั้นท่านจะมีข้อเพิ่มเติม เช่น ธุดงค์ ๑๓ นี้เรียกว่าเป็นฝ่ายธรรม ส่วนศีลนั้นท่านปฏิบัติตั้งแต่บวชมาเรียบร้อยแล้ว ท่านปฏิบัติไม่มีการบกพร่องอะไรเลย ส่วนธรรมมีการเพิ่มเติม มีลดลงบ้างเป็นธรรมดา แต่อย่างไรก็ตามในพรรษาเช่นนี้บรรดาพระธุดงคกรรมฐาน ท่านจะเข้มงวดกวดขันในธรรมทั้งหลาย เช่น ธุดงค์ ๑๓ ข้อ เป็นต้น ท่านเข้มงวดกวดขันเพื่อองค์ของท่านนั่นเอง แล้วเราที่เป็นฝ่ายฆราวาสลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ก็ควรจะยึดข้อปฏิบัติในข้อใดก็ตามที่เป็นความสัตย์ความจริงต่อตนเอง เพื่อความดีงามทั้งหลาย

เช่น การให้ทาน เราก็เคยให้ทานอยู่แล้วตามปรกตินิสัยของเรา แต่ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ ไม่มีข้อบีบบังคับ เช่นวันไหนว่างหรือไม่ว่างอะไร ก็ไม่มีอะไรบีบบังคับ เป็นไปตามอัธยาศัย แต่เวลาเราเข้าพรรษาแล้วนี้ เช่นอย่างทาน นี่บีบบังคับตัวเองนะ วันหนึ่งจะไม่ให้ขาดการให้ทาน แม้ที่สุดได้ให้ทานพระองค์หนึ่งไปบิณฑบาต ทัพพีหนึ่งหรือข้าวก้อนหนึ่งก็เอา กล้วยลูกหนึ่งสองลูกก็ตามจะไม่ให้ขาดการให้ทาน ในพรรษานี้จะไม่ให้ขาดการให้ทาน ต้องได้ให้ทานทุกวันๆ นี่เรียกว่า ทานบารมีหนึ่ง สัจจะบารมีหนึ่ง มีความสัตย์ความจริงบังคับตนในการให้ทาน นี่ก็ให้พากันจำเอาไว้

ที่นี่พวกที่เคยสูบฝิ่นกินกัญชาสุรายาเมา อย่างน้อยในพรรษาที่ไม่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์กันเลยนั้น อย่างน้อยในพรรษาผู้ต้องการบุญการกุศลเป็นที่ระลึก เป็นหลักใจของตัวเอง ในพรรษานี้จะงดเว้นทั้งหมด สุรายาเมาอะไรเหล่านี้ไม่ใช่พวกยาเสพย์ติด อันนั้นมันเลยไปแล้ว เพียงสุรายาเมาที่กินกันทั่วประเทศไทยเรานี้ ตั้งแต่วันนี้ไปแล้วจะต้องปิดไปเลย ปิดปากไม่ให้มันดื่มสุรา เปิดใจไว้สำหรับรับความสัตย์ความจริงจากศีลจากธรรมปฏิบัติตน สุราจะไม่มาแตะ ตายก็ตายไปเลย ในสามเดือนนี้จะไม่แตะ นี่เรียกว่างดเว้น มีข้อบังคับตัวเองถ้าอยากเป็นคนดี ถ้าไม่อยากเป็นคนดีก็ปล่อยไปเรื่อย เลอะเทอะไปเรื่อย หมดคุณค่า ตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งถึงวันตายหาคุณค่าไม่ได้คนๆ นั้น คนที่มีคุณค่ามีสาระพอที่จะได้เกาะได้ยึดบ้างก็ต้องเป็นคนมีคำสัตย์คำจริง เช่นอย่างให้ทานไม่ละ วันหนึ่งแม้ไม่ได้มาก ได้ให้ทานพระองค์หนึ่งก็ยังดี เรียกว่าไม่ขาดการให้ทาน

การรักษาศีล เอ้า ศีล ๕ เอาให้สมบูรณ์บริบูรณ์ เป็นข้อบังคับเราอย่างนี้ การดื่มสุรายาเมางดเว้นทุกสิ่งทุกอย่างในบรรดาของมึนเมาเราจะไม่กินเลย นี่ก็เป็นข้อบังคับตัวเราเพื่อเป็นคนดีแต่ละข้อๆ ให้พากันจำเอาไว้ แล้วจะไหว้พระตามกำหนดไว้ จะไหว้พระได้มากน้อยเพียงไรในวันหนึ่งๆ เฉพาะอย่างยิ่งเวลาจะนอนให้ได้พระเสียก่อนเรียบร้อยแล้วนั่งภาวนา เอา เพียง ๑๐ นาทีนี้เป็นยังไง ในรอบวันหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมงขอเพียง ๑๐ นาทีเป็นการภาวนา เพื่ออบรมจิตใจเราให้สงบอารมณ์วุ่นวายทั้งหลาย จะได้หรือไม่ได้ ต้องทดสอบเจ้าของ บังคับเจ้าของ ไม่อย่างนั้นหาความดีไม่ได้นะ ไม่ได้มากละ เอาวันหนึ่งเวลาจะหลับนอนขอให้ได้ ๑๐ นาทีก็ยังดีใน ๒๔ ชั่วโมง ชั่วโมงหนึ่ง ๖๐ นาทีขอเพียง ๑๐ นาทีเท่านั้นจะไม่ได้เหรอ จะปล่อยให้กิเลสเอาไปถลุงเสียทั้งหมดเต็ม ๒๔ ชั่วโมงไม่สมควรอย่างยิ่งกับเราเป็นลูกชาวพุทธนะ ควรมีข้อบังคับตนเองนี่อันหนึ่ง ให้ทำจิตตภาวนาให้สงบใจ

เรื่องความสงบใจนี่สำคัญมาก เป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนาโดยตรง พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ด้วยการภาวนา พระสงฆ์สาวกที่เป็นสรณะของพวกเราบรรลุธรรมด้วยภาวนา ไม่ใช่ด้วยความขี้เกียจขี้คร้าน ด้วยเสื่อด้วยหมอนนะ ท่านบรรลุธรรมด้วยอรรถด้วยธรรม เราจะนำธรรมที่ท่านได้รับผลแล้วจากการภาวนามาภาวนาต่อตัวของเราจะไม่ได้เชียวเหรอ เพียง ๑๐ นาทีในวันหนึ่งๆ ต้องบังคับให้ได้ นี่เรียกว่าบังคับเจ้าของ

ธรรมท่านบอกว่าท่านไม่บังคับใคร แต่ใครอยากดีต้องนำมาบังคับตนเอง ใครอยากดีก็เอาธรรมนั้นมาบังคับตัวเอง นี่ก็เป็นแต่ละข้อๆ แล้วแต่จะตั้งคำสัตย์คำจริงใส่ตัวเอง เช่นการให้ทาน การรักษาศีล ๕ หรือพวกสุรายาเมาที่เคยดื่มสุรามาเป็นประจำนิสัย พอในพรรษานี้ตัดขาดสะบั้นไปเลย แล้วความชั่วอย่างอื่นๆ ที่ทำมาเป็นความเสียหายติดตามกันมาตลอด ทีนี้ตัดขาดๆ อย่างน้อยให้ได้ในพรรษา นอกจากนั้นยื่นออกไปๆ เป็นสมุจเฉทปหาน ละได้โดยเด็ดขาดตลอดไปเลยก็มี ให้พากันตั้งอกตั้งใจ

คนเราไม่บังคับตนเองไม่ได้นะ พระพุทธเจ้าบังคับพระองค์เองถึงขนาดสลบ ๓ หน ทุกข์หรือไม่ทุกข์ นี่ละพระพุทธเจ้าก่อนที่จะมาเป็นศาสดาของพวกเรา เป็นคติตัวอย่างด้วยการอดการทนการบังคับตัวเองได้เป็นอย่างดีเยี่ยมนะ เวลาตรัสรู้ขึ้นมาแล้วมาสอนโลก ก็ได้มาจากความอดความทน ความดัดแปลงตัวเองบังคับตัวเองนั้นแล ไม่ใช่ได้มาด้วยโกโรโกโสไม่มีหลักมีเกณฑ์ หาค่าหาราคาไม่ได้อย่างนี้ ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดมาตรัสรู้แบบนี้ ตรัสรู้มีตั้งแต่ตรัสรู้ด้วยข้อบังคับโดยอรรถโดยธรรมทั้งนั้นแหละ ทีนี้เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตก็ควรจะมีข้อบังคับเรา ให้ได้ตามกำลังของเรา

เช่นอย่างภาวนา ๑๐ นาที ใครจะกำหนดเอาธรรมบทใดที่ถูกกับจริตนิสัยของตนซึ่งเคยภาวนามาขาดๆ วิ่นๆ อะไรไป ได้ภาวนาเท่านี้สัก ๒ นาที ขาดไปเสียตั้งกี่วันถึงมาระลึกได้ ก็ให้มาบังคับตัวเอง ให้ได้วันละ ๑๐ นาที เอ้ามันจะตายจริงๆ หรือ ว่างั้นนะ บังคับตัวเอง วันคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมงขอเพียง ๑๐ นาทีมาบำเพ็ญจิตใจซึ่งเป็นของมีคุณค่า ธรรมอันมีคุณค่าเข้าหัวใจตนเองเพียง ๑๐ นาทีเท่านี้ไม่ได้เหรอ บังคับเข้าต้องได้ ว่างั้นเลย ไม่ได้ เอ้าขาดไปเสียคออย่าให้เหลือเลย คนไม่เป็นท่าคนหมดราคา ต้องเอาเจ้าของอย่างนั้น

ทีนี้เวลาทำลงไปมันจะมีนะ อย่างน้อยการภาวนามีอานิสงส์มากอยู่แล้ว เราจะรู้จะเห็นสิ่งใด ไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดก็ตามในขั้นเบื้องต้น ก็รู้บ้างไม่รู้บ้างเป็นธรรมดา แต่ผลหรืออานิสงส์ที่เกิดขึ้นจากการภาวนานี้มีอานิสงส์มากนะ ใครจะเอาพุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้มากำกับใจเป็นคำบริกรรม เช่น พุทโธๆ เป็นต้น มีสติกำกับใจของตน กำกับคำบริกรรมของตนในช่วงเวลา ๑๐ นาที เอาให้ได้ ว่างั้นนะ ถ้าท่านทั้งหลายอยากเป็นคนดี ต้องบังคับตนเองนะ ถ้าปล่อยเลยตามเลยจะเลอะเทอะไปหมดไม่มีใครดีแหละในโลกอันนี้ ในนรกอัดแน่นตลอดนี่ซิ มันอัดแน่นด้วยกองทุกข์ของสัตว์ผู้ปล่อยเนื้อปล่อยตัวนะ ไม่ใช่อัดแน่นด้วยอะไร ให้พากันระมัดระวัง

นี่ข้อบังคับในวันหนึ่งๆ ถึงออกพรรษา ทำไมเราจะทำไม่ได้ ขอวันละสิบนาที สิบนาทีออกพรรษาสามเดือนจะได้สักกี่นาที เพียงเท่านั้น แล้วท่านถึงขั้นพระพุทธเจ้าท่านสลบไสลท่านทำไมท่านทำได้ อันนี้อันหนึ่ง อันหนึ่งพูดออกมาเพื่อเป็นคติตัวอย่างในฐานะที่ว่าเป็นครูเป็นอาจารย์ของท่านทั้งหลาย ยกออกมาเป็นคติก็ไม่ผิด เช่นเราภาวนานี่ ฟาดนั่งตลอดรุ่งกี่นาทีฟังซิน่ะ บางวันยังไม่มืดเลย เข้านั่งขัดสมาธิสมาธิตั้งสัจจอธิษฐานบังคับตนเอง วันนี้เราจะนั่งภาวนาตั้งแต่บัดนี้ จนกระทั่งถึงสว่างเป็นวันใหม่เต็มที่แล้วเราถึงจะลุกจากที่ ถ้ายังไม่สว่างจะไม่มีข้อยกเว้นเลย มีข้อยกเว้นข้อเดียว คือเว้นแต่ครูบาอาจารย์หรือพระเณรในวัด เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นภายในวัดเราจะลุกจากภาวนานี้ไปช่วยเหตุการณ์นั้นๆ นอกจากนั้นไม่ให้มีสำหรับเราเอง เอ้า ปวดหนักออกเลยปวดเบาออกเลย ตั้งแต่เวลามันเป็นเด็กมันขี้รดตักแม่มาเสียมากต่อมาก เอาตักแม่เป็นส้วมเป็นถาน เวลามานั่งภาวนานี้มันขี้แตกเยี่ยวราดออกใส่สบงจีวร เอาไปซักไม่ได้แล้วเอาไปฆ่าทิ้งเสียมันหนักศาสนา

นี่ข้อบังคับตัวเองฟังซิน่ะ เอาเลยตั้งแต่บัดนั้น แต่ก็ดีอันหนึ่งนะมันก็ไม่เคยปวดหนัก ถ้าปวดหนักก็จริงๆ ต้องเลอะหมดเลยจีวร ไม่ลุกเข้าใจไหม ปวดเยี่ยวก็ไม่ลุกปวดขี้ก็ไม่ลุก คำอธิษฐานบีบบังคับไว้ตั้งแต่ยังไม่มืดบางวัน จนกระทั่งวันใหม่ขึ้นมา ๑๓-๑๔ ชั่วโมงก็มี นี่บังคับหรือไม่บังคับพิจารณาซิ นี่เวลาเรานั่งภาวนา ทุกขเวทนาทั้งหลายที่มันโหมตัวเข้ามาเพราะนั่งนาน ถูกบีบถูกบังคับมันทับกันอยู่ในเส้นในเอ็นนี้แหละ ทุกข์ทั้งหลายเป็นเหมือนไฟนะ ตัวของเราที่นั่งอยู่นี้เหมือนหัวตอ ถูกไฟคือทุกข์ทั้งหลายโหมเผาหัวตอนี้ หัวตอคือตัวของเราเอง ไฟคือทุกขเวทนามันเจ็บมันปวดมันเมื่อยมันร้อน ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไฟไปเลยทั้งตัว เอ้าเผา เรานั่งอยู่หัวใจของเรามีอยู่ดูเรื่องความทุกข์กับร่างกายของเรามันเผาไหม้กัน เวลาจะตายมันยิ่งเก่งกว่านี้ นั่น เราจะมากลัวมันอะไร

ความตายอยู่กับเรา กลัวไปไหนก็ไม่พ้น เวลานี้สู้ก่อนตายเพื่อเอาอรรถเอาธรรมจะเป็นอะไรไป ฟาดเสียจนกระทั่งตลอดรุ่งเลย ที่นั่งภาวนาอย่างนี้ไม่ใช่คืนหนึ่งคืนเดียวนะ ตั้งเก้าคืนสิบคืน นี่เพื่อเป็นคติแก่พี่น้องทั้งหลายให้ทราบ แต่ไม่ได้นั่งติดกันทุกคืน เว้นสองคืนบ้างสามคืนบ้าง นั่งตลอดรุ่งอย่างนี้มาตลอด จนกระทั่งก้นแตก คืนแรกๆ ก็ไม่แตก ออกร้อนเป็นไฟก้นเรา ต่อไปจากออกร้อนแล้วมันก็พอง เพราะนั่งไม่ถอย จากพองแล้วมันก็แตก จากแตกก็เลอะหมดเลยก้นเรานี่แหละ นี่ฟังซิท่านทั้งหลาย เอามาหลอกท่านทั้งหลายหรือทำมาแล้ว ถ้าหลอกท่านทั้งหลายก็หลอกพ่อแม่ครูจารย์มั่นเป็นอันดับแรก ขึ้นไปซัดกับท่านเลยนั่งตลอดรุ่ง    ฟาดกับทุกขเวทนาขนาดไหน    ใส่กับท่านนี่เหมือนมวยแชมเปี้ยนนะ เวลานั่งภาวนามันจะเป็นจะตายจริงๆ สติปัญญาบีบบังคับเอาไว้ไม่ใช่ทนนั่งเฉยๆ นะ นั่งทนทุกข์เฉยๆ ไม่ถูก

นั่งทนทุกข์ด้วยสติปัญญาพิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ไต ไส้ พุง เรื่องความเป็นความตายอะไรเป็นทุกข์ ทุกข์เป็นอะไร หนังเป็นทุกข์หรือกระดูก หรือเนื้อเป็นทุกข์เอ็นเป็นทุกข์ ถ้าว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์คนตายแล้วสิ่งเหล่านี้มีไหมเอาไปเผาไฟมันว่าไง เวลานี้มันเป็นทุกข์เพราะอะไร มันเป็นทุกข์อยู่เวลานี้เพราะหัวใจไปสำคัญมัน นี่คือคนเป็นคือมีชีวิตอยู่ ไล่แยกธาตุแยกขันธ์แยกหนังแยกเนื้อ ว่ากระดูกเป็นทุกข์ดูกระดูกกับทุกข์มันต่างกันหรือเหมือนกัน เอ้า คนตายแล้วเป็นยังไง คนเป็นอยู่ทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ แยกไปแยกมาด้วยสติปัญญา ทุกข์มากเท่าไรสติปัญญาหมุนติ้วเลยนะ ไม่ใช่อยู่เฉยๆ สักเดี๋ยวพอมันพิจารณารอบ แยกธาตุแยกขันธ์แยกหนังเนื้อเอ็นกระดูกตับไตไส้พุงออกหมด ไม่ใช่ทุกข์สิ่งเหล่านี้

คนตายแล้วสิ่งเหล่านี้มีไปเผาไฟมันไม่ได้ว่าอะไร มันเป็นทุกข์เพราะหัวใจไปสำคัญมั่นหมาย ทุกข์เป็นอันหนึ่งต่างหาก ทุกข์ไม่ใช่กาย กายไม่ใช่ทุกข์ จิตไม่ใช่ทุกข์ทุกข์ไม่ใช่จิต แยกกันไปแยกกันมา พอมันรอบพอแล้วปัญญามันพอพร้อมแล้วจิตนี้ลงผึงเลย ฟังซิน่ะ นี่ละผลแห่งการปฏิบัติบีบบังคับตัวเอง เวลาลงนี้ถึงแดนอัศจรรย์สว่างจ้าไปหมดตามภูมิของเรานั่นแหละ ถึงยังไม่พ้นกิเลสก็ตาม ภูมินี้ก็เป็นภูมิอัศจรรย์ในปฐมฤกษ์ของเรา ได้หลักได้เกณฑ์มาตั้งแต่บัดนั้นแหละที่นี่ แล้วฟัดกันคืนไหนไม่เคยมีพลาด ความอัศจรรย์ของจิตที่ลงเพราะการพิจารณาด้วยสติปัญญาในทุกขเวทนาทั้งหลายนี้รอบหมดแล้ว จิตลงผึงๆ ได้ทุกคืนไม่มีพลาดเลย

นี่ผลแห่งการเอาจริงเอาจัง เวลาลงทีไรนี้อัศจรรย์ นี่ละเรื่องความตายจึงไม่มีความหมาย ทุกข์ขนาดไหนก็เอาเถอะน่ะ ว่างั้นเลย ธรรมนี้เหนือทุกข์ พ้นจากทุกข์ไปแล้วเป็นธรรมเลิศๆ เลอๆ เดี๋ยวนี้มันยังไม่เลิศเพราะทุกข์นี้เจือปนมัน เพราะความหลงเจือปนมัน ไล่เบี้ยกันเข้าไปแล้วสุดท้ายได้ทุกคืน นี่เป็นคติมาหลอกท่านทั้งหลายหรือ ถ้าหลอกก็หลอกพ่อแม่ครูจารย์มาแล้ว กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นขึ้นเหมือนแชมเปี้ยนนะ เวลามันนั่งได้ตลอดรุ่งในคืนแรกได้ความอัศจรรย์ขึ้นแล้ว ความรู้ความเห็นมันเป็นขึ้นภายในใจนี้ โห ไม่ใช่คนนั้นนะ

ธรรมดาขึ้นไปหาท่าน ธรรมดาลูกศิษย์กับครูอาจารย์ไปหากันนี้ต้องเหมือนผ้าพับไว้ทุกอย่าง ไม่ว่าท่านว่าเราเหมือนกันหมดขึ้นไปหาครูหาอาจารย์ แต่ขึ้นไปในวันนั้นวันที่ได้ความแปลกประหลาดอัศจรรย์ มันขึ้นไปด้วยความกระหืดกระหอบด้วยความแปลกประหลาดอัศจรรย์ อยากเล่าอันนี้ถวายท่านให้ท่านได้ชี้แจงผิดถูกประการใดให้ทราบ แล้วจะปฏิบัติเพิ่มเติมส่งเสริมความดีของตนนี้ต่อไป ขึ้นไปก็ซัดกับท่านเลยแหละ ฟังซิ กิริยาที่เป็นเหมือนผ้าพับไว้ แต่วันนั้นไม่ได้เป็นนะ เป็นออกมาจากหัวใจที่เต็มไปด้วยอรรถด้วยธรรม ที่ตนได้รู้ได้เห็นในคืนวันนั่งตลอดรุ่งนั้นแล้วนั่นแหละ ขึ้นไปก็ผางๆๆ เลย ท่านก็นั่งนิ่ง เราขึ้นเต็มเหนี่ยวมันเป็นยังไง นั่นเห็นไหมเวลามันรู้ธรรม มันสะทกสะท้านกับอะไร เข้าไปหาครูบาอาจารย์ไม่ได้มีที่จะว่ามีการท่าต่อสู้ ด้วยความปีติยินดีอยากเล่าถวายผลแห่งปฏิบัติของตนต่อท่าน เมื่อขัดข้องประการใดท่านจะได้ชี้แจงให้เราทราบ ก็ออกผึงๆๆ เลย

ท่านก็นั่งนิ่งฟัง แต่ความคิดภายในใจของท่าน ท่านคงจะคิดเงียบๆ แหละว่า นี่บ้ามันขึ้นแล้วนะวันนี้ มันได้หลักแล้วนะความหมายว่างั้น บ้ามันกำลังขึ้นคงว่างั้น ท่านก็นิ่งฟังทุกกิทุกกีนะ พอเล่าจบลงไปเท่านั้นหมอบทีนี้คอยฟัง ท่านจะพูดเรื่องอะไรต่ออะไรให้เราฟัง พอเราหยุดทีนี้ท่านก็ผางขึ้นมาเลย เห็นไหมธรรมต่อธรรมถึงกัน เออ ต้องอย่างนั้นซิถูกต้องแล้วที่นี่ เห็นไหมล่ะ เวลาท่านขึ้นเราก็หมอบ เอ้าทีนี้ถูกต้องแล้ว ได้หลักได้เกณฑ์แล้ว เอ้าๆ ฟาดมันเลย อัตภาพเดียวนี้มันไม่ได้ตายถึงห้าหน ท่านว่า มันตายหนเดียวเท่านั้นแหละ คราวนี้ได้หลักได้เกณฑ์แล้วเอาให้หนักท่านว่าอย่างนี้นะ โอ๋ยทางนี้เหมือนกับหมาตัวหนึ่งทั้งจะกัดจะเห่า แม้เห็นใบไม้ร่วงลงมานึกว่าคู่ต่อสู้ก็จะไล่กัดไล่เห่าเข้าใจไหม กำลังใจ

จากนั้นมาเรื่อย ขึ้นหาท่านทีไรเป็นอย่างนั้นทุกที นี่คือเป็นขึ้นจากจิตใจมันหากเป็นของมันเอง พลังใจนี้ผึงๆ เลย นี่ละได้เอามาโกหกเหรอ ถ้าโกหกท่านทั้งหลายก็โกหกพ่อแม่ครูจารย์มั่นตั้งแต่แรกแล้วแหละ ท่านเป็นผู้เสริมสติปัญญา กำลังวังชาทุกด้านให้มาตั้งแต่โน้น นี่คือการฝึกการทรมานเราได้เล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง ที่มาเทศน์ทั่วประเทศไทยนี้คือผลเกิดขึ้นจากการฝึกทรมานเอาเป็นเอาตายเข้าว่านี้แล ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ได้ธรรมมาอวดโลกเมื่อไร เราได้มาแทบเป็นแทบตาย

ที่หนักมากก็คือนั่งตลอดรุ่ง หนักมากที่สุดในบรรดาความเพียรของเราที่ผ่านมา ถึงขนาดก้นแตกก้นเลอะเลยทีเดียว ฟัดกับกิเลสทุกข์ทางกายก็ทุกข์ แต่ใจนี้จะว่าทุกข์ก็ไม่ใช่มันฟัดกับกิเลสนี่ จนกระทั่งมาถึงบัดนี้เป็นยังไง ความพากความเพียรเอาอย่างนี้ กิเลสมันเหนียวแน่นมันตัวสกปรกที่สุด ตัวเหนียวแน่นที่สุดตัวต่อสู้ตัวหน้าด้านที่สุดไม่มีใครเกินกิเลสแหละ ต้องได้ฟัดกันอย่างหนักๆ พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มีอะไรเข้ามาแทรกในหัวใจเลย หมดโดยสิ้นเชิง นั่น จึงเรียกว่า สุญฺญโต โลกํ โลกนี้ว่างไปหมด โลกก็คือ กิเลสตัวสมมุตินั่นแหละ มันขวางจิตใจเหมือนเสี้ยนเหมือนหนาม ถอดออกมาเสียหมดโดยสิ้นเชิงแล้วมันก็ว่างไปหมด

นี่คือผลแห่งการฝึกทรมานตนเองได้ผลมาถึงมาเทศน์สอนพี่น้องทั้งหลาย ฟังซิ เราเอาย่อๆ ตั้งแต่เริ่มเทศน์สอนประชาชนในเวลาออกช่วยชาติบ้านเมือง ๖ ปีกว่า เทศน์ที่ไหนบ้างท่านทั้งหลายพิจารณาซิ กี่กัณฑ์ฟังซิ เทศน์กี่กัณฑ์ แล้วตั้งแต่ก่อนโน้นมาอีกตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๓ เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงวาระนี้สอนพระนี่ละเป็นส่วนมาก สอนประชาชนเรื่อยมาจนกระทั่งถึงออกช่วยชาติบ้านเมือง เทศน์กี่กัณฑ์ เอาธรรมะมาจากไหน เอ้า ฟังซิ เราเรียนเพียงเป็นมหาก็เพียงเป็นหนอนแทะกระดาษอยู่เท่านั้น ไม่ได้ตัวจริงออกมาปฏิบัติ แต่เวลาออกมาปฏิบัติแล้วความรู้ความเห็นที่เกิดจากภาคปฏิบัติ เป็นสมบัติของตนด้วย เป็นที่ตายใจด้วย เป็นที่อบอุ่นด้วย เป็นหลักใจเป็นลำดับลำดาด้วย นี่ผลเกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติเป็นอย่างนี้นะ

ส่วนจากศึกษาเล่าเรียนมันก็เป็นหนอนแทะกระดาษอยู่เท่านั้นแหละ ถ้าไม่สนใจปฏิบัตินะ เรียนเฉยๆๆ ก็เป็นหนอนแทะกระดาษมาโม้น้ำลายกัน จากนั้นก็หาขั้นหาภูมิไปซิ ไม่ได้หาอรรถหาธรรมนะ หาขั้นหาภูมิสกปรกรกรุงรัง พวกส้วมพวกถาน พวกดินเหนียวติดหัวว่าตัวมีหงอน เป็นสมุห์ใบฎีกา พระครูพระคัน เจ้าฟ้าเจ้าคุณ เป็นสมเด็จ นี้ล้วนแล้วตั้งแต่ดินเหนียวติดหัว ให้คนผู้โง่เขลาเบาปัญญาผู้หนาแน่นด้วยส้วมด้วยถานลืมตัวทั้งนั้นแหละ ท่านผู้มีธรรมท่านไม่ลืม พระอรหันต์ ๘๐ องค์ ได้รับสมณศักดิ์หรือว่าเอตทัคคะที่พระองค์ทรงชมเชย ๘๐ องค์ ไม่เคยได้ยินองค์ไหนท่านลืมเนื้อลืมตัวนะ มาเป็นสรณะของพวกเรา พวกนี้จึงเอาท่านมาเป็นตัวอย่าง เลยกลายเป็นตัวอย่างของส้วมของถาน เอาแต่ดินเหนียวโปะหัวกันๆ

เวลานี้ศาสนาของเราวัดวาอาวาสในพระในเณรมีตั้งแต่ดินเหนียว บวชมาเพื่อดินเหนียวติดหัวนะ ไม่ได้เพื่ออรรถเพื่อธรรมเลย เรื่องศีลเรื่องธรรมบวชมาไม่สนใจ เวลานี้ยิ่งกว่าส้วมกว่าถาน ปีนป่ายหาตั้งแต่เรื่องยศเรื่องลาภ เรื่องสรรเสริญเยิญยอ อำนาจบาตรหลวงป่าๆ เถื่อนๆ เป็นบ้ากันหมดทั้งประเทศไทยเราเวลานี้เห็นไหม เอ้า ดูเอาซิ เรื่องของธรรมของวินัยไม่สนใจ พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นยังไงท่านปฏิบัติตัวมา ท่านรักท่านสงวนในศีลในธรรมของท่าน นี่เป็นยศถาบรรดาศักดิ์ของท่าน เป็นคุณธรรมของท่านโดยหลักธรรมชาติที่ท่านหาได้เอง อันนี้เราเสาะแสวงหาปีนโน้นปีนนี้ อยากได้เรื่องยศถาบรรถาศักดิ์ ประสาลมปากก็เป็นบ้าไปอย่างนั้น เห็นไหมล่ะ เวลากำลังข้าศึกศัตรูเกิดอยู่ในท่ามกลางพุทธศาสนาของเรานี้เกิดจากอะไร ถ้าไม่เกิดจากพวกบ้ายศนี่เกิดจากอะไร เกิดจากบ้าอำนาจบ้ายศบ้าดินเหนียวติดหัว เรื่องศีลเรื่องธรรมมันไม่สนใจพวกนี้ หมุนเข้าไปหาแต่เรื่องสกปรกทั้งนั้น เพราะฉะนั้นมันถึงเดือดร้อน

ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติตามศีลตามธรรมแล้วไม่มีใครเดือดร้อนเลย สงบร่มเย็นไปหมดนั่นแหละ การสงบร่มเย็นคือเกิดขึ้นจากการฝึกการทรมานตนเอง ในทางที่ไม่ดีทั้งหลายปัดออกๆ ในทางที่ดีส่งเสริมขึ้น นี่แหละท่านดี ดีเพราะเหตุนี้ ให้เราถือไปเป็นคติตัวอย่างนะ ที่พูดมาวันนี้พูดถึงเรื่องนั่งตลอดรุ่ง หามรุ่งหามค่ำพูดเพื่ออะไร เราพูดเพื่อเป็นคติ นี่ไม่ได้ถึงตลอดรุ่งอะไรเพียงขอ ๑๐ นาทีเท่านั้น ขอจากท่านทั้งหลายเพื่อฝึกทรมานตนให้เป็นคนดีสำหรับเรา นี่ฟาดตลอดรุ่งๆ ไม่เห็นตายวะมาสอนท่านทั้งหลายอยู่เวลานี้ ขอเพียง ๑๐ นาทีให้ไปปฏิบัติดัดแปลงตัวเองทำไมจะไม่ได้วะ เราเป็นลูกศิษย์มีครูจำให้ได้นะ นี่เริ่มเข้าพรรษาแล้วให้มีขอบมีเขตบ้างซิเราเป็นลูกชาวพุทธ ปล่อยให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมดใช้ไม่ได้นะ ไม่มีอะไรเป็นสาระ วันนี้ก็ได้พูดให้ฟังพอประมาณแล้ว แล้ววันพรุ่งนี้ท่านก็จะต้องสมาทานธุดงค์ของท่าน แล้วใครมีข้อวัตรปฏิบัติ มีคำสัตย์คำจริงที่จะปฏิบัติตัวเองบีบบังคับความชั่วของตัวเองให้เป็นความดีแทนขึ้นมาให้ทำเอา เราพูดกว้างๆ อย่างนี้แหละ เช่นให้ทานเป็นประจำ หรือไหว้พระสวดมนต์นั่งภาวนาขอ ๑๐ นาทีเป็นประจำ นอกจากนั้นให้ท่านทั้งหลายเสาะแสวงหาเองเพื่อความดีสำหรับท่านทั้งหลายเอง ครูบาอาจารย์เป็นแต่เพียงผู้บอกผู้ชี้แนวทาง การกระทำเป็นเรื่องของเราทั้งหลายเอง  ดังพระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้

อกฺขาโต โว มยา มคฺโค      อญฺญาย สลฺลสตฺถนํ

ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ         อกฺขาตาโร ตถาคตา

พระพุทธเจ้าเป็นแต่ผู้บอก งานที่จะชำระตัวเองให้เป็นผลเป็นประโยชน์เป็นเรื่องท่านทั้งหลายทำเอง พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์เป็นแต่ผู้ชี้บอกแนวทาง ไม่ใช่เป็นผู้ทำให้ เข้าใจเหรอ อันนี้ก็เหมือนกัน เป็นเรื่องของท่านทั้งหลายทำเอง เราลืมแล้วเรียนมานานสักเดียวระลึกได้นะ อันนี้ละเราก็แปลเอาแต่เนื้อความมาเลย ภาษาบาลีเลยไม่เอา ให้จำเอานะ ให้ไปปฏิบัติตัวเอง ท่านเป็นแต่ผู้ชี้บอก นี่ก็ชี้บอกเฉยๆ เราเป็นผู้ไปทำเองของเรา

ให้มีหลักมีเกณฑ์นะ ในพรรษาหนึ่งๆ อย่าให้ขาด เรื่องความตายมันอยู่กับลมหายใจนะไม่อยู่กับที่อื่นที่ใด อยู่กับลมหายใจ หายใจเข้า หายใจออก หมดอันนี้แล้วหมดไปเลย เวลานี้ลมหายใจยังไม่หมด ความดีก็ทำได้ความชั่วก็ทำได้ด้วยกัน เราจะมีสติปัญญาคัดเลือกอะไร พยายามทำความดีปัดความชั่วออกก็เป็นเรื่องสติปัญญาของเรา วันนี้พูดเพียงเท่านี้ก็เห็นว่าสมควรแล้วละ พูดไปพูดมาเหนื่อย

นี่น่าจะเป็นกลางเดือนสิงหาฯ ประมาณนั้นนะ เราจะได้ลงไปมอบทองคำกรุงเทพฯ คือ ทองคำที่ขาดอยู่ ๑ ตันนะ ที่ว่ามันคี่ๆ คือมันคี่อยู่ตั้ง ๑ ตัน เราก็ได้พยายามแล้ว ประกาศให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายทราบทั่วหน้ากันว่าทองคำเรายังคี่ นี่เราไม่สบายใจเลยแต่ในระยะนั้นพูดอะไรไม่ได้ น้ำหนักของทองคำ ๑๐ ตัน ที่เราจะแบกนี้มันค่อนข้างจะเหลือกำลังเราอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นทองคำที่ว่าคี่นี้จึงพูดไม่ได้เลย

ทีนี้พอหายใจ อ้าปากได้บ้างแล้วจึงได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบ เป็นแต่เพียงว่าเราจะไม่ขอ ทองคำขาดไป ๑ ตันนี้เราจะไม่ขอ เราเชื่อพี่น้องทั้งหลาย ดังที่เคยเชื่อมาแล้วได้ทองคำตั้ง ๑๐ ตัน อันนี้ขาดเพียงตันเดียวเราจะไม่ขอละ ให้เสาะแสวงหาตามอัธยาศัยของตัวเองเพื่อเข้าสู่คลังหลวงของเรา แล้วทองคำของเราจะได้ครบจำนวน เรียกว่าคู่ว่างั้นเถอะ ไม่คี่ นี่ก็กำลังแล้ว ทองคำ ๑ ตันจะพออยู่แล้ว ถึงวันนั้นเรากำหนดเอาไว้ดูว่า เดือนสิงหาฯ วันที่ ๒๑–๒๒ เป็นย่านที่เราจะมอบทองคำในระยะนั้น ถ้าจะเอาวันที่ ๑๔–๑๕ นี้ กระชั้นเกินไป เพราะวันที่ ๑๒ เรายังงานยุ่ง วันที่ ๑๓–๑๔ ไปนี้มันกระทันหันเกินไป เพราะฉะนั้นจึงกะเอาวันที่ ๒๑ หรือวันที่ ๒๒ วันใดวันหนึ่งสองวันนี้เป็นวันมอบทองคำ ทีนี้เวลาเราไปกรุงเทพฯ เราก็จะไปในช่วงนี้ละ เช่น ไปวันที่ ๑๗ หรือ ๑๘ นะ ๒๓ ๒๔ ก็เป็นวันกลับ อาจจะไปในย่านนี้ ๗ วันพอดี คือไปในพรรษา ไปได้ตามพระวินัยเพียง ๗ วัน

นี่เรากำหนดไว้ช่วงนี้ วันที่ ๒๑–๒๒ เป็นจุดศูนย์กลางที่เราจะมอบทองคำ เราจะไปก่อนหน้าเล็กน้อยมอบนี้แล้วกลับพอดี เรากะเอาจุดนี้ ทีนี้เมื่อมอบนี้แล้วก็จะไม่รบกวนพี่น้องทั้งหลายอีก เราจะประกาศให้ทราบทั่วถึงกันทั้งประเทศเลยว่า เป็นอันว่าหยุดโดยสิ้นเชิงแล้วทองคำ จะให้เป็นปกติ นะ ทีนี้ก็เป็นปกติไปเลย แม้เช่นนั้นเวลาทองคำค่อยไหล ค่อยซึมซาบเข้ามา ก็ต้องอยู่ในความรับผิดชอบของเราร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน เวลาได้มามากน้อยเราจะเก็บไว้ ควรหลอมก็หลอมแล้วมาเก็บไว้ในตู้นิรภัยธนาคาร จนกว่าว่าพอที่จะมอบเมื่อไร เราก็จะไปมอบให้อีกตามเดิมนั้นแหละ ที่จะให้รั่วไหลแตกซึมไม่สงสัย

นี่ก็รับรองมาตั้งแต่วันเริ่มแรกออกช่วยชาติฯ แล้ว มันหากจะมีมาอีก คือทองคำก็ค่อยไหลมาอย่างนี้ ถ้าว่าพอ เอาละ ทีนี้พอแล้ว ตามนิสัย อัธยาศัยของคนผู้มีเจตนามากน้อยในโอกาสใดเขาก็อาจจะเอามาอย่างนี้ เราก็ต้องเก็บไว้ๆๆ พอหลอมก็ไปหลอม พอมอบเมื่อไรเราก็ไปมอบ เช่น มันไม่มาก เราก็มอบให้ธนาคารหรือสั่งธนาคารมาหาเราเอง เพราะผู้ว่าการธนาคารชาติก็เป็นลูกศิษย์นี่ ให้มาหาเราเมื่อไรก็ได้หรือเราไปให้เมื่อไรก็ได้ ยากอะไร ของย่อยๆ นะ แต่ส่วนใหญ่นี้เราจะมอบวันนี้แน่นอน กรุณาทราบไว้ตามนี้

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก