จะให้เป็นอรหันต์หมดทั้งธาตุทั้งขันธ์?
วันที่ 1 สิงหาคม 2547 เวลา 8:40 น. ความยาว 45.54 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

จะให้เป็นอรหันต์หมดทั้งธาตุทั้งขันธ์?

 

         เราไปกรุงเทพ ๑๕ วัน โรงพยาบาลมารับของจากโกดัง ๒๓ โรง อย่างนี้ละ คือเราอยู่ไม่อยู่ไม่สำคัญ ของนี้ต้องเต็มอยู่ตลอดเวลาเลย เราสงสารเราขวนขวายหามาให้ ที่ไกลๆ ก็อย่างอุบลฯ ลงมา ของเล่นเมื่อไร อย่างนั้นเราก็ให้พิเศษเพิ่มเข้าอีกเท่านั้นๆ เราเห็นใจ ท่านเหล่านี้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่มา แต่ทำไมจึงต้องมา ก็เพราะว่ามันไม่ไหว ต้องหาผู้ช่วยเหลือ จึงต้องมา เช่น อุบล โรงพยาบาลตามอำเภอๆ อุบลมาบ่อย เราพิจารณาหมดแล้วเรื่องเหล่านี้ แล้วตามปรกติเมตตาครอบอยู่หมดโลกธาตุ พูดให้มันชัดเจน เรื่องเมตตานี่สำคัญมาก ไม่มีอะไรติดตัวละ เมตตานี่ปัดออกหมดเลยเพื่อประโยชน์แก่โลกๆ สำหรับเจ้าของไม่ได้สนใจเลย มีแต่ออกเรื่อย จะสนใจอะไรก็มันพอทุกอย่างว่างั้นเลย นี่ละการปฏิบัติธรรม ขอให้ท่านทั้งหลายทราบ

นี่ก็จวนจะตายแล้ว พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าได้ยินตั้งแต่ครั้งพุทธกาลที่เด่นชัดตลอดมา พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระองค์แรก จากนั้นพระสงฆ์สาวกบรรลุธรรมๆ เป็นพระอรหันต์ๆ ความเลิศเลอๆ มาเป็นลำดับ ทีนี้ก็ค่อยเรียวไปๆ จากการปฏิบัติของคนด้อยลงๆ ผลก็มีลดลงๆ ทีนี้ต่อไปผู้ปฏิบัติไม่ได้มองดูศาสนาเลยก็ไปเหมาเอาแต่ว่าศาสนาไม่มีมรรคมีผลแล้ว ก็ตัวเองเป็นโมฆะแล้วนั่นมันจะเอาอะไรมาเป็นมรรคเป็นผล ผู้ปฏิบัติท่านปฏิบัติอยู่ ท่านหาอยู่ท่านก็ได้อยู่ บุญบาปมีเสมอกัน ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน ความจมอยู่ในทุกข์กับความพ้นทุกข์ก็ อกาลิโก เช่นเดียวกัน ผู้ที่สมัครใจที่จะทำความล่มจมแก่ตัวเองก็ลืมเนื้อลืมตัว

(มีผู้ถ่ายภาพหลวงตา) อย่าถ่ายภาพนะเวลาเทศน์ อย่ามายุ่ง เคยเตือนเสมอ ฟังๆ ไปซิ ไอ้นี้มันเป็นภัย เห็นไหมล่ะก็พูดแล้วนี่ ขาดวรรคขาดตอนไปแล้ว นี้เวลาได้ออกแล้วไม่ยุ่งกับอะไรนะ อะไรอย่ามากวน ให้ออกแต่ปัจจุบันนี้พูดแล้ว นี่ผลแห่งการปฏิบัติท่านทั้งหลายทราบหรือยัง หรือหลวงตามาอวดเหรอ มันจวนจะตายแล้วนี้เปิดออกให้พี่น้องทั้งหลายทราบเสียบ้าง ว่ามรรค ผล นิพพานของพระพุทธเจ้านี่ประกาศป้างๆ มาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนกระทั่งบัดนี้ตลอดไป สำหรับผู้ที่มุ่งหวังต่อการประพฤติปฏิบัติ ผลจะได้รับมาตลอดๆ อย่างนี้แหละ

         นี่ได้เอามาประกาศก็เพราะจวนจะตายแล้ว หรือจะพูดอย่างหนึ่งว่ามันจะไม่ค่อยมีใครประกาศ หรือจะไม่มีประกาศ ตั้งแต่นานมานี่ก็ไม่เคยได้ยิน ก็มีหลวงตาบัวปากเปราะคนเดียวนี้ละออกเทศน์ทั่วประเทศไทย  เกี่ยวกับเรื่องการช่วยชาติบ้านเมือง ๖ ปีเต็มเทศน์ทั่วประเทศไทยเลย มากไหมเทศน์กี่กัณฑ์พิจารณาซิ มันกี่พันกี่หมื่นกัณฑ์ เพียง ๖ ปีเต็มเท่านี้ เทศน์มาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่ ๒๔๙๓ เรื่อยมา เบื้องต้นก็พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง เราอยู่ในป่าในเขา ไปที่ไหนพระสงฆ์ติดตามๆ ตลอดเลยนะ หลบๆ หนีเท่าไรไม่พ้นๆ ค่อยขยับขยายพระมากเข้าๆ รุมเข้า มากเข้า เลยได้มาตั้งสำนัก เป็นห่วงโยมแม่แหละ พูดให้มันตรงๆ เป็นห่วงโยมแม่ จนได้พูดให้หมู่เพื่อนฟัง เอ้อ ผมนี่จะยังไปไหนไม่ได้ละ เกี่ยวข้องกับโยมแม่แล้ว นั่นเห็นไหมล่ะ

         เวลาพิจารณามันก็เข้ากันปุ๊บเลย นั่นละสงสัยไหมล่ะ เป็นอย่างนั้นแล้ว นี่จะได้ไปเกี่ยวข้องกับโยมแม่ก่อนนะ เรื่องราวมันมีอยู่นี่น่ะ พอออกพรรษาแล้วจำเป็นจำใจปุ๊บปั๊บ นั่นบทเวลาจะเป็นขึ้นเลย เอาโยมแม่บวช พอโยมแม่บวชนี้มันก็เต็มไปหมดอย่างนี้แหละ เรื่อยๆ มา จึงได้สอนพระเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ขยายออกมาๆ จนกระทั่งกลายเป็นสอนโลกไปเลย ธรรมะที่เทศน์นี้ออกทั่วโลก ธรรมะเหล่านี้ออกทั่วโลกมาเป็นเวลาอย่างน้อย ๖ ปีแล้วนะ ออกทั่วโลก ทางอินเตอร์เน็ตออกไปหมด

         เราก็เรียนตามความเป็นจริง ธรรมะที่ออกมาเหล่านี้ถอดออกมาจากหัวใจทั้งนั้นนะ พูดแล้วสาธุเราไม่ได้ประมาทตำรับตำรา เราก็เรียนมาเหมือนกันเรื่องเรียน ครั้นเวลาจริงๆ แล้วตำราทั้งหมดวิ่งเข้ามาสู่หัวใจหมด เพราะรากเดิมอยู่ที่นี่ ธรรมะอยู่ที่พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ที่นั่น ถอดออกจากนี้ไปเป็นพระไตรปิฎกเข้าใจไหม เวลาปฏิบัติเข้าไปพระไตรปิฎกไหลเข้ามานี้หมดเลย เข้ามาหารากเดิม ต้นลำเดิมนี้ทั้งหมด จึงไม่ได้เกี่ยวกับทางปริยัตินะ เรียนก็เรียนมา เวลาเทศน์นี้ไม่ได้ออกเลย ออกนี้ล้วนๆๆ ไปเลยเชียว

         นี่ละธรรมะเกิด กิเลสเกิดก็แบบเดียวกัน วันหนึ่งคืนหนึ่งตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับกิเลสเกิดสักเท่าไร ผู้สั่งสมกิเลสโดยไม่รู้สึกตัวก็มี ผู้ตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อกิเลสจริงๆ ก็มี เรื่องกิเลสเกิดได้วันยังค่ำ ทีนี้ธรรมเวลาได้เกิด เกิดได้วันยังค่ำ  เกิดจนกระทั่งธรรมกับใจพอกันเรียบร้อยแล้ว เหมือนน้ำมหาสมุทร เอ้า ฟังให้ดีนะ ตักที่ตรงไหนๆ น้ำมหาสมุทรจะบกบางไหม ธรรมะพระพุทธเจ้าเทศน์สอนโลกสามโลกธาตุมีบกบางที่ไหน ธรรมะยังครอบมหาสมุทรอีกนะ

         หัวใจกับธรรมเวลาเข้าถึงกันแล้วครอบโลกธาตุ มีอัดมีอั้นที่ไหน ออกจากหัวใจออกเท่าไรออกไปเลย เหมือนเราตักน้ำในมหาสมุทร ตักเท่าไรตักไปเถอะๆ แล้วแต่เหตุการณ์ที่จะมาเกี่ยวข้องกับน้ำนั้นมีมากมีน้อย นี้เหตุการณ์ของโลกทั้งหลายที่มาเกี่ยวข้องกับธรรมมากน้อยที่ควรจะสงเคราะห์กันหนักเบาแค่ไหนๆ จะเป็นเองออกเอง เป็นเอง ออกเอง  ถ้าไม่มีอะไรเลยก็หูหนวก ตาบอด ไปสถานที่โง่ โง่ ไปสถานที่ฉลาดเป็นเองๆ ไปสถานที่หูหนวกตาบอดเขาก็บอดเราก็บอดไปเสีย  เขาหนวกเราก็หนวกไปเสีย สถานที่มียิบแย็บที่จะรับกันจะออกรับกันทันทีๆ

         ท่านทั้งหลายฟังเสียนะธรรม ธรรมในใจ ธรรมเกิดที่ใจ ธรรมอยู่ที่ใจ รวมอยู่ที่ใจ พออยู่ที่ใจ ไม่มีคำว่ากลัวอดกลัวอั้น หรือกลัวจะสิ้นจะเปลืองไม่มี เพราะครอบไปหมดแล้ว โลกนี้เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ความบริสุทธิ์เป็นธรรมธาตุแล้วไม่มีกฎอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา จึงไม่มีคำว่าหมดว่ายัง คำว่าสิ้นว่าเปลืองไม่มี สมควรที่จะสงเคราะห์โลกได้มากน้อยเพียงไรก็สงเคราะห์ นี่เราก็พยายามสงเคราะห์โลกเต็มกำลังความสามารถ

         อย่างเวลานี้ในเมืองไทยของเรากำลังเดือดร้อนวุ่นวาย เราอยู่ในท่ามกลางแห่งความเดือดร้อนนี่ คนทั้งหลายจะว่าเรานี้เป็นฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ เราไม่เป็นนะ เราเป็นธรรมเหนือทุกอย่างเลย ธรรมอยู่กับใจ ใจเป็นธรรมแล้วเหนือหมด ใครผิดบอกว่าผิด ใครถูกบอกว่าถูก ไม่มีคำว่าเอียงเรื่องธรรม เราจึงไม่มีคำว่าฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ คำว่าแพ้ว่าชนะเราก็ไม่มี คำว่ากล้าก็ไม่มี คำว่ากลัวก็ไม่มี มีแต่ธรรม ความเมตตาธรรม ผู้ที่มืดหนาสาโหดมันรู้สึกตัวได้ก็รู้สึกตัว รู้ไม่ได้ก็จำเป็น เป็นกรรมของสัตว์ๆ

         เวลานี้ก็อยู่ในท่ามกลางแห่งพุทธศาสนาของเรา นี่เพราะอะไร เพราะขวากเพราะหนามเกิดในท่ามกลางพุทธศาสนามันก็ทิ่มแทงหัวใจพุทธศาสนาคือชาวพุทธเรา ให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายนั่นเอง ถ้าเป็นธรรมล้วนๆ แล้วท่านสะดวกสบายมาก ดังครั้งพุทธกาล พระอรหันต์ท่านอยู่ด้วยกันเคยได้ยินไหมว่าท่านทะเลาะกัน ท่านไม่มี เพราะเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเป็นเรื่องของสมมุติ เรื่องความสกปรก อันนั้นเหนือแล้ว ท่านจะไปขัดไปแย้งกันที่ตรงไหน นั่นละธรรมสงบร่มเย็น ท่านอยู่ในป่าในเขา

         ยกตัวอย่างเช่น เห็นไหมเมื่อเช้านี้พระท่านมาตั้ง ๔๐ องค์ มาฉันจังหัน พอเริ่มฉันเท่านั้น เราเริ่มฉันก่อน จะได้สักกี่ช้อนกี่คำล่ะ ยังไม่ถึงไหน พระเริ่มฉันทีหลัง แล้วฉันไม่ทราบว่าได้กี่ช้อนกี่คำท่านหยุดแล้วออกแล้วไปแล้ว เห็นไหม นี่ทำไม ฉันปุ๊บปั๊บๆ สองสามคำสองสามช้อนไปแล้วๆ เป็นยังไง เราจะเข้าใจว่าท่านอิ่มเหรอ ท่านไม่ได้อิ่มนะ ท่านฝึกท่านทรมานท่านต่างหาก ฉันเท่านี้พอดี เพราะมุ่งต่ออรรถธรรมอันยิ่งใหญ่เลิศเลออยู่ในหัวใจ อันนี้เป็นเครื่องฝึกทรมาน

         คือถ้าหากว่ามันหนักไปอย่างนี้ความพากความเพียรก็ไม่ดี กินอิ่มมาก ความขี้เกียจมาก นอนก็มากราคะตัณหาก็เพิ่ม ร่างกายเป็นเครื่องมือของราคะตัณหา ราคะตัณหาอยู่ในหัวใจนั้น ทีนี้เวลามีเครื่องมือดีราคะตัณหาก็สนุกใช้ เพราะฉะนั้นจึงต้องตัดทอนออกเรื่อยเครื่องมือ ฉันสองสามคำๆ เห็นไหมพระท่านออกไปแล้ว หยุดไปแล้วๆ อย่าเข้าใจว่าท่านอิ่มนะ ท่านไม่ได้อิ่ม ท่านฝึกท่านท่านฝึกอย่างนั้น ความอิ่มใครก็รู้ ไม่อิ่มใครก็รู้ นี่ฉันเพียงสองสามคำ ทั้งๆ ที่เราเป็นหัวหน้าฉันไม่ได้กี่คำ ท่านฉันตามหลังได้สักสองสามคำไปแล้ว หายเงียบๆ

         นี่คือความตั้งอกตั้งใจของท่านผู้มุ่งธรรม ท่านจะตักตวงเอาธรรม ท่านไม่ได้สนใจกับอาหารการบริโภคซึ่งพอเยียวยาธาตุขันธ์ไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น ท่านหนักแน่นในธรรม สิ่งเหล่านี้เราเต็มกำลัง เราเป็นตัวเท่าหนูเราผ่านมาหมดแล้วนะ เพราะฉะนั้นพระท่านทำยังไงเรารู้หมดๆ เพราะเราผ่านมาหมดแล้ว การขบการฉันนี้ฝึกทรมานเอามากทีเดียว ไปบิณฑบาตบ้านใดที่เป็นบ้านใหญ่ไม่อยู่ไม่ไป มีคนเคารพนับถือมากไม่อยู่ เขาเคารพนับถือมากเขาก็มาเกี่ยวข้องกับเรา ยุ่งมาก เสียเวลาประกอบความพากเพียร นั่นเอาตรงนั้นนะ เพราะเราไปหาอรรถหาธรรม

         เพราะฉะนั้นจึงไปหาหลบซ่อนอยู่ตามป่าตามเขา กับคนในป่าในเขา สามหลังคาเรือน สี่หลังคาเรือน ห้าหลังคาเรือน เขาอยู่เป็นหย่อมๆ เรามองไปในภูเขาเต็มไปหมดมีแต่ภูเขา อย่าเข้าใจว่าไม่มีบ้านนะ มีเป็นหย่อมๆ ตั้งแต่ก่อนที่คนยังไม่มากนะมีคนอยู่นั้น ไปอยู่กับพวกนี้เองเพื่อฝึกทรมานตนเอง บิณฑบาตได้มาเท่าไรก็เอา เท่านั้นพอยังอัตภาพให้เป็นไป แต่จิตกับธรรมนี้พุ่งๆ ต่อกันตลอดเวลา นี่ท่านฝึกท่าน ร่างกายกินให้อิ่มเมื่อไรก็ได้ยากอะไร เราหิวมาแทบเป็นแทบตาย เสือกคลานมา พอกินอิ่มแล้วครู่เดียวเท่านั้นดีดผึง ม้าแข่งสู้ไม่ได้ กำลังทางร่างกายขึ้นได้ง่าย แต่กำลังทางด้านจิตใจนี้ขึ้นได้ยากนะ จึงต้องได้ฝึกได้ฝืนกันอยู่ ร่างกายมันไม่เป็นปัญหาอะไร กินเมื่อไรก็อิ่มเมื่อนั้น แต่ทางด้านธรรมะนี้ต้องได้เสริมกันอย่างหนักๆ

         นี่ละการฝึกทรมาน ยิ่งในพรรษานี้ด้วยแล้วท่านก็ยิ่งหนักแน่น แต่ก่อนท่านก็ปฏิบัติมาอยู่แล้วอย่างนั้น แต่เวลาเข้าพรรษาเป็นกาลเวลาที่ว่าไม่ได้ไปที่ไหนๆ ไม่มีงานการยุ่งอะไร ท่านเร่งความพากเพียรของท่าน ธุดงควัตรนี่ท่านนำมาปฏิบัติ เห็นไหมล่ะธุดงควัตร ๑๓ ข้อ มีในคัมภีร์ เอาไปติดไว้ที่สนามหลวง พวกเปรตพวกผีมันก็ไปปลดลงๆ  เห็นไหมเห็นต่อหน้าต่อตา พวกหยาบโลนที่สุดเลยพวกนี้ เป็นธรรมแท้ๆ ประกาศน่าจะเคารพบูชา ไหว้เสียด้วยซ้ำถึงถูก เพราะธุดงควัตรคือองค์ศาสดานั่นเอง มันไปปลดลง จับพระพุทธเจ้าลากลง เหยียบเล่นไปสบายๆ นี่พวกที่หยาบโลนที่สุดมีอยู่ในปัจจุบันนี้แหละ ให้ท่านทั้งหลายดูเอา

         พวกนี้จะไม่สนใจกับศีลกับธรรมอะไรเลย สนใจตั้งแต่ที่จะให้ได้อย่างใจๆ ใจนั้นเต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ความได้ไม่มีเมืองพอ ทุกอย่างรวมอยู่นั้นหมด มันมุ่งต่อนั้นๆ มันถึงเหยียบอรรถเหยียบธรรมไม่สนใจ ใครมาขวางหน้าเหยียบไปเลยๆ พวกนี้ พวกตาบอดภายในใจ ไม่รู้จักบาปจักบุญแหละ ให้พากันเข้าใจ นี่พูดถึงเรื่องธุดงควัตร มันก็ไปเหยียบลง ไปปลดลงๆ ฟังซิหยาบไหม พิจารณาซิ  พระพุทธเจ้าองค์ศาสดาอยู่นั้นแหละ

         ท่านอุตส่าห์พยายามปฏิบัติตามธุดงควัตร ยิ่งเข้าพรรษานี้ด้วยแล้วท่านก็ยิ่งเร่งทำความพากเพียรด้วยวิธีการต่างๆ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ผู้เริ่มต้นฝึกหัด จิตไม่มีอะไรก็ให้เอาหลักภาวนาบริกรรมให้ดี สติติดกับคำบริกรรม นี่เรียกว่าเริ่มต้นภาวนา พระก็ตาม ฆราวาสก็ตาม เริ่มต้นทำต้องเป็นอย่างนั้น ไม่มีที่ยึดที่เกาะไม่ได้จิตใจเลื่อนลอย กิเลสลากไปหมด เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาคำบริกรรม ซึ่งเป็นธรรมให้ใจได้ยึด เช่นเรากำหนดพุทโธ ตามจริตนิสัยที่ชอบในธรรมบทใดแล้วนำมาบริกรรม มีสติกำกับรักษาอยู่กับคำบริกรรมของตนนั้นๆ

         นั่นละเรียกว่าทำความเพียร หนักอยู่นะ จิตใจมันเคยเถลไถล บังคับใส่คำบริกรรมนี้เหมือนจะลากไปฆ่า มันฝืด มันเคือง มันฝืน แต่เอาไม่ถอย ได้ เอาไม่ถอย ได้ นี่ละการฝึกเบื้องต้นเป็นอย่างนั้น ขั้นฝึกหัดเบื้องต้น แต่สตินี่สำคัญมากทีเดียว เผลอไม่ได้สติ สติเป็นพื้นฐานในธรรมทุกขั้น ตั้งแต่พื้นๆ จนกระทั่งถึงมหาสติ มหาปัญญา สติเป็นพื้นฐานสำคัญทีเดียว ปัญญาก้าวออกเป็นระยะๆ เมื่อยังไม่แก่กล้า พอแก่กล้าขึ้นมาแล้ว สติกับปัญญาเป็นอันเดียวกันเลยพุ่งๆ นี่ละภาคปฏิบัติ

ธรรมจะเกิดจากใจ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ใจด้วยการภาวนา ถ้าใครกำหนดลงพิจารณาที่นั่น มหาเหตุอยู่ที่นั่น มหาเหตุอันใหญ่หลวงก็คือกิเลส สร้างแต่เหตุการณ์ความทุกข์ความทรมานให้สัตว์โลกยุ่งเหยิงวุ่นวายทั้งวันทั้งคืน ยืน เดิน นั่ง นอน ธรรมจะเกิดได้น้อยๆ ทีนี้เวลาเราได้ภาวนา ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันตรงมหาเหตุคือใจนั้นแหละ เอาใจเป็นเวที กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่บนหัวใจ เรียกว่าฝึกฝนอบรมทรมาน หรือภาวนา เบื้องต้นเป็นอย่างนี้

พอเราบริกรรมติดๆ กัน นี่พูดเฉพาะอย่างยิ่งคือนักบวชที่ไม่มีงานอะไรเลย มีแต่งานที่จะสั่งสมความดีเพื่อมรรค ผล นิพพานแก่ตนเท่านั้น จึงไม่มีงานอื่นใด หน้าที่การงานนี้จึงทำได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่นไม่ให้เผลอสติทั้งวันได้ ไม่มีการมีงานอะไร ไม่ให้เผลอ ปัดกวาดเช็ดถูอะไรสติติดแนบๆ อยู่อย่างนั้นตลอดเวลา เมื่อจิตได้มีการบำรุงรักษาอยู่ไม่มีอะไรเข้ามาทำลาย ก็ค่อยเจริญขึ้นๆ จิตเจริญด้วยการรักษา อะไรรักษา สติ นั่น ถ้าสติยังครอบจิตอยู่กิเลสก็ไม่เกิด แม้จะมีอยู่เต็มหัวใจก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ กิเลสจะออก เอาสังขารคือความคิดปรุงนี้เป็นเครื่องมือ มันจะผลักดันออกมาๆ

         เราจะเห็นได้ชัดเวลากิเลสมันอยากคิดอยากปรุง มันผลักดันคำบริกรรมของเราขึ้นมา ทางนี้ก็บีบเอาไว้ด้วยคำบริกรรม ด้วยสติๆ ทางนั้นก็ขึ้นไม่ได้ บีบเอาไว้ๆ หลายครั้งหลายหนทางที่ผลักดันขึ้นมาก็เบาลงๆ เมื่อทางนั้นเบาลง คำบริกรรมของเรากับสติติดแนบแน่นหนามั่นคงเข้าไป ใจสงบ สงบได้เพราะกิเลสไม่กวน จากนั้นไปก็ค่อยสงบลงเรื่อย กิเลสค่อยจางไปๆ คือความฟุ้งซ่านวุ่นวายแหละกิเลส มันค่อยจางลงไปๆ เพราะข้อบังคับได้แก่คำภาวนาของเรา จากนั้นจิตใจก็สงบได้ละที่นี่

         พอจิตใจสงบได้จะเห็นความสำคัญของใจในเวลานั้นนะ ถ้าใจยังสงบไม่ได้ ไม่มีความหมายในโลกธาตุนี้ เป็นบ๋อยของสิ่งทั้งหลายทั่วโลกนี้ไปหมด จิตดวงนี้ไม่มีเป็นใหญ่ ไม่มีความสำคัญตนว่าดีชั่วประการใดเลย เป็นบ๋อยเขาทั้งนั้น ของอารมณ์ต่างๆ ก็ของกิเลสที่มันคิดมันปรุงนั้นแหละมันหลอกเจ้าของ กิเลสอยู่ในใจคิดปรุงขึ้นจากใจ หลอกตัวเองให้หลงไปเรื่อยๆ พอจิตสงบแล้วสิ่งหลอกเหล่านี้สงบๆ เงียบไปเลย เมื่ออบรมมากเข้าๆ ความสงบนี้แน่นหนามั่นคงเป็นสมาธิขึ้นมา สมาธิคือความแน่นหนามั่นคง ความสงบนั่นละแน่นเข้าไปๆ ประหนึ่งว่าก้อนหินทีเดียว

         จิตสงบเต็มที่จิตมีสมาธิเต็มภูมิแล้วจะเป็นเหมือนหินแน่นปึ๋งเลย สติก็อยู่กับนั้นอีกนะ ไม่ว่าจะความสงบขั้นใดถึงขั้นสมาธิ สติติดแนบอยู่นั้น เอาอันนั้นแทนคำบริกรรม เอาจุดแห่งความสงบเย็นนั้นเป็นจุดหมาย แล้วสติตั้งอยู่ในนั้นเรื่อยๆๆ ทีนี้พอจิตค่อยสงบ ค่อยอิ่มอารมณ์การคิดปรุงแต่งต่างๆ แล้วออกทางด้านปัญญา ปัญญาก็เคยได้สอนแล้ว พิจารณาแล้ว แยกธาตุแยกขันธ์ แยกเขาแยกเรา พระพุทธเจ้าท่านสอนให้พระแล้วว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เปิดออกให้เห็น ของเหล่านี้อยู่กับตัวของเราเอง ไม่อยู่ที่ไหน

         ผมอยู่กับหัวเรา ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก อยู่กับตัวของเราทั้งนั้น ดูเหล่านี้ให้มันเห็นชัด หลงๆ อันนี้แหละจะเป็นหลงอะไรไป เมื่อพิจารณาอันนี้ชัดแล้วจิตใจจะถอนออกมาจากความยึดมั่นถือมั่น นี่เรียกว่าปัญญา ทีแรกก็เกสาก็เป็นคำบริกรรมให้จิตสงบเสียก่อน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ใครจะทำให้เป็นความสงบก็ได้ พอจิตสงบแล้วเอาอันนี้เป็นวิปัสสนาไปเลย คลี่คลายสิ่งเหล่านี้ออกให้เห็นชัดเจน ทั้งภายนอกภายใน จิตกระจ่างแจ้งขึ้นมาๆ นั่นธรรมออกแล้วนะที่นี่ ธรรมเริ่มเกิดแล้วๆ  

         จากนั้นปัญญาไม่มีสิ้นสุด ดังที่เคยพูดแล้วกระจ่างแจ้งไม่มีสิ้นสุด จนกระทั่งกิเลสสิ้นซากไปเมื่อไรแล้ว ปัญญาเครื่องแก้เครื่องถอดถอนกิเลสจะยุติตัวเอง ไม่ต้องมีการบังคับบัญชาอะไร เบื้องต้นท่านแสดงว่ามหาสติมหาปัญญาหมุนเป็นธรรมจักร โดยอัตโนมัติของตัวเองเพื่อฆ่ากิเลสทุกประเภท ส่วนมากลงถึงขึ้นมหาสติมหาปัญญาแล้วต้องเป็นกิเลสขั้นละเอียดสุดยอด แต่จิตก็หมุนมาตลอดๆ จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นไปจากใจหมดแล้ว มหาสติมหาปัญญาที่หมุนเป็นธรรมจักรยุติตัวเองเงียบ ทีนี้หมดงานไม่มีอะไร มีกิเลสเท่านี้เป็นตัวก่อกวนยุ่งเหยิงวุ่นวายภายในจิตใจ

         พอกิเลสสิ้นซากไปแล้วไม่มีอะไรกวนใจ ธาตุเป็นธาตุ ขันธ์เป็นขันธ์ รูปก็คือกายของเรา เวทนาคือความสุขทุกข์ที่มีอยู่ภายในกาย ไม่ได้มีในจิต หมดแล้วจิต สัญญาจำนั้นหมายนี้ก็จำไปตามเรื่องของขันธ์ สังขาร วิญญาณรับทราบจากทางตา หู จมูก ที่มันสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งที่ได้รับทราบๆ แล้วดับไปๆ มีขันธ์ทำงานของตัวอยู่เท่านั้น ขันธ์นี้ไม่มีเจ้าของ กิเลสซึ่งเป็นเจ้าของด้วยความยึดมั่นถือมั่นของมันขาดสะบั้นลงไปแล้ว ธรรมเป็นเจ้าของ ธรรมไม่ยึด เอาขันธ์เหล่านี้มาเป็นเครื่องมือทำงานสอนโลกทั่วๆ ไป ดังพระพุทธเจ้าสาวกทั้งหลายท่านสอน ท่านเอาขันธ์นี้ ขันธ์ของท่านเป็นขันธ์ล้วนๆ ไม่ได้เป็นขันธ์เจือปนด้วยกิเลส

         เวลากิเลสมีอยู่ไม่ว่ารูปว่ากาย ว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เสริมให้กิเลสเกิดตลอด พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปนี้เป็นขันธ์ล้วนๆ ไม่เป็นกิเลส  นี่ละธรรมเกิดอย่างนั้น ท่านทั้งหลายให้ฟังเอา เวลากิเลสเกิด อยู่ที่ไหนเป็นฟืนเป็นไฟไปตามๆ กันหมด มีแต่พวกกิเลสเกิด เข้าใจไหม โรงงานกิเลสก็คือตัวของเรา ใจของเรา มันหมุนติ้วๆ กิเลสพาให้หมุน พอฆ่ากิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วกิเลสหมดไม่มีอะไรหมุน เหลือแต่ธรรมที่บริสุทธิ์ล้วนๆ ท่านไม่หมุน ก็ดูแต่ขันธ์ที่มันดีดมันดิ้นไปตามสภาพของมัน

         ขันธ์นี่เหมือนโลกทั่วๆ ไป ไม่มีอะไรผิดแปลกต่างกันนะขันธ์ โลกเป็นยังไง ขันธ์ของพระพุทธเจ้าของพระอรหันต์ก็เป็นแบบเดียวกัน เป็นแต่เพียงว่าเป็นขันธ์ล้วนๆ ไม่มีกิเลสเจือปน การเป็นอยู่หลับนอนอะไรๆ เหมือนกันหมด คือความรู้ที่อยู่ในขันธ์ วงขันธ์นี้เท่านั้นที่เป็นอยู่ในขันธ์ ความรู้ที่รับทราบตลอดเวลาในขันธ์นี้คือความรู้ที่เกี่ยวกับขันธ์ เวลามีชีวิตอยู่ สำหรับความบริสุทธิ์นั้นเรียกว่าทุกอย่างขาดสะบั้นไปหมดตั้งแต่ขณะท่านตรัสรู้ธรรม หรือบรรลุธรรม

         ความรู้อันหนึ่งที่เป็นประจำในการรับผิดชอบขันธ์ของท่าน จิตของท่านบริสุทธิ์แล้ว ความรู้อันนี้แทรกอยู่กับเรื่องขันธ์ เพราะฉะนั้นกิริยาต่างๆ จึงมีเหมือนกัน เช่นเดินไปตามทางจะลื่นอย่างนี้ พระปุถุชน คนปุถุชน กับพระอรหันต์ลื่นจะช่วยตัวเองเต็มความสามารถเหมือนกัน ไม่ได้ผิดกันเลย ไม่ควรล้มไม่ยอมให้ล้ม ช่วยตัวเอง ถ้าควรจะล้มแล้วใครก็ล้มได้ด้วยกัน นี่เรียกว่าสัญชาตญาณ ไม่ต้องบังคับ ยึดถือไม่ยึดถือ สัญชาตญาณความรับผิดชอบตัวเองจะช่วยตัวเองเต็มเหนี่ยว ไม่ควรล้มจะไม่ยอมล้ม ลื่น หรือเดินไปจะเหยียบนึกว่างู โดดผึงเดียวข้ามไปแล้ว นั่น เป็นแบบเดียวกัน เป็นแต่เพียงว่าใจต่างกัน อันนี้ต่างกัน

         คือใจของคนสามัญจะร้อนวูบ ใครก็รู้ทุกคน เพราะงูทั้งตัวจะเหยียบมัน โดดข้ามไปนี้ตกใจเกินเหตุเกินผลจนร้อนวูบเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ใจของผู้สิ้นกิเลสแล้วท่านจะแย็บรู้เท่านั้น หากธรรมชาติอันหนึ่งช่วยตัวเอง โดดข้ามได้ นี่สัญชาตญาณ อันนี้เป็นเหมือนกัน ให้ท่านทั้งหลายทราบ วันนี้พูดถึงเรื่องขันธ์เหมือนกับโลกทั่วๆ ไป คืออะไร ดังที่มีคนมาถามปัญหาพ่อแม่ครูจารย์มั่น แล้วเกี่ยวกับเรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่น ถามมาหาเรา เราไม่ตอบเสียเวลาจะตอบ เรามีตอบฉบับหนึ่งหรือไง

         เขาสงสัย พระท่านสงสัยท่านก็ถามมาไม่มีเจตนาร้ายต่ออะไรละ ท่านสงสัยท่านก็ถามเรามาว่า ท่านอาจารย์มั่นใครก็ร่ำลือกันทั้งโลกว่าท่านเป็นพระอรหันต์ แต่ทำไมท่านยังสูบบุหรี่อยู่ ขอถามท่าน เขาถามตามเรื่องว่า ถ้าลงเป็นอรหันต์แล้วให้เป็นอรหันต์หมดทั้งธาตุทั้งขันธ์ เคยขี้อย่าขี้ เคยเยี่ยวอย่าเยี่ยว เคยกินอย่ากิน เคยนอนอย่านอน เป็นอรหันต์แล้วกินไม่ได้ ขี้ไม่ได้ นอนไม่ได้ ถ้าเป็นอรหันต์แล้ว ถ้าเป็นธาตุธรรมดาทั่วๆ ไปก็กินได้นอนได้เหมือนกัน อันนี้เป็นเรื่องธาตุเรื่องขันธ์

         เรื่องขันธ์นี้มันเป็นเหมือนโลก ยังบอกแล้ว เช่นอย่างยาเสพย์ติดลองดูซิน่ะ ขันธ์ใครก็ตาม เพราะขันธ์นี้เป็นสมมุติด้วยกัน ติดได้ไม่สงสัย ไม่ว่าขันธ์ปุถุชน ไม่ว่าขันธ์ของพระอรหันต์ ขันธ์ของพระพุทธเจ้า ยาเสพย์ติดเข้าไปในขันธ์นี้มันเข้ากันได้เสมอกัน เพราะฉะนั้นพูดได้ยันเลยว่า ปุถุชนแน่ใจแล้วว่ากินยาเสพย์ติดนั้นติด พระอรหันต์ใครว่าไม่ติด ติด ขันธ์ของท่านติด แต่ดวงใจของท่านอรหันต์ไม่ติด ขันธ์ของท่านติด ขันธ์ของพระพุทธเจ้าติด แต่พระพุทธเจ้าไม่ติดยาเสพย์ติด ให้เข้าใจอย่างนั้นซิ แยกอย่างนั้นซิ เพราะเหล่านี้เป็นเรื่องของสมมุติก็ต้องเป็นแบบสมมุติไป

         เพราะฉะนั้นท่านจึงห้าม เมื่อมีความรับผิดชอบในธาตุในขันธ์ของตนจากความบริสุทธิ์ของใจแล้วท่านจะไม่แตะสิ่งเหล่านี้ ท่านรักษาได้เข้มงวดกวดขัน ถ้ากินลงไปติดเหมือนกัน เข้าใจเหรอ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์แล้วไม่ติด อย่าเข้าใจผิดนะ นี่ถอดออกมาจากหัวใจ ฟังให้ชัดเจนนะ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเหมือนโลกทั่วๆ ไป เป็นแต่เพียงว่าจิตเป็นอันหนึ่งต่างหาก ผ่านไปหมดแล้ว รับผิดชอบอยู่นั้นแต่ไม่ใช่อันนั้น มันเป็นหลักธรรมชาติของมัน เรื่องของขันธ์ก็เป็นไปตามขันธ์ อะไรควรชอบ อะไรไม่ควรชอบ อันนั้นดี อันนี้ไม่ดี รักอันนั้น ไม่รักอันนั้น อยู่ในวงขันธ์ทั้งนั้นเข้าใจไหม ธรรมชาตินั้นไม่มี ให้พากันเข้าใจนะ

         เป็นยังไงหลวงตาบัวพูดถึงเรื่องยาเสพย์ติด จะมีตั้งแต่ปุถุชนหรือ ท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วขันธ์ของท่านเป็นขันธ์เหมือนโลกทั่วๆ ไปติดได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงห้ามตลอดไปเลย สิ่งที่เป็นภัยพระพุทธเจ้าทราบหมด ห้าม สุรายาเมาอะไรจนกระทั่งยาเสพย์ติด อย่างเกิดขึ้นมาทุกวันนี้ก็เป็นธรรมของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้แล้ว พวกยาเสพย์ติด สงเคราะห์เข้าในสุราเลยทันที ไม่ต้องไปหามาจากที่ไหน อันนี้เป็นภาคที่เป็นพิษเป็นภัย เข้าในสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย ห้ามในทางพระวินัยทันทีเลย เข้าใจไหมล่ะ

         เช่นอย่างน้ำอ้อย น้ำตาล แต่ก่อนไม่ได้พูดถึงเรื่องน้ำตาล พูดแต่น้ำอ้อย ทีนี้น้ำตาลก็เป็นสิ่งคู่ควรกันเหมือนกันกับน้ำอ้อย เข้าในทางอนุญาตว่าเป็นสัตตาหกาลิก น้ำอ้อยกับน้ำตาลจึงเป็นของคู่ควรได้เช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับยาฝิ่นหรือสุรายาเมา จนกระทั่งยาเสพย์ติด เข้ากันได้พวกนี้ ห้ามทางพระวินัย ท่านสงเคราะห์เข้ากันอย่างนั้นๆ มีลักษณะปกครองทางวินัย แล้วแยกแยะออกไป อันใดที่ควรกับทางไหนทางดีหรือทางชั่ว ที่ควรทางดีให้หมุนไปทางดี ที่ควรทางชั่วให้หมุนทางชั่ว เช่น พวกฝิ่น พวกยาเสพย์ติด ให้หมุนเข้าไปทางสุรา สุราเป็นพื้นฐานไว้แล้วที่ห้าม เหล่านั้นเข้ามาอยู่ในจุดนี้หมด เป็นสิ่งที่ห้ามเหมือนกันหมด

         สิ่งที่ถูกต้องดีงาม เช่นอย่างน้ำตาล เช่นน้ำอ้อย ท่านกำหนดไว้ว่า น้ำอ้อยอนุญาตไว้ในพระวินัย รับประเคนแล้วฉันได้ ๗ วัน หมดอายุ ต้องสละ ไม่สละไม่ได้ แต่ก่อนน้ำตาลไม่มี ทีนี้เวลามีน้ำตาลมามันเป็นของคู่ควรกันกับน้ำอ้อย น้ำตาลจึงสงเคราะห์เข้าไปด้วยกันนี้ อันไหนที่ควรทางดีก็ให้สงเคราะห์ทางดี อะไรที่ควรทางชั่วสงเคราะห์ทางชั่ว เรียกว่าควรห้าม ห้าม ฝ่ายไหนที่ควรห้ามสงเคราะห์เข้าไปฝ่ายห้าม ส่วนไหนที่เป็นฝ่ายอนุโลมผ่อนผันหรือฝ่ายถูกต้องให้เป็นไปตามนั้น

         ให้พากันเข้าใจ เอ้าเอาไปฟังหลวงตาบัวพูดผิดไหมที่พูดเหล่านี้ เรื่องขันธ์เป็นขันธ์ติดได้เหมือนกันหมดในโลกนี้ เราจึงบอกว่าเอาสุรายาเมา เอายาเสพย์ติดไปให้พระอรหันต์ท่านกิน อรหันต์ท่านไม่ติดแต่ธาตุขันธ์ของท่านติด เข้าใจไหม เดี๋ยวก็จะไปเหมาว่าพระอรหันต์ติด ธาตุขันธ์ของท่านไม่ได้เป็นอรหันต์ ทีนี้ท่านเป็นผู้รับผิดชอบ คือท่านบริสุทธิ์แล้วรับผิดชอบในขันธ์ของท่านไม่ควรท่านปัดทันทีเลย ให้พากันเข้าใจอย่างนั้นนะ เดี๋ยวจะว่าอะไรๆ ก็ไม่ติดทั้งหมด อย่างที่เขาถามมา ทราบว่าหลวงปู่มั่นยังสูบบุหรี่อยู่ ว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว เราอยากตอบว่าโคตรพ่อโคตรแม่มึงเคยเป็นพระอรหันต์หรือมึงมาเก่งกว่าครูบาอาจารย์ของกูได้เหรอ อยากว่างั้นเข้าใจไหม เขาถามมาด้วยเจตนาดีเราก็ตอบให้ฟังอย่างนั้นแหละ

         อะไรไม่ขัดข้องตามหลักธรรมหลักวินัย ความสวยงาม ความนิยมของมนุษย์แล้วก็ใช้กันได้ แต่อะไรขัดข้องแล้วปัดออกๆ เราก็ชี้แจงให้ฟังตามเรื่องนั่นแหละ ทั้งๆ ที่คนถามมามากต่อมากเราไม่ตอบ ก็หลับตามาถาม ถ้าหากว่าธรรมก็ลืมตาฟังลืมตาดู ไม่ควรตอบ ตอบหาอะไร อย่างนี้ก็ได้ แต่เราไม่ได้ยกว่าเราเป็นคนตาดีตาบอดอะไร เราคือเรา เข้าใจไหม พูดให้ฟังอย่างนี้นะ วันนี้แยกแยะธรรมทั้งหลายให้ท่านทั้งหลายฟัง เข้าไปภาคปฏิบัติมันก็รู้เอง สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้ามันจะรู้ภายในใจ เรียกว่าธรรมเกิด ธรรมเป็นผู้ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่าง ปัดทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเหมาะสม ควรหรือไม่ควรธรรมจะรู้เองภายในใจ ไม่ต้องมีใครมาบอกก็ตาม อะไรควรไม่ควรจะปัดจะเสริมทันทีๆ นั่นแหละธรรมในใจเป็นอย่างนั้น

นี่ก็เริ่มเข้าพรรษาแล้ว เมื่อวานนี้ก็ได้อธิบายให้ฟังแล้ว เกี่ยวกับเรื่องตั้งสัจจอธิษฐานรักษาตัวเอง ปฏิบัติให้ได้สาระสำคัญในเวลาเข้าพรรษา ๓ เดือนไม่มากอะไรนักเลย ใครจะได้สาระสำคัญอะไรเป็นที่ระลึกในเวลาพรรษา เช่น การให้ทาน การรักษาศีล การทำความดีประเภทต่างๆ ในพรรษานี้เราจะเข้มงวดกวดขันทำความดีให้ได้อย่างนั้นๆ ให้ทำเอานะ พระพุทธเจ้าทรงสอน เมื่อวานนี้ลืมภาษาบาลี วันนี้ระลึกได้แล้ว ก็อย่างนั้นแล้ว มันลืมไปเฉยๆ มันฝังอยู่ในใจนานแล้ว ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา วันนี้มันระลึกได้แล้วเข้าใจไหม ก็มันติดอยู่ในนั้น มันลืมเฉยๆ

ความพากเพียรเพื่อละกิเลสทั้งหลายนี้ เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายทำเอง พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นแต่เพียงผู้ชี้บอกแนวทางผิดถูกชั่วดีเท่านั้น เข้าใจแล้วหรือ? เราก็ให้ไปปฏิบัติ ท่านสอนไว้อย่างนั้น ความดีความชั่วอยู่กับเรา เราทำทางดี ดี ทำทางชั่ว ชั่ว ให้ปฏิบัติตัวเอง ซึ่งเวลานี้อยู่ในศูนย์กลาง ไปทางชั่วก็ได้ ไปทางดีก็ได้เรา ถ้าเราปล่อยตัวไปทางชั่วไหลลงไปเลย ถ้าทำดีก็ไหลไปทางดี จำเอานะ วันนี้ก็เทศน์เท่านี้ว่าจะไม่เทศน์มากมันก็มากของมันเอง

ในพรรษาให้มีขอบมีเขตนะ พระท่านมีขอบเขต เมื่อเช้านี้ก็มาฉันตั้ง ๔๐ องค์แต่เรากำหนดไว้ว่าไม่ให้เลย ๕๐ แต่นี้มีพระพิเศษมาที่เรารับ อาจจะพิเศษไปอีกก็ได้ เพราะพระที่อยู่แล้วก็เต็มจำนวนนั้นจะขับไล่ท่านไปไหน เข้าใจไหมล่ะ ทีนี้เวลาเรารับพิเศษก็เป็นพิเศษขึ้นมา อย่างเมื่อวานก็มาองค์หนึ่งจะมาจำพรรษาที่นี่ เราเปิดโอกาสให้พระเราปฏิบัติหน้าที่ของตน คือการประกอบความพากเพียร เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา สำรวมระวังตนด้วยสติๆ ตลอด เราไม่ให้ลดหย่อนผ่อนผันเรื่องความพากเพียรของพระ  ในวัดนี้ไม่ให้อ่อนเลยนะ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เข้มงวดกวดขันมาตลอด งานการข้างนอกจะมีบ้างก็ให้มี หากเวลาจำเป็นเราก็ขอร้องให้ท่านมาช่วยชั่วระยะชั่วกาลเวลา จากนั้นก็ให้เป็นปรกติ เราก็ทำของเราไปเอง เราไม่กวนท่านนะ เพราะเราถือเรื่องความพากเพียรทางด้านธรรมะนี้ เรียกว่าเลิศเลออยู่ในหัวใจตลอดแล้วไม่มีจืดจาง

งานการภายนอกเป็นเพียงอาศัยเท่านั้นเอง ภายในสำคัญมากทีเดียว เราจึงไม่รบกวนพระ สถานที่อยู่นี้ก็พอดีจำเป็นก็ ๕๐ องค์พอดี ต่อไปนี้ข้างนอกก็กำลังปลูกต้นไม้อะไรๆ กำลังขยายๆ ทีนี้พอสมควรแล้วการงานข้างนอกค่อยเบาไป พระท่านก็จะไปปลูกกระต๊อบอยู่ข้างนอกนั่นแหละ นอกกำแพงแต่ในวัดเหมือนกัน เวลานี้ยังรออยู่ แต่กระต๊อบมันมีอยู่แล้ว ท่านจะพักเป็นกาลเป็นเวลา เวลามีการมีงานท่านก็พักอยู่ในกระต๊อบตามนั้น ถ้าหมดไม่มีการงานนี้ท่านก็เข้ามาอยู่ข้างใน ปล่อยให้เขาทำงานวัดที่ยังไม่เสร็จไม่สิ้นต่อไปเรื่อยๆ อย่างนั้น พองานทางนั้นเสร็จพระนี้จะขยายออกไปข้างนอกกำแพงไปเรื่อยๆ เต็มวัดแหละ หมดแล้วนะ

มีอะไรเอาเข้ามาๆ ตั้งอยู่โน้นแหละเทียน ใครก็เทียนพรรษาๆ อันนี้เป็นความนิยมกันต่างหาก ท่านบอกไว้ในหลักธรรมหลักวินัยว่า ธูปเทียนธรรมดา เดี๋ยวนี้เพิ่มขึ้นมาว่าเทียนพรรษา คนนั้นก็ถวายเทียนพรรษาๆ เทียนบางเล่มเท่าต้นเสานี่ นี่เทียนพรรษาถวายวัดสวนแสงธรรมเราเคยเตือนมาแล้ว ค่อยเบาบางไป ปีนี้ขึ้นอีกแล้วต้นเท่าเสานี้ก็มี แล้วก็บีบบังคับให้พระต้องขนมา ขนขอนซุงคือเทียนพรรษานั้นมา พิจารณาเหตุผลบ้างซิพี่น้องทั้งหลาย อะไรพอเหมาะพอดีมันก็รู้กันอยู่นี่ มันเลยเหตุเลยผลก็รู้ใช่ไหมล่ะ เอะอะก็เทียนพรรษาๆ ไม่ฟังเหตุฟังผล เทียนพรรษามันหนักเบามากน้อยเพียงไร มีที่ไหนเทียนพรรษาไม่มี มีแต่ถวายดอกไม้ธูปเทียนโดยไม่นิยมกาลสถานที่เวล่ำเวลาเท่านั้น ตามแต่อัธยาศัย เข้าใจแล้วหรือ?

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาตามกำหนดการ ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก