ใจงามด้วยธรรม
วันที่ 4 สิงหาคม 2547 เวลา 8:25 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

ใจงามด้วยธรรม

 

ก่อนจังหัน

          พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ละเอียดอ่อนมากที่สุด ละเอียดลออสุขุมมาก ใครถ้าลงได้ผ่านศาสนาตามหลักวินัยของพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้ว ไม่ว่าฆราวาส ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ และพระ จะเป็นผู้สวยงามสงบเย็นไปด้วยกัน เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนที่ละเอียดอ่อนมากทีเดียว ถึงขนาดที่ว่าตรัสรู้แล้วทรงท้อพระทัยไม่อยากสอนใคร นั่นละผลที่ท่านได้ เลิศเลอถึงขนาดที่ท้อพระทัย ซึ่งสัตว์ทั้งหลายจะเทิดทูนไว้ได้ นั่นละผลของการปฏิบัติตามศาสนาซึ่งมีความละเอียดอ่อนมากที่สุด ความเพียรก็ไม่เกินพุทธศาสนา ถ้าแยกมาเป็นพระแล้วก็ ความเพียรของพระ ความอดทนของพระ ความสำรวมระวังของพระ ความมีสติสัมปชัญญะรอบตัวของพระ หน้าที่การงานของพระที่ทำประจำเพศของตน เหล่านี้เป็นงานที่ละเอียดอ่อนมาก

พระตื่นมาจะต้องประกอบงานนี้ มีงานนี้ติดตัว ไม่ใช่ขี้เกียจขี้คร้าน นอนตื่นขึ้นมาเมื่อไรก็ได้เพราะมีคนเอาข้าวมาให้กิน อย่างนี้ไม่ใช่ศาสนา ไม่ใช่เรื่องของพระ พระต้องตื่นด้วยความมีสติ เวลาจะนอนท่านให้กำหนดเอาไว้ว่ากี่ชั่วโมงจะนอน ทำความกำหนดไว้กับตนว่าประมาณเท่านั้นจะตื่น นอนลงด้วยความไม่นอนใจ พอถึงเวลาตื่นแล้วประกอบงานด้วยสติติดกับตัว นี่คืองานของพระผู้จะทรงมรรคทรงผล และผู้ทรงมรรคทรงผลไปแล้ว เป็นงานที่ละเอียดลออมากที่สุด ไม่มีงานใดในโลกนี้จะเกินงานของพระที่ประกอบตามหลักธรรมหลักวินัยของพระพุทธเจ้า เพราะธรรมก็ละเอียด กิเลสก็ละเอียด ต้องใช้ให้พอดีกัน

ด้วยเหตุนี้ท่านผู้มาปฏิบัติ อย่าเอานิสัยเก่าแก่ดั้งเดิมตั้งแต่เป็นฆราวาสมาใช้ จะขัดกันวันยังค่ำ ต้องมาพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงใหม่ตามหลักของพุทธศาสนา เช่นพระวินัย ให้มีความหิริโอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรมที่จะทำลายศีลของตน นี่เรียกว่าพระวินัย นี่คือองค์ศาสดาอยู่กับพระวินัย ธรรมก็มีสติธรรม ปัญญาธรรม วิริยธรรม ขันติธรรม เป็นต้น หรือว่าพละ ๕ ที่เป็นหลักใหญ่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ท่านเรียกว่าอินทรีย์ ๕ ความเป็นใหญ่หรือกำลังใหญ่ ให้มีประจำตนเสมอ นี่คือพระผู้จะทรงมรรคทรงผล อย่ามาอยู่เด้นๆ ด้านๆ แล้วก็ขายศาสนาไปเปล่าๆ ใครก้าวเข้ามาศาสนาก็มาทำความเลอะเทอะ ออกไปก็ทำลายตัวเองแล้วก็ทำลายศาสนา ทำลายผู้อื่น ให้พาหิรชนเขาดูถูกเหยียดหยามผู้เข้ามาปฏิบัติหรือบวชในศาสนาแล้วทำตัวเลวร้าย ดูไม่ได้เลยอย่างนี้ อย่าให้มีในวงของพระเรา ต้องเป็นผู้ปฏิบัติ

ตัวเองตำหนิตัวเองไม่ได้แล้ว คนอื่นก็ตำหนิไม่ได้ คำว่าตำหนิตนต้องเอาหลักธรรมหลักวินัยเข้ามาทดสอบกัน บกพร่องตรงไหนนั่นละตนบกพร่อง ให้นำมาแก้ไขดัดแปลง นี่เรียกว่าการรักษาตน การปฏิบัติตน หน้าที่การงานของพระมีความละเอียดลออสุขุมคัมภีรภาพมากทีเดียว คนทั้งหลายเขาไม่เคย ต้องเป็นผู้ปฏิบัติ แม้ในวงพระด้วยกันก็ตามทั้งพระปริยัติ พระปฏิบัติ รวมแล้วจะมาอยู่ในพระปฏิบัติ เป็นภาคที่ละเอียดลออมากที่สุด ดังที่กล่าวนี้ สติ ตื่นนอนขึ้นมาจับติดแล้ว ความพากเพียรหน้าที่การงานทุกอย่างทำด้วยความไม่นอนใจๆ นี้คือธรรมเป็นอย่างนั้น อะไรนอนใจไม่ใช่ธรรม อืดอาดเนือยนายไม่ใช่ธรรม ขี้เกียจขี้คร้านอ่อนแอไม่ใช่ธรรมๆ ให้พากันจำเอาไว้

ท่านทั้งหลายจะเป็นผู้ทรงมรรคทรงผล อยู่กับองค์ธรรมองค์วินัย องค์ธรรมองค์วินัยนี้แลคือศาสดาองค์เอกของพวกเราทั้งหลาย ท่านเปิดทางเพื่อมรรคผลนิพพานไว้ตลอดเวลา ด้วยการปฏิบัติถูกต้องตามธรรมตามวินัย มรรคผลนิพพานอยู่ที่นี่อย่าไปหาที่อื่น ให้ดูธรรมดูวินัย ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามนี้ ศาสดาอยู่ตรงนี้นะอย่าไปคิดที่อื่น ถ้าตรงจุดนี้แล้วพระพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ สดๆ ร้อนๆ มรรคผลนิพพานสดๆ ร้อนๆ อยู่กับการปฏิบัติ ซึ่งเป็นสายทางที่ถูกต้องเพื่อมรรคผลนิพพานของเรานี้แล จำให้ดีนะ

ผมนานๆ จะได้สั่งสอนพระเรา ไม่ค่อยมีเวล่ำเวลา ถ้าสอนก็คละเคล้ากันไปหมดซึ่งไม่สนิทใจ สอนให้ถูกต้องจริงๆ สอนพระต้องเป็นคำสอนของพระ ฆราวาสเป็นฆราวาส เพราะหน้าที่การงานต่างกัน ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ ให้ดูหัวใจตนเองอย่าดูที่อื่น ใจนั้นเป็นมหาเหตุเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา กิเลสพาให้เคลื่อนไม่ใช่ธรรมพาให้เคลื่อน ส่วนมากต่อมาก อยากจะพูดว่าร้อยทั้งร้อยกิเลสพาให้เคลื่อน ให้คิดให้ปรุงให้อยากรู้อยากเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ให้ดีดให้ดิ้น หวังนั้นหวังนี้ มีแต่เรื่องของกิเลสทั้งนั้น ธรรมจับเข้าไปรู้ แก้กันได้ๆ นี่ละถ้ามีสติมีปัญญาติดแนบ ตามแก้ตามไขกันอยู่แล้ว สิ่งเหล่านั้นจะค่อยจืดจางไปโดยลำดับ มรรคผลนิพพานภายในใจของเรานี้จะค่อยกระจ่างแจ้งขึ้นมา จำให้ดี ต่อนี้ไปจะให้พร

 

หลังจังหัน

          พูดถึงความละเอียดอ่อนของพุทธศาสนาทำให้เราสะดุดใจ เลยไม่ลืมนะที่เราไปหาหลวงปู่มั่น บ้านโคกนามน ไปอยู่กับท่านแล้ว เรามองดูพระองค์ใดๆ ที่อยู่กับท่านในระยะที่เราไปนั้นประมาณ ๘-๙ องค์ ส่วนมากท่านไม่รับพระมาก นี่เรียกว่าอนุโลมเต็มที่ ดูองค์ไหนเหมือนผ้าพับไว้ๆ งามตาน่าเลื่อมใสทุกองค์ๆ จนทำให้ลงใจเชื่อหนักลงไปว่า ท่านเหล่านี้เป็นพระอรหันต์ทั้งหมดแล้วเหรอ เป็นในจิตนะ ท่านเหล่านี้จะเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดแล้วเหรอ จะเป็นคนมีกิเลสหนาปัญญาหยาบเฉพาะเราองค์เดียวนี้เหรอมาสับปนอยู่ที่นี่ นี่ความคิด เราไม่ลืมนะ คือมององค์ไหนสวยงามตลอด เหมือนผ้าพับไว้ นั่นละความมีสติ สติครอบสวยงามไปหมด สติแล้วก็ปัญญารอบ นี่ละธรรมละเอียดมากนะ

          พุทธศาสนาเท่านั้น เราบอกได้เลยชี้นิ้วได้เลยว่า พุทธศาสนาเท่านั้นที่เป็นศาสนาที่รื้อโลกรื้อสงสารให้หลุดพ้นจากทุกข์ไปโดยลำดับลำดา นอกนั้นเราไม่พูดถึง เราชี้นิ้วนี้เลย คือหาที่ต้องติไม่ได้ ภายนอกดูก็งามตา ทุกอย่างงามตาไปหมดเลย ทีนี้ภายในท่านก็ชำระของท่านตลอดๆ จิตเมื่อได้มีการบำรุงรักษาอยู่เสมอย่อมค่อยเจริญขึ้น งอกงามขึ้น สงบร่มเย็น สว่างไสวขึ้นมา ที่ไม่เป็นเช่นนั้นได้เพราะความมืดดำของกิเลสครอบอยู่นั้น

โลกนี้เป็นโลกที่ครอบด้วยกิเลส ตาจะมีสิบตาก็ตาม ใสยิ่งกว่าตาแมวก็ตาม มันก็ใสแต่ตาแต่ใจมันมืด แล้วที่จะชำระสิ่งมืดมัวเหล่านี้ออกได้คืออะไร หาอะไรหาในโลกนี้ไม่มีอีกแหละ มีธรรมเท่านั้นที่ชำระล้างออกได้ อย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมา นั่นเรียกว่าชำระสิ่งที่มืดมัวนั้นออกได้หมด เรียกว่าโดยสิ้นเชิง เป็นศาสดาเอกขึ้นมา ศาสดาเอกพระพุทธเจ้านี้จ้าไปหมดเลย เรียกว่าโลกวิทู รู้แจ้งทั้งโลกนอกตลอดทั่วถึง ทั้งโลกในพระทัยสว่างกระจ่างแจ้งไปหมดเลย

          นำธรรมอันนี้แลออกสอนโลกด้วยความถูกต้องแม่นยำ จึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ดีแล้ว ตรัสไว้ชอบแล้ว ไม่มีที่ต้องติในบรรดาธรรมทุกขั้นทุกภูมิ เหมาะสมตลอดเวลา เป็นสวากขาตธรรมตลอดสุดถึงนิพพาน นี่คือธรรมขององค์ศาสดาเรียกว่าพุทธศาสนา พุทธศาสนานี้บอกว่าเท่านั้นเลย ที่จะรื้อโลกรื้อสงสาร สร้างคุณงามความดีเป็นบุญเป็นกุศลเป็นลำดับลำดาเพื่อขึ้นสู่ธรรมขั้นสูงเป็นลำดับลำดาไป ให้จำเอาอันนี้ก็แล้วกัน

          ศาสนาอื่นใดไม่พูดถึงแหละ ให้จำเอาจุดที่สำคัญ คว้าติดอันนี้อย่าปล่อยวางนะ เราเกิดมามีวาสนาแล้ว ได้มาพบศาสนาเต็มโลก เป็นยังไงนั่นฟังซิ ทำไมมีเพียงพุทธศาสนาเท่านั้นอยู่ในท่ามกลาง เราทำไมจึงได้มาเจอ เกิดมายังไง โลกสงสารก็เกิดมาด้วยกันเขาไม่ได้เจอนะ เจอก็เหมือนกับไก่ไปพบพลอยนั่นแหละ ในนิทานอีสป นี้ท่านก็เอามาจากปิฎกเหมือนกัน เวลาเราไปอ่านในนู้นเราถึงรู้ ไก่แจ้ตัวหนึ่งคุ้ยเขี่ยหาอาหาร ไปพบพลอยเม็ดหนึ่งงามดีมีค่ามาก จึงพูดเปรยๆ ขึ้นว่า นี่หมายถึงพลอยเม็ดนี้ ถ้าเจ้าของของเจ้ามาพบเจ้าเข้าเช่นนี้ เขาคงเก็บเจ้าไปฝังไว้ในหัวแหวนตามเดิม แต่นี้เจ้าไม่มีประโยชน์อะไรกับเรา สู้ข้าวสุกข้าวสารเมล็ดเดียวก็ไม่ได้ ว่าแล้วก็คุ้ยเขี่ยเลยไปในแปลงอื่นๆ เสีย ไม่สนใจในเพชรพลอย

โลกทั้งหลายก็แบบนั้นละ สู้ข้าวสุกข้าวสารไม่ได้ พลอยเม็ดนี้เอาไปขายดูซิ ข้าวสารเอามาสักยุ้งก็ยังสู้พลอยเม็ดนี้ไม่ได้ มันก็ไม่ได้คิด มันเห็นเพียงเท่านั้น นี่ละพุทธศาสนาเหมือนพลอยเม็ดหนึ่ง พวกเรานี้เหมือนไก่แจ้คุ้ยเขี่ยหาอาหาร หาอันนั้น อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี ดีไปหมด คุ้ยเขี่ย เหยียบย่ำกันไปอย่างนั้น นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า นั่นท่านสรุปความ ของที่ดีย่อมมีประโยชน์แก่ผู้ที่รู้จักใช้เท่านั้น สรุปความลงในนิทานอันนี้ ผู้ที่ไม่รู้จักใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เช่นไก่แจ้

นี่เรามาพบพลอยแล้วอย่าให้เป็นไก่แจ้นะ ให้เห็นว่าเป็นพลอยมีคุณค่ามีราคา เป็นเครื่องประดับตัวมีค่ามีราคา ส่งเสริมความสุข ความสะดวกให้ทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่กับพลอยเม็ดเลิศเลอนี้แหละ ข้าวสุกข้าวสารจะเป็นอะไร ก็ขนาดนั้นแหละ นี่เราอาศัยโลกใบนี้ก็ขนาดนั้นแหละ ชั่วชีวิตๆ เท่ากับอย่างนั้นนะเทียบไป แต่พลอยนี้มีคุณค่ามหาศาล ธรรมนี้มีคุณค่ามหาศาล จะตายเกิดที่ไหนธรรมมีอยู่ในใจแล้วจะไปเกิดสถานที่ที่ดีๆ เขาผิดพลาดไปขนาดไหนเราจะไม่ผิดพลาด นี่ละธรรม ทำคนให้สมหวังๆ เป็นลำดับลำดาไป

          ส่วนเหล่านั้นมันผิดหวังทั้งนั้นละ ทั้งท่านทั้งเราเต็มโลกเต็มสงสาร มีแต่ข้าวสุกข้าวสารเอามาแข่งพลอยเรื่อยไปอย่างนั้น ศาสนาจึงเหมือนไม่มีคุณค่า เพราะเราหมดคุณค่า เราไม่มีคุณค่า ศาสนาที่มีคุณค่ามากก็เป็นโมฆะสำหรับคนที่ไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยนั้น ให้พากันยึดให้ดี เกิดมาพบพุทธศาสนาแล้ว หาที่ต้องติไม่ได้ ต้องพิสูจน์กันทางภาคปฏิบัติ เพียงเราศึกษาเล่าเรียนท่านก็เรียนเราก็เรียน ความสงสัยสนเท่ห์อะไร กิเลสจะค่อยหลุดลอยจากการเรียนไม่เห็นมี เราพูดจริงๆ นอกจากมีเจตนาเรียนเพื่อจะออกปฏิบัติๆ ความดีหรือธรรมก็แทรกอยู่ในนั้น ถ้าเรียนยิ่งกลายเป็นเอาชั้นเอาภูมิ เอาชื่อเสียงไปแล้วเป็นโลกไปหมดเลย มันไม่ได้ดีเพราะการเรียนเฉยๆ ที่ไม่ปฏิบัตินะ ต้องมีการปฏิบัติด้วย

นี้ละเอาที่เรียนมามาเป็นภาคปฏิบัติ วินิจฉัยใคร่ครวญกันในภาคปฏิบัติ ทีนี้ก็ค่อยกระจายออกๆ ธรรมะปริยัติ ที่เราเรียนมา มาเป็นภาคปฏิบัติ ทีนี้ภาคปฏิบัติเป็นผลขึ้นมาๆ เป็นความถูกต้องแม่นยำๆ ทีนี้ปริยัติที่เราเรียนมามากน้อยเลยวิ่งเข้ามาสู่ภาคปฏิบัติทั้งหมดเลย ไม่ออกนะ มาถึงที่นี่แล้วได้เข้าถึงต้นตออันแท้จริงแล้วไม่ออก เพราะภาคปริยัตินั้นถอดไปจากพระทัยและใจของพระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่าน ไปเป็นพระไตรปิฎก ให้อ่านให้เรียนศึกษาตามนั้น นั่นเป็นแบบแปลนแผนผัง แล้วให้นำแบบแปลนแผนผังนั้นมาปฏิบัติต่อตัวเอง

          แบบแปลนแผนผังท่านสอนเรื่องการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนา นั่นละปริยัติ การให้ทานเราก็ให้ นั่น ทีนี้ภาคปฏิบัติ การให้ทานเราก็ได้ให้ทานตามกำลังความสามารถของเราถูกต้องแล้วนี่ เป็นทางเดินเพื่อมรรคเพื่อผลแล้ว การรักษาศีลที่ท่านสอนไว้ในตำราเราก็มารักษาเต็มกำลังความสามารถของเรา นี่ก็ถูกต้องแล้ว การเจริญเมตตาภาวนายิ่งเป็นของใหญ่โตมหาศาลมากทีเดียว ให้อบรมทางนี้

          เรื่องการกุศลผลบุญที่เราสร้างมามากน้อยนี้จะไหลเข้าสู่จิตตภาวนา ไหลเข้ามานี้หมด วินิจฉัยกันทางภาคปฏิบัติด้วยจิตตภาวนายิ่งเห็นชัดเจน เพราะมหาเหตุอยู่ที่ใจ มหาเหตุที่เด่นที่สุดก็คือกิเลสครอบหัวใจ พาแสดงพาดีดพาดิ้นตลอดเวลา ความหิวโหยเต็มหัวใจ อยากรู้อยากเห็น อยากได้ยินได้ฟัง อยากนั้นอยากนี้ อยากไม่หยุดไม่ถอย เรารับประทานเต็มท้อง ท้องป่องก็ไม่พ้นความหิวโหย เพราะกิเลสตัวนี้ไม่เคยอิ่มพอ เอาอะไรให้ไม่พอ เหมือนกับไสเชื้อไฟเข้าสู่ไฟ ไสเชื้อมากเท่าไรไฟยิ่งแสดงเปลวๆ เรื่องความอยากของกิเลสซึ่งเป็นเหมือนกับเชื้อไฟ เราหาอะไรได้มาๆ เหมือนกับมาเสริมไฟๆ ให้แสดงความหิวโหยมากขึ้นๆ อันนี้ละที่มันครอบอยู่ในหัวใจ สัตว์โลกจึงได้ดีดได้ดิ้นเป็นมหาเหตุ ก่อเหตุตลอดเวลา

ทีนี้เวลาเอาธรรมเข้าไปจับ จิตตภาวนา เบื้องต้นระงับทางด้านภาวนา คำบริกรรมใดก็ตามเอามาระงับความคิดวุ่นวาย ก่อกวนตัวเองนี่ให้ค่อยสงบลงด้วยบทภาวนา เช่น อานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้า-ออกด้วยสติ พุทโธ ธัมโม สังโฆ คำใดก็ตามที่ถูกจริตของเรา นี้ยกมาเพียงเอกเทศ คำใดที่ถูกจริตของเราให้นำนั้นเข้ามาบริกรรม จิตติดแนบอยู่กับคำบริกรรม ทีนี้ก็บังคับความคิดวุ่นวายทั้งหลายไม่ให้มันออก เอาคำบริกรรมนี้ปิดช่องมันไว้ ช่องก็คือใจ มันอยากออกนี้เอาคำบริกรรมปิดไว้ ให้ทำงานทางด้านธรรมะ พุทโธก็เป็นกิริยาแสดงออก ธัมโม สังโฆ อานาปานสติ เป็นการแสดงออก แต่แสดงออกด้วยความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงระงับดับกิเลสที่แสดงออกด้วยความเป็นกิเลสได้เป็นลำดับลำดาไป

พอระงับนี้เข้าไปจิตก็ค่อยสงบเข้าไป ใจจะค่อยแสดงคุณค่าออกมา ถ้ามีแต่กิเลสหาคุณค่าไม่ได้ ไม่มีใครมีคุณค่าในโลกนี้ถ้าไม่มีธรรมเข้าแฝงใจ อย่าสำคัญว่าใครมีคุณค่า ใครสูงใครต่ำ เสกสรรปั้นยอลมๆ แล้งๆ กันไปอย่างนั้นแหละ ถ้ามีธรรมในใจ เสกไม่เสกมันก็รู้อยู่ในใจ จิตสงบมากน้อยแสดงคุณค่าขึ้นมาแล้วๆ เรื่อย จนกระทั่งแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมาภายในใจด้วยการภาวนาเบื้องต้นนี้ไปก่อนแหละ ต่อจากนั้นกระจายออกๆ ทีนี้มันก็เห็นชัดๆ นี่ละภาคปฏิบัติ เป็นภาคที่พิสูจน์ เป็นภาคที่พินิจพิจารณาหาเหตุหาผล คือปริยัติจำไว้เฉยๆ เป็นแบบแปลนแผนผัง นำเข้ามาเป็นภาคปฏิบัติ

เหมือนเราปลูกบ้านสร้างเรือนก็สำเร็จเป็นหลังๆ ขึ้นมา ตามขนาดของแปลนที่บ่งบอกเอาไว้ อันนี้ธรรมะท่านบอกว่ายังไง ให้ทานให้ยังไง รักษาศีลรักษายังไง นี่ท่านบอก การเจริญเมตตาภาวนาทำอย่างไร ก็ทำตามนี้ๆ แล้วผลก็แสดงขึ้นมาๆ นี่เรียกว่าพิสูจน์ภาคปฏิบัติ แล้วจะเห็นความแน่นอนเป็นลำดับลำดา เพียงปริยัติเรียนมาเท่าไร ท่านเหมือนเรา เราเหมือนท่าน ไม่มีใครวิเศษวิโสอะไรเพียงความจำ แต่ความจริงนี้รู้ตรงไหนจากภาคปฏิบัตินี้จริง จริงเป็นลำดับ ตายใจได้ นอนใจได้ มั่นใจเข้าไปโดยลำดับ เป็นหลักเกณฑ์ขึ้นภายในตัวเอง

ภาคปฏิบัติเป็นผลขึ้นมาแล้วยังเป็นสมบัติของเจ้าของด้วย ความจำไม่ได้เป็นสมบัติของเจ้าของนะ จำได้แล้วหลงลืมไปๆ แต่ความจริงที่เด่นขึ้นภายในใจจากภาคปฏิบัตินี้ จะเป็นสมบัติของเจ้าของเป็นลำดับลำดาไป ตั้งแต่สมถธรรมคือความสงบใจ สมาธิธรรม จิตมีความแน่นหนามั่นคง นี่ก็เป็นสมบัติของตัวเองทรงไว้แล้วๆ จากนั้นก็ปัญญาธรรม พิจารณาแยกทุกสิ่งทุกอย่างดังที่เคยอธิบายแล้ว นั่นเรียกว่าทางด้านปัญญา อันนี้กว้างขวางมากทีเดียว จะทราบเรื่องราวทั้งหลายจากปัญญา กว้างขวางมาก จากปัญญาแล้วก็ญาณ ญาณยิ่งละเอียด ซึมซาบไปหมด จากจิตตภาวนานี้ นี่เป็นสมบัติของตนทั้งนั้นๆ ปรากฏขึ้นมา

จึงว่าพิสูจน์ตน เรื่องราวมันอยู่กับตัวเรา คือกิเลสก็อยู่กับใจ ธรรมก็อยู่กับใจ วินิจฉัยใคร่ครวญคลี่คลายกันออก ขยับขยายแยกแยะกันออกแล้วก็เห็นทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว ปัดออกๆ ฝ่ายชั่ว ฝ่ายดีส่งเสริมขึ้นมา จิตก็ยิ่งมีความสง่างามๆ ทีนี้โลกทั้งโลกมาสง่างามอยู่ที่ใจนี่นะ ไม่อยู่ที่ไหน อะไรๆ จะงามขนาดไหนสู้ใจงามด้วยธรรมไม่ได้ ใจงามด้วยธรรมงามไม่มีที่สิ้นสุด วิมุตติพระนิพพาน งามสุดยอดคืองามของใจที่บริสุทธิ์จากจิตตภาวนา ขอให้ท่านทั้งหลายได้นำไปประพฤติปฏิบัติเต็มกำลังของตนเอง

อย่ามาเฝ้าศาสนาอยู่เฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ นี่ละพลอย จำเอานะ พลอยคือพุทธศาสนา ได้แก่พลอยทีเดียว สิ่งที่เราดีดดิ้นมันก็เป็นความจำเป็น ถ้าหาโดยธรรมก็เป็นความจำเป็น ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ธาตุขันธ์เขามีความบกพร่องต้องการอยู่ตลอดเวลา ต้องพาอยู่พากินพาขับพาถ่ายพาหลับพานอนอย่างนี้ จนกว่าขันธ์นี้จะสิ้นสุดเรื่องของมันไป ก็ต้องขวนขวาย นี่เรียกว่าขวนขวายโดยธรรม ขวนขวายด้วยกัน เป็นความจำเป็น แต่ขวนขวายด้วยกิเลสมันเตลิดเปิดเปิง มันไม่ใช่ขวนขวายเพื่อส่งเสริมตัวเองนะ มันเป็นการทำลายตัวเองและจิตใจของเราเอง เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ระงับ อย่าให้มันเตลิดเปิดเปิงเกินไป อันนั้นเป็นเรื่องของกิเลสทำลายตัวเอง

สุดท้ายก็เข้ามาหาจิต เข้ามาหาหลักจิตตภาวนาคือใจ พอได้อันนี้แล้วจะค่อยปล่อยวางๆ อะไรทั้งหลายนี้ค่อยปล่อยเข้ามาเพราะสู้อันนี้ไม่ได้ อันนี้มีความเลิศเลอกว่ากันเป็นลำดับลำดา ตั้งแต่เริ่มต้นปรากฏขึ้นที่ใจ จะเริ่มเห็นเรื่องราวภายนอกที่แบกหาม หรือสนใจยุ่งเหยิงวุ่นวายมาแต่ก่อน มันจะจางเข้ามาๆ หมุนเข้ามาที่นี่ นี่ท่านเรียกว่าภาวนา ภาวนานี้เป็นจุดรวมของโลกธาตุ อยู่ที่ใจดวงที่กิเลสเที่ยวตีไปหมดโลกธาตุ ตีกิเลสเข้ามาแล้วก็มาถึงธรรม ธรรมกระจ่างแจ้งแล้วปล่อยหมดที่นี่ ปล่อยเข้ามาๆ ปล่อยเข้ามาจนกระทั่งถึงเนื้อถึงตัวเรา ร่างกายสังขารก็เป็นเหมือนกับโลกทั่วๆ ไป นี่ปล่อยเข้ามาถึงธาตุถึงขันธ์ ปล่อยเข้ามาจนกระทั่งถึงใจ

ปล่อยอะไรที่ติดแนบอยู่กับใจออกหมดโดยสิ้นเชิง ทีนี้นั่นละท่านว่าว่างหมดเลยโลก วางหมดเลย ว่างวาง ปล่อยหมด นี่เกิดจากพุทธศาสนานะ พิสูจน์ด้วยการภาวนาหาที่ค้านไม่ได้เลย ถ้าเรียนจำเรียนเฉยๆ ไม่ว่าท่านว่าเราไม่ผิดแปลกกันละ ถ้าเป็นภาคปฏิบัติแน่นอนเป็นลำดับลำดา นี่ละพระพุทธเจ้า พระสาวก เอาความแน่นอนมาสอนโลกที่ท่านทรงไว้แล้วๆ  เราก็ให้ยึดตามกิ่งก้านตามแขนงที่ท่านสอนออกมายึดเอาไปปฏิบัติตนเอง ไม่งั้นจะตายทิ้งเปล่าๆ นะ กิเลสนี่ให้พาโลกมีความสงบร่มเย็นสบายอย่าไปหวัง มีแต่หวังแต่ไม่ได้ผล ผิดหวังไปเรื่อยๆ คือกิเลสหลอกสัตว์โลกนั่นแล ถ้าธรรมมีเท่าไรแล้วจะมีหวังขึ้นไปเรื่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ให้สง่างามขึ้นไปเรื่อยๆ ความหวังของธรรมกับความหวังของกิเลสต่างกัน ความหวังของกิเลสทำให้ยุ่งเรื่อยๆ ความหวังของธรรมทำให้เบาลง พากันจำเอานะ

เราพูดเบื้องต้นเรื่องไปเห็นสำนักหลวงปู่มั่น ดูองค์ไหนนี้แหม เหมือนผ้าพับไว้ จนอดคิดไม่ได้นะว่า เอ๊อ พระทั้งหลายที่ท่านมาอยู่ที่นี่ ท่านเป็นพระอรหันต์หมดแล้วเหรอ มองดูองค์ไหนนี้เหมือนผ้าพับไว้ สงบเสงี่ยมงาม แล้วจะมีพระสกปรก พระปุถุชนคนหนาด้วยกิเลสตัณหาแต่เราองค์เดียวนี้เหรอ มันอดคิดไม่ได้นะ ครั้นอยู่ไปๆ ฟังการภาวนาสนทนาธรรมะกับครูบาอาจารย์ค่อยๆ รู้เรื่องของกันและกันไป องค์นั้นพูดขึ้นมาเรื่องภาวนาเป็นอย่างนั้น องค์นี้พูดขึ้นมาเป็นอย่างนั้นๆ แล้วค่อยทราบเรื่องราวของกันและกันไป ทีนี้คำว่าท่านเป็นพระอรหันต์ก็ค่อยหมดปัญหาไป นั่นละศาสนาละเอียดขนาดนั้นละ

เพียงภายนอกก็เหมือนท่านเป็นพระอรหันต์หมดเลย สวยงามไปหมด นี่ละงามตั้งแต่ภายนอกเข้าไปหาภายใน งามๆ เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่เลิศเลอ ในการประกอบหน้าที่การงานไม่มีอะไรเกินศาสนา ถ้านำศาสนาไปประกอบหน้าที่การงานจะสวยงามไปหมดดีไปหมด ความขยันหมั่นเพียรก็เป็นไปในทางที่ชอบเสีย สิ่งไม่ดีปัดออก ท่านว่าวิริยะ ความพากความเพียร ความอดความทน ทนต่อหน้าที่การงานที่เป็นผลเป็นประโยชน์ ความสำรวมระวังตนไม่ให้เสียในทางที่ไม่ดีทั้งหลาย เช่น สูบฝิ่นกินกัญชา ประพฤติตัวแหวกแนวไปอย่างนี้มีแต่ความชั่ว ปัดออกๆ ไม่ทำๆ นั่น เรียกว่าศาสนากลั่นกรอง กลั่นกรองไปเรื่อยๆ ก็ดีไปเรื่อยๆ

ฆราวาสก็ดีตามฐานะของฆราวาส พระก็ดีตามฐานะของพระ ยิ่งเป็นพระผู้ที่มุ่งมรรคผลนิพพานแล้วดีเป็นลำดับลำดาเลย สุดท้ายเจ้าของหาที่ตำหนิเจ้าของไม่ได้ ตั้งแต่เริ่มต้นปฏิบัติ จิตใจก็มีความสงบเย็น มองดูศีลก็บริสุทธิ์ทุกอย่าง ดีทุกอย่าง หาที่ต้องติไม่ได้ อบอุ่นด้วยธรรมที่ตนได้บำเพ็ญมาด้วยความระมัดระวัง ต่อไปก็เป็นที่อบอุ่นตายใจเจ้าของได้ เจ้าของไม่มีที่ตำหนิเจ้าของว่าไปมีเจตนาชั่วช้าลามกที่ไหน ไปทำผิดธรรมผิดวินัยไม่มี นั่น ก็เย็นไปๆ ทีนี้สั่งสมธรรมภายในจิตขึ้น จิตก็ยิ่งมีความสงบร่มเย็นสง่างามขึ้นไปแล้ว ยิ่งงามไปตามๆ กันหมดเลย

นี่ละงานของศาสนาเป็นงานที่ละเอียดลออมาก ต้องใช้ความพากความเพียร ความสุขุมคัมภีรภาพมากไม่มีอะไรเกินพุทธศาสนา งานของพุทธศาสนาออกมาจากจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคมคือองค์ศาสดา สอนไว้เรียบร้อย ปฏิบัติตามนั้นไม่ผิด ให้พากันจำเอานะ วันนี้พูดเพียงเท่านี้ละไม่พูดมากนัก พอสมควร

จำได้ไหมล่ะไก่แจ้กับพลอย ตั้งแต่เราเป็นนักเรียน คือนิทานท่านเอามาจากชาดกเราไม่เห็น ท่านเอามาสอน เวลาไปบวชไปเห็นอยู่ในคัมภีร์ โอ๋ย นี่ออกมาจากนี้ไปโน้นท่านเอามาสอนเด็ก เช่นอะไร ธรรมจริยาบ้างธรรมอะไรบ้าง ครูเอามาสอนเด็กเราก็ดูจำได้ เช่นอย่างไก่แจ้ตัวหนึ่งอย่างนี้เราก็จำได้ตั้งแต่เป็นนักเรียน เวลาเข้าไปเจอในชาดก โอ๊ย ออกจากนี้ อย่างนั้นแหละ

วันที่ ๑๙ กะแน่นอนแล้วนัดกับทางธนาคารแล้วว่า วันที่ ๑๙ เป็นวันมอบทองคำ เดือนนี้แหละมอบทองคำวันที่ ๑๙ นี้เป็นครั้งสุดท้ายในทองคำจำนวน ๑๑ ตัน คราวที่เรามอบไปแล้วก็ ๑๐ ตันเต็มเลย เศษจากนั้นก็มาบวกกับตันนี้เข้าไปก็ได้อีกหนึ่งตันพอดี เราจะได้มอบนี้แล้วก็เป็นครั้งสุดท้าย ประกาศให้ทราบทั่วถึงกันหมด เรื่องการเสาะแสวงหาทองเป็นอันว่ายุติกันเรียบร้อยแล้ว แม้เช่นนั้นทองคำที่มาจากศรัทธาทั้งหลายที่ค่อยซึมซาบเข้ามาตามอัธยาศัยของตนนี้อาจมีๆ เราก็จะต้องเก็บไว้ตามเดิม รักษาความปลอดภัยไว้เช่นเดียวกับเคยปฏิบัติมา เราก็จะไปเก็บไว้ในตู้นิรภัย ได้พอสมควรที่จะหลอมเราก็หลอม หลอมแล้วเก็บไว้ๆ พอจะมอบเมื่อไรเราก็มอบ ทั้งๆ ที่เราประกาศว่าหยุดแล้วแต่มันยังมาอยู่ เราก็ต้องปฏิบัติอย่างนั้น

วันมอบวันนั้นก็จะได้ประกาศอย่างนี้แหละให้ทราบทั่วถึงกันหมดเลย ทีนี้ไม่รบกวนพี่น้องทั้งหลายอีกละ รวมแล้วเรียกว่า การช่วยชาติคราวนี้ของพี่น้องชาวไทยเราทั้งประเทศ ได้สมมักสมหมายตามเจตนาของผู้เป็นหัวหน้าคือหลวงตาเอง หลวงตามีความมุ่งมั่นปั้นหัวใจเอาไว้ว่า ทองคำต้องให้ได้สิบตัน เพราะเห็นทองคำขาดในคลังหลวงมากทีเดียว เนื่องจากหัวหน้าคลังหลวงนั้นนิมนต์เราไปดูทองคำ ท่านเหล่านี้ก็คงมีหวังเพราะวันนั้นเป็นวันที่เราไปมอบทองคำ ท่านเหล่านี้ก็คงมีหวังว่าจะมีส่วนได้ทองคำจากเรา จึงนิมนต์เราไปโดยเฉพาะเข้าไปดูทองคำในคลังหลวง ไปดูหมดเดินซอกแซกซิกแซ็ก(ทองคำ)วางไว้เป็นตับๆๆ ไปดูหมด

ออกมาแล้วก็ไปคุยกันโดยเฉพาะไม่ให้มีใครเข้าไปยุ่งเลย เพราะเป็นความลับ เราก็ถามถูกต้องทุกอย่าง แล้วเวลาถามเขา คือทองคำนี้ไปฝากไว้ที่ประเทศไหนบ้างๆ นี่เราถามไปนะ เพราะประเทศที่เกี่ยวโยงกันมีการซื้อขายติดหนี้ติดสินต้องเอาทองคำเป็นเครื่องประกัน เราคิดว่าอย่างนั้น ถามก็ตรงเป๋งเลย ประเทศนั้นฝากไว้เท่านั้นๆ ตามความจำเป็นที่เกี่ยวข้องกัน แล้วย้อนเข้ามาในประเทศไทยเรามีทองคำเท่าไร มีเท่านั้น ใจหายวูบเลย โถ ทำไมประเทศไทยทั้งประเทศ เครื่องรับรองประเทศคือทองคำมีเพียงเท่านี้ มันยังไงกัน นี่ใจวูบไปเลยนะ พูดภาษาโลกก็เรียกว่าเสียใจมาก

ทีนี้ออกมาก็ประกาศก้องเลยเชียวเรื่องทองคำ ตั้งแต่บัดนั้นมาบรรดาพี่น้องทั้งหลาย ด้วยความรักชาติความเสียสละด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน ก็ก้าวเดินตามหัวหน้าเรื่อยมา จึงได้ทองคำมาเป็นลำดับลำดา นี่สมเจตนาของหัวหน้าคลังหลวงที่เขานิมนต์เราเข้าไป ถ้าไม่นิมนต์เราเข้าไปเหล่านี้จะได้ก็อย่างนั้นแหละ มันไม่มีอะไรปักหัวใจเราพอที่จะให้ดีดแรงเข้าใจไหม นี่เข้าไปแล้วปักหัวใจแล้วออกมาก็ดีดผึงเลยทันที นี่ก็รวมแล้วทองคำที่ได้ในนั้นมันคี่ที่นี่นะ มันไม่ได้คู่ เช่นอย่างเจ็ดตันบ้าง เก้าตันบ้าง มันไม่ได้เป็นแปดเป็นคู่นะ สิบเป็นคู่ เราก็ข้องใจในนั้น แต่ยังไงเราปักใจไว้อย่างลึกทีเดียวว่า เราจะต้องให้ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันในคราวนี้ เอาเต็มกำลังความสามารถของเราของพี่น้องทั้งหลาย เพราะทองคำในคลังหลวงของเรานี้มีน้อยมาก ไม่เหมาะสมกันเลยกับชาติไทยของเราทั้งประเทศ จึงต้องอุตส่าห์พยายาม

ทีนี้พอได้ทองคำจวนเข้าไปถึง ๑๐ ตันๆ แล้วค่อยแย็บออกๆ นี่ทองคำเรามีอยู่ในคลังหลวงมันคี่นะ ที่นี้เอาแล้วนะ ต้องหาให้ได้คู่ ถ้าได้อีก ๑ ตันแล้วจะเหมาะ ให้คู่แล้วเต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วก็แย็บออกเลย จนกระทั่งทองคำได้ ๑๐ ตันเต็มแล้ว ทีนี้ก็ประกาศออกเป็นแต่เพียงว่าไม่ขอ เราบอก ประกาศให้ทราบทั่วถึงกัน ตามที่เราได้เคยเชื่อพี่น้องทั้งหลายแล้วว่า ทองคำตั้ง ๑๐ ตัน หามาได้ ทำไมเพียงตันเดียวจะไม่ได้ เราเชื่อแล้วว่าได้ ก็ประกาศออกมา ทีนี้ผู้นั้นก็บริจาคมาๆ แต่เราบอกว่าคราวนี้เราจะไม่ขอ ไม่ขู่ ไม่เข็ญ ไม่ทุบ ไม่ตีกระเป๋าทอง กระเป๋าเงิน เข้าใจไหม เราจะประกาศให้ทราบเฉยๆ อย่างมากก็จะมีเพียงว่า ออดอ้อนเอา เราว่า พูดยังงั้น ทีนี้ก็ค่อยไหลเข้ามาๆ นี่ จะพอแล้ว ที่นี่ นั่น ไม่นาน จวนจะพอ คราวนี้เราก็จะมอบละ ต้อง ๑๑ ตันเต็มที่ละ

จะเกินกว่านั้นเกินอยู่บ้าง ควรอย่างยิ่งที่จะให้เกิน ถ้าเพียง ๑๑ ตันเต็มนี้ยังไม่เหมาะ ให้มีเศษมีเลยบ้าง นี่เราก็แน่ใจว่าจะมีเศษมีเลยอยู่นะ ด้วยเหตุนี้เองจึงต้องได้สั่งไปกับทางโรงหลอมเขา ทางโน้นเขาก็รับรองยืนยันให้ทัน ว่างั้น ตั้งแต่วันที่ ๒๒ ล่วงไปแล้วนี้ไม่กี่วันเราจะลงมากรุงเทพฯ จากนั้นละวันที่ ๒๒ ไปนั้นนะ ให้หลอมทองคำให้ทัน ทางโน้นก็รับรองมาว่าทัน ทีนี้กำหนดไว้แล้ว บัดนี้ว่าจะมอบทองคำวันที่ ๑๙ ละ ทางโรงหลอมเขาก็บอกว่าเขาพร้อมแล้วๆ ทีนี้ก็พร้อมละ ก็รอเพียงจะถึงวันนั้นเท่านั้น เรากำหนดว่าวันที่ ๑๗ เราจะออกจากอุดรฯ วันที่ ๑๘ พักดูเหตุการณ์อะไรเรื่องราวงานการภายในวัด พอวันที่ ๑๙ ก็มอบเลย มอบที่สวนแสงธรรมเรา เวลา ๑๑ นาฬิกา ๕ โมงเช้า ให้ทางธนาคารมารับไปเลย ได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย

ได้ทองคำขนาดนี้ เราเคยมีที่ไหนล่ะ เวลาจะได้ก็ได้จากพี่น้องชาวไทยที่รักชาติทั้งหลายนั้นแหละมารวมกัน นี่ก็จะเป็น ๑๑ ตันแล้วนี่ ๑๑ ตันนี้แน่นอนเลย รอแต่วันมอบเท่านั้นเอง ทองคำเราเตรียมไว้พร้อมแล้ว จำนวน ๑ ตันนั้น ส่วนดอลลาร์นั้นก็เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายทราบแล้วว่าดอลลาร์ที่เป็นคู่เคียงกันไปกับทองคำเข้าสู่คลังหลวง บัดนี้จะไม่แน่นะ คือ ดอลลาร์นี้จะได้หนุนเข้ามาช่วยเงินไทยเรา ที่พี่น้องชาวไทยเรานั้นแหละ มาขอความช่วยเหลือตลอด

อย่างเมื่อวานนี้ก็มาเกี่ยวกับเรื่องเครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาล เราก็ยังไม่ต้อนรับละ เพราะเราพักไว้มากต่อมาก นี่ละเงินของเราตั้งแต่หยุดการเทศนาว่าการแล้ว เงินที่จะนำมาช่วยชาติเงินนี้ก็ยุติไป ก็มีเหลือแต่เงินที่ไหลเข้ามานี้ มาได้มากน้อยเท่าไร อันนี้ละออกช่วยชาติเลย ช่วยผู้ยากจนทั้งหลาย เช่น โรงพยาบาล เป็นต้นนะ อันนี้ เงินอันนี้มันก็ไม่พอ ร่อยหรอลงไปทุกวันๆ จึงต้องอาศัยเงินดอลลาร์มาช่วยกัน แปรดอลลาร์มาเป็นเงินไทยออกช่วยกัน ดอลลาร์จึงจะไม่เข้าคลังหลวง นี่เราก็ประกาศไว้แล้ว เราพูดยังไงเป็นยังนั้นนะ เราไม่เคยเหลาะแหละ ดอลลาร์จะไม่แน่ก็จะไม่แน่จริงๆ จะออกอย่างนี้ เอาละ วันนี้เท่านั้นละ ให้พรฯ

 

รับฟังรับชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และทางสถานีวิทยุกระจายเสียงทางอุดร AM 103.25 KHz

และทางสถานีวิทยุกระจายเสียงจากสวนแสงธรรม FM 103.25 MHz

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก