เจ้าคุณอุปัชฌาย์
วันที่ 8 สิงหาคม 2547 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

เจ้าคุณอุปัชฌาย์

 

ก่อนจังหัน

         วันนี้ดูเหมือนตอนบ่ายโมงท่านเจ้าคุณวัดโพธิฯ ก็จะพาคณะลูกศิษย์ลูกหาทั้งพระทั้งฆราวาสมา เราจะต้อนรับกันที่ศาลาใหญ่ ไม่งั้นไม่พอ ท่านเคยมาประจำทุกปีมาตั้ง ๒๐ กว่าปีแล้ว พาลูกศิษย์ลูกหามา คือวันแรม ๘ ค่ำของทุกปี เข้าพรรษาแล้วแรม ๘ ค่ำท่านมา วันนี้ท่านก็จะมา เราก็ต้อนรับที่ศาลาใหญ่ นัดกันบ่ายโมง คือธรรมดาบ่ายโมงๆ บรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ ฆราวาสก็มา รวมกันที่นั่น จะมาฟังการอบรม ฟังซิการอบรม เรื่องเล็กน้อยเมื่อไรการอบรม สาวก สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรานี้ได้จากการอบรมนะ อบรมจากพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกท่านก็อบรมมาจนกระทั่งเป็นลูกศิษย์พระ เรียกว่า พุทธบริษัท จากการอบรมทั้งนั้น ถ้าไม่ได้รับการอบรมเลยนี้ไม่ได้เรื่องนะ

ศึกษาเล่าเรียนมาก็เรียนมา แต่ไม่มีผู้แนะนำแนวทางของการศึกษามา เรียกว่ามาอบรมนี้ก็ไม่ค่อยเกิดประโยชน์ การอบรมจึงเป็นของสำคัญมากทีเดียว อย่างที่ท่านสอนอบรมกรรมฐาน คืออบรมทางด้านจิตใจ ใจนี้ปรกติวอกแวกคลอนแคลน ดีดดิ้นตลอดเวลา ทั้งใจพระใจฆราวาสเต็มโลกเต็มสงสาร จิตใจดีดดิ้น ทีนี้เมื่อเวลาธรรม ธรรมเป็นความถูกต้องดีงาม นำเข้าไปอบรมจิตใจก็สงบลงเหมือนโรคถูกกับยา เพราะฉะนั้นการอบรมจึงเป็นของสำคัญมาก

พระเณรเราให้มีสติสตังระมัดระวังตัวเองตลอดเวลา เดินก้าวหน้าถอยกลับไปไหนมาไหน ให้น่าดูด้วยความมีสติ คนเราไม่มีสติไม่เป็นท่านะ ท่านทั้งหลายเห็นศาสนาเป็นของเล่นอยู่เหรอ ตัวเรามันเลวยังไม่รู้อยู่เหรอ กับศาสนาถ้าเทียบกันธรรมดาแล้วเข้ากันไม่ได้นะ พระพุทธเจ้าท่านถึงได้ท้อพระทัยในการสั่งสอนสัตว์โลก เพราะประหนึ่งว่าใช้ไม่ได้เลย นั่นซิต่างกันไหมธรรม ธรรมกับโลก โลกคือกิเลสนั่นละ เพราะฉะนั้นจึงต้องได้รับการอบรม ใครมาให้ตั้งใจอบรมด้วยกันทุกคน ทีนี้จะให้พร

หลังจังหัน

         วันนี้ท่านเจ้าคุณวัดโพธิฯ จะพาคณะลูกศิษย์ทั้งฝ่ายพระและฆราวาส เรียกว่ามาฟังเทศน์นั้นแหละ ว่าอื่นมันไม่ถูก เรื่องเทศน์นี่ขึ้นหน้าตลอด ออกหน้าตลอด ผู้เทศน์เลยจะตาย มานี่ต้องได้จัดศาลาใหญ่ข้างนอก ศาลานี้ไม่พอจึงจัดศาลาใหญ่ให้ตอนบ่ายโมง ท่านเคยพาลูกศิษย์ลูกหาทั้งพระและฆราวาสมาในวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปีตลอดมา ดูเหมือนได้ ๒๐ กว่าปีแล้ว เป็นอัธยาศัยของท่านเอง พาบรรดาลูกศิษย์ลูกหามาทำวัตรทำวา อบรม ฟังธรรมในวันเช่นนั้น แรม ๘ ค่ำเช่นวันนี้ อายุท่านน่าจะเป็น ๙๓ กระมัง ท่านเกิดปีกุน เราเกิดปีฉลู ท่านแก่กว่าเรา ๒ ปี ท่านพาบรรดาลูกศิษย์ลูกหามาเป็นประจำในวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปี วันนี้ท่านก็จะมาตอนบ่ายโมง ท่านแก่มากแล้วนะ

แต่ก่อนท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์ท่านยังมีชีวิตอยู่ที่วัดโพธิฯ เราต้องไปพักค้างที่วัดโพธิฯ บ่อยๆ เราไม่ไปท่านก็ให้พระมาตามเอาเราไปที่วัดโพธิฯ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ตอนนั้นที่ท่านเสียอายุท่านก็ ๗๕ ท่านเป็นชั้นธรรม ธรรมเจดีย์ ตั้งแต่ท่านมีชีวิตอยู่นี้พระกรรมฐานมาพักวัดโพธิฯ เรื่อยๆ เพราะท่านเมตตาติดต่อเกี่ยวข้องกับกรรมฐานเรื่อยมา ท่านเองก็เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น สำคัญตรงนี้นะ วัดไหนๆ มาค้างที่นั่นแหละ อย่างท่านอาจารย์ฝั้นอย่างนี้ อยู่สกลนครก็เข้ามาค้าง ท่านอาจารย์ขาว ท่านอาจารย์อ่อน เราไปอยู่เรื่อย แล้วยิ่งมีงานในวัดโพธิฯ ด้วยแล้วกรรมฐานยิ่งมาหมดเลย ท่านเอามาจนหมด

ท่านมีความเคารพเลื่อมใสและสนใจปฏิบัติด้านธรรมะกรรมฐานตลอดมา นั่งปั๊บลงนี้ไม่มีเรื่องโลกเลย ตั้งแต่ขณะนั่งจนกระทั่งลุกจากท่าน มีแต่เรื่องธรรมล้วนๆ ธรรมก็เป็นธรรมปฏิบัติด้วย เพราะท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น พูดตั้งแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรม ท่านเป็นเจ้าคณะภาค แต่เวลาไปนั้นท่านไม่สนใจ พูดแต่เรื่องธรรมปฏิบัติล้วนๆ ท่านก็บอกตรงๆ เลยว่า ที่เป็นเจ้าคณะภาคอยู่นี้เป็นเพื่อให้ความร่มเย็นแก่วงกรรมฐาน ท่านพูดตรงๆ เลย ไม่ให้มีใครมารังแก ท่านว่าอย่างนี้ เมื่อท่านเป็นเจ้าคณะอยู่นี้ท่านเป็นผู้ใหญ่ครอบไปหมด ไม่มีใครมารังแกกรรมฐาน ท่านว่า แต่ธรรมดาก็ไม่มีใครรังแกแหละ แต่ท่านก็พูดของท่านอย่างนั้น

นั่งปั๊บนี่พูดตั้งแต่เรื่องภาคปฏิบัติ เรื่องป่านั้นเขานี้ ท่านเคยไปเที่ยวมาพอแล้วนี่นะ ภาวนาดีไม่ดีพระกรรมฐานสู้ท่านไม่ได้ ไปบิณฑบาตปั๊บกลับมานี้ วางบาตรแล้วขึ้นไปไหว้พระแล้วนั่งภาวนาก่อน จนกระทั่งได้เวลาแล้วลงมาฉัน นี่ปรกติท่าน ฉันแล้วถ้าไม่มีแขกคนท่านก็ลงไปทำวัตรเช้า พอกลับมาท่านก็ภาวนาแล้วก็พักตอนกลางวัน พอตอนบ่ายท่านก็เดินจงกรมอยู่ชั้นบน รับแขกตอนประมาณบ่ายโมงท่านถึงจะลงมา นี้เป็นกิจวัตรของท่านประจำ พอตกกลางคืนก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีธุระรับแขกรับคน ๒ ทุ่มท่านขึ้นแล้ว ขึ้นไปไหว้พระ นั่งภาวนา เดินจงกรม เราไปได้ยินเสียงกึ๊กๆ อยู่ข้างบน ท่านเดินจงกรม นี้เป็นประจำ

ท่านบอกว่าท่านนอนน้อยมาก เวลานอกนั้นเป็นเวลาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาทั้งนั้น ฟังซิน่ะ พระกรรมฐานยังสู้ท่านไม่ได้ ท่านสนใจจริงๆ ภาคปฏิบัติแต่ไหนแต่ไรมา เราก็ได้ไปดู เขาเอาศพของท่าน เปิดโกศออก ดูทุกสัดทุกส่วนขาวทีเดียว เขาบอกว่านี้เป็นองค์ที่สี่ที่ไม่มีกลิ่น คือเอาธูปเอาอะไรมา เวลาเปิดออกแล้วไม่มีกลิ่นเลย ธรรมดาๆ  พวกมาจากสำนักพระราชวังเขามาจัดงานศพท่าน เขาบอกว่านี้เป็นองค์ที่สี่ที่ตายแล้วไม่เน่าไม่เหม็น เป็นปรกติอยู่อย่างนี้ นี้เป็นองค์ที่สี่

ท่านสนใจธรรมปฏิบัติตลอดเลยนะ เพราะท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมาตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี หลวงปู่มั่นแหละเล่าให้ฟังว่า เณรจูมนี่ต่อไปมันจะได้เป็นผู้ใหญ่นะ ดูหูมันกางๆ  ต่อไปจะได้เป็นผู้ใหญ่ เอาไปเรียนหนังสือเสียก่อน เลยไปฝากที่วัดเทพศิรินทร์ สอบแล้วสอบเล่า ตกแล้วตกเล่า เรียกกันว่า มหาจูมหนังสือเน่า สอบเปรียญไม่ได้สักที จากนั้นก็มาเป็นพระครู แล้วมาเป็นเจ้าคณะภาคอยู่นี้ตลอดมา ท่านสนใจกับครูบาอาจารย์ หลวงปู่มั่นอยู่ที่ไหน แต่ก่อนไม่มีรถมีราท่านเดินเอานะ บ้านผือท่านก็ไป หลวงปู่มั่นอยู่ที่ไหนท่านจะไป หนองผือท่านไปปีละสองครั้ง ออกพรรษาแล้วหนึ่ง และเดือนพฤษภา หนึ่ง ท่านเดินเข้าไป ท่านสนใจมาก

ไปนั่งปั๊บนี่ไม่มีเรื่องโลกเรื่องการปกครองเรื่องปริยัติ ไม่มีเลย มีแต่ปฏิบัติ ภาคปฏิบัติล้วนๆ พูดเรื่องจิตตภาวนา ท่านหนักแน่นมากทีเดียวทางด้านธรรมปฏิบัติ หนักแน่นจนวาระสุดท้าย ว่าเป็นพระปริยัติก็มีแต่ชื่อเฉยๆ ท่านบอกว่าท่านเป็นเจ้าคณะภาคไว้นี้เพื่อให้ความร่มเย็นแก่วงกรรมฐานไม่ให้มารังแก ก็ไม่มีใครรังแกแหละ ท่านเป็นผู้ใหญ่ท่านดูแล มีเรื่องอะไรปั๊บท่านเข้าถึงเลย เป็นอย่างนั้น

วัดโพธิฯ นี้กรรมฐานเข้าไปค้างบ่อยๆ แหละ ตั้งแต่ท่านมีชีวิตอยู่ จากนั้นแล้วก็ไม่ได้ไป เราเองก็ไม่ได้ไป ไปก็ไปชั่วคราวไม่ได้ค้าง แต่ก่อนพระกรรมฐานผู้ใหญ่ๆ เช่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่อ่อน ใครต่อใครผู้ใหญ่ๆ แหละมา ยิ่งมีงานแล้วเอามาหมดกรรมฐาน มาท่านก็บอก นี่ใครจะกราบจะไหว้ก็มากราบมาไหว้เสีย พระเหล่านี้เป็นพระสำคัญทั้งนั้น นานๆ จะได้พบท่านทีหนึ่ง มีงานทีหนึ่งพระกรรมฐานท่านเอามาหมด แล้วประชาชนเขาก็ได้ทำบุญให้ทานกับท่าน ท่านบอกตรงๆ เลย เอ้า ให้พากันทำบุญให้ทานเสียนะ พบพระอย่างนี้มันพบยากนะ ท่านพูดอย่างนี้แหละเพราะท่านเป็นพระผู้ใหญ่ แล้วพระกรรมฐานมาค้างบ่อย ท่านไปเอามาจนได้ ไม่มีงานที่ก็ไปเอามา อย่างเรานี้ไปเรื่อย บางทีท่านมาเอาเอง ท่านมาเองเลย

คิดดูซิ ถ่ายรูปที่ต้นโพธิ์ทางทิศเหนือของวัด นั่นละนั่งเป็นวงกลมถ่ายรูปเจ็ดแปดองค์หรือไง เราผอมๆ นั่นก็เราป่วยนะ เรากำลังป่วยอยู่นี้ท่านมาเอาเอง เราบอกกำลังป่วยเป็นไข้ เออไม่เป็นไรแหละ ไปนู้นมันหายเอง แล้วเอาไปเลย เราจึงผอมๆ  พระกรรมฐานมาอยู่ที่นั่นเรื่อยๆ แล้วชุ่มเย็นไปหมดนะทางภาคอีสานวงกรรมฐาน ท่านไปเที่ยวซอกแซกทุกแห่ง วัดไหนสำคัญๆ ท่านไปหมด ท่านชอบวงกรรมฐานมากที่สุด ท่านปฏิบัติกรรมฐานมาเป็นประจำเลย ไปนั่งปั๊บนี่มีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมเรื่องภาคปฏิบัติ ไม่มีเรื่องการปกคงปกครองปริยัติอะไรไม่มีเลย เรื่องโลกเรื่องสงสารไม่มี มีแต่ภาคปฏิบัติล้วนๆ

นั่งนี่สองสามชั่วโมงกว่าจะได้ลุก โธ้ เราเจ็บเอวเกือบตายนั่นละไปทีไร ฟังท่านนั่งคุยธรรมะ ท่านก็เพลินของท่านเราดูอาการก็รู้ ท่านเพลินในธรรมทั้งหลาย ท่านพูดด้วยความเพลินในธรรม เมื่อเห็นครูบาอาจารย์มาหาท่าน ฝ่ายกรรมฐานมามากๆ ท่านยิ่งรื่นเริงมากนะ ดูอาการของท่านยิ้มแย้มแจ่มใสทุกอย่าง ท่านพอใจกับวงกรรมฐานมากทีเดียว ท่านเอาแต่องค์สำคัญๆ แหละมา แต่ท่านเป็นนิสัยอันหนึ่งท่านพูดสนุกสบายธรรมดา ท่านเรียกอีตานั่นอีตานี่ ท่านไม่เรียกธรรมดา ท่านพูดสบายในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์

ส่วนมากท่านเป็นอุปัชฌาย์ทั้งนั้นแหละ ว่าอีตานั่นอีตานี่ ท่านว่างั้น ท่านว่าสบายไปเลย เราผู้ฟังขบขันจะตาย แต่ท่านพูดแบบสบายไปเลย พูดในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ที่สนิทสนมกัน ท่านพูดแบบสบายไปเลย อีตานั้นอีตานี้ ไม่ได้ยินท่านว่าอีตาตั้งแต่เราหนึ่งกับท่านอาจารย์ฝั้น ท่านอาจารย์ขาว สามองค์เราคอยฟัง อีตานั่นอีตานี่ไม่เคยออก ท่านฝั้น ท่านขาว มหาบัว นอกนั้นอีตาทั้งนั้นแหละ ท่านเรียกอีตาติดปากท่านเป็นนิสัย พูดเหมือนเล่น หากไม่เป็นไรแหละท่านพูดของท่านเฉยๆ ไปอย่างนั้น เรียกแต่อีตานั่นอีตานี่

พอมาพูดตอนนี้แล้ว ท่านขึ้นเทศน์ ตามธรรมดาดูเหมือนเราเทศน์แล้ว ท่านขึ้นไปเทศน์ที่สอง งานวัดโพธิฯ พอท่านเทศน์เราก็นั่งฟัง ท่านเทศน์ถึงนิพพานว่านิพพานเป็นอนัตตา สะดุดกึ๊กเลยใจเรา หือ ทำไมท่านเทศน์อย่างนี้ พอท่านลงจากธรรมาสน์แล้วไป วันนั้นเราจะติดตามเลยทันที พอว่านิพพานเป็นอนัตตา ตามธรรมดาท่านจะว่า ไปบัว วันนั้นเราคอยดู ถึงท่านไม่เรียกเราก็จะไป พอว่านิพพานเป็นอนัตตา ไปบัวไปกุฏิ(ท่าน) ไม่มีใครถ้ามีใครเราไม่พูดนะ ความเคารพ พอดีมีสองต่อสอง เราก็กราบเรียนท่าน ขอโอกาสท่าน เหตุใดพระเดชพระคุณจึงเทศน์ว่านิพพานเป็นอนัตตา เราถามว่างั้น เพราะบังคับไม่ได้ นิพพานไม่ใช่ผู้ต้องหานี่นะ นั่นตอบ ท่านนิ่งเลยนะ

คืออะไรๆ ก็ตาม ถ้าพูดมีขัดตรงไหนเราจะเป็นผู้ค้านขึ้น ในระยะแรกท่านจะไม่ตอบว่าไง คราวหลังท่านตอบยอมรับๆ พอท่านพูดเรื่องนิพพานเป็นอนัตตาแล้วเราก็ตามไป ทำไมพระเดชพระคุณจึงเทศน์ว่านิพพานเป็นอนัตตา ท่านบอกว่าเพราะบังคับไม่ได้ นิพพานไม่ใช่ผู้ต้องหาพอจะมาบังคับกันนี่นะ ท่านนิ่งเลย นั่นเวลาจะตอบเอาปุ๊บเลยกับท่านเจ้าคุณ ท่านยอมรับนะ อย่างนั้นละท่านยอมรับ อนัตตาก็ดี อัตตาก็ดี ไตรลักษณ์นี้เป็นทางก้าวเดินเพื่อพระนิพพาน ไหนนิพพานจะกลับมาเป็นไตรลักษณ์เสียเอง คือเป็นอนัตตา มันเข้ากันไม่ได้นะ พอเราว่าปั๊บท่านก็ตอบว่า เพราะบังคับไม่ได้ ก็นิพพานไม่ใช่ผู้ต้องหานี่นะ เราว่างั้น ท่านนิ่งเลย

นิพพานแต่ก่อนก็ถกเถียงกันยุ่งไปหมด เราตอบอยู่ที่เขื่อนภูมิพล ว่านิพพานคือนิพพาน บอกตรงๆ เลย ออกอย่างผางเลยทีเดียว เป็นอื่นไปไม่ได้บอกอย่างนี้เลย เราก็อธิบาย จากนั้นเขาก็ออก ตอนเย็นเขาก็ออกทางวิทยุทั่วประเทศไทย จากนั้นมาก็เลยเงียบๆ ว่านิพพานเป็นอนัตตาไม่ได้ยินแหละเดี๋ยวนี้ ก็มันขัดเอาเสียจน.. จะว่านิพพานเป็นอนัตตายังไง จะเอาบันไดมาเป็นบ้านได้ยังไง อัตตา อนัตตา เหล่านี้เป็นทางก้าวเดิน ผ่านนี้แล้วถึงจะเป็นนิพพานได้ ต้องเป็นภาคปฏิบัติ ไม่ใช่ภาคปฏิบัติก็ถกเถียงกันอยู่อย่างนี้ตามความเข้าใจๆ  แต่ภาคปฏิบัติจับปุ๊บแม่นยำๆ ไม่เคลื่อนคลาด พูดอย่างอาจหาญเลย อย่างที่เราพูดว่านิพพานคือนิพพาน เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้อย่างนี้ พูดอย่างถนัดใจ แม่นยำในใจเลย ก็ชี้แจงให้ทราบ อัตตาก็ดี อนัตตาก็ดี เป็นทางก้าวเดินเพื่อพระนิพพาน เมื่อก้าวเดินสิ้นสุดนี้แล้วก็เป็นนิพพานขึ้น เป็นอีกฝั่งหนึ่ง นั้นแลคือนิพพาน

         ความจริงก็เป็นอย่างนั้น ปล่อยหมด อนิจฺจํ  ทุกฺขํ อนตฺตา ทางก้าวเดิน เวลาจะถึงนั้นต้องปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือ เหล่านี้เป็นสมมุติทั้งมวล นิพพานไม่ใช่สมมุติ ถึงแล้ว ผ่านไปหมดแล้ว ไหนจะมาเอานิพพานเป็นอนัตตาได้ยังไง มันก็ขัดกันละซิ นิพพานก็เป็นไตรลักษณ์ไปละซิ วิเศษวิโสอะไร นี่ละภาคปฏิบัติ ขอให้มันผ่านทางด้านจิตใจเถอะ แม่นยำที่สุดด้วย ไม่มีคำว่าสะทกสะท้านด้วย เอาความจริงถอดออกมาเลย ใครเชื่อไม่เชื่อ ลงไม่ลงก็ตามไม่สำคัญ ความจริงอยู่กับนี้ว่างั้นเลย ความจริงอันเดียวเท่านั้นพอหมดแล้ว

         ดังพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เพียงพระองค์เดียวไม่ทรงหาใครมาเป็นสักขีพยาน เทศน์สอนโลกได้ทั้งสามโลก นั่นแม่นยำไหมพระพุทธเจ้าของเรา นี่ละธรรมภาคปฏิบัติ เป็นธรรมสำคัญมาก การศึกษาเล่าเรียนไม่ว่าท่านว่าเรา เรียนไปไหนความสงสัยนี้คืบคลานไปตามๆ แม้ที่สุดถึงนิพพาน ความสงสัยนิพพานมีหรือไม่มีนี้ก็คืบคลานไปตามกันเลย แต่พอมาภาคปฏิบัตินี้เท่านั้นลบออกๆ รู้ตรงไหนจับติดๆ ปล่อยออกๆๆ จนกระทั่งที่ว่านิพพานเป็นอะไร นั่น

         อย่างที่ว่านิพพานเป็นอนัตตาใส่กันผางเลยเชียว นี่ละเวลามันผ่านไปแล้วมันชัดขนาดนั้น พระพุทธเจ้าก็ดี สาวกทั้งหลายก็ดี เทศน์อรรถเทศน์ธรรมนี้ท่านไม่สงสัย ท่านถอดออกมาจากหัวใจพูดเลย พวกเราที่จดจำมาลูบๆ คลำๆ ความสงสัยคืบคลานไปตาม แต่ภาคปฏิบัติรู้ตรงไหนๆ แม่นยำๆ ไปตลอด แล้วเป็นสมบัติของตนด้วยนะ ภาคปฏิบัติรู้มากรู้น้อยเป็นสมบัติของตนไปพร้อมๆ เลย ภาคปริยัติไม่ได้เป็นสมบัติ เป็นความจำเฉยๆ หลงลืมได้ธรรมดา แต่ภาคปฏิบัติเมื่อเข้าถึงใจแล้วไม่มีลืมเลย

         ดังพระนาคเสนกับพระยามิลินท์ถามปัญหากัน พระยามิลินท์ถามปัญหาพระนาคเสนว่า บรรดาพระอรหันต์ท่านยังมีความหลงลืมเหมือนคนเราไหม พระนาคเสนบอกว่าหลงลืมในสิ่งที่ควรหลงลืม ไม่ลืมในสิ่งที่ไม่ควรหลงลืม อะไรที่ควรหลงลืม อะไรไม่ควรหลงลืม นี่พระยามิลินท์ถาม คือเรื่องความจดความจำธรรมดาชื่อบ้านชื่อเมือง สถานที่นั่นที่นี่ เป็นชื่อเป็นนามนี้ท่านลืมเป็นธรรมดา จำได้บ้างไม่ได้บ้างเป็นธรรมดา แล้วอะไรที่ท่านไม่หลงลืมเลย อริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อยู่ที่หัวใจของท่าน ท่านจะหลงลืมอะไร ท่านพ้นก็พ้นจากธรรมทั้งสี่ประเภท อริยสัจสี่ จะให้หลงลืมไปไหน ยอมเลยเรา

         ความรู้ทางภายในใจจึงแม่นยำมากทีเดียว สดๆ ร้อนๆ ไม่มีกาลนั้นสถานที่นี้ ความจริงเป็นความจริง เป็นปัจจุบันธรรม สดๆ ร้อนๆ ตลอดเวลา ใครรู้เข้าไปปั๊บยอมรับทันที อย่างสวรรค์ นิพพาน นรกอเวจี ให้รู้เข้าไปซีน่ะ มีมาตั้งแต่เมื่อไร  แล้วพึ่งไปเจอ อันนี้มีมาก่อนแล้ว ยอมรับทันที สดๆ ร้อนๆ อย่างนี้ จึงต่างกัน ภาคปฏิบัติ พุทธศาสนาเรานี้จะเด่นทางด้านจิตตภาวนานะ ใครอยู่ที่ไหนยืนยันได้ตามกำลังของตัวที่รู้ที่เห็น แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนามันก็เป็นนิสัยไปธรรมดา มีล้มเหลวไปได้ การทำบุญให้ทานมีความล้มเหลวไปได้ คือเป็นธรรมดาของนิสัย

         แต่พอมีจิตตภาวนาเข้าแทรก ได้รู้ภายในจิตใจเป็นเครื่องประกอบกันแล้ว เรื่องการให้ทาน การรักษาศีลจะละเอียดลออไปตามๆ กันไปเลย ยิ่งละเอียดลออ ทุกสิ่งทุกอย่างออกไปเป็นความละเอียดลออไปหมด เพราะจิตละเอียด จิตฉลาดแหลมคม คอยดูแลอะไรจะทำอะไร ควรไม่ควรมันจะเป็นอยู่ภายในจิตๆ นี้ นี่ละจิตตภาวนาจึงเป็นของสำคัญนะ เวลาได้รู้ขึ้นในจิตแล้วอะไรจะเหมือน ไม่เหมือน

         เรื่องจิตตภาวนาจึงอยากให้พี่น้องทั้งหลายพากันไปปฏิบัติ เพศหญิงเพศชายไม่มี จิตนี้ไม่มีเพศ ธรรมไม่มีเพศ บาปบุญไม่มีเพศ ใครทำดีทำชั่วเป็นดีเป็นชั่วด้วยกันทั้งนั้น นี้ธรรมปฏิบัติถ้าเราปฏิบัตินี้ก็เป็นอกาลิโก ให้ผลเป็นลำดับลำดาไปเหมือนกัน จึงอยากให้พากันสนใจทางด้านจิตตภาวนาบ้าง ให้ได้รู้ได้เห็น สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้วนั้นพออันนี้เจอเข้าไปปั๊บนี้จะสดๆ ร้อนๆ หมดเลยนะ ไม่มีอดีต-อนาคต ว่ากาลนั้นสมัยนี้ ช้านานประการใดไม่มี พอเจอปั๊บนี้เป็นปัจจุบันทันที สดๆ ร้อนๆ ทุกอย่าง ที่ท่านสอนไว้เหล่านี้ไม่มีผิดนะ ไม่มีผิดเลย

         เช่นว่า บาป บุญ นรก สวรรค์ เปรตผีประเภทต่างๆ จนกระทั่งถึงสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน ถูกต้องเป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง ที่มันไม่ชอบก็คือมวลสัตว์นั่นแหละ มันลูบๆ คลำๆ อะไรที่ไม่เห็นไม่รู้ก็ว่าไม่มีไปเสีย ไม่มีไปเสีย ดีไม่ดีลบไปเลย เพราะกิเลสมันมีอำนาจอยู่ในหัวใจทุกคน แต่พอธรรมแทรกเข้าไปๆ อะไรที่จะยอมรับกันนี้ธรรมปรากฏขึ้นในใจแล้วยอมรับทันทีๆ ใครเชื่อไม่เชื่อไม่สำคัญ ความรู้ความเห็นเป็นของเรา เราเป็นผู้รู้เองเห็นเอง ใครเชื่อไม่เชื่อขึ้นอยู่กับใคร ขึ้นอยู่กับเราผู้รู้เองเห็นเอง นั่นเป็นอย่างนั้นละนะ

         ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ปฏิบัติเถอะ เรื่องจิตตภาวนาสำคัญมากทีเดียว นี่ละรากแก้วพุทธศาสนาอยู่ที่จิตตภาวนา เวลานี้พวกเราชาวพุทธได้แต่กระพี้ ไม่ได้แก่น คือการให้ทาน รักษาศีล ทำความดีประเภทต่างๆ เป็นกระพี้ทั้งนั้น เมื่อเทียบเข้าไปหลักจิตตภาวนานั้นคือแก่นแท้ ถ้าใครได้ปฏิบัติเข้าไปตรงนี้แล้วได้สัมผัสกับแก่นแท้มากน้อยเพียงไร ความดีนี้จะกระจายออกมา ความละเอียดลออทุกอย่างจะออกมาจากจิตตภาวนาทั้งนั้น ทุกอย่างละเอียดลออไปตามๆ กัน มันอยู่ที่ใจนะ ใจเป็นของสำคัญมาก

         เราพูดบ้งๆ คือเราจวนจะตายแล้วนะ เราจึงไม่เคยสนใจว่าใครจะว่าเราโอ้อวด ไม่โอ้อวด ว่าอยากโอ้อวดอย่างนี้ คำว่าอยากมันก็บกพร่องใช่ไหมล่ะ คำว่าพอเอาอะไรมาบกพร่อง พูดตามเหตุตามผล ตามกาลสถานที่เวล่ำเวลาเท่านั้น นี่เรียกว่าธรรม ท่านไม่มีความหิวความโหย อยากคุยอยากโม้ อยากอวดนั้นไม่ใช่ธรรม เป็นกิเลสไปแล้ว ธรรมแท้ออกมาตามหลักความจริงล้วนๆ เลย ควรจะพูดหนักเบามากน้อยหากเป็นขึ้นมาเองๆ

         นี่มันจวนจะตายแล้วนะ พูดจริงๆ อายุก็ ๙๑ จะเต็มวันที่ ๑๒ สิงหา นี้แล้ว อายุเราก็ยืนนานอยู่นะ ไม่ได้นึกว่ามันจะได้อายุยืนขนาดนี้ ก็เพราะอำนาจแห่งการช่วยโลกนี้แหละ พลังใจมันมีอยู่ทางการช่วยโลก ธาตุขันธ์จะเป็นอะไรๆ จิตมันพุ่งๆ  อยู่กับการช่วยโลก ทีนี้พอช่วยโลกผ่านไปๆ เข้ามาแล้วมันรู้สึกยิบแย็บๆ นะ ถ้าเป็นเด็ก ก็เป็นลักษณะที่จะตื่นนอน ยิบแย็บๆ  นี่มันลักษณะจะไป พูดตรงๆ ฟังซิน่ะ แต่ก่อนมันก็ไม่เคย แต่มาระยะนี้มีลักษณะแปลกๆ ยิบแย็บๆ เหมือนเด็กจะตื่นนอน นี่ก็พูดให้ฟัง

         เพราะฉะนั้นจึงเร่งธรรมะให้ท่านทั้งหลายทราบ ธรรมะนี้เป็นธรรมะที่ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ในหัวใจของเรา เราไม่เอาอะไรมาหลอกลวงโลก เราปฏิบัติเองเราก็ไม่เคยหลอกลวงเรา การรู้การเห็นทุกอย่างรู้เห็นด้วยความจริงใจในการประพฤติปฏิบัติของเรา ไม่ได้รู้เห็นด้วยความหลอกลวง เหลาะๆ แหละๆ นะ เวลารู้ก็จริงจังขึ้นมาอย่างนั้นๆ เวลาสอนจึงสอนด้วยความจริงจังทุกอย่าง ไม่สนใจว่าใครเชื่อไม่เชื่อ สนใจแต่ผู้ที่มีความสนใจที่จะปฏิบัติอรรถธรรมทั้งหลายให้ท่านเหล่านั้นได้รับประโยชน์ไปเท่านั้น

         ไอ้คนที่ไม่มีคุณค่ามีราคาเกลื่อนอยู่ก็ช่างมันซิ เหมือนอย่างเข้าไปโรงพยาบาล ในโรงพยาบาลนั้นเป็นป่าช้าคนท่านทั้งหลายรู้ไหม ใครได้พูดสักที ไม่ได้พูดนะว่าโรงพยาบาลเป็นที่เยียวยารักษาคนไข้ ใครไปนั้นจะหายหมดๆ มันไม่ได้หายหมด เข้าไปรักษาได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ต้องตายอยู่ในโรงพยาบาล เตียงหนึ่งมีคนไข้ไปตายอยู่นั้นสักกี่ราย ดูให้เห็นชัดเจนซิเรื่องธรรม ในโรงพยาบาลนั้นคือป่าช้าของสัตว์โลก เมื่อรักษาไม่หายก็ตายอยู่ในโรงพยาบาล เตียงหนึ่งๆ ตายไปสักกี่ราย เรามองให้ทั่วถึงซิ ป่าช้าคนอยู่ที่นั่น ที่เยียวยารักษาคน โรงซ่อมมนุษย์ก็อยู่ที่นั่น เมื่อซ่อมได้ก็ผ่านไปได้ ซ่อมไม่ได้ก็ตายที่นั่น พิจารณาให้เห็นชัดเจนซิ

         เรื่องความเป็นความตายมีอยู่กับทุกคน เราอย่านอนใจ มองให้มันเห็นชัด มันจะตายแล้วพูดจริงๆ  มันปล่อยหมดทุกอย่าง พูดให้ชัดเจนเสียนะ ไม่มีอะไรเหลือแม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่เคยมีในหัวใจ ตั้งแต่กิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่เคยมีการประกอบความเพียรต่อสู้กับกิเลสท่านั้นท่านี้ เหมือนแต่ก่อนที่กิเลสยังมีอยู่ในหัวใจนี้เลย ไม่เคยมี ท่านจึงเรียกว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ เสร็จกิจ การละการถอนกิเลสนี้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว ตั้งแต่กิเลสขาดสะบั้นลงไป

         นอกนั้นก็เป็นกิจเป็นการที่จะทำประโยชน์ให้โลกเท่านั้น ที่จะทำให้เจ้าของก็มีแต่การดูแลรักษาธาตุขันธ์ เป็นความรับผิดชอบเท่านั้น พาอยู่พากิน พาหลับพานอน พาขับพาถ่าย ไปมาเคลื่อนไหว เหล่านี้เพื่อปฏิบัติต่อขันธ์เท่านั้นเอง ท่านไม่ได้ปฏิบัติต่อจิต จิตท่านไม่มีอะไรแล้ว หมดโดยสิ้นเชิง ก็ปฏิบัติต่อขันธ์ ทีนี้สรุปลงมาแล้วขันธ์นี้เป็นภาระอันหนัก ทุกสิ่งทุกอย่างปล่อยไปหมดไม่มีอะไรเหลือ ธาตุขันธ์นี้ปล่อยไปก็จริง แต่มันก็มีผ่านไปผ่านมาในความรับผิดชอบของเราที่เป็นเจ้าของ เดี๋ยวเจ็บนั้น เจ็บปั๊บมันก็รู้ เจ็บปวดก็รู้ อยากหลับอยากนอน อยากขับอยากถ่ายมันก็รู้ หิวโหยมันก็รู้ รู้อยู่ในธาตุในขันธ์ มันมีอยู่ในวงขันธ์นี้เท่านั้น แต่มันก็กวนของมันอยู่นี้

         เหมือนอยู่ในบ้านมีคนเดินผ่านไปผ่านมา อันนี้เรื่องธาตุเรื่องขันธ์มันก็ผ่านไปผ่านมาด้วยความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ ความเจ็บนั้นปวดนี้อะไรเหล่านี้ มันผ่านไปผ่านมา จิตที่รับผิดชอบมันก็รู้กันอยู่ตลอด แม้ไม่ยึดมันก็รู้จะว่าไง จิตเป็นนักรู้ สุดท้ายเรื่องขันธ์นี้เองมาเป็นภาระให้ได้รับผิดชอบตลอดเวลา เคลื่อนไหวไปมาที่ไหนมีแต่เพื่อธาตุเพื่อขันธ์ๆ ไม่ได้เพื่อหัวใจที่รบกับกิเลสนี้เลย กิเลสขาดสะบั้นลงไปตั้งแต่บัดนั้นแล้วจนกระทั่งบัดนี้ ไม่เคยปรากฏว่าได้ทำความพากเพียรเพื่อละกิเลสตัวใดอีก ไม่มี

         ท่านจึงเรียกว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ เสร็จแล้วงานการถอดถอนกิเลส อันเป็นงานอันใหญ่หลวงได้เสร็จสิ้นแล้วในหัวใจ กตํ กรณียํ งานที่ควรจะทำก็คือยังไง งานแก้กิเลสได้ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว งานอื่นที่จะให้ยิ่ง นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ที่จะให้ยิ่งกว่านี้ไปอีกไม่มี มันก็ประจักษ์อยู่ในหัวใจ สดๆ ร้อนๆ ไหมนี่ กิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจ ไม่เคยมีกิเลสเข้ามาผ่านอีกเลย ขาดสะบั้นลงไปแล้วสดๆ ร้อนๆ ไหม มันก็รู้อยู่อย่างนี้ ตั้งแต่ขณะนั้นแล้วไม่เคยเห็นกิเลสตัวใดเข้ามาผ่าน มีแต่เกี่ยวข้องกับโลกกับสงสาร ทำประโยชน์ให้โลกไป จะทำประโยชน์ให้เจ้าของเองไม่เคยปรากฏ ธาตุขันธ์ก็เยียวยากันไป รักษากันไปอย่างนั้นละ

         นี่ก็ยิ่งหนักเข้าทุกวัน ยืน เดิน นั่ง นอน อยู่กับความเหน็ดความเหนื่อย เอ้อ สมมุติทั้งมวล กองทุกข์ทั้งมวลปล่อยหมดแล้ว ธาตุขันธ์แม้จะปล่อยก็ตาม แต่มันก็ยังมีอยู่ในธาตุขันธ์ มารวมอยู่ขันธ์ห้านะ เรื่องความรับผิดชอบมาอยู่ในขันธ์ห้าเท่านี้ นอกนั้นไม่มี ปล่อยไปแล้วก็เป็นอันว่าไป แต่ธาตุขันธ์นี้ปล่อยไปแล้วมันไม่แล้ว มันให้รับผิดชอบอยู่นั้น เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัวตัวร้อน อย่างนี้เป็นเรื่องธาตุเรื่องขันธ์แสดงตัวตลอดเวลา อันนี้บกพร่องตลอด ต้องแสดงอยู่ตลอด ผู้รับผิดชอบก็รู้กันอยู่ตลอด นี่เป็นภาระอันหนึ่ง

         โอ๋ เรื่องความทุกข์ทั้งมวล สมมุติทั้งมวลมารวมอยู่ที่ขันธ์ แน่ะมันก็มาสรุป นอกนั้นหมดโดยสิ้นเชิง แต่ขันธ์นี้หมดก็จริงแต่ความรับผิดชอบยังมี เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงแสดงว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ผู้ละกิเลสได้โดยสิ้นเชิงแล้วแต่ยังมีความรับผิดชอบในธาตุในขันธ์อยู่ อนุปาทิเสสนิพพาน ละกิเลสได้แล้วด้วย ทิ้งธาตุขันธ์ไปโดยสิ้นเชิงด้วย เรียกว่านิพพานแล้วด้วย นั่นเป็นนิพพานโดยสมบูรณ์ ไม่มีสมมุติเข้าไปแอบแฝงพอที่จะรับผิดชอบเลย อันนี้ขันธ์ยังมีแฝงให้รับผิดชอบ ที่จะไปทำความบริสุทธิ์ให้ได้กำเริบไม่มี แต่เป็นความรับผิดชอบกันอยู่โดยสัญชาตญาณมันก็มี

         นี่ท่านว่าสอุปาทิเสสนิพพาน ท่านผู้ใดนิพพานทั้งๆ ที่ยังรับภาระ รับดูแลธาตุขันธ์อยู่หนึ่ง อนุปาทิเสสนิพพาน สิ้นกิเลสแล้วหนึ่ง ธาตุขันธ์พังไปหมดแล้วหนึ่ง เรียกว่านิพพานโดยสมบูรณ์ ท่านก็แสดงไว้แล้วหาที่ค้านไม่ได้ มันเป็นอยู่ในหัวใจ สดๆ ร้อนๆ เหมือนกัน นี่ละธรรมะพระพุทธเจ้าที่แสดงไว้ทุกบททุกบาท ท่านทั้งหลายให้ถือว่าสดๆ ร้อนๆ นะ สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบทั้งหมด มันผิดพลาดก็แต่พวกเรานี้ละ ปีนนู้นปีนี้อยู่อย่างนั้นละ

         ถ้าไปตามธรรมแล้วไม่ว่าเพศฆราวาส ไม่ว่าเพศพระ อยู่ที่ไหนสะดวกสบายตามขั้นภูมิและเพศของตนเสมอไป ไม่ได้ปีนเกลียวกัน เช่นผัวเมียก็ไม่ได้ทะเลาะกัน ผัวก็มีธรรมเมียมีธรรมทะเลาะกันหาอะไร ก็อยู่ตามสภาพของคนมีเหย้ามีเรือน ส่วนพระนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง เป็นขั้นเป็นตอนๆ อย่างนั้นละ นี่ได้พูดแล้วนะจวนจะตายบอกแล้ว ท่านทั้งหลายอย่ามาคิดให้เสียเวล่ำเวลา จะเข้าเนื้อตัวเองนะ หาว่าพูดโอ้พูดอวดพูดอะไร มันเป็นบ้ากันทั้งเมืองนั่นละ

         นี่มันก็เข้ากับที่ว่า พอมันผางขึ้นในหัวใจแล้วเกิดความท้อใจ นี่ก็ได้พูดให้ฟังแล้ว แต่ก่อนมันไม่เคยคิด มันไม่เคยรู้เคยเห็น ตายกองกันมากี่กัปกี่กัลป์ก็ใจดวงนี้แหละ สวมร่างนั้นสวมร่างนี้ ตายเกิดๆ ไม่ทราบกี่ภพกี่ชาติเขากับเรานับไม่ได้เลย เอามาแข่งกันไม่ได้เรื่องภพเรื่องชาติว่ามากขนาดไหน มันก็ไม่รู้ แต่เวลามันผางขึ้นมามันรู้หมดจะให้ว่าไง เกิดความสลดสังเวช ธรรมชาติที่รู้นี้ก็ไม่เคยรู้แต่ก่อน มันก็พึ่งมารู้ในขณะนั้น แล้วสิ่งที่ผ่านมากี่กัปกี่กัลป์ตายเกิดตายกองกันอยู่นี้มันก็ไม่เคยรู้ ผ่านมามันก็จำไม่ได้เสีย แต่เวลานั้นมันจ้าออกมาทั้งหมดเลย ธรรมชาติที่ตายกองกัน ทุกข์ยากลำบากขนาดไหน มันก็รู้เสีย ธรรมชาติที่ผ่านแล้วซึ่งกองเพลิงทั้งหลายในวัฏจักรนี้มันก็รู้เสีย

         เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วมันก็ท้อใจ ความรู้อันนี้ใครจะมารู้ได้เห็นได้ลงขนาดนี้แล้ว  เหมือนหนึ่งว่าสุดวิสัยที่โลกจะรู้ได้เห็นได้ เมื่อเป็นอย่างนี้เรามองดูโลกมันมืดตื้อ เหมือนในถ้ำนั่นแหละแล้วจะสอนไปหาอะไร สอนไปที่ไหนเขาก็จะว่าเราเป็นบ้าเป็นบอไปเกิดประโยชน์อะไร อยู่ไปกินไปพอถึงวันไปเสียเท่านั้นดีแล้ว นั่นเห็นไหมเวลามันขึ้นทีแรก คิดไว้เมื่อไร เวลามันผางขึ้นมามันเป็นสักขีพยานทั้งฝ่ายเลิศฝ่ายเลอ ฝ่ายเลว เห็นด้วยกันประจักษ์แล้ว ตัวจิตตัวนี้เป็นนักรู้มันรู้หมดแล้ว สงสัยไปที่ไหน

         มันก็ท้อใจละซิ สอนไปที่ไหนเขาจะหาว่าบ้า เอ๊ย สอนไปทำไม นี่ท้อใจ ตัวเท่าหนูมันก็เป็นก็บอกว่าเป็น แต่ก่อนมันไม่เคยคิด แต่เวลามันผางขึ้นมามันเป็นเอง อย่างพระพุทธเจ้าทรงปรารถนาเป็นศาสดาเอกมา จนกระทั่งถึงขั้นเป็นศาสดาเอกตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาท้อพระทัยแล้ว พระองค์ได้คิดไว้เมื่อไรว่าจะได้ท้อพระทัย มันเห็นจ้าทั้งสองละซิ ความเลิศเลอแห่งธรรมที่หลุดพ้นแล้วก็ประจักษ์ในพระทัย ความเคยตายกองกันแล้วโลกทั้งหลายกำลังตายกองกันอยู่นี้มันก็เห็นชัดเจนแล้ว สอนไปหาอะไร ก็อย่างว่าแหละ ว่าไปที่ไหนเขาก็จะว่าเราเป็นบ้าไปเสีย ท้อใจ นี้ตัวเท่าหนูมันเป็น เป็นก็บอกว่าเป็นจะให้ว่าไง

         จนกระทั่งถึงที่ว่าธรรมมากระตุกอย่างแรงเหมือนกันนะ เราท้อใจประหนึ่งว่าจะไม่เล่นกับใครเลยละ อยู่ตามป่าตามเขา บิณฑบาตกับชาวบ้านในป่าในเขาพอยังชีวิตให้เป็นไปในวันหนึ่ง พอธาตุขันธ์ดับแล้วทิ้งเลยไปเลย อันนี้สะดวกสบายมาก ไม่ขัดต่อจิตใจอะไรเลย แต่การสอนนั้นสอนนี้ยุ่งนั้นยุ่งนี้ขัด เพราะเห็นว่าสอนไปแล้วก็จะไม่มีใครรู้ ธรรมประเภทนี้เหมือนหนึ่งว่าสุดวิสัยของโลกที่จะรู้ได้เห็นได้ มันก็ปล่อยละซิ ทอดธุระ แล้วธรรมจึงกระตุกขึ้นมา นี่เราก็ไม่ลืมนะ กระตุกขึ้นมาอย่างแรงเสียด้วย

         ก็เมื่อธรรมเหล่านี้เป็นที่สุดวิสัยของโลกที่จะรู้ได้เห็นได้ แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหนถึงรู้ได้เห็นได้ เรารู้ได้เพราะเหตุใด คำว่าเพราะเหตุใดมีสายทางมา ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงที่สุดของจิตนี้ มันมองดูสายทางมาถึงตรงนี้ เพราะเหตุใด จึงว่า อ๋อรู้ได้ รับทันทีเลย ทั้งๆ ที่ปฏิเสธจะเอาตัวรอดไปแต่คนเดียว ถึงวันกาลเวลาตาย ตายไปเลยไม่ต้องยุ่งกับใคร แต่พอว่าธรรมอันนี้ว่าวิเศษวิโส ถึงขนาดโลกรู้ไม่ได้แล้ว เราเป็นเทวบุตรเทวดามาจากไหนเราทำไมรู้ได้ และรู้ได้เพราะเหตุใด นี่ซิสำคัญ เหตุใดก็คือสายทางที่มา มาถึงที่นี่ อ๋อ รู้ได้ โลกทั้งหลายมีเหมือนกัน สายทางบำเพ็ญคุณงามความดีมีแต่สายทางทั้งนั้นกำลังก้าวมาๆ มาตามสวากขาตธรรม

พระพุทธเจ้าสอนให้ทานก็ให้ทาน สอนให้รักษาศีล สอนให้สร้างความดีก็ทำตาม แล้วเป็นสายทางมาเรื่อยๆๆ มา นี่แหละรู้ได้เพราะเหตุใด เรามีสายทางมา โลกทั้งหลายมีสายทางมาเหมือนกัน ยอมรับกันทันที อ๋อ รู้ได้ทันทีเลยนะ ทั้งๆ ที่ปฏิเสธจะไม่เล่นด้วยอะไรแล้ว พอถึงขั้นที่ว่ารู้ได้เพราะเหตุใด สัตว์โลกต่างมีบุญมีบารมีสร้างมาด้วยกัน มีสายทางมาด้วยกัน เป็นแต่ว่าใกล้กับไกลเท่านั้นเอง แต่มีมาด้วยกันอย่างนี้ มันจึงยอมรับทันทีว่า อ๋อ รู้ได้ แม้ไม่มากก็รู้ได้ นั่น ปฏิเสธไม่ได้เลย มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ การบำเพ็ญคุณงามความดีไม่ได้หายไปไหน เป็นสายทางตลอดๆ จนกระทั่งถึงวิมุตติพระนิพพาน นั่นแหละที่ว่ารู้ได้เพราะเหตุใด เราถึงจุดนี้แล้วมองมา เพราะเหตุใด มันไม่ได้มาอยู่เฉยๆ มันมีสายทางเข้ามา นั่นจึงยอมรับ อ๋อ รู้ได้

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า สดๆ ร้อนๆ นะ อย่าฟังเสียงใครผู้ใดมาหลอกมาลวง นอกจากพุทธศาสนา จำให้ดีพี่น้องทั้งหลาย นี้แม่นยำมาตลอด พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มาตามสายทางของศาสดาด้วยกัน ไม่มีผิดมีพลาด องค์นี้ตรัสรู้แล้ว องค์นั้นจะมาตรัสรู้ตลอด มองดูพับ พุ่งถึงกันเลยสงสัยที่ไหน แล้วจะไปข้างหน้าก็แบบเดียวกันนี้ ท่านไปตามสายทางของศาสดาด้วยกัน ท่านไม่ได้ไปแบบแหวกโน้นแหวกนี้เหมือนกิเลสพาไป ศาสนากิเลส ศาสนธรรมมี ศาสนกิเลสก็มี จำเอาอันนี้ เราพูดเพียงย่อๆ เท่านี้

นี่คือศาสนธรรมแท้รื้อขนสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ นอกนั้นพิจารณาเอาเอง เรื่องโครงการของกิเลสยกขึ้นมาเป็นศาสนาๆ เต็มโลกเต็มสงสาร ใครก็มีศาสนาเต็มบ้านเต็มเมืองใครหาความสงบสุขได้มีไหม? มันจะมีอะไรก็มีแต่โครงการของกิเลสมาเสกสรรปั้นยอว่าเป็นศาสนาเฉยๆ เป็นโครงการของกิเลสสร้างความทุกข์ร้อนให้แก่สัตว์ทั้งหลาย ดีไม่ดีเอาศาสนาตีกันรบกันตีกัน ศาสนาแท้รบกันหาอะไร นั่น เท่านั้นมันก็พอ ให้พากันอุตส่าห์พยายาม เรายิ่งจวนจะตายเท่าไรแทนที่จะมาห่วงเจ้าของไม่ได้ห่วงนะ กลับห่วงโลกห่วงสงสาร เพราะฉะนั้นธรรมะจึงออกเรื่อยๆ มันจวนจะตายแล้ว ให้ยึดไว้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ อันนี้ไม่ตายสดๆ ร้อนๆ นะความดีงามทั้งหลายไม่ตายสดๆ ร้อนๆ

ให้พากันอุตส่าห์พยายาม ทุกข์ยากลำบากก็เถอะ เขาเคยทำบุญให้ทานไม่เคยทำบุญ เขาก็มีทุกข์ เศรษฐีเหมือนกัน เราไม่ได้เป็นเศรษฐีเงินขอให้เป็นเศรษฐีธรรมสุขมากนะ เอาตรงนี้แหละนะ เอาละพอวันนี้เหนื่อยแล้ว พูดไปพูดมาเหนื่อย

ผู้กำกับ หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย คอลัมน์วิจารณธรรม วันพุธที่ ๔ ส.ค.๔๗

เท่ากับปิดกั้นเส้นทางโจร !!

ดังเป็นที่ทราบแก่กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปแล้วว่า ในการประชุมมส.เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ที่มีวาระพิจารณาเลือกคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อให้เป็นไปตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕  พ.ศ.๒๕๔๗ นั้น ได้มีการจัดทำโผกันไว้แล้วล่วงหน้า โดยผู้มีอำนาจในที่ประชุมพยายามที่จะอ่านข้อความที่จัดเตรียมไว้แล้วในมือมาอ่านเสนอต่อที่ประชุมให้ปฏิบัติตาม

กรรมการมส.ได้เอ่ยปากท้วงติง "รอไว้ก่อนได้มั๊ย ให้พักไว้ก่อน ขอให้ที่ประชุมได้พิจารณาเลือกคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่เสียก่อน" แต่ก็ยังทู่ซี้ที่จะอ่านสิ่งที่เตี๊ยมกันมา ?!

คณะกรรมการ มส. ได้พยายามเชื้อเชิญให้ผู้เป็นคฤหัสถ์ออกไปนอกห้องทั้งหมด เพราะต้องการประชุมสงฆ์เป็นการเฉพาะเท่านั้น แม้แต่รองนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านก็ยังถูกเชิญให้ออกไปรอนอกห้อง แต่คฤหัสถ์ท่านนี้เป็นใครทำไมถึงไม่ยอมเชื่อฟัง ?

ขอพักตรงนี้เอาไว้ก่อน ขอมาว่าต่อเรื่องจากเมื่อวานดีกว่า เนื่องจากความไม่ชอบมาพากลของขบวนการปล้นตำแหน่งพระสังฆราช ที่ได้จัดเตรียมเขียนร่างเป็นมติ มส. เรื่องการแต่งตั้งฯ หรือกำหนดวิธีดำเนินการของคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หรือการฉวยโอกาสเข้าไปขืนพระทัยต่อพระองค์ท่านเพื่อให้ลงพระนามในหนังสือสำคัญ ดังที่เคยกล่าวไว้แล้วนั้น

ในข้อที่ ๖ ของประกาศวิธีดำเนินการฯ ซึ่งระบุไว้ว่า ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเก็บรักษาพระตราสมเด็จพระสังฆราชไว้ และใช้พระตราดังกล่าวตามขนบธรรมเนียมและประเพณี ซึ่งเรื่องนี้คงไม่พ้นจากพระเนตรพระกรรณอย่างแน่นอน ดังนั้นรองเลขาธิการพระราชวัง ผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวังฝ่ายที่ประทับ และผู้อำนวยการกองวัง จึงมีคำสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่เวรพระจำพระองค์สมเด็จพระสังฆราช ให้ถือปฏิบัติตามข้อปฏิบัติต่อสมเด็จพระสังฆราชกรณีที่มาเข้าเฝ้า และการลงพระนามในหนังสือต่างๆ โดยเคร่งครัด ดังนี้

การเข้าเฝ้ากรณีบุคคลทั่วไป

๑.ให้คำนึงถึงพระสุขภาพของสมเด็จพระสังฆราชเป็นสำคัญ

๒.ให้ผู้เข้าเฝ้าแจ้งวัตถุประสงค์ กรณีที่นอกเหนือจากการมาถวายสักการะพระองค์ท่านต่อเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง พิจารณาความเหมาะสม

๓.การเข้าเฝ้าทุกครั้งให้มีพระภิกษุ แพทย์ หรือพยาบาล เจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง และลูกศิษย์อยู่ช่วยถวายงานทุกครั้ง

การเข้าเฝ้ากรณีคณะผู้ที่มาเข้าเฝ้าเป็นบุคคลสำคัญในสังคม

๑.ให้มีหนังสือหรือโทรศัพท์ ติดต่อประสานมายังสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช พร้อมทั้งแจ้งวัตถุประสงค์ของการเข้าเฝ้า จำนวนและรายนามผู้ที่ขอเข้าเฝ้า

๒.วัตถุประสงค์ที่มาเข้าเฝ้า ต้องไม่เป็นเรื่องที่รบกวนพระทัยของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพระสุขภาพของพระองค์ท่านได้

๓.การกำหนดเวลาเข้าเฝ้า ให้เป็นการตัดสินใจร่วมกันของฝ่ายเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชและเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง

๔ การเข้าเฝ้าทุกครั้งให้มีพระภิกษุ แพทย์หรือพยาบาล เจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง และลูกศิษย์อยู่ช่วยถวายงานทุกครั้ง

การลงพระนามในหนังสือสำคัญต่างๆ

๑.ถวายการอ่านเนื้อความในหนังสือโดยละเอียด เพื่อให้สมเด็จพระสังฆราชพิจารณา

๒.ในการลงพระนามทุกครั้งต้องประกอบด้วยแพทย์ เจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง ฝ่ายเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช (พระภิกษุหรือลูกศิษย์แล้วแต่กรณีที่เกี่ยวข้อง) อยู่เพื่อรับทราบและเป็นพยาน

๓.เมื่อลงพระนามแล้ว ทุกฝ่ายต้องจดบันทึก ระบุเรื่องที่ลงพระนาม วันที่ เดือน ปี และเวลา พร้อมทั้งลงนามร่วมกันในสมุดจดบันทึก

ดังที่ ณ หนูแก้ว ได้กล่าวไว้แล้วแต่เมื่อวานนี้ว่า ฟ้าได้โปรดเมตตาประทานความปลอดภัยแด่พระองค์ท่านแล้ว ซึ่งนับแต่นี้ไป ไม่ว่าจะเป็นคนหัวดำ หัวเกรียน หรือหัวโล้นใดๆ ก็ไม่อาจจะเข้าไปแสดงอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ขืนพระทัยพระองค์ท่านได้อีกต่อไปแล้ว

การหมายมั่นปั้นมือหมายที่จะช่วงชิงเอาพระตราเครื่องอิสริยยศ ซึ่งเป็นพระตราประทับเฉพาะลายพระหัตถ์ของพระองค์ไปเก็บไว้ใช้เพื่อทำปู้ยี่ปู้ยำ หรือหวังใช้เป็นอำนาจข่มเหงรังแกต่ออาณาประชากรสงฆ์ ก็จะไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป

เจ้าคนหัวเกรียนคงหมดโอกาสที่จะเข้าไปกระทำย่ำยีต่อพระองค์ท่านได้แล้ว หรือการจะนำลูกสมุนใจบาปเข้าไปบันทึกภาพวิดีโอเพื่อนำออกเผยแพร่ประจานต่อสังคม ก็จะกระทำเช่นนั้นไม่ได้อีกต่อไปเช่นกัน

เท่ากับปิดกั้นเส้นทางโจรได้อีกทางหนึ่ง !!

 

                                                                        ณ. หนูแก้ว

 

รับฟังรับชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และทางสถานีวิทยุกระจายเสียงทางอุดร FM 103.25 KHz

และทางสถานีวิทยุกระจายเสียงจากสวนแสงธรรม FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก