เทศน์เกี่ยวกับการส่งมอบรายชื่อประชาชนฯ
วันที่ 19 สิงหาคม 2547 เวลา 18:30 น.
สถานที่ : กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๑๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

 

(ถอดเฉพาะตอนท้ายเทศน์ก่อน)

(ผู้กำกับอ่านคำกล่าว การส่งมอบรายชื่อประชาชนจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนชื่อ ที่แสดงประชามติ เพื่อเรียกร้องให้การปฏิบัติต่อสมเด็จพระสังฆราชทุกกรณีให้เป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

“ตั้งนะโมพร้อมกันสามจบ

          ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมถวาย กาย วาจา ใจ เป็นเครื่องสักการะพระรัตนตรัย ซึ่งพิทักษ์รักษา ปวงประชาชาติไทย ให้ผาสุกเย็นใจเสมอมา

          ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายบังคม เบื้องพระยุคลบาท พระประมุขของชาติ ปกเกล้าปกกระหม่อม

          ข้าพระพุทธเจ้า ขอสักการะ เทพไท้เทวะ ที่ปกปักษ์รักษา พระพุทธศาสนาและปวงประชา สืบสานจำเริญมา กว่า ๒,๕๐๐ ปี

          บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอกล่าวข้อความ ให้เป็นที่รับทราบ ทั่วสามโลกธาตุ ดังต่อไปนี้

          ด้วยปรากฏว่า มาตรา ๗ ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยรัฐบาลเผด็จการภายใต้การกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ของนายอานันท์ ปันยารชุน และคณะ ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ในขณะนี้ มีเนื้อหาลิดรอนพระพราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยบัญญัติข้อความกำหนดให้มีการทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยพระมหากษัตริย์ไม่อาจมีพระราชอัธยาศัยเป็อย่างอื่นไปได้

          การดังกล่าว เป็นการขัดต่อพระธรรมวินัยที่กำหนดอาวุโสของพระภิกษุโดยพรรษา และก่อให้เกิดความเศร้าสลดใจแก่พุทธศาสนิกชน ผู้มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่ง เฝ้าระทมทุกข์กังวลใจตลอดมาว่า สักวันหนึ่งผลร้ายของมาตรา ๗ ซึ่งเปรียบดังกองไฟที่ถูกกลบไว้ด้วยเถ้าถ่าน จักบังเกิดผลเป็นอันตรายต่อแผ่นดินไทย อันเป็นแผ่นดินที่ประดิษฐานพระบวรพุทธศาสนา เมื่อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง

          สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ได้ประทานพระวรธรรมคติว่า “ความจริงบ้านเมืองไทยนี้เป็นของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับเป็นพระราชมรดกจากสมเด็จพระบรมราชบุพการี ที่ทรงสร้างเป็นบ้านเมืองไว้ เป็นพัน ๆ ปีมาแล้ว และมาตั้งพระผู้ทรงสืบสายโลหิต เป็นลำดับมา จนถึงสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระผู้ทรงคุณอันประเสริฐของเรา

          ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมแลเห็นความจริงนี้ชัดเจนว่า ผู้เป็นพสกนิกรไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน เป็นผู้ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ให้มีสิทธ์ในบ้านเมืองของพระองค์ เหมือนดังบ้านของตนเอง เมื่อเข้าใจความจริงข้อนี้ ก็คงเข้าใจหน้าที่ต่อตน ต่อพระผู้มีพระมหากรุณาเป็นล้นพ้น สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ไม่ทรงเป็นโทษเป็นภัยแก่พสกนิกร ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ไม่ทรงอาศัยความโลภ ความโกรธ ความหลงใด ๆ ทั้งสิ้น ในความทรงเกี่ยวข้องกับผองชาวประชา ทรงอาศัยพระมหากรุณาเป็นที่ตั้งจริง ปรากฎชัดในสารพัดสิ่งที่ทรงกระทำเพื่อข้าแผ่นดินทั้งนั้น ทรงปกครองประเทศชาติชาวประชาได้ร่มเย็นเป็นสุข ยิ่งกว่าทุกอาณาเขตในโลกนี้..”

          กลุ่มประชาชนชาวไทยผู้มีความหวังดีต่อชาติและพระพุทธศาสนา ได้มีหนังสือเรียกร้องไปยังผู้มีหน้าที่รับผิดชอบให้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๕ ได้รับคำตอบแต่เพียงว่า ได้ดำเนินการส่งเรื่องไปให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้พิจารณา จนกระทั่งมีการปฏิรูปราชการ จัดหน่วยงานทางราชการใหม่ ไม่อาจติดตามเรื่องเดิมและผู้รับผิดชอบได้ ถึงเวลานี้เป็นระยะเวลากว่า ๒ ปีแล้ว

        บัดนี้ ปรากฏชัดเจนอีกด้วยว่า เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๗ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และคณะผู้ช่วย ซ้อนกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่พระเจ้าอยู่หัวฯทรงสถาปนา ทั้ง ๆ ที่สมเด็จพระญาณสังวรฯยังดำรงพระชนม์อยู่ โดยอ้างว่าเป็นความประสงค์ของรัฐบาล

          ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๗ รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ อาการพระประชวรของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งอ้างอิงจากการเปิดเผยของผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬา มิใช่คณะแพทย์หลวงที่ถวายการรักษาสมเด็จพระสังฆราช อีกทั้งมิใช่อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลที่ไปก้าวล่วงความเจ็บไข้ได้ป่วย อันเป็นสิทธิส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสังฆราช เพื่ออ้างเป็นเหตุให้ออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม วรรค ๕ ของมาตรา ๑๐ แห่งพรบ.คณะสงฆ์ ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม ๒๕๓๕ แล้วสนับสนุนให้มหาเถรสมาคมแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๗

แต่ในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๗ เช่นเดียวกัน สำนักพระราชวังได้ออกระเบียบการปฏิบัติในการเสนองาน และการทรงงานตลอดจนการเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช เพื่อใช้เป็นหลักปฏิบัติต่อสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

          ครั้นวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๗ เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ         ทรงเยี่ยมและสนทนาธรรมกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นเวลานานกว่า ๓๐ นาที เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้ว ไม่ปรากฏว่าคณะแพทย์หลวงได้แถลงว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช มีอาการพระประชวร

          ต่อมาระหว่างวันที่ ๑๖-๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๗ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ได้มีพระบัญชา ให้พระเทพสารเวที เลขานุการในพระองค์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนองค์สมเด็จพระสังฆราช ไปถวายการสักการะ อดีตสมเด็จพระสังฆราชและพบุพพาจารย์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ตามสถานที่ต่าง ๆ จนครบถ้วน

          การกระทำของนายวิษณุ เครืองาม ที่กระทำต่อสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช โดยกล่าวยืนยันในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ว่าเป็นความคิดอ่าน และเป็นความประสงค์ของรัฐบาล

          ดังนั้น เพื่อให้เหตุการณ์ที่นายวิษณุ เครืองาม กระทำต่อสมเด็จสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช ที่พระเจ้าอยู่หัวฯทรงสถาปนา โดยอ้างว่าเป็นความประสงค์ของรัฐบาล และการคัดค้านสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) และคณะ ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม สนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นที่ยุติ

          ประชาชนชาวไทยขอร่วมกันลงชื่อในชั้นต้นนี้ เป็นจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อแสดงประชามติเรียกร้องให้รัฐบาลยุติ การกระทำต่อสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่พระเจ้าอยู่หัวฯทรงสถาปนา ตลอดระยะเวลา ๘ เดือนที่ผ่านมา  และยกเลิกการสนับสนุนให้มีคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยถวายการปฏิบัติต่อสมเด็จพระสังฆราช ไม่ว่าในกรณีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช หรือการแต่งตั้งบุคคล หรือคณะบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับพระอำนาจของสมเด็จพระสังฆราช ที่พระเจ้าอยู่หัวฯทรงสถาปนา ในทุกกรณี ให้เป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเท่านั้น

          ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหาษัตริยาธิราชเจ้า และเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และกตัญญูกตเวที ต่อพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อีกทั้งเป็นการขจัดความเศร้าสลด ความสับสน ความวิตกกังวล ของพุทธบริษัท อันมีมาแต่การกระทำของรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน และคณะ สืบต่อมาจนกระทั่งการกระทำของนายวิษณุ เครืองาม ให้หมดสิ้นไป

          จึงประกาศมาเพื่อกรุณาทราบโดยทั่วกัน

๐ ส.ค. ๒๕๔๗”)

 

          หลวงตา         :       ที่อ่านไปแล้วนี้ ถูกต้องแล้วนี่น่ะ เหมาะสมแล้วกับประชาชนทั้งแผ่นดินเห็นอย่างนี้ ที่ได้คัดค้านนี่ก็คือเสี้ยนคือหนามของศาสนา แสดงออกมาอยู่เรื่อย ๆ ก่อให้เกิดเรื่องเกิดราวตลอดมานี้คือใครก็รู้กันแล้วทุกคน นี่คือกาฝากมหาภัย ก่อเรื่องนั้นก่อเรื่องนี้ขึ้นมา คำว่ากาฝากไม่มีคุณค่ากับต้นไม้ต้นใด ไปเกาะต้นไม้ กิ่งไม้ต้นใดแล้วจะทำต้นไม้ต้นนั้นให้เสีย ๆ ไป จนกระทั่งตายไป ถ้ามีกาฝากมากเท่าไรยิ่งตายได้ง่าย จึงเรียกว่ากาฝากมหาภัยในต้นไม้ นี่เป็นกาฝากมหาภัยต่อชาติ ต่อศาสนา ต่อพระมหากษัตริย์ ตั้งกาฝากมานี้กี่ครั้งแล้ว ท่านทั้งหลายคงทราบได้ดี แล้วพยายามปัดออกกาฝาก

มันจะมาเกาะเนื้อหนังที่มีคุณค่ามหาศาลนี้ให้พินาศฉิบหายไป ต่างคนต่างปัดออก ๆ เรื่อย เรื่องนั้นเกิดขึ้นมานี้คือกาฝากมหาภัยมาเกาะ ปัดออก ๆ เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ นี่คือกาฝากมหาภัยปัจจุบัน ที่กำลังเกิดอยู่เวลานี้ เพราะเหตุไร เพราะเนื้อหนังของชาติ ของศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเนื้อหนังที่สมบูรณ์พูนผลทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรบกพร่อง เป็นแต่เพียงกาฝากมหาภัยนี้เข้าไปเกาะ จะกลืนจะกินทั้งชาติ ทั้งศาสนา ทั้งพระมหากษัตริย์ จึงต้องพากันปัดออกให้หมด เข้าใจเหรอนี่น่ะ

นี่คือกาฝากมหาภัยกำลังเกาะอยู่เวลานี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย กาฝากมหาภัยของคนไทยทั้งชาติ ของศาสนาที่เลิศเลอ และพระมหากษัตริย์ มันกำลังเกาะจะกลืนจะกินให้แหลกเหลวไปหมด ให้พากันจำเอาไว้ แล้วให้พากันปัดออก ดังวันพรุ่งนี้ที่จะไปก็ไปปัดอันนี้นั่นเอง ให้ไปด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน นี่เป็นเรื่องของชาติไทยเราปัดกาฝากมหาภัยออก ไม่ให้มาแปดมาเปื้อน มาทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเราซึ่งเป็นที่เทิดทูนมาดั้งเดิม เอาละพูดเพียงเท่านั้น เข้าใจเหรอ เราไขเงื่อนออก

 

www.Luangta.com

                  

         

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก